สว.สำรอง ร้องฝ่ายค้าน สอย 2 กกต. ส่อเปิดช่องเกิดฮั้ว สว.

สว.สำรอง ร้องฝ่ายค้าน สอย 2 กกต. ส่อเปิดช่องเกิดฮั้ว สว.

สว.สำรอง ร้องฝ่ายค้าน สอย 2 กกต. ส่อเปิดช่องเกิดฮั้ว สว.

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

9 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับเรื่องร้องเรียนจาก นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง และ พ.ต.อ.มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ กรณีการทุจริตการเลือก สว.เมื่อเดือน มิ.ย.67 ซึ่งมีหลักฐานที่พบว่า นายฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรง ส่อไปในทางขัดกันแห่งผลประโยชน์ และอาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมทั้งมีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดว่ามีการฮั้วเลือก สว.ระดับประเทศ

โดย พ.ต.อ.มนัส กล่าวว่า ในการเลือก สว.เมื่อ 26 มิ.ย.67 ในช่วงก่อนเลือก เวลา 08.10 น.ตนไปพบกับผู้สมัคร สว.หญิงในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ขอให้ตนนำข้อมูลบอกกับ กกต. ว่าผู้สมัครที่เข้ามานั้นมีการจับกุม จัดทำโพยฮั้ว ซึ่งพบหลักฐานภายหลัง ตนฐานะผู้ตรวจเลือกตั้ง จึงได้นำข้อมูลบอกกับนายแสวง ฐานผู้อำนวยการเลือก สว.ถึงการได้รับข้อมูลจากผู้สมัครถึงการจัดทำโพย เมื่อเวลา 08.29 น. ทั้งนี้ นายแสวงบอกว่าปล่อยเขาไปเถอะ เขาเตรียมวางแผนกันมาดีแล้ว ทั้งนี้ การปกปิดข้อมูลของนายแสวง เท่ากับเปิดประตูให้การโกง สว.สำเร็จ จนถึงเวลา 09.00 น.ที่การเลือกรอบแรกสำเร็จ

“มีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่เห็นนายฐิติเชษฐ์ ที่ไล่เก็บโพยจากผู้สมัคร คือหลักฐานที่ผมแจ้งกับนายแสวงตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อบอก กกต. แต่เขาไม่ทำ และนายแสวงไม่เคยโต้ตอบอะไร จนวันที่ 20 พ.ค.68 มีแถลงข่าวว่าสิ่งที่ผมบอกนั้นไม่เป็นความจริง แต่สิ่งที่ได้ ทั้งคลิปเก็บโพย เป็นหลักฐานว่ามีเกิดขึ้นจริง นอกจากนั้น เมื่อคดีเกิดขึ้นมีคนร้องดีเอสไอ รวมถึง กกต. จนตั้งอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่พบกระบวนการโกงเลือก สว. 229 คน มีทั้ง สว.ปัจจุบันที่เกี่ยวข้อง 136 คน ที่พบว่ามีมูล แต่ กกต.กลับตั้งคณะที่ 36 เป็นพรรคพวกตัวเองมาช่วยเหลือ จนมี มติ 5 ต่อ 2 ยกเรื่องทั้งหมด ทั้งที่มีพยานหลักฐาน ดังนั้น ผมถือว่า กกต.เป็นผู้จัดโกงเลือกตั้ง” พ.ต.อ.มนัส กล่าว

ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้วิปฝ่ายค้านจะนำไปดำเนินการและตรวจสอบทันที ทั้งนี้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ระบุว่า กกต.จะเริ่มพิจารณาตามผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ในวันนี้ (9 มิ.ย.) ดังนั้น ตนขอฝาก 4 ประเด็นที่เป็นข้อพิรุธให้ กกต.ได้ชี้แจง คือ 1.หาก กกต.เป่าคดีฮั้ว สว.จริง มีประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากการตรวจสอบของอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 หรือไม่ 2.เหตุผลที่ กกต.ตั้งอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 เพื่อตรวจสอบการไต่สวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 นั้น เพื่อต้องการฟอกขาวบุคคลที่ถูกกล่าวหาทั้ง 226 คน ในคดีฮั้ว สว.หรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.มีประเด็นต่างตอบแทนหรือไม่ เพราะ กกต.จำนวน4 คน จาก 7 คนในปัจจุบัน พบว่าจากการรับรองโดย สว.ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาและถูกตรวจสอบในคดีฮั้ว สว. ซึ่งถือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนของการได้รับตำแหน่งผ่านเงื่อนไขช่วยน้ำเงินด้วย และ 4.มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือตรวจสอบกรณีฮั้ว สว.หรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีการยื่นหลักฐาน แสดงว่ามีโพยเลือก แต่ กกต.กลับออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่าไม่มีโพย

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาวิปฝ่ายค้านได้ตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามเรื่องการทุจริตฮั้ว สว.โดยเฉพาะ ดังนั้น จะเดินหน้าตรวจสอบทั้งกลไกของสภาฯ และกลไกภายนอกสภาฯ อย่างไรก็ดี ในกลไกของสภาฯ นั้น คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสะ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาฯ ได้ติดตามและเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ใช้มติออกคำสั่งเรียกให้ กกต.เข้าชี้แจงในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ แต่ล่าสุดได้รับแจ้งว่า กกต.ไม่สามารถมาชี้แจงได้ เท่ากับว่าไม่ให้ความร่วมมือตรวจสอบ ดังนั้น ที่ประชุม กมธ.ฯ จะหารือร่วมกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

อรรถวิชช์ แฉยับ!! จี้ ก.อุตฯ ทบทวนไฟเขียว ซิน เคอ หยวน เปิดกิจการ

อรรถวิชช์ แฉยับ!! จี้ ก.อุตฯ ทบทวนไฟเขียว ซิน เคอ หยวน เปิดกิจการ

อรรถวิชช์ แฉยับ!! จี้ ก.อุตฯ ทบทวนไฟเขียว ซิน เคอ หยวน เปิดกิจการ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

