รัฐบาลเปิดทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17–31 ก.ค. ผ่าน 4 ช่องทาง แก้ไขข้อมูลได้ถึง 16 ส.ค.

รัฐบาลเปิดทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17–31 ก.ค. ผ่าน 4 ช่องทาง แก้ไขข้อมูลได้ถึง 16 ส.ค.

รัฐบาลเปิดทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17–31 ก.ค. ผ่าน 4 ช่องทาง แก้ไขข้อมูลได้ถึง 16 ส.ค.

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.04 น.

รัฐบาลเปิดทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17–31 ก.ค.นี้ ผ่าน 4 ช่องทาง ย้ำแก้ไขข้อมูลได้ถึง 16 ส.ค. เพื่อรักษาสิทธิ

วันที่ 18 ก.ค. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล เปิดให้ผู้ลงทะเบียนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17–31 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูล แก้ไขข้อคลาดเคลื่อน และรักษาสิทธิของตนเอง โดยสามารถดำเนินการได้ผ่าน 4 ช่องทาง ที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้เพื่ออำนวยความสะดวก
โดยผู้มีสิทธิยื่นทบทวนสามารถดำเนินการได้ผ่าน หน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือผ่าน เว็บไซต์โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ เว็บไซต์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ทั้งนี้ ผู้ที่ยื่นทบทวนสิทธิแล้ว หากได้รับแจ้งให้แก้ไขข้อมูลหรือยื่นเอกสารเพิ่มเติม จะต้องดำเนินการด้วยตนเองที่หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติที่เกี่ยวข้อง ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 มิฉะนั้น อาจส่งผลต่อการพิจารณาสิทธิ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปิดให้ทบทวนสิทธิในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์หรือมีข้อคลาดเคลื่อน ได้รับการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม โดยผู้ขอทบทวนยังคงต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของโครงการเช่นเดิม

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

แฟ้มภาพ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลผู้มีรายได้น้อยและการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างเป็นธรรม จึงขอเชิญชวนผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ ตรวจสอบผลและยื่นทบทวนสิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมติดตามการแจ้งแก้ไขข้อมูลหรือเอกสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิที่พึงได้รับ” นางสาวลลิดา กล่าว

หนูถกสีจิ้นผิง ควงเอกชนไทยบุกจีน ลงทุนลูกใหม่รอบ40ปี ขาย-เช่ากลางเมืองชล มูลค่ากว่า5พันล้านบ.

หนูถกสีจิ้นผิง ควงเอกชนไทยบุกจีน ลงทุนลูกใหม่รอบ40ปี ขาย-เช่ากลางเมืองชล มูลค่ากว่า5พันล้านบ.

หนูถกสีจิ้นผิง ควงเอกชนไทยบุกจีน ลงทุนลูกใหม่รอบ40ปี ขาย-เช่ากลางเมืองชล มูลค่ากว่า5พันล้านบ.

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูถกสีจิ้นผิง ควงเอกชนไทยบุกจีน ลงทุนลูกใหม่รอบ40ปี ขาย-เช่ากลางเมืองชล มูลค่ากว่า5พันล้านบ.

นายกฯ โชว์วิสัยทัศน์ เสนอ 3 หลักการธรรมาภิบาล AI บนเวทีโลก เยี่ยมชมบริษัท AgiBot บริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านAIและHumanoid Robots นำทัพนักลงทุนไทยครั้งประวัติศาสตร์ 153คน จาก48บริษัท บุกจีนรับฟังเสียงภาคธุรกิจไทยโดยตรง พร้อมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ หารือ’สี จิ้นผิง’เปิดประตูความร่วมมือไทย–จีนรอบใหม่ ดึงAIการลงทุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทย ยกระดับความมั่นคงผ่านกลไก2+2

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 17กรกฎาคม2569 (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน) ที่ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) ภายใต้หัวข้อ “AI Partnership for a Brighter Future” โดยมีนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการเข้าร่วม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดย AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการที่ทุกประเทศร่วมกันกำหนดทิศทางและกติกาในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ

นายกฯชมจีนริเริ่มธรรมาภิบาลAI

นายกฯชื่นชมจีนที่ริเริ่มการประชุมและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านธรรมาภิบาล AI รวมถึงข้อริเริ่มในการจัดตั้ง“องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก” (World Artifical Intelligence Cooperation Organization) และสนับสนุนการหารือระดับโลกด้านธรรมาภิบาล AI ของสหประชาชาติ (United Nations Global Dialogue on AI Governance) เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมกันสร้างระบบพหุภาคีที่เปิดกว้างและครอบคลุม โดยมีเป้าหมายร่วมคือ”การสร้างอนาคตของAIที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ธรรมาภิบาล AI ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity)

การคุ้มครองประชาชน (Protection) AI ต้องรับใช้มนุษยชาติ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขณะเดียวกัน ก็พร้อมรับมือความเสี่ยงที่เกิดจากอคติ การสร้างความเกลียดชัง และการใช้ AI ในทางที่ผิด ทั้งการสร้างข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบียน หรือตกไปอยู่ในมือผู้ที่จงใจใช้เทคโนโลยีเพื่อหลบหนีช่องว่างทางกฏหมาย ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์เกิดผลกระทบที่เสียหายต่อสังคมติดตามมา ประชาคมโลกจึงต้องทำงานร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงให้น้อยที่สุด

หวังใช้สกัดอาชญากรรมออนไลน์

นายกรัฐมนตรี ยังได้หยิบยก ข้อแนะนำของยูเนสโกว่าด้วยจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (UNESCO’s Recommendation on the Ethics of Artificial Intelligence) ที่เป็นรากฐานสำคัญ โดยแปลงหลักการดังกล่าวสู่การปกป้องที่สามารถปฏิบัติและตรวจสอบได้ เช่นการใช้ AI ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวงออนไลน์ การฉ้อโกงทางไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ โดยประเทศไทยได้ร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และประเทศหุ้นส่วน เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม ”SHIELD“ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดนเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์ และยินดีที่จีนแสดงความสนใจเข้าร่วมความร่วมมือ สะท้อนให้เห็นว่า ธรรมาภิบาลAI ไม่ใช่เพียงการกำหนดกฏกติกา แต่คีอการสร้างกลไกความร่วมมือที่ทำงานได้จริงร่วมกัน

มุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

การปลดล็อกศักยภาพ (Potential) นายกรัฐมนตรีเสนอหลักธรรมาภิบาล AI ที่ดี ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา สถาบันที่เชื่อถือได้ ประชาชนที่มีทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล รวมไปถึงกฎระเบียบที่คาดเดาได้ เป็นที่ต้องการของทุกประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม ขณะที่เดียวกันก็ให้ความมั่นใจว่าจะปกป้องความเชี่อมั่นสาธารณได้ด้วย การสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity) การประเมินความก้าวหน้า AI ที่แท้จริง จะดูได้จากกความเจริญของมนุษยชาติ นายกรัฐมนตรีจึงระบุว่า AI ควรเป็นเครื่องมือที่ใช้ผลักดันไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับการศึกษา การสาธารณสุข และบริการภาครัฐ ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนในทุกประเทศ พร้อมย้ำว่าประเทศกำลังพัฒนาควรมีบทบาทเป็นผู้ร่วมสร้างอนาคตของ AI ไม่ใช่เพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยประเทศอื่น ประเทศไทยพร้อมมีส่วนร่วมผ่าน AI Governance Practice Center ซึ่งจะเป็นพื้นที่ทดลองเชิงปฏิบัติ (Sandbox) ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ในการนำหลักการธรรมาภิบาล AI ระดับสากลไปประยุกต์ใช้และพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดผลได้จริง

“ทางเลือกของเราในวันนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่างนวัตกรรมกับการกำกับดูแล แต่คือการร่วมกันสร้าง “ความก้าวหน้าที่ได้รับความไว้วางใจ” เพื่อให้ทุกประเทศและทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ร่วมกัน พร้อมย้ำว่า AI ต้องไม่กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยแห่งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ควรเป็นเวทีแห่งความร่วมมือของประชาคมโลก เพื่อร่วมกันลดความแตกต่าง ขยายพื้นที่แห่งความร่วมมือ ส่งเสริมกฏกติกา ที่เปิดทางให้กับนวัตกรรมที่รับผิดชอบ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า AI จะสร้างอนาคตที่ปลอดภัย มั่งคั่ง โดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปในตอนท้าย

