โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ทหารชั้นนายพล จำนวน 256 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ทหารชั้นนายพล จำนวน 256 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ทหารชั้นนายพล จำนวน 256 ราย

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานยศทหารชั้นนายพล

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารชั้นนายพล วาระ เมษายน 2569 ให้แก่นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งรับราชการมาด้วยความเรียบร้อย เป็นผลดีแก่ทางราชการ ดังต่อไปนี้

ดูฉบับเต็ม : คลิก

ปลอดประสพ เตือนวิกฤตเกษตรไทย ล้งจีนรุกฆาต นอมินีไทยตัวดี

ปลอดประสพ เตือนวิกฤตเกษตรไทย ล้งจีนรุกฆาต นอมินีไทยตัวดี

ปลอดประสพ เตือนวิกฤตเกษตรไทย ล้งจีนรุกฆาต นอมินีไทยตัวดี

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.02 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2569 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า นอมินี ปัญหาใหญ่อยู่ที่คนไทย

ผมสามารถอ้างได้ว่า คนไทยมากถึง 1.5 ล้านคนที่อ่าน Facebook ของผมเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ต่างวิตกกังวลต่อการรุกเข้ามาของกลุ่มจีนเทาในธุรกิจทางการเกษตรหลายชนิดในช่วง 4-5ปีที่ผ่านมา โดยทางราชการแม้จะรู้ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรเลย

ผมมีสวนลิ้นจี่ที่อำเภอเวียงชัย เชียงราย ตอนนี้ขายไม่ได้แล้วเพราะพ่อค้าจีนทุ่มตลาดลิ้นจี่จากจีนทางเรือทางด้านแม่น้ำโขง ผมมีสวนลำไยที่บ้านป่าบง ลำพูน ตอนนี้ก็ขายไม่ได้เช่นกันเพราะสู้ล้งจีนไม่ไหว สวนทุเรียนผมก็มีเหมือนกันแต่ยังไม่ได้สู้กับล้งจีน เพราะทุเรียนยังไม่ให้ผล แต่ทางล้งจีนได้เริ่มรุกเข้ามาแล้ว และที่ร้ายที่สุดก็คือ พวกเขาใช้นอมินีไทยซื้อที่บริเวณจันทบุรีและตราดปลูกทุเรียน แถมยังเป็นการรุกที่ป่าสงวนอีกด้วย นับว่าเหิมเกริมมาก แต่ถูกลูกน้องผมจับไปแล้ว

วันนี้ผมยังไม่อยากออกนอกเรื่องเกษตรเพราะความจริงแล้วกลุ่มจีนเทาได้รุกไทยในเรื่องอื่นอีก เช่น บ้านจัดสรรที่เชียงใหม่และคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และเข้ามาครอบครองย่านธุรกิจแถวดินแดงมานานแล้ว นี่ยังไม่รวมโจรจีนที่มาเปิดcall center เล่นการพนันonline และเลยเถิดเป็น scammers เที่ยวหลอกคนเขาไปทั่วโลก

ผมคิดว่า รัฐบาลใหม่จะต้องทบทวนเรื่องนี้ในภาพรวมอย่างจริงจัง หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะสามารถเล่าทุกข์ของเกษตรกรไทยให้กับทางจีนได้เข้าใจ ความจริงแล้ว “พี่น้องกัน” จะแนบแน่นเชื่อถือได้อย่างจริงจังก็ต้องเกิดจากการกระทำเท่านั้น

ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศซึ่งผมเคยรู้จักมาแต่ยังเป็นข้าราชการเด็กๆ คงสามารถเจรจาสร้างความสัมพันธ์อย่างเสมอภาคระหว่างจีนไทยได้

ท่านมนตรีหญิงSuper G คงต้องตั้งวงเจรจากับผู้ค้าจีนให้เกิดความเท่าเทียมทางการค้าที่ไม่เป็นการเอาเปรียบกันถึงขั้นตัวเล็กล่มจม

สำหรับกระทรวงเกษตรฯก็อย่าเฉยเมย อย่าผลิตแต่ของห่วยๆไร้คุณภาพ อธิบดีก็อย่าเอาแต่ ครับกระผม รู้จักเป็นตัวของตัวเองและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

