นายกฯนำทีมแถลงใหญ่! แฉขบวนการกักตุน-ลักลอบส่งออกน้ำมัน สั่ง DSI ฟันคดีพิเศษ

นายกฯนำทีมแถลงใหญ่! แฉขบวนการกักตุน-ลักลอบส่งออกน้ำมัน สั่ง DSI ฟันคดีพิเศษ

นายกฯนำทีมแถลงใหญ่! แฉขบวนการกักตุน-ลักลอบส่งออกน้ำมัน สั่ง DSI ฟันคดีพิเศษ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.53 น.

นายกฯนำแถลงพบขบวนการกักตุน-ค้ากำไรเกินควร-ลักลอบส่งออกน้ำมัน แฉลอยเรือกลางทะเลประวิงเวลาหวังรอประกาศขึ้นราคา ยันบริหารจัดการได้ สงกรานต์กลับบ้านไม่ต้องกังวล เดินหน้า ศบก.พลัส ทำงานคำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรกเสมอตลอดไป

3 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) , พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล. , นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน , พล.ต.อ.ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รอง ผบ.ตร. , นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า , นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันแถลงข่าว

โดยนายกฯ กล่าวว่า การแถลงวันนี้เพื่อต้องการชี้แจงในส่วนของการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงความพยายามปราบปราม ผู้ที่พยายามกักตุน และลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ หรือผู้ที่ทำผิดกฎหมายที่ฉวยโอกาสในการทำให้น้ำมันของประเทศถูกนำไปขายด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รวมทั้งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขการป้องกันปราบปรามการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ.2516 ทำการตรวจสอบติดตาม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุน จนทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน ซึ่งตนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชนทำลายความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ หากพบว่าเป็นใครมีอิทธิพลแค่ไหน ก็จะถูกดำเนินการตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดเฉียบขาด ซึ่งตนได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจติดตามผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลางที่รับน้ำมันจากผู้ค้า หรือจ็อบเบอร์

นายกฯ กล่าวต่อว่า ผลการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พบรูปแบบการกักตุน และหากำไร ดังนี้ 1.มีการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยลอยลำเรือไว้ไม่ให้ฟีดน้ำมันเข้ามาในคลังตามเวลาปกติ เพื่อหวังว่าจะมีการประกาศเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน จึงค่อยฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น 2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการน้ำมัน และ 3.การขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายใดบ้าง เกี่ยวกับปริมาณของน้ำมันของเรือขนส่งทางทะเล เราเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการสอบสวน และขยายผล

นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนความผิดปกติที่ได้รับการตรวจพบจากการรายงานปริมาณน้ำมัน จากหน่วยตรวจสอบคือกรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงานกับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นที่ได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะตรวจสอบยืนยันจากฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล.และจะขยายผลการตรวจสอบจากทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำมันเกินที่ได้ขออนุญาตไว้หรือไม่

“การกระทำทั้งหมดเป็นการค้ากำไรเกินควร จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนมากขึ้น จนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันได้ชดเชยทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่เอาไปสนับสนุนให้กองทุนน้ำมันลิตรละ 17 บาท เรามีเจตนารมณ์ที่ต้องการสนับสนุนประชาชนผู้ใช้น้ำมันที่เป็นคนไทย และผู้สัญจรตามท้องถนน ไม่ใช่สนับสนุนให้เกิดการกักตุนลักลอบน้ำมันของไทยไปขายยังต่างประเทศ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการปราบปรามเรื่องพวกนี้อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะการขาดน้ำมันทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนจะมอบหมายให้ดีเอสไป ได้ตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินคดีอย่างเฉียบพลันต่อไป ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลขอยืนยันต่อประชาชน ว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาความเดือดร้อน และให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สังคมได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และหลังจากนี้จะใช้มาตรการเชิงป้องกันในการเฝ้าระวังจากสิ่งที่ได้ตรวจพบ ควบคู่กับการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดต่อไป

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในยุคที่มีวิกฤติขนาดนี้ยังมีคนคิดเอาเปรียบ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องร่วมมือกันดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด คาดว่าเราจะสามารถหยุดการกระทำผิดกฎหมายนี้ เพราะตั้งแต่มีเหตุการณ์ก็มีความต้องการน้ำมันมากกว่าเดิมเกือบ 20 ล้านลิตร แสดงว่ามีการซื้อหรือถ่ายน้ำมันออกไปจากระบบ เราไปตรวจสอบในระบบการผลิตและภาคอุตสาหกรรมก็ไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะต้องใช้นำ้มันขนาดนี้จึงสันนิฐานได้ว่าต้องมีการลักลอบหรือกักตุน โดยรวมทีมบูรณาการหน่วยงานปราบปรามไปตรวจสอบและได้พบสิ่งผิดปกติเหล่านี้ โดยลดการกักตนไปได้ 7 – 10 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็ยังมีการใช้มากเกินปกติอยู่ จึงต้องขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่าถ้าใช้อย่างปกติเรื่องการบริหารสถานการณ์น้ำมันจะไม่มีคำว่าขาดแคลน ตอนนี้เราสั่งน้ำมันดิบยืนยันออเดอร์ไปจนถึงต้นเดือน มิ.ย.แล้ว และจะให้วิธีหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆด้วย และหลังจากดำเนินการคิดว่าการที่จะมีน้ำมันออกจากระบบก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น ขอย้ำว่ารัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางให้ปริมาณน้ำมันในประเทศไทยถูกควบคุมและใช้ในประเทศไทยมากที่สุด

