ก.แรงงาน เผย ลูกเรือไทยปลอดภัย กำหนดกลับถึงไทย 16 มี.ค.นี้

ก.แรงงาน เผย ลูกเรือไทยปลอดภัย กำหนดกลับถึงไทย 16 มี.ค.นี้

ก.แรงงาน เผย ลูกเรือไทยปลอดภัย กำหนดกลับถึงไทย 16 มี.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

ด้าน นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า สำหรับจำนวนแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 67,047 คน และได้แจ้งความประสงค์ทางสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย 977 คน ขณะนี้เดินทางกลับมาแล้ว 72 คน และอยู่ระหว่างเดินทางกลับอีก 9 คนจากบาห์เรน 

นายสันติกล่าวว่า ส่วนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 23 คนจากเหตุการณ์เรือมยุรีนารีถูกโจมตีนั้น กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการประสานความช่วยเหลือ โดยประสานบริษัทเดินเรือเพื่อช่วยเหลือลูกเรือ กระทรวงแรงงานโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ประสาน บริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด เจ้าของเรือมยุรีนารี ซึ่งได้มีการดูแลช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนที่ภายหลังได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาอย่างปลอดภัยแล้ว โดยบริษัทได้จัดให้ลูกเรือทุกคนพักอาศัยที่โรงแรมในเมืองคาซาบ ราชอาณาจักรโอมาน โดยให้พักเดี่ยวพร้อมจัดอาหาร ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่มที่มีความจำเป็นอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ลูกเรือทุกคนยังสามารถใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารไปยังครอบครัวในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง 

กระทรวงแรงงาน

นายสันติ กล่าวว่า สำหรับลูกเรือ 1 รายที่ได้รับบาดเจ็บที่มือ ขณะนี้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่และกลับมาพักที่โรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ทางบริษัทยังสนับสนุนบริการด้านสุขภาพจิต โดยให้คำปรึกษาผ่านทางออนไลน์กับนักจิตวิทยาและที่ปรึกษาชาวไทยที่มีใบอนุญาตและมีการรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้บริการแก่ลูกเรือแต่ละรายตามคำร้องขอ ส่วนลูกเรืออีก 3 คนที่ยังติดอยู่ในเรือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเข้าช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อดำเนินการช่วยเหลือลูกเรือดังกล่าวต่อไป

นายสันติ กล่าวว่า ในส่วนของการติดตามสิทธิประโยชน์เรื่องค่าตอบแทนของลูกเรือ บริษัทยืนยันว่าลูกเรือทุกคนจะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน รวมถึงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการปฎิบัติงานในพื้นที่ตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงวันที่เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ โดยบริษัทจะดำเนินการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีธนาคารของลูกเรือแต่ละรายในสิ้นเดือนของทุกเดือนตามปกติ ในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัวที่ลูกเรือจำเป็นต้องทิ้งไว้บนเรือ บริษัทจะดำเนินการชดเชยค่าเสียหายเต็มจำนวนให้แก่ลูกเรือแต่ละรายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้บริษัทได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะรักษาการจ้างงานของลูกเรือทุกคน และพร้อมรับลูกเรือกลับเข้ามาปฏิบัติงานทันทีเมื่อมีความพร้อมและมีความประสงค์ที่จะกลับมาปฏิบัติงานอีกครั้ง

กระทรวงแรงงาน

นายสันติ กล่าวอีกว่า ในส่วนการอำนวยความสะดวกการเดินทางกลับของลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือ กระทรวงแรงงานโดยสำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี ได้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัดกัต อย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเอกสาร เพื่อให้ลูกเรือได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย ซึ่งขณะนี้ลูกเรือทั้ง 20 คน มีเอกสารที่จำเป็นพร้อมต่อการเดินทาง โดยมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 

นายสันติ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้กระทรวงแรงงานได้มีการมอบหมายให้แรงงานจังหวัดพร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจกับครอบครัวญาติพี่น้องของลูกเรือไทยทั้ง 23 คน เพื่อเป็นการสื่อสารในการให้ความช่วยเหลือให้ครอบครัวแรงงาน รวมทั้งเรื่องการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆที่ลูกเรือทั้งหมดจะต้องได้รับจากนายจ้างตามกฎหมาย ทั้งนี้กระทรวงแรงงานได้ประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการประสานความช่วยเหลือในสิทธิประโยชน์ต่างๆที่ลูกเรือทั้ง 23 คนควรจะได้รับต่อไป 

กระทรวงแรงงาน
กระทรวงแรงงาน

รวมช็อตเด็ด เท้ง ณัฐพงษ์ ขอโทษ ชาวเน็ตแซะ ถ้าผิดเป็นครูคงเป็นอธิการบดี ชมคลิป

รวมช็อตเด็ด เท้ง ณัฐพงษ์ ขอโทษ ชาวเน็ตแซะ ถ้าผิดเป็นครูคงเป็นอธิการบดี ชมคลิป

รวมช็อตเด็ด เท้ง ณัฐพงษ์ ขอโทษ ชาวเน็ตแซะ ถ้าผิดเป็นครูคงเป็นอธิการบดี ชมคลิป

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

หลังจากที่ไม่กี่วันนี้ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนถูกเจาะฐานข้อมูลส่งผลให้ข้อมูลสมาชิกรั่วออกไปทั้ง 8 หมื่นรายชื่อ จนกลายเป็นที่ถกเถียงสนั่นไปทั่วโลกโซเชียล และไม่นานนัก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำพรรคประชาชน ได้ออกมากล่าวขอโทษต่อประชาชนในรายการกรรมกรข่าวฯ หลังจากเกิดเหตุุการณนั้น

