เร่งช่วย3ลูกเรือไทย ยังมีชีวตอยู่! อันตรายเข้าพื้นที่ไม่ได้ ‘ทัพเรือ’ประสานโอมาน

เร่งช่วย3ลูกเรือไทย ยังมีชีวตอยู่! อันตรายเข้าพื้นที่ไม่ได้ ‘ทัพเรือ’ประสานโอมาน

เร่งช่วย3ลูกเรือไทย ยังมีชีวตอยู่! อันตรายเข้าพื้นที่ไม่ได้ ‘ทัพเรือ’ประสานโอมาน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เร่งช่วย3ลูกเรือไทย ยังมีชีวตอยู่! อันตรายเข้าพื้นที่ไม่ได้ ‘ทัพเรือ’ประสานโอมาน

ศบก.ย้ำไทยประท้วงอิหร่าน เหตุยิงเรือสินค้าไทย จี้แถลงขอโทษ-แจงข้อเท็จจริง ด้าน รมว.ต่างประเทศถกรมต.อาเซียน รับผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะที่ โฆษก ทร.โต้‘เรือมยุรี นารี’โบ้ยทร.ไม่แจ้งเตือน ยันเตือนมาไม่ต่ำกว่า 3-4 ครั้ง ส่วนผบ.เหล่าทัพถกรับมือ-ช่วยคนไทย ด้านเสธ.ทร.เผยลูกเรืออีก 3 คน ยังมีชีวิตอยู่ ด้าน กต.-ทร.ประสานโอมานช่วย

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือคนไทย ว่ากรณีเรือบรรทุกสินค้าไทยที่ถูกโจมตี บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศอิหร่าน นั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย มาพบ โดยฝ่ายไทย ได้ประท้วงอย่างสูงสุดต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับเรือสัญชาติไทย และลูกเรือไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทางการอิหร่าน ออกแถลงการณ์ขอโทษ และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ได้แสดงความเสียใจ และจะรายงานการประท้วงสูงสุดของไทย ให้เมืองหลวงทราบต่อไป

ไทยประท้วงอิหร่านยิงเรือไทย

นายปาณิดล กล่าวว่านอกจากนี้ช่วงเย็นวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา รมว.ต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับ รมว.ต่างประเทศโอมาน โดยมีนายกรัฐมนตรี ร่วมรับฟังด้วย ทั้งนี้ รมว.ต่างประเทศ ได้ขอบคุณฝ่ายโอมาน ที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างทันท่วงที และขอให้ฝ่ายโอมาน ช่วยเร่งค้นหาและช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คน ทั้งนี้ รมว.ต่างประเทศโอมาน ยืนยันว่าทางการโอมาน พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และหวังว่าจะสามารถพบลูกเรือทั้ง 3 คนโดยเร็ว

เร่งช่วยลูกเรือ20คนกลับไทย

“สถานะของลูกเรือไทย 20 คน กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานว่า บริษัทเจ้าของเรือ จะนำลูกเรือเดินทางโดยรถยนต์ออกจากเมืองเมืองคาซาบ ประเทศโอมาน ไปยังสนามบินมัสกัต เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉินให้กับลูกเรือทั้ง 20 คนแล้ว คาดว่าจะสามารถเดินทางออกจากเมืองคาซาบได้โดยเร็ว” นายปาณิดล กล่าวและว่า การเดินทางต้องผ่านพื้นที่สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (ยูเออี) ก่อนกลับเข้าโอมาน อีกครั้ง ซึ่งสถานทูต ณ กรุงมัสกัต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกในการผ่านด่านของลูกเรือ จนกว่าจะสามารถขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

รมต.อาเซียนถกรับมือผลกระทบ

นายปาณิดล กล่าวต่อว่าวันเดียวกันนี้มีการประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เพื่อหารือสถานการณ์และผลกระทบต่อภูมิภาค รวมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางในการรับมือ และการเตรียมความพร้อมของอาเซียน ในระยะยาว

กต.ย้ำดูแลคนไทยเดินทางกลับ

ด้านคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศไทย นั้น ในส่วนของประเทศอิหร่าน คนไทยที่อพยพออกจากอิหร่าน เป็นชุดที่ 2 โดยกลุ่มแรก 34 คน เดินทางถึงประเทศไทยแล้วเมื่อวันที่ 12 มีนาคม และกลุ่มที่ 2 รวม 30 คน ได้เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวก ดูแล ให้คำแนะนำ และประสานงานกับสายการบิน รวมทั้งมอบสิ่งของจำเป็นในการยังชีพให้พี่น้องคนไทย ที่ประสงค์กลับประเทศในพื้นที่ซึ่งยังสามารถทำการบินได้ รวมทั้งช่วยประสานงานกับหน่วยงานในประเทศที่น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ เรื่องการอนุญาตเดินทางผ่านแดน เพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางไปยังประเทศข้างเคียงเดินทางกลับไทย หรือไปยังประเทศที่สามเพื่อกลับทางอากาศต่อไป

เจ้าของเรือแถลงเสียใจเหตุยิงเรือ

ขณะเดียวกัน บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) เจ้าของเรือ มยุรี นารี (M.V. Mayuree Naree) ออกแถลงการณ์อัปเดตสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรือฯ ว่าบริษัทฯ รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และไม่ได้นิ่งนอนใจ เพื่อช่วยเหลือลูกเรือทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

อ้างทร.ไม่แจ้งเตือนเฉพาะเจาะจง

ทั้งนี้ PSL ชี้แจงอีกว่า ก่อนและระหว่างการเดินเรือ ได้ดำเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยทางทะเล และข้อกำหนดการรายงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งตลอดช่วงเวลาการเดินเรือได้ติดต่อสื่อสารกับ UKMTO กองทัพเรือไทย และศูนย์ประสานงานด้านความปลอดภัยทางทะเลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ ได้ประเมินการเดินเรืออย่างรอบด้าน พร้อมกับปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางทะเล บริษัทประกันภัย และผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่างครบถ้วน ซึ่งลูกเรือทราบถึงสถานการณ์ด้านความปลอดภัย และขณะนั้นไม่มีคำเตือนที่ระบุเป็นการเฉพาะ ว่าไม่ควรเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าว PSL จึงเห็นว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อสถานการณ์

ทร.โต้เตือนมาไม่ต่ำกว่า3-4ครั้ง

ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.ร.ต.กรจักร์ ยศธสาร รองโฆษกกองทัพเรือ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าของเรือมยุรี นารี โยนความผิดให้กองทัพเรือ ว่าไม่แจ้งเตือนเส้นทางเดินเรือมีความเสี่ยงห้ามผ่าน และไม่มีการแจ้งเตือนเป็นการเฉพาะ ว่าเรื่องการแจ้งเตือนการเดินเรือ ทางกองทัพเรือได้แจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3-4 ครั้ง นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในลักษณะที่เรียกได้ว่า Broadcast คือแจ้งเตือนให้เป็นที่ทราบกันโดยทั่ว ไม่ใช่ว่าต้องแจ้งตรงไปที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง บริษัทฯ ก็ต้องรับผิดชอบในการที่จะดูแลความปลอดภัยของตัวเอง จะต้องติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องความปลอดภัย กองทัพเรือขอยืนยันว่าเรามีการแจ้งเตือนอยู่ตลอดเวลาตามห้วงเวลาที่เหมาะสม

