หนาวทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์ อนุทินสั่งปปง. ลุยสอบเส้นทางเงินขรก.

หนาวทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์  อนุทินสั่งปปง.  ลุยสอบเส้นทางเงินขรก.

หนาวทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์ อนุทินสั่งปปง. ลุยสอบเส้นทางเงินขรก.

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนาวทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์ อนุทินสั่งปปง. ลุยสอบเส้นทางเงินขรก. ฟันเอี่ยวต่างชาติยึดเกาะ กร้าวต้องกำจัดให้สิ้นซาก

นายกฯเอาจริงปราบนอมินีต่างชาติ-รุกที่สาธารณะ สั่งอธิบดีปกครองตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอในพื้นที่ภูเก็ต-สุราษฎร์ พร้อมใช้กลไก ปปง. ไล่เช็คเส้นทางการเงินข้าราชการ ฝ่ายปกครอง และตำรวจเป็นกรณีพิเศษ หากพบการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบให้ดำเนินการเอาผิดอย่างเด็ดขาด และได้เรียก ผบ.ตร.ถกแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ รุกหาดฟรีดอม เกาะพะงัน ลั่นต้องจัดการให้สิ้นซาก ขณะผู้การสุราษฎร์ฯ เปิดผลปฏิบัติการปราบปรามนอมินีเกาะพะงัน รับเป็นคดีอาญาไว้สอบสวนแล้ว 25 คดี จับกุมเจ้าของบริษัทการบัญชี 2 ราย เตรียมขยายผลตรวจสอบอีก 187 บริษัท

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์หลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามปัญหานอมินีต่างชาติ การรุกพื้นที่สาธารณะ และการประกอบกิจการผิดกฎหมาย ในพื้นที่หาดฟรีดอม จ.ภูเก็ต และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา

สั่งตรวจสอบนายอำเภอ-ฝ่ายปกครอง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ระหว่างการลงพื้นที่ดังกล่าว นายอนุทิน ได้เรียก นายนฤชา  โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าพบเป็นการด่วน พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอ และฝ่ายปกครองในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฎร์ธานี ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เกิดปัญหานอมินีต่างชาติ การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ได้

ทั้งนี้ ภายหลังนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ ได้พบเห็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า รวมถึงได้รับข้อมูลร้องเรียนจากประชาชนว่า มีข้าราชการหลายระดับ ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานอื่น เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือปล่อยปละละเลยต่อการกระทำผิดดังกล่าว

ใช้กลไกป.ป.ง.เช็คเส้นทางการเงิน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับให้อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. อีกตำแหน่ง ใช้กลไกของ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินของข้าราชการฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นกรณีพิเศษ หากพบมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนอมินีต่างชาติ หรือการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ให้ดำเนินการทางกฎหมายและทางวินัยอย่างเด็ดขาด

สำหรับการสั่งการครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณชัดเจนของรัฐบาล ต้องการรื้อกลไกอิทธิพลและขบวนการผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่ใช้อิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทาเพิ่มมากขึ้น

เรียกผบ.ตร.เข้าพบที่ทำเนียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 14 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ได้เรียก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เข้าพบบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่ง

หลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยให้รถไปรับที่ด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้าก่อนจะเดินทางออกไป

สั่งปราบต่างชาติทำผิดก.ม.ให้สิ้นซาก

ขณะที่ พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า วันนี้นายกฯ ได้เรียกหน่วยงานมากำชับเรื่องการปราบปรามชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย ทั้งหาดฟรีดอม ที่ จ.ภูเก็ต และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งนายกฯ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กฎหมายในการจัดการ และดูแลสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหาดฟรีดอม และเกาะพะงัน ที่มีนอมินีต่างชาติ ซึ่งการทำงานจะนำโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. รวมถึงทีมงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยกันปราบปรามอย่างจริงจัง โดยนายกฯ ย้ำว่าจะต้องจัดการให้สิ้นซาก

เมื่อถามว่า มีการหารือถึงมาตรการด้านวีซ่าด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.จิรภพ ยอมรับว่ามีบ้าง เพราะถือเป็นนโยบายภาพใหญ่ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งขณะนี้นายกฯ กำลังดำเนินการอยู่

เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เสนอข้อเสนออะไรหรือไม่ พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร. มีการพูดคุยรายละเอียดกันอยู่ตลอด

ตร.สรุปผลทลายนอมินีเกาะพงัน

ทางด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน” ว่า ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจในประเทศไทย ให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะมาตรการ เอ็กซ์เรย์พื้นที่ที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยและลงทุนจำนวนมาก ซึ่งเกาะพะงันถือเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนตรวจสอบพบบริษัทนิติบุคคลบนเกาะพะงันทั้งหมด 3,754 ราย และพบว่ามีบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นถึง 2,381 ราย เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 ราย และออกหมายจับอีก 3 ราย พร้อมตรวจยึดโฉนดที่ดิน 37 แปลง มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

