พาณิชย์เชิงรุก เปิดแผนดูแลสินค้าเกษตรไทย สร้างสมดุลราคา-รุกตลาดต่างประเทศ

พาณิชย์เชิงรุก เปิดแผนดูแลสินค้าเกษตรไทย สร้างสมดุลราคา-รุกตลาดต่างประเทศ

พาณิชย์เชิงรุก เปิดแผนดูแลสินค้าเกษตรไทย สร้างสมดุลราคา-รุกตลาดต่างประเทศ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

17 กรกฎาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจร แก้ปัญหาก่อนเกิด หาตลาดล่วงหน้า เปิดช่องทางการค้าใหม่ พร้อมรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า ยกระดับสินค้าไทย เพิ่มมูลค่า สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรเพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรไทยอย่างครบวงจร ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกที่มีความผันผวน พร้อมสร้างสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุก โดยยึดแนวทาง “แก้ปัญหาก่อนเกิด” ด้วยการวางแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรล่วงหน้า ทั้งการหาตลาดรองรับ การเปิดช่องทางการค้าใหม่ การเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคา และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกรไทย
ขณะเดียวกัน หากเกิดสถานการณ์เฉพาะหน้า กระทรวงพาณิชย์พร้อมเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทั้งการบริหารจัดการปริมาณผลผลิต การเชื่อมโยงตลาด การดูดซับสินค้าเข้าสู่ระบบ และการกำกับดูแลกลไกราคา เพื่อให้เกิดความสมดุลตลอดห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับสินค้าเกษตรสำคัญ

กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ ทุเรียน กุ้ง มะพร้าว ไข่ไก่ ปุ๋ย ข้าว และน้ำมันปาล์ม โดยดำเนินมาตรการทั้งการขยายตลาด การสร้างช่องทางจำหน่ายเพิ่มเติม การเชื่อมโยงผู้ซื้อ รวมถึงการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในระบบการผลิต

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าวางรากฐานการพัฒนาสินค้าเกษตรในระยะกลางและระยะยาว ผ่านการเพิ่มมูลค่าผลผลิต การส่งเสริมการแปรรูป การพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศ เพื่อยกระดับสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนการแถลงข่าวครั้งนี้ สะท้อนแนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลสินค้าเกษตรไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ การป้องกันปัญหาล่วงหน้า การแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรไทย และผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลก.

ผบ.ทอ. แจงสภาฯ เหตุปะทะไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไร 100% แต่ ยุทธวิธี-ยุทธศาสตร์ น่าพอใจ

ผบ.ทอ. แจงสภาฯ เหตุปะทะไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไร 100% แต่ ยุทธวิธี-ยุทธศาสตร์ น่าพอใจ

ผบ.ทอ. แจงสภาฯ เหตุปะทะไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไร 100% แต่ ยุทธวิธี-ยุทธศาสตร์ น่าพอใจ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

ผบ.ทอ. แจงสภาฯ รับไม่มีอะไร 100% ผลปฏิบัติการเหตุปะทะ ไทย-กัมพูชา แต่มี แผน-ยุทธวิธี-ยุทธศาสตร์ จึงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ยืนยันไม่มีความเสียหาย จากการถูกกระทำโดยตรง แต่มีผลกระทบอื่นๆ เช่น ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ไป ย้ำ 4 เงื่อนไข จัดหา ยุทโธปกรณ์ ทดแทนหมดอายุ-ขาดหาย 

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2565 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึง ผลกระทบความเสียหายจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า ในกรณีเหตุการณ์ใช้กำลังที่เกิดขึ้น กองทัพมีกระบวนการในการประมาณสถานการณ์ และในการวางแผน ลงมาถึงผู้ปฏิบัติที่มีวงรอบการปฎิบัติ จากการข่าวและการประสานงานของฝ่ายตรงข้าม 

