อนุทิน ปลื้มโมโตจีพี 2026 เงินสะพัดทะลุ 5,000 ล้าน คึกคักสุดในรอบ 7 ปี

อนุทิน ปลื้มโมโตจีพี 2026 เงินสะพัดทะลุ 5,000 ล้าน คึกคักสุดในรอบ 7 ปี

อนุทิน ปลื้มโมโตจีพี 2026 เงินสะพัดทะลุ 5,000 ล้าน คึกคักสุดในรอบ 7 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

‘อนุทิน’ปลื้มโมโตจีพี 2026 เงินสะพัดทะลุ 5,000 ล้านหลายจังหวัด คึกคักสุดในรอบ 7 ปี ทำไทยดังทั่วโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ชมแน่นสนามช้าง 

เมื่อเวลา 15.20 น.วันที่ 1 มี.ค.ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงาน โมโตจีพี 2026 ว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เรา break a record (ทำลายสถิติ) กว่าทุกปี เพราะมีผู้เข้ามาร่วมแข่งขันจากทั่วโลกมากมาย และมีผู้สนใจเข้าชมจำนวนมาก บัตรทุกที่นั่งขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว และมีการออกร้านนำสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของผู้ผลิตจักรยานยนต์มา มองว่ามีความคึกคักมาก คาดการณ์ว่าในช่วง 3-4 วัน ที่มีการแข่งขันโมโตจีพี น่าจะมีการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะนำไปต่อยอดอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำมา 7 ปี และเป็นเรื่องที่รัฐบาล โดยการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัด ไม่ใช่เป็นเอกชนอย่างที่เป็นข่าว เราลงทุนไม่เท่าไหร่แต่สิ่งที่ได้กลับมา นอกจากเรื่องของการท่องเที่ยว การที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของทั่วโลก เมื่อมีการถ่ายทอดสดทั่วโลกมีคนจบเป็น 1,000,000 วิว ในเรื่องของการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พ่อค้าแม่ขาย โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ทำให้มีเงินสะพัดไม่ใช่แค่จังหวัดบุรีรัมย์ แต่รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงด้วย เพราะคนที่มาที่นี่เขาก็แวะจังหวัดใกล้เคียงต่างๆ อาทิ สระบุรี นครราชสีมา มาเที่ยวที่นี่เสร็จก็ไปเที่ยวต่อที่จังหวัดสุรินทร์ และศรีสะเกษ เป็นต้น

เมื่อถามต่อว่าในปีนี้นี้เสียงตอบรับจากชาวต่างชาติเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ชาวต่างชาติที่ตนเจอบอกว่าโชคดีในวันนี้ ถ้าจัดหลังจากนี้แล้วมีเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลางก็คงต้องเลื่อน ตอนนี้ทราบว่าอีเว้นท์ระดับโลกต่างๆ ที่อยู่ในยุโรป ได้ถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไปหมดแล้ว ถือว่าเราโชคดีที่ได้ตัดก่อนเวลา ทำให้นักท่องเที่ยว คนต่างประเทศที่เข้ามาชม มาถึงประเทศไทยก่อน เราก็ต้องไปดูแลพวกเขาด้วย ภายหลังจากการแข่งขันคนต่างประเทศทั้ง ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ นักแข่ง ผู้จัด ผู้ชม รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มา เนื่องจากขณะนี้ตั๋วเครื่องบินหายากมากที่จะกลับไปยังประเทศของเขา เราก็ต้องหาวิธีอำนวยความสะดวก เนื่องจากโรงแรมในพื้นที่จัดงานก็เต็มหมด

อนุทิน ไม่รีบฟอร์มรัฐบาล บอกชุดปัจจุบันแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว เมินโพลหนุนจับมือแค่พท.

อนุทิน ไม่รีบฟอร์มรัฐบาล บอกชุดปัจจุบันแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว เมินโพลหนุนจับมือแค่พท.

อนุทิน ไม่รีบฟอร์มรัฐบาล บอกชุดปัจจุบันแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว เมินโพลหนุนจับมือแค่พท.

