ครม. ไฟเขียว ยกเว้นภาษีเงินชดเชย โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ ปี 68-69 ช่วยชาวประมงรับเงินเต็มจำนวน

ครม. ไฟเขียว ยกเว้นภาษีเงินชดเชย โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ ปี 68-69 ช่วยชาวประมงรับเงินเต็มจำนวน

ครม. ไฟเขียว ยกเว้นภาษีเงินชดเชย โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ ปี 68-69 ช่วยชาวประมงรับเงินเต็มจำนวน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

ครม.เห็นชอบยกเว้นภาษีเงินได้เงินชดเชยโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ ช่วยชาวประมงนำเงินเยียวยาไปประกอบอาชีพใหม่ได้เต็มจำนวน

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินชดเชยเยียวยาที่กรมประมงจ่ายให้แก่เจ้าของเรือประมงที่เข้าร่วม โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ในปี พ.ศ. 2568 และปี พ.ศ.2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อบรรเทาภาระภาษี เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบนำเงินชดเชยไปใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพใหม่และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตได้อย่างเต็มที่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ ซึ่งรัฐบาลดำเนินการเพื่อบริหารจัดการจำนวนเรือประมงให้สอดคล้องกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงทะเล ลดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพประมงที่ประสงค์เลิกประกอบกิจการให้สามารถปรับเปลี่ยนอาชีพได้

นางสาวลลิดา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบระยะล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 โดยกำหนดกรอบงบประมาณสำหรับการจ่ายเงินชดเชยแก่เรือประมงจำนวน 923 ลำ วงเงินรวม 1,622.6053 ล้านบาท แบ่งเป็น

* กลุ่มที่แยกชิ้นส่วนหรือทำลายเรือ 877 ลำ
* กลุ่มที่นำเรือไปใช้ประโยชน์อื่น เช่น ร้านกาแฟ โรงแรม หรือห้องสมุด 1 ลำ
* กลุ่มที่เปลี่ยนประเภทเรือเพื่อใช้ในกิจการอื่น 45 ลำ

กรมประมงจะทยอยจ่ายเงินชดเชยเป็น 2 งวด ภายในปี 2568–2569

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้กำหนดให้ บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเรือประมง ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินชดเชยเยียวยาที่ได้รับจากกรมประมง โดยไม่ต้องนำเงินดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้เมื่อสิ้นปีภาษี ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับมาตรการที่รัฐบาลเคยดำเนินการในโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบระยะก่อนหน้า

“มาตรการนี้จะช่วยให้เจ้าของเรือประมงได้รับเงินชดเชยเต็มจำนวน สามารถนำเงินไปใช้เป็นทุนประกอบอาชีพใหม่ ดูแลครอบครัว บรรเทาภาระหนี้สิน และลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเรือที่ไม่สามารถประกอบกิจการประมงต่อได้ ถือเป็นการดูแลผู้ได้รับผลกระทบควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมงทะเลของประเทศอย่างสมดุล” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 167 ล้านบาท แบ่งเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 160 ล้านบาท และภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 7 ล้านบาท แต่จะช่วยลดภาระภาษีให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐโดยตรง และสนับสนุนให้สามารถปรับเปลี่ยนอาชีพและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบในหลักการ พร้อมเสนอให้ติดตามและประเมินผลทั้งด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและผลกระทบต่อชุมชนประมงอย่างต่อเนื่อง

อนุทิน แจงบัญชีทรัพย์สิน หลังล่าสุด ไม่มีบ้าน-คอนโด 20 ล้าน เผยห้องชุดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค ยกให้เมียคนแรกแล้ว

อนุทิน แจงบัญชีทรัพย์สิน หลังล่าสุด ไม่มีบ้าน-คอนโด 20 ล้าน เผยห้องชุดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค ยกให้เมียคนแรกแล้ว

อนุทิน แจงบัญชีทรัพย์สิน หลังล่าสุด ไม่มีบ้าน-คอนโด 20 ล้าน เผยห้องชุดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค ยกให้เมียคนแรกแล้ว

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีบัญชีทรัพย์สินล่าสุดของนายกฯ ไม่ปรากฏบ้านพักตากอากาศ ที่ อ.ปากช่อง จ. นครราชสีมา ราคา 20.5 ล้านบาท และคอนโดมีเนียม 2 แห่งที่กรุงเทพฯ และจ.เชียงใหม่ ในรายการบัญชีทรัพย์สิน ว่า “ไม่ปรากฏ แสดงว่าไม่มี”

เมื่อผู้สื่อข่าวซักว่า แล้วมันหายไปไหน นายกฯตอบว่า” มันไม่ได้หาย มันไม่รู้ ผมแจ้งบัญชีทรัพย์สินมากี่ครั้งแล้ว แล้วมันเคยมีหรือไม่ ” ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า เคยมี สมัยรัฐบาล นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ นายอนุทิน ตอบว่า ” ไม่ใช่ ไม่น่าใช่ ถ้ามีก็ต้องขายอย่างถูกต้อง ถ้ามี ผมมีคนทําบัญชีทรัพย์สินให้อย่างถูกต้อง มันทําเองไม่ได้หรอก มันเยอะ ให้คนทําให้แล้วผมก็คอยตรวจสอบ” 

ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า ถ้าไม่อยู่แล้ว แสดงว่าขาย แล้วใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า เอามาให้ดูก่อนว่าไม่อยู่หรือเปล่า  จังหว่ะนี้ นายกหัวเราะและชี้มือไปที่ผู้สื่อข่าว พร้อมพูดว่า อย่ามาพูดเปล่า ๆ 