ล่าสุดวานนี้ 14 มีนาคม 2569 กลายเป็นโพสต์ไวรัลที่ทำเอาชาวเน็ตแห่แชร์และคอมเมนต์กันสนั่นเมือง เมื่อเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งต้องพิสูจน์ ได้ออกมาโพสต์รวบรวมไทม์ไลน์การกล่าวคำ ขอโทษ ของ เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำพรรคประชาชน (หรืออดีตพรรคก้าวไกล) ที่ดูเหมือนว่าช่วงหลังมานี้คำว่า ขอโทษ จะกลายเป็นคำติดปากที่ออกมาให้เห็นบ่อยเหลือเกิน โดยทางเพจได้สรุปเส้นทาง #เท้งขอโทษ ไว้แบบจัดเต็ม ตั้งแต่ปลายปี 2568 ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน (14 มีนาคม 2569) โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “#เท้งขอโทษ 12 ธ.ค. 68 “เท้ง” ขอโทษ ที่แก้ รธน. ไม่สำเร็จ 19 ธ.ค. 68 “เท้ง” ขอโทษ ที่โหวตอนุทิน เป็นนายก เเละขอโทษในทุกๆกรณี (รายการ เปิดปากกับ ภาคภูมิ) 29 ธ.ค. 68 “เท้ง” ขอโทษ กรณี ผู้สมัครสส.กทม. เขต 33 ถูกจับ 10 ก.พ.69 “เท้ง” ขอโทษ หลังเลือกตั้ง (รายการ รกรรมกรข่าวฯ) 13 มี.ค. 69 “เท้ง” ขออภัย หลังข้อมูลสมาชิกรั่วไหล”

ซึ่งต้องพิสูจน์

งานนี้บอกเลยว่ารถทัวร์แทบไม่มีที่จอด เพราะชาวเน็ตต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อไทม์ไลน์การขอโทษนี้อย่างดุเดือด บางส่วนมองว่าเป็นเรื่องตลก ขณะที่บางส่วนตั้งคำถามถึงวุฒิภาวะและการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยมีคอมเมนต์แสบ ๆ คัน ๆ เพียบ เช่น

“ขอโทษ หรือ แก้ตัวครับ”

“วันๆไม่ต้องทำอะไร​ นอกจากมานั่งคิดบทว่า​ #พรุ่งนี้กูจะขอโทษอะไร”

“พี่เท้งคือ ราชาการขอโทษจริงๆ”

“5555 ขอโทษข้ามปี อาจจะขอโทษถึงปี 73 เลยก็ได้นะ”

“ถ้า……ผิดเป็นครู เท้งคงเป็น อธิการบดี”

“โชคดีที่ไม่ได้สส.เป็นอันดับหนึ่ง. ตั้งเป็นรัฐบาล. ไม่งั้นสามเดือนต่อมา อาจได้ยินคำขอโทษว่า ถึงแม้เป็นนายก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะยังมีคนไม่เข้าใจวิธืการทำงานของผม….”

ซึ่งต้องพิสูจน์
ซึ่งต้องพิสูจน์

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊กซึ่งต้องพิสูจน์

เพื่อไทย ติวเข้ม สส. ก่อนเปิดสภา จ่อผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจมูลค่าสูง

เพื่อไทย ติวเข้ม สส. ก่อนเปิดสภา จ่อผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจมูลค่าสูง

เพื่อไทย ติวเข้ม สส. ก่อนเปิดสภา จ่อผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจมูลค่าสูง

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

วันที่ 14 มี.ค.69 เวลา 10.25 น. ที่พรรคเพื่อไทย นาย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อน เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในช่วงเย็น 

นายจุลพันธ์ กล่าวในที่ประชุมว่า การทำงานในมิติของพรรค ไม่สามารถนำพาสมาชิกเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเพียงพอ ขึ้นอยู่กับการทำงานของตัวผู้สมัคร ขอบคุณในความพยายามทุ่มเทโดยเฉพาะผู้สมัครเขตเลือกตั้งที่นั่งอยู่ตรงนี้ เก่งมาก ด้วยการฟันฝ่าพายุอุปสรรค การแข่งขันที่หนักหน่วง ด้วยปัจจัยในเรื่องของโครงสร้างทางด้านการเมืองที่ไม่เอื้อต่อพรรคเรา แต่สามารถฟันฝ่าการต่อสู้เข้ามาได้ 

พรรคเพื่อไทย

ในส่วนพรรคเอง เรายังอยู่ในช่วงของการปรับปรุงยกเครื่อง ก็คงจะต้องทำต่อไป สิ่งที่พวกเราทำงานกันในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคได้มีการจัดเวิร์กช็อป มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่ผ่านการเลือกตั้งและไม่ผ่านการเลือกตั้ง รวมถึงผู้บริหารพรรคเข้ามาประชุมกันหลายรอบ เป็นการถอดบทเรียน ซึ่งสิ่งที่ได้เป็นประโยชน์กับพรรคมาก เราจะนำเอาข้อมูลไปปรับปรุงพัฒนา เพื่อให้พรรคมีความเข้มแข็งขึ้น มีความเป็นสถาบันการเมืองมากขึ้น และสามารถเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเก่า

นายจุลพันธ์ กล่าวกับ สส.เพื่อไทยว่า ต้องเรียนต่อทุกท่าน วันนี้เรามีความชัดเจนว่า เรากำลังจะเดินหน้าเข้าสู่การร่วมรัฐบาล ณ จุดนี้ การเจรจาในเรื่องของการร่วมรัฐบาลถือว่าจบสิ้นสมบูรณ์ เรื่องของกระทรวงเรายังไม่พูดกัน เรื่องของการทำงานไปข้างหน้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ การทำงานให้กับประชาชน ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ ด้วยความรู้ความสามารถของพวกเราทุกคน จะสามารถผลักดันขับเคลื่อนการเป็นรัฐบาล การทำงานในสภา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พวกท่านที่เป็นตัวแทนที่มีโอกาสได้เข้ามาทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ภารกิจครั้งนี้ของท่านอาจจะหนักกว่าเก่า ทางพรรคคาดหวังว่าการทำงานในฐานะนิติบัญญัติของเราในครั้งนี้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกว่าในอดีต คาดหวังว่าเราจะเห็นการประชุมสภาที่ครบถ้วน จะเห็นการลงมติที่ครบ 100%