แต่ที่ผมมองไม่เห็นทางเอาเลยก็คือ กลุ่มคนไทยที่เห็นแก่ได้นี่แหละ พวกขายชาติทำร้ายคนไทยด้วยกันเองโดยยอมเป็นนอมินีให้เขา ตำรวจต้องจริงจัง มหาดไทยต้องเข้มแข็งอย่าปากว่าตาขยิบ บ้านเล็กบ้านใหญ่ผู้มีอิทธิพลต้องรู้จักสำนึกบาป พวกคุณไม่รู้หรือว่า หากยังยอมเป็นขี้ข้าเขาแบบนี้ต่อไป ลูกหลานพวกคุณเองนั่นแหละจะไม่มีที่ยืน

สุดท้ายผมก็ได้แต่หวังให้พระบรมเดชานุภาพและพระสยามเทวาธิราชได้ทรงเมตตาคุ้มครองประเทศไทยและปวงประชาราษฎร์ โดยเฉพาะเกษตรกรคนยากคนจนให้ได้พ้นวิกฤตินี้ไปได้และได้อยู่เย็นเป็นสุขในประเทศไทยที่ร่มรื่นของเราไปชั่วกัลปาวสาน

เอ็ดดี้ ปลื้ม 4 นักการเมืองในดวงใจ ยอดฝีมือได้โอกาสบริหารแผ่นดิน

เอ็ดดี้ ปลื้ม 4 นักการเมืองในดวงใจ ยอดฝีมือได้โอกาสบริหารแผ่นดิน

เอ็ดดี้ ปลื้ม 4 นักการเมืองในดวงใจ ยอดฝีมือได้โอกาสบริหารแผ่นดิน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.14 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  นักการเมืองในดวงใจ

หลังการเลือกตั้งที่เราลุ้นกันมาว่าใครจะได้เป็น สส. ใครจะได้เป็นรัฐบาล สี่ท่านนี้คือนักการเมืองที่ผมดีใจมากที่ท่านมีโอกาสได้บริหารราชการแผ่นดิน

2 ท่านเป็นฝ่ายบริหาร อีก 2 ท่านเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ

คุณสีหศักดิ์ คุณศุภจี มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความนุ่มนวล เนิบๆ อ่อนน้อมถ่อมตน แต่เวลาทำงาน เฉียบขาด หนักแน่ แข็งแกร่งมาก

คุณหมอวรงค์ น้องเนเน่ คือนักการเมือง 2 รุ่น 2 วัย แต่ที่เหมือนกันครับ อุดมการณ์ทางการเมือง

ผมดีใจสุดๆ ครับ ที่เรามีคุณหมอรงค์อยู่ในสภา

สำหรับน้องเนเน่ ภาพแรกที่ทำให้ผมหรือคนทุกคนสะดุดต้องหันมามอง แน่นอนคือความเป็นลูก ดร.ไตรรงค์ แต่ต่อมาหลังจากนั้นทั้งหมด คือความสามารถ ความจริงใจและการตั้งใจทำงานของตัวน้องเนเน่เองล้วนๆ ซึ่งผมว่าทุกคนเห็นตรงกันในเรื่องนี้ และความเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ทำให้เรายังมีความหวังกับการเมืองไทย

จริงๆ ยังมีท่านอื่นๆ ที่ผมชื่นชมและชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นนายกฯอนุทิน คุณชวน คุณอภิสิทธิ์ คุณเอกนิติ และอีกหลายท่าน

คุณอนุทิน เหมาะมากกับตำแหน่งนายกฯ เพราะรู้จักหักและรู้จักงอ พูดสั้นๆ แค่นี้คงเห็นภาพ

คุณอภิสิทธิ์ ผมว่ามีบางส่วนคล้ายคุณชวน เช่น การยึดมั่นในหลักการ บางอย่างงอได้ แต่หลักการต้องไม่งอ ต่อให้ใครไม่เข้าใจ ก็ไม่สนใจ ยังคงตรงเป็นไม้บรรทัดต่อไป