อรรถวิชช์ จี้ ก.อุตฯ ทบทวนไฟเขียว ซิน เคอ หยวน เปิดกิจการ แฉ ไม่ได้ตรวจคุณภาพเหล็กทุกเตาหลอม-โรงงานลักไก่ไร้เตาปรุง ทำเหล็กไร้คุณภาพ เตือน ห้ามใช้เหล็ก IF สร้างตึก-โครงสร้างพื้นฐานประเทศ ถาม รมต.อุตฯ ใครจะรับผิดชอบ 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมผู้ค้าเหล็ก แถลงกรณีความกังวลที่กระทรวงอุตสาหกรรมอนุญาตให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด สามารถประกอบกิจการผลิตเหล็กเส้นต่อไปได้ ว่า บริษัทดังกล่าวอักษรย่อ SKY เป็นเหล็กตัวหนึ่งที่อยู่ในการก่อสร้างตึก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และถล่มช่วงแผ่นดินไหวที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการตรวจสอบเหล็กมาแล้วรอบหนึ่ง แต่ยังไม่ได้มีบทสรุปว่าเกิดอย่างไรบ้าง แต่ปรากฏว่าวันนี้กลับมาเปิดโรงงาน จึงสร้างความกังวลใจแก่ประชาชนจำนวนมาก ในเรื่องของคุณภาพ ซึ่งตนมองว่าการเปิดโรงงานซิน เคอ หยวน มีพิรุธหลายอย่าง โดยโรงงานเคยเกิดไฟไหม้ และมีการแก้ไขระบบในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันได้รับการแก้ไขแล้ว ในเรื่องของความปลอดภัย แต่สาระสำคัญไม่ใช่เรื่องของความปลอดภัยแต่คือเรื่องของมาตรฐาน โรงงานซิน เคอ หยวน เป็นโรงงานผลิตเหล็กประเภทเหล็กแบบ IF (Induction Furnace) ซึ่งเหล็กแบบนี้โดยหลักการแล้ว เศษเหล็กมีคุณภาพอย่างไรก็จะออกมาอย่างนั้น หรือเข้าใจง่ายๆว่าถ้าเศษเหล็กเลว เหล็กเส้นที่ออกมาก็จะเลวตามไปด้วย ขึ้นอยู่กับเศษเหล็ก และสาระสำคัญคือต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace หรือ Ladle Refining Furnace: LRF) โดยสมัยที่ตนอยู่ในทีมสุดซอย และเคยเป็นประธานที่ปรึกษาของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรม ในขณะนั้น ไปตรวจสอบบริษัทดังกล่าวพบว่าไม่มีเตาปรุง แปลว่าไม่สามารถดึงแร่ธาตุบางตัวออกจากเหล็กได้ หากดึงออกมาไม่ได้ เหล็กก็จะไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งก็จะเป็นไปตามคุณภาพของเหล็กที่เข้าไป

นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า การทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ระบุว่ามีเตาปรุง ซึ่งหมายถึงตอนขออนุญาต มีเตาปรุงแต่ปัจจุบันไม่มี จึงเกิดคำถามว่าแล้วเปิดได้อย่างไร ซึ่งวันที่ไปตรวจได้ตรวจเรื่องความปลอดภัยหรือไม่ ทั้งของตัวพนักงานหรือคนทำ แต่มาตรฐานไม่มีเตาปรุง ส่วนข้อพิรุธ  คือ 1. ปัจจุบันเกณฑ์ใหม่ของกระทรวงอุตสาหกรรมคือให้ตรวจทุกเตาหลอม แต่ปรากฏว่ากรณีของบริษัทดังกล่าว ไม่ได้ตรวจทุกเตาหลอมก่อนเปิด ซึ่งสมัยทีมสุดซอยเข้าไปยึดเหล็ก ได้ยึดหลายล็อตมากเพื่อนำไปตรวจ ซึ่งมีอยู่ 1 ล็อต ถือเป็นล็อตใหญ่ที่สุดมีจำนวน 40,000 เส้น แต่เหล็กล็อตดังกล่าว มีการตรวจปล่อยช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐมนตรีจากนายเอกนัฏ มาเป็นนายธนกร ซึ่งเป็นช่วงตะเข็บต่อกัน เป็นช่วงที่นายนายเอกนัฏ ออก นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามา กำลังจะเข้ามาแต่ยังไม่ทันเข้า ได้ไปตรวจเหล็ก 40,000 เส้นดังกล่าว แล้วให้ผ่านด้วยวิธีการสุ่มตรวจ แต่ไม่ได้ตรวจทุกเตา แล้วเวลาต่อมากระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกเกณฑ์ว่าต่อไปนี้หากมีการตรวจต้องตรวจทุกเตา แต่กฎนี้ไม่ได้ใช้กับบริษัทซิน เคอ หยวน ปัจจุบันเหล็ก 40,000 เส้นได้ออกสู่ตลาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันนี้โรงงานกลับมาเปิดและขายเหล็กได้เต็มรูปแบบแล้ว

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า หลังจากที่กลับมาเปิดโรงงานก็มีการเข้าไปตรวจเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพ ซึ่งการตรวจคุณภาพของเหล็กก็ไม่ได้ตรวจทุกเตาหลอมอีก และที่สำคัญคือไม่ได้ส่งสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (สลท.) ตรวจ ซึ่งตอนขออนุญาต ได้ผ่านกับเครื่องตรวจสอบของสถาบันเหล็กฯ แต่รอบนี้บริษัทซิน เคอ หยวน ขอให้ไปตรวจสถาบันอื่น กระทรวงอุตสาหกรรมก็ให้ไปตรวจสถาบันอื่น ทำไมถึงไม่ตรวจที่สถาบันเหล็กฯ เพราะขออนุญาตที่ไหนก็ควรตรวจที่เดิม นี่คือพิรุธที่เกิดขึ้น

นายอรรถวิชช์ ขอเรียกร้องว่า 1. บริษัทซิน เคอ หยวน สามารถเปิดโรงงานได้แต่ต้องขายไม่ได้ เพราะจะต้องมีเตาปรุงให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมคิดเรื่องของมาตรฐานโดยต้องให้มีเตาปรุง รวมถึงโรงเหล็กทั่วประเทศไทย ไม่ใช่แค่ซิน เคอ หยวน ทีเดียว ไม่เช่นนั้นประชาชนก็จะมีความเสี่ยง 2. เหล็กประเภท IF จะต้องไม่อนุญาตให้ใช้ก่อสร้างตึกสูงในประเทศไทยอีกต่อไป ต้องไม่อยู่ในตึกสูงของประเทศไทยอีกต่อไป และต้องไม่อยู่ในงานโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในงานสาธารณะ สะพานต่าง ๆ ที่ราชการเป็นผู้จัดซื้อจัดจ้าง เจ็บต้องจำ เจ็บแล้วจำคือคน ซึ่งเรื่องมาตรฐานเป็นประเด็นที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องทำให้มีความชัดเจน

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตนหนักใจ และรู้สึกผิดหวังเพราะเคยเป็นที่ปรึกษา และอยู่ทีมสุดซอย ผิดหวัง เป็นคนวางแผนเข้าดำเนินการในเรื่องนี้ ถ้าวันนี้คำสั่งได้ออกไปแล้วขอให้มีการทบทวน และไปถามว่าใครรับผิดชอบเรื่องนี้บ้าง และเกิดอะไรขึ้นกับกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งงานกันข้ามช็อตแบบไหน ถึงเปิดโรงงานนี้ได้โดยที่ไม่มีเตาปรุง ซึ่งตนจะรอสัญญาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ฝากช่วยตอบด้วย 

กลาโหมไทย–เวียดนาม สานต่อความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์ เดินหน้าความมั่นคงเพื่อปชช.

กลาโหมไทย–เวียดนาม สานต่อความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์ เดินหน้าความมั่นคงเพื่อปชช.

กลาโหมไทย–เวียดนาม สานต่อความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์ เดินหน้าความมั่นคงเพื่อปชช.

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.09 น.

กลาโหมไทย–เวียดนาม สานต่อความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์ เดินหน้าความมั่นคงเพื่อประชาชน

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569 นอกจากการหารือระดับผู้นำเพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนามแล้ว ฝ่ายความมั่นคงของทั้งสองประเทศยังได้ใช้โอกาสดังกล่าวขับเคลื่อนความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงควบคู่กัน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ

โฆษกฯกล่าวว่า พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงด้านความมั่นคงของไทย ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ หารือทวิภาคีกับ พลเอก ฟาน วัน ซาง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเวียดนาม เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ ห้องรับรองกระทรวงกลาโหมเวียดนาม กรุงฮานอย

การหารือดังกล่าวสะท้อนการดำเนินความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามอย่างใกล้ชิดในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับผู้นำ ระดับนโยบาย และระดับกองทัพ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. การยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหม
ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อพัฒนาการความร่วมมือระหว่างกองทัพไทยและกองทัพประชาชนเวียดนามที่มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือน การศึกษา การฝึก การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และความร่วมมือระหว่างเหล่าทัพ โดยเฉพาะความร่วมมือทางทะเลซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัยทางทะเล การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

2. ความร่วมมือในการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่
การหารือยังครอบคลุมประเด็นความมั่นคงรูปแบบใหม่ อาทิ ความมั่นคงทางไซเบอร์ การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางทหาร รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม ซึ่งทั้งสองฝ่ายพร้อมพิจารณาขยายความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความพร้อมของกองทัพ ในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในอนาคต

3. การผลักดันกลไก 2+2 และความร่วมมือระดับภูมิภาค
ฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมสนับสนุนการจัดประชุมในรูปแบบ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อสะท้อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน และเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ไทยยังได้เชิญชวนเวียดนามเข้าร่วมการประชุม ASEAN–ROK Defence Industry Cooperation Conference และงาน THAIDEF-EX 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในระดับภูมิภาคต่อไป

“การหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพของทั้งสองประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นอีกกลไกสำคัญที่ดำเนินควบคู่ไปกับการหารือระดับผู้นำ สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของไทยและเวียดนามในการเสริมสร้างความไว้วางใจทางยุทธศาสตร์ ความพร้อมในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงในทุกมิติ และร่วมกันสร้างเสถียรภาพ สันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนให้แก่ภูมิภาคอาเซียนต่อไป” นางสาวรัชดากล่าว

ถอยหนึ่งก้าวไม่ใช่พ่ายแพ้! ‘เชษฐา’ ยกเคสแก้เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ สะท้อนภาวะผู้นำยุคใหม่

ถอยหนึ่งก้าวไม่ใช่พ่ายแพ้! 'เชษฐา' ยกเคสแก้เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ สะท้อนภาวะผู้นำยุคใหม่

ถอยหนึ่งก้าวไม่ใช่พ่ายแพ้! ‘เชษฐา’ ยกเคสแก้เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ สะท้อนภาวะผู้นำยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.49 น.

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มองว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจทบทวนหลักเกณฑ์การตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการบริหารประเทศในยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และสะท้อนภาวะผู้นำที่พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม

จากจุดยืนทางการเมือง สู่การบรรเทาผลกระทบครอบครัว

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในทางการเมืองมักมีความเข้าใจว่าการยืนหยัดในจุดยืนเดิมคือความเข้มแข็ง ขณะที่การปรับเปลี่ยนท่าทีถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริง ภาวะผู้นำสมัยใหม่กลับให้ความสำคัญกับความสามารถในการรับฟัง ปรับตัว และเรียนรู้จากเสียงสะท้อนของสังคมมากกว่า

สำหรับกรณีดังกล่าว เดิมรัฐบาลมีเหตุผลในการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ และบริหารงบประมาณให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง แต่เมื่อมีการเผยแพร่รายละเอียดต่อสาธารณะ ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยประชาชนจำนวนมากเห็นว่าเกณฑ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยที่บุตรจำนวนไม่น้อยยังคงช่วยเหลือดูแลบิดามารดา แม้ตนเองจะไม่ได้มีฐานะมั่นคงนัก