ชี้ห้ามเดินเรือไม่ได้-ต้องพิจารณา

ส่วนเรื่องการห้ามเดินเรือนั้น ทางกองทัพเรือ ชี้แจงว่า ห้ามไม่ได้ อันนี้ก็เป็นพาร์ท เป็นเพียงการแจ้งเตือนให้รับทราบว่ามันมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งสมควรจะต้องมีตัดสินใจให้ระมัดระวังการเดินเรือ จริงๆ แล้ว มันมีช่องทางในการแจ้งเตือนเรื่องความปลอดภัย บริษัทเองก็คงจะรู้ว่าพื้นที่ตรงนั้น เขาเรียกว่าประชาคมชาวเรือพาณิชย์ ซึ่งมีช่องทางติดต่อสื่อสารระหว่างเรือตลอดเวลา

ไม่ชี้ชัดเกี่ยวข้องเรื่องประกันภัย

เมื่อถามว่ากองทัพเรือ มองอย่างไรที่ทางบริษัทเจ้าของเรือ โทษทหารเรือที่ไม่แจ้งเตือน พล.ร.ต.กรจักร์ ระบุว่ายังไม่สามารถบอกได้ ขออนุญาตไปตรวจสอบก่อน ว่าเจ้าของเรือพูดว่าอย่างไรบ้าง ซึ่งข่าวออกมาเยอะแยะมากมาย ทั้งยังมีช่องทางเฉพาะด้วยซ้ำ ตนคิดว่าทางบริษัทฯ มีวิจารณญาณเอง ว่าจะตัดสินใจดำเนินการอย่างไร อันนี้อาจจะเป็นเรื่องประกันภัย เขาก็ได้ เราไม่ทราบ หรืออาจจะมีประเด็นอื่นๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของประกันภัยก็ได้

ทร.ใช้ความสัมพันธ์ไทย-โอมาน

ขณะที่พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวภายหลังพบญาติของลูกเรือสินค้าไทย ที่ถูกยิงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศอิหร่าน และยังหาตัวไม่พบ 3 คน ว่ากองทัพเรือ มุ่งเน้นประสานการช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในเรือดังกล่าว ตามช่องทางการทูตของทหารเรือ เพราะในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสำนักงานผู้ช่วยทูตทหาร จึงใช้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือไทย และกองทัพเรือโอมาน โดยหน่วยงานหลักที่ช่วยเหลือเป็นกระทรวงต่างประเทศ แต่กองทัพเรือ ก็จะทำหน้าที่ประสานงานช่วยเหลือเช่นกัน

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เคยมีการแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ มีความตึงเครียดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงพลังงาน หรือภาคเอกชน ได้ให้คำแนะนำว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูง ส่วนข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องประกันภัยของเรือสินค้า โดยส่วนตัวไม่เข้าใจเรื่องประกันภัยมากนัก แต่ในสถานการณ์ที่มีการสู้รบ บริษัทเจ้าของเรือ คงต้องพูดคุยกับบริษัทประกันภัย

ทร.ขยายวงดูแลเรือใน3กลุ่ม

ทั้งนี้ กองทัพเรือได้ขยายวงการดูแล 3 กลุ่ม คือเรือสัญชาติไทย ติดธงชาติไทย เรือไทยจดทะเบียนต่างประเทศ และเรือสัญชาติอื่นที่มีลูกเรือไทย โดยขณะนี้กองบัญชาการกองทัพเรือ มีการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งได้พูดคุยหารือกันในเรื่องการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง รวมถึงการช่วยเหลือลูกเรือไทยด้วย

ผบ.ทร.เผยประสานโอมานช่วย

ด้านพล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร.กล่าวถึงการช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี 3 คน ที่ยังติดค้างอยู่บนเรือ หลังจากถูกโจมตี ว่าได้ประสานกับทางผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน ตั้งแต่ช่วงที่เกิดเหตุ เพื่อเร่งให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โชคดีที่กองทัพเรือเคยสนับสนุนกองทัพเรือโอมาน ในการมาดูงานด้านการต่อเรือที่อู่เรือมาร์ซัน ในประเทศไทย ส่วนประเทศอื่นๆ ในแถบตะวันกลาง ก็ไม่ได้มีปัญหาต่อกัน รวมทั้งยังมีความร่วมมือที่ดีกับหลายประเทศ ผ่านเวทีการประชุมระหว่างกองทัพเรือมิตรประเทศในปีที่ผ่านมา ทำให้เป็นผลดีต่อการประสานงานช่วยเหลือคนไทยครั้งนี้

ปัดสหรัฐฯขอใช้สนามบินอู่ตะเภา

พล.ร.อ.ไพโรจน์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่สหรัฐฯ จะขอใช้สนามบินอู่ตะเภา เป็นฐานทัพ นั้น จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประสานใดๆ และโดยปกติแล้วสนามบินอู่ตะเภา ไม่ได้ถูกใช้เป็นฐานทัพให้ประเทศใด แต่เป็นมิตรกับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดที่เดินทางเข้ามา เพื่อใช้สนามบินฯ เดินทางต่อไปยังประเทศอื่นๆ หรือมาจอดพักค้างคืน จึงขอยืนยันว่า ปัจจุบันไม่มีประเทศใด จะมาใช้สนามบินอู่ตะเภา เป็นฐานดำเนินการด้านยุทธวิธี

ฐานทัพเรือพังงาเรือใหญ่เข้าไม่ได้

ขณะที่กระแสข่าวการขอใช้ฐานทัพเรือที่พังงา เป็นฐานของสหรัฐฯ ผบ.ทร.ย้ำว่า ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นที่ทราบดีว่าฐานทัพเรือที่พังงา เป็นพื้นที่ซึ่งน้ำไม่ลึก ไม่มีเรือใหญ่ ที่จะสามารถเข้ามาจอดได้ แม้แต่เรือของกองทัพเรือ ก็ต้องขุดร่องน้ำ เพื่อให้เรือเข้ามาจอด

เสธ.ทร.เผย3คนไทยยังมีชีวิตอยู่

ส่วน พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้รับรายงานแล้วว่า กรณีเรือพาณิชย์มยุรี นารี สัญชาติไทย ถูกยิงจนเกิดเพลิงและสามารถดับได้ในเวลาต่อมา ในการนี้ทางฝ่ายกองทัพเรือไทย ประจำบาห์เรน ได้ประสานกับประเทศโอมาน ให้เข้าช่วยเหลือลูกเรือทั้งหมดโดยเบื้องต้นทราบว่า ได้รับการช่วยเหลือแล้ว 20 คน ส่วนอีก 3 คน ยังอยู่ภายในเรือ โดยบริษัทเจ้าของเรือ แจ้งสถานะลูกเรือทั้ง 3 คน ยังมีชีวิต ซึ่งทางกองทัพเรือ ได้ประสานกองทัพเรือโอมาน และบริษัทกู้เรือ ให้เข้าช่วยเหลือนำทั้ง 3 ออกมา แต่ยังเข้าไปไม่ได้ เพราะอิหร่าน ยังยิงเรือในบริเวณนั้นทุกลำ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิต

กต.-ทร.เร่งประสานโอมานช่วย

เวลา 14.30 น.ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางโดยกล่าวถึงการช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คนไทยว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ในน่านน้ำของประเทศโอมานซึ่งโอมาน ก็ได้ออกประกาศแต่แรกแล้วว่า อย่าพึ่งเข้าไปช่วยเหลือลูกเรือ เพราะอันตรายเนื่องจากอยู่ในพื้นที่โจมตี