ผมว่าปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคุณอภิสิทธิ์คือ แกฉลาดเกินใครต่อใคร มากจนบางครั้งหรือหลายครั้งคนไม่เข้าใจหรือตามแกไม่ทัน อ่านแกไม่ออก ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น แต่ปัจจุบันผมตั้งใจมอง แล้วมองทะลุไปถึงแก่นสารข้างใน ซึ่งเชื่อว่าถ้าใครมองเห็นแล้วจะทึ่งและศรัทธาในความฉลาดล้ำของคุณอภิสิทธิ์ แต่จุดอ่อนของคนฉลาดมากคือ ภาพที่คนมองว่าเย่อหยิ่ง ทนงตน ซึ่งความจริงของแบบนี้มันย่อมต้องอยู่คู่กัน

คุณเอกนิติ ผมเพิ่งรู้จักแกผ่านสื่อ ก็เริ่มรับรู้ได้ว่า เป็นคนเก่งที่ตั้งใจทำงาน ที่หาตัวจับยากอีกคน

น้องซาบีนา คนนี้ชอบมาอีกคน มีพ่อเป็นเจ้าพ่อแต่ลูกสาวเรียบร้อยงดงามมาก บ่งบอกว่า พ่อแม่เลี้ยงมาดีมาก และเลี้ยงจนได้ดี สมใจจริงๆ ถ้าผมมีลูกสาวแบบนี้ จะเดินจะนั่งจะนอน ผมคงยิ้มไม่หุบ

น้องๆ เด็กหน้าใหม่โนเนมในพรรคประชาธิปัตย์น่าสนใจหลายคน หรือน้องๆ ลูกเทพ คือทายาทนักการเมืองบางคนในพรรคภูมิใจหรือพรรคอื่นๆ ก็น่าสนใจ หรืออย่าง อ.กบ ที่ก้าวเข้ามาเล่นการเมืองกับไทยภักดี รวมทั้ง อ.เจษฎ์ พล.อ.รังษีแบบนี้ก็น่าสนใจ ใดๆ เหล่านี้ เห็นแล้วทำให้เกิดความหวังต่อการเมืองไทย
ยังมีอีก แต่วันนี้เอาแค่นี้ก่อน

ส่วนนักการเมืองที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ส้ม ไม่ใช่แดง ไม่ใช่เทา เพราะเหมือนกับเสือ ถ้าเราเห็นชัดว่าเขาเป็นเสือ เราจะระวังตัว เพราะเรารู้ว่าเขาอันตราย ส้ม แดง เทา เรารู้ว่าอันตราย
แต่ไอ้ตัวที่สร้างภาพเป็นคนดี แต่ความจริงเป็นคนเลว คนแบบนี้อันตรายกว่าใคร เพราะความไว้ใจว่าเป็นคนดี มันจะทำลายทุกสิ่ง กรุงศรีอยุธยาแตก ก็เพราะโจรในคราบคนดี ที่มันคาบความลับไปให้ข้าศึก

สรุป ในจำนวนนักการเมืองที่ชอบ

และจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ผมดีใจที่สุดคือ ได้เห็น 4 ท่านนี้มาทำงานบริหารราชการแผ่นดิน

จับตาประชุมสภาฯนัดแรกพรุ่งนี้! เลือก ‘ประธานสภา-รองประธานฯ1-2’ ลุ้น’โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘เข้าวิน

จับตาประชุมสภาฯนัดแรกพรุ่งนี้! เลือก ‘ประธานสภา-รองประธานฯ1-2’ ลุ้น’โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘เข้าวิน

จับตาประชุมสภาฯนัดแรกพรุ่งนี้! เลือก ‘ประธานสภา-รองประธานฯ1-2’ ลุ้น’โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘เข้าวิน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

จับตาประชุมสภาฯนัดแรกพรุ่งนี้! เลือก ‘ประธานสภา-รองประธานฯ1-2’ ลุ้น ’โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘ เข้าวิน ด้าน ’พรรคส้ม‘ ไม่ท้อส่งชื่อชิงด้วย 