ผู้สื่อข่าวซักต่อว่า เป็นห้องชุดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค คอนโดมิเนียม ที่กรุงเทพ ซึ่งไม่มีปรากฏ นายกฯ ตะโกนขึ้นมาว่า “วอเตอร์ฟอร์ดที่ไหน ฉันยกให้เมียคนแรก(นางสนองนุช วัฒนวรางกูร) ไง เป็นส่วนหนึ่งของ Sentiment  ” โดยก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ นายกฯ ย้ําอีกว่า” Divorce Sentiment ( ข้อตกลงการหย่าร้าง) “

เมื่อพูดผู้สื่อข่าวถามย้ําถึงกรณีคอนโดมิเนียมที่เชียงใหม่ นายกฯตอบว่า ” อันนั้นไม่มี ” 

นายกฯ รอมติ ส.ว.เห็นชอบ ก่อนทูลเกล้าฯชื่อ สรณ พ้น ประธานกสทช. ชี้ ใช้ดุลพินิจเองไม่ได้

นายกฯ รอมติ ส.ว.เห็นชอบ ก่อนทูลเกล้าฯชื่อ สรณ พ้น ประธานกสทช. ชี้ ใช้ดุลพินิจเองไม่ได้

นายกฯ รอมติ ส.ว.เห็นชอบ ก่อนทูลเกล้าฯชื่อ สรณ พ้น ประธานกสทช. ชี้ ใช้ดุลพินิจเองไม่ได้

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

“นายกฯ” ชี้ รอมติ “สว.” เห็นชอบ ก่อนทูลเกล้าฯชื่อ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. ย้ำ ใช้ดุลพินิจเองไม่ได้

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 27 ก.ค.69 ที่ทําเนียบรัฐบาล  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการทูลเกล้าฯ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีขาดคุณสมบัติ ว่า มีการดำเนินการตามขั้นตอน กฎหมายระบุว่าต้องให้สมาชิกวุฒิสภามีมติออกมา เมื่อผลของวุฒิสภาออกมาอย่างไรก็ทำตามนั้น ไม่มีทางที่จะทำผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่ประธาน กสทช. ออกมาระบุเช้าวันนี้ (27 ก.ค.) ว่าไม่รับมติคณะกรรมการสรรหาที่บอกว่าขาดคุณสมบัตินั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า มุกคนทำหน้าที่ของตนเอง ซึ่งวันที่มีมติของคณะกรรมการสรรหาออกมา ตนก็ถามนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีข่าวว่าต้องเร่งดำเนินการทูลเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง แต่นายปกรณ์ ก็ให้ความเห็นว่าต้องรอที่ประชุมวุฒิสภา 

“เมื่อเรื่องจากวุฒิสภามาถึงผมเมื่อไหร่ ผมก็ต้องลงนาม ผมใช้ดุลพินิจไม่ได้”นายกฯกล่าว 

สุริยะ เผย ขายเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวไปแล้ว หลังไม่ปรากฎใน บัญชีทรัพย์สินล่าสุด บอกไปถามพี่ชายเอง

สุริยะ เผย ขายเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวไปแล้ว หลังไม่ปรากฎใน บัญชีทรัพย์สินล่าสุด บอกไปถามพี่ชายเอง

สุริยะ เผย ขายเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวไปแล้ว หลังไม่ปรากฎใน บัญชีทรัพย์สินล่าสุด บอกไปถามพี่ชายเอง

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

สุริยะ เผย ขายเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวไปแล้ว หลังไม่ปรากฎใน บัญชีทรัพย์สินล่าสุด บอก ไม่รู้ขายให้ใคร ไปถามพี่ชายเอง 

เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 27 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีชี้แจงบัญชีทรัพย์สินครั้งล่าสุด ไม่ปรากฎการแจ้งรายการเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวในบัญชี ว่า “ผมขายไปแล้ว” 

เมื่อถามว่า ขายไปให้ใคร นายสุริยะ ตอบว่า ไม่รู้ ส่วนใหญ่ของนายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ (พี่ชาย) ต้องไปถามนายโกมล 

สตง.ยันพร้อมร่วมมือ ป.ป.ช. ชี้ยังไม่ได้รับหนังสือตั้งไต่สวนปมตึกใหม่ถล่ม

สตง.ยันพร้อมร่วมมือ ป.ป.ช. ชี้ยังไม่ได้รับหนังสือตั้งไต่สวนปมตึกใหม่ถล่ม

สตง.ยันพร้อมร่วมมือ ป.ป.ช. ชี้ยังไม่ได้รับหนังสือตั้งไต่สวนปมตึกใหม่ถล่ม

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

27 กรกฎาคม 2569 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจงกรณีข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งไต่สวนโครงการสร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่ ยืนยันยังไม่ได้รับหนังสือหรือรายละเอียดอย่างเป็นทางการ พร้อมให้ความร่วมมือ ตรวจสอบ และชี้แจงทุกประเด็นเมื่อได้รับการประสาน

จากกรณีที่มีสื่อมวลชนเสนอข่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติตั้งคณะไต่สวนเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการ สตง.แห่งใหม่นั้น ล่าสุด สตง.ได้ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า ขณะนี้ สตง.ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งหรือรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.อย่างเป็นทางการ จึงยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า การตั้งไต่สวนของ ป.ป.ช.นั้น ครอบคลุมในประเด็นใดบ้าง หรือเกี่ยวข้องกับบุคคลและขั้นตอนการดำเนินงานในส่วนใด

อย่างไรก็ตาม สตง.ยืนยันความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับสำนักงาน ป.ป.ช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยพร้อมสนับสนุนข้อมูล เอกสารหลักฐาน รวมถึงการชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกประเด็นทันทีที่ได้รับการประสานงานหรือได้รับแจ้งรายละเอียดอย่างเป็นทางการต่อไป

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอก หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 27 กรกฎาคม 2569 ดังนี้

การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 3 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ดังนี้

1. นายกฤดา กฤติยาโชติปกรณ์        (ผู้แทน กค.)