เมื่อวานนี้ตนก็ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ก็ขอบคุณโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 20 คนออกมาแล้ว ซึ่งทางโอมานก็บอกว่าจะพยายามช่วยเหลือคนไทยอีก 3 คนที่เหลือ ซึ่งตอนนี้เราต้องอาศัยกองทัพเรือโอมานเป็นหลัก เพราะอยู่ในพื้นที่ของโอมาน ซึ่งทางโอมาน ก็พยายามหาจังหวะเข้าไปช่วยเหลือ ถ้าสถานการณ์อำนวยเมื่อไหร่ทางโอมานก็จะเข้าไปช่วยเหลือ กต.และกองทัพเรือไทยก็ได้ประสานกับทางโอมานต่อเนื่องแต่ขณะนี้ กต.ยังไม่มีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ 3 คน ซึ่งไทยจะประสานกับทางโอมานต่อไปว่าการช่วยเหลือมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง ส่วนเรื่องการจะนำหน่วยกู้ภัยหรือเจ็ตสกีเข้าไปช่วยเหลือ 3 คนไทย ก็ต้องบอกทางการประเทศอิหร่าน ว่าจะสามารถเข้าไปได้หรือไม่ ซึ่งเข้าใจว่าทางโอมานก็ประสานอยู่เช่นกัน และไทยเราก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เราพร้อมพูดคุยกับทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคเล็ก แต่การทำงานไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำร่วมกันทุกเรื่อง แต่เราจะร่วมกันตรวจสอบรัฐบาลและเสนอกฎหมายที่สำคัญเข้าสู่สภา”

นายพงศกร ขวัญเมือง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

ศักดิ์สยามตีปีก ป.ป.ช.สารภาพ ยกคำร้องซุกหุ้น หักมติศาลรธน.

ศักดิ์สยามตีปีก ป.ป.ช.สารภาพ ยกคำร้องซุกหุ้น หักมติศาลรธน.

ศักดิ์สยามตีปีก ป.ป.ช.สารภาพ ยกคำร้องซุกหุ้น หักมติศาลรธน.

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศักดิ์สยามตีปีก ป.ป.ช.สารภาพ ยกคำร้องซุกหุ้น หักมติศาลรธน.

ป.ป.ช.สารภาพแล้ว มติชุดใหญ่เมื่อเดือนกันยายนปี’68 ยกคำร้องคดี“ศักดิ์สยาม” ปมซุกหุ้น สวนทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนคดีเขากระโดงยังสอบต่อ หลังดีเอสไอไม่รับเป็นคดีพิเศษ เหตุมีการฟ้องร้องในชั้นศาลแล้ว

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ได้รับสำนวนการสอบสวนคดีการบุกรุกที่ดินเขากระโดง ต.อิสาณ อ.เมือง จ. บุรีรัมย์และ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์หลังจากตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยื่นร้องทุกข์ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ( ดีเอสไอ) ตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่เข้าไปบุกรุกครอบครองที่ดินเขากระโดงซึ่งมีแนวเขตอยู่ในที่ดินของการรถไฟ จำนวน 4,414ไร่โดยขอให้มีคำสั่งเพิกถอนเรียกค่าเสียหาย ในส่วนของดีเอสไอมีมติไม่รับเป็นคดีพิเศษเนื่องจากปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในชั้นศาล

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เหตุผลที่ดีเอสไอมีมติไม่รับคดีเขากระโดงเป็นคดีพิเศษเกิดจากรูปคดีเพราะคดีดังกล่าวขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาลแล้ว จึงไม่สามารถรับเป็นคดีพิเศษได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะซ้ำซ้อนกับศาลไม่สามารถฟ้องซ้ำได้

“เนื่องจากก่อนหน้าที่การรถไฟจะมายื่นคำร้องต่อดีเอสไอขอให้รับคดีพิเศษ ทางผู้ว่าการรถไฟฯได้ฟ้องไปแล้ว ซึ่งตามระเบียบของคณะกรรมการคดีพิเศษระบุชัดว่า หากมีการดำเนินคดีในชั้นศาลแล้ว หรือมีการดำเนินคดีอาญาก็ให้ดำเนินคดีต่อไป ส่วนดีเอสไอรับคดีพิเศษไม่ได้”แหล่งข่าวระบุ

ทางด้าน นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวว่า ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องกล่าวหา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม และ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กล่าวหาการถือครองหุ้นแทนในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

โดย นายสุรพงษ์ ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่า เรื่องนี้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่มีมติยกคำร้องไปเมื่อเดือน ก.ย.2568 ที่ผ่านมา

“อย่างไรก็ดี ขณะนั้นตนยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช.จึงยังไม่ทราบมติรายละเอียดว่าเป็นสำนวนเดียวกัน หรือเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องรอตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง”นายสุรพงษ์ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 17 ม.ค.2567 มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง ชี้ว่า จากข้อพิรุธหลายประการดังกล่าว ประกอบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี จึงฟังได้ว่า นายศักดิ์สยาม และนายศุภวัฒน์ เกษมสุข (ผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ) ตกลงนำเงินของนายศักดิ์สยาม ทำธุรกรรมต่าง ๆ ในนามนายศุภวัฒน์

โดยขั้นตอนสุดท้ายนำเงินนั้นซื้อกองทุนต่างๆ ในชื่อนายศุภวัฒน์ แล้วขายกองทุนดังกล่าว ชำระค่าหุ้นแก่นายศักดิ์สยาม เช่นนี้ เงิน 119.5 ล้านบาทยังเป็นของนายศักดิ์สยาม จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนายศุภวัฒน์ ครอบครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ และดูแล หจก.บุรีเจริญ แทนนายศักดิ์สยามมาโดยตลอด

อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีอยู่ในความครอบครอง หรือดูแลของบุคคลอื่น ไม่ว่าโดยทางใดๆ เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้าม มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187

อย่างไรก็ตาม กรณีหาก ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องในคดีดังกล่าวจริง ก็ต้องจับตาต่อไปว่า ในแง่มุมของกฎหมายจะเป็นอย่างไร เนื่องจากแตกต่างจากข้อวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

บี้เคลียร์ปมปล่อยผีคดีฮั้วสว. รุมสกรัม กกต. คาใจทำไมไร้มูลความผิด ‘ปชน.’ส่อถูกยุบข้อมูลรั่ว

บี้เคลียร์ปมปล่อยผีคดีฮั้วสว. รุมสกรัม กกต. คาใจทำไมไร้มูลความผิด ‘ปชน.’ส่อถูกยุบข้อมูลรั่ว

บี้เคลียร์ปมปล่อยผีคดีฮั้วสว. รุมสกรัม กกต. คาใจทำไมไร้มูลความผิด ‘ปชน.’ส่อถูกยุบข้อมูลรั่ว

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บี้เคลียร์ปมปล่อยผีคดีฮั้วสว. รุมสกรัมกกต. คาใจทำไมไร้มูลความผิด ‘ปชน.’ส่อถูกยุบข้อมูลรั่ว

“ปริญญา” กระทุ้ง “กกต.” เปิดเหตุผลมติคดีฮั้ว 229 สว.ทำไมไม่มีมูลความผิด “โสภณ” เชื่อขรก.ยึดก.ม.เป็นหลังพิง ยัน’ภท.’ไม่เกี่ยวข้อง ด้าน’ปชน.’เสี่ยงโดนยุบพรรค เหตุรับสารภาพ ข้อมูลสมาชิกโดนเจาะ ส่อขัดรธน.มาตรา32-ผิดกม.PDPA ขณะที่’ปปช.’ขยายเวลาคดี44สส.พรรคส้ม ติดเอกสารสำนวนนิดเดียว

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากค้านมติของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่26 ชี้ว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.229คน ไม่มีมูลความผิด ทำให้ถูกมองพรรค ภท.เข้าไปเป็นรัฐบาล คดีต่างๆที่เกี่ยวข้องเลยจะหายไป ว่า เท่าที่ตนดูจากสื่อเป็นแหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการฯคงยังให้ความเห็นไม่ได้ พรรค ภท.มาเป็นรัฐบาล คดีต่างๆที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการไปตามที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ตนขอยกตัวอย่างว่า ถ้าข้าราชการไม่มีหลังพิง ทำอะไรให้ข้าราชการเดือดร้อน อย่างกรณีอดีตนายกรัฐมนตรี ก็รู้ ดังนั้นตนเชื่อว่า เมื่อมีบทเรียนอย่างนี้ ข้าราชการต้องระวังอยู่แล้ว

‘โสภณ’ยันคดี’ฮั้วสว.’ไม่เกี่ยว’ภท.’