วันที่ 14 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้(15มี.ค) เวลา 09.00น. เป็นต้นไป จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ภายหลังรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการ โดยมีวาระที่สำคัญคือการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯ ทั้ง2 คน ซึ่งมีขั้นตอนการโหวตเลือกประธานสภาฯ โดยจะเชิญสส.ที่อาวุโสสูงสุด คือ คือนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานสภาฯ ชั่วคราว เพื่อแจ้งต่อที่ประชุมให้ สส.ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 115 และดำเนินการตามขั้นตอนเลือกประธานฯ และรองประธานสภาฯทั้ง2คน หากมีผู้เสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ เพียงคนเดียว ไม่ต้องใช้การโหวต แต่หากมีการเสนอหลายชื่อต้องให้ผู้ถูกเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์ก่อนให้ที่ประชุมลงคะแนนลับตามข้อบังคับ

ทั้งนี้ ต้องจับตาพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นพรรคแกนนำเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล เตรียมเสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาฯ และน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานสภาฯคนที่1 ขณะที่พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ได้โควตารองประธานสภาฯ คนที่2 จะเสนอชื่อนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย คาดว่าเก้าอี้ประมุข และรองประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ จะไม่ผิดไปจากนี้ 

ส่วนพรรคประชาชน ก็มีมติที่ประชุมส่งรายชื่อบุคคลชิงตำแหน่งประธานสภาฯด้วยเช่นกัน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อว่าเป็นบุคคลใด ซึ่งในกรณีหากมีการเสนอชื่อแข่ง ก็อาจต้องแสดงวิสัยทัศน์ และใช้เวลาในการโหวตตำแหน่งละ 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยเป็นการลงคะแนนลับคือ ให้ สส.เรียงตามตัวอักษร รับบัตรเพื่อเข้าคูหาเขียนชื่อบุคคลที่จะให้ดำรงตำแหน่ง และนำไปหย่อนลงคูหา ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งนับคะแนน โดยเป็นตัวแทน สส.จากละพรรคร่วมนับคะแนน

อภิสิทธิ์ นำ สส.ถ่ายรูปหมู่หน้าพระแม่ธรณี ก่อนร่วมพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

อภิสิทธิ์ นำ สส.ถ่ายรูปหมู่หน้าพระแม่ธรณี ก่อนร่วมพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

อภิสิทธิ์ นำ สส.ถ่ายรูปหมู่หน้าพระแม่ธรณี ก่อนร่วมพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

‘21สส.ประชาธิปัตย์’ ร่วมถ่ายภาพหมู่หน้าพระแม่ธรณีฯ ก่อนเข้าพิธีเปิดประชุมรัฐสภาปี 69

วันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สส.ทั้ง 21 คนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวมตัวจัดกิจกรรมก่อนเดินทางเข้าร่วมรัฐพิธีสำคัญ ที่อาคารรัฐสภา โดยเมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา ที่ลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่ตั้งอันเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรคประชาธิปัตย์ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเปี่ยมด้วยพลัง โดยคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 21 คน นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรค และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญขีรายชื่อ เลขาธิการพรรค ได้ร่วมถ่ายภาพหมู่ร่วมกันเพื่อแสดงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชน ก่อนเริ่มสมัยประชุมสภาประจำปี 2569

จากนั้นในเวลา 17.00 น. คณะ สส. ทั้งหมดจะเดินทางไปยังอาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งแรก ณ ห้องประชุมอาคารรัฐสภา เขตดุสิต

แก้วตา จวกยับ แค่ละครการเมือง ปั่นกระแสหลอกด่า เพื่อไทย

แก้วตา จวกยับ แค่ละครการเมือง ปั่นกระแสหลอกด่า เพื่อไทย

แก้วตา จวกยับ แค่ละครการเมือง ปั่นกระแสหลอกด่า เพื่อไทย

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

วันนี้ 14 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ต้อนรับวันหยุด เมื่อ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต สส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชำแหละยุทธศาสตร์ของอดีตต้นสังกัดอย่างดุเดือด กรณีมติส่ง เท้ง ณัฐพงษ์ ลงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแข่งกับฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “การที่พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” ลงชิงโหวตนายกฯ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีทางชนะ ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่เป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างภาพว่า ฉันได้สู้แล้ว และหวังเก็บกระแส เก็บมีม เก็บแรงด่าที่จะโยนกลับไปใส่พรรคเพื่อไทยเท่านั้น ขณะที่ข้อเท็จจริงทางการเมืองในเวลานี้คือ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของอนุทินเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและประกาศโครงสร้างพรรคร่วมไปแล้ว ส่วนพรรคประชาชนเองก็เพิ่งมีมติส่งณัฐพงษ์ลงชิงตำแหน่งนายกฯ แข่งกันในสภาอย่างเป็นทางการวันนี้ 