“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลยกเลิกหรือปรับแก้เกณฑ์ดังกล่าวเท่านั้น แต่อยู่ที่การตัดสินใจรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และพร้อมนำข้อกังวลเหล่านั้นมาทบทวนนโยบาย” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

 ‘Resilience’ ความยืดหยุ่นในการบริหารภาครัฐ

นักรัฐศาสตร์รายนี้อธิบายว่า ในทางวิชาการมีแนวคิดเรื่อง Resilience หรือความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวจากแรงกดดัน ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของการบริหารภาครัฐยุคใหม่ การบริหารประเทศไม่ใช่การเดินหน้าตามแผนเดิมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่คือการพร้อมปรับเปลี่ยนแนวทางเมื่อพบว่านโยบายอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้

“รัฐบาลที่มีความยืดหยุ่น ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือรัฐบาลที่พร้อมเรียนรู้และปรับแก้ข้อผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว”

‘Empathy’ นโยบายที่ต้องเข้าใจบริบทชีวิตประชาชน

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุ นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดเรื่อง Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจประชาชน ซึ่งกำลังเป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้นำในศตวรรษที่ 21 โดยการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ดีไม่สามารถอาศัยเพียงข้อมูลเชิงสถิติ หลักวิชาการ หรือการคำนวณทางงบประมาณเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความรู้สึก ความสัมพันธ์ และบริบทการดำรงชีวิตของประชาชนด้วย

นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ยังเห็นว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่ใช่การยอมจำนนต่อแรงกดดันทางการเมือง แต่เป็นการยอมรับว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของประชาชนก็เป็นข้อมูลสำคัญที่ภาครัฐต้องนำมาประกอบการตัดสินใจเช่นเดียวกับข้อมูลทางวิชาการ

‘People-Centric Governance’ ประชาชนคือศูนย์กลาง

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนแนวคิด People-Centric Governance หรือการบริหารที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของการบริหารภาครัฐในหลายประเทศทั่วโลก โดยการออกแบบนโยบายสาธารณะในปัจจุบันต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงความสะดวกในการบริหารจัดการของระบบราชการ

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลตัดสินใจทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีบทบาทต่อกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะมากขึ้น

ถอยหนึ่งก้าว เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

“ในทางการเมือง การยอมถอยหนึ่งก้าวอาจไม่ใช่ความพ่ายแพ้ หากเป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงกว่าเดิม เพราะผู้นำที่เข้มแข็งที่สุด อาจไม่ใช่ผู้ที่ไม่เคยเปลี่ยนใจ แต่คือผู้ที่กล้ารับฟังเสียงของประชาชน และพร้อมปรับเปลี่ยนเมื่อพบว่ามีทางเลือกที่ดีกว่า”

พร้อมย้ำว่า การรับฟังประชาชนไม่ใช่อุปสรรคของการบริหารประเทศ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะความสำเร็จของนโยบายไม่ได้วัดจากการดำเนินการได้ตามที่ภาครัฐต้องการเท่านั้น หากยังต้องวัดจากการยอมรับของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายนั้นโดยตรงด้วย

ณรงค์ เผยรอความเห็นกฤษฎีกา ปมอำนาจประเมิน แสวง บุญมี เลขา กกต.

ณรงค์ เผยรอความเห็นกฤษฎีกา ปมอำนาจประเมิน แสวง บุญมี เลขา กกต.

ณรงค์ เผยรอความเห็นกฤษฎีกา ปมอำนาจประเมิน แสวง บุญมี เลขา กกต.

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“ปธ.กกต.”เผยต้องรอความเห็น”กฤษฎีกา” ปมอำนาจประเมิน”เลขา กกต.”เป็นของ กกต.ชุดไหน มอง’แสวง’ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาชี้แจงได้ ยันไม่มีแช่แข็ง”คดีฮั้ว สว.”แม้ผลประเมินเลขาฯ ไม่ผ่าน

9 มิถุนายน 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ปธ.กกต.) กล่าวถึงขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงานของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.โดยระบุว่า ที่จริง กกต.ก็ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าข่าวดังกล่าวรั่วออกไปได้อย่างไร แต่เมื่อมีข้อโต้แย้ง ดังนั้น เพื่อความรอบคอบของ กกต.ชุดที่ทำหน้าที่อยู่ จึงมีมติให้นำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่างๆ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความว่า การประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ในกรณีนี้ กรรมการชุดใดมีหน้าที่หรืออำนาจในการประเมินเป็นอย่างไร ตอนนี้อยู่ระหว่างการรอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา พร้อมระบุด้วยว่า นายแสวงก็ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและสามารถชี้แจงได้

เมื่อถามว่า หากผลการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง ถ้าประเมินไม่ผ่านเกณฑ์แล้วจะไปจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาได้อย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งคิดอะไรร้ายแรงขนาดนั้น ทุกอย่างมีข้อกฎหมายในตัวอยู่แล้ว ตนเองคงไปชี้ไม่ได้ว่าที่ผ่านมาชอบหรือไม่ชอบด้วยข้อกฎหมาย

ส่วนที่มองว่านายแสวง เป็นหนังหน้าไฟของ กกต.ในการรับแรงปะทะช่วงจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือไม่ นายณรงค์ ปฏิเสธและกล่าวว่า กกต.ทำงานในรูปแบบของคณะกรรมการ หน้าที่หลักจริงๆ คือกำกับดูแล เลขาธิการ กกต.ก็ทำหน้าที่ในบทบาทของท่านอยู่แล้ว ดังนั้น ท่านไม่ใช่หนังหน้าไฟ ท่านทำหน้าที่ของท่าน ไม่ใช่ว่าเราผลักท่านไปทำหน้าที่แทน

นายณรงค์ ยังปฏิเสธด้วยว่า หากผลการประเมินเลขาธิการ กกต.ไม่ผ่าน จะเป็นการแช่แข็งคดีฮั้ว สว.หรือไม่ เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่ต้องกลัวว่าจะมีการแช่แข็ง

ปธ.กกต.หยอดมุข! ให้น้ำมนต์ แสวง บุญมี บอกต้องเอาไปอาบ

ปธ.กกต.หยอดมุข! ให้น้ำมนต์ แสวง บุญมี บอกต้องเอาไปอาบ

ปธ.กกต.หยอดมุข! ให้น้ำมนต์ แสวง บุญมี บอกต้องเอาไปอาบ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.14 น.