เมื่อถามว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่า คดีฮั้วสว.ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ภท.นายโสภณกล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง มันเดินมาอย่างไรยังไม่รู้เลย ถ้าตนเป็นคนกำหนดได้ คงจะไม่ให้เกิดขึ้นมา ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ชัดเจนตรงที่ว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเขาก็ต้องรับผิดชอบการตัดสินของเขา ตรงนั้นต่างหาก

‘ปริญญา’จี้กกต.เปิดเหตุผลมติคดีฮั้วสว.

จากกรณีรายงานข่าวจาก กกต.ระบุความคืบหน้าคดีฮั้ว ส.ว.ว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่36 มีมติ 5ต่อ2เห็นว่า มติคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26ที่มีการกล่าวหาผู้กระทำผิดในคดีฮั้วสว.จำนวน 229ราย ไม่มีมูลตามที่มีการกล่าวหา ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำความเห็นเพื่อเสนอต่อกกต.พิจารณา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ระบุถึงกรณีที่เกิดขึ้นทางแฟนเพจPrinyaThaewanarumitkulระบุว่า กกต.ต้องเปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการคดีฮั้ว ส.ว.ว่า เหตุผลและข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร จึงสรุปว่า“ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา”ผมเคยให้ความช่วยเหลือทางคดีกับผู้สมัคร ส.ว.สอบตก 2คน ที่ถูก กกต. ส่งคำร้องให้ศาลฎีกา เพียงเพราะผู้สมัคร ส.ว.2คนนี้ไลน์หากันด้วยข้อความเพียงแค่ว่า“จับคู่กันนะคะ”

ระวังสังคมหมดความเชื่อถือกกต.

แต่กับ ส.ว.ที่น่าจะมีการฮั้วกันจริงๆและมีหลักฐานเป็นชื่อในโพย ซึ่งคณะอนุกรรมการสอบสวนได้มีมติให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วนั้น กกต.กลับไม่ส่งให้ศาลฎีกา แต่กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดขึ้นมาพิจารณาอีกคณะ ซึ่งก็ได้มีมติกลับคำวินิจฉัยว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว ส.ว.ซึ่งเป็น ส.ว.จำนวน 138คนและคนอื่นอีก 91คนนั้น”ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา“แม้แต่คนเดียว เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง เพราะแม้ว่าหลายคนจะคาดการณ์กันไว้แล้วว่า ผลจะออกมาในทางนี้ แต่ก็ยังเชื่อกันว่าอย่างน้อยต้องมีการส่งไปศาลฎีกาพิจารณาบ้าง หาไม่แล้วคนจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมมากไปกว่านี้ และจะยิ่งทำให้คนหมดความเชื่อถือต่อการทำงานของ กกต.มากยิ่งขึ้นไปอีก แน่นอนว่า ยังไม่มีใครผิดจนกว่าศาลจะพิพากษา แต่การที่ กกต.จะไม่ส่งใครไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแม้แต่คนเดียวเลยเช่นนี้ ไม่พึงที่สังคมจะนิ่งเฉย มิเช่นนั้นทุกอย่างอาจจะยิ่งแย่ลงยิ่งไปกว่านี้

จี้ส่งศาลฎีกาเพื่อความเที่ยงธรรม

สิ่งที่ กกต.พึงต้องกระทำ และสังคมต้องช่วยกันเรียกร้องคือ ก่อนที่ กกต.7คนจะลงมติ ขอให้เปิดเผยผลการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ให้สังคมได้ทราบว่า ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงใด คณะอนุกรรมการชุดนี้จึงสรุปว่า ไม่มีมูลตามที่กล่าวหา ซึ่งตรงกันข้ามกับคณะกรรมการชุดแรกโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่ส่งให้ศาลฎีกาแม้แต่คนเดียวต้องมีเหตุผลที่รับฟังได้ มีความโปร่งใสและสามารถอธิบายต่อสังคมได้ กกต.ต้องไม่ลืมว่า กรรมการ กกต.6ท่านจากทั้งหมด 7ท่าน มาจากความเห็นชอบจาก ส.ว.ชุดนี้ที่กำลังถูกกล่าวหาว่าฮั้วกันเข้ามา จึงไม่ควรให้คนคิดว่า ท่านพิจารณาโดยคำนึงถึงคนที่เลือกท่านเข้ามาเป็น กกต. ในทางกลับกันท่านต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมโดยไม่สนใจคนที่เลือกท่านเข้ามา

ท่านจะส่งคำร้องคดีฮั้ว ส.ว.ให้ศาลฎีกาหรือไม่ หรือจะส่งไปกี่คนไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างเที่ยงธรรม

‘ณัฐพงษ์’ลั่นค้านสายตา-มีข้อมูลเพิ่ม

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต.มีมติเสียงข้างมากค้าน มติของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่26 ชี้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.229คน ไม่มีความผิด ว่า เป็นสิ่งที่ค้านสายตาประชาชน ซึ่งผลสรุปจากคณะอนุฯออกมาแล้ว ต่อไปก็ต้องเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ซึ่งยังคงติดตามในส่วนนี้อย่างใกล้ชิด แต่ยังคงคาดหวังว่าทางกกตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ในส่วนของพรรคประชาชน นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขบวนการเลือกสว.ที่ผ่านมา และพรรคเตรียมการที่จะดำเนินการต่อไป

‘พริษฐ์’ตั้ง3คำถามหลังอนุมีมติไม่มีมูล

นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่36 มีมติสวนทางคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ว่า หากรายงานข่าวเป็นจริงหมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหา138คน ที่เป็น สว.คณะอนุกรรมการ 5คน เห็นว่า สว.ทั้ง 138คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ ในขณะที่คณะอนุกรรมการ 2 คน เห็นว่า สว.ส่วนใหญ่ (134 จาก 138 คน) มีมูลความผิด ในส่วนของผู้ถูกกล่าวหา 91คน ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่าย คณะอนุกรรมการทั้ง 7คน เห็นตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าทั้ง 91คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ คำถามที่ตามมา 1.เหตุใดคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต.ถึงมีความเห็นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ ของ กกต.และDSI เป็นไปได้อย่างไรที่หลักฐานทั้งหมดที่ถูกรวบรวมโดยคณะกรรมการสืบสวนฯ ซึ่งคาดว่ามีทั้งการวิเคราะห์ผลการลงคะแนน หลักฐานการนัดพบ รวมถึงเส้นทางการเงิน จะไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ชี้มูลผู้ถูกกล่าวหาได้แม้แต่คนเดียว