พรรคเพื่อไทย

ในส่วนการขับเคลื่อนในเรื่องของกฎหมาย วันนี้มีวาระการประชุมในเรื่องของการนำเสนอกฎหมายหลายฉบับ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะเรายังคงยึดมั่นในเรื่องของการสร้างให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมูลค่าสูง กฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในการขับเคลื่อนได้มีการเตรียมความพร้อมในฐานะพรรคการเมือง ตั้งแต่สมัยที่แล้วที่เราเป็นรัฐบาล ต่อเนื่องมาจนครั้งนี้ ก็มีกฎหมายหลายฉบับที่เรามีความจำเป็นต้องผลักดัน วันนี้จะให้สมาชิกได้ร่วมกันลงชื่อในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันกฎหมายเข้าสู่สภา

แน่นอนว่าเราเป็นพรรคการเมืองที่เปิดกว้าง ในส่วนของสมาชิกเอง อำนาจและสิทธิในเรื่องของการผลักดันกฎหมายเป็นของท่าน หากท่านมีกฎหมาย หรือมีญัตติเห็นสมควรในสภา เราก็จะนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยน เพื่อที่จะช่วยกันสนับสนุนในเรื่องของการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเชิงพื้นที่ หรือในการแก้ไขปัญหาของประเทศต่อไป

พรรคเพื่อไทย

การทำงานของพวกเราจะเป็นตัวชี้ชะตาพรรคในการเลือกตั้งครั้งถัดไปด้วย เพราะฉะนั้น การทำงานอย่างเข้มแข็งของพวกเราทุกคน จะเป็นตัวช่วยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็จะเบาลง และที่สำคัญคือจะเป็นการช่วยให้พรรคกลับมาแข็งแรง ช่วยเพื่อนของพวกเราหลายคนที่พลาดหวัง ได้มีโอกาสกลับมาทำงานในสภาอย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้ง

“ต้องกราบขอบพระคุณพวกเราในการทำงานที่มีความสุข สามัคคี และเข้มแข็ง จนกระทั่งสามารถฝ่าด่านเข้ามาได้ ก็ต้องให้กำลังใจพวกเราทุกคน ทางพรรคพร้อมที่จะเป็นลมใต้ปีกให้กับ สส. ทุกคน พร้อมที่จะสนับสนุนงานของท่านในทุกมิติ”

พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย

ชัยวุฒิ เตือน รัฐบาล รับมือ วิกฤตซ้อนวิกฤต พลังงานพุ่ง รายได้หด

ชัยวุฒิ เตือน รัฐบาล รับมือ วิกฤตซ้อนวิกฤต พลังงานพุ่ง รายได้หด

ชัยวุฒิ เตือน รัฐบาล รับมือ วิกฤตซ้อนวิกฤต พลังงานพุ่ง รายได้หด

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.25 น.

เมื่อวันที่  14 มี.ค. 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ส่งสัญญาณเตือนถึงรัฐบาล เตรียมรับแรงกระแทกจาก “วิกฤตพลังงาน” ผลพวงจากสภาวะสงครามโลก โดยระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานขาดแคลน แต่กำลังลุกลามบานปลายกลายเป็น “มะเร็งร้าย” ที่กัดกินค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนอย่างแสนสาหัส! แม้จะเห็นด้วยกับมาตรการระยะสั้นของรัฐบาล ที่พยายามพยุงและกดราคาพลังงานเอาไว้เพื่อลดความเดือดร้อนชั่วคราว แต่ “แค่นั้นยังไม่พอและไม่ใช่ทางรอดที่แท้จริง” รัฐบาลต้องเลิกมองแค่ปลายเหตุ แต่ต้องมีแผนการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ก่อนที่ประเทศจะเดินหน้าไปสู่ทางตัน

“ขอฝากเตือนรัฐบาลในเรื่องการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่จะเกิดขึ้นจากภาวะสงคราม ตอนนี้เนี่ย พลังงานนอกจากขาดแคลนแล้ว มันก็จะมีเรื่องของราคาที่สูงมาก เป็นภาระ เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งตนเห็นด้วยนะครับที่รัฐบาลอาจจะช่วยเหลือระยะสั้น คือการพยุงราคา กดราคาไว้ ไม่ให้สูงเกินไป แล้วก็ชดเชยส่วนต่าง เพื่อให้ประชาชนไม่เดือดร้อนเกินไป” นายชัยวุฒิ กล่าว

ชัยวุฒิ

หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวว่า ตนขอเสนอมาตรการระดับโครงสร้างที่ยั่งยืน ซึ่งต้องเร่งทำทันที 2 ข้อ ประกอบด้วย 1. ส่งเสริมการใช้โซล่าเซลล์ ซึ่งพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้ทุกบ้าน ทุกชุมชน ติดโซล่ารูฟท็อป เพื่อลดค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงาน และ 2.ส่งเสริมเรื่องการปลูกพืชพลังงาน ซึ่งต้องนำกลับมา ใช้ ทั้งเอทานอล ไบโอดีเซล รวมถึงไฟฟ้าจากชีวมวล ดังนั้นการปลูกพืชพลังงานเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องส่งเสริมอย่างจริงจัง เพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