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ขอให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการในทุกส่วน ส่วนที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนในเรื่องราคาน้ำมัน และส่วนที่จะสร้างความมั่นใจว่าจะมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ตามรูปแบบปกติโดยเฉพาะช่วงวันหยุดสงกรานต์ ขอให้ประชาชนมั่นใจ เราได้บริหารจัดการ และเชื่อมั่นว่าจะมีน้ำมันในรูปแบบต่างๆบริการประชาชนในช่วงวันหยุดได้ตามปกติ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกว่าน้ำมันจะขาดไปแล้วกลับบ้านไม่ได้ ถ้าเราใช้แบบสภาวะปกติไม่ต้องเผื่อใส่ในถังใส่แกลอนไปตุนไว้ น้ำมันก็จะมีให้บริการเหมือนทุกปี ซึ่งปีนี้เราป้องกันไว้ว่าเดี๋ยวจะเกิดการขาดบ้างจึงได้ประสานไปยังผู้ประกอบการมาตรา 7 มาตรา 10 ของ พ.ร.บ.น้ำมัน ให้เตรียมพร้อมรถขนส่งในช่วงเทศกาลเป็นพิเศษ จากปกติช่วงเทศกาลรถขนส่งน้ำมันจะกำหนดเวลาการส่งไว้ แต่ปีนี้เพื่อให้ประชาชนคลายกังวลได้ใช้เวลาวันหยุดให้มีความสุขมากที่สุด เราได้ยกเว้นระเบียบให้รถขนส่งน้ำมันถ้ามีการร้องขอจากปั้มต่างๆในเวลาใดที่ขาดก็จะไปเติมให้อย่างทันท่วงที แต่ถ้าเติมใส่ถังใส่แกลอนกลับบ้านก็จะเกิดการขาดน้ำมันให้บริการแน่นอน ถ้าใช้อย่างปกติขับไปถึงบ้านขากลับค่อยเติม ไม่ใช่น้ำมันลดขีดเดียวแล้วเติมเพราะกลัวไม่มีน้ำมันสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ขอให้ทุกท่านเตรียมวางแผนกลับภูมิลำเนาไปฉลองกับครอบครัวอย่างเต็มที่ ส่วนพวกเราจะป้องกันปราบปรามดำเนินคดี ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้มีความมุ่งมั่นปราบปรามและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาเปรียบประชาชนในภาวะวิกฤติพลังงานเช่นนี้ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นความพยายามของรัฐบาลในการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเรื่องน้ำมันให้มากที่สุด

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับศบก.ปัจจุบัน ถูกตั้งโดยคำสั่งของนายกฯในรัฐบาลที่กำลังจะสิ้นสุดวาระลง โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการตั้ง ศบก.ใหม่ขึ้นมาตามกฎหมายใหม่ทุกอย่าง รอบแรกเราเน้นเรื่องบริหารจัดการให้มีน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศไม่ให้ขาดแคลน แต่ ศบก.ที่จะมาใหม่นี้จะเน้นมาตรการช่วยเหลือประชาชน เน้นเรื่องบริหารจัดการปรับโครงสร้างพลังงานให้สอดคล้องภาวะปัจจุบัน จะมีภารกิจเพิ่มมากขึ้นกว่าชุดเดิม เรียกไว้ว่าเป็น ศบก.พลัส ที่จะมีภารกิจเพิ่มเติมอีกหลายระดับที่ต้องประคับประคองสถานการณ์นี้ต่อไป ประเทศไทยไม่มีน้ำมันของตัวเอง เราต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรามีโรงกลั่น สิ่งที่เราสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้คือเรามีโรงกลั่น เรามีหน่วยงานและบริษัทที่ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง เช่นปตท.และบริษัทในเครือทั่วโลกเชื่อมช่องทางต่างๆที่เขามีเพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะสรรหาน้ำมันดิบเข้ามาในประเทศให้เป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าประชาชนใช้อย่างกังวลก็จะขาดได้ ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลดำเนินการทุกวิถีทาง บางทีไม่ได้พูดไม่ได้แถลงออกมาเยอะ เพราะบางเรื่องเป็นความลับที่ต้องมั่นใจว่าจะปฏิบัติได้ ทำสำเร็จแล้ว ไม่ให้ข่าวรั่ว เราถึงมาแจ้ง ไม่มีอะไรซ่อนเร้นปิดบังข้อมูลกับประชาชน ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลคำนึงถึงพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรกเสมอและจะเป็นเช่นนี้ตลอด

เปิดภาพ 9 หน่วยงาน ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หารือสถานการณ์พลังงาน

เปิดภาพ 9 หน่วยงาน ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หารือสถานการณ์พลังงาน

เปิดภาพ 9 หน่วยงาน ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หารือสถานการณ์พลังงาน

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.37 น.