เยี่ยมชมบริษัทAgiBotบริษัทหุ่นยนต์

เวลา 13.30น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้) ที่บริษัท Zhiyuan Innovation (Shanghai) Technology (AgiBot) นครเซี่ยงไฮ้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมชมบริษัท AgiBotบริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยี ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการหุ่นยนต์ โมเดลปัญญาประดิษฐ์ และฐานข้อมูลสำหรับการฝึกฝนหุ่นยนต์ เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย ทั้งในภาคการผลิต โลจิสติกส์ การบริการ และการดูแลผู้สูงอายุ

โอกาสนี้ ผู้บริหารบริษัท AgiBotได้นำหุ่นยนต์ AGIBOT A3 สวมชุดไทยประจำชาติ กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะเป็นภาษาไทย และหุ่นยนต์ AGIBOT X2 สาธิตศิลปะการต่อสู้มวยไทย สร้างความประทับใจให้กับนายกรัฐมนตรีและคณะ จากนั้นนายกรัฐมนตรีรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ของบริษัท ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ออกแบบให้มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ หุ่นยนต์สำหรับภาคอุตสาหกรรมและคลังสินค้า และหุ่นยนต์เฉพาะทางสำหรับงานลาดตระเวน ตรวจสอบความปลอดภัย และงานทำความสะอาดเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเยี่ยมชมการสาธิตการทำงานของหุ่นยนต์โต้ตอบกับมนุษย์ ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาไทย หุ่นยนต์ขายของ หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงและหุ่นยนต์กู้ภัย หุ่นยนต์วาดพู่กันเป็นอักษรจีน และรับประทานกาแฟที่มาจากหุ่นยนต์ทำ

ยกระดับความสามารการแข่งขัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์กำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ โดยรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลและAI เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนจะช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทยในอนาคต

ทั้งนี้ AgiBotเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชั้นนำของจีน และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเทคโนโลยีและกองทุนร่วมลงทุนชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันสามารถผลิตหุ่นยนต์ในระดับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ และบริษัทมียอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

‘เอกนิติ’ชี้เข้าสู่ลงทุนลูกใหม่รอบ40ปี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังให้สัมภาษณ์ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างการร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ว่าความโดดเด่นของการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ คือการผนึกกำลังกับภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่ขนทัพร่วมเดินทางไปเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมเวทีจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับนักลงทุนจีน เพื่อเจรจาดึงดูดการลงทุนครั้งใหญ่เข้าสู่ประเทศไทย และแสดงศักยภาพความพร้อมของประเทศ โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศร่วมเดินทาง เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP), กลุ่มอมตะ (AMATA), สหพัฒน์ (SPI) รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ

“ทิศทางการลงทุนในปัจจุบันเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของโลก วันนี้โลกเปลี่ยนจริงๆ มีคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เหมือนคลื่นการลงทุนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1980 ตอนนั้นเป็นคลื่นการลงทุนจากญี่ปุ่น แต่วันนี้มันคือคลื่นลูกใหม่ คือ AI, พลังงานสะอาด, ดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ โดยรัฐบาลยังคงพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และหุ่นยนต์อีกด้วย”นายเอกนิติกล่าว

ทัพประวัติศาสตร์153คน48บริษัท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะในครั้งนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนแห่งที่ 4 ของบีโอไอที่นครเฉิงตู ซึ่งถือว่าเป็นสำนักงานสำคัญที่จะดูแลเรื่องการส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคจีนฝั่งตะวันตกซึ่งถือว่ามีความสำคัญกับเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันและมีบริษัทที่ศักยภาพสูงในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาดหลายบริษัทในพื้นที่นี้ นอกจากนี้ ในการเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนในนครเฉิงตูในครั้งนี้ยังมีกิจกรรมสำคัญคือ”Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ซึ่งเป็นการร่วมรับประทานอาหารกลางวันและหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและกลุ่มนักธุรกิจไทยชั้นนำกว่า 153 คน จาก 48 บริษัท โดยจะมีนักธุรกิจ 110 คนร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการนำทัพนักธุรกิจไทยมายังประเทศจีนครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์

นายนฤตม์ระบุว่า กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้พบปะและรับฟังประสบการณ์การทำธุรกิจในจีนจากภาคเอกชนโดยตรง เนื่องจากหลายบริษัทมีความเชี่ยวชาญและมีการลงทุนในจีนอยู่แล้ว โดยข้อมูลและข้อเสนอแนะเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับท่านนายกรัฐมนตรีในการนำไปหารือเพื่อผลักดันความร่วมมือและขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน โดยเฉพาะในการปฏิบัติภารกิจของนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องที่กรุงปักกิ่งในวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.นี้ ที่จะพบกับนาย หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในกิจกรรมครั้งนี้จะมีนักธุรกิจที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจในประเทศจีนมาถ่ายทอดประสบการณ์การลงทุนและทำธุรกิจในประเทศจีนได้แก่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจกระทิงแดง (TCP) นอกจากนี้จะมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างธุรกิจจีนและธุรกิจไทย โดยมีบริษัทไทยที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ที่ได้ลงทะเบียนมาแล้วมีบริษัทไทยลงทะเบียนล่วงหน้าไว้ประมาณ 40 กว่าราย ทางบีโอไอได้จัดพื้นที่เฉพาะเพื่อให้บริษัทไทยกลุ่มนี้ได้พบปะและเจรจากับธุรกิจฝั่งจีนที่มีความสนใจในรูปแบบเดียวกัน เพื่อสร้างโอกาสในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต

มุ่งดึงดูดการลงทุนจากจีนเข้าไทย

“บีโอไอให้ความสำคัญกับ การลงทุนสองทาง (Two-way Investment) โดยไม่เพียงแต่ดึงดูดการลงทุนจากจีนเข้าสู่ไทย แต่ยังมุ่งส่งเสริมให้นักลงทุนไทยที่มีศักยภาพขยายฐานธุรกิจมายังจีนและหาพันธมิตรร่วมทุน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก”นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับกลุ่มนักธุรกิจที่เข้าร่วมโต๊ะหารือกับนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ครอบคลุมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์สำคัญหลายด้าน ได้แก่ องค์กรพันธมิตรและยักษ์ใหญ่ภาคการผลิต นำโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน ได้แก่ กลุ่มซีพี กลุ่มกระทิงแดง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้งกลุ่มสหฟาร์ม กลุ่มมิตรผล เครือซิเมนต์ไทย(SCG) บริษัทบ้านปู บริษัทEnergy Absolute(EA) บริษัทอมตะและดับบลิวเอชเอ นอกจากนั้นยังมีกลุ่มสถาบันการเงินและบริการ มีตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์หลักของไทย เช่น KBANK, ธนาคารกรุงเทพ รวมถึงกลุ่มค้าปลีกและการแพทย์อย่างThe Mall Group,ไทยเบฟเวอเรจและBDMSเป็นต้น

หารือ’สี จิ้นผิง’เปิดประตูความร่วมมือ

เวลา 16.00น.(ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้) ณ Xijiao State Guest Hotel นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน การหารือเป็นไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวถวายพระพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฏาคม 2569 นี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณรัฐบาลจีนในการถวายการต้อนรับ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน อย่างเป็นทางการ (State Visit) อย่างสมพระเกียรติด้วย ซึ่งประธานาธิบดีจีนย้ำความสัมพันธ์ไทย -จีน คือ ครอบครัวเดียวกัน (Thailand – China as One Family) และจีนพร้อมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความมั่นคงของภูมิภาค

มุ่งประโยชน์ยั่งยืนของทั้ง2ประเทศ

การหารือของผู้นำทั้งสองยังมุ่งเป้าสู่อนาคตที่มั่นคงและเป็นประโยชน์ยั่งยืนของสองประเทศ รวมถึงระดับภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีน พร้อมผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับจีนในฐานะมิตรเก่าที่ไว้วางใจได้ และพร้อมสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ไทยและจีนจึงควรร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และธรรมาภิบาลด้าน AI เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการรับมือความท้าทายใหม่ ทั้งอาชญากรรมออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่

นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ไทยและจีนร่วมกันเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค

จีนหนุนสันติภาพ-เขมร-เมียนมา

สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ไทย–กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยยังขอบคุณจีนที่สนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเมียนมา รวมทั้งให้กลับเข้ามามีบทบาทในอาเซียน รวมทั้งการใช้เวทีภูมิภาคระหว่าง จีน-อาเซียน เอเปค แม่โขง ล้านช้าง ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยมุ่งเปลี่ยนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีนให้เป็นความร่วมมือที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยี AI การสร้างงานคุณภาพ และการเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

ชาวบ้านผิดหวังร้องไห้โฮ บัตรคนจนวุ่น แห่ยื่นอุทธรณ์ถึง31ก.ค. เอกนิติชี้ระบบรัดกุมขึ้น

ชาวบ้านผิดหวังร้องไห้โฮ บัตรคนจนวุ่น แห่ยื่นอุทธรณ์ถึง31ก.ค. เอกนิติชี้ระบบรัดกุมขึ้น

ชาวบ้านผิดหวังร้องไห้โฮ บัตรคนจนวุ่น แห่ยื่นอุทธรณ์ถึง31ก.ค. เอกนิติชี้ระบบรัดกุมขึ้น

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชาวบ้านผิดหวังร้องไห้โฮ บัตรคนจนวุ่น แห่ยื่นอุทธรณ์ถึง31ก.ค. เอกนิติชี้ระบบรัดกุมขึ้น

คลังประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการบัตรคนจนที่มีผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านราย ผ่านเกณฑ์แค่ 9.51 ล้านราย อีก 9.31 ล้านราย
ผิดหวังแต่เปิดให้ยื่นอุทธรณ์สิทธิได้จนถึง 31 กรกฎาคมนี้ “เอกนิติ”ย้ำ ตั้งใจดูแลกลุ่มเปราะบางแท้จริง แจงสาเหตุที่มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนมากมาจากการปรับปรุงระบบคัดกรองให้รัดกุมขึ้น โดยตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูลของรัฐ เช่น รายได้ การถือครองที่ดิน-รถยนต์ ด้าน“ศิริกัญญา” ติง เข้มงวด-แข็งตัวเกินไป ตั้งใจคัดกรองคนออกทำให้คนจนที่เดือดร้อนจริงต้องหลุดออกไปด้วย ส่วนบรรยากาศในหลายจังหวัดชาวบ้านแห่ยื่นอุทธรณ์ขอทบทวนสิทธิอีกรอบ ป้าวัย 65 ชาวบุรีรัมย์ ร้องไห้หน้าธนาคาร หวังได้บัตรคนจนช่วยต่อลมหายใจ

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากกระทรวงการคลังประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ภายหลังเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและยืนยันสิทธิระหว่างวันที่ 4-21 มิ.ย. 2569 ปรากฏว่า มีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ จำนวน 9.51 ล้านราย มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์และถูกตัดสิทธิ 9.31 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.82 ล้านราย

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม จำนวน 12.70 ล้านราย กลุ่มผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อยู่ในฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 0.74 ล้านราย และ กลุ่มผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่กระทรวงมหาดไทยสำรวจเพิ่มเติมในช่วงเปิดลงทะเบียน จำนวน 5.38 ล้านราย

โดยผู้ที่ผ่านการพิจารณา สามารถเริ่มใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 เป็นต้นไป

เปิดให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึง31ก.ค.

ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถดำเนินการยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 ก.ค. 2569 ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ https://welfare.mof.go.th, แอปพลิเคชัน ทางรัฐ, แอปพลิเคชัน เป๋าตัง, และหน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารของรัฐ 5 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ตามวันและเวลาทำการของแต่ละสาขา โดยแจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการยื่นอุทธรณ์ผ่านระบบ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนและเอกสารที่จำเป็นอย่างละเอียด เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดไว้ในโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยต่อไป

ประกาศผลทบทวนสิทธิ21ก.ย.

ทั้งนี้ ผู้ยื่นอุทธรณ์จะต้องแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องภายในวันที่ 16 ส.ค. 2569 จากนั้น กระทรวงการคลังจะประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 21 ก.ย. 2569 ผ่านทั้ง 4 ช่องทางดังกล่าว หากผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์ จะสามารถเริ่มใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไปอย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ไม่ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) ใหม่ เนื่องจากระบบมีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว ส่วนผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ที่ไม่เคยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องยืนยันตัวตนผ่านหน่วยรับลงทะเบียนทั้ง 5 ธนาคาร หรือแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ก่อน จึงจะสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ โดยหากยืนยันตัวตนล่าช้า จะได้รับสิทธิหลังจากดำเนินการยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว

แจงตั้งใจดูแลกลุ่มเปราะบางจริง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการพิจารณาและสรุปผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 ที่ตัวเลขผู้ได้รับสิทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญว่า สาเหตุที่ตัวเลขผู้ไม่ผ่านเกณฑ์มีจำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลได้ปรับปรุงระบบการคัดกรองให้มีความจริงจังและรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลผู้ลงทะเบียนไปตรวจสอบไขว้กับฐานข้อมูลต่างๆ ของรัฐอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ที่ผ่าน ต้องเป็นไปตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ตั้งไว้ เช่น ฐานข้อมูลการเสียภาษี การถือครองที่ดิน รายได้ และการถือครองรถยนต์ ทำให้สามารถคัดกรองผู้ที่ไม่ได้มีฐานะยากจนจริงออกไปได้

“เจตนารมณ์ในการดำเนินนโยบายครั้งนี้ที่เข้ามาสกรีนอย่างจริงจัง ก็เพื่อที่จะเอาคนจนจริงๆ เข้ามาสู่ระบบ ผมพูดจากใจเลยว่ารัฐบาลอยากจะช่วยคนที่ลำบากจริงๆ งบประมาณด้านสวัสดิการของรัฐบาลมีจำกัด จึงอยากให้บัตรใบนี้เป็นของคนที่ไม่มีอะไรเลยจริงๆ เช่น ผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงและไม่มีรายได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือลงไปถึงคนที่สมควรได้รับสวัสดิการและลำบากที่สุดอย่างแท้จริง”นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนจะสามารถเข้าไปตรวจสอบสิทธิของตนเองได้ในระบบ ซึ่งหากพบว่าเป็นผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ระบบจะมีการแสดงรายละเอียดชี้แจงอย่างชัดเจนว่าถูกตัดสิทธิเนื่องจากไม่ผ่านเงื่อนไขในข้อใด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ และสามารถอุทธรณ์ได้ด้วย

ช่วยเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าดูแลผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ไม่นำวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรมารวมในการพิจารณาเพดานวงเงินสินเชื่อ 100,000 บาท เพื่อให้การพิจารณาสิทธิสะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยสินเชื่อเพื่อการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป เนื่องจากเป็นเงินทุนที่เกษตรกรใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น การซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย วัตถุดิบ การดูแลผลผลิต และบริหารสภาพคล่องตามรอบการเพาะปลูก รวมทั้งสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง อุทกภัย และภัยธรรมชาติ ดังนั้น การนำวงเงินสินเชื่อดังกล่าวมารวมกับสินเชื่อประเภทอื่น อาจทำให้เกษตรกรรายได้น้อยบางส่วนถูกประเมินว่ามีศักยภาพทางการเงินสูงกว่าความเป็นจริง และพลาดโอกาสได้รับสวัสดิการของรัฐ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การปรับหลักเกณฑ์ครั้งนี้ ไม่ใช่การยกเลิกหนี้หรือยกเว้นการตรวจสอบคุณสมบัติ แต่เป็นการปรับวิธีการพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ โดยผู้ลงทะเบียนยังคงต้องผ่านเกณฑ์ด้านรายได้ ทรัพย์สิน และคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่โครงการกำหนดเช่นเดิม

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการออกแบบมาตรการสวัสดิการที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้สินเชื่อเป็นเงินทุนในการประกอบอาชีพ ไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ความมั่งคั่ง การปรับหลักเกณฑ์ครั้งนี้จะช่วยให้การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีความเหมาะสม เป็นธรรม และเข้าถึงผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือได้มากยิ่งขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