นายชัยวุฒิ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กำลังจะเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่กำลังก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่พัดถล่มประเทศไทย เรากำลังจะเจอกับสภาวะ “รายได้หดหาย แต่รายจ่ายพุ่งปรี๊ด” โดยภาคการท่องเที่ยวที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำอาจสูญหาย การส่งออกจะชะงักงันจากการพังทลายของเศรษฐกิจโลก ประชาชนและประเทศชาติจะอยู่ในสภาวะ “กระเป๋าแห้ง” และรายจ่ายสูบเลือดสูบเนื้อ ในขณะที่ไม่มีเงินเข้า แต่ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานกลับพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวจากราคาน้ำมันโลก ดังนั้นจะเท่ากับเป็นวิกฤตซ้อนกัน 2 เรื่องเลย รายได้ก็ไม่มี รายจ่ายก็สูงขึ้น อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งดูแลแก้ปัญหา ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนจนเกินไป จนอยู่ไม่ได้ครับ

ชัยวุฒิ
ชัยวุฒิ

มั่นใจน้ำมันไม่ขาดแคลน กลุ่มโรงกลั่นฯ ชู 4 กลยุทธ์จัดการน้ำมันดิบในประเทศ

มั่นใจน้ำมันไม่ขาดแคลน กลุ่มโรงกลั่นฯ ชู 4 กลยุทธ์จัดการน้ำมันดิบในประเทศ

มั่นใจน้ำมันไม่ขาดแคลน กลุ่มโรงกลั่นฯ ชู 4 กลยุทธ์จัดการน้ำมันดิบในประเทศ

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.13 น.

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม(ส.อ.ท.)แจงข้อเท็จจริง แผนรับมือวิกฤติตะวันออกกลาง  เดินหน้าจัดน้ำมันเสริมความมั่นคงด้านพลังงานประเทศต่อเนื่อง  ยันปริมาณน้ำมันสำรองมีเพียงพอ พร้อมปรับแผนบริหารจัดหาน้ำมันดิบนอกเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง ป้อนเข้าโรงกลั่นทุกแห่งได้อย่างต่อเนื่อง ร่วมมือรัฐติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด 

รายงานข่าวจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ได้รายงานสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ สถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะใน “การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง” ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ภายใต้ความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยกลุ่มฯโรงกลั่นฯในฐานะผู้ประกอบกิจการกลั่นและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลักของประเทศ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในประเด็นต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและความเข้าใจผิดในการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศใน 4 กลยุทธ์ ได้แก่  1.ปริมาณน้ำมันสำรองระดับประเทศมีเพียงพอรองรับการใช้งาน  2.การดำเนินการเชิงรุกด้านการขนส่งทางเรือ 3.การจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวน  และ4.ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐ เพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ 

กลุ่มโรงกลั่นฯ

ทั้งนี้  ในการสำรองน้ำมันของไทยยืนยันว่า มีเพียงพอรองรับการใช้ในประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองทั้งที่มีอยู่ในประเทศและอยู่ระหว่างการขนส่งสอดคล้องกับรอบการจัดหาและรอบการผลิตใหม่ ทำให้ระบบการผลิตและจัดส่งน้ำมันสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปริมาณน้ำมันมีเพียงพอต่อความต้องการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ส่วนด้านการขนส่งทางเรือเป็นการทำงานเชิงรุก แม้ว่าสถานการณ์โลกอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” (ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20% ของโลก) แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ จัดทำแผนสำรองในการปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาไว้แล้ว โดยสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้ผ่านเส้นทางดังกล่าว เช่น ทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา เป็นต้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบการกลั่น ควบคู่ไปกับการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของภาวะตลาดพลังงานที่มีผลต่อต้นทุน ด้านต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังคงเดินหน้าจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าและเดินเครื่องการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเชื้อเพลิง รองรับความต้องการใช้ในประเทศเพียงพออย่างแน่นอน 

ในภาวะวิกฤติครั้งนี้กลุ่มโรงกลั่นฯ ได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐ เพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ  เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพทางพลังงานให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมมีน้ำมันเชื้อเพลิงใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์ 

ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันในระบบที่สามารถรองรับการใช้งานได้ประมาณ 65 วัน และ กลุ่มโรงกลั่นฯ ยังมีการจัดซื้อน้ำมันดิบ เพื่อนามาผลิตต่อเนื่องอีกกว่า 30 วัน ส่งผลให้เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 95 วัน ทั้งนี้ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังคงดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง  เพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว

ศิริโชค วิเคราะห์ทางเลือกที่ไร้คำตอบง่ายของวอชิงตัน

ศิริโชค วิเคราะห์ทางเลือกที่ไร้คำตอบง่ายของวอชิงตัน

ศิริโชค วิเคราะห์ทางเลือกที่ไร้คำตอบง่ายของวอชิงตัน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.36 น.

วานนี้ (13 มีนาคม 2569) นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์บทวิเคราะห์สุดคมเกี่ยวกับการเมืองโลกและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมองว่าตอนนี้สหรัฐกำลังเดินหมากลำบากอย่างยิ่ง หลังผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านส่งสัญญาณแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยข้อความทั้งหมดว่า “หมากอันแสนยากของอเมริกา คำปราศรัยล่าสุดของผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ไม่ใช่แค่คำพูดแข็งกร้าวตามปกติของสงคราม แต่เป็นสัญญาณบอกทิศทางของเกมที่กำลังจะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และเกมนี้กำลังทำให้สหรัฐอเมริกาเผชิญสถานการณ์ที่เดินหมากลำบากมาก ผู้นำอิหร่านประกาศจุดยืนหลายเรื่องอย่างชัดเจน เขาบอกว่า ฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลางควรถูกปิด และหากยังคงอยู่ก็อาจกลายเป็นเป้าหมายการโจมตี อิหร่านยังยืนยันว่าจะต้องได้รับ ค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม หากฝ่ายตรงข้ามไม่ยอม ก็พร้อมตอบโต้ด้วยการทำลายหรือยึดทรัพย์สินในระดับที่เห็นว่าเหมาะสม อีกด้านหนึ่ง อิหร่านย้ำว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ ซึ่งเท่ากับเป็นการกดดันเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมกันนั้น ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางก็ถูกกดดันให้ ประกาศจุดยืนให้ชัดว่าจะอยู่ข้างใคร และที่สำคัญ อิหร่านยังส่งสัญญาณว่า อาจเปิดแนวรบใหม่ในพื้นที่อื่นๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่คุ้นเคยและป้องกันได้ยาก เมื่อดูคำพูดเหล่านี้ควบคู่กับการเคลื่อนไหวในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามเส้นทางพลังงาน การกดดันประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย หรือการเตรียมการทางทหาร จะเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่กำลังเดินอยู่จริง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ เกมของอิหร่านไม่ได้มีเป้าหมายแค่ตอบโต้ศัตรูเท่านั้นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือความพยายาม ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่สามารถถอนตัวจากความขัดแย้งนี้ได้ง่าย