เปิดภาพ 9 หน่วยงาน ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หารือสถานการณ์พลังงาน “เอกนัฏ”รมว.พลังงานป้ายแดง เข้าฟังด้วย

3 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน และด้านความมั่นคง ประชุมหารือที่ห้องทํางานชั้น 2 บนตึกไทยคู่ฟ้า ประกอบด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม , พ.ต.ต. ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ , พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล. , นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน , พล.ต.อ. ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รอง ผบ.ตร. , นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า , นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต

โดยมีการหารือถึงสถานการณ์การกักตุนน้ำมันหลายจุดในประเทศ โดยเฉพาะการพบบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่ส่อจะมีการกักตุนน้ำมัน รวมถึงการลักลอบการเดินเรือส่งน้ำมันไปยังกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ นายกฯ ได้เรียก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะเตรียมปฏิบัติหน้าที่ รมว.พลังงาน เข้ามารับฟังรายงานสถานการณ์ ก่อนจะเข้าทำหน้าที่ รมว.พลังงาน อย่างเป็นทางการ หลังถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

– 006

ดีเซลพุ่ง 47 บาท! วิบากกรรมคนไทยใต้เปลวแดด 42 องศา

ดีเซลพุ่ง 47 บาท! วิบากกรรมคนไทยใต้เปลวแดด 42 องศา

ดีเซลพุ่ง 47 บาท! วิบากกรรมคนไทยใต้เปลวแดด 42 องศา

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.02 น.

ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 3.50 บาท มาอยู่ที่ 47.74 บาทต่อลิตรในเช้าวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขหน้าปั๊ม แต่เป็นต้นทุนที่ไหลเข้าไปในชีวิตประจำวันทันที ตั้งแต่ค่าเดินทางไปจนถึงราคาของกินของใช้ที่ต้องจ่ายทุกวัน

จังหวะเดียวกัน อุณหภูมิที่แตะระดับ 42 องศา ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขสภาพอากาศ แต่เป็นต้นทุนอีกด้านที่คนทำงานต้องแบกรับ ทั้งแรงกายที่ใช้มากขึ้น เวลาพักที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายจุกจิกที่ตามมาในแต่ละวัน

เมื่อดีเซลแพงขึ้นพร้อมกับอากาศที่ร้อนจัด ภาระจึงไม่ได้เพิ่มทีละด้าน แต่เพิ่มพร้อมกัน คนที่ต้องใช้รถทำมาหากินเริ่มเห็นชัดว่า รายได้เท่าเดิม แต่เงินที่เหลือในแต่ละวันลดลง

ภาพบนถนนยังเหมือนเดิม รถบรรทุก รถส่งของยังวิ่งต่อ แต่ต้นทุนต่อเที่ยวเพิ่มขึ้นทันที และต้นทุนนี้ไม่ได้จบที่คนขับ

จุดเชื่อมอยู่ตรงนี้ หากค่าขนส่งขยับ ราคาสินค้าปลายทางก็ขยับตาม และสุดท้ายก็ย้อนกลับมาที่ปากท้องของคนทั้งประเทศ

หากไล่ดูสาเหตุของการขึ้นราคา จะเห็นว่ามันเกิดจากแรงกดสองด้านที่มาชนกันในเวลาเดียว ไม่ใช่ปัจจัยเดียวโดด ๆ

ปัจจัยภายนอก ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ประเทศที่นำเข้าอย่างไทยจึงต้องรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยตรงและหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ภายในประเทศ ก่อนหน้านี้ราคาดีเซลถูกพยุงผ่านกองทุนน้ำมัน ทำให้ราคาหน้าปั๊มต่ำกว่าต้นทุนจริงอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อภาระกองทุนสูงขึ้น การอุดหนุนถูกปรับลดลง ราคาที่เห็นในวันนี้จึงขยับเข้าใกล้ต้นทุนจริงมากขึ้น

แรงจากตลาดโลกที่ดันขึ้น และแรงพยุงในประเทศที่ลดลงพร้อมกัน ทำให้ราคาปรับขึ้นในจังหวะเดียว และกระทบถึงผู้ใช้ทันทีโดยไม่มีช่วงให้ตั้งตัว

และในจังหวะเดียวกันนี้เอง ไม่ได้มีแค่ต้นทุนจริงที่ขยับ แต่พฤติกรรมในตลาดบางอย่างก็เริ่มเคลื่อนไหวตามมา

ผลกระทบที่ลงถึงระดับครัวเรือนเห็นชัดทันที ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลายทางในเวลาเดียวกัน ทั้งค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และค่าขนส่ง ขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่ยังอยู่ที่เดิม

สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยต่อหน่วย กลายเป็นภาระที่ต้องจ่ายทุกวัน และไม่มีทางเลี่ยง เพราะเกี่ยวข้องกับการทำมาหากินโดยตรง

อากาศที่ร้อนจัดยิ่งซ้ำเติม คนทำงานกลางแจ้งต้องใช้แรงมากขึ้น ใช้น้ำมากขึ้น ใช้เวลาพักมากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในแต่ละวันโดยที่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม

ในจังหวะที่คนส่วนใหญ่กำลังประคองตัว กลับมีบางกลุ่มเลือกใช้สถานการณ์นี้เป็นช่องทางหากินอย่างไม่สนผลกระทบที่ตามมา

กักตุนของไว้ไม่ยอมปล่อย รอจังหวะขึ้นราคา ตั้งราคาสินค้าเกินต้นทุนทั้งที่ต้นทุนไม่ได้ขึ้นตามนั้น

อีกด้านหนึ่งคือการลักลอบนำน้ำมันเถื่อนเข้ามาหมุนในระบบ เพื่อลดต้นทุนตัวเองแล้วฟันกำไรส่วนต่าง พฤติกรรมแบบนี้ไม่เกี่ยวกับตลาด ไม่เกี่ยวกับต้นทุน แต่มันคือการเอาความเดือดร้อนของคนอื่นมาทำเงินตรง ๆ