สังคมคาใจองค์กรอิสระถูกแทรกแซง

2.คนที่จะต้องชี้ขาดว่าจะเห็นตามคณะกรรมการสืบสวนฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนมีมูลความผิด และควรส่งเรื่องต่อไปที่ศาล) หรือเห็นตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และควรยุติคดี) คือ กกต.แต่ในเมื่อ กกต.มี4จาก7คน ที่ถูกรับรองโดย สว.ที่ถูกกล่าวหา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า กกต.จะพิจารณาคดีดังกล่าวอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ที่ทำให้ตนได้รับตำแหน่ง 3.หากในที่สุดปรากฏข้อมูลที่ชี้ชัดว่า กกต.ได้ดำเนินการและตัดสินเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยสวนทางข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อกฎหมาย สังคมจะสรุปได้หรือไม่ว่า องค์กรอิสระไม่ได้เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากประชาชน

‘ปชน.’มีหนาวแน่เสี่ยงโดนยุบพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีเเถลงการณ์พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 12มี.ค.แจ้งสมาชิกพรรคประชาชนถึงความพยายามของบุคคลภายนอกเข้าถึงฐานข้อมูลของพรรค โดยไม่ได้รับอนุญาตแนวทางการยกระดับความปลอดภัยของระบบที่พรรคดำเนินการไปแล้วและมาตรการแก้ไขเยียวยาเพื่อป้องกันความเสี่ยง เพราะข้อมูลสมาชิกพรรคที่ระบุข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกจำนวนมากรั่วไหลเเละพรรคอ้างว่า ถูกเจาะระบบข้อมูลจากเเฮกเกอร์ตั้งเเต่วันที่ 28ก.พ.-10มี.ค.เเละตอนนี้พรรคมีสมาชิกพรรคกว่า100,000คน โดยพรรคเเนะนำสมาชิกพรรคไปลงบันทึกประจำวัที่สถานีตำรวจ ไปทำบัตรประชาชนใหม่ ไปเเจ้งเปลี่ยนข้อมูล-เปลี่ยนรหัสผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานที่สมาชิกพรรคได้เชื่อมต่อไว้เเละใช้บัตรประชาชนยืนยันตัวตนนั้น

เหตุรับสารภาพข้อมูลสมาชิกถูกเจาะ

ทั้งนี้ กรณีพรรคประชาชนยอมรับความประมาทเลินเล่อร้ายเเรงเเล้วว่า การป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคในระบบคอมพิวเตอร์บกพร่องจริง เพราะการป้องกันการเจาะข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกพรรคนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หมวด3 รับรองสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล มาตรา32 ระบุว่า ”บุคคลย่อมมี สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียงและครอบครัว การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ“ดังนั้นกรณีนี้พบว่า พรรคยอมรับเเล้วว่า กระทำการ“ประมาทเลินเล่อร้ายเเรง”ที่อาจขัด พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (กฎหมายPDPA) หลายมาตราเพราะพรรคประชาชนคือนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายพรรคการเมือง

ข้อมูลส่วนตัวพรรคต้องเก็บอย่างดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายPDPA วางหลักไว้ว่า เจ้าของข้อมูล คือ ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรค เป็นบุคคลผู้เป็นเจ้าของข้อมูล มีสิทธิขอเข้าถึง ลบ ทำลาย หรือถอนความยินยอมได้เเละข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อน เช่น เชื้อชาติ, ศาสนา, ความคิดเห็นทางการเมือง, ข้อมูลสุขภาพ/ชีวภาพ, ประวัติอาชญากรรม ต้องได้รับความคุ้มครองเข้มงวด ส่วนพรรคประชาชนนั้น สถานะเบื้องต้น คือ องค์กร/นิติบุคคล/บุคคลที่ตัดสินใจเก็บ/ใช้ข้อมูล ที่ต้องรักษาความปลอดภัยและแจ้งวัตถุประสงค์ก่อนเสมอ

งัดพรป.มาตรา92(4)เช็กบิลได้ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่พรรคประชาชนออกเเถลงการณ์พรรคครั้งนี้นั้น เเสดงว่าพรรคยอมรับเบื้องต้นเเล้ว ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคถูกเจาะระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำให้ความลับของสมาชิกพรรครั่วไหลไปสู่บุคคลภายนอกจำนวนมากเเละอาจถูกนำไปใช้ในเเนวทางสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายโดยที่ไม่ได้รับความยินยอม กรณีนีักฎหมายPDPAหลายมาตรากำหนดโทษไว้ทั้งจำเเละปรับต่อพรรคประชาชนเเละพรรคประชาชนอาจต้องชดใช้เงินให้สมาชิกพรรคที่ถูกเจาะข้อมูลไปเเล้วด้วยหากมีการฟ้องร้องต่อศาลขึ้นมา ดังนั้น ส่วนกฎหมายพรรคการเมืองนั้น สำนักงาน กกต.อาจพิจารณาความประมาทเลินเล่อร้ายเเรงนี้ของพรรคประชาชน โดยอาจใช้ พรป.พรรคการเมิองมาตรา92(4) ที่ระบุว่า “มีเหตุอันจะต้องยุบพรรคการเมืองตามที่มีกฎหมายกำหนด” เพราะกรณีนี้นับว่าความปรากฏตามเเถลงการณ์ล่าสุดของพรรคประชาชนที่ยอมรับเเล้วว่าระบบข้อมูลสมาชิกพรรคถูกเเฮกเกอร์เจาะไปเเล้วจริงเเละปรากฏความผิดหลายมาตราตามที่กฎหมายPDPAระบุไว้

ปปช.ขยายเวลาคดี44สส.พรรคส้ม

นายสุรพงษ์อินทรถาวร เลขาธิการ ปปช.ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการยื่นคำร้องคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงกับศาลฎีกาว่าปัจจุบัน ปปช.ยังไม่ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลฎีกา อยู่ระหว่างการขยายระยะเวลา เมื่อถามว่าเกิดอุปสรรคติดขัดในส่วนใด เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช.กล่าวว่าเรื่องนี้จริงๆร่างคำร้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางเราต้องการเร่งให้เสร็จเพื่อยื่นคำร้องในเร็วๆนี้ อย่างไรก็ดียังติดในเรื่องของเอกสารในสำนวนนิดเดียว ต้องให้ตรงกับข้อเท็จจริงในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดียุบพรรคก้าวไกลให้รัดกุมที่สุดหลังจากนี้คาดว่าจะยื่นศาลฎีกาได้โดยเร็ว

แวดวงนักปกครอง : 14 มีนาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 14 มีนาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 14 มีนาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มติ ครม. !!…เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยกำหนดให้ส่วนราชการทุกแห่งประหยัดพลังงานและบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ตั้งแต่การ Work from Home ในงานที่ไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการบริการประชาชน ปรับแอร์ที่อุณหภูมิ 26-27 องศาฯ สวมใส่เสื้อแขนสั้นและงดการสวมสูทผูกไท ยกเว้นงานพิธีการ ปิดไฟและอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น ใช้ระบบประหยัดพลังงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร ลดการใช้ลิฟต์ งดการเดินทางต่างประเทศ ยกเว้นกรณีสำคัญ ปรับรูปแบบการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศหรือประชุมออนไลน์ ขอเชิญชวน…ชาวปกครองและพี่น้องประชาชนใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