ถ้าจะยึด “หลักการประชาธิปไตย” กันจริง ก็ต้องเริ่มจากการเคารพข้อเท็จจริงของเสียงข้างมากและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ แต่ยังเล่นละครการเมืองเพื่อปั่นอารมณ์มวลชน แล้วใช้ความผิดหวังของผู้สนับสนุนไปเป็นอาวุธโจมตีคนอื่น แบบนี้ไม่ใช่การเมืองแห่งหลักการ แต่คือการเมืองแห่งภาพลักษณ์

แก้วตา

ปัญหาของพรรคประชาชนไม่ใช่แค่ “แพ้โหวต” แต่คือชอบสร้างความคาดหวังเกินจริง แล้วพอผลไม่เป็นอย่างที่พูด ก็หันไปขายวาทกรรมว่าอีกฝ่าย “ตระบัดสัตย์” ทั้งที่ตัวเองก็รู้เกม รู้ตัวเลข รู้ปลายทางอยู่แล้วตั้งแต่ต้น การทำแบบนี้ซ้ำๆ คือการทำให้ประชาชนชินกับการโกหกทางการเมือง ชินกับการอ้างหลักการเฉพาะตอนที่ตัวเองได้ประโยชน์ และชินกับการเล่นบทฝ่ายค้านเชิงแสดงมากกว่าการสร้างผลลัพธ์จริงให้ประเทศ

พูดตรงๆ คือ เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีกินมากขึ้น ไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ได้ลดค่าครองชีพ ไม่ได้เพิ่มอำนาจต่อรองให้ประชาชนในระบบการเมือง สิ่งที่ได้มีแค่คอนเทนต์ มีม และสงครามแฟนคลับในโซเชียลเท่านั้น การเมืองที่หมกมุ่นกับการเอาชนะทางวาทกรรม แต่ไม่สร้างประโยชน์จริงให้ประชาชน สุดท้ายก็เป็นเพียงการใช้ประชาชนเป็นฉากหลังของเกมพรรคการเมือง”

หลังโพสต์ ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต สส.พรรคประชาชน เผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตและผู้ติดตามต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม โดยส่วนใหญ่ชื่นชมในความกล้าหาญและมุมมองที่ตรงไปตรงมา เช่น

“เอาจริงนะ พี่แก้วตายังเหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคส้มกว่าเท่ง พี่เขาเก่งมีวุฒิภาวะหลักการที่ถูกต้อง เป็นคนตรงด้วย สวย คือ เริ่ดมาก ตามเป็นfc นะคะ 

“เขียนได้ดีมีเหตุผล อ่านแล้วมองภาพออกชัดเจนเลยค่ะน้องแก้วตา”

“กว่าจะได้คิด. แต่ก็ยังไม่สาย. เป็นกำลังใจให้ครับ”

“แก้วตาพูดถูก อ่านออก จริง สุดยอดคะ อันนี้ ชื่นชม”

“She said exactly what I wanted to hear.”

“ถ้าไม่มีพรรคส้ม ก็ไม่มีแก้วตา การที่เขาให้โอกาสเราก็ต้องแสดงความสามารถให้เห็นประจักษ์กับสายตาคนรอบข้าง ให้เขายอมรับเรา ก็เหมือนข้อสอบ ในเมื่อคุณสอบไม่ผ่านก็ต้องยอมรับความจริงเช่นกัน ถ้าคิดมากินเงินเดือนไปวันๆปชชก็ไม่เอาเช่นกัน”

