ชัชชาติ แจงยิบขั้นตอนสอบวินัย สั่งทบทวนบทลงโทษ ย้ำ ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเส้นทางเงิน

ชัชชาติ แจงยิบขั้นตอนสอบวินัย สั่งทบทวนบทลงโทษ ย้ำ ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเส้นทางเงิน

ชัชชาติ แจงยิบขั้นตอนสอบวินัย สั่งทบทวนบทลงโทษ ย้ำ ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเส้นทางเงิน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้ากรณีการทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ซึ่งมีการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 32 ราย โดยนายชัชชาติระบุว่า ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่มองเป็นข้อดีที่สังคมให้ความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชันในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ กทม. เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

สถานะของคดีและการตรวจสอบในปัจจุบัน

นายชัชชาติ เน้นย้ำว่า คดีนี้ยังไม่ยุติ” และยังอยู่ในกระบวนการดำเนินการ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

ขั้นตอนของคณะกรรมการ (ก.ก.) กระบวนการสอบสวนของ กทม. ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่งฝ่ายบริหารได้สั่งการให้ทบทวนผลการลงโทษแล้ว

การดำเนินการที่ยังไม่มีข้อยุติ บทลงโทษที่ออกมาเบื้องต้นเป็นเพียงขั้นตอนตามระเบียบราชการ แต่ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย

การตรวจสอบเส้นทางการเงินโดย ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่ง ป.ป.ช. มีอำนาจในการสืบสวนเส้นทางการเงินและร้านค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินขอบเขตอำนาจของ กทม.

ข้อจำกัดเรื่องอำนาจผู้ว่าฯ และการทบทวนบทลงโทษ

ต่อประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงบทลงโทษที่ดูเบาบาง (เช่น การปรับ 600 บาท) นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ระบบราชการถูกออกแบบมาให้มีการถ่วงดุลอำนาจ ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจสั่งลงโทษหรือไล่ข้าราชการออกได้โดยตรง คณะกรรมการสอบสวนถูกแต่งตั้งโดยปลัด กทม. ตามสายบังคับบัญชา

อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติยืนยันว่าตน “ไม่เห็นชอบ” กับผลการลงโทษเบื้องต้น และได้ใช้อำนาจสั่งให้มีการสอบสวนทบทวนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมการ ก.ก. (ซึ่งมีอำนาจสูงสุดและประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงานภายนอก) เป็นผู้พิจารณาในมิติที่หลากหลายขึ้น หากพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจน คณะกรรมการ ก.ก. มีสิทธิ์ที่จะพิจารณาเพิ่มโทษให้หนักขึ้นจนถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกได้

การดำเนินการที่รวดเร็วและโปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์ กทม.

น.ส.ทวิดา กมลเวชช ได้อธิบายเสริมถึงไทม์ไลน์การทำงาน เพื่อยืนยันว่า กทม. เอาจริงเอาจังและไม่ได้ประวิงเวลา

รับเรื่องร้องเรียนและสั่งการทันที: กทม. รับเรื่องจากชมรม STRONG เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 67 นายชัชชาติได้สั่งการให้นำเรื่องเข้าสู่ศูนย์ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันทันที พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ป., ป.ป.ท. และ ป.ป.ช.

ตั้งคณะกรรมการสอบสวนรวดเร็ว: ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ (17 มิ.ย. 67) มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากเมื่อเทียบกับระบบราชการปกติที่มักใช้เวลาเป็นเดือน

ผลสอบออกภายในครึ่งปี: แม้จะติดช่วงเกษียณอายุราชการ แต่ กทม. สามารถสรุปผลสอบสวนวินัยร้ายแรงเบื้องต้นได้ภายในวันที่ 6 ธ.ค. 67 ซึ่งการดำเนินการสืบสวนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สืบสาวไปถึงระดับรองปลัด กทม.