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

อนุทิน ไม่รีบ! ระบุข้าราชการไม่ได้รู้สึกต้องรอ รบ.ใหม่ ย้ำรัฐบาลปัจจุบันก็แก้ไขปัญหาอยู่แล้ว แค่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ยืนยันไม่มีสะดุด เมินผล นิด้าโพล คนเชียร์ให้จับแค่ เพื่อไทย ไม่ขอออกตัว รอความชัดเจนตัวเลข สส.ก่อน

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 เวลา 15.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจนิด้าโพล ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไฟเขียวให้จับมือแค่พรรคเพื่อไทยเท่านั้น ว่า ไม่เป็นไร เรื่องนี้เรารับฟังทุกฝ่าย และยังมีเวลาในการดำเนินการ 

“สำหรับตัวผมเองในขณะนี้ จะดำเนินการใดๆ ยังต้องมีความชัดเจนและความแน่นอนก่อน สัปดาห์ที่แล้วก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง มีการรับรอง สส.แบบเขต 396 คน คาดว่าสัปดาห์นี้ ไม่ทราบว่าวันไหน แต่ก็คงมีการทยอยรับรองส่วนที่เหลือ โดยเฉพาะระบบบัญชีรายชื่อ จะว่าไป ตอนนี้ผมก็ไม่ได้เป็น สส. เพราะยังไม่ได้รับการรับรอง เพราะฉะนั้นการจะไปดำเนินการเรื่องอื่นก่อน ก็จะเป็นการลัดขั้นตอน และเราไม่ทราบว่าเราจะมีจำนวน สส.เท่าไหร่ เพราะฉะนั้น เราต้องทำตามขั้นตอน เป็นสิ่งที่ที่ดีที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่าช่วงนี้เป็นช่วงอ่อนไหว จำเป็นต้องรีบฟอร์มรัฐบาลเพื่อทำงานให้ประชาชนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันก็แก้ไขปัญหาประเทศอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านที่เราคาดหวังว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดการสะดุด หากสถานการณ์ต่างๆมา เราก็มีความพร้อมตลอดเวลา ภาคส่วนราชการ ทุกภาคส่วนก็ยังให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ในการดำเนินการบริหารงานต่างๆ แก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นช่วงที่เขาจะต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาใดๆ เลย ต้องถือว่าไม่มีการสะดุดหรือไม่มีการชะงักงันใดๆ

นายกฯ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลาง เหตุสู้รบตะวันออกกลาง สั่ง 6 กระทรวงเตรียมแผนช่วยคนไทย

นายกฯ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลาง เหตุสู้รบตะวันออกกลาง สั่ง 6 กระทรวงเตรียมแผนช่วยคนไทย

นายกฯ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลาง เหตุสู้รบตะวันออกกลาง สั่ง 6 กระทรวงเตรียมแผนช่วยคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.03 น.

นายกฯ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลางสถานการณ์ตะวันออกกลาง วิงวอนทุกฝ่ายใช้เจรจาทางการทูตยุติความขัดแย้ง พร้อมสั่ง 6 กระทรวงออกมาตรการอุ้มประชาชน ลดผลกระทบเศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง ประกาศกร้าว! ไทย-กัมพูชา ไม่มีเจรจา-เปิดด่านทั้งสิ้น

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 1 มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง  ว่า จับตาสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการคลัง เตรียมความพร้อมในการให้การช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในประเทศที่มีปัญหา โดยพรุ่งนี้ (2 มี.ค. 69) จะมีการเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกำหนดมาตรการในการให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกต่างๆให้เร็วที่สุด ไม่ต้องกังวลในเรื่องการอพยพทุกคน กองทัพอากาศโดยผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผอ.ทอ.) ท่านรายงานตนตลอดเวลาถึงความพร้อม ตอนนี้อยู่ที่ว่าเราจะต้องเร่งประสานงานให้ได้จำนวนคนไทยให้ครบหรือมากที่สุดก่อน แล้วต้องประสานงานให้ไปรับเขาในจุดที่ปลอดภัย ซึ่งมีการร่วมงานกันกับกระทรวงต่างประเทศด้วย รัฐบาลด้วยรวมทั้งกองทัพร่วมมือกันอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่าประเทศไทยควรวางตัวแบบไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราก็ต้องวางตัวให้เป็นกลางให้มากที่สุด แต่ต้องมีความห่วงใยในสถานการณ์ เพราะเรามีพี่น้องของเราอยู่ในประเทศนั้นด้วย 

“เราก็วิงวอนของทุกฝ่ายให้ความสำคัญเรื่องการเจรจาทางการทูต การพูดคุยการสร้างความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เราต้องการให้โลกของเราเกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามถึงผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ  นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าโดนผลกระทบแน่นอน แต่เราต้องมีมาตรการในการทำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ตรงไหนที่สามารถช่วยเหลือ ประคับประคอง ลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน รวมทั้งราคาพลังงานต่างๆ ตนได้สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หามาตรการเหล่านี้มารองรับ กองทุนน้ำมันต้องนำมาตรการมาใช้เพื่อให้เกิดผลต่อประชาชนคนไทยให้ได้มากที่สุด