และสุดท้าย คนที่ต้องจ่ายคือประชาชนที่ต้องซื้อของแพงขึ้นทุกวัน

ภาพรวมของปัญหาที่ชัดขึ้น ทำให้การรับมือจำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่างต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้กับพฤติกรรมที่ต้องควบคุมให้ได้

ต้นทุนจากตลาดโลกเป็นสิ่งที่เลี่ยงยาก และการพยุงราคาที่เคยมีอยู่ก็ถูกลดลงตามภาระของกองทุน ทำให้ราคาที่เห็นสะท้อนต้นทุนมากขึ้น นี่คือข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ

แต่สิ่งที่ยอมปล่อยไม่ได้คือพฤติกรรมในตลาด

การกักตุนสินค้า การโก่งราคา และการลักลอบน้ำมันเถื่อน ต้องถูกจัดการ ต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่แค่ตรวจสอบหรือออกคำเตือนแล้วจบ

รัฐต้องแสดงให้เห็นว่าการหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนมีต้นทุน ต้องถูกจัดการจริง ไม่ปล่อยให้คนบางกลุ่มใช้ช่องว่างของสถานการณ์มาทำกำไรโดยไม่มีความรับผิดชอบ

ฝั่งผู้ประกอบการ การตั้งราคาต้องอิงต้นทุนจริง ไม่ใช่เห็นจังหวะแล้วขึ้นตามกันไปหมด ขณะที่ประชาชนต้องปรับตัวภายใต้เงื่อนไขที่ต้นทุนสูงขึ้น

ดีเซลที่แพงขึ้นกับแดดที่ร้อนจัดกำลังบีบชีวิตคนพร้อมกัน หากไม่จัดการทั้งระบบ ภาระก็จะยังไหลไปกองอยู่ที่คนตัวเล็กเหมือนเดิม.

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นายกฯ เรียกถกด่วน! หลังพบเรือลักลอบขนน้ำมันขายกัมพูชา

นายกฯ เรียกถกด่วน! หลังพบเรือลักลอบขนน้ำมันขายกัมพูชา

นายกฯ เรียกถกด่วน! หลังพบเรือลักลอบขนน้ำมันขายกัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.57 น.

“นายกฯ”เรียกหน่วยงานพลังงาน-ความมั่นคง ถกหลังพบเรือลักลอบขนน้ำมันขายกัมพูชา ด้าน”เสธ.ทร.”ย้ำกองทัพเรือจับเรือทุกลำที่ทำผิดกฎหมาย

3 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.ทีทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน และความมั่นคง หารือ อาทิ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน , พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ตัวแทนศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ

โดย พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งจำกัดเรือขนส่งน้ำมันหรือไม่ ว่า เราได้มีการตรวจสอบเส้นทางเรือ ซึ่งจะมีการแถลงรายละเอียด เมื่อถามว่า จะมีการรายงานนายกฯ เรื่องการลักลอบเดินเรือขนส่งน้ำมันให้กัมพูชาหรือไม่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า เรามีการประกาศห้ามส่งอยู่แล้ว ตามนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า กองทัพเรือมีการจับกุมผู้ลักลอบเพิ่มเติมหรือไม่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ต้องรอตรวจสอบข้อมูล เพราะการจับกุมเราทำตามปกติอยู่แล้ว ใครทำผิดกฎหมายเราก็จับกุม เมื่อถามว่า ช่วงนี้มีการลักลอบขนน้ำมันเยอะหรือไม่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า มีตามปกติ แต่ต้องตรวจสอบข้อมูล ยืนยันว่าเรือลำใดผิดกฎหมาย เราดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้ว

โพลเปิดเสียงประชาชน ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทิน 2 แก้วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

โพลเปิดเสียงประชาชน ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทิน 2 แก้วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

โพลเปิดเสียงประชาชน ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทิน 2 แก้วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.55 น.

KPI Poll เสียงสะท้อนประชาชน ต่อการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เสียงสะท้อนประชาชนต่อการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่” ระหว่างวันที่ 27 – 30 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า กำหนดระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ร้อยละ 2.5 นอกจากนี้ทุกแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนและความสมเหตุสมผลของคำตอบ ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์และรายงานผลต่อไป

ผลการสำรวจทาง Line Today ในคำถาม “หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ท่านเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่า ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ จะสามารถรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 82.1 ระบุว่า “ไม่ค่อยเชื่อมั่น – ไม่เชื่อมั่นเลย” ขณะที่ร้อยละ 12.8 ระบุว่า “ค่อนข้างเชื่อมั่น – เชื่อมั่นมากที่สุด” และร้อยละ 5.1 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

ผลการสำรวจในคำถาม “หากรัฐบาลต้องเลือกระหว่าง ‘ตรึงราคาพลังงานชั่วคราว’ กับ ‘ปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง (เช่น ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ภาคขนส่ง)’ ท่านเห็นด้วยกับแนวทางใดมากกว่ากัน” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 39.0 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 30.7 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ขณะที่ร้อยละ 11.1 ระบุเท่ากันว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” และ “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ส่วนร้อยละ 8.1 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคในคำถาม “หากรัฐบาลต้องเลือกระหว่าง ‘ตรึงราคาพลังงานชั่วคราว’ กับ ‘ปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง (เช่น ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ภาคขนส่ง)’ ท่านเห็นด้วยกับแนวทางใดมากกว่ากัน” พบว่า กรุงเทพมหานคร มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 33.5 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 21.8 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ร้อยละ 15.3 ระบุเท่ากันว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” และ “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ขณะที่ร้อยละ 14.1 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ส่วนภาคกลาง มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 40.9 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด”