ปกครอง มหาดไทย ร่วมชูแนวคิด “นายอำเภอพาเที่ยว” เปิดบทบาทใหม่ให้นายอำเภอทั่วประเทศลุกขึ้นมาเป็นทั้งผู้เล่าเรื่องและผู้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของพื้นที่ ดึงเสน่ห์ท้องที่มานำเสนอกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ขณะที่อำเภอนาทวี ขยับเดินหน้าก่อนใคร เมื่อ นายวรินทรทองขาว นายอำเภอนาทวี จ.สงขลา ชวนเปิดเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติ“เสน่ห์นกเงือกนาทวี” ชมความงามของนกเงือกกรามช้างปากเรียบ ที่ยังคงพบได้ในผืนป่าอำเภอนาทวี นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางตามจุดชมธรรมชาติ ศึกษาระบบนิเวศของผืนป่า พร้อมสัมผัสวิถีชุมชนในพื้นที่ ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ของเทือกเขาบรรทัด ถือเป็นอีกก้าวของการส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับอำเภอตามแนวคิด “นายอำเภอพาเที่ยว” ที่มุ่งสร้างรายได้ให้ชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

นายวรินทร ทองขาว

นายอำเภอนาทวี จ.สงขลา

นายกิติพงศ์ อุระวัตร

นายอำเภอเมืองระยอง

การท่องเที่ยวจังหวัดติดทะเลเริ่มคึกคัก นายกิติพงศ์ อุระวัตร นายอำเภอเมืองระยอง ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน“เทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ–เกาะเสม็ด” ณ ลานกิจกรรมท่าเทียบเรือเทศบาลตำบลบ้านเพ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวพร้อมยกระดับมาตรฐานร้านอาหารทะเลและอาหารท้องถิ่นในพื้นที่บ้านเพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เดินทางมาพักค้างคืน สร้างรายได้ให้กับธุรกิจโรงแรม ที่พัก และภาคบริการในพื้นที่ให้คึกคัก

สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดนายเกรียงไกร ฝีปากเพราะ นายอำเภอท่าวังผา จ.น่าน เดินหน้าบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการป้องกันไฟป่าในพื้นที่ 10 ตำบล 91 หมู่บ้านพร้อมใช้มาตรการประชาสัมพันธ์เชิงรุกแบบ “เคาะประตูบ้าน” และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่า พร้อมภาคเอกชน ประชาชน ร่วมกันมอบน้ำดื่มและอาหารแห้งสนับสนุนเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ปฏิบัติงานณ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอุทยานแห่งชาตินันทบุรี

นครชัยศรีเร่งเดินหน้า Green Gain Hub พลิกเศษวัสดุเกษตรสร้างรายได้-ลดฝุ่น นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี จ.นครปฐม เปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อน Green Gain Hub ระดับจังหวัด ณ ศาลาอเนกประสงค์ อบต.ท่ากระชับ ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานด้านการเกษตรและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เน้นยกระดับการจัดการวัสดุเหลือใช้
ทางการเกษตร ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ผ่านการเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้รับซื้อชีวมวลและผู้ผลิตพลังงานสะอาด เพื่อร่วมกันลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ควบคู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เปลี่ยน “ของเหลือในไร่นา” ให้กลายเป็น “รายได้ของเกษตรกร” และต่อยอดสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียวในระดับชุมชน

นาย..อำเภอน้อย

จบไม่ง่าย! อดีตบิ๊กข่าวกรอง สะท้อนสงครามตะวันออกกลาง ชี้ไทยต้องวางตัวให้ชัดเจน-ไม่เอนเอียง

จบไม่ง่าย! อดีตบิ๊กข่าวกรอง สะท้อนสงครามตะวันออกกลาง ชี้ไทยต้องวางตัวให้ชัดเจน-ไม่เอนเอียง

จบไม่ง่าย! อดีตบิ๊กข่าวกรอง สะท้อนสงครามตะวันออกกลาง ชี้ไทยต้องวางตัวให้ชัดเจน-ไม่เอนเอียง

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.20 น.

จบไม่ง่าย! อดีตบิ๊กข่าวกรอง สะท้อนสงครามตะวันออกกลาง ชี้ไทยต้องวางตัวให้ชัดเจน-ไม่เอนเอียง แนะเร่งหาแหล่งพลังงานใหม่

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “จบไม่ง่าย สงครามในตะวันออกกลางจะจบยังไง จะได้เจรจา​ หยุดยิง​ สงบศึกไหม หรือจะยังสู้กันจนตาย​กันหมด หรือสู้กันจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมยกธงขาว ทั้งๆที่ทรัมป์ส่งสัญญาณอยากเลิก เป้าหมายในการโจมตีอิหร่านไม่หลงเหลือ จะยุติสงครามในเร็วๆนี้

ล่าสุด​ ผู้นำอิหร่านแสดงท่าทีชัดเจน จะไม่ยอมให้เกิดสถานการณ์ที่ซ้ำซาก สงคราม​ เจรจา​ หยุดยิง​ กลับมาสู้รบกันใหม่ 12 มีนา​ คาเมนาอี ปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิง ศัตรูไม่มีสิทธิเริ่มสงครามแล้วเลิกตามใจชอบ อิหร่านจะให้บทเรียนที่ศัตรูไม่มีวันลืม

ขณะเดียวกัน​ 13 มีนา​ ผู้นำอิสราเอลชี้ว่า การโจมตีอิหร่านไม่ใช่หวังฆ่าผู้นำอิหร่าน ไม่รับประกันชีวิตผู้นำอิหร่าน แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ ที่คนอิหร่านลุกฮือโค่นล้มระบอบอิหร่าน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและลากยาว ส่งผลร้ายต่อคนอิหร่าน​อิสราเอลและอาหรับ

ขีวิตมนุษย์แขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่มีความปลอดภัย หากประเมินท่าทีทุกฝ่ายจะเห็นว่าคุยยาก ต่างฝ่ายต่างทำท่าไม่อยากถอยไม่อยากเลิก จะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อที่เจ็บปวด ไม่ใช่เฉพาะคู่กรณีแต่รวมชาวโลกไปด้วย
พลังงานน้ำมันขาดแคลนราคาสูงขึ้น ส่งผลกดดันต่อเสถียรภาพการเมืองโลก เกิดการแบ่งฝ่ายที่จะนำไปสู่สงครามใหญ่

ไทยต้องวางตัวให้ชัดเจนไม่เอนเอียง ไทยเปราะบางเกินกว่าที่จะรับแรงกระแทก ต้องเร่งแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ รถบรรทุก​ รถโดยสารไฟฟ้าต้องเร่งผลิต เพื่อทดแทนและลดการใช้น้ำมันดีเซล”

ด่วน! ผู้ตรวจฯ มีมติส่งศาลรธน.วินิจฉัยปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ขัดรัฐธรรมนูญ

ด่วน! ผู้ตรวจฯ มีมติส่งศาลรธน.วินิจฉัยปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ขัดรัฐธรรมนูญ

ด่วน! ผู้ตรวจฯ มีมติส่งศาลรธน.วินิจฉัยปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ขัดรัฐธรรมนูญ

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งศาลรธน.วินิจฉัยปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ขัดรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แจ้งว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับคำร้องเรียนจากประชาชนที่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณายื่นคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ กรณีบัตรเลือกตั้งมีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ มีลักษณะเป็นการกระทำละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียน ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จำนวน 21 คำร้องเรียน

และเมื่อวันที่ 10 มี.ค. ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ปรึกษาหารือร่วมกัน โดยได้พิจารณาข้อมูลจากการแสวงหาข้อเท็จจริงและประกอบกับข้อกฎหมายแล้วเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะวินิจฉัยว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถเชื่อมโยงหรือสืบค้นย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นความลับ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 85 อันมีลักษณะเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้ และในวันนี้ จึงเห็นชอบวินิจฉัยให้ยื่นคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์2569 ได้แก่ กรณีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 129 วรรคสอง ที่กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้ง มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 84 และมาตรา 96 กรณีจำนวนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่เท่ากัน และกรณีบัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน

กกต.แจงมติคณะอนุฯ ปล่อยผี 229 คนคดีฮั้วสว. แค่หนึ่งในขั้นตอนพิจารณาโดยอิสระ ไม่ผลผูกพันกกต.