เร่งขยายผลเส้นทางการเงิน

โดยหลังจากนี้จะเร่งสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงิน รวมถึงตรวจสอบผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง การที่ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยสามารถทำได้ หากดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย เช่น การถือหุ้นต้องไม่เกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด แต่ปัญหาที่พบคือการใช้ “นอมินี” หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่ออำพรางการถือครองธุรกิจและทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกถึงรูปแบบการถือหุ้นไขว้กันของบริษัทต่างๆ ว่าเข้าข่ายการอำพรางหรือไม่ โดยพบลักษณะใช้คนไทยกลุ่มเดิมถือหุ้นหรือเป็นกรรมการในหลายบริษัท สลับกันไปมา จนอาจเข้าข่ายเป็น “บริษัทม้า” หรือบริษัทนอมินี สำหรับประเด็นที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือสำนักงานกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น

ตรวจสอบจนท.รัฐรู้เห็นหรือไม่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังตรวจสอบว่า บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “รู้หรือควรรู้” หรือไม่ ว่าการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการช่วยปกปิดอำพรางให้ชาวต่างชาติเข้ามาครอบงำธุรกิจในไทย โดยเฉพาะกรณีสำนักงานกฎหมายหรือทนายความที่รับดำเนินการจัดตั้งบริษัท ซึ่งจะต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างละเอียดส่วนคนไทยที่เข้าไปถือหุ้นแทน หากพบว่ามีพฤติการณ์ช่วยเหลือหรือสนับสนุนการถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินคดีแล้ว 2 ราย และอยู่ระหว่างขยายผลเพิ่มเติม

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวยืนยันว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งปราบปรามกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อป้องกันการครอบงำธุรกิจและถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย

ตร.สุราษฎร์ลุยสางคดีนิมินี

พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการปราบปรามนอมินีเกาะพะงัน ว่า ผลการตรวจค้นบริษัทต้นน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรึกษาสำนักงานกฎหมายและการบัญชีจำนวน 6 บริษัท พร้อมตรวจยึดเอกสาร 788 รายการ, คอมพิวเตอร์ 7 เครื่อง, ตราประทับบริษัทต่างๆ 245 บริษัท และเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนปากคำ 13คน ตรวจค้นบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทนอมินี 24 บริษัท ตรวจสอบยึดเอกสารสิทธิที่ดิน 36 แปลง เนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน มูลค่า 150 ล้านบาท ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดิน ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัทนิติบุคคล หรือผู้มีอำนาจ ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน, ครอบครองที่ดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย 24 คดี และแจ้งข้อหาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต 1 คดี

รวบผู้ต้องหาชาวไทย2ราย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 2 ราย คือ น.ส.มีนา และ นายประทาน ในข้อหา เป็นผู้มีสัญชาติไทย ร่วมกันให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าวตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสามโดยที่คนต่างด้าวนั้นมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในบริษัทจำกัดเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542

ซึ่งก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่า น.ส.มีนา ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทหนึ่งในพะงัน และนายประทาน เป็นน้องชาย มีชื่อเข้าไปถือหุ้นอยู่ในบริษัทจำกัดต่างๆ จำนวน 187 บริษัท แยกเป็น น.ส.มีนา 144 บริษัท นายประทาน 43 บริษัท และต่อมาตำรวจสืบสวนจนสามารถจับกุมบริษัทนิติบุคคลของชาวต่างชาติที่ทั้ง 2 เป็นกรรมการ และจับกุม น.ส.มีนา ดำเนินคดีไปแล้ว 8 คดี ศาลมีคำสั่งพิพากษาแล้ว 2 คดี อยู่ระหว่าง การพิจารณาของศาล 2 คดี และชั้นพนักงานอัยการ 4 คดี แล้วล่าสุดถูกออกหมายจับในคดีให้การช่วยเหลือกรณีจับกุมร้านอาหารของชาวอิตาลี

รับเป็นคดีอาญาไว้สอบสวนแล้ว25คดี

พล.ต.ต. สุวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีการแต่งตั้งคณะ ทำงานสืบสวนจับกุมการประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายของชาวต่างด้าว โดยมีผลปฏิบัติ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567- ปัจจุบัน รวม 39 คดี ในจำนวนที่ศาลพิพากษาแล้ว 3 คดี อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล 1 คดี อยู่ชั้นพนักงานอัยการ 4 คดี และอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน 31 คดี และในการเปิดแผนปฏิบัติการปราบปรามนอมินี เมื่อวันที่13 พ.ค. มีการร้องทุกข์กล่าวโทษและรับเป็นคดีอาญา 25 คดี และจะต้องมีการขยายผลบริษัทต้องสงสัยอีกจำนวน 187 บริษัท