รองลงมาร้อยละ 22.7 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 17.8 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ร้อยละ 10.8 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” และร้อยละ 7.8 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ขณะที่ภาคตะวันออก มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 47.7 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 28.2 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 12.8 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ร้อยละ 6.0 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 5.3 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 41.3 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” รองลงมาร้อยละ 36.3 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” ร้อยละ 9.3 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ร้อยละ 7.7 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” และร้อยละ 5.4 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

ขณะที่ภาคเหนือ มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 40.0 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 26.8 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 12.2 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ร้อยละ 11.9 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 9.1 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ขณะที่ภาคใต้ มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 40.1 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 31.4 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 18.4 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ร้อยละ 7.9 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” และร้อยละ 2.2 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

ผลการสำรวจในคำถาม “ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านจะยอมรับได้หรือไม่ หากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อดูแลราคาพลังงานในระยะสั้น ซึ่งจะทำให้รัฐมีงบประมาณน้อยลงสำหรับนโยบายอื่นในปีนี้” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 38.6 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 25.3 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 14.9 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ขณะที่ร้อยละ 11.1 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” และร้อยละ 10.1 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคในคำถาม “ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านจะยอมรับได้หรือไม่ หากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อดูแลราคาพลังงานในระยะสั้น ซึ่งจะทำให้รัฐมีงบประมาณน้อยลงสำหรับนโยบายอื่นในปีนี้” พบว่า กรุงเทพมหานครมีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 32.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” รองลงมาร้อยละ 21.2 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ร้อยละ 18.8 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” ร้อยละ 15.3 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” และร้อยละ 11.8 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” สำหรับภาคกลาง ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 28.0 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” ตามมาด้วยร้อยละ 25.5 ที่ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ร้อยละ 19.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้นๆ” ร้อยละ 13.7 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 12.9 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว”

ด้านภาคตะวันออก ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 60.4 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 24.2 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 7.4 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” และมีร้อยละ 4.0 เท่ากันที่ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” และ “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ในกรณีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 42.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 25.7 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้นๆ” ร้อยละ 12.8 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ร้อยละ 10.0 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 8.6 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” เช่นเดียวกับภาคเหนือ ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 29.0 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 25.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 19.0 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” ร้อยละ 14.8 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” และร้อยละ 11.3 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

ขณะที่ภาคใต้มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 54.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” ตามด้วยร้อยละ 24.5 ที่ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 14.4 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ร้อยละ 4.7 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” และร้อยละ 1.5 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

11 โมงวันนี้ นายกฯอนุทิน เตรียมนำทีม ศบก. แถลงด่วนปมวิกฤตสู้รบตะวันออกกลาง

11 โมงวันนี้ นายกฯอนุทิน เตรียมนำทีม ศบก. แถลงด่วนปมวิกฤตสู้รบตะวันออกกลาง

11 โมงวันนี้ นายกฯอนุทิน เตรียมนำทีม ศบก. แถลงด่วนปมวิกฤตสู้รบตะวันออกกลาง

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.53 น.

3 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ทำเนียบรัฐบาล นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่ประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

โดย น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษก ศบก. กล่าวว่า  วันนี้เวลา 11.05 น. นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเข้ามาร่วมการแถลงข่าว โดยจะมีการแบ่งเป็น 2 ส่วนแรกคือ แถลงถึงมติที่ประชุม และความคืบหน้าที่สำคัญ ส่วนที่สองคือ นายกฯจะเดินทางมาแถลงพร้อมกับผู้เกี่ยวข้องอีก 6 คน ซึ่งเรายังไม่ได้รับรายชื่อว่ามีใครบ้าง ขอให้ติดตามในเวลา 11.05 น.

จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น! คตร.สั่ง ก.พลังงาน รื้อสูตร ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด

จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น! คตร.สั่ง ก.พลังงาน รื้อสูตร ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด

จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น! คตร.สั่ง ก.พลังงาน รื้อสูตร ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.46 น.

คตร.สั่งกระทรวงพลังงาน รื้อสูตร”ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด” จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น หวังลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มอุ้มประชาชน

3 เมษายน 2569 นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผยถึงผลการประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ประเด็นหลักที่มีการหารือกันอย่างหนักคือเรื่องค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้นจากปกติที่เคยอยู่ระดับ 2 – 3 บาทต่อลิตร ทะยานขึ้นไปถึง 10 – 14 บาทต่อลิตร ซึ่งตามปกติแล้ว สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน จะเป็นผู้คำนวณค่าการกลั่น โดยอ้างอิงจากราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ จากนั้นจะมีการบวกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าพรีเมียมความเสี่ยงจากสงครามเข้าไป ก่อนจะหักลบด้วยต้นทุนราคาน้ำมันดิบ การที่ส่วนต่างระหว่างน้ำมันสุกและน้ำมันดิบห่างกันมากในภาวะวิกฤตนี้ ทำให้เกิดเป็นช่องว่างของค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติถึง 10 กว่าบาท ด้วยเหตุนี้ คตร.จึงมีมติสั่งการให้กระทรวงพลังงาน กลับไปทบทวนสูตรคำนวณดังกล่าวใหม่ทั้งหมด ให้ไปพิจารณาไส้ในว่าต้นทุนส่วนใดที่ไม่จำเป็น และสามารถตัดออกหรือลดหย่อนได้บ้าง เพื่อตรวจสอบว่าโรงกลั่นได้กำไรเกินปกติไปมากน้อยเพียงใด