2. นายศุภกิจ พฤกษอรุณ

3. นายคมกริช นาคะลักษณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่ง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย เพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน และเพื่อทดแทนตำแหน่งผู้ครองตำแหน่งอยู่เดิมได้รับอนุญาตให้ลาออก ดังนี้

1. นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม 

2. นายศรัญญู พูลลาภ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 

3. นายวิทยา แก้วมี พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมชลประทาน

4. นายสุริยพล นุชอนงค์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมชลประทาน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง (แทนตำแหน่งที่ลาออก)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ทดแทนตำแหน่งเกษียณ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ผู้ครองตำแหน่งอยู่เดิมจะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และจะต้องพ้นจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

1. นายธิติ โลหะปิยะพรรณ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง (แทนตำแหน่งเกษียณ)

2. นายพงศ์ไท ไทโยธิน พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง (แทนตำแหน่งเกษียณ)

3. นายชัยวัฒน์ โยธคล พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมปศุสัตว์ (แทนตำแหน่งเกษียณ)

4. นางสาวอิงอร ปัญญากิจ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 

5. นางฐิติพร หลาวประเสริฐ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมประมง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 5 ราย ดังนี้

1. นายธัชกร วงศ์เพ็ง ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 3 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

2. นายสัมนาการณ์ บุญเรือง ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 13สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 7สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

3. นายธนภัทร แสงจันทร์ ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 2สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 8สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

4. นายนิรุตต์ บุตรแสนลี ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 10สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 10สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

5. นายเอกวัฒน์ ล้อสุนิรันดร์ ตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 15 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

‘อนุทิน’ ลั่น ‘รำคาญ-สมเพช’ พวกไล่บี้คดีฮั้ว สว. ย้ำรัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

‘อนุทิน’ ลั่น ‘รำคาญ-สมเพช’ พวกไล่บี้คดีฮั้ว สว. ย้ำรัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

‘อนุทิน’ ลั่น ‘รำคาญ-สมเพช’ พวกไล่บี้คดีฮั้ว สว. ย้ำรัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

“อนุทิน” ย้ำ รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องฮั้วสว. ยันไม่ต้องตั้งวอร์รูมสู้ บอก ไปพูลแมนทุกวันเจอสว.เพียบ แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่นั้น เย้ย รำคาญ-สมเพช พวกไล่บี้ 

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีประเด็นการฮั้วสว.จะกระทบเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ว่า เสถียรภาพรัฐบาลจะยิ่งแน่นขึ้นเนื่องจากมีความมั่นใจซึ่งกันและกันว่าเราไม่ได้ทำ สิ่งเหล่านี้ สว.เป็นกลไกหนึ่งในระบอบรัฐสภา ทำหน้าที่ตรวจสอบและออกกฎหมาย ไม่มีความจำเป็นใดๆที่รัฐบาลจะไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ต่างคนต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน สว.เรียกไปตอบกระทู้เราก็ต้องไปเหมือนสภาผู้แทนราษฎร ความพยายามทั้งหลายก็ว่าตามกฎหมาย รัฐบาลหรือผู้ถูกกล่าวหาเช่นมีคนกล่าวหาตนแต่เขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสอบถามมาตนก็ชี้แจงเรียบร้อยทุกอย่าง ทุกประเด็น 

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานใดเชิญไปให้ข้อมูลเลยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี ตนให้การเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งปีกว่าแล้ว 

เมื่อถามย้ำว่ากรณีจะยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ดำเนินการไปหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนดำเนินการตามสิทธิที่มีอยู่ มันมีช่วงเวลาให้ทนายความไปหาข้อมูลประกอบคำฟ้องจะมาบังคับให้ไปฟ้องวันนี้วันนั้นไม่ได้ ตนมีทนายความไม่ได้เขียนเองหากเขียนเองจะยิ่งช้า

 เมื่อถามว่าในส่วนของพรรคภูมิใจไทยต้องตั้งวอร์รูมรับมือเรื่องนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มี วอร์รูมที่จะไปสู้เรื่องพวกนี้ เมื่อไม่เกี่ยวข้องแล้วจะไปตั้งทำไม

เมื่อถามย้ำว่าเป็นการตั้งเพื่ออธิบายเนื่องจากประเด็นต่างๆไปถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่าเรื่องนี้เริ่มมาเป็นปีแล้วไม่เห็นไวตรงไหนช้าจะตาย 

เมื่อถามย้ำว่าหากถามตรงๆมั่นใจใช่หรือไม่ว่าเรื่องฮั้วสว.จะไม่สามารถดึงพรรคภูมิใจไทยลงได้ นายอนุทิน ตอบว่า ตนไม่ได้เป็นผู้พิพากษา แต่ถามตรงๆคือพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตนที่เป็นหัวหน้าพรรคตอบคำถามผู้สื่อข่าวตรงนี้เมื่อปีที่แล้วว่าก่อนเลือกสว. 1 เดือน ตนในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังสมาชิกพรรคทุกคนห้ามเกี่ยวข้อง ข้องแวะ ข้องเกี่ยวใดๆเพราะไม่มีประโยชน์ใดๆเกิดขึ้น หนังสือนั้นยังอยู่แต่ผู้สื่อข่าวก็ไม่เคยเอามาเผยแพร่มัวแต่ไปถามไปฟังคนโน้นคนนี้แล้วเอามาเป็นเรื่องเป็นราว 