แม้ว่าที่ผ่านมาก็บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะมีการแต่งคณะพนักงานสอบสวน เพื่อคลี่คลายคดีส่วนนี้อยู่แล้วแต่กำลังพนักงานสอบสวนที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ จึงได้ทำบันทึกเสนอ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจภูธรภาค 8 ให้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนอมีนี เพื่อสนับสนุนการทำงานของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้สามารถสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับบริษัทนอมินี ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรม

ดร.ธนพร เข้าขอโทษ ภูมิธรรม หลังเจอฟ้อง ยกเป็นบทเรียนเตือนสตินักวิพากษ์วิจารณ์

ดร.ธนพร เข้าขอโทษ ภูมิธรรม หลังเจอฟ้อง ยกเป็นบทเรียนเตือนสตินักวิพากษ์วิจารณ์

ดร.ธนพร เข้าขอโทษ ภูมิธรรม หลังเจอฟ้อง ยกเป็นบทเรียนเตือนสตินักวิพากษ์วิจารณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความพร้อมภาพผ่านเฟซบุ๊ก Phumtham Wechayachai ระบุว่า วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ได้ติดต่อเข้ามาพบผมเพื่อขอโทษ จากกรณีที่เคยให้สัมภาษณ์ วิพากษ์วิจารณ์ผมค่อนข้างรุนแรงต่อกรณีปัญหาความขัดแย้ง ของไทยกับกัมพูชา เมื่อครั้งที่ผมดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สำหรับผม การแสดงความเห็นต่างและการตรวจสอบของนักวิจารณ์การเมืองแต่ละกรณี ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความลับทางการทหาร ความปลอดภัยของกำลังพลและความเสี่ยงของประชาชนตามชายแดน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในนามรัฐบาลเวลานั้น การสื่อสารเชิงนโยบายจึงต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบที่ชัดเจน ไม่ให้สัมภาษณ์ตามอำเภอใจ การให้ข้อมูลในรายละเอียดบางเรื่องจึงต้องระมัดระวังผลกระทบที่จะตามมา ในครั้งนั้นมีการแสดงความไม่พอใจจนถึงการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ทำให้ผมต้องพึ่งกลไกกระบวนการยุติธรรม

แต่เมื่อ ดร.ธนพร ติดต่อประสานมาพบและขอโทษ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะความเข้าใจผิดในข้อมูลบางประการ ผมจึงขอขอบคุณ ดร.ธนพร ที่เข้ามาพูดคุยด้วยความเข้าใจ และแสดงถึงวุฒิภาวะที่ได้ยอมรับว่า เรื่องบางเรื่องเมื่อได้รับรู้ข้อมูล รอบด้านแล้ว มุมมองก็อาจเปลี่ยนไปได้ สำหรับผม สิ่งสำคัญกว่าการเอาชนะกันทางความคิด คือการช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ เป็นความรับผิดชอบที่ให้ผลลัพธ์ดีต่อทุกฝ่ายมากกว่าเก็บความขัดแย้งไว้ ผมจึงตกลงใจจะถอนฟ้อง ดร.ธนพร ด้วยความเข้าใจและเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น

ผมอยากให้กรณีที่เกิดขึ้นกับผมในครั้งนี้เป็นข้อเตือนใจ นักวิจารณ์การเมืองว่า การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเห็นต่างไม่ใช่เรื่องผิด แต่ควรต้องศึกษาข้อมูล และข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างถูกต้อง ครบถ้วน เพื่อทำให้คำวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นมีความสร้างสรรค์ ไม่ใช่เป็นเพียงการแสดงวาทกรรม ที่มุ่งร้ายทำลายคนอื่น
 

ราชกิจจาฯ ประกาศ ‘พรรคพลังท้องถิ่นไท’ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

ราชกิจจาฯ ประกาศ 'พรรคพลังท้องถิ่นไท' สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

ราชกิจจาฯ ประกาศ ‘พรรคพลังท้องถิ่นไท’ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.48 น.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง พรรคพลังท้องถิ่นไทสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคท้องถิ่นไทย ลงวันที่ 30 มีนาคม 2555 ต่อมานายทะเบียนได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง ตอบรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรดและข้อบังคับพรรคพลังท้องถิ่นไท ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2556 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 นั้น

นางสาวประเสริฐศรี ศรีอักขรกุล หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท ได้มีหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังท้องถิ่นไท ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการบริหารพรรคพลังท้องถิ่นไทได้มีมติให้เลิกพรรคพลังท้องถิ่นไท ตามข้อ 100 ของข้อบังคับพรรคพลังท้องถิ่นไท พ.ศ. 2568 กรณีดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้พรรคพลังท้องถิ่นไทสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศให้พรรคพลังท้องถิ่นไทสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (7) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ณรงค์ กลั่นวารินทร์