“ในภาวะวิกฤตที่ประชาชนเดือดร้อน หากพบว่าโรงกลั่นมีกำไรมากเกินไป ก็สมควรที่จะต้องปรับลดกำไรส่วนนั้นลงมาให้อยู่ในระดับปกติ โดยไม่ได้มุ่งหวังให้โรงกลั่นต้องถึงขั้นขาดทุนแต่อย่างใด” นายพรายพล กล่าว

นอกจากนี้ คตร.ยังมีแนวคิดที่จะให้กระทรวงพลังงาน ไปพิจารณากำหนดเพดานขั้นสูงและขั้นต่ำของค่าการกลั่นที่เหมาะสมด้วย โดยกระทรวงพลังงานจะต้องส่งข้อมูลผลการศึกษาทั้งหมดกลับมาให้ คตร.พิจารณาภายในเวลา 16.00 น.ของวันที่ 3 เม.ย.นี้ เพื่อเร่งสรุปข้อมูลให้ทันก่อนการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกวันที่ 6 เม.ย.นี้ หากมีการปรับลดค่าการกลั่นในส่วนที่เป็นกำไรเกินควรของโรงกลั่นลงมาได้ จะส่งผลดีทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับลดลงตามไปด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในขณะนี้

สิ่งที่ไม่ได้พูดในสภา! คริส โปตระนันทน์ จี้ตัดงบ 400 ล้าน จ่ายบำนาญ สส.

สิ่งที่ไม่ได้พูดในสภา! คริส โปตระนันทน์ จี้ตัดงบ 400 ล้าน จ่ายบำนาญ สส.

สิ่งที่ไม่ได้พูดในสภา! คริส โปตระนันทน์ จี้ตัดงบ 400 ล้าน จ่ายบำนาญ สส.

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.13 น.

3 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นต่อเนื่องจากเหตุการณ์ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ล่าสุดวันนี้ นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ได้ออกมาเปิดเผยเนื้อหาสำคัญที่ตั้งใจจะพูด แต่ถูกประธานสั่งตัดไมค์เสียก่อน โดยนายคริส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

นายคริส กล่าวว่า เชื่อว่าขณะนี้ประชาชนมีปัญหากับ สภาฯ แห่งนี้ มีปัญหากับนักการเมืองที่เขาเลือกเข้ามา ทำงานคุ้มค่าเงินภาษีหรือไม่

เข้ามาแล้วใช้ Chat GPT เขียนอภิปราย หรือเปล่า ใช้ Chat GPT แล้วยังท่องไม่ได้

แล้วเข้ามาอภิปรายในสภาฯ อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ทำงานคุ้มค่าภาษีที่ประชาชน จ่ายหรือไม่

บางคนเป็น สส. แค่ 1 เดือน 2 ปี บางคนเป็นสามล้อถูกหวย เกาะพรรคเข้ามา ไม่มีความเก่ง ไม่ได้มีความเป็นตัวเอง

แต่ท่านได้เข้ามาสู่สภาฯ ต้องตระหนักว่า ทำงานให้คุ้มภาษีไหม ได้สิทธิ์มากเกินกว่าประชาชนทั่วไปหรือไม่

พอดีโดนประธานตัดไมค์ก่อนเลยไม่ได้พูดประโยคที่ว่า

“สุดท้ายได้เงินบำนาญ เดือนละ 20,000-40,000
ทำไม คนเหล่านี้ถึงควรได้บำนาญ สส.?”

น่าเสียดายที่วันนี้ข่าวออกเรื่องดราม่าเยอะมาก
แต่ไม่มีใครเห็นประเด็นว่า

“เพราะฉะนั้น สส.พรรคเศรษฐกิจขอเสนอให้ยกเลิกเงินอุดหนุนภาษีที่อุดหนุนปีละ400 ล้านที่เอามาจ่ายบำนาญ สส. ครับ”
#คริสโปตระนันทน์ #พรรคเศรษฐกิจ

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI)

ปิยะพงษ์ จัดพวงหรีดน้ำมัน แก้วัดไม่มีเผาศพ แนะศุภจีทุ่มงบ จัดมหกรรมสินค้าราคาถูกทุกจังหวัด

ปิยะพงษ์ จัดพวงหรีดน้ำมัน แก้วัดไม่มีเผาศพ แนะศุภจีทุ่มงบ จัดมหกรรมสินค้าราคาถูกทุกจังหวัด

ปิยะพงษ์ จัดพวงหรีดน้ำมัน แก้วัดไม่มีเผาศพ แนะศุภจีทุ่มงบ จัดมหกรรมสินค้าราคาถูกทุกจังหวัด

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.41 น.