ยิ่งอยากถอย ก็ยิ่งถอยยาก โดยปกติแล้ว เมื่อสงครามเริ่มยืดเยื้อ มหาอำนาจมักมีสองทางเลือก คือขยายสงครามให้เด็ดขาด หรือค่อยๆ ลดบทบาทแล้วถอนตัว แต่อิหร่านกำลังทำให้ทั้งสองทางเลือกนี้ยากขึ้นการคุกคามช่องแคบฮอร์มุซ การกดดันประเทศอ่าวเปอร์เซีย และการส่งสัญญาณเปิดแนวรบใหม่ ล้วนทำให้ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่สองประเทศ แต่ขยายเป็นปัญหาระดับภูมิภาคเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ หากสหรัฐเลือกถอนตัว ก็จะถูกมองทันทีว่า ถอยเพราะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้สำหรับมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ภาพแบบนั้นยอมรับได้ยากมากนี่จึงกลายเป็นกับดักทางยุทธศาสตร์ ยิ่งสงครามขยายวงกว้างเท่าไร ทางเลือกในการถอนตัวก็ยิ่งแคบลงเท่านั้น

ศิริโชค โสภา

สงครามที่อาจทำให้อิหร่านแข็งแรงขึ้นอีกประเด็นหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือความเป็นไปได้ที่สงครามครั้งนี้อาจไม่ได้ทำให้อิหร่านอ่อนแอลงอย่างที่หลายฝ่ายคาดตรงกันข้าม สงครามอาจทำให้รัฐบาลในเตหะรานรวบอำนาจได้แน่นขึ้น เมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ความขัดแย้งภายในมักลดลง ผู้คนหันมารวมตัวกันมากขึ้น และรัฐบาลสามารถใช้สถานการณ์นี้สร้างความชอบธรรมในการตอบโต้ภายนอก ขณะเดียวกัน อิหร่านก็ยังแสดงให้เห็นว่า ยังมีศักยภาพสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกได้ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามโครงสร้างพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย หรือการทำให้เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกไม่ปลอดภัย สิ่งเหล่านี้อาจมากกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ก่อนสงครามจะเริ่มขึ้น

ต้นทุนที่อเมริกาต้องจ่ายสำหรับสหรัฐ ความท้าทายไม่ได้มีแค่ในสนามรบสงครามที่ยืดเยื้อหมายถึงการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งอาวุธ งบประมาณ และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศในขณะเดียวกัน ประเทศในอ่าวเปอร์เซียบางแห่งก็เริ่มไม่พอใจที่ภูมิภาคของตัวเองกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันของมหาอำนาจยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อเท่าไร ผลกระทบต่ออิทธิพลของสหรัฐในเวทีโลกก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

ศิริโชค โสภา

ทางเลือกที่ไม่มีคำตอบง่ายในทางทฤษฎี วอชิงตันยังมีสองทางเลือกทางหนึ่งคือ ยกระดับการโจมตีให้หนักขึ้น เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมถอยอีกทางหนึ่งคือ พยายามหาทางออกจากสงคราม โดยจำกัดความเสียหายให้มากที่สุด แม้จะไม่ได้บรรลุเป้าหมายทั้งหมดหลายคนเชื่อว่าสหรัฐจะยังคงตอบโต้ทางทหารต่อไป แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจมีการเจรจาเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งโดยไม่ให้ภาพออกมาว่าเป็นฝ่ายแพ้

ตะวันออกกลางหลังสงครามไม่ว่าสงครามจะจบลงอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนไปคำถามสำคัญในระยะยาวคือ ประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะยังพึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐเหมือนเดิมหรือไม่ หรือจะเริ่มหันไปสร้างสมดุลกับมหาอำนาจอื่นอย่างจีนมากขึ้นเพราะบางครั้ง ในเกมการเมืองระหว่างประเทศหมากที่ยากที่สุด ไม่ใช่การเริ่มสงครามแต่คือการหาทางออกจากสงครามโดยไม่แพ้”

หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อมุมมองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้กันอย่างเผ็ดร้อน โดยความเห็นส่วนใหญ่สะท้อนภาพความกังวลและบทเรียนที่มหาอำนาจต้องเจอ เช่น

“เมกาเปิด-อิหร่านปิด vs.เขมรเปิด-ไทยปิด”