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปะทะตอนนี้ยังไม่มีอะไร ซึ่งตนจะแวะไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บเหยียบกับระเบิดที่จังหวัดสุรินทร์ ไปให้กำลังใจ เพราะวันนี้เราก็อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว ซึ่งจะได้เห็นสภาพบริเวณชายแดน ความเป็นไปต่างๆ แต่ในภาพรวมตอนนี้อยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้ แต่มาตรการทั้งหลายก็ยังเหมือนเดิม เรายังไม่มีแนวคิดที่จะเปิดด่าน เรายังไม่มีแนวคิดที่จะทำการใดๆ เรื่องการเจรจา

อภิสิทธิ์ โพสต์หนุนท่าที นายกฯ ต่อเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ยึดความปลอดภัยคนไทย เตรียมรับมือศก.

อภิสิทธิ์ โพสต์หนุนท่าที นายกฯ ต่อเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ยึดความปลอดภัยคนไทย เตรียมรับมือศก.

อภิสิทธิ์ โพสต์หนุนท่าที นายกฯ ต่อเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ยึดความปลอดภัยคนไทย เตรียมรับมือศก.

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

อภิสิทธิ์ โพสต์หนุนท่าที นายกฯ ต่อเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ยึดความปลอดภัยคนไทย เตรียมรับมือทางเศรษฐกิจ หวังอาเซียนผนึกกำลัง ป้องกันไม่ให้ถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระบุว่า “สนับสนุนท่าทีของนายกฯ อนุทิน ต่อกรณีสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนไทย การเตรียมมาตรการรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น เพื่อมิให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายออกไป

อยากเห็นการผนึกกำลังกันในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะช่วยกันป้องกันมิให้ประเทศสมาชิกถูกกดดัน หรือลากเข้าไปสู่ความขัดแย้ง”

เงียบเหงา! สรุปยอดเปิดรับรายงานตัวสส. 4 วัน รวม 101 คน จาก7พรรคการเมือง คงเหลือ295คน

เงียบเหงา! สรุปยอดเปิดรับรายงานตัวสส. 4 วัน รวม 101 คน จาก7พรรคการเมือง คงเหลือ295คน

เงียบเหงา! สรุปยอดเปิดรับรายงานตัวสส. 4 วัน รวม 101 คน จาก7พรรคการเมือง คงเหลือ295คน

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

เงียบเหงา! สรุปยอดสภาฯ เปิดรับรายงานตัวสส. 4 วัน รวม 101 คน จาก ’7พรรคการเมือง‘ คงเหลือ295คน

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเปิดรับรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต ชุดที่ 27 ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผูัแทนราษฎร ในวันนี้(1มี.ค.) ซึ่งเปิดให้รายงานตัวเป็นวันที่4 ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากเป็นวันหยุด ตั้งแต่เวลา 08.30 น. มีสส.เข้ารายงานตัวจนถึงเวลา 16.30 น. เพียง 4 คน

ประกอบด้วย นายสยาม เพ็งทอง สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย นายสุริยา แป้นสุจา สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย นายวิโรจน์ สาระวงศ์ สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย และนายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ สส.หนองคาย พรรคภูมิใจไทย ตลอดทั้ง 4 วัน มี สส.มารายงานตัวแล้ว 101 คน จาก7พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคโอกาสใหม่ ยังเหลืออีก 295 คน ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองสส.แบบแบ่งเขต 396 คน 

ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยังคงเปิดรับรายงานตัว สส. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 16.30 น. ที่บริเวณห้องโถงชั้น B1 อาคารรัฐสภา

อนุทิน โชว์ขี่รถแข่ง ควง เนวิน เปิดงานMoto GP 2026 ก่อนมอบรางวัลผู้ชนะการแข่งขัน

อนุทิน โชว์ขี่รถแข่ง ควง เนวิน เปิดงานMoto GP 2026 ก่อนมอบรางวัลผู้ชนะการแข่งขัน

อนุทิน โชว์ขี่รถแข่ง ควง เนวิน เปิดงานMoto GP 2026 ก่อนมอบรางวัลผู้ชนะการแข่งขัน

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.27 น.