‘ไหม’ซัด ทำคนจนตัวจริงตกหล่น

ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงดราม่าเกณฑ์รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ที่ประกาศผลผู้ลงทะเบียนในวันนี้ ทำให้มีหลายคนถูกตัดสิทธิ์ว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง มีการวางแผนพยายามที่จะลดจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราสังเกตจากตัวงบประมาณที่ปีนี้ตั้งไว้เพียงแค่ 42,000 ล้านบาท จากที่ปกติใช้อยู่ที่ 50,000 กว่าล้านบาท ดังนั้นทางรัฐบาลคิดเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้นว่าจำเป็นที่จะต้องลดจำนวนผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ได้ให้เหลือประมาณ 9-10ล้านคน จึงกลายเป็นว่ามีการปรับเกณฑ์ให้เข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดจำนวนของคนที่จะได้รับบัตร แต่วิธีการลดจำนวนทำให้หลายคนที่เป็นคนจนจริง และเดือดร้อนจริงกับต้องตกหล่น

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า วันนี้เป็นวันที่ต้องประกาศผล เราก็จะได้ข่าวตั้งแต่เช้าว่าคนที่ตกหล่นคุณสมบัติทั้งที่เป็นคนที่เดือดร้อนจริงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องบางเกณฑ์เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องคุณสมบัติกลายเป็นว่าไม่ถูก จากที่ไม่มีรถ ก็กลายเป็นว่ามีรถ ไม่ใช่ของตัวเองแต่อาจจะมีคนเอาชื่อไปสวมสิทธิ์หรือบางกรณี ที่ดินที่ตัวเองมีที่ที่คิดว่าไม่มี ก็กลายเป็นมีที่ดินเกิน 10 ไร่ รถมอเตอร์ไซต์ที่มีเกินหนึ่งคัน แต่ถ้าลูกเอาชื่อไปใส่ ก็ทำให้ตัวเองหลุด จากการที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเช่นเดียวกัน

จี้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

จึงเป็นคำถามตัวโตๆว่าความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการจะกรองคนออกไปให้ได้มากที่สุดวันนี้กลับกลายเป็นกรองคนที่เดือดร้อนจริงออกไปด้วยหรือไม่ กลายเป็นว่าคนที่มีรายได้น้อยส่วนหนึ่งจึงตกหล่นก็ต้องรอดูว่ากระบวนการอุทธรณ์จะมีผลรวดเร็วแค่ไหน ซึ่งที่ผ่านมาคนที่ลงทะเบียนทางไหนไปก็ต้องไปอุทธรณ์ทางนั้น และไปที่ธนาคารกันเต็มไปหมด

“ส่วนที่เราระบุไว้บนเว็บไซต์ว่าข้อมูลจากหน่วยไหนผิดก็ให้ติดต่อไปที่หน่วยงานนั้นตอนนี้ กรมการขนส่งทางบกที่เป็นเจ้าของข้อมูลเกี่ยวกับการถือครอง ถือครองรถยนต์ก็สายไหม้ไปแล้วโทรไม่ติดกี่เบอร์ที่ให้ไว้ก็ติดต่อไม่ได้เป็นการสะท้อนถึงการทำงานของทางกระทรวงการคลังโดยสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังที่ยังไม่ได้เตรียมความพร้อมในกลไกของการอุทธรณ์ให้เรียบร้อย จำเป็นที่จะต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานอื่นแต่หน่วยงานอื่นยังไม่ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการอุทธรณ์ ในวันนี้จึงกลายเป็นความสับสนอลหม่านโกลาหลอยู่ในตอนนี้ก็อยากให้ทางรัฐบาลรีบเร่งในการแก้ไขปัญหานี้ให้ได้สมกับความตั้งใจว่าไหนๆ ก็อยากจะหาตัวคนที่เดือดร้อนจริงให้เจอ ก็อย่าให้เขาต้องมาหลุดตาข่ายการกรองที่มันถี่เกินไป เข้มงวดเกินไป จนทำให้คนที่เดือดร้อนจริงไม่ได้รับประโยชน์” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ชี้อยากแก้ไขความผิดพลาดในอดีต

เมื่อถามว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลมีปัญหางบประมาณหรือไม่ทำให้ลดงบฯส่วนนี้ลง และกรองคนให้เหลือน้อยที่สุด โดยการเพิ่มเงื่อนไขต่างๆ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เรื่องงบฯก็เป็นส่วนหนึ่ง มีปัญหาตั้งแต่ปี 69 เป็นปีแรกที่ตั้งใจจะให้มีการลงทะเบียนใหม่ และวันนั้นตอนปี 69 ได้รับงบฯเพียง 30,000 ล้านบาท เท่ากับว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องหายไปอีกครึ่ง แต่ขณะนี้เพิ่มขึ้นมา 42,000 ล้านบาท อาจทำให้ได้ผู้ถือบัตรฯเกือบ 10 ล้านคน รัฐบาลก็พยายามคัดกรองคนให้ได้มากที่สุดโดยการใช้เกณฑ์ที่ค่อนข้างแข็งตัว คือต้องผ่านทุกคุณสมบัติ ถึงจะได้รับบัตร แต่ในความเป็นจริง ความเดือดร้อนมีน้ำหนัก มีดีกรีหนักไม่เท่ากัน เช่น คนที่รายได้ไม่สูง แต่มีที่ดินเกิน10ไร่ แต่ที่ดิน10ไร่หาประโยชน์และทำรายได้ไม่ได้เลย มันก็จะโชว์ในรายได้ของเขาอยู่แล้วว่าทำมาหากินได้รายได้ปีละไม่กี่หมื่น หรือมีที่ดินมากกว่า10ไร่ ก็ไม่ใช่เขาจะไม่เดือดร้อน หรือเรื่องหนี้สิน ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย กู้หนี้ยืมสินได้เกิน 100,000 บาท กลับกลายเป็นต้องหลุดจากเกณฑ์นี้ไปด้วย ทั้งที่ความเป็นจริง อาจจะหารายได้จากการลงทุนไปได้ไม่พอจ่าย

“มันสะท้อนว่ารัฐบาลเองอยากแก้ไข ความผิดพลาดในอดีตที่ปล่อยให้มีคนได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเยอะเกินไป และมีคนที่ไม่ได้จนจริง แต่พอประกอบกับปัญหางบประมาณไปด้วย ทำให้การคัดกรองเข้มงวด แข็งตัว กลายเป็นว่าคนที่เดือดร้อนจริงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากสวัสดิการนี้” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ชาวบ้านแห่ยื่นอุทธรณ์ทบทวนสิทธิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่มีการประกาศผลผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเป็นจำนวนมากถึง 9.31 ล้านรายนั้น ได้ทำให้ประชาชนเกิดความผิดหวังเป็นจำนวนมาก โดยในหลายจังหวัดได้มีประชาชนเดินทางมายังที่ทำการธนาคารของรัฐเพื่อสอบถามถึงเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ และยื่นคำร้องขอให้มีการตรวจสอบใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งตั้งความหวังว่ารัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริงตามสภาพความเป็นอยู่จริงแทนการพิจารณาจากข้อมูลในระบบเพียงอย่างเดียว

ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหัวทะเล จังหวัดนครราชสีมา นายวิวัฒน์ไชย อายุ 62 ปี หนึ่งในผู้ที่เดินทางมายื่นอุทธรณ์ เปิดเผยว่า ตนเองไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากระบบระบุว่ามีทรัพย์สินประเภทรถยนต์ แม้ตนจะเข้าใจถึงความจำเป็นของรัฐบาลในการคัดกรองที่เข้มงวด แต่การมีทรัพย์สินบางประเภทไม่ได้สะท้อนว่ามีฐานะดีหรือมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต พร้อมสะท้อนว่าบางครั้งการที่บุตรหลานโอนเงินมาให้ใช้จ่ายครั้งละไม่กี่ร้อยบาทอาจทำให้ระบบประเมินว่ามีรายได้เกินเกณฑ์ ทั้งที่เป็นเพียงเงินสำหรับประทังชีวิตในแต่ละวัน