“ปิยะพงษ์” จัดพวงหรีดน้ำมัน แก้ปัญหาวัดไร้น้ำมันเผาศพ  แนะ “ศุภจี” ทุ่มงบจัดมหกรรมสินค้าราคาถูกทุกจังหวัดบรรเทาทุกข์คนไทย

วันที่ 3 เมษายน 2569 นายปิยะพงษ์ เหมะ อดีตผู้สมัครสส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาพลังงานที่ปรับราคาสูงขึ้นและขาดแคลนอย่างหนัก แม้ปรับราคาสูงขึ้นผู้ใช้บริการพร้อมแต่หลายพื้นที่หาซื้อน้ำมันยากมาก หลายจังหวัดประชาชนต้องนำรถและอุปกรณ์ใส่น้ำมันไปนอนค้างคืนที่สถานีบริการน้ำมันแถวยาวหลายกิโลเพื่อซื้อน้ำมัน ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งหามาตรการในการกระจายน้ำมันไปทุกพื้นที่อย่างรวดเร็วเพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

นายปิยะพงษ์ กล่าวด้วยว่า จากราคาน้ำมันที่ปรับราคาสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าอุปโภค-บริโภค หลายรายการขอปรับราคาสินค้าเหตุต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ล่าสุดบรรดาผู้ผลิตสินค้าหลายรายการตบเท้าขอเจรจากับผู้มีอำนาจในกระทรวงพาณิชย์เพื่อขอปรับราคาสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไปนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์อ้างว่าไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องยอมให้ผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าตามที่ขอมา อย่างไรก็ตามทางแก้ที่ดีที่สุดคือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ควรสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดจัดทำโครงการมหกรรมสินค้าราคาถูกเพื่อนำสินค้าอุปโภค-บริโภคจำหน่ายให้ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความดือดร้อนของประชาชน ไม่ควรจัดงานดังกล่าวในทำเนียบรัฐบาลหรือแค่ที่กระทรวงพาณิชย์เพราะประชาชนเข้าไม่ถึง

นอกจากนี้ จากกรณีข่าววัดในหลายจังหวัดไร้น้ำมันเผาศพ จนสัปเหร่อต้องขับรถขนโลงศพไปพร้อมเจ้าอาวาสนำใบมรณะบัตรไปแสดงเพื่อขอซื้อน้ำมันเผาศพจากสถานีบริการน้ำมันเป็นเหตุการณ์ที่น่าอนาถมาก จากเหตุการณ์นี้

“ตนในฐานะอดีตผู้สมัครสส. พรรคเพื่อไทย ไม่ทอดทิ้งประชาชน “ใครไม่ทำ พรรคเพื่อไทยทำ” จัดตั้งโครงการมอบน้ำมันให้วัดเพื่อบรรเทาปัญหาไร้น้ำมันเผาศพตามวัดต่างๆในพื้นที่ โดยจัดเป็นพวงหรีดน้ำมันเพื่อมอบน้ำมันให้เจ้าภาพและวัดใช้ในการเผาศพจำนวน 40 ลิตรต่อหนึ่งงาน ซึ่งได้รับการตอบรับจากเจ้าภาพและวัดต่างๆเป็นอย่างดี ทั้งนี้ตนและทีมงานพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการโครงการพวงหรีดน้ำมันให้วัดต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เพื่อบรรเทาทุกข์ให้คนไทยด้วยกัน” นายปิยะพงษ์ กล่าว

สมชัย โชว์เหนือ! เปิดโพย ChatGPT ตอกย้ำปม สส.หุ่นยนต์ ทำสภาเดือดเกือบวางมวย

สมชัย โชว์เหนือ! เปิดโพย ChatGPT ตอกย้ำปม สส.หุ่นยนต์ ทำสภาเดือดเกือบวางมวย

สมชัย โชว์เหนือ! เปิดโพย ChatGPT ตอกย้ำปม สส.หุ่นยนต์ ทำสภาเดือดเกือบวางมวย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.14 น.

3 เมษายน 2569 จากเหตุการณ์ความวุ่นวายกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา กรณีปะทะคารมระหว่าง นายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ และ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคประชาชน โดยมีชนวนเหตุมาจากการที่นายคริส วิจารณ์ สส.รุ่นใหม่บางคนว่าทำงานไม่คุ้มค่าภาษี ทำตัวเป็น “สามล้อถูกหวย” และใช้ AI อย่าง ChatGPT เขียนคำอภิปรายมาอ่านในสภา แทนการใช้ความรู้ความสามารถของตนเอง จนเกือบเกิดเหตุการณ์วางมวยกลางห้องประชุม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI)

ล่าสุดวันนี้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นดังกล่าว โดยการทดสอบประสิทธิภาพของ AI ด้วยการป้อนคำสั่งให้ ChatGPT เขียนบทอภิปรายในฐานะ สส.เพื่อชี้ข้อผิดพลาดการแก้ปัญหาราคาน้ำมันของรัฐบาล โดยนายสมชัย ระบุว่า ให้ ChatGPT เขียนคำอภิปรายโดยมี Prompt ดังนี้

ช่วยเขียนคำอภิปรายในสภา ในฐานะ สส. ที่กล่าวถึงข้อผิดพลาดในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันของรัฐบาล และ เสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างมีปัญญา โดยเป็นคำอภิปรายที่ประทับใจ ในเวลา 7 นาที