อนุทิน โชว์ขี่รถแข่ง ควง เนวิน เปิดงานMoto GP 2026 ก่อนมอบรางวัลผู้ชนะการแข่งขัน รุ่น Moto GP จัดเต็มพิธีเปิดยิ่งใหญ่ ออเครสตา เซาะกราวบุรีรัมย์ เล่นเพลงชาติไทยกระหึ่มสนาม 

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะเดินทางมาถึงสนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้เข้าเยี่ยมชมบูธของยามาฮ่าที่มีผู้บริหารของยามาฮ่าให้การต้อนรับและพาเดินชมบูธ โดยช่วงหนึ่งนายกฯ ได้ทดลองนั่งรถแข่ง ก่อนจะเดินต่อไปเยี่ยมชมบูธฮอตที่ตั้งอยู่ติดกัน ซึ่งมีนักแข่งมอเตอไซต์ชาวไทย คือ นายสมเกียรติ จันทรา สังกัดทีม LCR HONDA  อยู่ 

จากนั้นได้เดินต่อไปเยี่ยมชมที่บูธดูคาติ พึที และช้าง เสร็จแล้วนายกฯ พร้อมคณะได้นั่งรถกอล์ฟมายังห้องรับรอง ก่อนที่เวลา 12.50 น. นายกฯ และคณะจะเดินมารับประทานอาหารกลางวันที่ห้องอาหาร โดยมีนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาร่วมโต๊ะอาหารด้วย 

เวลา 14.45 น. นายกฯ ได้เดินทางจากห้องรับรองลงไปเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโตจีพี ประจำปึ 2569 “PT Grand Prix Thailand 2026” สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมีนายเนวินเดินอยู่ข้างๆ กัน โดยพิธีเปิดครั้งนี้ มีการแสดงหนังใหญ่ และวงเซาะกราวซิมโฟนีออร์เคสตราบรรเลงเพลงชาติไทย โดยมีนายเนวินยืนร่วมในพิธีเปิดด้วย จากนั้นนายกฯ และภริยาได้กลับขึ้นมาบนอัฒจันทร์เพื่อร่วมชมการแข่งขันโมโตจีพี ก่อนที่เวลา 16.00 น. นายกฯ จะเป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศรุ่น Moto GP แก่นาย Marco Bezzecchi

หัวหน้าทีมศก.พรรครักชาติ เผยศึกตะวันออกกลาง ลุกลามทุนใหญ่หนีตาย ทองคำอาจไปต่อ 80,000

หัวหน้าทีมศก.พรรครักชาติ เผยศึกตะวันออกกลาง ลุกลามทุนใหญ่หนีตาย ทองคำอาจไปต่อ 80,000

หัวหน้าทีมศก.พรรครักชาติ เผยศึกตะวันออกกลาง ลุกลามทุนใหญ่หนีตาย ทองคำอาจไปต่อ 80,000

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

หัวหน้าทีมนโยบายศก. พรรครักชาติ เผยศึกตะวันออกกลาง ลุกลามทุนใหญ่หนีตาย ทองคำอาจไปต่อ 80,000 

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 จากกรณีความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นระหว่าง “สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล” และ “อิหร่าน” ซึ่งส่อเค้าบานปลายกลายเป็นวิกฤตระดับภูมิภาคที่ยืดเยื้อ 

นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก หัวหน้าทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรครักชาติ  ระบุว่า สัญญาณอันตรายถูกจุดขึ้นเมื่ออิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่านในหลายจุดสำคัญ พร้อมคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ว่าสามารถปลิดชีพผู้นำระดับสูงของอิหร่านได้ แม้หลายคนจะมองว่าอิหร่านมีปัญหาภายใน แต่ความจริงคือขั้วอำนาจอนุรักษ์นิยมยังมีฐานเสียงสนับสนุนที่เหนียวแน่น สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ หากเป้าหมายการตอบโต้พุ่งไปที่ฐานที่ตั้งทางทหารในภูมิภาค  นั่นหมายถึงการดึงเอากองกำลังสหรัฐฯ ที่กระจายตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาร่วมวงด้วยทันที นี่คือโดมิโน่เอฟเฟกต์ที่จะลุกลามใหญ่โต และรับประกันได้เลยว่า “นี่ไม่ใช่ศึกเล็ก ๆ แน่นอน

“สถานการณ์ล่าสุดสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่น่าเป็นห่วงแน่นอน เราจะเห็นการโจมตีของทางอิสราเอลไปที่อิหร่านนะครับ ในหลาย ๆ จุดหลาย ๆ เมือง แล้วก็อ้างว่ามีการสังหารชีวิตผู้นำในระดับสูงของอิหร่านได้ นี่คือสหรัฐอเมริกาออกมาให้ข่าว
​แต่ทางอิหร่านเอง ถ้าเราดูเป้าหมายในการโจมตี ถ้าเราดูสิ่งที่เกิดขึ้นเนี่ย เค้าก็จะมุ่งเป้าหมายไปที่จุดที่เป็นที่อยู่ของทหาร ซึ่งถ้าเราดูในแผนที่ ปรากฏว่าในบริเวณแถบ ๆ อิหร่าน หลายประเทศมีกองกำลังสหรัฐอเมริกาอยู่ แปลว่าสงครามคราวนี้มันจะไม่ใช่แค่สหรัฐฯ ไม่ใช่แค่อิสราเอล ไม่ใช่แค่อิหร่านล่ะครับ มันจะลามไปถึงประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในละแวกนั้นด้วย ซึ่งฟันธงได้เลยนะครับ จะไม่ใช่เป็นเรื่องเล็ก ๆ เหมือนเวเนซุเอลา” นายเอกพิทยา กล่าว