ยกระดับระบบการทำงาน ป้องกันการทุจริตในอนาคต

เหตุการณ์นี้ทำให้ กทม. ได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานในหลายมิติ เพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันการทุจริต:

ยกระดับความร่วมมือกับองค์กรอิสระ ทำงานร่วมกับ ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ป.ป.ป. อย่างใกล้ชิด เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องอำนาจการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

ปรับปรุงกระบวนการสำนักงบประมาณ การเสนองบประมาณต้องใช้เอกสารที่ละเอียดและเข้มข้นมากขึ้น ไม่ให้หละหลวมเหมือนในอดีต

พัฒนาระบบสอบสวนทางวินัย ปรับกระบวนการให้รัดกุม รอบคอบ รวดเร็วขึ้น (ตั้งเป้าให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี) และนำข้อมูลขึ้นระบบออนไลน์เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

ระบบ E-Bidding นายชัชชาติชี้แจงว่า ระบบ E-Bidding ของกรมบัญชีกลางมีระบบตรวจสอบในตัว หากพบการล็อกสเปกสามารถร้องเรียนได้ ปัญหาของคดีนี้เกิดจากการไม่มีราคากลางที่เหมาะสมและมีความหลากหลายของคุณสมบัติ ซึ่ง กทม. จะต้องเข้าไปควบคุมการตั้งราคากลางให้รัดกุมยิ่งขึ้น

การขยายผลตรวจสอบและการแสดงความรับผิดชอบ

นายชัชชาติ ได้กล่าวขอบคุณ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาตรวจสอบ และหวังว่าเรื่องนี้จะถูกผลักดันเป็นวาระระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่กระแสช่วงเลือกตั้ง

ขยายผลทุกโครงการ จากคำถามเรื่องการตรวจสอบโครงการอื่นๆ นายชัชชาติยืนยันว่า ไม่ได้หยุดแค่ 7 โครงการแรก หรือ 17 โครงการตามที่มีผู้ตั้งข้อสังเกต แต่ได้ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ และ กทม. จะขยายผลตรวจสอบทุกโครงการที่มีฐานวิธีคิดเดียวกัน (รวมถึงคดีทุจริตซ่อมรถทิพย์ในปี 2563 ที่พบว่าเป็นกลุ่มผู้กระทำผิดเดียวกัน)

ความรับผิดชอบในฐานะผู้นำ ต่อข้อท้วงติงที่ว่าทีมงานของนายชัชชาติอาจจะ “ไม่ใสซื่อ” นายชัชชาติยืดอกรับว่า ในฐานะหัวหน้าทีม ตนต้องรับผิดชอบต่อทุกคน หากพบว่ามีทีมงานคนใดไม่บริสุทธิ์หรือทำไม่ดี ก็พร้อมที่จะให้ออกทันที

ในช่วงท้าย นายชัชชาติได้กล่าวย้ำจุดยืนว่า เรื่องทุจริตคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ตนขยะแขยงที่สุด และรับไม่ได้หากถูกกล่าวหาว่าทุจริต หากได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย จะลุยเรื่องนี้ต่อให้สุดซอย ต้องขยายผลให้ครบทุกโครงการ เพราะหากไม่แก้ปัญหานี้ให้เด็ดขาด ก็จะตกเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต”

อนุชา ย้ำ 5 นโยบาย ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

อนุชา ย้ำ 5 นโยบาย ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

อนุชา ย้ำ 5 นโยบาย ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

“เจมส์ อนุชา”เบอร์ 5 ย้ำ 5 นโยบายพลิกโฉม กทม. ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชันด้วยแพลตฟอร์ม”ส่องรัฐ”

9 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ประกาศความพร้อมในการเป็น “เจ้าภาพ” แก้ไขทุกปัญหาของคนกรุงเทพฯ โดยย้ำชัดว่าในยุคของตนจะไม่มีคำว่า “นอกเหนืออำนาจ กทม.” อีกต่อไปพร้อมย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้าน ภายใต้แนวคิด “เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ”

นายอนุชา ระบุว่า ได้ผ่านการศึกษาและเจรจากับภาคส่วนต่างๆ จนมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติได้จริง ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการจราจร

นอกจากนี้ นายอนุชา กล่าวอีกว่า พร้อมผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม” ที่ตนเคยมีส่วนร่วมร่างกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่งมวลชนโดยไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน พร้อมมีแนวคิดดึงรถเมล์ ขสมก.เข้ามาอยู่ใต้การดูแลของ กทม.และเร่งนำเรือไฟฟ้ามาใช้เป็นฟีดเดอร์ (Feeder)

อีกทั้งยังเน้นการแก้ปัญหาจราจรและอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟ โดยเสนอให้ใช้ระบบ AI เข้ามาควบคุมสัญญาณไฟจราจรแทนการใช้เจ้าหน้าที่กดปุ่มแบบแมนนวล เพื่อป้องกันความผิดพลาดและเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก รวมถึงประสานกรมการขนส่งทางบกเพื่อบังคับใช้กฎหมายจราจรบริเวณเส้นทึบสีเหลืองอย่างเข้มงวด

สำหรับปัญหาน้ำท่วม นายอนุชา ชี้ว่า กทม.ต้องบริหารจัดการแบบบูรณาการ โดยเร่งระบายน้ำลงคูวิภาวดีและอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อให้เร็วที่สุด พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่าย “อุโมงค์ยักษ์” เพื่อผันน้ำลงสู่อ่าวไทย

ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและฝุ่นพิษ PM 2.5 มีมาตรการขั้นเด็ดขาด โดย กทม.จะเข้าไประงับใบอนุญาตไซต์ก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานและสร้างมลพิษทันที รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับให้รถบรรทุกวัสดุทุกคันต้องมีผ้าใบคลุมมิดชิด พร้อมเตรียมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฝุ่นผ่าน SMS ส่งตรงถึงโทรศัพท์มือถือประชาชน โดยไม่ต้องเสียเวลาเปิดแอปพลิเคชัน

สำหรับเรื่องการทุจริตซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต นายอนุชา ยืนยันเสียงแข็งว่า “ส่วยและค่าปากถุงต้องไม่มี” การแต่งตั้งบุคลากรต้องมาจากความรู้ความสามารถ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เข้ามาใช้ตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและการทำงานของสำนักงานเขต หากพบความผิดปกติหรือความล่าช้า ระบบจะแสดงผลทันที

ส่วนปัญหาตึกร้างของรัฐกว่า 24 แห่งที่ผู้รับเหมาทิ้งงานจากปัญหาต้นทุน นายอนุชา ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาในฐานะอดีตนักธุรกิจ โดยระบุว่าจะนำภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ และ กกร.เข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือนายกรัฐมนตรี เพื่อหาจุดสมดุลในการปรับแก้สัญญาหรือชดเชยต้นทุนวัสดุ เพื่อให้โครงการของรัฐสามารถเดินหน้าต่อไปได้และไม่เป็นภาระของบ้านเมือง

นายอนุชา ยังได้ฝากถึงชาวกรุงเทพฯ ว่า นโยบายทั้ง 5 ด้านจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรก หากตนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าฯ พร้อมกับมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จากพรรคประชาธิปัตย์ในจำนวนที่มากพอ ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการประสานงานและการล็อบบี้ในสภา กทม. ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชาวกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ

“กทม.จากนี้ไป จะไม่มีการพูดว่ามันนอกเหนืออำนาจและปัดทิ้ง เราจะประสานต่อและเป็นเจ้าภาพเองจนกว่างานนั้นจะจบสิ้นทุกเรื่องที่เป็นปัญหาจะต้องแก้ไขได้” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย

ปิดคดีครอบครองระเบิด! ศาลฎีกายืนจำคุก ไพฑูรย์ 8 ปี ส่วน สุขสันต์ ยกฟ้อง

ปิดคดีครอบครองระเบิด! ศาลฎีกายืนจำคุก ไพฑูรย์ 8 ปี ส่วน สุขสันต์ ยกฟ้อง

ปิดคดีครอบครองระเบิด! ศาลฎีกายืนจำคุก ไพฑูรย์ 8 ปี ส่วน สุขสันต์ ยกฟ้อง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