แก้วตา
แก้วตา
แก้วตา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan

จุลพันธ์ ยันประชุมพรรคไร้ถกโผ ครม. มุ่งเป้าเดียวคือทำงานเพื่อประชาชน

จุลพันธ์ ยันประชุมพรรคไร้ถกโผ ครม. มุ่งเป้าเดียวคือทำงานเพื่อประชาชน

จุลพันธ์ ยันประชุมพรรคไร้ถกโผ ครม. มุ่งเป้าเดียวคือทำงานเพื่อประชาชน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

วันที่ 14 มี.ค.69 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรค ถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรคว่า ในที่ประชุมไม่ได้มีการหารือหรือสะท้อนความคิดเห็นของ ส.ส. เกี่ยวกับการจัดสรรบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด โดยการพูดคุยส่วนใหญ่เน้นไปที่แนวทางการทำงานของพรรค และการผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ในฐานะที่พรรคเพื่อไทยเข้าร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล การดำเนินงานย่อมมีข้อจำกัดในเชิงองค์ประกอบของรัฐบาลผสม ดังนั้นสิ่งที่สมาชิกพรรคให้ความสำคัญจึงเป็นการทำงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรค รวมถึงเพิ่มความเชื่อมั่นและความนิยมจากประชาชนในอนาคต เป้าหมายของทุกคนตรงกันคือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และทำให้พรรคมีความเข้มแข็งมากขึ้นผ่านผลงานที่เป็นรูปธรรม ดังนั้นในการประชุมจึงไม่ได้มีการถกเถียงเรื่องตัวบุคคลหรือการจัดสรรตำแหน่ง เนื่องจากทุกคนรับทราบกระบวนการอยู่แล้ว

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยยังระบุว่า พรรคได้เปิดช่องทางการสื่อสารภายใน เพื่อให้สมาชิกสามารถแสดงความประสงค์ในการทำงานทางการเมืองในบทบาทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมาธิการ หรือบทบาทอื่น ๆ โดยพรรคพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิก อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการตัดสินใจสุดท้ายยังคงอยู่ที่คณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งได้มอบหมายให้คณะทำงานชุดเล็กเป็นผู้ดำเนินการ โดยมีตนเองและนายประเสริฐเป็นผู้รับผิดชอบหลัก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการจัดสรรโควตารัฐมนตรีของพรรค นายจุลพันธ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการหารืออย่างเป็นทางการ โดยข่าวที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นเพียงการคาดการณ์หรือการพูดคุยนอกรอบเท่านั้น

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

นายจุลพันธ์อธิบายว่า การเข้าร่วมรัฐบาลมีความชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรก หลังพรรคแกนนำรัฐบาลมีคะแนนเสียงแตกต่างจากพรรคอื่นอย่างมีนัยสำคัญ และได้เชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมหารือในกรอบแนวคิดการทำงาน ซึ่งเมื่อเห็นว่ามีทิศทางสอดคล้องกัน พรรคจึงตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล โดยคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติให้เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของกระบวนการในรัฐสภา ทั้งวันนี้และวันพรุ่งนี้ เชื่อว่าการลงมติจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากได้มีการหารือกันเสร็จสิ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องการแบ่งตำแหน่งหรือการจัดสรรกระทรวง รวมถึงตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่ง ยังไม่ได้มีการหารืออย่างเป็นทางการ และสิ่งที่ปรากฏในสื่อส่วนใหญ่เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ผู้สื่อข่าวถามนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  ถึงกฎหมายที่จะผลักดันเรื่องการศึกษาจะทำคะแนนทางการเมืองได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า หากสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง ย่อมถือเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญให้กับประเทศ ทั้งนี้ นอกจากการผลักดันกฎหมายแล้ว ยังมีหลายมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีเพื่อพัฒนาระบบการศึกษา การจะเปลี่ยนผลงานดังกล่าวให้เป็นคะแนนทางการเมืองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง หากประชาชนเห็นว่าผลงานของพรรคสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม และส่งผลดีต่อประเทศ ก็เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยอาจได้รับกระทรวงด้านสังคมเป็นหลัก เช่น กระทรวงด้านการศึกษา ซึ่งอาจสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองได้ยากกว่ากระทรวงด้านเศรษฐกิจหรือความมั่นคง นายยศชนันมองว่า ในบริบทโลกปัจจุบัน การทำงานของภาครัฐมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม เทคโนโลยี และภัยพิบัติ ทำให้ไม่มีกระทรวงใดสามารถทำงานเพียงลำพังได้  ไม่ว่าพรรคจะได้ดูแลกระทรวงใด ก็สามารถสร้างผลงานได้เช่นกัน เพราะทุกกระทรวงจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน และน่าจะหมดยุคที่แต่ละหน่วยงานทำงานแยกส่วน ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าไปข้างหน้าด้วยความร่วมมือและความสามัคคี 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลในช่วง 4 ปี ข้างหน้าว่า ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะพิสูจน์อนาคตทางการเมืองของพรรค โดยพรรคได้หารือกันเบื้องต้นว่า ในช่วงเวลาของรัฐบาลชุดนี้ สมาชิกทุกคนต้องทำงานอย่างจริงจัง เพื่อให้การบริหารประเทศเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