“กกต.”ชื่นมื่น! จัดงานสถาปนาครบรอบ 28 ปี ชู”สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม” “ปธ.กกต.”หยอดมุขให้น้ำมนต์”แสวง” บอก”ต้องเอาไปอาบ” ท่ามกลางกระแสไม่ผ่านประเมิน ส่อหลุดเป้าอี้

9 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) จัดงานเนื่องในวันสถาปนาครบรอบ 28 ปี ของการก่อตั้งสำนักงาน กกต.โดยถือฤกษ์ในเวลา 08.09 น.ประกอบพิธีบวงสรวงพระพรหม ณ บริเวณศาลพระพรหม ศูนย์ราชการ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ , นายจิรุตม์ วิศาลจิตร , นายณรงค์ รักร้อย , นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ , นายแสวง บุญมี เลขา กกต.และผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.ร่วมพิธี พร้อมกันนี้ เวลา 10.00 น.มีพิธีสงฆ์ ทำบุญเลี้ยงพระ

บรรยากาศที่สำนักงาน กกต.ได้เปิดให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมแสดงความยินดี อาทิ นายศุภพงษ์ เชาวน์แล่น รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ , นางวรพรรณี ดำรงมณี เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนองค์กรอิสระ และนักศึกษา พตส.มาร่วมแสดงความยินดีด้วย นอกจากนี้ ยังเปิดให้ร่วมบริจาคเงินให้กับมูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์

ส่วนในช่วงบ่าย นายแสวง จะแถลงสรุปผลงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องในโอกาสสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครบรอบ 28 ปี ภายใต้แนวคิด “สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม”

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่จะมีพิธีสงฆ์และทำบุญเลี้ยงพระ ในเวลา 10.00 น.บรรยากาศหลังเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและเป็นกันเอง โดยนายณรงค์ ได้นำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมและรดมือให้กับ กกต.รวมถึงผู้บริหารที่มาร่วมงานเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่จังหวะที่นายแสวง โดยเมื่อประธาน กกต.เดินเข้าไปหาได้พูดกับนายแสวง ว่า “สำหรับเลขาต้องเอาไปอาบเลย” ทำเอาเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณพิธีเป็นอย่างมาก ท่ามกลางภารกิจและแรงกดดันในการทำงาน และกระแสข่าวไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินผลการปฏิบัติงานปี 2558 ส่อหลุดเก้าอี้เลขา กกต.

– 006

ภัณฑิล ซัดแหลกโสภณ ลั่น!สภาฯไม่ใช่ค่ายลูกเสือ จี้เร่งแก้ปัญหา ปชช.

ภัณฑิล ซัดแหลกโสภณ ลั่น!สภาฯไม่ใช่ค่ายลูกเสือ จี้เร่งแก้ปัญหา ปชช.

ภัณฑิล ซัดแหลกโสภณ ลั่น!สภาฯไม่ใช่ค่ายลูกเสือ จี้เร่งแก้ปัญหา ปชช.

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

9 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน แถลงถึงบทบาทการทำงานของ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ผ่านมาแล้ว 90 วัน ว่า ตนคงไม่วิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ เพราะ 3 เดือนอาจจะสั้นไป แต่ได้รับเสียงสะท้อนจากเพื่อนสมาชิก ขณะที่ สส.ฝ่ายรัฐบาล อาจจะวิพากษ์วิจารณ์ประธานสภาฯลำบาก และประชาชนอาจไม่ได้ส่งเสียงสะท้อนถึงประธานสภาฯ ได้โดยตรง เพราะนายโสภณเป็นประธานสภาฯ คอยควบคุมและกำกับดูแลการประชุม แต่คงไม่ใช่คำถามว่า 90 วันแรกทำอะไรไปบ้าง เพราะเราคงเห็นตามข่าวแล้วว่านายโสภณพยายามทำหลายๆ เรื่อง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เช่น ปราบปรามยาเสพติด โดยไปทำใน จ.บุรีรัมย์ เยอะ ทั้งที่หน้าที่หลักอยู่ที่รัฐสภา และหลายคนอาจเห็นว่าประธานฯ ทำในฐานะหัวหน้าพิธีการของรัฐสภา ทั้งที่ผ่านมานายโสภณเคยบอกว่าหน้าที่ของสภาฯ คือการออกกฎหมาย ไม่ใช่แค่เป็นเหมือนฝ่ายบริหารในการทำพิธีกรรมต่างๆ

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า หลายเรื่องที่นายโสภณทำอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ เช่น ให้เข้าแถวเคารพธงชาติในเวลา 08.00 น.และเวลา 18.00 น.ซึ่งไม่แน่ใจว่าคนที่เป็น สส.จะต้องไปเคารพธงชาติด้วยหรือไม่ เรื่องการฝึกระเบียบวินัย ตนคิดว่าเราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีก่อน อาจส่งตำรวจสภาฯ แค่ 5 – 10 คน ไปเคารพธงชาติ หรือในสัปดาห์ที่แล้วที่จัดกิจกรรมอาสา ทำความสะอาดก็เป็นการร่วมกันทำความดีทำความสะอาด เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีฯ ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่ไม่อยากให้เป็นข้ออ้างว่านายโสภณไปโหนสถาบัน แล้วไปกวาดลานอยู่หน้าอาคารรัฐสภา