ทั้งนี้ หัวหน้าทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรครักชาติ  ยังกล่าวถึงราคาทองคำโลก (Spot Gold) ที่พุ่งทะยานตอบรับวิกฤต ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 5,278 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งในทางเทคนิคถือเป็นสัญญาณ “ซื้อ” ที่ชัดเจนทะลุปรอท! เราอาจได้เห็นตัวเลข 5,500 – 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งนั่นหมายถึงการทำสถิติ All Time High ใหม่ และจะส่งแรงกระแทกมาถึงประเทศไทยอย่างจัง!

“ถ้าสูงกว่า 5,500 ถึง 5,600 แปลว่า All Time High ซึ่งก็หมายถึงว่า ราคาทองคำในไทย น่าจะไปที่เพดาน 80,000 ต่อ 1 บาท อีกครั้งหนึ่ง ​ล่าสุดสมาคมค้าทองคำประกาศไม่ให้มีการซื้อขายทองคำแท่งแล้ว เพราะว่ากลัวตลาดจะผันผวน ต้องติดตามเช้าวันจันทร์เมื่อตลาดทองคำที่มีการซื้อขายจริงๆ ที่เกิดขึ้น และค่อยมีการเปิด เพราะฉะนั้น 80,000 ต่อ 1 บาท มีโอกาสเห็นอีก 1 ครั้ง คำถามหลายคนบอกว่า ซื้อไปเลย แล้วมันจะขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่แน่ เพราะเวลาสงครามยุติ ทุกอย่างมันก็ตรงข้าม เราเคยมีบทเรียนจากครั้งก่อนๆ มาแล้ว เพราะฉะนั้น เอา 80,000 เป็นหลัก ถ้าเกินกว่านั้น อาจจะถือว่าแพง” หัวหน้าทีมนโยบายเศรษฐกิจพรรครักชาติ กล่าว

นอกจากนี้ นายเอกพิทยา ยังเผยถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย (SET) ที่ก่อนหน้านี้แนวโน้มสดใส วิ่งขึ้นมาเกือบ 500 จุดนับจากไตรมาส 3 ปีที่แล้ว ดันค่า P/E พุ่งไปถึง 17 เท่า งานนี้เตรียมตัวเผชิญ “แรงขายทำกำไร” (Profit Taking) อย่างหนักหน่วง!

“อาจจะมีแรง Profit Taking แน่นอน พอเกิดภาวะความตึงเครียดทางด้านสงคราม หุ้นที่เกี่ยวกับพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเครือ ปตท. โรงกลั่น ไทยออยล์ และอีกหลายตัว อาจจะมีผลกระทบในด้านบวก แต่ในภาพรวมครับ จะมีผลกระทบอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มเทคที่ต่างประเทศ มีการปรับตัวลงเยอะมา 2 วัน Nvidia ลงเยอะมา 2 วันแล้ว วันละ 5% และตอนนั้นยังไม่ทราบข่าวเรื่องสงครามด้วย เพราะฉะนั้น Delta น่าจะลง พลังงานน่าจะขึ้น แต่ตลาดรวมน่าจะลง และอาจจะแรงในระดับหนึ่งเพราะหุ้นขึ้นมาแรงครับ เพราะฉะนั้น คนลงทุนทองคำ คนลงทุนหุ้น ต้องสังเกตให้ดี ตนแค่ส่งสัญญาณว่า เที่ยวนี้ สหรัฐอเมริกา อิหร่าน จะไม่ใช่เหมือนเวเนซุเอลา” นายเอกพิทยา กล่าว

จุลพันธ์ ห่วงปมขัดแย้งตะวันออกกลาง จี้รบ.ประสานงานเตรียมพร้อมช่วยเหลือ-อพยพคนไทย

จุลพันธ์ ห่วงปมขัดแย้งตะวันออกกลาง จี้รบ.ประสานงานเตรียมพร้อมช่วยเหลือ-อพยพคนไทย

จุลพันธ์ ห่วงปมขัดแย้งตะวันออกกลาง จี้รบ.ประสานงานเตรียมพร้อมช่วยเหลือ-อพยพคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.56 น.