ประธานกรรมการเลือกตั้ง

ผบ.ทร. ยันไม่กังวลรัฐบาลยกเลิก MOU 44 มองเป็นเรื่องดี เพราะไทย ยึดมั่นกติกาสากลมาตั้งแต่ต้น

ผบ.ทร. ยันไม่กังวลรัฐบาลยกเลิก MOU 44 มองเป็นเรื่องดี เพราะไทย ยึดมั่นกติกาสากลมาตั้งแต่ต้น

ผบ.ทร. ยันไม่กังวลรัฐบาลยกเลิก MOU 44 มองเป็นเรื่องดี เพราะไทย ยึดมั่นกติกาสากลมาตั้งแต่ต้น

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.36 น.

ผบ.ทร. ยันไม่กังวลรัฐบาลยกเลิก MOU2544 มองเป็นเรื่องดี เพราะไทย ยึดมั่นกติกาสากลมาตั้งแต่ต้น ลั่นเส้นเขตแดนที่ไทยยึด ไม่ได้ใช้จินตนาการ 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่สนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงมุมมองที่รัฐบาล “ยกเลิก MOU 2544” หรือ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชาว่าในมุมมองของทหารเรือ เรายังคงรักษาเส้นแนวที่เราประกาศไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2516  ซึ่งการประกาศเส้นแนวดังกล่าว เราใช้หลักการของกฎหมายทางทะเล เราจึงไม่กังวล เนื่องจากเราใช้หลักการตรงนั้นอยู่แล้ว ทั้งนี้ เมื่อกัมพูชาจะมาใช้กฎหมายทะเล ก็คงเป็นไปตามหลักการที่เราประกาศไว้อยู่แล้ว และยืนยันว่า เราจะรักษาเส้นที่เราประกาศไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 

เมื่อถามว่า กำลังมองว่าการเจรจาในส่วนของ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ถือเป็นเรื่องดีใช่หรือไม่ พลเรือเอก ไพโรจน์ กล่าวว่า กฎหมายที่เป็นหลักสากล ถ้าทุกประเทศยึดมั่นในหลักสากล ส่วนตัวคิดว่าประโยชน์จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ซึ่งเรายึดหลักนี้มาตั้งแต่แรก และเราไม่ได้ประกาศโดยใช้จินตนาการ แต่เราประกาศโดยใช้หลักการอยู่แล้ว ดังนั้นยืนยันว่า เราจึงไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้

เปิดภาพล่าสุด! ‘บิ๊กจิ๋ว’ ในวัย 94 ปี กองทัพบกตบเท้าเข้าอวยพรวันเกิดถึงบ้านพัก

เปิดภาพล่าสุด! ‘บิ๊กจิ๋ว’ ในวัย 94 ปี กองทัพบกตบเท้าเข้าอวยพรวันเกิดถึงบ้านพัก

เปิดภาพล่าสุด! ‘บิ๊กจิ๋ว’ ในวัย 94 ปี กองทัพบกตบเท้าเข้าอวยพรวันเกิดถึงบ้านพัก

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.30 น.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พลเอก ศานติ ศกุนตนาค  ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ผู้แทนพลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก นำคณะนายทหารระดับสูงกองทัพบก พร้อมกระเช้าดอกไม้เข้าอวยพรพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 94 ปีที่หมู่บ้านวอเตอร์เฮ้าส์ ย่านรามอินทรา โดยมีคุณอรทัย สรการ ยงใจยุทธ ให้การต้อนรับ

ฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เดินหน้าความร่วมมือ 3 เสาหลัก อุดมศึกษา-วิจัย-นวัตกรรม

ฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เดินหน้าความร่วมมือ 3 เสาหลัก อุดมศึกษา-วิจัย-นวัตกรรม

ฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เดินหน้าความร่วมมือ 3 เสาหลัก อุดมศึกษา-วิจัย-นวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.36 น.

อว. จับมือสถานทูตฝรั่งเศส จัดงาน Franco-Thai Symposium on Higher Education, Research and Innovation เฉลิมฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส เดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วย นายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ร่วมเปิดงาน 2026 Thailand-France International Collaboration: Franco-Thai Symposium on Higher Education, Research and Innovation โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. คณะผู้บริหารกระทรวง อว. ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน และองค์กรความร่วมมือจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมกว่า 300 คน ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว กรุงเทพฯ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ตนมีความผูกพันและชื่นชมในศักยภาพด้านวิทยาการของฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน ในฐานะประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของนวัตกรรม วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของโลก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สานต่อความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 170 ปี และมีความผูกพันกันมาถึง 340 ปี นับตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยกระทรวง อว. มุ่งหวังที่จะยกระดับความร่วมมือให้เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้จริงผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ

“เรื่องแรกคือด้านอุดมศึกษา ที่มุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรปริญญาร่วม (Double Degree) และการดูแลวิทยานิพนธ์ร่วมกัน (Cotutelle) เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคณาจารย์ทั้งสองประเทศได้เคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม ประการต่อมาคือการเชื่อมโยงอุดมศึกษาเข้ากับการวิจัยที่ล้ำสมัย (Cutting-edge) และสร้างการเปลี่ยนแปลง (Disruptive) โดยใช้โมเดลความร่วมมือแบบ Win-Win ที่ผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือระดับสูงของฝรั่งเศส เข้ากับฐานข้อมูลทรัพยากรที่สำคัญของไทย อาทิ ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และเวชศาสตร์เขตร้อน ซึ่งจะเป็นการ ‘เชื่อมต่อจุด’ (Connect the dots) ของนักวิชาการจากหลากหลายสาขา ทั้งวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสังคมศาสตร์ เพื่อค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์โลก

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

สุดท้ายคือด้านนวัตกรรม โดยไทยมุ่งถอดบทเรียนความสำเร็จจากแนวคิด Station F ในปารีส เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง (High-income country) ภายใน 4-10 ปีข้างหน้า โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนระดับสากลและโครงการร่วมทุนจากสหภาพยุโรป (EU) เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นทางออกของปัญหาในโลกจริง ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่มิติด้านวิชาการ แต่ยังครอบคลุมถึงสายสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมที่แน่นแฟ้นในทุกมิติ” รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าว

ภายในงานมีพิธีลงนามความร่วมมือ ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การวิจัยร่วม นวัตกรรม และความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ในสาขาสำคัญ เช่น วิศวกรรม สุขภาพ เกษตรกรรม ความยั่งยืน และเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมกันนี้ มีการประชุม Franco-Thai Joint Committee on Higher Education, Research and Innovation หารือ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ อุดมศึกษา การพัฒนาบุคลากร โครงสร้างสนับสนุนการวิจัย วิทยาศาสตร์เพื่อความยั่งยืน และมนุษยศาสตร์ โดยเห็นพ้องส่งเสริมหลักสูตรและปริญญาร่วม การเคลื่อนย้ายนักศึกษาและนักวิจัย การเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือของทั้งสองประเทศ รวมทั้ง ที่ประชุมยังหารือการพัฒนาระบบนิเวศวิจัยที่ยั่งยืน ผ่านทุนและโครงการร่วมในสาขาศักยภาพ เช่น ภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ เทคโนโลยีขั้นสูง และมรดกวัฒนธรรม ก่อนสรุปทิศทางความร่วมมือระยะต่อไป มุ่งผลักดันจากนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ภราดร ยัน รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทได้

ภราดร ยัน รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน  4 แสนล้านบาทได้

ภราดร ยัน รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทได้

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

”ภราดร“ ยัน รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน  4 แสนล้านบาทได้ เผย คณะกรรมการกลั่นกรองถกนัดแรกวันนี้ ส่วนสภารอคำวินิจฉับศาล รธน.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาบ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่พิจารณาให้ความเห็นชอบพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการ กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่ารัฐบาลยังคงสามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 8 พฤษภาคม 2569  และวันนี้ช่วงบ่ายคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.ชุดนี้ได้มีการประชุมไปแล้ว ก็เดินหน้าต่อ ส่วนขั้นตอนในสภาผู้แทนราษฎรจะรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย 

เอกนิติ ยัน พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​ ปัดเอื้อนายทุน

เอกนิติ ยัน พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​ ปัดเอื้อนายทุน

เอกนิติ ยัน พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​ ปัดเอื้อนายทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

“เอกนิติ​ ” ย้ำ​ออก พ.ร.ก.กู้เงิน​ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​   ก่อนยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดจำเป็น เปรียบเหมือนกันกินยา หากรอคงไม่ทันการ​ โต้ตีเช็กเปล่า ปัดเอื้อนายทุน ระบุ เขียนกลไกชัดเจน มีคกก.กลั่นกรอง ลั่น ไม่ได้แค่เยียวยา แต่ช่วยปชช.เปลี่ยนผ่านในระยะยาว ย้ำ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้ว เดินหน้าต่อ

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา​ 15.35 น. ที่​ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายเอกนิติ​ นิติทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ กล่าวถึง​กรณี​ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตีความ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาท​ ว่า เรายืนยันว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะวันนี้มีความชัดเจนแล้วว่า เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นวิกฤตทั้งโลก ทุกคนยอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตพลังงาน ซึ่งกำลังจะลามไปถึงเรื่องปากท้องของประชาชน พร้อมย้ำว่า พ.ร.ก. กู้เงินมีความจำเป็นในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ 