“ตรงนี้ถ้าเป็นภาษาชาวบ้าน มันหาทำ เราไม่อยากไปว่าท่านว่า ท่านสาระแน ทำในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัว เพราะแม่บ้านเราก็มีอยู่แล้ว เราจ้างแม่บ้านทำความสะอาด” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า หน้าที่ของ สส.คือการออกคือการออกกฎหมาย ถ้าเราอยากทำหน้าที่ของเราให้ดี ขอถามว่า 90 วันแรกได้บรรจุวาระเพื่อพิจารณากฎหมายในวาระแรกแล้วกี่ฉบับ ซึ่งตอนนี้เป็นศูนย์ เข้าใจว่าเพิ่งเปิดสภาฯ มีเรื่องต่างๆ ที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการนำกฎหมายที่ค้างจากสมัยที่แล้ว ที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบนำกลับมาพิจารณาใหม่ หรือญัตติที่ค้างๆ อยู่เยอะขนาดไหน นายโสภณได้ไปดูหรือไม่เพราะตอนนี้มี 30 กว่าญัตติแล้ว นายโสภณเคยสัญญาว่าจะมีการประชุมเพิ่มเติมในวันศุกร์ ที่ผ่านมามีแล้วกี่ครั้ง รวมถึงการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่จะมีการพิจารณาในปลายเดือนนี้ ก็อย่าให้ล่าช้า นายโสภณได้ขยันขันแข็งพอหรือยังในการกำกับดูแลการประชุม ไม่ใช่ 17.00 – 18.00 น.ก็ปิดประชุมแล้ว นั่งกันไม่ไหวแล้วทั้งที่สามารถมอบให้รองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คน ทำหน้าที่แทนได้ ไปวัดกันเลยว่านายโสภณอยู่บนบัลลังก์นานเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ก็มอบให้รองประธานสภาฯ ทำหน้าที่อยู่แล้ว

“ผมไม่ได้คัดค้านการทำกิจกรรมอาสาหรือการยืนเคารพธงชาติ เพราะสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าในตัวของมันเอง แต่ท่านให้ความสำคัญกับงานหลักเพียงพอหรือยัง สภาไม่ใช่ค่ายลูกเสือไม่ใช่สถานที่จัดพิธี เพราะสภาฯเป็นที่ออกกฎหมาย ซึ่งต้องเดินหน้า จะได้มีการประสานงานกับฝ่ายบริหารเพื่อให้รัฐมนตรีมาตอบกระทู้หรือไม่ และได้จัดลำดับความสำคัญของงานหรือไม่ เช่นรายงานที่ค้างอยู่จำนวนมาก” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวว่า ตั้งแต่เปิดสภาฯ มามีการจัดประชุมไปแล้ว 19 ครั้ง มีการพิจารณากฎหมายที่ค้างจากสภาฯชุดก่อนเท่านั้น จาก 147 ฉบับ พิจารณาได้ไปแค่ 34 ฉบับเท่านั้น และมีญัตติค้างอยู่อีกมาก ดังนั้นหลังจากนี้ไป 3 – 6 เดือนข้างหน้า การประชุมสภาอยู่ตรงไหนถ้ามีอะไรที่ค้างเยอะขนาดนี้ ประชาชนและสมาชิกสภาฯมีสิทธิ์ถามว่านายโสภณจะเคลียร์งานเหล่านี้อย่างไร แต่บางเรื่องก็ทำดีเช่นการปรึกษาหารือออนไลน์

“ผมไม่ได้บอกว่าท่านไม่ทำงาน แต่หัวใจหลักของประธานสภา เห็นชัดในมุมมองของประชาชนหรือยังหรือท่านมัวแต่ไปหมกมุ่นอยู่ที่บุรีรัมย์อย่างเดียว ต้องยอมรับว่าผมอาจพูดในสิ่งที่ไม่ถูกใจประธานสภา เพราะหลายท่านคงไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ แต่ท่านยังไม่สามารถสร้างภาพจำให้ประชาชนว่าท่านเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ขับเคลื่อนงานสภาฯผมคิดว่า 90 วัน ท่านอาจจะยังไม่สามารถส่งมอบภาพลักษณ์นี้ได้ ภาพประชาชนยังเห็นภาพพิธีกรรมและการไปอยู่บุรีรัมย์” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ตนขอวิงวอนให้นายโสภณตอบประชาชนให้ได้ ในการลดงานที่ค้างอยู่และไม่ควรไปเสียเวลาเสียงบประมาณจัดพิธีกรรม เพราะเป็นภาษีของประชาชนและข้าราชการก็ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งไม่จำเป็นเพราะไม่ใช่แก่นสาระและหัวใจ การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ลดลาบ้างเถอะงานพิธีกรรม เพราะอยากให้ประชาชนจดจำว่ารัฐสภาเป็นที่ออกกฎหมาย จริงๆ ควรจะให้มีการทำแบบสอบถามถึงความพึงพอใจ ให้กับสมาชิก สส.หรือต่อสาธารณะในโซเชียลเลย ว่าหลัง 90 วัน ภาพจำของประชาชน ที่มีต่อประธานสภาเป็นอย่างไร ตนคิดว่าน่าจะมีคนพิมพ์ว่า “บุรีรัมย์” กันมาเยอะมาก

เมื่อถามว่า ส่วนตัวให้เกรดการทำงานของประธานสภาฯ เท่าไหร่ นายภัณฑิล กล่าวว่า ตนไม่กล้าประเมิน เพราะว่านาทีนี้ยังไม่มีใครมากล้าร่วมแถลงข่าวกับตน เพราะตนอยู่ในห้องประชุมด้วยหลายครั้ง ก็มาปิดไมค์พวกตน นายโสภณก็พูดอยู่คนเดียว เดี๋ยวก็คงรอให้มาตอบ แต่ส่วนตัวคงไม่กล้าประเมิน 90 วัน ก็เหมือนทดลองงาน อาจจะเร็วไป เดี๋ยวหาว่าเข้ามาก็วิพากษ์วิจารณ์เลย

“ผมแค่เหมือนดักคอไว้ก่อน เพราะก็เข้าใจ เห็นใจท่าน แต่อีก 6 เดือน 9 เดือนข้างหน้า หรือครึ่งปีข้างหน้าก็ขอเรียกร้องให้ทำหน้าที่ของเรา เอากฎหมาย เอาญัตติเข้ามาพิจารณาเยอะๆ โดยเฉพาะความเดือดร้อนของประชาชนสมาชิกจะได้ร่วมอภิปรายกัน อย่าไปทำพิธีกรรมอะไรที่ไม่ใช่เรื่อง อย่าไปหาทำ สาระแนที่ไม่ใช่เรื่องของตัว” นายภัณฑิล กล่าว

อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง

อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง

อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.

อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์ในเวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคงที่จับต้องได้จริง

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 เวลา 08.30 น. ที่โรงแรม Melia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ซึ่งมีเวียดนามเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับผู้นำประเทศอาเซียนจาก สปป.ลาว กัมพูชา และติมอร์-เลสเต โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมเวียดนามในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Future Forum 2026 ซึ่งได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการค้าโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนว่าระบบภูมิภาคและระบบโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบใหม่ โดยอาเซียนกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำคัญในเวลาเดียวกัน

ในสถานการณ์ที่หลายภูมิภาคของโลกเผชิญความผันผวน อาเซียนมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของโลก และเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน การเติบโต และนวัตกรรมในอนาคต โดยสิ่งที่จะกำหนดอนาคตดังกล่าวคือการตัดสินใจร่วมกันของประเทศสมาชิกในวันนี้ ทั้งนี้ อาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยยึดมั่นหลักการผสานผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของภูมิภาค เพื่อรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง การสร้างความไว้วางใจ และการเปิดพื้นที่สำหรับความร่วมมือกับทุกฝ่ายท่ามกลางโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า “ความยืดหยุ่น” หรือ Resilience จะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในอนาคตของอาเซียน โดยต้องเร่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล พร้อมแสดงความยินดีที่อาเซียนมีเป้าหมายลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ของไทยในฐานะเส้นทางทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเปราะบางจากจุดคอขวดด้านการคมนาคมทางทะเล รวมทั้งพร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของภูมิภาค โดยไทยได้เสนอความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า อาเซียนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน เพราะความสำเร็จของอาเซียนไม่ได้วัดจากจำนวนการประชุมหรือเอกสารที่รับรองร่วมกัน แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในอนาคตของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น การหลอกลวงทางออนไลน์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ควบคู่กับการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ ระบบสาธารณสุข และระบบคุ้มครองทางสังคม

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า อาเซียนมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากอาเซียนยังคงมีจุดแข็งสำคัญที่หลายภูมิภาคกำลังขาดแคลน ได้แก่ เสถียรภาพ การเชื่อมโยง และความไว้วางใจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหุ้นส่วนทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาว่า ทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในห้วงเวลาสำคัญที่การตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคต จึงจำเป็นต้องร่วมกันเผชิญความท้าทายและเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยการบรรลุแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และการเจรจาด้วยความสุจริตใจ แม้จะไม่มีหนทางที่ง่าย แต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.39 น.

ภิญโญ อัด เอกนิติ อย่ามองคนจนเป็นภาระงบประมาณ เชียร์ อนุทิน ยกเลิกหลักเกณฑ์ หลังคลังกดตัวเลขบัตรสวัสดิการ หวังสร้างภาพรัฐบาลนี้คนจนลดลง 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งยกเลิกหลักเกณฑ์ใช้มาตรการภาษีลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังจากที่ก่อนหน้านี้หลักเกณฑ์ดังกล่าวสร้างความสับสนให้ประชาชนอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบกับประชาชนหลายล้านคนและบุตร-ธิดา ต้องกลายมาเป็นคนเนรคุณกับบิดา-มารดา ทั้งๆที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเช่นนี้ 

นายภิญโญ กล่าวด้วยว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดมาจาก กรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ต้องการกดตัวเลขคนลง เพราะในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี เคยมีการลงทะเบียนบัตรคนจนสูงถึง 22 ล้านคน แต่ในสมัยรัฐบาลอนุทิน ด้วยหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดมา ส่งผลให้จำนวนคนที่มาลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลดลงมาเหลือเพียง 13.4 ล้านคน เพราะหลายครอบครัวกังวลว่าการไปลงทะเบียนจะกระทบกับคนในครอบครัว เลยเลือกไม่ลงทะเบียนดีกว่า เพราะต้องการปกป้องความสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่ารับเงินจากโครงการรัฐ

“ที่เป็นเช่นนี้เพราะ “รัฐบาลรวยไม่ไหว” แล้วมองไม่เห็นหัวคนจน มองว่าคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นภาระของงบประมาณประเทศ ดังนั้นมาตรการที่ออกมาจึงเป็นมาตรการที่กีดกันคนจนและมีเป้าหมายหวังลดภาระงบประมาณที่รัฐบาลต้องดูแลพี่น้องประชาชน คนที่เป็นรัฐบาลคิดเช่นนี้ไม่ได้เพราะเงินงบประมาณที่ใช้จ่ายในรัฐบาลล้วนเป็นภาษีที่มาจากประชาชน การดูแลพี่น้องประชาชนให้มีความสุขเป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลจะมองว่าคนมาลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นภาระของงบประมาณไม่ได้” นายภิญโญ กล่าว

อุทธรณ์ยืนคุก 2 ปี ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์ คดีวางเพลิงรถยกตำรวจ

อุทธรณ์ยืนคุก 2 ปี ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์ คดีวางเพลิงรถยกตำรวจ

อุทธรณ์ยืนคุก 2 ปี ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์ คดีวางเพลิงรถยกตำรวจ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.08 น.