เมื่อถามว่า กรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการรวมตัวกันที่โรงแรมพูลแมนเพื่อพูดคุยเรื่องฮั้วสว. นายอนุทิน ได้เดินทางไปที่โรงแรมพูลแมน หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โรงแรมพูลแมน ต้องถามว่าวันไหนตนไม่ไป อย่าถามว่าตนไปวันไหนตนอยู่ตรงนั้นของตนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่ก่อนมาเป็นรองนายกฯ

 เมื่อถามว่ามีความพยายามเชื่อมโยงถึงวันที่ผู้สมัครสว.ไปรวมตัวกัน นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องไปถาม ทำไมเขาไปวันนั้นโรงแรมพูลแมน มีวันไหนตนไม่ไป ตอนไม่ได้เป็นรองนายกฯก็ไปใช้สปา ตั้งแต่เขาเป็นแล้วมั้ง 

เมื่อถามว่าวันที่มีการรวมตัวกันได้เดินไปทักทายหรือไม่จนทำให้เกิดข้อสงสัย นายอนุทิน ตอบว่า ตนทักทุกคนเพราะส่วนใหญ่ตนนั่งดื่มกาแฟที่ล็อบบี้โดยเฉพาะตอนไม่มีตำแหน่งแต่ตอนนี้ไม่ได้แล้วรปภ.ไม่ยอมให้นั่ง ส่วนได้คุยเรื่องสว.หรือไม่นั้น ตนอยู่ที่พูลแมนเช้าจรดค่ำทุกวัน คนเป็นหมื่นเป็นพันคนมีแต่คนเข้ามาขอถ่ายภาพด้วยตนก็ให้ถ่ายทุกคน แต่ตนไม่เคยเข้าไปขอใคร 

เมื่อถามอีกว่าทราบหรือไม่ว่ามีการรวมตัวกัน นายอนุทิน ตอบว่าไม่ทราบ เจอก็ทักทุกคน เช่นเจอสื่อก็ทักทาย

 เมื่อถามย้ำอีกว่าได้ทักทายกับคนที่ไปเป็นสว.หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เพียบ โรงแรมนี้เหมือนสมัยก่อนแถวพญาไท ราชเทวี ที่เป็นที่รวมตัวของคน เพราะมีร้านอาหารต่างๆเป็นเรื่องปกติ ไม่มีแสดงอะไรทั้งนั้น”

 เมื่อถามว่าไม่มีอะไรในก่อไผ่ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ตรงนั้นไม่มีก่อไผ่ เมื่อถามว่าไม่สามารถนำเรื่องนี้เชื่อมโยงกับเรื่องฮั้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ถามตนก็ต้องตอบว่าไม่สามารถ มันไม่เกี่ยว

 เมื่อถามอีกว่ามีการเชื่อมอดีตที่ปรึกษาเกี่ยวกับคดีฮั้วสว. นายอนุทิน ย้อนถามว่า ใครอดีตที่ปรึกษาคนไหนขอให้เอ่ยชื่อ หากเป็นที่ปรึกษาตนก็ต้องมาลาออกกับตนจะไปลาออกกับคนอื่นได้อย่างไร และหากมีใครมาลาออกไปลงสส.สว.ก็เป็นเรื่องปกติ หากไม่ออกก็ขาดคุณสมบัติจึงมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเลย และส่วนใหญ่ใครลาออกตนไม่ดึงเพราะถือว่าหากใจคิดออกแล้วมันก็มีส่วนที่ไม่อยากทำงานแล้ว 

เมื่อถามว่ากังวลใจหรือไม่จะมีคนไปร้องเรียนจนนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ตอบว่า ”ถามว่ากังวลหรือไม่ ในเมื่อไม่ได้ทำอะไรจะไปกังวลทำไม รำคาญหรือไม่ รำคาญ“ 

เมื่อถามว่ารำคาญมากหรือไม่และรำคาญแบบไหน นายอนุทิน หัวเราะในลำคอ ก่อนกล่าวว่า ”สมเพช สมเพช“

ยืดเวลาอุทธรณ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึง 20 ก.ย.69 ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าเกิน 20 ปีออก

ยืดเวลาอุทธรณ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึง 20 ก.ย.69  ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าเกิน 20 ปีออก

ยืดเวลาอุทธรณ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึง 20 ก.ย.69 ปลดล็อกเกณฑ์รถเก่าเกิน 20 ปีออก

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.41 น.