ดังนั้นจึงไม่มีอะไร 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยที่สุดเราได้มีแผน และยุทธวิธี ยุทธศาสตร์เป้าหมายที่เกิดขึ้น โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ตรงกับที่ฝ่ายตรงข้ามได้กระทำต่อเรา 

กองทัพอากาศถึงแม้ว่าจะไม่มีความเสียหายจากการถูกกระทำโดยตรง แต่มีผลกระทบในหลายๆ เรื่อง เช่น เรื่องยุทโธปกรณ์ที่เราใช้ไป หรือในบางกรณีการปฎิบัติการก็ไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อยู่ในระดับผลที่เป็นที่น่าพอใจ

สำหรับการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศเราจัดหาเพื่อทดแทนที่กำลังจะหมดอายุและขาดหายไป เพื่อขีดความสามารถยังคงดำรงอยู่ เรามีข้อพิจารณาสำคัญ ได้แก่ ขีดความสามารถตามที่กองทัพต้องการ, การซ่อมบำรุงต้องมีความง่าย สะดวก ต่อเนื่อง, ขีดความสามารถร่วมเชื่อมระบบที่มีอยู่ และราคา

​กมธ.ป.ป.ช.ผนึก​ สตง. เร่งสปีดปราบโกง เล็งยกเครื่องกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงข้อจำกัด-เพิ่มประสิทธิภาพ

​กมธ.ป.ป.ช.ผนึก​ สตง. เร่งสปีดปราบโกง เล็งยกเครื่องกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงข้อจำกัด-เพิ่มประสิทธิภาพ

​กมธ.ป.ป.ช.ผนึก​ สตง. เร่งสปีดปราบโกง เล็งยกเครื่องกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงข้อจำกัด-เพิ่มประสิทธิภาพ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

17 กรกฎาคม 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร นำคณะเดินทางศึกษาดูงานและหารือข้อราชการร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยมี นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้การต้อนรับ เพื่อสร้างความร่วมมือในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

นายอาสพลธ์ เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและการประสานงานคดีความที่ สตง.พิจารณาแล้วเสร็จและต้องส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีอาญาต่อไป ทั้งนี้ ได้ขอให้ทางผู้ว่าฯ สตง.ส่งเจ้าหน้าที่ประสานงานระหว่างสองหน่วยงาน เพื่อให้การจัดการเรื่องร้องเรียนของประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในส่วนของกระบวนการพิจารณาคดีนั้น ประธาน กมธ.ป.ป.ช.ระบุว่า สตง.มีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หากเป็นคดีซับซ้อนขยายได้ไม่เกิน 2 ปี และไม่เกิน 5 ปี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงข้อจำกัดของ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ฉบับปัจจุบัน โดย สตง.เห็นควรให้มีการปรับปรุงแก้ไขให้มีความครอบคลุมและทันสมัยยิ่งขึ้น โดยตนได้ขอให้ สตง.ส่งมาให้ กมธ.ป.ป.ช.แสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปประกอบการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นเพื่อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป

“คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.ประชุมอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์แม้ในช่วงปิดสมัยประชุม เพื่อให้การแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เราให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ โดยยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรมและพิจารณาตามลำดับขั้นตอน เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการทุจริตอย่างเต็มที่ เราเข้าใจหักอกคนที่เดือดร้อน เขาหนีมาพึ่งเย็น เราจะเป็นน้ำเย็นให้กับคนที่เดือดร้อน” ประธาน กมธ.ป.ป.ช.กล่าว

– 006

เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

17 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้) ณ Xijiao State Guest Hotel นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน การหารือเป็นไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวถวายพระพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฏาคม 2569 นี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณรัฐบาลจีนในการถวายการต้อนรับ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน อย่างเป็นทางการ (State Visit) อย่างสมพระเกียรติด้วย ซึ่งประธานาธิบดีจีนย้ำความสัมพันธ์ไทย – จีน คือครอบครัวเดียวกัน (Thailand – China as One Family) และจีนพร้อมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความมั่นคงของภูมิภาค