กกต.แจงมติคณะอนุฯ ปล่อยผี 229 คนคดีฮั้วสว. แค่หนึ่งในขั้นตอนพิจารณาโดยอิสระ ไม่ผลผูกพันกกต.

กกต.แจงมติคณะอนุฯ ปล่อยผี 229 คนคดีฮั้วสว. แค่หนึ่งในขั้นตอนพิจารณาโดยอิสระ ไม่ผลผูกพันกกต.

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.00 น.

กกต.แจงมติคณะอนุฯ​ ปล่อยผี 229 คนคดีฮั้วสว. แค่หนึ่งในขั้นตอนพิจารณาโดยอิสระ ไม่ผูกพันการพิจารณาของกกต.

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีข่าวคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา ข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนซึ่งเป็นสว.ชุดปัจจุบัน กรรมการบริหารพรรคการเมืองและเครือข่าย ไม่มีความผิดในคดีฮั้วเลือกสว. ว่า กรณีปรากฏข่าวเกี่ยวกับความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา ข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เป็นขั้นตอนในการกลั่นกรองสำนวนตามระเบียบ ซึ่งมิได้มีการเพิ่มเติม ขึ้นมาแต่อย่างใด โดยเมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 พิจารณาแล้ว จะจัดทำความเห็นและเสนอสำนักงานกกต. เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ การเลือกตั้งพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ ตามขั้นตอนการจัดทำสำนวนตามระเบียบกกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2563 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2566 ในขั้นตอนที่ 4 กำหนดให้ เมื่อกกต.ได้รับสำนวน จากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 แล้ว ต้องพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการ โดยเร็ว ดังนั้น ขณะนี้เรื่องดังกล่าวจึงยังอยู่ในชั้นการดำเนินการของสำนักงานกกต.

สำนักงานกกต.ขอยืนยันว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไป ตามกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนการพิจารณาสำนวนที่กำหนดไว้ โดยความเห็นในแต่ละลำดับนั้น เป็นอิสระในการใช้ดุลยพินิจของตนเองในการเสนอความเห็น แต่ไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาของกกต.โดยหากมีคำวินิจฉัยที่เป็นทางการ สำนักงานกกต.จะแจ้งให้ประชาชนทราบต่อไป

กสม.เยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน ถึงเรือนจำ พบป่วยฝีในตับ-ต่อมลูกหมากโต ยังใช้ชีวิตได้ปกติ

กสม.เยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน ถึงเรือนจำ พบป่วยฝีในตับ-ต่อมลูกหมากโต ยังใช้ชีวิตได้ปกติ

กสม.เยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน ถึงเรือนจำ พบป่วยฝีในตับ-ต่อมลูกหมากโต ยังใช้ชีวิตได้ปกติ

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.16 น.

กสม.เยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน ถึงเรือนจำคลองเปรม พบป่วยฝีในตับ-ต่อมลูกหมากโต ยังใช้ชีวิตได้ปกติ พร้อมส่งตัวรักษา รพ.ราชทัณฑ์ ต่อไป 

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ กสม.ได้เข้าเยี่ยมติดตามอาการป่วยของนายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ประเภทอุทธรณ์-ฎีกา ณ เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯ หลังจากมีข่าวนายเอกชัยป่วยหนัก  

โดยพบว่านายเอกชัย มีอาการของโรคฝีในตับและภาวะต่อมลูกหมากโต ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งนายเอกชัยได้ให้ข้อมูลความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ และได้พบแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อตรวจโรคฝีในตับในเช้าวันนี้ (13 มี.ค.) รวมถึงมีกำหนดการพบแพทย์กรณีต่อมลูกหมากโตในวันที่ 24 มี.ค.ที่จะถึงนี้  ทั้งนี้ กสม. มีภารกิจในการคุ้มครอง ส่งเสริม และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิผู้ต้องขังด้วย

ต่อมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “วันนี้ “เอกชัย หงส์กังวาน“ ถูกส่งตัวไปที่ รพ.ราชทัณฑ์ และแพทย์ให้แอดมิท ยังต้องรอทำ CT Scan เพื่อตรวจอาการฝีในตับและต่อมลูกหมากโตต่อไป”

ไทยริเริ่มหารือ รมว.กต.อาเซียน ถกรับมือศึกตะวันออกกลาง รับสถานการณ์น่าเป็นห่วง

ไทยริเริ่มหารือ รมว.กต.อาเซียน ถกรับมือศึกตะวันออกกลาง รับสถานการณ์น่าเป็นห่วง

ไทยริเริ่มหารือ รมว.กต.อาเซียน ถกรับมือศึกตะวันออกกลาง รับสถานการณ์น่าเป็นห่วง

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

สีหศักดิ์ เผยไทยริเริ่มหารือ รมว.กต.อาเซียน ถกรับมือศึกตะวันออกกลาง รับสถานการณ์น่าเป็นห่วง

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่สืบเนื่องจากการริเริ่มของฝ่ายไทย ที่เราเห็นว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมากๆ และมีผลกระทบต่ออาเซียนทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น จึงมาร่วมประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน และดูว่าตรงไหนบ้างที่อาเซียนจะสามารถร่วมมือกันเพื่อบรรเทาผลกระทบ หรือให้อาเซียนอยู่ในสถานะที่จะรับมือความท้าทายต่างๆอย่างเข้มแข็งขึ้น  โดยทุกคนเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้สืบเนื่องจากสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน และก็มีการโต้ตอบโดยอิหร่าน และมีการโต้ตอบไปหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพกติการะหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอน 

อาเซี่ยนเป็นห่วงเพราะว่าขณะนี้ สงครามและการต่อสู้ยังคงรุนแรงอยู่ และไม่รู้ว่าจะยุติลงอย่างไร แต่แน่นอนในส่วนของอาเซียนนั้น เราก็ยืนยันข้อเรียกร้องที่เรามีไปแล้วในแถลงการณ์ ก่อนหน้านี้ในอาเซียน คือไทยเราอยากจะเห็นการแก้ไขโดยสันติวิธี ขอให้ทุกฝ่ายมุ่งสู่การเจรจาทางการทูต  เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความสูญเสียอย่างมากมาย โดยเฉพาะประชาชน พลเรือน อาเซียนจึงมีต่อตะวันออกกลาง 

ถ้าถามว่าอาเซียนจะทำอะไรได้บ้าง แน่นอนผลกระทบก็มีหลายมิติหลายด้านด้วยกัน เช่น ผลกระทบในเรื่องของพลังงาน ราคาพลังงาน ความมั่นคงพลังงาน ผลกระทบที่จะตามมาถึงเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ อาจจะกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารด้วย 

ทุกคนในที่ประชุมก็แลกเปลี่ยนกันว่าขณะนี้มีมาตรการภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งไทยก็เป็นที่ทราบกันแล้วว่า เรามีมาตรการที่จะประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น ในส่วนของอาเซียน เราก็มาดูกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ซึ่งอาเซียนมีกรอบความร่วมมือทางด้านปิโตรเลียม และก็มีกลไกอยู่ ซึ่งหากมีประเทศใดขาดแคนน้ำมันระดับหนึ่ง  หรือระยะเวลาหนึ่ง ประเทศอื่นก็อาจจะให้ความช่วยเหลือได้โดยสมัครใจ  ซึ่งกลไกนี้ยังไม่เคยมีการใช้งานอย่างจริงจัง หรืออย่างแท้จริง เราจึงมาดูกันว่ากลไกที่เรามีอยู่นั้น เราจะทำอย่างไรให้มีผลในทางปฏิบัติได้บ้าง และเรามีระบบสายส่งอาเซียน หรืออาเซียนเพาเวอร์กริด ซึ่งเรามีอยู่สองสายส่ง โดยสายส่งหลักที่ใช้งานอยู่ก็คือ ส่งพลังงานไฟฟ้าจากลาว มาไทย และไปมาเลเซีย สิงคโปร์  ซึ่งตรงนี้เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องพลังงานสะอาด 