“สิริพงศ์” เผย ครม.ขยายเวลาอุทธรณ์ออกไป 20 ก.ย. คนได้สิทธิเก่า ใช้ได้ถึง 30 ก.ย. ส่วน รอบใหม่เริ่มใช้ 1 ต.ค. ระบุมอเตอร์ไซค์เกิน 15 ปี ไม่เข้าข่ายรถคลาสสิก ขนส่งจะคัดออกให้ ไม่ต้องอุทธรณ์ ย้ำ จำนวนไม่ใช่ประเด็น หวังได้พบคนที่ควรได้ “ลวรณ” เปิด 4 เกณฑ์สแกนกลุ่มนอมินี  “โฆษกคลัง” ย้ำ ขอทบทวนสิทธิได้ 4 ช่องทาง “กรมการปกครอง” ตั้งศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง พบ ยังไม่ยื่นอุทธรณ์สูงถึง 5.4 ล้านคน

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม แถลงว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้เลื่อนกำหนดการการอุทธรณ์กรณีผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิม 31 ก.ค.69 เป็นวันที่ 20 ก.ย.69 นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ขอให้มีการขยายเวลาของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.69 โดยผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจะสามารถใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย.69 และผู้ที่ผ่านการคัดเลือกชุดใหม่ จะเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ต.ค.69 นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติรับทราบเรื่องกฎเกณฑ์และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในสังคมไทย และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากที่สุด ต้องขอบคุณกระทรวงการคลังที่นำปัญหาต่างๆ มาสังเคราะห์รวมกัน 

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า 1 ในหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้พิจารณาให้คือ เกณฑ์เรื่องอายุรถ โดยเป็นหลักการว่า รถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี ที่มีมูลค่าไม่สูง แต่หากเป็นเก่า รถสะสม เช่น รถคลาสสิก หากใครมีครอบครองรถเหล่านี้ ทางกรมการขนส่งจะมีหน้าที่คัดออก ส่วนรถมอเตอร์ไซค์ที่มีอายุเกิน 15 ปี ไม่เกิน 300 ซีซี และไม่เข้าข่ายเป็นมอเตอร์ไซค์คลาสสิก ทางกรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการถอนบัญชีให้กับท่าน โดยจะแจ้งไปที่กระทรวงการคลังให้ โดยไม่ต้องมาอุทธรณ์ ส่วนกรณีที่ต้องอุทธรณ์ เช่น รถไม่ได้ใช้และยังไม่ได้ไปแจ้งยกเลิกทะเบียน ตรงนี้ต้องอุทธรณ์ สามารถอุทธรณ์ได้ที่ขนส่ง หรือศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสก็ได้ ดีที่สุดคือ ไปที่ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส จะได้จบทีเดียว เพราะทางหลังบ้านได้มีการพูดคุยกันแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทุกช่องทางที่ภาครัฐประกาศไปยังคงสามารถไปได้ตามความสะดวกของประชาชน ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบางพื้นที่อาจจะมีในเรื่องข้อจำกัด ต้องขออภัยด้วย แต่นับจากวันนี้ไปศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส จะอำนวยความสะดวกให้ และทางกระทรวงการคลังจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมให้อีกครั้ง

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ตามนโยบายของนายกฯ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพที่สุด กรณีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ต้องมีการทบทวนใหม่ ตนขอยืนยันอีกครั้งว่า การทบทวนหลักเกณฑ์ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลมาก เพราะเราเข้าใจว่า ทุกครั้งที่มีการทบทวนคนที่ไม่ได้อาจจะไม่พอใจ ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ เราได้ค้นพบคนอีก 2 ล้านกว่าคนที่เขาไม่เคยได้สิทธิ และเราได้เจอเขา ให้เขาได้กลับมาได้สิทธินี้ ดังนั้น นโยบายของนายกฯคือ เมื่อเราบริหารจัดการอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมาแล้ว สุดท้ายสิ่งที่ควรจะได้จะตกอยู่กับใคร จำนวนเท่าไหร่ไม่ใช่ประเด็นและไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลต้องดำเนินการให้เพียงพอ ให้ตรงกับผู้ที่สมควรจะได้รับสิทธิ 

ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ครม.เห็นชอบขยายเวลาการขอทบทวนสิทธิไปอีก  1 เดือน จากเดิมที่เปิดให้ทบทวนสิทธิถึงวันที่ 31 ก.ค.69 จะขยายเวลาเป็นวันที่ 31 ส.ค.69 และขยับระยะเวลาการยื่นเอกสารจากเดิมภายในวันที่ 16 ส.ค.69 เป็นวันที่ 20 ก.ย.69  

นายลวรณ ยังกล่าวถึงเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ว่า เกณฑ์เดิมที่ใช้ในการคัดกรองยังอยู่ แต่เกณฑ์ย่อยที่ใช้ในแต่ละเรื่องมีการปรับให้เหมาะสมกับความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งคนที่ไม่ผ่านการลงทะเบียนในรอบนี้ 9.3 ล้านคน จะถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่ไม่ผ่านแน่ๆ 2. กลุ่มที่คิดว่า ผ่านแต่ข้อมูลไม่อัพเดทเป็นปัจจุบัน ที่จะมีการขอให้ทบทวนสิทธิ 3. กลุ่มที่พบการใช้นอมินี โดยนำชื่อของประชาชนไปใช้จดทะเบียนบริษัท การครอบครองทรัพย์สินที่ดินหรือยานพาหนะ หรือเกณฑ์ของนักศึกษา จึงต้องมีการคัดกรองอีกครั้ง ยกตัวอย่างเกณฑ์ย่อยในการถือหุ้นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดว่า เมื่อก่อนจะมีการดูทั้งหมด แต่ในครั้งนี้ จะเว้นให้แค่รัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือรัฐวิสาหกิจเพื่อชุมชน ส่วนการมีบัญชีหลักทรัพย์ ซึ่งถือว่า มีวิถีการดำรงชีวิตที่สูงกว่าคนปกติ เข้าสู่ตลาดทุนได้ แต่วันนี้มีบัญชีหลักทรัพย์บางประเภทที่ไม่มีการเคลื่อนไหวตั้งแต่เปิดมา โดยจะคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน เพราะบางครั้งมีโปรโมชันของบางบริษัทให้คนไปเปิดบัญชีเพื่อแลกกับของขวัญทำให้มีบัญชีเหล่านี้ค้างอยู่ ซึ่งแนะนำให้ประชาชนที่ถือบัญชีเหล่านี้อยู่ไปปิดบัญชี เพราะไม่ควรจะมีอะไรที่ค้างคาเอาไว้