ด้านนางดาด อายุ 75 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเช่าและดูแลสามีผู้พิการ กล่าวว่าตนรู้สึกเสียใจและไม่เข้าใจเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งที่ไม่มีทรัพย์สินหรือที่ดินเป็นของตนเอง โดยก่อนหน้านี้เคยได้รับสิทธิมาโดยตลอด เงินช่วยเหลือดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปและของใช้จำเป็นสำหรับสามี จึงต้องการความชัดเจนในการพิจารณาและอยากให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพความเป็นจริงร่วมกับผู้นำชุมชนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

งงบางคนลูกทำงานเมืองนอกได้สิทธิ

นอกจากนี้ ประชาชนหลายรายยังตั้งข้อสังเกตถึงเกณฑ์การพิจารณาที่อาจมีความเหลื่อมล้ำ บางรายมีเงินเก็บ มีลูกทำงานเมืองนอกส่งเงินมาให้ใช้ กลับผ่านการพิจารณา พร้อมฝากถึงรัฐบาลให้เร่งพิจารณาช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวที่พิการ ซึ่งทุกคนต่างหวังว่าการยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้จะช่วยให้ได้รับสิทธิเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพที่ปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในขณะนี้

. ในส่วนของการดำเนินการ เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหัวทะเล ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรองรับประชาชน โดยแนะนำให้ผู้ที่ต้องการยื่นอุทธรณ์ตรวจสอบผลการคัดกรองผ่านช่องทางที่ภาครัฐกำหนด และเตรียมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาให้ครบถ้วนเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการยื่นคำร้อง ซึ่งจะช่วยลดความล่าช้าในการให้บริการในช่วงที่มีประชาชนมาติดต่อจำนวนมาก

ชาวลำปลายมาศเข้าตรวจสอบสิทธิ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) สาขาลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ได้มีประชาชน เกษตร และผู้สูงอายุ เดินทางมารอให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนทั้งรายเดิมและรายใหม่ ภายหลังจากลงทะเบียนเข้าระบบคัดกรองผู้มีสิทธิ์รอบใหม่ โดยผู้ที่เดินทางมาตรวจสอบสิทธิ์ที่ ธกส.วันนี้ ส่วนใหญ่จะตรวจสอบสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยตัวเองไม่เป็น

อย่างไรก็ตาม คนที่เดินทางมาตรวจสอบสิทธิ์วันนี้ ก็มีทั้งดีใจที่ผ่านการคัดกรองได้รับสิทธิ์ แต่บางคนก็ผิดหวังเพราะไม่ผ่านการคัดกรองเนื่องจากคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนด ส่วนมากผู้ที่ไม่ผ่านจะเป็นผู้ที่มีรถยนต์ส่วนตัว มีที่ดิน หรือมีหนี้สินเกินวงเงินที่กำหนด จึงเรียกร้องให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เงื่อนไข เพราะบางคนที่มีรถยนต์ ก็เป็นรถมือสองที่ผ่อนมาเพื่อใช้ประกอบอาชีพ ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย

ป้าวัย65ผิดหวังร้องไห้โฮ

ขณะที่ นางนิภาวรรณ อายุ 65 ปี ชาวตำบลหินโคน อ.ลำปลายมาศ ทันทีที่เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ตรวจสอบสิทธิแล้วคุณสมบัติไม่ผ่าน ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ก็ถึงกับปล่อยโฮร้องไห้ที่หน้า ธกส. เพราะเจ้าตัวคาดหวังว่าจะได้เงินส่วนนี้ไปซื้อสิ่งของอุปโภคบริโภคสำหรับตัวเอง และหลาน เพราะไม่มีรายได้อื่นมีเพียงเบี้ยผู้สูงอายุ และเงินที่ลูกส่งมาให้ใช้จ่ายบ้างเท่านั้น หากได้รับสิทธิ์บัตรคนจนรอบนี้ ก็จะช่วยต่อลมหายใจให้กับตนและหลานได้ ก็เสียใจมากที่ไม่ได้รับสิทธิ์ทั้งที่ฐานะยากจน ไม่มีรถยนต์ มีที่ดินแค่พออยู่อาศัย ก็อยากให้ภาครัฐตรวจสอบสิทธิ์ใหม่อีกรอบ

ถูกตัดเพราะลูกหลานใช้ชื่อซื้อจยย.

. ที่ธนาคารกรุงไทย สาขา ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม มีประชาชนทยอยเดินทางมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าเป็นผู้ผ่านการพิจารณาได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 หรือไม่ โดยคนที่สมหวังก็ได้ยืนยันสิทธิและกลับบ้านได้ทันที ส่วนคนที่ผิดหวัง ส่วนใหญ่ก็จะสับสนว่าจะต้องไปยื่นอุทธรณ์ที่หน่วยงานไหนได้บ้าง เท่าที่ผู้สื่อข่าวสังเกตดู ก็ปรากฏว่ามีผู้ที่ผิดหวังในหลากหลายเงื่อนไข อาทิ ถือครองกรรมสิทธิ์รถ, มีรายจ่ายให้ผู้อื่นมากกว่า 100,000 บาทต่อปี เป็นต้น

โดย นางอรพิน ชาวบ้าน ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ตนเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่ก่อนแล้ว วันนี้มายืนยันตัวตน แต่ปรากฏว่าถูกตัดสิทธิ์ เพราะว่าตนมีกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ แต่จริงๆ แล้วตนไม่มีรถสักคัน แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อนานมาแล้ว ลูกหลานเคยใช้ชื่อไปออกรถจักรยานยนต์ แต่ก็ถูกยึดไปนานแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป เจ้าหน้าที่แนะนำให้ไปติดต่อที่ขนส่ง ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง

นายกฯ เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เซี่ยงไฮ้ ร่วมมือ AI ขยายตลาดสินค้าไทยสู่เมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีน

นายกฯ เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เซี่ยงไฮ้ ร่วมมือ AI ขยายตลาดสินค้าไทยสู่เมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีน

นายกฯ เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เซี่ยงไฮ้ ร่วมมือ AI ขยายตลาดสินค้าไทยสู่เมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.23 น.

17 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ที่โรงแรม Radisson Collection Hotel นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน  นายกง เจิ้ง นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเลือกเยือนนครเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองแรกของการเยือนจีนครั้งนี้ สะท้อนความสำคัญของเซี่ยงไฮ้ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเงิน การค้า และนวัตกรรมของโลก พร้อมชื่นชมการจัดงาน World AI Conference ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพด้านเทคโนโลยีของจีน และยืนยันว่าไทยพร้อมร่วมมือกับจีนในการพัฒนา AI อย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรียังชื่นชมแนวทางการพัฒนาเมืองของนครเซี่ยงไฮ้ ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน จนก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับโลก พร้อมระบุว่าไทยพร้อมศึกษาและนำประสบการณ์ของเซี่ยงไฮ้มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เมืองอัจฉริยะ และการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุนคุณภาพ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI ดิจิทัล และนวัตกรรม พร้อมใช้จุดแข็งของไทยด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และทำเลยุทธศาสตร์ เป็นฐานรองรับการลงทุนและเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค

อีกประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง คือ การขยายตลาดสินค้าไทยในจีน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนภาคเอกชนไทยเข้าร่วมงาน China International Import Expo (CIIE) ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และขยายการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนที่มีกำลังซื้อสูง

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือด้าน AI โดยเซี่ยงไฮ้มีบุคลากรด้าน AI กว่า 300,000 คน และมีระบบวิจัยที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากร และสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันวิจัยของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ยังเห็นพ้องขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้มากเป็นอันดับ 4 ของต่างชาติ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแยงซีของจีนยังคงนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

นายกรัฐมนตรีได้เชิญนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้เดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อสานต่อความร่วมมือและผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

เลขาฯ พระปกเกล้า มองปมค่าตอบเเทนผู้ช่วย สส. ชี้ โสภณ เลือกหยุดเพื่อทบทวน ถือว่า ตอบโจทย์แก้ปัญหาระยะยาว

เลขาฯ พระปกเกล้า มองปมค่าตอบเเทนผู้ช่วย สส. ชี้ โสภณ เลือกหยุดเพื่อทบทวน ถือว่า ตอบโจทย์แก้ปัญหาระยะยาว

เลขาฯ พระปกเกล้า มองปมค่าตอบเเทนผู้ช่วย สส. ชี้ โสภณ เลือกหยุดเพื่อทบทวน ถือว่า ตอบโจทย์แก้ปัญหาระยะยาว

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.12 น.