9 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก “ศักดิ์ดา-กรรภิรมย์” คนละ 2 ปี ฐานพยายามวางเพลิงรถยกตำรวจ ในชุมนุม #ม็อบ11สิงหา64 ก่อนได้ประกั

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ “ศักดิ์ดา” (สงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี และ “กรรภิรมย์” (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี กรณีถูกกล่าวหาว่า วางเพลิงเผารถบรรทุกพ่วงลากจูงรถยกจราจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริเวณแยกใต้ทางด่วนดินแดง ถนนวิภาวดีรังสิต ภายหลังการชุมนุมเดินขบวนขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2564

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาและได้ลงมือกระทำความผิดไปจนบรรลุผลแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงปลอดภัยและทรัพย์สิน ก่อนที่จะอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา

– ถูกจับกุมและบังคับให้เซ็นรับสารภาพ ก่อนจะรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี

ย้อนไปเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2564 ศักดิ์ดาถูกจับกุมตัวตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1388/2564 โดยในบันทึกจับกุมที่ตำรวจให้ศักดิ์ดาลงลายมือชื่อ มีข้อความระบุว่า “ผู้ถูกจับรับทราบข้อกล่าวหา และสิทธิดีแล้ว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยผู้ถูกจับกุมไม่ประสงค์จะพบและปรึกษาทนายความ” และตำรวจยังให้เขียนคำรับสารภาพโดยไม่ได้มีทนายความอยู่ด้วย

ต่อมาในวันที่ 16 ก.ย. 2564 กรรภิรมย์ก็ถูกตำรวจชุดจับกุมรวม 8 นาย นำหมายจับของศาลอาญาที่ 1505/2564 เข้าติดตามจับกุม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา โดยที่ไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน ชุดจับกุมยังให้กรรภิรมย์เขียนคำรับสารภาพ และยังให้ลงนามรับรองว่าเป็นบุคคลในภาพถ่ายระหว่างการชุมนุมเพื่อประกอบคำรับสารภาพด้วย โดยกระบวนการนี้ไม่ได้มีทนายความอยู่ด้วย

ในชั้นตำรวจทั้งสองให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขัง ต่อมาพนักงานอัยการ ได้สั่งฟ้องศักดิ์ดา เป็นจำเลยที่ 1 และ กรรภิรมย์ เป็น จำเลยที่ 2 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 ฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น, มาตรา 215 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืนข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

การสืบพยานในคดีนี้มีขึ้นวันที่ 2-3 ก.พ. 2566 โดยในชั้นศาลทั้งสองรับสารภาพในข้อหาอื่น ๆ แต่ปฏิเสธว่าในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์นั้น การกระทำความผิดยังไม่สำเร็จ

วันที่ 15 มี.ค. 2566 ศาลอาญาพิพากษาว่า ทั้งสองมีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ฐานพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ และ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุด คือ ฐานพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ จำคุกทั้งสองคนละ 4 ปี ก่อนลดโทษเหลือคนละ 2 ปี เนื่องจากให้การรับสารภาพ

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ จำเลยทั้งสองได้ยับยั้งไม่กระทำการให้ตลอดหรือกลับใจไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลโดยการพยายามดับไฟ และ ด้วยวัยขณะเกิดเหตุยังเป็นวัยรุ่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ ขอให้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษ

– อุทธรณ์พิพากษายืน จำคุกคนละ 2 ปี เห็นว่า ผลแห่งการก่อเหตุได้บรรลุแล้ว และพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 608 เวลา 09.00 น. ศักดิ์ดาและกรรภิรมย์เดินทางมายังห้องพิจารณาโดยมีครอบครัวและประชาชนมาร่วมให้กำลังใจในการฟังคำพิพากษา รวมถึงมีเจ้าหน้าที่จากโครงการ Freedom Bridge

เวลา 11.03 น. ผู้พิพากษาได้เรียกคดีนี้และอ่านคำพิพากษาโดยสรุปได้ว่า

1. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองพยายามกระทำความผิดฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น แต่ได้ยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอดหรือกลับใจไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลโดยการพยายามดับไฟ อันจะเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับโทษหรือไม่

เห็นว่า องค์ประกอบความผิดฐานพยายามกระทำความผิดนั้น เป็นกรณีที่มีการลงมือกระทำความผิด แต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล การกระทำนั้นเป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80

เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาและได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดครบองค์ประกอบของความผิดฐานร่วมกันพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นแล้ว การที่จำเลยทั้งสองเกิดความรู้สึกนึกคิดเองดังที่กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์นั้น ไม่ใช่เป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล อันจะเป็นข้อยกเว้นให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิด

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษมานั้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

2. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสมควรรอการลงโทษและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยทั้งสองหรือไม่

เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองมีอายุกว่า 18 ปี และ 19 ปี ซึ่งปรากฏตามฟ้องมีสถานะนักศึกษาย่อมมีความรับผิดชอบชั่วดีต่อการกระทำของตนเองได้แล้วว่าพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดมิใช่วิสัยที่นักศึกษาทั่วไปพึงกระทำ

แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่คำนึงถึงความผิดถูกและขาดความเคารพต่อกฎเกณฑ์ของสังคม ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ทั้งที่จำเลยทั้งสองมีโอกาสเล่าเรียน แต่กลับกระทำพฤติการณ์ส่อไปในทางเป็นแก๊งวัยรุ่นนอกกฎหมายหรือกลุ่มอันธพาลเสียยิ่งกว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษาผู้ฝักใฝ่ในการศึกษาเล่าเรียน

อีกทั้งพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอีกด้วย ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง จึงสมควรลงโทษจำคุกเพื่อให้เข็ดหลาบและป้องปรามมิให้นักศึกษาหรือผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างกระทำการในลักษณะเช่นนี้อีก

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น เป็นการกำหนดโทษและใช้วิธีการลงโทษที่เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น

หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายประกันได้เข้ามาพูดคุยสอบถามกับจำเลยทั้งสองก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะคล้องกุญแจมือจำเลยทั้งสองเข้าด้วยกัน และนำตัวไปยังชั้นใต้ถุนของศาลอาญาเพื่อรอฟังผลการประกันตัว

เวลา 18.00 น. ทนายความได้รับแจ้งจากนายประกันว่า ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกันตัวจำเลยทั้งสอง ทั้งนี้ในรายละเอียดคำสั่งยังคงต้องติดตามต่อ

อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/83903