9 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สิ้นสุดแล้ว! ศาลฎีกาพิพากษายืน ในคดีของไพฑูรย์ และ สุขสันต์ ที่ถูกฟ้องว่า ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี”

พร้อมโพสต์ในคอมเมนต์ ด้วยว่า 9 มิ.ย. 2569 ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ในนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีของ “ทูน” ไพฑูรย์ และ “ดั๊ก” สุขสันต์ ที่ถูกฟ้องว่า ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จากการถูกจับกุมและตรวจค้นบ้านพักใน จ.นนทบุรีเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 ตามหมายจับและหมายค้นจากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุมวันที่ 11 ก.ย. 2564 ของ #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564 ซึ่งถูกแยกฟ้องเป็นอีกคดีอยู่ที่ศาลอาญา

คดีนี้ศาลชั้นและชั้นอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องสุขสันต์และคดีสิ้นสุดไปแล้วในชั้นอุทธรณ์ ส่วนไพฑูรย์ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะแก้โทษ เพิ่มเป็น 8 ปี

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่งของศาลอาญา 22 ปี 2 เดือน 20 วัน

คำพิพากษาของศาลฎีกาทำให้คดีนี้สิ้นสุดลง ในขณะที่คดีของศาลอาญา อ.3264/2564 เหตุใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ อยู่ระหว่างอุทธรณ์

นับจนถึงวันนี้ ทั้งสองคนถูกคุมขังมาเป็นเวลา 1,000 วันหรือกว่า 2 ปี 8 เดือนแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566

ย้อนอ่านข่าวพิพากษาศาลอุทธรณ์: https://tlhr2014.com/archives/72389

‘ดีอี’ ลุยต่อ TH-AI Passport เปิดเวทีใหญ่ 11 มิถุนายน ไชยชนก ถกทุกฝ่าย

'ดีอี' ลุยต่อ TH-AI Passport เปิดเวทีใหญ่ 11 มิถุนายน ไชยชนก ถกทุกฝ่าย

‘ดีอี’ ลุยต่อ TH-AI Passport เปิดเวทีใหญ่ 11 มิถุนายน ไชยชนก ถกทุกฝ่าย

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

หลังจากเกิดปัญหามากมายจนต้องพับเก็บโครงการไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โพสต์เฟซบุ๊ค เชิญชวน พร้อมเดินหน้าลุยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อีกระลอก เตรียมจัดเวทีเสวนาใหญ่ “TH-AI Passport Forum” เชิญชวนภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนทั่วไป ร่วมชี้ชะตาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อหาทางออกและนำข้อเสนอแนะไปต่อยอดโครงการ “TH-AI Passport” ให้เกิดขึ้นจริง ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ เตรียมจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองภายใต้ชื่องาน “TH-AI Passport Forum” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนที่สนใจ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของโครงการดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมภายในงาน จะเน้นการระดมสมองและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างรอบด้าน เพื่อให้ภาครัฐสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึก นำไปปรับปรุงและขยายผลการดำเนินงานของโครงการ TH-AI Passport ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบสนองต่อความต้องการของประเทศได้อย่างแท้จริง

การจัดประชุมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในงาน โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัด และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างพร้อมเพรียง

กำหนดการจัดงาน
วันที่
 วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569
เวลา 09.00 – 12.00 น.
สถานที่ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (อาคารซี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

ครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม โฆษก ศธ.ย้ำ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

ครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม โฆษก ศธ.ย้ำ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

ครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม โฆษก ศธ.ย้ำ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

“โฆษก ศธ.” ย้ำครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม หลักวิชาชีพครู และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