เลขาฯ พระปกเกล้า มองดรามา ค่าตอบเเทนผู้ช่วย สส. ชี้ โสภณ เลือกหยุดเพื่อทบทวน ถือว่า ตอบโจทย์แก้ปัญหาระยะยาว 

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “ว่าด้วยเรื่องค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.” ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนที่มองเห็นปัญหา แต่เรามักใช้เวลากับการพูดถึงปัญหา มากกว่าวิธีแก้ปัญหา ผมเห็นว่าการที่ประธานสภาฯ เลือกใช้แนวทาง “หยุดเพื่อทบทวน” โดยยกเลิกระเบียบเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมกันออกแบบหลักเกณฑ์ใหม่ที่มีมาตรฐาน และตอบโจทย์การทำงานด้านนิติบัญญัติในระยะยาว เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนภาวะผู้นำเชิงสถาบัน เพราะ “ผู้นำที่แท้จริง ไม่ได้กล้าแค่เดินหน้า แต่กล้าหยุด เมื่อรู้ว่าระบบเดิมไม่ใช่คำตอบ” 

นายอิสระ โพสต์ อีกว่า ประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. ก็เช่นกัน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า ควรเพิ่มค่าตอบแทนหรือไม่ แต่คือ จะออกแบบระบบอย่างไรให้บุคลากรเหล่านี้สร้างคุณค่าสูงสุดต่อรัฐสภา หัวใจของเรื่องอยู่ที่ “คุณภาพคน” มากกว่า “จำนวนคน” ระเบียบใหม่จึงควรกำหนดคุณสมบัติ มาตรฐานสมรรถนะ และระบบรับรองความรู้ ความสามารถ และจริยธรรมอย่างชัดเจน ไม่ใช่แต่งตั้งคู่สมรส ญาติ หรือบุคคลที่ไม่สามารถทำงานให้กับรัฐสภา แต่ตั้งเพื่อต่างตอบแทน โดยไม่มีมาตรฐานร่วม นี่คือเหตุผลที่สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะคลังสมองด้านนิติบัญญัติของประเทศ กำลังพัฒนา “หลักสูตรผู้นำระบบงานด้านนิติบัญญัติ” เพื่อยกระดับมาตรฐานของผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการ หากรัฐสภาเห็นชอบ ก็อาจกำหนดให้ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งต้องผ่านหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาความรู้ ทักษะ ทัศนคติ จริยธรรม และการประเมินสมรรถนะอย่างเข้มข้น ก่อนรับวิทยฐานะและมีสิทธิ์ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้สามารถสนับสนุนการวิเคราะห์กฎหมาย การศึกษาผลกระทบ การจัดทำข้อมูลเชิงนโยบาย และการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ตำแหน่งเหล่านี้เป็น “วิชาชีพ” อย่างแท้จริง

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า เมื่อมีมาตรฐานที่ชัดเจนแล้ว การกำหนดค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับศักยภาพ ความรับผิดชอบ และผลสัมฤทธิ์ของงาน ซึ่งควรสูงกว่า 15,000 บาท ก็เป็นสิ่งที่สังคมเข้าใจได้ เพราะการมีบุคลากรคุณภาพเพียงไม่กี่คนที่สามารถยกระดับกระบวนการนิติบัญญัติได้จริง ย่อมคุ้มค่ากว่าการมีบุคลากรจำนวนมาก แต่ไม่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับงานของรัฐสภา ท้ายที่สุด การปฏิรูปไม่ใช่การทำให้เสียงวิจารณ์เงียบลง แต่คือการแก้ไขโครงสร้างของปัญหา จากคำถามว่า “ควรเพิ่มค่าตอบแทนหรือไม่” เราควรยกระดับคำถามของสังคมไปสู่ “จะสร้างมาตรฐานของคนทำงานนิติบัญญัติอย่างไร” เพราะเมื่อคุณภาพของคนรัฐสภาสูงขึ้น คุณภาพของกฎหมาย และคุณภาพของประเทศ ก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย

ภาวุธ รีบแจงวุ่น! ปมถูกวิจารณ์ปล่อยผ่าน AI Pass ยันลุยตรวจสอบเข้ม

ภาวุธ รีบแจงวุ่น! ปมถูกวิจารณ์ปล่อยผ่าน AI Pass ยันลุยตรวจสอบเข้ม

ภาวุธ รีบแจงวุ่น! ปมถูกวิจารณ์ปล่อยผ่าน AI Pass ยันลุยตรวจสอบเข้ม

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.06 น.

17 กรกฎาคม 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมต้องขอโทษทุกท่านจากใจจริงสำหรับโพสต์ก่อนหน้านี้ครับ.!

การที่ผมมุ่งเน้นวิจารณ์เพียงแค่ระบบบริการของ AI Pass มากเกินไป ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าผมจะปล่อยผ่านเรื่องการตรวจสอบ ทั้งที่เรื่องความโปร่งใสของงบประมาณคือเรื่องที่พรรคประชาชนและผมให้ความสำคัญที่สุด

ขอยืนยันว่า กระบวนการตรวจสอบโครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวดและละเอียดถี่ถ้วนในทุกขั้นตอน

ขอบคุณทุกคำตักเตือนที่ช่วยดึงสติครับ หลังจากนี้ผมจะทำงานให้หนักและรอบคอบขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานนับจากนี้ครับ

ยกคำร้อง! ศาลไม่ให้ประกันตัว ไผ่-ครูใหญ่ คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ

ยกคำร้อง! ศาลไม่ให้ประกันตัว ไผ่-ครูใหญ่ คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ

ยกคำร้อง! ศาลไม่ให้ประกันตัว ไผ่-ครูใหญ่ คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.55 น.

17 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ยกคำร้อง! ศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว “ไผ่-ครูใหญ่” คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ และศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน ทั้งสองคนยังถูกคุมขังต่อ แม้ได้ประกันตัวอีกคดีและติด EM แล้ว”

พร้อมโพสต์ในคอมเมนต์ อีกว่า ยกคำร้อง! ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ไผ่-ครูใหญ่ คดี 19 กันยาฯ และยกคำร้อง “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมันฯ

วันนี้ (17 ก.ค. 2569) เวลาประมาณ 17.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล ในคดี ม.112 และ ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

ส่วนศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน โดยระบุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

กรณีดังกล่าว ทำให้ทั้งสองคนยังคงถูกคุมขังในเรือนจำต่อไป ทั้งที่ได้ติดกำไล EM และทำสัญญาประกันตัวในคดี ม.112 ของศาลจังหวัดภูเขียวแล้วเมื่อวานนี้

และสำหรับกรณี “ครูใหญ่” ยังมีอีก 1 คดีที่ยังรอคำสั่งประกันตัวจากศาลอุทธรณ์ ได้แก่ คดี ม.112 จากการปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ส่วนคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 ได้รับแจ้งว่าครูใหญ่ถูกขังจนครบโทษแล้ว

ย้อนอ่านคดี ม.112 ที่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวไผ่และครูใหญ่ https://tlhr2014.com/archives/82300

แสวง บุญมี ฉลุย! มติ กกต. 5 ต่อ 2 ตีตกผลประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ จ่อนั่งยาวจนครบวาระ

แสวง บุญมี ฉลุย! มติ กกต. 5 ต่อ 2 ตีตกผลประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ จ่อนั่งยาวจนครบวาระ

แสวง บุญมี ฉลุย! มติ กกต. 5 ต่อ 2 ตีตกผลประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ จ่อนั่งยาวจนครบวาระ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

“แสวง บุญมี”ฉลุย! กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของ กกต.ชุดเก่า จ่อนั่งยาวจนครบวาระ ชี้อำนาจประเมินผลการทำงานเป็นของ กกต.ชุดใหม่