“บทเรียนที่ได้รับจากสงครามครั้งนี้ คือ การที่สหรัฐประเมินผิดพลาด โดยตัดสินใจภายใต้อิทธิพลของอิสราเอล คาดการณ์ก็พลาด คิดเองเออเองว่าเมื่อฆ่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้แล้วอิหร่านจะยอมแพ้ แต่กลายเป็นว่ากลับทำให้อิหร่านฮึดสู้แบบไม่เกรงกลัวใดๆ และสหรัฐ/อิสราเอลคงลืมไปว่าอิหร่านเตรียมตัวเตรียมใจที่จะเจอกับสถานการณ์แบบนี้มาหลายสิบปีจึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือไว้อย่างชาญฉลาด สุดท้ายสหรัฐกับอิสราเอลแทนที่จะเป็นฮีโร่ที่คุยว่าได้ปราบปรามวายร้าย (คำเรียกที่สหรัฐและตะวันตกยัดเยียดให้อิหร่านอย่างยาวนาน) และเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพของโลกอย่างอิหร่านลงได้ มันกลับพลิกว่าสองประเทศนี้นั่นแหละที่เป็น “ภัยคุกคาม” ต่อประชาคมโลกทั้งทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ และความวิตกกังวลขนาดหนักว่ามีโอกาสที่สงครามอาจขยายตัวกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ในเร็วๆ นี้”

“อิหร่าน ไม่หมูนะ อายุอิหร่านเป็นประเทศ กว่า 2 พันปี เมกา ยังไม้ถึง 300 ปี ยิวยิ่งหนัก ยังไม่ถึง 90 ปี อารธรรม เทียบชั้นกัน ไม่ได้เลย”

“ลุงตั้มเปิดฉากอย่างอหังการและท่าทีที่ยโส คนที่รักความเป็นธรรมแม้ไม่เคยชื่นชอบอิหร่านก็ยังเห็นใจและให้กำลังใจสู้กับหมาป่าตะวันตก”

“น่าจะยากที่อิหร่านจะยอมเป็นฝ่ายจบ.และอเมริกาเองก็ดูๆกลัวจะเสียหน้า ถ้าจะเป็นฝ่ายถอย และอีกหลายต่อหลายประเทศที่โดยผลกระทบจากการกระทำครั้งนี้ของทรัมป์ ..คิดว่าสงครามคงจะทวีความรุนแรงขึ้นมากกว่าค่ะ”

ศิริโชค โสภา
ศิริโชค โสภา
ศิริโชค โสภา
ศิริโชค โสภา
ศิริโชค โสภา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศิริโชค โสภา

พาณิชย์ปิดดีลยักษ์ 3,000 ล้าน ดันผลไม้ไทยผงาดเวทีโลก ทุเรียน มังคุด แชมป์ส่งออก

พาณิชย์ปิดดีลยักษ์ 3,000 ล้าน ดันผลไม้ไทยผงาดเวทีโลก ทุเรียน มังคุด แชมป์ส่งออก

พาณิชย์ปิดดีลยักษ์ 3,000 ล้าน ดันผลไม้ไทยผงาดเวทีโลก ทุเรียน มังคุด แชมป์ส่งออก

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.13 น.

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ได้จัด โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ (ปีที่ 7) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการอย่างคึกคัก โดยมีผู้ส่งออกไทยเข้าร่วมจำนวนกว่า 101 บริษัท จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมเจรจาการค้ากับผู้นำเข้าจำนวน 90 บริษัท จาก 18 ประเทศทั่วโลก ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online ส่งผลให้เกิดการจับคู่ธุรกิจรวมกว่า 604 คู่เจรจา สร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 2,977.51 ล้านบาท แบ่งเป็น มูลค่าสั่งซื้อทันที 85.07 ล้านบาท และคาดว่าจะเกิดมูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปีอีกกว่า 2,892.44 ล้านบาท

ศุภจี สุธรรมพันธ์ุ

ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับความสนใจจากผู้นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าว ตามลำดับ สะท้อนถึงศักยภาพและความต้องการผลไม้ไทยในตลาดโลกที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีลงนาม บันทึกความตกลงซื้อขาย (Memorandum of Purchase: MOP) จำนวน 10 คู่ ระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อส่งออกมะพร้าวและผักผลไม้อื่น ๆ รวมกว่า 3,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าการค้ารวมกว่า 143 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายตลาดผลไม้ไทยสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีศักยภาพสูง

ศุภจี สุธรรมพันธ์ุ

นางสาวสุนันทา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ยังได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องในวันที่ 6 มีนาคม 2569 โดยนำคณะผู้นำเข้าและผู้ซื้อศักยภาพกว่า 50 ราย จากหลายประเทศ อาทิ จีน ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และไต้หวัน ลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพของไทย ณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์ทุเรียนพื้นบ้านนนทบุรี (สวนตาก้าน) และ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยได้รับความร่วมมือจาก พาณิชย์จังหวัดนนทบุรี พาณิชย์จังหวัดนครปฐม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

กิจกรรมดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าต่างประเทศในด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานผลไม้ไทย อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานเชิงกลยุทธ์ในการผลักดันผลไม้ไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 หรือ http://www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM คิดจะส่งออก นึกถึง DITP

ศุภจี สุธรรมพันธ์ุ
ศุภจี สุธรรมพันธ์ุ

ขอขอบคุณข้อมูและภาพจาก กระทรวงพาณิชย์

ดร.กอบศักดิ์ เผย พิษสงครามทำดัชนีอสังหาฯ ดูไบ -30 เปอร์เซ็นต์

ดร.กอบศักดิ์ เผย พิษสงครามทำดัชนีอสังหาฯ ดูไบ -30 เปอร์เซ็นต์

ดร.กอบศักดิ์ เผย พิษสงครามทำดัชนีอสังหาฯ ดูไบ -30 เปอร์เซ็นต์

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.41 น.