การหารือของผู้นำทั้งสองยังมุ่งเป้าสู่อนาคตที่มั่นคงและเป็นประโยชน์ยั่งยืนของสองประเทศ รวมถึงระดับภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีน พร้อมผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนในระยะยาว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับจีนในฐานะมิตรเก่าที่ไว้วางใจได้ และพร้อมสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ไทยและจีนจึงควรร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และธรรมาภิบาลด้าน AI เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการรับมือความท้าทายใหม่ ทั้งอาชญากรรมออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ไทยและจีนร่วมกันเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ

ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค

สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยยังขอบคุณจีนที่สนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเมียนมา รวมทั้งให้กลับเข้ามามีบทบาทในอาเซียน รวมทั้งการใช้เวทีภูมิภาคระหว่างจีน – อาเซียน เอเปค แม่โขง ล้านช้าง ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยมุ่งเปลี่ยนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีนให้เป็นความร่วมมือที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยี AI การสร้างงานคุณภาพ และการเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

นักวิชาการ มธ.ตั้งคำถาม ผลสัมฤทธิ์-ประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่า หลังรัฐเดินหน้า แยกท่องเที่ยว จากกีฬา

นักวิชาการ มธ.ตั้งคำถาม ผลสัมฤทธิ์-ประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่า หลังรัฐเดินหน้า แยกท่องเที่ยว จากกีฬา

นักวิชาการ มธ.ตั้งคำถาม ผลสัมฤทธิ์-ประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่า หลังรัฐเดินหน้า แยกท่องเที่ยว จากกีฬา

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

“นักวิชาการธรรมศาสตร์”ชี้ ยุบรวม”กระทรวงวัฒนธรรม-ท่องเที่ยว” แยก”กระทรวงกีฬา” เป็นการปรับโครงสร้างส่วนราชการขนานใหญ่ แต่อาจไม่ช่วยให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ระบุรัฐบาลต้องตอบให้ชัด ช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ภารกิจรัฐ-เพิ่มประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างไร พร้อมตั้งคำถาม เหตุใดไม่รวม 3 ส่วนเป็นกระทรวงเดียวกัน ช่วยลดจำนวนกระทรวง ส่งผลดีประเทศระยะยาว

17 กรกฎาคม 2569 ผศ.ดร.ชาย ไชยชิต สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าควบรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และแยกกระทรวงกีฬาออกมาโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติเห็นชอบไปนั้น ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการระดับกระทรวงขนานใหญ่ การตัดสินใจจึงควรวางอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นปัญหาทางการบริหารของโครงสร้างส่วนราชการเดิม และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงการให้เหตุผลในเชิงหลักการเท่านั้น เพราะจะทำให้กระทรวงหนึ่งมีขอบเขตของอำนาจที่จะดูแลงาน การบริหารงบประมาณ และกำลังคนกว้างขึ้น และอีกกระทรวงหนึ่งเล็กลงแต่ก็จะทำหน้าที่รับผิดชอบภารกิจด้านเดียวโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ จากที่โฆษกรัฐบาลชี้แจ้งว่า การปรับปรุงดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเกิดความคุ้มค่าในการดำเนินภารกิจของรัฐ ซึ่งแม้ทางรัฐบาลจะบอกว่าการปรับปรุงครั้งนี้ไม่มีการเพิ่มจำนวนตำแหน่ง อัตรากำลัง และงบประมาณในภาพรวมก็ตาม แต่ในอนาคตไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่มีการเพิ่มหน่วยงาน โดยเฉพาะเมื่อกระทรวงกีฬากลายเป็นกระทรวงที่มีส่วนราชการระดับกรมเหลือเพียง 3 หน่วยงาน แต่รัฐบาลต้องการให้เป็นส่วนราชการระดับกระทรวงที่รับผิดชอบภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมกีฬาโดยตรง

ฉะนั้น วันข้างหน้าก็ต้องมีการเสนอตั้งหน่วยงานใหม่ หรือเพิ่มงานใหม่เข้ามา เมื่อนั้นก็ต้องเพิ่มบุคลากรตามมา ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นสวนทางกับนโยบายการปฏิรูประบบราชการเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ยุบเลิกภารกิจที่ไม่จำเป็น และถ่ายโอนภารกิจให้ภาคส่วนอื่นรับไปดำเนินการ และควบคุมภาระทางงบประมาณจากระบบราชการที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ถึงไม่เพิ่มวันนี้ แต่วันหน้าอาจมีการเสนอ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมฯ เพื่อยกระดับงานบางอย่าง นำมารวมกับอีกงานหนึ่ง แล้วตั้งเป็นกรมขึ้นมา เมื่อเป็นส่วนราชการระดับกรม มันก็คืออาณาจักรอีกแห่งหนึ่ง ที่พูดแบบนี้ เพราะถ้าย้อนกลับไปดู พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กว่า 10 ฉบับ ตั้งแต่ประมาณปี 2550 เป็นต้นมา จะเห็นว่าเต็มไปด้วยการทำแบบนี้ หรือต่อให้ไม่เพิ่มอัตรากำลังข้าราชการ ก็สามารถเพิ่มบุคลากรประเภทอื่นที่เป็นลูกจ้างของภาครัฐ หรือเอาเงินไปจัดซื้อจัดจ้างให้เอกชนทำงานแทนจำนวนมากได้” ผศ.ดร.ชาย กล่าว

ผศ.ดร.ชาย กล่าวว่า ที่สำคัญสิ่งที่รัฐบาลเปิดเผยเกี่ยวกับเหตุผลของการควบรวบกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พร้อมกับแยกกระทรวงกีฬา ดูจะเป็นเหตุผลความจำเป็นทางการเมืองมากกว่าความจำเป็นในการบริหาร กล่าวคือ ไม่มีการชี้ให้เห็นว่าการบริหารงานภายใต้โครงสร้างของกระทรวงเดิมติดปัญหาเชิงโครงสร้างส่วนไหน และถ้าที่ผ่านมาผลงานของรัฐบาลในนโยบายด้านการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศยังไม่น่าพอใจ ก็ควรอธิบายให้ได้ว่าการจัดโครงสร้างส่วนราชการที่เป็นอยู่เดิมเป็นอุปสรรคทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติยังไม่บรรลุเป้าหมายอย่างไร

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า เพราะเรื่องการรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เหตุผลหลักที่รัฐบาลสื่อสาร คือการทำให้การบริหารจัดการมีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการ ซึ่งดูจะขัดแย้งในตัวเอง เพราะถ้าจะให้เป็นเอกภาพก็ต้องรวมภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาบูรณาการด้วย เช่น ด้านการกีฬา เพราะก็มีการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเหมือนกัน อย่างการท่องเที่ยวเพื่อเข้าร่วมงานแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ การท่องเที่ยวเพื่อการเล่นกีฬาในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติหรือเมืองท่องเที่ยว ทั้งวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยาน หรือกีฬาสายแอดเวนเจอร์

ส่วนหากจะลดความซ้ำซ้อนก็ต้องแยกทุกเรื่องออกจากกันทั้งหมด อย่างการแยกด้านกีฬาออกมาเป็นเอกเทศ อีกทั้งในแง่การบูรณาการงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน ทางรัฐบาลก็มีเครื่องมืออย่างแผนงานบูรณาการอยู่ ซึ่งมีงบประมาณแบบบูรณาการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 แล้วด้วย โดยมีทั้งระบบตัวชี้วัด และกำหนดความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างหลายกระทรวง