17 กรกฎาคม 2569 มีรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 15 ก.ค.69 มีมติ 5 ต่อ2 ให้ยกเลิกมติการประเมินผลการปฏิบัติงานของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่ กกต.ชุด นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานฯ ได้ประเมินไว้โดย กกต.ชุดปัจจุบันจะเป็นผู้ประเมินเอง ซึ่งก็จะส่งผลให้นายแสวงยังคงดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ต่อไปได้

ทั้งนี้ กรณีปัญหาดังกล่าวสืบเนื่องจาก กกต.ชุดที่มี นายอิทธิพร เป็นประธาน ประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงในปี2568 ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ซึ่งตามเงื่อนไขสัญญาจ้างจะต้องมีการยกเลิกและนายแสวงจะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่เนื่องจากเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีการนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อมีมติของที่ประชุม กกต.โดยล่วงเลยมากระทั่ง กกต.ในชุดของนายอิทธิพร รวมถึงตัวนายอิทธิพร พ้นจากวาระ เมื่อ กกต.ชุดใหม่ เข้าปฏิบัติหน้าที่ และมีการเผยแพร่ข่าวว่านายแสวง ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 รวมถึงมีปัญหาข้อกฎหมาย ที่หนึ่งใน กกต.ชุดของนายอิทธิพร ขอเรียกคืนเอกสารการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวง เพราะสงสัยว่า กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งมาแล้ว มีอำนาจในการประเมินหรือไม่ และ กกต.ชุดปัจจุบันตั้งข้อสังเกตว่าอำนาจการประเมินควรเป็นของ กกต.ชุดใด จึงได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานกฤษฎีกา แต่ทางกฤษฎีกาแจ้งว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการพิจารณาหรือตีความข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างและผลการประเมินของนายแสวง และเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของ กกต.กระบวนการต้องสิ้นสุดที่ กกต.เท่านั้น

ทั้งนี้ นอกจากสำนักงาน กกต.จะหารือเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานกฤษฎีกาแล้ว ยังได้นำเรื่องดังกล่าวให้คณะที่ปรึกษา กกต.ที่มี นายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธาน กกต.เป็นประธานฯ ได้พิจารณา และเห็นว่าตามสัญญาจ้างกำหนดให้ กกต.ที่มีอยู่เป็นผู้ประเมิน อีกทั้งในอดีตการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.คนก่อน ก็จะประเมินโดย กกต.ชุดที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น คณะที่ปรึกษากฎหมายจึงมีมติเสียงข้างมากเสนอ ว่าอำนาจการประเมินฯ เป็นของ กกต.ชุดปัจจุบัน

ซึ่งในการพิจารณาของที่ประชุม กกต.เมื่อวันที่ 15 ก.ค.มีรายงานว่าหนึ่งใน กกต.ที่ก่อนหน้านี้เคยอภิปรายคัดค้านว่า กกต.ชุดใหม่ทั้ง 4 คน ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะให้คะแนนประเมินนายแสวงเพราะเพิ่งทำงานร่วมกันไม่กี่เดือน แต่ครั้งนี้กับกลับลำลงมติให้ยกเลิกผลการประเมินฯของ กกต.ชุดเก่า อย่างไรก็ตาม การมีมติดังกล่าวของกกต.เชื่อว่าจะทำให้นายแสวง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ได้ยาวไปจนถึงครบวาระ 5 ปี ในวันที่ 31 มี.ค.70 อย่างไร้ปัญหา

มติ กสถ. สั่งยกเลิกบรรจุ 5,924 คน เหตุคะแนนผิดปกติ เตรียมรื้อบัญชีจัดอันดับใหม่!

มติ กสถ. สั่งยกเลิกบรรจุ 5,924 คน เหตุคะแนนผิดปกติ เตรียมรื้อบัญชีจัดอันดับใหม่!

มติ กสถ. สั่งยกเลิกบรรจุ 5,924 คน เหตุคะแนนผิดปกติ เตรียมรื้อบัญชีจัดอันดับใหม่!

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.01 น.

วันที่ 17 ก.ค.2569 เมื่อเวลา 16.50 น. ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนถิ่น(กสถ.) ครั้งที่9/2569 ที่มีการหารือเป็นเวลากว่า2ชั่วโมงว่า เรื่องนี้สังคมต้องการความกระจ่าง มีข่าวสารมากมายบิดเบือนต่างๆ ทั้งมีกระแสออกมาว่ามีคนสามารถดึงชื่อออกได้ต่างๆ วันนี้ตามที่เรียนไปก่อนหน้านี้ว่าจะมีการเพิกถอน บุคคลที่ได้รับการบรรจุกลุ่มแรกจำนวน3,621คน แต่โชคดีที่เราได้ประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และได้ข้อมูลสำคัญมาตั้งแต่เมื่อวันที่16ก.ค.ที่ผ่านมา โดยตรวจสอบตลอดทั้งคืนจนนำเข้าสู่ที่ประชุมวันนี้ เราได้เห็นข้อมูลคะแนนทั้งหมดของผู้เข้าสอบจำนวน 279,000 กว่าคน  จากผู้สมัครทั้งหมดประมาณ400,000คน ในจำนวนผู้เข้าสอบ 279,000 คน เราเห็นคะแนนมีความผิดปกติ จำนวน 5,924 คนที่มีการบรรจุไปแล้ว ซึ่งทาง กสถ. ได้รับทราบข้อมูล จึงเห็นชอบและมีมติยกเลิกประกาศการขึ้นบัญชีข้าราชการท้องถิ่นที่ได้ขึ้นบัญชีไปแล้วทั้งหมด รวมถึงยกเลิกการบรรจุในส่วนของ5,924คนที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว โดยประธาน กสถ.จะลงนามในประกาศบัญชีใหม่ ภายหลังจากที่มีการตรวจสอบคะแนนใหม่ทั้งหมดแล้ว คาดว่าช่วงต้นสัปดาห์หน้า ประธาน กสถ. จะลงนามยกเลิกประกาศดังกล่าว และลงนามขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในประกาศใหม่  โดยไม่มีการสอบใหม่

”ในบัญชีทั้งหมดที่คนเข้าสอบจะโละทิ้งไปหมดเลย แล้วนำบัญชีใหม่ที่มีนับคะแนนใหม่แล้วมาเรียงลำดับใหม่ทั้งหมด แต่ในจำนวนผู้ที่ได้รับการบรรจุ 5,924 คน พบความผิดปกติในช่วงแรกๆเยอะมาก แต่ยังมีช่วงหลังๆที่มีความผิดปกติบ้าง แต่เยอะแล้ว“ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

เมื่อถามว่า รายชื่อที่จะประกาศใหม่จะมีการเทียบข้อมูลกับแฟลชไดร์ฟที่อยู่กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่อยู่ตรงนั้นเลย วันเวลาที่เขาบันทึกในรายชื่อทั้งหมดห่างกันไม่เกิน4นาทีจากการทำสอบ คนที่ได้รับการบันทึกข้อมูลจากกระดาษคำตอบ เขาก็บันทึกทันที จะมีตัวเลขวันเวลาบันทึกอยู่แล้ว จากการทำข้อสอบ

เมื่อถามว่าที่ประชุมมีการหารือถึงอำนาจของกสถ. ในการเพิกถอนการบรรจุ เนื่องจากหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต กสถ.ไม่มีอำนาจเพิกถอนการบรรจุ ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดี สถ. ชี้แจงว่า หน่วยงานไหนเป็นคนผูกหน่วยงานนั้นก็ต้องเป็นแก้ ถ้ามตินั้นเกิดจาก กสถ. แล้ววันนี้เราพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง กสถ.มีหน้าที่พิจารณาในมติตัวเองให้มันถูกต้อง กสถ.มีอำนาจหน้าที่ทำตรงนี้