คำตอบที่ได้ คือ

เรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ
และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน
วันนี้ ข้าพเจ้าลุกขึ้นอภิปรายในเรื่องที่อาจดูเหมือนเป็นเพียง “ตัวเลขราคาน้ำมัน” แต่แท้จริงแล้ว มันคือ “ต้นทุนชีวิต” ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ
ราคาน้ำมัน ไม่ได้กระทบแค่คนขับรถ
แต่มันไหลผ่านไปถึงราคาข้าวแกง จานละ 50 บาท
ไปถึงค่าโดยสารของคนทำงาน
ไปถึงต้นทุนของเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย
และเมื่อราคาน้ำมันผิดพลาด…ทั้งระบบเศรษฐกิจก็สะเทือน

ท่านประธานครับ
ตลอดช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหา แต่ต้องยอมรับว่า แนวทางที่ใช้ ยัง “ไม่ตรงจุด” และในบางกรณี “ซ้ำเติมปัญหา” โดยไม่ตั้งใจ
ความผิดพลาดประการแรก คือ การใช้ “เงิน” แก้ปัญหา มากกว่า “ปัญญา”
เราเห็นการตรึงราคา
การอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน
การลดภาษีแบบชั่วคราว
มาตรการเหล่านี้ เปรียบเสมือนการ “กินยาแก้ปวด”
มันช่วยให้ดีขึ้นชั่วคราว…แต่ไม่ได้รักษาโรค
และยิ่งใช้มากเท่าไร
ภาระก็ยิ่งตกอยู่กับงบประมาณของประเทศ
ซึ่งสุดท้าย…ประชาชนก็ต้องเป็นผู้จ่ายอยู่ดี

ประการที่สอง คือ การปล่อยให้โครงสร้างราคาน้ำมัน “ขาดความโปร่งใส”
ประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่า
ราคาน้ำมันหนึ่งลิตร
ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ต้นทุนจริงเท่าไร
ภาษีเท่าไร
กองทุนเท่าไร
เมื่อความไม่ชัดเจนเกิดขึ้น
ความไม่เชื่อมั่นก็เกิดขึ้นตามมา

และประการที่สาม ซึ่งสำคัญที่สุด
คือการที่เรายัง “ติดอยู่กับอดีต”
ประเทศไทยยังพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเป็นหลัก
ในขณะที่โลกกำลังเดินไปสู่พลังงานทางเลือก
แต่เรากลับเดินช้ากว่า
และบางครั้ง…เหมือนยืนอยู่กับที่
ท่านประธานครับ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“จะลดราคาน้ำมันอย่างไร”
แต่คือ
“เราจะทำอย่างไร ไม่ให้ราคาน้ำมันมาควบคุมชีวิตเราอีกต่อไป”

ข้าพเจ้าขอเสนอแนวทางที่อาจไม่ง่าย
แต่อยู่บนพื้นฐานของ “ความยั่งยืน” และ “สติปัญญา”

หนึ่ง
เราต้องเปลี่ยนบทบาทของกองทุนน้ำมัน
จากเครื่องมือ “อุดหนุน”
เป็นเครื่องมือ “บริหารความผันผวน”
กำหนดกติกาให้ชัด
ว่าจะเข้าแทรกแซงเมื่อไร และในระดับใด
ไม่ใช่ใช้ตามแรงกดดันทางการเมือง

สอง
ปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันให้ “ยืดหยุ่นและเป็นธรรม”
ในยามที่ราคาน้ำมันโลกสูง
ภาษีควรลดลงโดยอัตโนมัติ เพื่อลดภาระประชาชน
และในยามที่ราคาต่ำ
รัฐสามารถจัดเก็บเพิ่ม เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่คือการออกแบบระบบอย่างมีวินัย

สาม
ต้อง “เปิดเผยความจริง” ของราคาน้ำมัน
ทุกองค์ประกอบ
ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
เพราะความเชื่อมั่นของประชาชน
คือทุนที่สำคัญที่สุดของนโยบายพลังงาน

สี่
ช่วยเหลือให้ “ตรงเป้า”
แทนที่จะอุดหนุนทั้งประเทศ
เราควรช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม
เช่น ผู้มีรายได้น้อย
ผู้ขับขี่ขนส่งสาธารณะ
หรือภาคการผลิตที่จำเป็น
เพราะการช่วยแบบเหวี่ยงแห
ไม่เพียงสิ้นเปลือง
แต่ยังไม่เป็นธรรม

และห้า
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
เราต้อง “ลดการพึ่งพาน้ำมัน”
ลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะ
ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า
สนับสนุนพลังงานสะอาด
ไม่ใช่เพราะเป็นกระแส
แต่เพราะนี่คือ “ทางรอด” ของประเทศ

ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ
การแก้ปัญหาราคาน้ำมัน
ไม่ใช่การทำให้ตัวเลขดูดีในระยะสั้น
แต่คือการสร้างระบบที่ “ทนต่อความผันผวน”
และ “เป็นธรรมต่อทุกคน”
หากเรายังเลือกทางง่าย
เราจะต้องเผชิญปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่หากเราเลือกทางที่ยากกว่า
คือการปฏิรูปโครงสร้าง
แม้จะต้องใช้เวลา
แต่จะเป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง

สุดท้ายนี้
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวเพื่อกล่าวโทษ
แต่กล่าวเพื่อ “ชี้ทาง”
มิได้วิจารณ์เพื่อให้ใครแพ้
แต่เพื่อให้ประเทศ “ชนะ”
ขอให้รัฐบาลรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง
และกล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง
เพราะราคาน้ำมัน
ไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน
แต่คือเรื่องของ “อนาคตประเทศไทย”

ขอบคุณครับ