นายลวรณ ยังกล่าวถึงกรณีนักเรียนนักศึกษาการศึกษานอกระบบว่า หากเป็นคนที่เรียนอยู่จริงๆ จะแยกรายชื่อออกมาให้ แต่ที่ไม่ได้เรียนจริง อาจจะต้องพิจารณาในแง่ของนอมินี  ส่วนกรณีผู้ครอบครองรถยนต์ เกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์ เกิน 15 ปีนั้น  มูลค่าไม่เหลือแล้ว และเราจะมีการคัดกรองให้ เราจะดูให้เองตามกระบวนการ แต่ขอให้ยื่นทบทวนสิทธิมา ย้ำว่า ให้กดทบทวนสิทธิ หากมีข้อมูลไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง เพราะจะได้ปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และตัดปัญหานอมินีที่นำรายชื่อไปให้ อีกทั้งจะได้ดำเนินการกับนอมินีที่นำรายชื่อของท่านไปใช้ด้วย 

ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หากพี่น้องประชาชนไปใช้บริการที่ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส หรือขอยื่นทบทวนสิทธิผ่านช่องทางต่างๆ ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด และปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันโดยเร็วที่สุด หลังจากนั้นกระทรวงการคลัง ที่เป็นหน่วยที่รับผิดชอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเช็กข้อมูลใหม่อีกครั้ง หากท่านได้สิทธิก็จะสามารถใช้สิทธิได้ในวันที่ 1 ต.ค.69เป็นต้นไป 

ขณะที่นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เพื่อให้ประชาชนมีระยะเวลาที่เพียงพอในการขอทบทวนสิทธิ คณะกรรมการฯ ได้ขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิถึงวันที่ 31 ส.ค.69 ผ่าน 4 ช่องทางหลักของโครงการ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) และขยายเวลาในการแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 (เดิมวันที่ 16 สิงหาคม 2569)

นายวินิจ กล่าวว่า  นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนเพิ่มเติม กระทรวงมหาดไทยสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ผ่านกลไกระดับจังหวัดและอำเภอ ในการประชาสัมพันธ์การตรวจสอบสิทธิ และจัดตั้งศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ได้รับสิทธิที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC และผู้ที่ต้องการทบทวนสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมสนับสนุนการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ อีกด้วย ซึ่งกระทรวงการคลังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานแก่ประชาชนต่อไป 

ด้านนายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวดำเนินการของศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสว่า ได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบวงกว้างให้ประชาชนได้ทราบ โดยกรมการปกครองจะแจ้งให้นายอำเภอจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อสนับสนุนการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ในระดับอำเภอเป็นศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสเพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น ธนาคารกรุงไทยและหน่วยที่ตรวจสอบสิทธิอื่นๆ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่เดินทางมาติดต่อราชการไม่สะดวก ทั้งในส่วนของผู้ที่ได้รับสิทธิต้องยืนยันตัวตน และกลุ่มผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ ที่ประสงค์ยื่นขอทบทวนสิทธิ รวมทั้งได้แจ้งให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ได้รับทราบเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการของรัฐบาล 

นายวินัย กล่าวว่า สำหรับกรณีของผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก มีจำนวนกว่า 9,300,000 คน โดยมีผู้มายื่นขอทบทวนสิทธิจำนวน 3,855,165 คน ยังไม่ยื่นขอทบทวนสิทธิ์อีกประมาณ 5,459,000 คน ซึ่งการตรวจสอบสิทธิในระดับอำเภอ ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสได้ประชาสัมพันธ์ให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้านไปรับข้อมูลและนำมายื่นที่อำเภอ เพื่อตรวจสอบสิทธิได้ทันที ในเรื่องที่ได้ทำเอ็มโอยูไว้กับหน่วยงานคือ กรมสรรพากร หน่วยงานที่ดินสาขาในพื้นที่อำเภอ สำนักงานขนส่งสาขา รวมถึงกรณีมีบุตรหรือคู่สมรสไปในการหักลดหย่อนภาษี หรือเกณฑ์รายได้ค่าใช้จ่าย เกิน 100,000 บาท ต่อคนต่อปี สามารถตรวจสอบสิทธิจบได้ที่อำเภอ รวมถึงเกณฑ์เรื่องของอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินบ้าน และในกรณีที่รถหายหรือรถเก่าก็สามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่อำเภอเช่นกัน และรับเอกสารเพื่อไปยื่นให้กับหน่วยงาน 

นายวินัย กล่าวอีกว่า หน่วยงานที่ต้องตรวจสอบสิทธิในระดับจังหวัดทางอำเภอจะรับเป็นภาระ โดยให้กำนันผู้ใหญ่บ้านไปรับข้อมูลมาหรือเจ้าตัวสามารถมายื่นข้อมูลได้เอง เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนา เป็นต้น รวมถึงข้อมูลทางกรมราชทัณฑ์ สถานสงเคราะห์ของรัฐต่างๆ ในกรณีที่เป็นบุคคลอยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ โดยได้มีการประชุมซักซ้อมกับหน่วยงานท้องถิ่น กรุงเทพมหานครกับเมืองพัทยาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงกรณีของพาณิชย์จังหวัด กรณีบุคคลที่เป็นห้างหุ้นส่วนหรือกรรมการ ผู้เอาประกันชีวิตหรือประเภทสามัญที่ชำระเบี้ยประกันแล้ว แต่ 12,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเกณฑ์เหล่านี้ กรมการปกครองได้มอบหมายให้ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส ในระดับอำเภอเป็นผู้รับข้อมูลนำส่งไปยังจังหวัด ซึ่งผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องไปยื่นเองในหน่วยงานดังกล่าว

พิพัฒน์ เตรียมพบครูใหญ่เย็นนี้ สยบปมร้าว 2 น. 1 พ. ย้ำบทบาท เนวิน เป็นที่ปรึกษาทางการเมือง

พิพัฒน์ เตรียมพบครูใหญ่เย็นนี้ สยบปมร้าว 2 น. 1 พ.  ย้ำบทบาท เนวิน เป็นที่ปรึกษาทางการเมือง

พิพัฒน์ เตรียมพบครูใหญ่เย็นนี้ สยบปมร้าว 2 น. 1 พ. ย้ำบทบาท เนวิน เป็นที่ปรึกษาทางการเมือง

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.26 น.

“พิพัฒน์” เตรียมพบ “ครูใหญ่” เย็นนี้  สยบปมร้าว 2 น.1 พ. รับ “เนวิน” เป็นที่ปรึกษาทางการเมือง เตรียมควงทำบุญที่ภาคใต้-เตะบอลกระชับมิตร ลั่น ภท. แน่นปึ้ก จ่อดำเนินคดีหลังลูกสาวถูกจับโยงฮั้ว สว. ซัดพูดอะไรต้องกลั่นกรอง

เมื่อเวลา 11.35 น. วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวไม่ลงรอยระหว่าง 2 น.1 พ.นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นายอนุทิน  ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายพิพัฒน์ ว่า มีความพยายามสร้างความแตกแยก โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งตนไม่ทราบ แต่ยืนยันว่า ได้มีการประชุมในทุกสัปดาห์ ขออย่าไปกังวลไม่ว่าจะเป็นตน นายกรัฐมนตรี และครูใหญ่ พวกเราเป็นพรรคการเมืองที่พร้อมเสมอ จึงมองว่า เป็นเรื่องของผู้ที่ไม่หวังดี แต่พวกเราชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะส่งผลกับเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วย แต่ในส่วนของภาคภูมิใจไทยไม่มีปัญหาแน่นอน  ตนเห็นมีข่าวมา 2-3 วันแล้ว ว่ามีการดิสเครดิต ไม่ถูกกันระหว่าง น. กับ พ. โดยในวันที่ 31 ก.ค.นี้ ตนและครูใหญ่จะไปทำบุญร่วมกันที่ จ.นครศรีธรรมราช หากไม่คุยกันจะไปด้วยกันได้อย่างไร และในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ก็จะไปแข่งฟุตบอลกระชับมิตร จ.บุรีรัมย์ กับ จ.ปัตตานี นี่คือข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ตนไม่ทราบว่าผู้ไม่หวังดีนั้นเป็นใคร เมื่อตรวจสอบตามเพจต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นเพจอวตาร ไม่รู้มาจากประเทศไหน เป็นเรื่องยาก และสุดท้ายพวกเราคนทำงาน ต้องมาโดนโจมตีแบบไม่รู้ที่มาที่ไป พวกเราจะหาตัวตนได้อย่างไร ถึงขณะนี้ได้แจ้งให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีไปช่วยตรวจสอบ เนื่องจากเราเข้าไม่ถึง  

เมื่อถามว่า ครูใหญ่ถือเป็นบุคคลที่พรรคภูมิใจไทยให้ความเคารพ หากมีการโจมตีกันเช่นนี้ จะทำให้เกิดความสั่นคลอนต่อรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ครูใหญ่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล และในฐานะที่ท่านคร่ำหวอดทางการเมือง มีอะไรก็จะให้คำแนะนำ เช่นตัวเองก็ไม่เข้าใจเรื่องการเมืองทุกมิติ เพราะการเป็นนักการเมืองนั้นยาก บางครั้งพูดตรงเกินไปก็ไม่ได้ พูดโกหกก็ถูกต่อว่า เพราะฉะนั้น จึงต้องมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการเมืองให้คำปรึกษา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีครูใหญ่ที่ให้คำปรึกษากับน้องๆ ที่เป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ และตั้งแต่ที่มีข่าวออกมาตนก็ยังไม่ได้พูดคุยกับครูใหญ่ แต่มีการโทรศัพท์คุยกัน โดยครูใหญ่แจ้งว่าอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ และเย็นนี้จะมีการพบเจอกัน

เมื่อถามว่า ครูใหญ่ได้ให้คำปรึกษาถึงกรณีที่แกนนำของพรรคภูมิใจไทยหลายคนถูกกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นตนไม่เคยมีชื่อ แต่รอบนี้มี ก็ยังงงอยู่ ยืนยันว่า ตนไม่ได้เข้าไปยุ่งหรือเกี่ยวข้องอะไร นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวอ้างถึงลูกสาวของตน ซึ่งเป็นพนักงานทำงานในบริษัท เขาไม่เคยมายุ่งการเมือง เพราะฉะนั้นจะต้องไปถามคนที่ให้ข่าว ไปเอาข่าวเท็จมาจากไหน ทั้งนี้ จะหารือกับทางทีมทนาย ว่าจะดำเนินการอะไรได้บ้าง หากต้องไปแจ้งความก็ต้องทำ เพราะฉะนั้น เวลาพูดควรจะคัดกรอง ไม่ใช่อยากนึกจะพูดอะไรก็พูด หรือใครมากระซิบอะไรก็พูด เพราะจะสร้างความเสียหาย ถ้าโยนมาให้ตนคนเดียวรับได้ เพราะเราอยู่ในตำแหน่งที่ต้องรับอยู่แล้ว แต่ไปพาดพิงถึงลูกสาวตน เขาเป็นแค่พนักงานบริษัท ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย ขออย่าเหมารวมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ได้ท้อต่อสถานการณ์ที่ถาโถม