เมื่อถามว่าใช้หลักกฎหมายใดในการดำเนินการ นายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. ชี้แจงว่า การดำเนินการของกสถ.ครั้งนี้ ใช้หลักกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เกี่ยวกับเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่ไปออกคำสั่งทางปกครอง เมื่อเห็นว่าข้อมูลหรือคำสั่งที่ออกไปมีข้อบกพร่องไม่สมบูรณ์ ผู้ออกคำสั่งทางปกครองจะต้องดำเนินการแก้ไขคำสั่งทางปกครองนั้นๆ  ส่วนจะถือเป็นข้อยุติหรือไม่ หากผู้เสียหายไปร้องศาลปกครองนั้น ถือเป็นข้อยุติของฝ่ายปกครอง สิทธิ์ต่างๆยังไม่จบสิ้น เมื่อมีการยกเลิกขึ้นบัญชี แล้วขึ้นบัญชีใหม่ เราจะต้องส่งบัญชีนี้ไปให้กับคณะกรรมการข้าราชการท้องถิ่นระดับจังหวัดดำเนินการอีกครั้ง ว่ามีมติว่าครั้งที่แล้วมติที่ออกไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะต้องแจ้งไปยังผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ในการออกคำสั่งให้ข้าราชการดังกล่าวพ้นจากราชการ

นายวันชัย กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่คิดว่าเสียหาย เมื่อเข้ากระบวนการอุทธรณ์ตามกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว หากไม่พอใจผล สามารถไปฟ้องศาลปกครองได้ ถือเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีตามกฎหมาย ส่วนศาลฯจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือใหม่ เป็นดุลยพินิจของศาลฯ ทั้งนี้ทางปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบฝ่ายกฎหมายเตรียมการไว้แล้วในการชี้แจงต่อศาลปกครอง ทั้งนี้ สำหรับขั้นตอนการดำเนินการกับบุคคลที่พบคะแนนผิดปกติทั้ง5,924คน จะต้องยกเลิกบัญชีที่ประกาศไปแล้ว เมื่อมีการประกาศบัญชีใหม่ภายหลังนับคะแนนใหม่จัดลำดับใหม่ จะไม่มีชื่อบุคคลในจำนวน5,924คนอยู่ในบัญชีใหม่

เมื่อถามว่าหลังจากการตรวจสอบครั้งนี้หากเจอมากกว่า5,924คนจะดำเนินการอย่างไร ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หากเจอมากกว่าก็ต้องแจ้งมา แต่นี่คือสิ่งที่เราตรวจสอบด้วยความรอบคอบ มีหลักฐานชัดเจน

เมื่อถามว่ามติ กสถ.วันนี้จะต้องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง) ที่จะมีการประชุมในวันที่23ก.ค.นี้หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ก็ต้องเสนอให้ที่ประชุมก.กลางรับทราบ ตามที่เราได้แจ้งไป วันนี้ถือว่าจบในสิ่งที่สังคมรอคอย เราได้ตรวจสอบทั้งหมดแล้ว ไม่ได้ตรวจสอบแค่บางส่วน ทั้งนี้มติที่ประชุม กสถ.ที่ออกมาในวันนี้ ถือเห็นชอบร่วมกัน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวมีการวิ่งเต้นจ่ายเงินเพื่อแลกกับการถอนชื่อออก ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ไม่น่าจะทันแล้ว ไม่รู้วิ่งเต้นกับใคร ตรงนี้จบแล้ว ทุกอย่างต้อวเป็นไปตามที่เราได้มีมติไป

เท้ง อัด โสภณ หยุดเคลมผลงาน ชี้ สภาฯ ไม่ล่ม เพราะทุกพรรคร่วมมือ

เท้ง อัด โสภณ หยุดเคลมผลงาน ชี้ สภาฯ ไม่ล่ม เพราะทุกพรรคร่วมมือ

เท้ง อัด โสภณ หยุดเคลมผลงาน ชี้ สภาฯ ไม่ล่ม เพราะทุกพรรคร่วมมือ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.

เท้ง ซัด โสภณ หยุดเคลมผลงาน ชี้ สภาฯ ไม่ล่ม เพราะทุกพรรคร่วมมือ จี้ ใช้อำนาจส่งเรื่องตรวจสอบองค์กรอิสระ หนุนแก้ข้อบังคับสภาฯ หวัง ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบ แนะ เอาวิจัยพระปกเกล้าฯ ตั้งเรื่อง ทำสภาฯ โปร่งใสได้เลย  

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จ.ปัตตานี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลงาน 122 วัน พร้อมพาดพิงว่าฝ่ายค้านชอบยั่วยุและกล่าวหาว่าประธานไม่เป็นกลาง ว่า เรื่องของการทำผลงานในฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ของประธานสภาในการส่งเรื่องที่สมาชิกได้เข้าชื่อเพื่อตรวจสอบองค์กรอิสระก็น่าจะเป็นหนึ่งในผลงานของประธานสภาโดยตรง ก็อยากให้นายโสภณได้ใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองในส่วนนี้อย่างเต็มที่ 

“ส่วนผลงานด้านอื่นๆ คงไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรมาก และการที่สภาไม่ล่มความจริงแล้วก็เป็นการทำงานร่วมกันของทุกพรรคในสภาฯ ถ้าตนหรือเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนได้ทำหน้าที่ประธานสภาก็คงไม่เอาตรงนี้มาเคลมเป็นผลงานของตัวเอง” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า หลายคนมองว่าประธานสภาฯ ทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์องคาพยพพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยมาตอบกระทู้หรือมาชี้แจงในกรรมาธิการเลย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในผลงานที่นายโสภณได้แถลง และพยายามเคลมว่า มีรัฐมนตรีมาตอบกระทู้เป็นอันดับมากที่สุดเมื่อเทียบกับสภาฯ ชุดก่อนๆ ตนคิดว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่มาตอบมากหรือน้อยแต่อยู่ที่ตัวคนมาตอบ เช่น กรณีกระทู้ถามสดก็จะเห็นบรรยากาศในสมัยการประชุมที่ผ่านมา เราจะเห็นคนที่เป็นเจ้าของประเด็นหรือตัวรัฐมนตรีมาตอบด้วยตัวเองค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่มอบหมายมา ซึ่งใจความสำคัญของกระทู้ถามสด คือสมาชิกไม่ได้บอกประเด็นหรือให้การบ้านล่วงหน้า ควรจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร สิ่งที่เราเห็นแทบจะไม่มี กลายเป็นว่าฝ่ายค้านต้องบอกการบ้านก่อนล่วงหน้า แจ้งเวลาก่อนล่วงหน้ารัฐบาลถึงจะยอมเข้ามาตอบ 

“เรื่องนี้ผมก็มองในอีกมุมนึงว่าอาจไม่ได้เป็นการทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติที่ดีเพียงพอ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า นายโสภณ มีข้อเสนอให้แก้ข้อบังคับการประชุมว่าไม่ให้รัฐมนตรีที่มาตอบเลื่อนตอบกระทู้มองอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องการปรับปรุงข้อบังคับเพื่อให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบต่อสภาฯ มากยิ่งขึ้นก็เห็นควรด้วยไม่ได้เห็นแย้งอะไร ซึ่งมีอีกหนึ่งเรื่อง ที่ตอนนี้ท่าทีของรัฐบาลก็พร้อมออกมาสนับสนุนให้ถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการสามัญ ตนก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้า ประธานสภาฯ เองก็เป็นประธาน 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สถาบันพระปกเกล้าเคยมีผลวิจัยทางวิชาการยืนยันชัดเทียบสภาฯ ประเทศไทยกับต่างประเทศว่าสภาฯ ในต่างประเทศมีความโปร่งใสมากกว่า เพราะข้อบังคับโดยพื้นฐานคือสามารถให้ถ่ายทอดสดได้ และอำนาจเรียกของกรรมาธิการในต่างประเทศ ศักดิ์สิทธิ์และมีมากกว่านี้ ซึ่งตนเคยเสนอนายโสภณว่ามีงานวิจัยอยู่แล้วสามารถนำผลงานวิชาการมาตั้งเรื่อง ในกรรมาธิการกิจการสภาเพื่อให้ศึกษาแก้ไขข้อบังคับได้เลย 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะฝ่ายค้านถ้าจะเสนออาจมีภาพบริบททางการเมืองที่อาจไม่ได้ความร่วมมือจาก สส.ฝ่ายรัฐบาลแต่ถ้านายโสภณเป็นคนริเริ่มเองเชื่อว่าจะผลักดันได้ผ่านก็ปลูกไปกับเรื่องข้อบังคับถ้าจะแก้ไขเรื่องนี้ก็อยากให้มีการเสนอเรื่องนี้เพื่อทำให้สภามีความโปร่งใส และให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบต่อสภามากยิ่งขึ้น