วันนี้ 14 มีนาคม 2569 กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์สถานการณ์สุดช็อกในตะวันออกกลางที่กำลังกลายเป็นแผลเป็นครั้งใหญ่ของโลก โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า  “ความเสียหายที่ย่อยยับของตะวันออกกลาง !!!! ถ้าจะว่าไป … หนึ่งในเหยื่อสำคัญของสงครามกับอิหร่าน ก็คือ ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง ภาพลักษณ์ที่เพียรสร้างสวรรค์กลางทะเลทรายที่ปลอดภัย ที่ทุกคนสามารถมาหาความสุขมาเที่ยวชม มาเปิดหูเปิดตา เป้าหมายในการท่องเที่ยวของชีวิต ที่ต้องมาให้ได้ศูนย์กลางการเดินทาง เปลี่ยนเครื่องบิน Hub ของการทำธุรกิจ ภาพทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับคำสั้นๆ “Trust” เชื่อว่าจะดูแลเราได้จึงเลือกที่จะเดินทางผ่านตะวันออกกลาง ตัดสินใจที่จะลงทุนในอสังหา ในบ้านตั้งบริษัท โรงงาน ตอนนี้ ทุกอย่างที่เพียรสร้างได้หายไปกับตาสะท้อนได้จาก ดัชนี DFMREI Dubai Financial Market Real Estate Index ที่ในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 2 สัปดาห์ลดลงจาก 16,743 เหลือเพียง 11,500 หรือ -30% จาก Drones ที่พุ่งมาถล่มโรงแรม อาคาร สนามบิน วันนี้ ศูนย์กลางทางการเงินดูไบก็โดนไปด้วย ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางก็เช่นกันได้กลายเป็นเป้าหมายเป้าการทำลายทั้งหมดนี้ แม้สงครามจะจบลงในที่สุด

แต่ในมุมมองทุกคนพื้นที่นี้ ไม่เป็นสวรรค์ไม่เป็นที่ปลอดภัย อีกต่อไปคงเป็นนับสิบปี กว่าจะลืมเป็นความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ครับและหากสงครามกับอิหร่านยืดเยื้อ ลุกลามบานปลายภาพจำที่เกิดขึ้น จะกลายเป็นแผลลึกที่ยากจะลืมได้ นี่คงเป็นหนึ่งใน ”แผลเป็น“ ของสงครามรอบนี้ !!! #มุมมองดรกอบ #MiddleEast #IranWar”

กอบศักดิ์ ภูตระกูล

หลังจากโพสต์ของ กอบศักดิ์ ภูตระกูล เผยแพร่ลงมาสู่โลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย เช่น

“อันนี้จริง และเป็นบทเรียนสั่งสอนของทุกประเทศในตะวันออกกลางที่เชื่อว่าสหรัฐอเมริกาจะคุ้มกะลาหัวให้ตัวเองขายน้ำมันเป็นมหาเศรษฐีสบาย ๆ อิหร่านได้สั่งสอนมหามิตรของอเมริกาผู้ไม่เคยเป็นมหามิตรของใครอย่างแท้จริงได้อย่างเจ็บปวด
ประเทศในตะวันออกกลางต่อไปนี้คงต้องคิดหนักว่าอย่าชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน มันเป็นเช่นนั้นจริง ไทยก็ควรดูไว้เป็นตัวอย่าง”

“การไม่กล้าหืออือกับ USA เลยเป็นกรรมที่เกิดขึ้นกับประเทศเล็กๆ ที่เพียรสร้างมาอย่าง Qatar UAE และ Bahrain ครับ”

“รอมานานมาก รอตั้งแต่ลิเบีย ซีเรีย อาฟกา อีรัก วันนี้กรรมเสร็จสมบูรณ์หน้าที่”

“Disney land กำลังจะมาด้วยนะ”

“โรงแรมดุสิตธานี สาขาดูไบ อยู่ใกล้ๆ Dubai Financial center อ่ะครับ”

กอบศักดิ์ ภูตระกูล
กอบศักดิ์ ภูตระกูล
กอบศักดิ์ ภูตระกูล
กอบศักดิ์ ภูตระกูล
กอบศักดิ์ ภูตระกูล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กอบศักดิ์ ภูตระกูล

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัส นิติสงคราม 69 ปมบาร์โค้ดระบุตัวตน ชนวนเหตุล้มการเลือกตั้ง

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัส นิติสงคราม 69 ปมบาร์โค้ดระบุตัวตน ชนวนเหตุล้มการเลือกตั้ง

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัส นิติสงคราม 69 ปมบาร์โค้ดระบุตัวตน ชนวนเหตุล้มการเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

วันนี้ 14 มีนาคม 2569 วงการการเมืองสั่นสะเทือน! เมื่อ นาย วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ออกมาวิเคราะห์ปมร้อน “นิติสงคราม” ที่อาจทำให้การเปิดสภาปี 69 ต้องกลายเป็นหมัน โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “วิกฤตบาร์โค้ดพ่นพิษ! เมื่อการเลือกตั้ง “ไม่ลับ” สู่ทางตันการเปิดสภา 2569 สถานการณ์การเมืองไทย ณ เช้าวันที่ 14 มีนาคม 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ “ปัญหาที่ซับซ้อนทางรัฐธรรมนูญ” ครั้งใหญ่! หลังจากมีข่าวว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติ “ส่งศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยปมบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ที่มีการใช้ Barcode แบบ 1 ต่อ 1 ซึ่งอาจทำลายหลักการ “การเลือกตั้งโดยลับ” อย่างรุนแรง

1. ปมมรณะ: บาร์โค้ดสืบตัวตนได้จริงหรือ?  หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือ “ความลับของการลงคะแนน” แต่บัตรสีชมพูในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลับถูกร้องเรียนว่ามีรหัสที่สามารถสืบค้นย้อนกลับไปยังตัวผู้ใช้สิทธิได้แบบ 1 ใบต่อ 1 คน บัตรสีเขียว (สส. เขต): รอดตัวไป! เพราะใช้ระบบรหัส 1 ต่อ 20 ใบ (1 เล่มมีรหัสเดียว) ทำให้ยังคงความลับได้ บัตรสีชมพู (บัญชีรายชื่อ): ตกที่นั่งลำบาก! หากพิสูจน์ได้ว่ารหัสบนบัตรเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลบุคคลได้แบบระบุตัวตน 100% สิทธิเสรีภาพของประชาชนจะถูกละเมิดทันทีตามรัฐธรรมนูญ

วัส ติงสมิตร

2. โดมิโนเอฟเฟกต์: เมื่อสภา 95% ไม่มีอยู่จริง  แม้ปัจจุบัน กกต. จะประกาศรับรองผล สส. เขตไปแล้ว 399 คน และ สส. บัญชีรายชื่อครบ 100 คน (รวม 499 คน) ดูเหมือนจะเดินหน้าเปิดสภาได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 (ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 95% หรือ 475 คน) แต่…หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยภายหลังว่า “การเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อเป็นโมฆะ” สส. ทั้ง 100 คนจะหายไปทันที จำนวนสมาชิกที่เหลืออยู่ (399 คน) จะ “ไม่ถึงเกณฑ์ 95%” ที่จะเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกได้!