ขณะที่กรณีการแยกตั้งกระทรวงกีฬา รัฐบาลให้เหตุผลว่า การกีฬาเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ควรมีหน่วยงานระดับกระทรวงรับผิดชอบโดยตรง ทว่า คำถามคือ ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าประเทศนี้ไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนนโยบายด้านกีฬา มีหน่วยงานระดับกรมและหน่วยงานของรัฐรูปแบบอื่นๆ ทำงานอยู่แล้ว ซึ่งถ้าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องไม่มีเจ้าภาพ การแยกภารกิจด้านกีฬาออกมาตั้งเป็นกระทรวงเดี่ยวๆ ก็น่าจะตอบโจทย์นักการเมืองที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้มากกว่าปัญหาการนำนโยบายไปปฏิบัติของส่วนราชการใช่หรือไม่

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจริง เหตุใดไม่รวม 3 ส่วนเป็นกระทรวงเดียวกันเป็น กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬา เพราะจะทำให้ส่วนราชการระดับกระทรวงลดจำนวนลง ซึ่งเป็นผลดีกับประเทศในระยะยาว เพิ่มความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดิน และเป็นไปตามหลักการจำกัดบทบาทภาครัฐลงด้วย โดยให้รัฐเปลี่ยนหน้าที่เป็นผู้กำกับ ดูแล วางระบบ ระเบียบ และกฎเกณฑ์แทน และอาจตั้งหน่วยงานลักษณะองค์การมหาชน ซึ่งมีความยืดหยุ่น และเฉพาะเจาะจง ตลอดความเชี่ยวชาญมากกว่า มาทำหน้าที่แทน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ถ่ายโอนงานลงไปยังท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และกีฬา และนำเงินลงไปอุดหนุน เพราะกิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในท้องถิ่น

“ต้องมีงานวิจัยที่บอกให้ได้ว่า โครงสร้างเดิมทำให้นโยบายการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรมไปต่อไม่ได้อย่างไร และปัญหาอยู่ตรงไหน หรือถ้าที่ผ่านมา มันสะท้อนว่าแผนงานบูรณาการไม่ได้บูรณาการจริง มีแต่ชื่อว่าบูรณาการ แต่ในทางปฏิบัติต่างคนต่างทำ หากมีข้อพิสูจน์แบบนี้ ก็ดีเลย จะได้รู้ว่า งบประมาณแบบบูรณาการที่แยกจากงบตามภารกิจ สุดท้ายแล้วใช้ไม่ได้ผล กระทรวงการคลังก็จะได้กลับไปปรับปรุง แต่ถ้าเป็นเรื่องความต้องการทางการเมือง ก็ต้องให้อภิปรายและตรวจสอบกัน หรือเอาเข้าจริงแล้วโครงสร้างและระบบบริหารของกระทรวงเดิมทำงานได้อยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องฝีมือของผู้บริหารฝ่ายเมืองที่มาคุมกระทรวงมากกว่า” ผศ.ดร.ชาย กล่าว

สีหศักดิ์ ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดยนายกฯอนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026

สีหศักดิ์ ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดยนายกฯอนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026

สีหศักดิ์ ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดยนายกฯอนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

17 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมคณะผู้แทนไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (World Artificial Intelligence Conference 2026: WAIC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด ‘พันธมิตรอัจฉริยะ ร่วมสร้างอนาคต’ ณ ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ในพิธีเปิดการประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลง โดยได้ชื่นชมบทบาทของจีนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงย้ำความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับจีนและประชาคมระหว่างประเทศในการส่งเสริมการพัฒนา AI ที่มีธรรมาภิบาล ครอบคลุม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บนพื้นฐานของพหุภาคีนิยม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง นำเสนอหลักการ 3P ของไทย ได้แก่ การปกป้องคุ้มครอง (Protection) การส่งเสริมศักยภาพ (Potential) และการแบ่งปันความมั่งคั่งร่วมกัน (Prosperity) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน AI ที่เสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะในบริบทของการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์