นายประเสริฐกล่าวว่า พรรคได้กำชับ ส.ส. ให้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน เนื่องจากการเมืองในปัจจุบันต้องสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริง

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ระยะเวลา 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ทุกฝ่ายในพรรคต้องร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับโอกาสที่ได้รับ และสร้างการเติบโตให้กับพรรคในอนาคต พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังมีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาศักยภาพของพรรคให้เติบโตทางการเมืองต่อไปในอนาคต หลังจากเคยเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในอดีต

เพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจมูลค่าสูง

เพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจมูลค่าสูง

เพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจมูลค่าสูง

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

วันที่ 14 มี.ค.69 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย  ร่วมแถลงถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ ประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

เพื่อไทย

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม 

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ

2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น

3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน

4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

เพื่อไทย

นายจุลพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้

จากนั้น นายยศชนัน ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.ทุนมนุษย์” โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

เพื่อไทย

นายยศชนันกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว

สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่

2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน” เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา

3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต

นายยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

เพื่อไทย

“การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต” นายยศชนัน กล่าว

ด้านนายประเสริฐ ได้กล่าวสรุปว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

เพื่อไทย

พร้อมระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน และ ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง

“พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน” นายประเสริฐกล่าว

เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย

ธรรมนัส ดอดส่งรถเอกชนเข้าทำเนียบฯวันหยุด ยกของออกจากห้องทำงาน

ธรรมนัส ดอดส่งรถเอกชนเข้าทำเนียบฯวันหยุด ยกของออกจากห้องทำงาน

ธรรมนัส ดอดส่งรถเอกชนเข้าทำเนียบฯวันหยุด ยกของออกจากห้องทำงาน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ภายหลังมีรายงานว่าการปิดดีลการจัดตั้งรัฐบาล ”อนุทิน 2“ ไม่มีพรรคกล้าธรรม(กธ.)ร่วมรัฐบาลด้วย ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 10.00น. ในวันเดียวกันนี้ ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ทำเนียบรัฐบาล บริษัทขนส่งเอกชน นำรถบรรทุกเล็ก 4 ล้อ จำนวน 2 คัน เข้าเก็บของออกจากห้องทำงานของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ บนชั้น 2 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งประกอบไปด้วย ชุดเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้รับแขก ชุดโต๊ะทำงาน โต๊ะหมู่บูชาชุดใหญ่ และพระพุทธรูป ซึ่งประกอบไปด้วย พระบูชา ภปร.วัดบวรนิเวศวิหาร  พระพุทธชินราช  พระพุทธศรีสวรรค์ พระเจ้าตากสิน เศียรพระพิฆเนศร และพระฉายาลักษณ์ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส

ศุภชัย ซัดหมัดตรง จวก เท้ง แค่ขอโทษไม่พอ ปมข้อมูลหลุด

ศุภชัย ซัดหมัดตรง จวก เท้ง แค่ขอโทษไม่พอ ปมข้อมูลหลุด

ศุภชัย ซัดหมัดตรง จวก เท้ง แค่ขอโทษไม่พอ ปมข้อมูลหลุด

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

วันนี้ 14 มีนาคม 2569 เปิดเป็นประเด็นร้อนที่ฉุดไม่อยู่ เมื่อนาย ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชำแหละกรณีที่พรรคประชาชนถูกเจาะฐานข้อมูลจนทำให้ข้อมูลสมาชิกรั่วไหล โดยมองว่าเรื่องนี้เป็นวิกฤตความน่าเชื่อถือที่รุนแรงกว่าที่คิด โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “กรณีข้อมูลสมาชิกของพรรคถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นเรื่องที่สังคมไม่อาจมองข้ามได้

เมื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าระบบมีช่องโหว่และข้อมูลสมาชิกอาจถูกเข้าถึงโดยบุคคลภายนอก ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำขอโทษ หรือคำแนะนำให้ไปทำบัตรใหม่ แต่คือความรับผิดชอบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

ศุภชัย ใจสมุทร

ภายใต้ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) องค์กรที่เก็บข้อมูลของประชาชนมีหน้าที่ต้องปกป้องข้อมูลนั้นอย่างเข้มงวด เพราะข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขในระบบ แต่คือสิทธิและความปลอดภัยของเจ้าของข้อมูล คำถามที่สังคมมีสิทธิถามคือ เหตุใดระบบจึงมีช่องโหว่จนบุคคลภายนอกเข้าถึงได้, มีมาตรการป้องกันข้อมูลที่ได้มาตรฐานหรือไม่, และใครต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้

การบอกว่า “ยังไม่พบการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่ดี” ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป เพราะทันทีที่ข้อมูลหลุดจากระบบ ความเสี่ยงต่อประชาชนก็เกิดขึ้นแน่นอน ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญอย่างยิ่ง การบริหารจัดการข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และความเชื่อมั่นของประชาชนก็ไม่ควรถูกนำมาเสี่ยง สังคมจึงควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน โปร่งใส และรับผิดชอบ มากกว่าคำอธิบายเพียงสั้น ๆ ของหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ที่กำลังจะถูกเสนอชื่อต่อสภาผู้แทนราษฎรให้เลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

ศุภชัย ใจสมุทร

ทันทีที่โพสต์ของนาย ศุภชัย ใจสมุทร เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิการจัดการของพรรคประชาชนอย่างดุเดือด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเชี่ยวชาญของตัวหัวหน้าพรรคเอง เช่น

“กรณีข้อมูลสมาชิกของพรรคถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นเรื่องที่สังคมไม่อาจมองข้ามได้

เมื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าระบบมีช่องโหว่และข้อมูลสมาชิกอาจถูกเข้าถึงโดยบุคคลภายนอก ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำขอโทษ หรือคำแนะนำให้ไปทำบัตรใหม่ แต่คือความรับผิดชอบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

ภายใต้ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) องค์กรที่เก็บข้อมูลของประชาชนมีหน้าที่ต้องปกป้องข้อมูลนั้นอย่างเข้มงวด เพราะข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขในระบบ แต่คือสิทธิและความปลอดภัยของเจ้าของข้อมูล คำถามที่สังคมมีสิทธิถามคือ เหตุใดระบบจึงมีช่องโหว่จนบุคคลภายนอกเข้าถึงได้, มีมาตรการป้องกันข้อมูลที่ได้มาตรฐานหรือไม่, และใครต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้

การบอกว่า “ยังไม่พบการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่ดี” ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป เพราะทันทีที่ข้อมูลหลุดจากระบบ ความเสี่ยงต่อประชาชนก็เกิดขึ้นแน่นอน ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญอย่างยิ่ง การบริหารจัดการข้อมูลจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และความเชื่อมั่นของประชาชนก็ไม่ควรถูกนำมาเสี่ยง สังคมจึงควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน โปร่งใส และรับผิดชอบ มากกว่าคำอธิบายเพียงสั้น ๆ ของหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ที่กำลังจะถูกเสนอชื่อต่อสภาผู้แทนราษฎรให้เลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

ศุภชัย ใจสมุทร
ศุภชัย ใจสมุทร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Suphachai Jaismut