วันที่ 9 มิ.ย.2569 นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ. กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวครูสอนวิชาพละศึกษาสั่งลงโทษนักเรียนชั้น ป.4 ด้วยการให้กระโดดตบ 1,000 ครั้ง จนนักเรียนได้รับบาดเจ็บที่น่องต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอนั้น จากการที่ตนได้ตรวจสอบข้อมูล ทราบว่าขณะนี้ทางโรงเรียน ที่เกิดเหตุ อยู่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา (สพป.)สุรินทร์ เขต 3  และทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยขณะนี้นักเรียนได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วและอยู่ระหว่างพักฟื้นที่บ้าน โดยทางโรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนทดแทนและติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนตัวของครูเองนั้นทางเขตกำลังฯได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งนี้ สพฐ.ได้กำชับให้เร่งสรุปข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยเร็ว พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อเท็จจริงและคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนักเรียนเป็นสำคัญ 

ตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์

“เหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสถานศึกษา โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ ความปลอดภัย และพัฒนาการของเด็กเป็นสำคัญ กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ห้ามการดำเนินการด้านวินัยหรือการลงโทษนักเรียน แต่การดำเนินการดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ความเหมาะสม หลักวิชาชีพครู และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่ควรกระทำเกินกว่าเหตุ หรือใช้อารมณ์เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจและปฏิบัติต่อนักเรียน“ นายตติยภัทร์ กล่าว 

โฆษก ศธ.กล่าวย้ำว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายควรนำไปศึกษาและตระหนักร่วมกัน เพราะการกระทำเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และอนาคตของเด็ก รวมถึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อสถานศึกษาและวิชาชีพครูด้วย

ครูลงโทษนักเรียน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

‘วิโรจน์’ นำทีมจี้แชต ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ร้องสอบอธิบดีวางตัวไม่เป็นกลาง-แทรกแซงเลือกตั้ง

'วิโรจน์' นำทีมจี้แชต 'ช่วยน้ำเงินด้วย' ร้องสอบอธิบดีวางตัวไม่เป็นกลาง-แทรกแซงเลือกตั้ง

‘วิโรจน์’ นำทีมจี้แชต ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ร้องสอบอธิบดีวางตัวไม่เป็นกลาง-แทรกแซงเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และ กกต. ในการตรวจสอบกรณีไลน์อธิบดีกรมการปกครองหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย”

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างแน่นอน โดยสามารถพิสูจน์ได้ผ่านระบบดิจิทัลว่า ได้มีการพิมพ์ข้อความจริงหรือไม่ โดยเท่าที่ตนได้ติดตามการชี้แจงของอธิบดีกรมการปกครอง มักจะชี้แจงถึงประเด็นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ โดยสาระสำคัญคือ อธิบดีได้มีการพิมพ์คุยกับข้าราชการในบังคับบัญชาจริงหรือไม่ และปรากฏว่ามีการพิมพ์ข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” จริงหรือไม่ ซึ่งไม่ต้องตีความเลยว่าคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งนั้น หมายถึงช่วยพรรคการเมืองใด ซึ่งผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า การเป็นข้าราชการจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง โดยจะต้องไม่อิงฝักฝ่ายใดเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ หรือใช้อำนาจรัฐในการเอื้อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงของการเลือกตั้ง ซึ่งในวันนี้ นอกจากที่จะมาร้องเรียนที่ ป.ป.ช. แล้ว เฉลิมพงศ์จะไปร้องกับเลขาธิการ กกต. เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริงด้วย

แฉ “ระบอบสีน้ำเงิน” แทรกแซงการเลือกตั้ง

ด้านนายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า ในช่วงการเลือกตั้ง ตนก็รู้สึกถึงระบอบสีน้ำเงินในการสั่งการต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าฯ ที่มีข้อสงสัยว่ามีการนำเงินไปซื้อเสียงในพื้นที่ รวมไปถึงอธิบดีที่มีการสั่งให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ถึงปลัดจังหวัดภูเก็ต และยังมีถึงปลัดป้องกันอำเภอถลาง ที่มีการบอกให้ช่วยผู้สมัคร สส. จากพรรคภูมิใจไทย