WAICO เป็นข้อริเริ่มของจีน ซึ่งประกาศโดยนายกรัฐมนตรีจีนในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2025 ระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ที่นครเซี่ยงไฮ้ การประชุม 2026 WAIC ในปีนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเวทีเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนให้ WAICO ให้มีผลเป็นรูปธรรม

ผบ.ทสส.แจงตั้งศูนย์รบร่วม JCC ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึงอัตราจากหน่วยอื่นแทน

ผบ.ทสส.แจงตั้งศูนย์รบร่วม JCC ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึงอัตราจากหน่วยอื่นแทน

ผบ.ทสส.แจงตั้งศูนย์รบร่วม JCC ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึงอัตราจากหน่วยอื่นแทน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

“ผบ.ทหารสูงสุด”แจงตั้ง”ศูนย์รบร่วม JCC” ใช้งบ 893 ล้าน ไม่มีเพิ่มกำลังพล ใช้วิธีดึง”อัตรา”จากหน่วยอื่นมาแทน ร้อยกว่าอัตรา ชี้ลดงบกำลังพล 4 แสนบาท/ปี เพื่อ”ระเบิดคอขวด”ในการบูรณาการรบ”ไซเบอร์-อวกาศ-ระบบอัตโนมัติ-ป้องกันภัยทางอากาศ-คลื่นแท่เหล็กไฟฟ้า”

17 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ชี้แจง กมธ.พิจารณางบประมาณ ปี 2570 สภาผู้แทนราษฎร กรณีแผนป้องกันประเทศ ว่า แต่ในปัจจุบัน 2 ปีที่ผ่านมา กองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ ได้ปรับปรุงแผนป้องกันประเทศ ซึ่งปลายทางของการทำแผนป้องกันประเทศใหม่นั้นเป็นปฎิบัติการข้ามมิติ หรือ Joint All-Domain Operations ที่มีเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเข้าไปอยู่ในสถานะนั้นโดยสมบูรณ์แล้ว ในปัจจุบันนี้อยู่ในระยะการเปลี่ยนผ่าน โดยวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เรียนรู้และทำให้เกิดองค์ความรู้ในการพัฒนาแผนป้องกันประเทศ

ส่วนการจัดตั้งศูนย์บัญชาการขีดความสามารถร่วม Joint Capabilities Command (JCC) ที่ได้สอบถามว่ามีแผนการใช้งบประมาณและอัตราอย่างไร พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า อัตราของ JCC ร้อยกว่าอัตราในข้างต้น กองบัญชาการกองทัพไทยไม่ได้ขออัตราใหม่ แต่ใช้วิธีการไปดูอัตราตำแหน่งในทุกส่วนราชการของกองบัญชาการกองทัพไทยที่สามารถปรับลดลงเนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในบริบทการทำงานปัจจุบันโดยดึงอัตราเหล่านั้นมาจัดใหม่เพื่อเป็น JCC ดังนั้น ในมิติงบกำลังพลจะไม่ได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งเมื่อรวมงบกำลังพลในหน่วยใหม่ เราสามารถลดรายจ่ายกำลังพลต่อปีประมาณ 400,000 กว่าบาท

การพัฒนาสำหรับงบประมาณด้านการพัฒนาหน่วยที่จะจัดตั้งขึ้นอยู่ในวงเงิน 893 ล้านบาท ซึ่งในปีแรกจะอยู่ที่ร้อยกว่าล้านบาท โดยจะเป็นงบพัฒนาหน่วยในภาพรวม หากถามว่าจะทำงานได้จริงหรือไม่ ขอชี้แจงว่า JCC จะมีขีดความสามารถ 4 – 5 ประเด็น ได้แก่ ไซเบอร์ , คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า , ระบบอัตโนมัติ , การป้องกันภัยทางอากาศ , ด้านกิจการอวกาศ วางแผนอำนวยการทำพิมพ์เขียว ซึ่งที่ผ่านมาเหล่าทัพจะดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์ แยกตามภารกิจของตัวเอง หากไม่มี JCC เกิดขึ้น ก็จะทำให้การประสานและบูรณาการเพื่อความเป็นมาตรฐานเดียวกันและเชื่อมต่อกันได้ก็จะไม่เกิดขึ้น จึงต้องจัดตั้งหน่วยขึ้นมาและมอบความรับผิดชอบให้ชัดเจน เมื่อใดหน่วยชัดเจนแล้ว ก็จะมีพิมพ์เขียวและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนตามมา ส่วนเรื่องความเป็นเอกภาพในการจัดหา UAV และ Anti Drone ของแต่ละเหล่าทัพที่แยกกันจัดหาและซ่อมบำรุง รวมถึงการวิจัยและพัฒนาของหน่วยงานในกองทัพกับหน่วยงานเอกชน และ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.)