ส่วนที่มีการยกประเด็นไปเปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ครั้งที่ผ่านมาในอดีตที่ผ่านมา​ ซึ่งตนก็อยู่ในทุกวิกฤต ทั้งปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ที่เกิดจากวิกฤตค่าเงินสำรองหมด จึงต้องมีการลอยตัวค่าเงิน เกิดวิกฤตธนาคารล้มละลายที่มองว่าล้มบนฟูก เพราะเป็นวิกฤตของคนรวย และวิกฤตปี 2552 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เกิดจากการที่สหรัฐอเมริกา ส่งออกติดลบทำให้เศรษฐกิจไทยติดลบตามไปด้วย แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตปากท้องประชาชน และเป็นวิกฤตที่มาจากค่าครองชีพ ไม่ได้เริ่มจากเศรษฐกิจติดลบ แต่เริ่มจากอัตราเงินเฟ้อ​ พร้อมย้ำถึงเหตุผลที่ทำให้มั่นใจว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เกิดกับทุกประเทศ ซึ่งชัดเจนว่าเกิดขึ้นจากวิกฤตสงคราม 

ซึ่งวันนี้ยังไม่จบ และลามมาสู่วิกฤตพลังงานในช่วงหนึ่งที่น้ำมันขาด​ ส่งผลต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้น​ และขยายสู่การเป็นวิกฤตต้นทุนสินค้า เราเห็นเงินเฟ้อจากการติดลบในไตรมาสแรก ขึ้นมาเป็น 2.9% และจะสูงขึ้น ซึ่งต่อไปจะเป็นวิกฤตค่าครองชีพ จะกระทบกับประชาชนจำนวนมาก ฉะนั้น พ.ร.ก.ที่ออกมาก็เพื่อดูแลปากท้องประชาชน

นายเอกนิติ​ ยังระบุอีกว่า กรณีที่มีการทักท้วงว่าเหตุใด นอกจากการนำเงินมาเยียวยา​ประชาชน 2 แสนล้านบาท แล้วจะยังนำมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาทอีกด้วย ตนขออย่ามองจำนวนเงินดังกล่าว แยกเป็น 2 ส่วน แต่ให้มองว่าเป็นเงินเยียวยาทั้งคู่ แต่เงินเยียวยาในการที่นำไปเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นการยิงนกครั้งเดียว ได้นก 2 ตัว​ คือ​ ช่วยประชาชนและช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่าน พร้อมเปรียบเทียบเหมือนยา​ วันนี้ประเทศต่างๆยอมรับว่า วันนี้คือวิกฤตปากท้อง จึงขอให้ไปถามประชาชนว่าวันนี้ต้นทุนค่าครองชีพสูงขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าปล่อยไป ธุรกิจอาจจะกระทบ​ คนจะตกงาน เพราะหากค่าต้นทุนสูงขึ้นกำไร สินค้าจะลดลง หรือบางคนขาดทุน​ ธุรกิจใหญ่ๆ อาจรองรับได้แต่ธุรกิจขนาดเล็กไม่มีอะไรรองรับ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอะไรรองรับ หากปล่อยไปถึงตรงนั้น จะยิ่งเกิดความวุ่นวาย​ การออกพ.ร.ก.กู้เงินมาในวันนี้ก็เหมือนกับยา​ เพื่อบรรเทาผลกระทบ และทำให้แข็งแรงขึ้น พร้อมระบุว่าหากให้รออีก 5 เดือนแล้วค่อยกินยา​ก็ไม่ใช่​ การที่คนป่วยแล้วให้ยาวันนี้ กว่ายาจะออกฤทธิ์ มีประสิทธิผลอาจจะ 4-5 เดือน แต่ต้องกินยาวันนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเจอวิกฤตรัสเซีย​-ยูเครนที่ทำให้เงินเฟ้อสูง และส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้น ซึ่งเราควรจะเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ตอนนั้น หากเราทำให้ประชาชนและธุรกิจเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น วันนี้การที่เราช่วยคนในการติดโซล่าร์​ รถขนส่งเติมไบโอดีเซล จะช่วยทำให้มีการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และสามารถช่วยลดค่ากล่องชีพและค่าใช้จ่าย   