จุลพันธ์ ห่วงปมขัดแย้งตะวันออกกลาง จี้รัฐบาล ยกระดับประสานงาน เตรียมพร้อมช่วยเหลือฉุกเฉิน-อพยพคนไทย ย้ำแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ป้องกันผลกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ตนขอแสดงความห่วงใยไปยังพี่น้องชาวไทยในประเทศกลุ่มเสี่ยงทุกท่าน ขอให้มีสติ เข้มแข็ง และผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัยทุกคน และขอให้พี่น้องติดตามข่าวสาร รวมถึงประกาศแจ้งเตือนจากช่องทางทางการอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง หากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ขอให้ติดต่อไปยังสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลที่ท่านพำนักอยู่โดยทันที

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า ขอให้รัฐบาลเร่งยกระดับการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำฐานข้อมูลคนไทยในพื้นที่อย่างครบถ้วน เตรียมความพร้อมด้านการสื่อสาร การช่วยเหลือฉุกเฉิน และแผนเคลื่อนย้ายในกรณีจำเป็น โดยต้องดำเนินการเชิงรุก ไม่รอให้สถานการณ์ลุกลาม

นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า สุดท้ายนี้ ตนขอย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางการทูตและสันติวิธี เพื่อลดความสูญเสียของพลเรือน และป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยควรวางบทบาทอย่างรอบคอบ และตั้งอยู่บนหลักมนุษยธรรมและผลประโยชน์ของประชาชนไทยเป็นสำคัญ 

นักวิชาการแนะอย่าเพิ่งด่วนฟันธงดี-เลว รัฐบาลสีน้ำเงิน วนซ้ำรอย ระบอบทักษิณ

นักวิชาการแนะอย่าเพิ่งด่วนฟันธงดี-เลว รัฐบาลสีน้ำเงิน วนซ้ำรอย ระบอบทักษิณ

นักวิชาการแนะอย่าเพิ่งด่วนฟันธงดี-เลว รัฐบาลสีน้ำเงิน วนซ้ำรอย ระบอบทักษิณ

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

1 มีนาคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การเมืองควรถูกตัดสินด้วยปัจจุบันไม่ใช่เงาของอดีต การวิพากษ์การเมือง คือ หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย สังคมที่เปิดพื้นที่ให้มีการตรวจสอบ ถกเถียง และตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ ย่อมช่วยลดโอกาสของการใช้อำนาจโดยปราศจากความรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม การวิจารณ์ทางการเมืองที่มีคุณภาพควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงของสถานการณ์ปัจจุบัน มากกว่าการนำบาดแผลหรือประสบการณ์ทางการเมืองในอดีตมาอธิบายทุกปรากฏการณ์โดยอัตโนมัติ

การหยิบยกเหตุการณ์ในยุคของทักษิณ ชินวัตร หรือแนวคิดจากหนังสือ “รู้ทันทักษิณ” ขึ้นมาถกเถียงในปัจจุบัน ย่อมมีคุณค่าในฐานะบทเรียนทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะอดีตสามารถช่วยให้สังคมระมัดระวังต่อรูปแบบการใช้อำนาจที่เคยสร้างความขัดแย้งมาแล้ว แต่คำถามสำคัญ คือ เรากำลังใช้บทเรียนเหล่านั้นเพื่อทำความเข้าใจการเมืองปัจจุบัน หรือกำลังใช้มันเป็นกรอบตัดสินทุกสถานการณ์ล่วงหน้า การเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลามีบริบทที่แตกต่างกัน ทั้งโครงสร้างอำนาจ เงื่อนไขทางสังคม และตัวแสดงทางการเมือง

การนำกรอบคิดเรื่อง “ระบอบทักษิณ” มาอธิบายทุกปรากฏการณ์ทางการเมือง อาจทำให้สังคมมองการเมืองผ่านเลนส์เดิมๆ จนมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจริง ในกรณีของรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลและพรรคภูมิใจไทยนั้น รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มทำงานอย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับมีข้อสรุปล่วงหน้าจำนวนมากเกี่ยวกับทิศทางทางการเมืองในอนาคต

ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่งของการเมืองไทย นั่นคือการตัดสินทางการเมืองจาก “อคติ” มากกว่าจาก “ผลงาน” ในระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของสังคม แต่การตรวจสอบควรเกิดขึ้นควบคู่กับข้อเท็จจริง ไม่ใช่การตัดสินก่อนที่รัฐบาลจะมีโอกาสแสดงผลงานหรือพิสูจน์ตนเอง สิ่งที่สังคมควรทำในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่การรีบสรุปว่ารัฐบาลใหม่จะดีหรือเลว หากแต่เป็นการติดตามอย่างใกล้ชิดว่า นโยบายที่ประกาศไว้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างไร การใช้อำนาจรัฐมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้เพียงใด บุคคลที่เข้ามาบริหารประเทศมีความเหมาะสมหรือไม่

และผลลัพธ์ของนโยบายเหล่านั้นส่งผลต่อประชาชนอย่างไร หากรัฐบาลใช้อำนาจอย่างไม่เหมาะสม สังคมย่อมมีสิทธิ์วิจารณ์อย่างเต็มที่ แต่หากรัฐบาลยังไม่ทันเริ่มทำงานก็ถูกตัดสินไปแล้ว การเมืองก็อาจกลายเป็นพื้นที่ของความเชื่อและอคติ มากกว่าพื้นที่ของเหตุผล

ในอีกด้านหนึ่งการหยิบยกบทเรียนจากอดีตขึ้นมาเตือนรัฐบาลก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ตรงกันข้าม เสียงวิพากษ์ เสียงกังวล และข้อสังเกตจากสังคมสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจได้

บทเรียนจากยุคของทักษิณ ชินวัตรจึงอาจถูกมองได้สองมุม มุมหนึ่ง คือ การใช้เป็น กรอบตัดสินทุกสิ่งล่วงหน้า แต่อีกมุมหนึ่งคือการใช้เป็นสัญญาณเตือนเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ข้อวิจารณ์ของอาจสะท้อนความกังวลต่อโครงสร้างอำนาจที่กำลังก่อตัวขึ้นในปัจจุบัน บางคนถึงกับตั้งคำถามว่า หากการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองเกิดขึ้นมากเกินไป การเมืองไทยอาจพัฒนาไปสู่รูปแบบอำนาจแบบใหม่ในอนาคต อย่างไรก็ตามความกังวลดังกล่าวควรทำหน้าที่เป็น “สัญญาณเตือน” มากกว่าจะเป็น “คำพิพากษาล่วงหน้า”

รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ควรรับฟังเสียงสะท้อนเหล่านี้ในฐานะข้อสังเกตจากสังคม เพราะความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไม่ได้เกิดจากวาทกรรมทางการเมือง แต่เกิดจากวิธีการใช้อำนาจจริงในการบริหารประเทศ ขณะเดียวกัน เพื่อความเป็นธรรม สังคมก็ควรเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลได้พิสูจน์ตนเองผ่านการทำงานจริง การเมืองที่เข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการปกป้องรัฐบาลโดยปราศจากเงื่อนไข และก็ไม่ได้เกิดจากการโจมตีรัฐบาลตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน หากแต่เกิดจากสังคมที่สามารถตรวจสอบได้อย่างมีเหตุผล พร้อมกับให้โอกาสผู้มีอำนาจแสดงผลงาน

ท้ายที่สุดการเมืองควรถูกตัดสินจาก นโยบาย การกระทำ และผลลัพธ์ต่อประชาชน มากกว่าการตัดสินผ่านเงาของอดีตเพียงอย่างเดียว เพราะคำตอบว่ารัฐบาลชุดหนึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้อยู่ที่ความทรงจำของใครบางคน แต่อยู่ที่สิ่งที่รัฐบาลเลือกจะทำในอนาคต

ขณะที่ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อ.ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมเข้าใจว่านักวิชาการอาวุโสอาจรู้สึกกังวล ว่ารัฐบาลใหม่ของคุณอนุทิน จะเดินตามรอยเหมือนรัฐบาลไทยรักไทยในอดีต รอให้เขาทำงานสักระยะหนึ่งก่อน ได้พิสูจน์ผลงาน เพราะมีเรื่องท้าทายให้แก้ไขสารพัด ถ้าแย่ตามที่ท่านเชื่อ ค่อยไปวิจารณ์ให้หนักๆ ครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ รศ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อออนไลน์ ถึงความกังวลต่อการกลับมาของระบอบทักษิณ หลังจากพรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้ง

ผลไม่เปลี่ยนแปลง!!! นับคะแนนใหม่ ดินแดงเขต 6 เรียบร้อยดี

ผลไม่เปลี่ยนแปลง!!! นับคะแนนใหม่ ดินแดงเขต 6 เรียบร้อยดี

ผลไม่เปลี่ยนแปลง!!! นับคะแนนใหม่ ดินแดงเขต 6 เรียบร้อยดี

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

1 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้มีการนับคะแนนเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ใหม่ ของหน่วยเลือกตั้งที่ 74 เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 6 ซึ่งปรากฏภาพการนับคะแนนเมื่อวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่ากรรมการนับคะแนนต้องมุดเข้าไปขีดคะแนน เนื่องจากมีการติดแบบขีดคะแนนซ้อนกัน ทำให้มีผู้ทักท้วงกรรมการขีดคะแนนแล้วไม่เปิดเผย