พล.อ.อุกฤษฎ์ ชี้แจงกรณีมาตรฐาน UAV หรือ Counter-UAV ถ้ามองในภาพของการจัดตั้ง JCC ระบบอัตโนมัติจะมีหน่วยระบบอัตโนมัติและการป้องกันภัยทางอากาศร่วม บทบาทหน้าที่ของทั้งสองหน่วย จะมีหน้าที่กำหนดหลักนิยมการแบ่งความรับผิดชอบ และกำหนดรูปแบบการจัดหาให้เข้ากันได้ทุกเหล่าทัพ ที่ผ่านมาเราแยกกันดำเนินการโดยไม่มีศูนย์กลางในการบูรณาการและจัดระเบียบข้อมูล สิ่งที่เราต้องต้องทำให้เป็น Network Centric Operlation จะต้องเชื่อมโยงเข้ากันได้ เพื่อระเบิดคอขวดให้เป็น JCC ได้

ส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า! ศุภมาส รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุมค่าไฟอพาร์ตเมนต์

ส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า! ศุภมาส รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุมค่าไฟอพาร์ตเมนต์

ส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า! ศุภมาส รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุมค่าไฟอพาร์ตเมนต์

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

“ศุภมาส”รับลูกมติ กพช. ชี้ สคบ.นำร่องคุม”ค่าไฟอพาร์ตเมนต์”ก่อนใคร ลั่นส่วนลดต้องถึงมือผู้เช่า ใครบวกกำไรเจอทั้งจำทั้งปรับ

17 กรกฎาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชนทั่วไป ว่า มาตรการดังกล่าวสอดรับกับงานคุ้มครองผู้บริโภคที่ สคบ.เดินหน้ามาก่อนแล้ว โดยเฉพาะการควบคุมการเรียกเก็บค่าน้ำและค่าไฟของธุรกิจให้เช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นภาระใกล้ตัวของคนทำงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในทุกมิติ โดยมติ กพช.ครั้งนี้มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้เช่าโดยตรง คือ การปรับลดค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรก เหลือ 3 บาทต่อหน่วย และการขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ให้ใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยทั่วไป แทนอัตราชั่วคราวที่มีราคาสูงกว่า ซึ่งกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์คือกลุ่มเดียวกับที่ สคบ.คุ้มครองผ่านมาตรการควบคุมสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ก่อนที่มติ กพช.จะออกมา สคบ.ได้วางกลไกคุ้มครองผู้เช่าไว้ล่วงหน้าแล้ว ผ่านประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจเรียกเก็บค่าน้ำและค่าไฟได้ไม่เกินอัตราที่ผู้ให้บริการไฟฟ้าและน้ำประปาเรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจ ห้ามบวกกำไรส่วนต่าง พร้อมทั้งต้องระบุวิธีคำนวณไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ตนได้นำทีมพร้อมด้วย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจห้องเช่ามาแล้ว ทั้งในย่านรามคำแหง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชนตั้งแต่ต้นทาง แต่ราคาที่ลดลงจะไม่มีความหมายเลย หากผู้เช่ายังถูกบวกกำไรค่าไฟที่ปลายทาง สคบ.จึงวางกติกาเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว ค่าน้ำและค่าไฟห้องเช่าต้องเก็บตามจริง ห้ามบวกกำไรส่วนต่าง วันนี้เมื่อรัฐลดราคาให้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งต่อส่วนลดนั้นถึงมือผู้เช่าเต็มจำนวน” นางสาวศุภมาส กล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า นอกจากเรื่องค่าน้ำและค่าไฟแล้ว ประกาศฉบับดังกล่าวยังห้ามเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันรวมกันเกิน 3 เดือนของอัตราค่าเช่ารายเดือน และเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง โดยผู้เช่าไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วัน ผู้ประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยตนได้สั่งการให้ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ขยายผลการตรวจสอบธุรกิจห้องเช่าไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ และให้จับตาเป็นพิเศษในช่วงที่อัตราค่าไฟฟ้าใหม่เริ่มมีผล พร้อมมอบหมายให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีกำกับติดตามความคืบหน้าและรายงานผลต่อตนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้บูรณาการข้อมูลร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด เพื่อให้ผู้เช่าได้รับประโยชน์จากนโยบายลดค่าไฟอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