อีกสายส่งหนึ่ง ก็คือ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  และแน่นอนสิ่งที่อาเซียนจะร่วมมือกันมากขึ้นก็คือ ในเรื่องของการพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น พลังงานสะอาดทั้งหลาย  เราอาจจะต้องหาทางร่วมมือกับประเทศคู่เจรจา ที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ว่าเขาจะให้การช่วยเหลือสนับสนุนอาเซียนได้อย่างไรบ้าง ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นมาตรการในระยะยาว 

นอกจากนี้ ยังมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งคนสัญชาติอาเซียนมีอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง จำนวนมากโดยเฉพาะในประเทศฟิลิปปินมีจำนวน 1,000,000 คน ส่วนประเทศไทยมีประมาณ 100,000 คน  ดังนั้น เราจะมีหลักการในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องของการคุ้มครองคนชาติอาเซียน ใครอยู่ในฐานะจะช่วยอะไรได้ หรือช่วยประเทศอื่น ช่วยคนประเทศอาเซียนอื่นๆได้อย่างไรบ้าง เราก็จะช่วยกัน เพราะบางประเทศไม่มีสถานทูต เราก็จะช่วยดูแลคุ้มครองคนของประเทศนั้น กรณีประเทศสิงคโปร์ส่งเครื่องบินเหมาลำไปที่ซาอุ ที่ริยาร์ด นอกจากรับคนของสิงคโปร์ออกมาแล้ว ก็รับคนสัญชาติอาเซียนประเทศอื่นๆมาด้วย ซึ่งก็เป็นความร่วมมือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่จำเป็นในขณะนี้

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เรามองไปข้างหน้า และจะต้องมีการเรียกร้องกันต่อไปว่า การแก้ไขปัญหาควรจะต้องมีการดำเนินการโดยเร็ว ด้วยทางการทูต ด้วยสันติวิธี และระยะยาว ต้องมีการหาทางสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบ ระเบียบโลก ที่เน้นและยึดมั่นอยู่บนพื้นฐานของกติกา กฎหมายระหว่างประเทศ 

“ยืนยันว่าเป็นการประชุมที่อาเซียนอยากแสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราจะต้องมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว อาเซียนจะต้องทำอย่างที่ผมได้กล่าวมา ต้องยกความร่วมมือของอาเซียนไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เราจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน การสร้างความเข้มแข็งก็คือการพร้อมที่จะร่วมมือกันในยามวิกฤต เพื่อทำให้เห็นว่าอาเซียนมีศักยภาพที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ดังนั้น ผมคิดว่าการประชุมครั้งนี้ แม้ว่าอาจจะต้องมีการขยายผลต่อไป แต่โดยที่มีการประชุมวันนี้ ได้แสดงถึงการที่อาเซียนมีความพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทาย ที่สำคัญคือประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มเสนอการประชุมครั้งนี้” รมว.กต.กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า ประเทศไทย ขอย้ำว่าเรามีการหยุดยิง และเราก็อยากให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน  ไทยอยากใช้ช่วงเวลานี้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพื่อจะดูว่าหนทางข้างหน้าในการฟื้นฟูความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรบ้าง ตรงนี้เป็นเจตนาของฝ่ายไทย ที่เรามุ่งไปข้างหน้า แต่ที่เราเป็นห่วงและตนมีความไม่สบายใจ ที่ฝ่ายกัมพูชาอาจจะเดินถอยหลัง เพราะสิ่งที่กัมพูชาพูด กับสิ่งที่กัมพูชาทำ ไม่สอดคล้องกัน อย่างเช่น ในเวทีต่างๆ กัมพูชาก็มีความพยายามที่จะนำเรื่องไทย-กัมพูชา ไปเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ไปเข้าสู่เวทีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเวทีคณะมนตรีความมั่นคงระหว่างประเทศ เวทียูเนสโก เวทีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทั้งที่ด้านหนึ่ง กัมพูชาก็บอกว่าอยากจะฟื้นฟูหรือให้มีการพูดคุยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การแก้ไขปัญหามีความยากลำบากขึ้น 

อย่างเช่น ที่กัมพูชาเรียกร้องให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ซึ่งโดยหลักการประเทศไทย ก็พร้อมที่จะพิจารณาให้มีการประชุม  แต่ไทยต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่ก่อน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขตแดน ซึ่งก็มีเวลาและขั้นตอนอยู่ ขณะนี้เราควรจะทำให้สถานการณ์เดินไปข้างหน้าได้ มีความสงบ หรือไม่ทำอะไรที่จะทำให้เกิดผลกระทบกับความพยายามที่เราแก้ไขปัญหาทวิภาคี  ซึ่งล่าสุดได้ข่าวว่ามีคณะรัฐสภาเกาหลีใต้ เดินทางไปเยือนกัมพูชา พบกับสมาชิกรัฐสภากัมพูชา แต่กัมพูชามีการร้องขอให้เกาหลีใต้ไม่ขายเครื่องบินให้ไทย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่กัมพูชาไม่เกี่ยวและไม่ควรจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในของไทย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไทยอยากจะขอร้องกัมพูชาว่า ให้มองไปข้างหน้า และอย่าทำให้สถานการณ์เกิดความยุ่งยากมากขึ้น  เราจะได้มุ่งมั่นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน           

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้การช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คน ไทยขอความช่วยเหลือจากทหาร หรือกองทัพโอมานประเทศเดียว หรือว่ามีชาติอื่นด้วย

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ในน่านน้ำของประเทศโอมาน ซึ่งโอมานก็ได้ออกประกาศแต่แรกแล้วว่า อย่าพึ่งเข้าไปช่วยเหลือลูกเรือ เพราะอันตรายเนื่องจากอยู่ในพื้นที่โจมตี ซึ่งเมื่อวานนี้ตนก็ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ก็ขอบคุณโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 20 คนออกมาแล้ว ซึ่งทางโอมานก็บอกว่าจะพยายามช่วยเหลือคนไทยอีก 3 คนที่เหลือ ซึ่งตอนนี้เราต้องอาศัยกองทัพเรือโอมานเป็นหลัก เพราะอยู่ในพื้นที่ของโอมาน ซึ่งทางโอมาน ก็พยายามหาจังหวะเข้าไปช่วยเหลือ ถ้าสถานการณ์อำนวยเมื่อไหร่ทางโอมานก็จะเข้าไปช่วยเหลือ กต.และกองทัพเรือไทยก็ได้ประสานกับทางโอมานต่อเนื่องแต่ขณะนี้ กต.ยังไม่มีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ 3 คน อย่างไรก็ตาม ไทยจะประสานกับทางโอมานต่อไปว่าการช่วยเหลือมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง ส่วนเรื่องการจะนำหน่วยกู้ภัยหรือเจ็ตสกีเข้าไปช่วยเหลือ 3 คนไทย ก็ต้องบอกทางการประเทศอิหร่าน ว่าจะสามารถเข้าไปได้หรือไม่ ซึ่งเข้าใจว่าทางโอมานก็ประสานอยู่เช่นกัน และไทยเราก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด