เสื้อแดงนอนค้างแรม รอแม้วพ้นคุก ราชทัณฑ์ติดกำไลEM ได้พักโทษ11พ.ค.นี้

เสื้อแดงนอนค้างแรม รอแม้วพ้นคุก ราชทัณฑ์ติดกำไลEM ได้พักโทษ11พ.ค.นี้

เสื้อแดงนอนค้างแรม รอแม้วพ้นคุก ราชทัณฑ์ติดกำไลEM ได้พักโทษ11พ.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เสื้อแดงนอนค้างแรม รอแม้วพ้นคุก ราชทัณฑ์ติดกำไลEM ได้พักโทษ11พ.ค.นี้ กลับ‘จันทร์ส่องหล้า’ พท.วอนอย่าจองเวร

กลุ่มคนเสื้อแดงสาวกของเทวดาแม้วลงทุนเหมารถไปค้างคืนหน้าเรือนจำรอรับนายใหญ่ได้รับอิสรภาพ11 พฤษภาคมนี้ ขณะที่กรมคุมประพฤติ ติดกำไล EM ก่อนปล่อยตัว กลับบ้านจันทร์ส่องหล้าด้านกรมราชทัณฑ์ยันพักโทษถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไทยวอนฝ่ายตรงข้ามอย่าคิดจองเวรกันอีกเลย อนุทินร่วมแสดงความยินดีเทวดาได้อิสรภาพ

จากกรณีเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ใน 859 ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไป และพ่วงเงื่อนไขติดกำไล EM จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน 2569 ขณะที่นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย มีบันทึกนายกสมาคมทนายความฯกรณีนายทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกฯจะได้รับการพักโทษในวันที่11 พ.ค. 2569 โดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เห็นว่าอดีตนายกฯมีคุณสมบัติตามพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดพ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)พ.ศ.2564 แต่มีเงื่อนไขว่าอดีตนายกฯจะต้องติดอุปกรณ์เล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการพักโทษคุมประพฤติ ซึ่งกรณีดังกล่าวแม้ว่าการติดกำไล EM เป็นหลักเกณฑ์ของการคุมประพฤติโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยง กรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี หรือจะไปก่อภยันอันตรายประการอื่นใด เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของสังคม ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับผู้ต้องหา หรือนักโทษในคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกสูงขณะที่นายทักษิณคงเหลือพักโทษเพียง 4 เดือน ประกอบกับเป็นผู้สูงอายุ 76 ปี มีโรคประจำตัว จากเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามติของคณะอนุกรรมการฯอาจขัดกับหลักเจตนารมณ์ของกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดพ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ตามข้อ 44 ซึ่งหากคณะอนุกรรมการฯได้พิจารณาถึงหลักเกณฑ์อย่างเสมอภาคและยุติธรรมแล้ว ก็จะมีเหตุเชื่อได้ว่าอดีตนายกฯไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดกำไล EM ตลอดระยะเวลาการพักโทษแต่อย่างใดนั้น

ยันมติอนุกรรมการฯติดกำไลEM

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่าภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติโดยเห็นว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือนจนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน 2569 นั้น มติของคณะอนุกรรมการฯเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ถือเป็นมติถึงที่สุดแล้วจะไม่มี เหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เพราะคณะอนุกรรมการฯได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงพฤติการณ์ และคุณสมบัติของผู้ต้องขังตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้อย่างครบถ้วน

คุมประพฤติ เข้าติดกำไล‘แม้ว’

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่าสำหรับกำหนดการติดกำไล EM ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร 7จะเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อติดกำไล EM ให้แก่อดีตนายกฯ และแจ้งเรื่องขั้นตอนการใช้งานอุปกรณ์กำไล EM พร้อมกับดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆ ทั้งนี้ เนื่องจากเรือนจำกลางคลองเปรม อยู่ในพื้นที่เขตจตุจักร จึงอยู่ในเขตรับผิดชอบของสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ส่วนการรายงานตัวรับทราบเงื่อนไข หลักการปฏิบัติตนระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือนนั้น ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่11 พ.ค. 2569-13 พ.ค. 2569 นายทักษิณ จะต้องเดินทางไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเขตบางพลัด เพราะ“บ้านจันทร์ส่องหล้า” ตามที่ผู้อุปการะของนายทักษิณได้แจ้งไว้โดยนายทักษิณจะต้องไปรับทราบละเอียดทั้งหมด

กำชับรายงานตัว4ครั้งใน4เดือน

ทั้งนี้ เนื่องด้วยนายทักษิณเหลือระยะเวลาการคุมประพฤติเพียง 4 เดือนหรือจนถึงวันที่ 9 ก.ย. 2569 ดังนั้น การรายงานตัวของนายทักษิณกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 จะเกิดขึ้นเดือนละครั้ง รวมเป็นรายงานตัวทั้งสิ้น 4 ครั้ง หรือหากจะเป็นกรณี2 เดือนค่อยรายงานตัว 1 ครั้ง ก็จะเป็นเรื่องที่ทางเจ้าหน้าที่คุมประพฤติกับผู้ถูกคุมประพฤติจะพูดคุยประสานงานกัน อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปเมื่อครั้งการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษฯก่อนหน้านี้ พบว่านายทักษิณได้มีการรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ครบทุกครั้ง ไม่มีปัญหาใดๆ

ต้องติดกำไลEMจนกว่าพ้นโทษ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า สำหรับนายทักษิณ ถือเป็นผู้ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษเป็นการทั่วไป ดังนั้น การติดกำไล EM จะต้องถูกติดไปจนกว่าจะพ้นโทษ ในวันที่ 9 ก.ย.2569 ซึ่งก็เป็นไปตามมติของอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ส่วนการจะขอปลดกำไล EM ระหว่างการคุมประพฤติ เนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพหรือเพื่อการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะเหตุจำเป็นต้องเข้าอุโมงค์เพื่อทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือการรักษาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องตรวจที่ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุความเข้มสูงนั้น ตามขั้นตอนปกติแล้ว หากผู้ถูกคุมประพฤติจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นครั้งคราว และติดอุปสรรคของกำไล EM ผู้ถูกคุมประพฤติสามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไล EM ชั่วคราวได้ โดยใช้เอกสารที่มีความเห็นของแพทย์ ที่ระบุชัดเจนเลยว่า “กำไล EM มันเป็นอุปสรรคในการรักษาพยาบาลจริง”

‘ทักษิณ’มีสิทธิ์ยื่นขอปลดกำไล

รวมถึงแจ้งเหตุความจำเป็นของการรับการรักษาพยาบาลอย่างครบถ้วน ในวันเวลาใดบ้าง เพื่อยื่นประกอบการพิจารณาให้แก่เจ้าหน้าที่คุมประพฤติเจ้าของสำนวนคุมประพฤติดังกล่าวได้ อาทิ กรณีของอดีตนายกฯ ก็จะต้องยื่นคำร้องไปยังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อจะได้ปลดกำไล EM เป็นการชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาพยาบาลก็ต้องกลับมาติดกำไล EM ดังเดิมแต่ถ้าหากเป็นกรณีที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือป่วยติดเตียง หรือข้อเท้าเป็นแผลพุพอง หรือการติดกำไล EM ทำให้เผชิญปัญหาสุขภาพย่ำแย่ลง ทางผู้ถูกคุมประพฤติ สามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไลEM แบบถาวรมายังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติได้เช่นเดียวกัน เพื่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติจะเสนอรายงานไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ แต่ก็จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฯว่าจะให้ปลดกำไล EM ระหว่างพักโทษคุมประพฤติด้วยเหตุทางด้านสุขภาพหรือการรับการรักษาพยาบาลตามที่ผู้ร้องยื่นคำขอหรือไม่ โดยจะเป็นชุดคณะอนุกรรมการฯเดียวกันกับที่เคยมีมติให้ต้องติดกำไล EM ซึ่งถ้าคณะอนุกรรมการฯมีมติอย่างไร กรมคุมประพฤติก็มีหน้าที่ต้องทำตามมติของคณะอนุกรรมการฯทุกประการ

กางเงื่อนไข 9 ข้อช่วงพักโทษ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่าสำหรับเงื่อนไขการห้ามกระทำการใดๆ ระหว่างพักโทษคุมประพฤติในส่วนของนายทักษิณ พบว่ามติของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่นใดโดยเฉพาะเรื่องการเมืองก็ไม่ได้ระบุห้ามไว้ยังคงเป็นเงื่อนไขปกติเหมือนกับผู้พักโทษรายอื่นทุกคน ประกอบด้วย 1.ต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติที่สำนักงานคุมประพฤติท้องที่ภายใน 3 วันนับแต่ได้รับการปล่อยตัว และต่อไปให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจนกว่าจะพ้นโทษ 2.ต้องพักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามบ้านเลขที่ที่แจ้งไว้และห้ามออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่ติดธุระสำคัญและต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานคุมประพฤติก่อน

3.ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากฝ่าฝืน และถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับนั้น ต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง 4.ให้ประกอบอาชีพสุจริต หากเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง 5.ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด 6.ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน เสพยาเสพติด และกระทำความผิดขึ้นอีก 7.ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด 8.ห้ามเยี่ยมเยียนและติดต่อกับนักโทษที่ไม่ใช่ญาติซึ่งกำลังต้องโทษอยู่ และ 9.ต้องแสดงหนังสือสำคัญการปล่อยตัวต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือเจ้าพนักงานเรือนจำเมื่อมีการเรียกให้แสดงและหากหนังสือสำคัญการปล่อยตัวสูญหายให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติ

ย้ำเดินทางออกตปท.ไม่ได้

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรมเผยว่าสำหรับผู้ถูกคุมประพฤติเงื่อนไขชัดเจนคือห้ามออกนอกเขตพื้นที่จังหวัด เว้นแต่มีกิจธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ทางผู้ถูกคุมประพฤติก็สามารถขออนุญาตเจ้าหน้าที่คุมประพฤติได้ โดยต้องระบุเหตุผลการไปสถานที่นั้นๆว่าไปปลายทาง คือที่ใด มีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ไประยะเวลากี่วัน เป็นต้น ส่วนถ้าจะเดินทางไปต่างประเทศระหว่างการคุมประพฤตินั้น ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าสถานะของผู้พักโทษคุมประพฤติก็ยังคงสถานะผู้ต้องขังยังไม่ใช่การพ้นโทษ ดังนั้น ผู้ต้องขังไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้

ยันพักโทษ‘ทักษิณ’ยึดตามก.ม.

กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารข่าวเผยแพร่ ชี้แจงว่า ตามที่กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.) ได้เข้ายื่นหนังสือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ยับยั้งการพักการลงโทษนายทักษิณ ชินวัตร โดยระบุว่ามีการอ้างข้อกฎหมายผิดพลาดและบิดเบือนคำสั่งศาลฎีกาฯนั้น กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่า ประเด็นตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่านายทักษิณอยู่ในขบวนการบังคับโทษโดยมิชอบ หรือ มีลักษณะเป็นผู้กระทำผิดวินัยระหว่างต้องขังนั้น การพิจารณาคุณสมบัติในการพักการลงโทษต้องอาศัยข้อเท็จจริงข้อกฎหมายและสถานะทางคดีตามที่ปรากฏโดยชัดแจ้งตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาล รวมถึงข้อมูลทางราชทัณฑ์ที่เป็นทางการโดยปัจจุบัน ยังมิได้ปรากฏว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งใดที่วินิจฉัยว่านายทักษิณได้กระทำผิดวินัยหรือกระทำความผิดอาญาระหว่างถูกควบคุมตัว อันจะเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและระเบียบกรมราชทัณฑ์เกี่ยวกับการพักการลงโทษ

ลั่นมาตรฐานเดียวกันปัดเอื้อใคร

จากมติที่ประชุมของคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษประจำเรือนจำและเอกสารประกอบการพิจารณาพักการลงโทษของนายทักษิณ ไม่ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับการผิดวินัยดังนั้น คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาแล้วจึงมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯพ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564

ทั้งนี้ ประเด็นตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างถึง“ซึ่งผู้ผิดวินัย จะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) คือมี ประวัติกระทำผิดวินัย หรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขหรือผิดอาญาระหว่างถูกคุมขังในสถานที่อื่น”ซึ่งประกาศกรมราชทัณฑ์ดังกล่าวเป็นประกาศกรมราชทัณฑ์เรื่องกำหนดคุณสมบัติเฉพาะ ลักษณะต้องห้ามและวิธีการคุมขังในสถานที่คุมขังตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 พ.ศ. 2568 นั้น มิได้เป็นข้อกฎหมายในการพิจารณาพักการลงโทษแต่อย่างใด

กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่าการพิจารณาพักการลงโทษในครั้งนี้มิได้มีการเอื้อประโยชน์แก่บุคคลหนึ่ง บุคคลใดเป็นการเฉพาะแต่เป็นการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ต้องขังทั่วประเทศ โดยยึดถือพยานหลักฐานตามข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด

แดงเชียงใหม่นอนรอฉลองรับ

ด.ต.พิชิต ตามูล แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)แดงเชียงใหม่ เผยกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พักโทษออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคมว่า คนเสื้อแดงกว่า 100 คน ได้เดินทางออกจากเชียงใหม่ในวันที่ 10 พฤษภาคม โดยรถตู้ 11 คัน บางรายเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว 4-5 คัน แฟนคลับหรือเอฟซีบางส่วนเดินทางด้วยรถไฟ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 60-70 ปีเพื่อไปให้กำลังใจเพื่อแสดงพลังว่ายังเคารพรักนายทักษิณอยู่ เดิมทีเสื้อแดงเชียงใหม่นัดหมายรวมตัวกันที่ดอยติ อ.เมือง จ.ลำพูน แต่ได้ยกเลิก เพราะต่างคนต่างเดินทางกันเองตามสะดวกแต่ให้ไปถึงหน้าเรือนจำคลองเปรม ในช่วงเย็นเพื่อทำกิจกรรมรับขวัญทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้าวันที่11 พฤษภาคม แต่คาดการณ์ว่าอาจไม่ได้พบนายทักษิณ เพียงโบกไม้โบกมือทักทายเท่านั้น เนื่องจากมีครอบครัวและคนใกล้ชิดรอรับกลับบ้านอยู่แล้ว

ลงขันกันเอง-รอรับทำบุญที่บ้านเกิด

ทั้งนี้ การเดินทางดังกล่าว คนเสื้อแดงออกค่าใช้จ่ายกันเองคนละ 400-500 บาท บางรายมีกำลังทรัพย์อาจลงขัน 1,000-2,000 บาท ถ้าไม่มี ไม่ต้องจ่ายเป็นการช่วยเหลือกันเอง เพราะขาดผู้สนับสนุนเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและน้ำมันแพง จึงต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก แต่เป็นห่วงผู้ที่เดินทางไกล เพราะเป็นผู้สูงอายุ อาจรอให้นายทักษิณและครอบครัวเดินทางมาทำบุญให้บรรพบุรุษ ที่วัดโรงธรรมสามัคคีที่บ้านเกิด อ.สันกำแพง หรือสุสานที่อ.แม่ออนก็ได้ ตามเงื่อนไขของกรมราชทัณฑ์ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย

‘เด็จพี่’จวกพวกขวางพักโทษ

ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯกำลังจะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พ.ค.แต่ยังมีนักเคลื่อนไหวบางคน บางกลุ่ม คัดค้านการพักโทษก่อนหน้าคนพวกนี้บอกให้ท่านกลับเมืองไทย มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พอท่านกลับเข้ามาอย่างถูกต้อง เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน ถูกคุมขัง 2 รอบ แต่คนเหล่านี้ยังไม่พอใจ รมว.ยุติธรรม พูดชัดเป็นไปตามขั้นตอนของคณะกรรมการพักโทษและไม่อยู่ในข้อห้ามการพูดการเมือง สังคมไทยวนเวียนกับความขัดแย้งมานานกว่า 20 ปี ด้วยเพราะมีคนคิดจองเวร ไม่จบไม่สิ้น ไม่รู้จักให้อภัย อดีตนายกฯทักษิณอายุ 76 ปีแล้ว ท่านยอมทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง แม้ได้ออกมา จะต้องใส่กำไลอีเอ็ม ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ไม่เข้าใจว่า คนที่เคลื่อนไหว จะต้องเป็นอย่างไรถึงพวกท่านจะพอใจ จะเอาแต่สะใจอย่างนั้นใช่หรือไม่ เราควรลดละ อภัย มองไปข้างหน้า มากกว่าจมอยู่ในอดีตแห่งความชิงชัง

เชื่อทักษิณใช้เวลาพักกับลูกหลาน

“พวกที่กังวล ท่านออกมาแล้วจะเอาคืน ล้างแค้นใครหรือไม่ คนอายุ 76 ปีกับหลานอีก 7 คน คงอยากจะให้เวลาพักผ่อนกับลูกๆ หลานๆ มากกว่า คนที่เห็นโลกมามาก ผ่านอะไรมาเยอะ อย่างที่ท่านเคยบอก เคยเห็นทั้งนรกและสวรรค์ มาหมดแล้ว คนที่เคยคิดทำร้ายท่านถึงชีวิตยังให้อภัย อโหสิกรรมให้หมด คงไม่มานั่งคิดเอาคืนอะไรใครหรอก พวกที่ปั่นเรื่อง ยุแยง ควรเลิกระแวง สงสัยได้แล้ว สังคมไทยเป็นสังคมให้โอกาส ให้อภัย อะไรที่ปล่อยวางกันได้ ควรจะปล่อยวางกัน”นายพร้อมพงศ์ ย้ำ

อวยแนวคิดเป็นประโยชน์ปท.

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่าทุกวิกฤตประเทศ ทางเศรษฐกิจ ผู้คนหวนคิดถึง แนวคิด การแก้ไขของอดีตนายกฯทักษิณ ที่เคยนำประเทศไทยไปยืนหยัดทัดเทียมนานาชาติอย่างไม่อายใคร ผู้นำทั่วโลกให้ความเชื่อถือ ยอมรับ มีนโยบายจับต้องได้ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้านโอท็อป การปราบปรามยาเสพติดอย่างเอาจริงเอาจัง การแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านอย่างเป็นระบบ ช่วงท่านอยู่ต่างประเทศ นักธุรกิจ นักการเมือง คนรู้จักแวดวงต่างๆ แวะเวียนไปร่วมพูดคุยปรึกษาอยู่บ่อยครั้ง อีกไม่กี่วันอดีตนายกฯทักษิณจะได้รับการพักโทษ ความคิดประสบการณ์ที่ได้เคยบริหารงาน ได้ทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกและผู้นำหลายต่อหลายชาติ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการมองไปข้างหน้า

นายพร้อมพงศ์ระบุว่าตนเป็นคนหนึ่ง ที่เคยได้รับโอกาสสัมผัส ได้รู้วิธีคิดวันที่11 พ.ค.จะเป็นหนึ่งคน ร่วมกับพี่น้องเสื้อแดง คนที่รักศรัทธาท่าน รอต้อนรับการกลับมา ส่วนวันข้างหน้า บทบาทท่านจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ คงให้ท่านหรือคนในครอบครัวออกมาบอกเองแต่จากอดีตประสบการณ์การเป็นนายกฯการบริหารประเทศ การแก้ไขปัญหาปากท้อง หลายคนยังนึกถึงอดีตผู้นำ ที่ครั้งหนึ่งทำให้รู้สึกว่านโยบายรัฐ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ชาวบ้านสัมผัสได้ เกิดประโยชน์ต่อประเทศ แบบที่ประชาธิปไตยกินได้จริงๆ

นายกฯยินดี‘ทักษิณ’ได้พักโทษ

เวลา 14.20 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยกล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะได้พักโทษและออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค. นี้ว่าตนก็เคารพนับถือ และเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาท่านมา 20 กว่าปี มีความผูกพันเหมือนลูกเหมือนหลาน ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวท่านด้วย

เมื่อถามว่าจะมีโอกาสไปปรึกษาในเรื่องที่ นายทักษิณ มีความเชี่ยวชาญบ้างหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าไม่มีข้อห้ามใดๆ แต่ตนว่าให้ท่านออกมา ให้ท่านได้ไปใช้ชีวิตกับครอบครัวของท่าน ยังไงกรุงเทพฯก็แคบอยู่แค่นี้ เดี๋ยววันใด วันหนึ่งอาจมีโอกาสได้พบกัน ตามโอกาสต่างๆแล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้ที่ท่านจะออกมาใหม่ๆ ก็เหมือนยังคงเป็นการพักโทษอยู่ซึ่งยังมีข้อจำกัดและยังคงไม่สะดวก ให้คนภายนอกครอบครัวไปพบ

เมื่อถามว่า ยังมีการวิเคราะห์ว่านายทักษิณจะไม่วางมือทางการเมือง และจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนไม่คิดไกลถึงขนาดนั้น ยังไงท่านก็เป็นคนที่ตนให้ความเคารพ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เมื่อข้อ 17 วรรคสองของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 กำหนดว่าลูกจ้างประจำผู้ใดประจำปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกให้นับเวลาทำงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้นเป็นทวีคูณ ซึ่งการที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์สร้างทางลำปาง และได้ถูกส่งตัวไปประจำโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งโดยลักษณะงานก่อสร้างทางของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะต้องมีการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทั้งนี้จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีได้ถูกส่งตัวไปประจำเพื่อปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โครงการก่อสร้างทางสาย 109 ซึ่งอยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยในกรณีดังกล่าวไม่อาจนำพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 ซึ่งได้แยกความหมายของการเดินทางไปราชการชั่วคราวและการเดินทางไปราชการประจำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์ให้ราชการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการเดินทางไปราชการ มาใช้ตีความคำว่า “ประจำปฏิบัติหน้าที่” ตามข้อ 17-วรรคสอง ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการตอบแทนความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายในพื้นที่ดังกล่าว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง พระราชกฤษฎีกา และระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการใช้บังคับต่างกัน จึงไม่อาจนำมาใช้แปลความให้มีความหมายเหมือนกันด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธินับช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นทวีคูณตามข้อ 17 ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏผู้อำนวยการศูนย์สร้างทางลำปางปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ออกหนังสือรับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดี โดยรับรองว่าในระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 รวมระยะเวลาทวีคูณเป็น 6 ปี 4 เดือน 29 วัน ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกจริง และมีหนังสือลงวันที่ 2 มิถุนายน 2559 แจ้งให้คลังเขต 5 เชียงใหม่ เพื่อพิจารณาสั่งจ่ายเงินบำเหน็จลูกจ้างให้ผู้ฟ้องคดีเพิ่มเติม

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย’สอดสร้อยมาลา’ ด้อยค่าคณะราษฎร

ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย'สอดสร้อยมาลา' ด้อยค่าคณะราษฎร

ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย’สอดสร้อยมาลา’ ด้อยค่าคณะราษฎร

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.05 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนของรัฐบาล โดยพุ่งเป้าไปที่ละครโทรทัศน์เรื่อง “สอดสร้อยมาลา” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับทุนอุดหนุนการผลิตภายใต้นโยบายส่งเสริม Soft Power ของรัฐบาล

โดยข้อความระบุว่า ละครเรื่อง สอดสร้อยมาลา เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับสนับสนุนงบประมาณการผลิตละคร/ซีรีส์ ภายใต้นโยบายส่งเสริม Soft Power เป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ THACCA (Thailand Creative Content Agency)

โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ให้ทุนอุดหนุนสนับสนุนการผลิต

เป็นละครที่ได้รัฐเงินสนับสนุนจากรัฐไทย ผ่านกระทรวงวัฒนธรรม แม้จะเป็นโครงการที่ดูก้าวหน้า โครงเรื่องก็ดูเหมือนจะก้าวหน้า แต่ในที่สุดก็เผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วก็คงเป็นส่วนนึงของการทำโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อกระทำอย่างเป็นระบบ ให้ประวัติศาสตร์ ถูกเล่าออกมาในรูปแบบที่รัฐไทยอยากให้เป็นเท่านั้น ในบริบทนี้คือ คณะราษฎรเป็นพวกหัวก้าวหน้าที่เลวทรามไม่รู้คุณคน

ตอกย้ำวาทะกรรม ชิงสุกก่อนห่าม สุดท้ายพวกหัวหน้าก้าวก็เหลิงอำนาจ และย้ำแนวคิดประเทศนี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่ของประชาชน อำนาจเถสูงสุดไม่ใช่ของประชาชน

เห็นหรือยังเวลาไม่ได้อยู่ข้างเรา เวลาอยู่ข้างคนที่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ซึ่งอนุรักษ์นิยมสมัยใหม่เค้าก็ไม่ได้อยู่เฉยๆเค้าสู้กลับ ด้วยทุกเครื่องมือที่เค้ามี

ถามว่ากรณีนี้จะสู้กลับยังไง ถึงที่สุดคือก็ต้องเป็นรัฐบาลให้ได้ ถึงจะมีอำนาจในการคุมงบประมาณ แล้วเลือกให้เงินสนับสนุนกับสิ่งที่ส่งเสริม สิ่งที่เล่าเรื่องเพื่อพาสังคมไปข้างหน้า อะไรที่จะพาสังคมย้อนอดีต ถอยหลัง ก็อย่าสนับสนุน แค่นั้นเอง

ให้งบประมาณกับอะไร ก็แปลว่าให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น ซึ่งก็คือการแสดงเจตจำนงทางการเมืองแบบนึง”

 

สีหศักดิ์ กังวลหนุ่มจีนซุกคลังแสง ขอดูผลการสอบสวน ก่อนหารือลดวีซ่าฟรีเหลือ 30 วัน

สีหศักดิ์ กังวลหนุ่มจีนซุกคลังแสง ขอดูผลการสอบสวน ก่อนหารือลดวีซ่าฟรีเหลือ 30 วัน

สีหศักดิ์ กังวลหนุ่มจีนซุกคลังแสง ขอดูผลการสอบสวน ก่อนหารือลดวีซ่าฟรีเหลือ 30 วัน

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.53 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรณีที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี จับกุมชายชาวจีน และสืบสวนจนไปพบคลังอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมากที่บ้านพัก

ว่า น่าเป็นห่วง แต่ต้องขอไปดูผลการสอบสวนก่อน และยิ่งอยู่ในมือของชาวต่างชาติไม่รู้ว่าวัตถุประสงค์คืออะไร จึงจะต้องไปดูขั้นตอนการเข้าเมืองของเรา จะต้องดีกว่านี้ เพราะประเทศไทยเป็นสังคมเปิด มีคนมาท่องเที่ยว และอยากให้คนเข้ามาทำธุรกิจ แต่ก็ต้องระวังเรื่องวีซาทั้งหลาย บางครั้งเข้ามาโดยอ้างว่าเป็นนักท่องเที่ยวเข้ามาโดยฟรีวีซา 60 วัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ โดยคณะกรรมการวีซากำลังพิจารณาเสนอจาก 60 วัน ลดเหลือ 30 วัน และต้องดูว่าวีซาแต่ละประเภทรัดกุมเพียงพอหรือเปล่า 

ส่วนที่ถูกมองว่า อาจเข้าข่ายเป็นสายลับ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คิดว่าก็น่ากลัว แค่มีอาวุธเหล่านั้นก็น่ากลัวแล้ว

ดร.มัลลิกา มาแล้ว! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบาย’จัดการฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ’

ดร.มัลลิกา มาแล้ว! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบาย'จัดการฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ'

ดร.มัลลิกา มาแล้ว! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบาย’จัดการฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ’

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.39 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้เปิดแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ด้วยการปล่อยโปสเตอร์นโยบายแก้ฝุ่น PM2.5 สโลแกน  ส่งดร.มัลลิกาไปจัดการฝุ่น ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ เพื่ออากาศสะอาด เพื่อคนกรุงเทพฯ

-ไม่พูดสวยแต่ทำจริง

-มีความรู้มีประสบการณ์มีทีมพร้อม

-ตรวจวัดปัญหาถึงต้นตอ

เทคโนลยีจัดการฝุ่น  PM2.5 ด้วยนวัตกรรมและข้อมูล

-ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ(AI&IOT)ติดตามค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์และแจ้งเตือนล่วงหน้า

-โดรนตรวจวัดคุณภาพอากาศครอบคลุมทุกพื้นที่เข้าถึงจุดเสี่ยง

-ความคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น ใช้เทคโนโลยีจัดการฝุ่นจากอุตสาหกรรมและรถยนต์

-พื้นที่สีเขียว & ปอดเมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียวลดฝุ่นในระยะยาว

สถาบันพระปกเกล้าขับเคลื่อนไทยสู่ OECD หารือศาลรธน.โปรตุเกส–สถาบันการศึกษาชั้นนำ เตรียมจัดเวทีระดับโลก

สถาบันพระปกเกล้าขับเคลื่อนไทยสู่ OECD หารือศาลรธน.โปรตุเกส–สถาบันการศึกษาชั้นนำ เตรียมจัดเวทีระดับโลก

สถาบันพระปกเกล้าขับเคลื่อนไทยสู่ OECD หารือศาลรธน.โปรตุเกส–สถาบันการศึกษาชั้นนำ เตรียมจัดเวทีระดับโลก

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ กรุงลิสบอน สาธารณรัฐโปรตุเกส รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษารัฐสภาว่าด้วยการเข้าเป็นสมาชิก OECD พร้อมด้วยนายธนภูมิ ลีลาภรณ์ ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลิสบอน เข้าพบ Mr. José João Abrantes ประธานศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโปรตุเกส เพื่อหารือความร่วมมือทางวิชาการและเตรียมความพร้อมในการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม OECD Global Parliamentary Forum ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดประชุมดังกล่าว

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาระบบประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และธรรมาภิบาลสมัยใหม่ โดยสาธารณรัฐโปรตุเกสถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง OECD และมีประสบการณ์สำคัญด้านการปฏิรูประบบราชการและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD รวมถึงประเทศไทย

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ยังได้เชิญ Mr. José João Abrantes เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะองค์ปาฐกพิเศษ เพื่อร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐแก่ผู้บริหารและนักวิชาการไทย

นอกจากนี้ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังได้เข้าหารือร่วมกับศาสตราจารย์ Ana Taveira da Fonseca คณบดีคณะนิติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัย Catholic University of Portugal หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับชาติของโปรตุเกส เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตรอบรมระยะสั้นสำหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) รุ่นที่ 25

หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นประเด็นสำคัญด้านการพัฒนาประชาธิปไตย การปฏิรูประบบราชการ หลักนิติรัฐ ธรรมาภิบาล ตลอดจนแนวทางการยกระดับมาตรฐานประเทศในมิติต่าง ๆ เพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยคาดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่างๆ ในการร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นระบบ ทันสมัย และยั่งยืน

โสภณ ลุยบุรีรัมย์ประกาศสงครามยาเสพติด ยกระดับค่ายบำบัดสู่มาตรฐานใหม่

โสภณ ลุยบุรีรัมย์ประกาศสงครามยาเสพติด ยกระดับค่ายบำบัดสู่มาตรฐานใหม่

โสภณ ลุยบุรีรัมย์ประกาศสงครามยาเสพติด ยกระดับค่ายบำบัดสู่มาตรฐานใหม่

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

 “โสภณ” ลุยบุรีรัมย์ประกาศสงครามยาเสพติด ยกระดับค่ายบำบัดสู่มาตรฐานใหม่ พร้อมแย้มดาบสอง เตรียมรื้อกฎหมายเพิ่มโทษสถานหนัก จัดการเด็ดขาด

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายศักดิ์ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.บุรีรัมย์ พร้อมด้วย ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข และหัวหน้าส่วนราชการ ทุกภาคส่วน เดินทางลงพื้นที่ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์  เปิดโครงการ “รวมพลังรักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” ณ ศูนย์บำบัดวัดจันทราวาส อ.ลำปลายมาศ ให้กำลังใจผู้เข้ารับการบำบัดและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ 

โดยนายโสภณ ได้นำหัวหน้าส่วนราชการและผู้เข้ารับการบำบัด ร่วมทำบุญสวดมนต์เนื่องในวันพระ ถวายปัจจัยและถวายสังฆทาน เพื่อ ชำระจิตใจจิตใจ พร้อมกับร่วมตัดผมสร้างระเบียบวินัยให้แก่ผู้บำบัดรุ่นที่ 9 นอกจากนี้ยังได้มอบเงินสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอล 7 คน เพื่อส่งเสริมการใช้กีฬาห่างไกลยาเสพติด

นายโสภณ เปิดเผยว่า มีแนวคิดจะใช้กลไกนิติบัญญัติแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้มีความเข้มข้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากนั้น  ประธานสภาฯ ได้เดินทางไปตรวจความพร้อมการจัดทำ “ศูนย์ข้อมูลโครงการรวมพลังรักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ”  ณ เทศบาลตำบลลำปลายมาศ เพื่อใช้เป็นศูนย์อำนวยในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยเน้นย้ำว่าต้องการให้โครงการนี้เป็นโมเดลตัวอย่าง เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศต่อไป

‘กรวีร์’เดือดพลั่ก! ซัดพวกโจมตี ภท. บิดเบือนร่าง พรบ.SEC ยัดไส้กาสิโน ชี้แลนด์บริดจ์ คือโอกาสของภาคใต้

‘กรวีร์’เดือดพลั่ก! ซัดพวกโจมตี ภท. บิดเบือนร่าง พรบ.SEC ยัดไส้กาสิโน ชี้แลนด์บริดจ์ คือโอกาสของภาคใต้

‘กรวีร์’เดือดพลั่ก! ซัดพวกโจมตี ภท. บิดเบือนร่าง พรบ.SEC ยัดไส้กาสิโน ชี้แลนด์บริดจ์ คือโอกาสของภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

‘กรวีร์’ เดือดพลั่ก! ซัดกลุ่มปั่นข่าวโจมตี ‘ภท.’ บิดเบือนร่าง พ.ร.บ.SEC สอดไส้ ยันร่างกฏหมายไร้ ‘กาสิโน’ ไม่มีแม้แต่บรรทัดเดียว ยังไม่ได้เสนอเข้าสภาฯ ชี้ ‘ภาคใต้’ ต้องไม่เป็น ‘ลูกเมียน้อย’ ของการพัฒนาประเทศ 

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย  (ภท.) และ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “หยุดบิดเบือน พ.ร.บ. SEC”  ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มีความพยายามปล่อยข้อมูลบิดเบือน โยงร่าง “พ.ร.บ. SEC” เข้ากับเรื่อง “คาสิโน” เพื่อโจมตีพรรคภูมิใจไทยและสร้างความสับสนให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนภาคใต้ เมื่อมีการพูดซ้ำ ปั่นซ้ำ และบิดเบือนซ้ำ จนหลายคนเริ่มเข้าใจผิด จึงจำเป็นต้องออกมาพูดข้อเท็จจริงให้ชัดเจนตรงไปตรงมา

1. พรรคภูมิใจไทย “ไม่เอาคาสิโน” และในร่าง SEC ของพรรค “ไม่มีคาสิโนแม้แต่บรรทัดเดียว” ไม่มีคำว่า Entertainment Complex ไม่มีการให้สัมปทานคาสิโน
ไม่มีการซ่อนวาระอะไรทั้งสิ้น  สิ่งที่อยู่ในร่างกฎหมาย มีแต่เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การกระจายโอกาส และการยกระดับศักยภาพภาคใต้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นแล้วในภาคตะวันออก (EEC)

ส่วนข่าวที่พยายามโยงเรื่องคาสิโนนั้น เป็น “คนละร่าง คนละเรื่อง คนละฉบับ” แต่มีบางฝ่ายจงใจจับมาปั่นรวมกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องเดียวกันนี่ไม่ใช่การวิจารณ์อย่างสุจริต
แต่มันคือ “การบิดเบือนข้อมูลทางการเมือง”

2. ปัจจุบัน “ไม่มี” ร่าง พ.ร.บ. SEC อยู่ในสภาหลังการยุบสภาครั้งที่ผ่านมา ร่างกฎหมายทุกฉบับที่ยังพิจารณาไม่เสร็จถือว่า “ตกไปทั้งหมด”นั่นหมายความว่า ร่าง พ.ร.บ. SEC ของพรรคภูมิใจไทย “สิ้นสภาพไปแล้ว” วันนี้ในสภาชุดปัจจุบัน ไม่มีร่าง SEC ของพรรคภูมิใจไทยค้างอยู่ ยังไม่มีการเสนอเข้าสภา และยังไม่มีการพิจารณาใดๆทั้งสิ้นดังนั้น การพูดว่า “ภูมิใจไทยกำลังจะดัน SEC เพื่อเปิดคาสิโน” จึงเป็นข้อมูลเท็จอย่างชัดเจนคำถามคือ คนที่พูดนั้น “ไม่รู้จริง” หรือ “จงใจหลอกประชาชน”

3. ชัดเจนแล้วว่ากฎหมายที่ครม.ยืนยันกลับมาที่สภา ไม่มีร่าง พ.ร.บ. SEC รวมอยู่ด้วย แต่กลับมีบางกลุ่มพยายามสร้างภาพว่า กฎหมายกำลังจะผ่าน ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่มีอยู่เลย นี่คือปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยในบางยุคคือเอา “ข่าวปล่อย” มาแทนข้อเท็จจริงเอา “วาทกรรม” มาแทนข้อมูล เอา “ความรู้สึก” มาแแทน “ความจริงและหวังใช้ความกลัวของประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ประชาชนควรได้รู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ถูกชี้นำด้วยข้อมูลครึ่งๆกลางๆ

4. “แลนด์บริดจ์” คือโอกาสเศรษฐกิจของภาคใต้ ไม่ใช่วาทกรรมหลอกโจมตี โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องคาสิโน แต่คือการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ท่านนายกได้มอบหมายท่านรองเอกนิติให้ศึกษาความคุ้มค่า ความเป็นไปได้ และผลกระทบอย่างรอบด้าน ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน  พร้อมเน้นย้ำเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เพราะการพัฒนาที่ดี ต้องไม่ใช่การสั่งจากส่วนกลางโดยไม่ฟังเสียงคนในพื้นที่  สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยยืนยันมาตลอด คือภาคใต้มีศักยภาพมหาศาล ทั้งด้านการขนส่ง โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน
ที่สำคัญคนใต้ไม่ควรถูกเห็นค่าแค่ตอน “กาบัตร”แล้วปล่อยให้โอกาสทางเศรษฐกิจไหลผ่านไปอีกหลายสิบปีเหมือนที่ผ่านๆมา

5. ภาคใต้ต้องไม่เป็น “ลูกเมียน้อย” ของการพัฒนาประเทศอีกต่อไป ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนใต้จำนวนมากตั้งคำถามเหมือนกันว่า“เลือกตั้งไปแล้ว ทำไมภาคใต้ถึงพัฒนาช้ากว่าภาคอื่น?”พรรคภูมิใจไทยเข้ามาด้วยความเชื่อว่า ประเทศไทยจะเติบโตไม่ได้ หากยังปล่อยให้การพัฒนากระจุกอยู่แค่บางพื้นที่  ภาคใต้ไม่ใช่ชายขอบของประเทศแต่คือหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของไทยและความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนมอบให้เราไม่ใช่แค่คะแนนเสียงแต่มันคือ “ภารกิจ” ที่เราต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง เราจะผลักดันโอกาส ผลักดันการลงทุน ผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน และผลักดันอนาคตใหม่ให้คนใต้ ไม่ใช่ปล่อยให้ภาคใต้ถูกมองข้ามเหมือนที่ผ่านมา

การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิในระบอบประชาธิปไตยแต่การโกหก บิดเบือน และจงใจสร้างความเข้าใจผิด ไม่ใช่เสรีภาพทางการเมืองการเอา “ร่างกฎหมายที่ไม่มีอยู่ในสภา” ไปโยงกับ “คาสิโนที่ไม่เคยอยู่ในร่าง” แล้วนำมาปลุกกระแสโจมตีทางการเมือง นอกจากจะเป็นการ “มั่ว” แล้วยังสะท้อนการเมืองแบบเก่าที่หวังเอาข้อมูลผิดๆถูกๆมาหลอกประชาชนบ้านเมืองควรเดินหน้าด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่วาทกรรมเพราะประชาชนสมควรได้รับ “ความจริง” มากกว่า “การปั่นกระแส” ขอบคุณครับ

นายกฯ ไม่ขอยุ่งปม บิ๊ก มท. ซัดนัว หลัง ฟ้อง ‘ปลัด มท.’ โยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายกฯ ไม่ขอยุ่งปม บิ๊ก มท. ซัดนัว หลัง ฟ้อง 'ปลัด มท.' โยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายกฯ ไม่ขอยุ่งปม บิ๊ก มท. ซัดนัว หลัง ฟ้อง ‘ปลัด มท.’ โยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

นายกฯ บอก ไม่ยุ่งปมบิ๊ก มหาดไทยซัดนัวหลัง ‘ไชยวัฒน์-นฤชา’ จ่อเตรียมฟ้อง ปลัด มท. ต่อ ปม ก.พ.ค. มีมติโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย บอก ถ้าเข้าไปยุ่งจะเป็นการก้าวก่าย มั่นใจ ไม่กระทบการทำงานในกระทรวง

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมากกรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมว.มหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย โยกย้ายนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมิชอบ และทั้ง 2 คนจะฟ้องปลัดกระทรวงมหาดไทยจะส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่ ว่า ไม่มีเลย คนละเรื่อง ตรงนั้นเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจ และเป็นเรื่องกรรมการ ก.พ.ค. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระ ซึ่งมติ ก.พ.ค.ออกมาอย่างไรผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถดำเนินการตามแนวทาง ตามขั้นตอนต่อไปได้ ซึ่งไม่มีอะไรเลยแม้แต่น้อยที่จะมากระทบการทำงานในกระทรวงมหาดมาไทย 

“เอาง่ายๆว่าผมไม่เกี่ยว ผมยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ ฉะนั้นทุกคนต้องทำตามนโยบาย ข้อสั่งการในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชน นี่คือสิ่งที่จะเกี่ยวข้องเท่านั้น” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีจะเป็นกาวใจให้ทั้ง 3 คนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตน อายุขนาดนี้แล้ว ถ้าเป็นกาวก็คงเป็นกาวที่หมดอายุแล้ว เป็นเรื่องของบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน ถ้าตนเข้าไปเกี่ยวจะกลายเป็นเรื่องงาน กลายเป็นก้าวก่าย ถ้ามันจะโดนก็จะโดนเรื่องก้าวก่าย ตนคงไม่อยากเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่อีกคน 

‘อนุทิน’ฮึ่ม! สั่งขยายผลหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม

'อนุทิน'ฮึ่ม! สั่งขยายผลหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม

‘อนุทิน’ฮึ่ม! สั่งขยายผลหาตัวผู้เกี่ยวข้อง เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงคราม

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

“นายกฯ” รับรายงานจาก ผบ.ตร. เหตุชายชาวจีนขนอาวุธสงครามขับรถพลิกคว่ำแล้ว ย้ำ ต้องมีการขยายผลอย่างเข้มข้นหาตัวผู้เกี่ยวข้อง โยงขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ ขอเวลาให้ตำรวจ – ฝ่ายความมั่นคง ตรวจสอบ หลังถูกโยง BHQ 

เมื่อดวลา 14.20 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์พลิกคว่ำ ซึ่งมีผู้ขับเป็นชายชาวจีน ก่อนตรวจพบอาวุธสงคราม และวัตถุระเบิดเป็นจำนวนมาก ว่า ตนได้รับรายงานแล้ว แต่เป็นรายงานอย่างย่อจากทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ส่งข้อความมาตั้งแต่เกิดเหตุใหม่ๆ ตนก็ได้เน้นย้ำว่าให้มีการขยายผล และรับทราบถึงต้นเหตุของการกระทำเช่นนี้ให้ลึกที่สุด และให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด เข้มข้น หาต้นตอของปัญหานี้ให้ได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งว่าทำไมคนต่างชาติสามารถครอบครองอาวุธได้ ซึ่งตนก็ย้ำแล้วว่า ไม่มีแล้วใบอนุญาตในการพกปืนหรือพกอะไรต่างๆ โดยทุกวันนี้ใครที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ และพกพาอาวุธปืนไปไหนถือว่าผิดกฎหมายหมดแล้ว ซึ่งต้องระวังด้วย หากถูกจับขึ้นมาจะมีข้อหาอื่นๆ ตามมาอีกเยอะ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ใครที่พยายามมาบอกกับตนว่า ต้องออกใบอนุญาตเพิ่มหรือใดๆ ก็แล้วแต่ เพราะนี่ขนาดเราห้ามยังทำการอุกอาจขนาดนี้ 

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เราได้รับรายงานมาแล้ว หากไปเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวโยงกับบุคคลหรือกลุ่มคนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยกันเองหรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เราก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า อาวุธส่วนใหญ่ที่เป็นอาวุธสงคราม รวมถึงการตรวจสอบมือถือยังพบสิ่งที่คาดว่าจะเชื่อมโยงกับกลุ่ม BHQ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นี่เป็นสิ่งที่เราต้องรีบเร่งดำเนินการอย่างเฉียบขาด ซึ่งจะต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป เพราะจะมีเหตุผลไปยังเรื่องของฟรีวีซ่าอีกทั้งหลายทั้งปวง แต่ในขณะนี้ก็ขอให้ฝ่ายตำรวจและฝ่ายความมั่นคงได้ดำเนินการสอบสวนให้ได้รายละเอียดให้มากที่สุดก่อน