การดี ยื่นหนังสือร้อง ดีอี ทบทวน-ยกเลิก งบ 1.6 พันล้าน โครงการ TH-AI Passport

การดี ยื่นหนังสือร้อง ดีอี ทบทวน-ยกเลิก งบ 1.6 พันล้าน โครงการ TH-AI Passport

การดี ยื่นหนังสือร้อง ดีอี ทบทวน-ยกเลิก งบ 1.6 พันล้าน โครงการ TH-AI Passport

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.13 น.

วันนี้ 27 กรกฎาคม 2569 นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ว่าตนเองได้ไปยื่น เอกสารเปิดผนึก ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรียกร้องให้มีการทบทวน พิจารณาแก้ไข หรือยุติโครงการ #THAIPassport โดยมีข้อความว่า “เราคงจะปล่อยให้เงินงบประมาณ 1,600 ล้านบาท ไหลไปแบบไม่ชอบธรรมแบบนี้ไม่ได้นะคะ”

วันนี้อ้อได้เดินทางไปยื่น “เอกสารเปิดผนึก” ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวน พิจารณาแก้ไข หรือยุติโครงการ #THAIPassport โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติหรือข้อกังวลไว้ 5 ประเด็นค่ะ

การดี เลียวไพโรจน์

ประเด็นที่ 1 ข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

ประเด็นที่ 2 ความไม่คุ้มค่าและคุณภาพระบบที่ต่ำกว่ามาตรฐานฟรีทั่วไป

ประเด็นที่ 3 ความไม่โปร่งใสในเกณฑ์การจ่ายเงินตามการใช้งานจริง (Pay per Use หรือ Pay per Active User)

ประเด็นที่ 4 การขัดต่อเงื่อนไข TOR และกระทบต่ออธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty)

ประเด็นที่ 5 การขาดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจน

การดี เลียวไพโรจน์

เนื่องจากรัฐมนตรีติดภารกิจ จึงมอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) มารับเรื่องแทนค่ะ ประเด็นสำคัญที่เน้นย้ำคือ ขณะนี้งานงวดที่ 1 ยังอยู่ในกระบวนการตรวจรับ ซึ่งแปลว่าเงินงบประมาณก้อนแรกจำนวนกว่า 300 ล้านบาท ยังคงอยู่กับรัฐและยังไม่ได้ถูกเบิกจ่ายออกไป การยื่นเอกสารเปิดผนึกในครั้งนี้ ต้องการย้ำให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ในฐานะผู้มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการทรัพยากรของกระทรวง ได้ตระหนักและพิจารณาข้อสังเกตสำคัญของโครงการ TH-AI Passport พร้อมทั้งเตือนถึงผลกระทบทางกฎหมายที่อาจตามมา หากเอกสารเปิดผนึกฉบับนี้ ส่งถึงมือรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังคงไม่มีการดำเนินการใดๆ หรือยังคงเพิกเฉยต่อข้อท้วงติง จะถือว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

อ้อและ #พรรคประชาธิปัตย์ จะติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด และพร้อมนำเรื่องนี้เข้าสู่การตรวจสอบในกลไกของรัฐสภา เพื่อเป็นปากเสียงปกป้องเงินภาษีของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่ออนาคตเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของคนไทยอย่างแท้จริงค่ะ #อ้อการดี #การดีเลียวไพโรจน์ #ประชาธิปัตย์”

การดี เลียวไพโรจน์

หลังจากที่โพสต์ของ นางการดี เลียวไพโรจน์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เช่น 

“เหนื่อยหน่อยนะคะ อาจารย์อ้อ ขอให้ รมต.ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ ยับยั้งการดำเนินการทันที หรือปรับแก้ เพื่อใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด ต้องไม่ลืมว่า เราจ่ายเงินเพื่อใช้ Ai มันจะเปลี่ยนไปตลอด วันนี้ Ai ที่ใช้ฟรี สำหรับบุคคลทั่วไป ถือกว่าเก่งมากแล้วในหลายด้าน”

“อย่างน้อย คุณไอซ์ ไม่ได้โดดเดี่ยวคนเดียวในการตรวจสอบค่ะ ชื่นชมนะคะ”

“ปชช.รู้สึกมีความหวังที่มี ส.ส.อย่างท่าน ขอขอบคุณในความเสียสละ ทุ่มเทเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติครับ”

“ชื่นชม ดร. อ้อ ค่ะ”

“คุณอ้อสู้ๆค่ะ เป็นกำลังใจนะคะคนสวยของช้านนนนน”

“เป็นกำลังใจให้ ดร.อ้อ ค่ะ”

การดี เลียวไพโรจน์
การดี เลียวไพโรจน์
การดี เลียวไพโรจน์
การดี เลียวไพโรจน์
การดี เลียวไพโรจน์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก การดี เลียวไพโรจน์ – Karndee Leopairote