นายเอกนิติ​ ยังมองว่า​ การที่มาบอกว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานรอได้ จนมองว่าไม่ใช่​ เพราะรอไม่ได้​ ซึ่งควรทำตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วด้วยซ้ำ และหากเราทำวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าวิกฤตจะจบเมื่อใด ถ้ามีการสู้รบขึ้นมาอีก ราคา พลังงานสูงขึ้นอีก​ ก็ต้องไปช่วยเยียวยาเขาอีก​ ถ้ามาบอกว่า วันนี้อย่าเพิ่งกินยาเม็ดที่ 2 แล้วรอไปอีก 5 เดือน ตนว่ามันไม่ใช่​ เพราะหากวิกฤตลุกลามขึ้นอีก​ ซึ่งก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตนว่ารับไม่ได้ วันนี้เราต้องช่วยคน การให้ยาต้องช่วยตั้งแต่วันนี้ แล้วพอช่วยยาวันนี้หลังจากวิกฤตมันจบให้เขากลับมาแข็งแรงมากขึ้น เราจะได้ลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมัน นำเข้าแก๊สธรรมชาติ ช่วยเขาลดค่าใช้จ่ายค่าไฟ มาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น คนป่วยตอนนี้ต้องให้ยาวันนี้ ไม่ใช่รอให้ยาอีก 4-5 เดือน รองบประมาณปี 2570 มันไม่ทัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านติดใจในประเด็นงบเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไม่มีรายละเอียดชัดเจน เหมือนเป็นการตีเช็กเปล่า ช่วยนายทุนมากกว่าช่วยประชาชน นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่า ไม่ได้ช่วยนายทุน และที่บอกว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นการตีเช็กเปล่านั้น ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการตีเช็กเปล่าเลย พ.ร.ก.ทุกฉบับมีการเขียนกลไกอย่างชัดเจน มีคณะกรรมการกลั่นกรอง ตอนนี้คณะกรรมการกลั่นกรองประชุมอยู่ว่า จะมีกลไกอย่างไร ตนเน้นเรื่องของความโปร่งใส เพราะฉะนั้น จะให้เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างว่า เราพิจารณาอะไรไป และการขอรายละเอียดของโครงการมา ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดสักโครงการหนึ่ง เราถึงให้กระทรวงต่างๆ หน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการมา 1.โครงการต้องช่วยประชาชน เยียวยาประชาชน ต้องช่วยให้ตรงเป้า ตรงจุด 2.ไม่ได้แค่ช่วยอย่างเดียว หรือเยียวยาอย่างเดียว แต่ต้องช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านได้ด้วย 

นายเอกนิติ กล่าวว่า 3.ต้องช่วยให้เขาปฏิรูป หลังวิกฤตต้องให้เขาฟื้นกลับมาได้ดียิ่งขึ้น ถึงมีโครงการเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาทักษะแรงงานเข้ามาด้วย พร้อมกับการช่วยเหลือเขา โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่กำลังพิจารณาอยู่ตอนนี้ที่มีคำว่า พลัสเข้ามาด้วย เพราะหลังจากช่วยบรรเทาผลกระทบแล้ว เราจะพลัสด้วยการสอนทักษะต่างๆ ให้ด้วย ช่วยทำให้เข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ขายของตามตลาดสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารออมสิน ธนาคารของรัฐได้ด้วยเช่นเดียวกัน จะทำให้ช่วยลดการกู้นอกระบบ นี่คือความตั้งใจ 4.จะเน้นเรื่องความโปร่งใส ตนอยากให้โครงการทุกอย่างมีความโปร่งใส และเปิดเผย และ5.ให้เอกชนมาร่วมนำเสนอได้ด้วย จะใช้ความโปร่งใสทำงานร่วมกับเอกชน ฉะนั้น จะมาบอกว่า ตีเช็กเปล่านั้น ไม่ใช่เลย โครงการทุกอย่างต้องโปร่งใส เป็นกระบวนการอนุมัติตามปกติ

เมื่อถามว่า เมื่อฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ จะกระทบโครงการต่างๆ ที่จะออกมาหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาของศาล แต่เราต้องยึดหลักว่า ตามกฎหมาย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้วหลังจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา 1 วัน ถือว่า มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา เราดำเนินการไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งเราต้องชี้แจงไป ตนคิดว่า วันนี้ พ.ร.ก.มีจุดประสงค์อย่างชัดเจนคือ ไม่ใช่แค่บรรเทาผลกระทบประชาชน แต่ช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายไม่ใช่แค่สั้นๆ แต่เป็นการช่วยระยะยาวด้วย ดังนั้น ยิงทีเดียวได้นกสองตัว คือ ช่วยบรรเทาผลกระทบและเปลี่ยนผ่านระยะยาวด้วย เพราะแค่เยียวยาอย่างเดียวไม่พอ นี่คือเหตุผลที่ตนมั่นใจในเรื่องการเปลี่ยนผ่าน หรือช่วงที่ช่วยเขาเปลี่ยนผ่าน มันมีความจำเป็น และต้องทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รออีก 5 เดือน 

เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนั้ “ศุภชัย-สารัชถ์” มาด้วย  เดินหน้าผนึกกำลังเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ พลิกฟื้น เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการจัดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ในวันศุกร์ที่ 15 พ.ค. 2569  ซึ่งรัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า เวทีครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลที่รับฟัง เข้าถึงง่าย และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารระดับสูงของภาคธุรกิจสะท้อนปัญหา ข้อเสนอ และมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้รัฐบาลนำไปประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจจริง

การหารือครั้งนี้เป็นพัฒนาการสำคัญต่อเนื่องจากแนวทางที่รัฐบาลประกาศไว้ในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนให้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับดูแลกับผู้ประกอบการ โดยนายกรัฐมนตรีต้องการรับฟังข้อเสนอจากผู้นำภาคธุรกิจ ทั้งภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที รากฐานยุทธศาสตร์ในระยะ 4 ปี นโยบายหรือกฎระเบียบที่ควรยกเลิก ข้อความตรงถึงนายกรัฐมนตรี รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของซีอีโอต่อรัฐบาลในการขับเคลื่อนขีดความสามารถของประเทศในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

สำหรับผู้บริหารภาคธุรกิจที่จะเข้าร่วม อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 

นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)  นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป  นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

โฆษกฯกล่าวว่า หลังการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้เข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี หลังนอก ทำเนียบรัฐบาล เวลา 19.00 น.  ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาร่วมกับโรงแรมวังสวนสุนันทา ซึ่งนอกจากเป็นการรับรองภาคเอกชนแล้ว ยังเป็นโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพ ทักษะวิชาชีพ และความพร้อมของสถาบันการศึกษาไทยในการผลิตกำลังคนคุณภาพเข้าสู่ภาคบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

น.ส.รัชดากล่าวว่า หลังเวทีครั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าหารือรายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเจาะลึกปัญหา ผลักดันมาตรการให้เกิดผลจริง และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข่งขันได้ โดยนายกรัฐมนตรียืนยันแนวทางการทำงานแบบเปิดกว้าง รับฟังเสียงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าถึงได้ และพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ภราดร แย้ม ภท.เตรียมถกร่างแก้รัฐธรรมนูญ 19 พ.ค. แจงครม.ไม่ยืนยันร่างเดิม หวั่นตกวาระ 3 ซ้ำรอยเสียเวลา

ภราดร แย้ม ภท.เตรียมถกร่างแก้รัฐธรรมนูญ 19 พ.ค. แจงครม.ไม่ยืนยันร่างเดิม หวั่นตกวาระ 3 ซ้ำรอยเสียเวลา

ภราดร แย้ม ภท.เตรียมถกร่างแก้รัฐธรรมนูญ 19 พ.ค. แจงครม.ไม่ยืนยันร่างเดิม หวั่นตกวาระ 3 ซ้ำรอยเสียเวลา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

“ภราดร” แย้ม ภท.เตรียมถกร่างแก้รธน.ให้ที่ประชุมพรรคเคาะ 19 พ.ค. ชงสภาฯตามผลประชามติ 21 ล้านเสียง แจง เหตุครม.ไม่ยืนยันร่างเดิมเพราะกลัวความขัดแย้งเดิมถูกตีตกวาระ 3 พาเสียเวลา 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี ฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับเสียงประชามติประชาชน 21 ล้านเสียงที่ให้เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.)ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในรัฐสภาชุดที่ผ่านมาว่า ตนเคยแสดงความเห็นไปแล้ว มุมของรัฐบาลที่ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในรัฐสภา เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาฯที่ผ่านมาเป็นเหตุนำไปสู่การยุบสภาฯสมัยที่ผ่านมา

เนื่องจากเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการตัดอำนาจ สว. 1ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากรัฐบาลยืนยันกลับไปก็คาดเดาว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสภาฯคงไม่ต่างกับเหตุการณ์ก่อนยุบสภาฯและเชื่อว่าวาระ 3 ก็คงไม่สามารถโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ส่งผลให้เสียเวลา เนื่องจากจะไม่สามารถเสนอญัตติที่มีลักษณะเหมือนกันในสมัยประชุมเดียวกันได้ และทำให้เจตนารมณ์ของผู้ออกไปทำประชามติเสียไป และเมื่อมีสภาฯชุดใหม่จึงเป็นเหตุอันชอบธรรมที่สส.และพรรคการเมืองจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ พรรคภูมิใจไทยจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมพรรคในวันที่ 19 พ.ค. โดยขณะนี้ได้ร่างไว้แล้ว หากที่ประชุมพรรคเห็นด้วยก็จะลงชื่อสส.จำนวน 192 เสนอชื่อแก้ไขเพียงพรรคเดียวเนื่องจากเสียงเพียงพอในเงื่อนไขยื่นแก้ 1 ใน 5 ของสภาฯ ซึ่งเนื้อหาหลักๆที่ร่างไว้นั้นคือจะไม่นำปัญหาในร่างที่ผ่านมามาเขียนไว้ในร่างใหม่เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันและเดินไปได้ และกำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากการคัดเลือกโดยกลไกรัฐสภาฯโดยให้ผู้สนใจสมัครเข้ามา