3. สภาวการณ์ “แช่แข็ง” และรัฐบาลรักษาการลากยาว เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเย็นวันที่ 14 และเช้าวันที่ 15 มีนาคมนี้ คือรัฐพิธีและการเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร อาจกลายเป็น “โมฆะ” ในภายหลังหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยลงมา (และศาลน่าจะสั่งให้ทำลายบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อที่มีการกาแล้วทั้งหมดโดยเร็วก่อนมีผู้รวบรวมแล้วนำไปใช้ประโยชน์โดยมิชอบต่อไป) สส. เขต 399 คน: ยังคงสถานะสมาชิกภาพ ได้รับเงินเดือนและมีสิทธิศึกษาหาความรู้ แต่ “ทำหน้าที่ในสภาไม่ได้” เพราะสภายังไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมายที่จะทำหน้าที่นิติบัญญัติ ครม. ชุดเก่า: ต้องแบกภาระ “รักษาการ” ต่อไป ซึ่งไม่ขัดต่อหลักความต่อเนื่องของรัฐ (state continuity) จนกว่า กกต. จะจัดการเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อใหม่ (โดยใช้รายชื่อผู้สมัครชุดเดิม แต่เปลี่ยนบัตรใหม่) และได้สมาชิกกลับมาเติมจนครบ 95%

วัส ติงสมิตร

บทสรุปส่งท้าย การจัดสรรตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของพรรคแกนนำ ที่ดูเหมือนจะลงตัวแล้ว อาจต้อง “สะดุด” เพราะขวากหนามทางกฎหมายที่ชื่อว่า “สิทธิเด็ดขาดของประชาชนในการลงคะแนนโดยลับ” นิติสงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของบรรทัดฐานการเลือกตั้งที่โปร่งใสและคุ้มครองสิทธิในการลงคะแนนโดยลับของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทุกคน!  วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 14/3/69 #การเมืองไทย2569 #เลือกตั้งเป็นโมฆะ #ผู้ตรวจการแผ่นดิน #ศาลรัฐธรรมนูญ #บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง #สภาวการณ์แช่แข็ง #กกต #ประชาธิปไตย”

วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

โยกย้ายทหาร โปรดเกล้าฯ 319 นาย ‘วินธัย’รองเจ้ากรมฯ หลานป๋าขึ้นมทน.4

โยกย้ายทหาร โปรดเกล้าฯ 319 นาย ‘วินธัย’รองเจ้ากรมฯ หลานป๋าขึ้นมทน.4

โยกย้ายทหาร โปรดเกล้าฯ 319 นาย ‘วินธัย’รองเจ้ากรมฯ หลานป๋าขึ้นมทน.4

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โยกย้ายทหาร โปรดเกล้าฯ319นาย ‘วินธัย’รองเจ้ากรมฯ หลานป๋าขึ้นมทน.4

โปรดเกล้าฯทหาร 319 นาย ขยับ ญาติชินวัตร พ้นฝ่ายเสธ.รมว.กลาโหม “หลานป๋าเปรม” ขึ้น มทน.4 โฆษก ทบ.ผงาด รองเจ้ากรมฯ ทหารคุมปราสาทตาเมือน เป็น รอง มทภ.2 ด้าน ผบ.กกล. นเรศวร นั่ง รอง มทภ.3

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 13 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปี จำนวน 319 นาย โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โดยมีตําแหน่ง ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ต.สราวุธ ชินวัตร นายทหารฝ่าย เสธ.รมว.กลาโหม ยุค นายสุทิน คลังแสง และ นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

ส่วน กองทัพบก พล.ท สราวุธ ไชยสิทธิ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็น รองเสนาธิการทหารบก พล.ต.ณัฐเดช จันทรางศุ รองแม่ทัพภาคที่1 เป็น แม่ทัพน้อยที่1 พล.ต.นิติ ติณสูลานนท์ รองแม่ทัพน้อยที่4 เป็น แม่ทัพน้อยที่4

พล.ต.วินธัย สุวารี เลขานุการกองทัพบกและ โฆษกกองทัพบกเป็น รองเจ้ากรมกิจการพลเรือน

พล.ต.สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่6 เป็น รองแม่ทัพภาคที่2 พล.ต.ไมตรี ชูปรีชา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 ในฐานะผู้บัญชาการกองกําลังนเรศวร เป็น รองแม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.สุขไชย สาทสถาพร ผู้อํานวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็น รองเจ้ากรมแพทย์ทหารบก พ.อ.บุญเสริม บุญบํารุง เป็น ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 พ.อ.ฐิต์รัชช์ สมบัติศิริ เป็นเลขานุการกองทัพบก

กองทัพเรือ พล.ร.ต.โชคชัย เรืองแจ่ม ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสงขลา เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิ พล.ร.จ.พิสิฐ รังษีภานุรัตน์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 เป็น เจ้ากรมการขนส่งทหารเรือ พล.ร.ต.ชาตรี เปี่ยมศิริ ผู้อํานวยการโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ เป็น ผู้อํานวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์