สำหรับตนแล้วกรณีดังกล่าวแสดงถึงการสั่งการที่เป็นขั้นตอนและเป็นระบบที่สีน้ำเงินทำในช่วงการเลือกตั้ง ในวันนี้ตนจึงจะมาร้องในเรื่องของการไม่เป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และรวมถึงมาตรา 172 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ในการดำเนินคดี และเอาความผิด รวมถึงเอาโทษกับอธิบดีกรมการปกครอง

ความไม่โปร่งใส และการกลั่นแกล้งโยกย้ายข้าราชการ

นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังชี้ให้เห็นชัดว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นมีความไม่โปร่งใส มีการทำงานเป็นขั้นตอน รวมถึงหน่วยงานข้าราชการระดับสูงในจังหวัดภูเก็ตเองที่มีข้อครหาว่ามีการนำเงินไปซื้อเสียงให้กับนักการเมืองในพื้นที่ รวมถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน

โดยหากข้าราชการท่านใดไม่ทำงานตามที่สั่ง ก็จะถูกกลั่นแกล้งและโยกย้ายอย่างที่ปรากฏชัด หากทำงานไม่ตอบสนอง ก็จะมีการจัดฉากในเรื่องของการย้ายนายอำเภอเมืองที่ทำงานไม่สำเร็จ แพ้การเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่ามีการรับสินบนในเรื่องของใบอนุญาตปืน เพื่อให้ย้ายออกจากพื้นที่

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า จะเห็นได้ชัดว่ามีการสั่งให้ย้ายนายอำเภอเมือง โดยย้ายออกนอกพื้นที่ จากการที่ไม่ตอบสนองระบอบสีน้ำเงิน จึงเห็นได้ชัดว่ามีการกลั่นแกล้ง ซึ่งจะต้องขอความเป็นธรรมให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยด้วย ที่โดนผู้บังคับบัญชาบีบบังคับให้ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

ทำให้เราเห็นแล้วว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาและเป็นระบอบที่กัดกินประเทศไทยของพวกเราอยู่ วันนี้ตนจึงได้มายื่นเรื่องกับทาง ป.ป.ช. เพื่อขอความเป็นธรรมและให้ตรวจสอบข้าราชการระดับอธิบดี

ท้าตรวจสอบแชต 77 จังหวัด พร้อมจี้ถามนายกรัฐมนตรี

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เชื่อว่าถ้าเราเปิดแชตไลน์ของจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ก็คงทราบว่ามีการสั่งการจริงหรือไม่ และแชตไลน์ที่มีการพูดคุยกันนั้นเป็นของจริงหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ ตรวจสอบไอดีไลน์ได้ โดยข้อมูลทั้งหมดสามารถขอออกมาเพื่อนำมาเป็นพยานหลักฐานที่จะใช้ในชั้นศาลต่อไป

ขอฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าทำไมจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบในกรณีแชตไลน์ดังกล่าว ทั้งที่นายกฯ เป็นคนสั่งการเองว่าข้าราชการควรวางตนเป็นกลางและเก็บความรู้สึกส่วนตัวไว้เบื้องหลัง

ลุ้นถอดกำไล EM วันนี้ ทักษิณ รอศาลอาญาธนบุรีตรวจรายชื่ออภัยโทษ

ลุ้นถอดกำไล EM วันนี้ ทักษิณ รอศาลอาญาธนบุรีตรวจรายชื่ออภัยโทษ

ลุ้นถอดกำไล EM วันนี้ ทักษิณ รอศาลอาญาธนบุรีตรวจรายชื่ออภัยโทษ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

9 มิถุนายน 69 มีรายงานข่าวเบื้องต้นว่า ขณะนี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รอศาลอาญาธนบุรี พิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษให้เสร็จสิ้นเสียก่อน และหากเสร็จสิ้นภายในวันนี้ นายทักษิณก็จะสามารถถอดกำไล EM ได้ในวันนี้