โดยบรรยากาศในการนับคะแนนครั้งนี้ค่อนข้างเงียบเหงา มีผู้มาสังเกตการณ์นับคะแนนส่วนใหญ่เป็นสื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง อาทิ นางปาณิสรา เนตรธารทอง ผอ.เขตดินแดง , นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร , นายชวลิต  วงใหญ่ รองผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร , น.ส.พัชรินทร์ รัตนวิภา ผู้ตรวจการเลือกตั้ง กกต.รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยเมื่อใกล้เวลา 10.00 น.กรรมการประจำหน่วยทั้ง 9 คน ได้นำวัสดุอุปกรณ์มาติดตั้ง รวมถึงเปิดหีบบัตรแบบบัญชีรายชื่อ และทำการตรวจสอบจำนวนบัตรว่าตรงกับข้อมูลบัตรเลือกตั้งที่บันทึกในแบบ สส.5/12 ในวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.หรือไม่ หลังตรวจสอบจำนวนบัตรแล้วได้แจ้งให้ผู้สังเกตการณ์ทราบว่า มีจำนวนบัตรดี 419 ใบ บัตรเสีย 22 ใบ บัตรไม่เลือกพรรคการ เมืองใด 9 ใบ รวมบัตรทั้งหมด 450 ใบ ซึ่งตรงกับข้อมูลบัตรเลือกตั้งที่บันทึกในแบบ สส.5/12 ในวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.

จากนั้นเมื่อถึงเวลา 10.00 น.นายวิษณุ ศรีทองพานิชย์ ประธานกรรมการหน่วย ได้แจ้งผู้มาสังเกตการณ์ว่าสามารถบันทึกภาพการนับคะแนนได้ และหากไม่ถูกต้อง สามารถยื่นทักท้วงได้ ก่อนจะเริ่มนับคะแนน ในเวลา 10.00 น.ซึ่งตลอดระยะเวลาของการนับคะแนนไม่พบว่ามีการก่อกวนหรือมีการทักท้วง โดยการนับคะแนนเสร็จสิ้นในเวลา 12.20 น.

ผลการนับคะแนนปรากฎว่า

พรรคเพื่อชาติไทย 2 คะแนน

พรรคใหม่ 1 คะแนน

พรรคมิติใหม่ 1 คะแนน

พรรครวมใจไทย 2 คะแนน

พรรครวมไทยสร้างชาติ 20 คะแนน

พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คะแนน

พรรคเพื่อไทย 34 คะแนน

พรรคทางเลือกใหม่ 3 คะแนน

พรรคเศรษฐกิจ 12 คะแนน

พรรคเสรีรวมไทย 3 คะแนน

พรรครวมพลังประชาชน 2 คะแนน

พรรคอนาคตไทย 1 คะแนน

พรรคพลังเพื่อไทย 1 คะแนน

พรรคประชาธิปัตย์ 54 คะแนน

พรรคไทยภักดี 10 คะแนน

พรรคแรงงานสร้างชาติ 1 คะแนน

พรรคประชาชาติ 1 คะแนน

พรรครักชาติ 1 คะแนน

พรรคภูมิใจไทย 56 คะแนน

พรรคกล้าธรรม 1 คะแนน

พรรคพลังประชารัฐ 1 คะแนน

พรรคโอกาสใหม่ 9 คะแนน

พรรคประชาชน 198 คะแนน

พรรคไทยสร้างไทย 2 คะแนน

พรรคไทยก้าวใหม่ 2 คะแนน

รวมมีบัตรเลือกตั้งทั้งหมด 450 ใบ แบ่งเป็นบัตรดี 419 ใบบัตรเสีย 22 ใบ และบัตรไม่ประสงค์เลือกพรรคการเมืองใด 9 ใบ

ทั้งนี้ จำนวนบัตรและจำนวนคะแนนของหน่วยเลือกตั้งที่ 74 ในการนับวันนี้ พรรคอันดับ 1 – 4 ในการนับวันนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการนับในวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.โดยพรรคประชาชนยังคงได้ 198 คะแนน พรรคภูมิใจไทย 56 คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ 54 คะแนน และพรรคเพื่อไทย 34 คะแนน

– 006