มัลลิกา ลุยดอนเมือง ออนทัวร์รถแห่ท้าแดดเปรี้ยง พ่อค้าแม่ค้าแห่ต้อนรับอบอุ่น ชมคลิป

มัลลิกา ลุยดอนเมือง ออนทัวร์รถแห่ท้าแดดเปรี้ยง พ่อค้าแม่ค้าแห่ต้อนรับอบอุ่น ชมคลิป

มัลลิกา ลุยดอนเมือง ออนทัวร์รถแห่ท้าแดดเปรี้ยง พ่อค้าแม่ค้าแห่ต้อนรับอบอุ่น ชมคลิป

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

“มัลลิกา” เบอร์ 14 ลุยดอนเมือง ออนทัวร์รถแห่ท้าแดดเปรี้ยง พ่อค้าแม่ค้าตลาดฝั่งโขง-สรงประภา แห่ต้อนรับอบอุ่น

วันที่ 9 มิ.ย 69 บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่เขตดอนเมืองกลับมาคึกคักและทวีความร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อ ดร.มัลลิกา (หมายเลข 14) พร้อมทีมงาน เดินหน้าลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนแบบใกล้ชิด ชนิดที่ว่าไม่กลัวแดดไม่กลัวร้อน

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

​แม้ว่าสภาพอากาศในวันดังกล่าวจะร้อนระอุทะลุองศาเดือด แต่ ดร.มัลลิกา เบอร์ 14 ก็ไม่ได้ถอย จัดเต็มขึ้นรถแห่กระจายเสียงเคลื่อนขบวนเข้าสู่พื้นที่ย่านดอนเมือง โดยจุดแรกพุ่งเป้าไปที่ ตลาดฝั่งโขง แหล่งชุมชนและศูนย์รวมเศรษฐกิจสำคัญของชาวดอนเมือง ทันทีที่ไปถึง ดร.มัลลิกา ได้ลงจากรถแห่เข้าไปกราบไหว้ทักทาย พร้อมอ้อนขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีการเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจกันอย่างเนืองแน่น

​ลุยต่อเส้นทางสายเศรษฐกิจ “สรงประภา – สรณคมณ์”

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

​หลังจากนั้น ขบวนรถแห่ของ ดร.มัลลิกา เบอร์ 14 ได้เคลื่อนผ่านเข้าสู่ ถนนสรงประภา และเลี้ยวเข้าสู่ ซอยสรณคมณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนหนาแน่นและมีร้านค้าตั้งอยู่เรียงราย โดยตลอดเส้นทาง ดร.มัลลิกา ได้ชูนโยบายเด่นที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวดอนเมือง พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มและโบกมือทักทายประชาชนที่ชะโงกหน้าออกมาจากบ้านเรือนและร้านค้าตลอดสองข้างทาง

​ดร.มัลลิกา เปิดเผยระหว่างการลงพื้นที่ว่า “อากาศจะร้อนแค่ไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคค่ะ เพราะความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาและรับฟังปัญหาของพี่น้องชาวดอนเมืองนั้นร้อนแรงยิ่งกว่า วันนี้เห็นรอยยิ้มและการต้อนรับของพ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องในซอยสรณคมณ์และถนนสรงประภาแล้ว ทำให้มีพลังใจพร้อมทำงานอย่างเต็มที่แน่นอน ขอฝากเบอร์ 14 ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ”

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

​สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความพร้อมและคะแนนนิยมที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในเขตดอนเมือง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเขตสมรภูมิเลือกตั้งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

นายกฯ หารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน

นายกฯ หารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน

นายกฯ หารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

นายกฯ หารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน ขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนามสู่อนาคตร่วมกัน

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 ที่ห้อง Stateroom ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม (Tonkin Palace) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

1. ไทยเน้นย้ำความสำเร็จของการเยือนและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศ

ประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นระหว่างการเยือนประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งประชาชนไทยและเวียดนาม พร้อมแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายสำคัญต่อการสานต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีเวียดนามที่ให้เกียรติเข้าเยี่ยมคารวะและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมกล่าวด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองว่า ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นคนตรงต่อเวลามากขึ้น เพราะใช้นาฬิกาที่ประธานาธิบดีเวียดนามมอบให้ระหว่างการเยือนไทย อีกทั้งย้ำว่าการหารือที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจจำนวนมาก และประชาชนไทยต่างชื่นชมประธานาธิบดีเวียดนามและภริยาอย่างกว้างขวาง โดยการเดินทางเยือนครั้งนี้มีรัฐมนตรีร่วมคณะถึง 9 คน รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ เพื่อสะท้อนความตั้งใจของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับเวียดนามในทุกมิติ

2. เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีและเป้าหมายการค้าร่วมกัน

ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนาม โดยประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศพบปะหารือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือต่าง ๆ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีร่วมไทย–เวียดนาม (JCR) พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ Three Connects และเป้าหมายการค้าระหว่างกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนขยายสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ Three Connects โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะบรรลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปีนี้ และมีโอกาสขยายตัวถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้

4. เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมาย

ประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้มีการพัฒนากลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานทางทะเล รวมถึงการพิจารณาจัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการแก้ไขปัญหาผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพร่วมเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ สะท้อนถึงความจริงจังของไทยในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง พร้อมเสนอจัดตั้งกลไกหารือ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ไทยยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการใช้ดินแดนไทยเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านประเทศมิตร และพร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ รวมทั้งสนับสนุนการจัดประชุมคณะทำงานร่วมในประเด็นดังกล่าวโดยเร็ว

5. ดูแลและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนาม

นายกรัฐมนตรีได้สะท้อนข้อห่วงกังวลของภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและคับใช้กฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกรณีที่บางบริษัทอยู่ระหว่างรอการชำระเงินตามสัญญา

ประธานาธิบดีเวียดนามยืนยันว่า รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทย ซึ่งล้วนเป็นบริษัทชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม พร้อมย้ำว่าจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง และได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับฟังและเร่งแก้ไขปัญหาของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด

6. สานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพไทย–เวียดนาม

ไทยยังพร้อมสนับสนุนนกกระเรียนจำนวน 12 ตัวให้แก่เวียดนามภายในปีนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วม “จับมือและเติบโตไปด้วยกัน” อย่างเป็นรูปธรรม

ทักทายตามมารยาท!! โฆษกรบ. แจง ภาพ อนุทิน จับมือ ฮุน มาเนต ไม่มีอะไรในกอไผ่

ทักทายตามมารยาท!! โฆษกรบ. แจง ภาพ อนุทิน จับมือ ฮุน มาเนต ไม่มีอะไรในกอไผ่

ทักทายตามมารยาท!! โฆษกรบ. แจง ภาพ อนุทิน จับมือ ฮุน มาเนต ไม่มีอะไรในกอไผ่

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

โฆษกรบ. แจง ภาพ อนุทิน จับมือ ฮุน มาเนต ยัน ไม่มีอะไรในกอไผ่ ทักทายตามมารยาท งาน ASEAN Future Forum 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงมีการเผยแพร่ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จับมือกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างร่วมงานประชุม ASEAN Future Forum ที่ประเทศเวียดนาม ว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่นะคะ ตรงไปตรงมา ไม่มีการประชุม.. นายกฯอนุทินมาร่วมประชุม ASEAN Future Forum ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อช่วงเช้า มีผู้นำหลายประเทศอาเซียนเข้าร่วม ก่อนงานเริ่มได้มีการทักทายตามมารยาท ไม่มีการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาแต่อย่างใด มีแต่การนั่งสนทนาระหว่างผู้นำขณะรอเวลาเปิดงานและกล่าวสปีช”