“ค่าไฟลดที่ต้นทางแล้ว ต้องลดถึงมือผู้เช่าด้วย ดิฉันขอให้ผู้เช่าทุกคนตรวจสอบบิลค่าน้ำและค่าไฟของตนเองทุกเดือน และเปรียบเทียบกับอัตราที่การไฟฟ้าและการประปาเรียกเก็บจริง หากพบว่าถูกเรียกเก็บเกินจริง ถูกริบเงินประกันโดยไม่เป็นธรรม หรือถูกเอาเปรียบจากสัญญาเช่า สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ http://www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด สคบ.จะดำเนินการกับผู้ประกอบธุรกิจที่เอาเปรียบผู้บริโภคตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นางสาวศุภมาส กล่าว

มท.แห่งใหม่คืบ 34.09% รองปลัดฯ กำชับดำเนินการตามระยะสัญญา-มาตรฐาน

มท.แห่งใหม่คืบ 34.09% รองปลัดฯ กำชับดำเนินการตามระยะสัญญา-มาตรฐาน

มท.แห่งใหม่คืบ 34.09% รองปลัดฯ กำชับดำเนินการตามระยะสัญญา-มาตรฐาน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ก่อสร้างกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่คืบ 34.09% “รองปลัด มท.”กำชับดำเนินการให้เป็นไปตามระยะเวลาสัญญา ยึดรอบคอบตามมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

17 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจรับพัสดุโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 3/2569  ซึ่งคณะกรรมการฯ รับทราบมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการความร่วมมือป้องกันทุจริต เห็นชอบเปลี่ยนแปลงผู้สังเกตการณ์ประจำโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยตามที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้มีหนังสือแจ้งเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69 และรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยรวมถึงการดำเนินการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ร่วมตรวจสอบเชิงบูรณาการกับสำนักงาน ป.ป.ช.และสำนักงาน ป.ป.ท.ในการกำกับติดตาม และเฝ้าระวังการดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและขับเคลื่อนการประเมินความเสี่ยงการทุจริตเชิงนโยบายในการดำเนินโครงการฯ ตลอดจนร่วมกันเฝ้าระวังกระบวนการจัดซื้อซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาอนุมัติวัสดุ ได้แก่ งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม และงานระบบบันไดเลื่อน และสำหรับการดำเนินโครงการก่อสร้างฯ มีผลงานภาพอยู่ที่ร้อยละ 34.09

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้ร่วมกันพิจารณารายละเอียดการดำเนินงานอย่างรอบด้าน พร้อมรับฟังรายงานจากวิศวกรผู้ควบคุมงานและผู้รับจ้างก่อสร้าง โดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุฯ จะเสนอความเห็นต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย มีข้อกำชับไปยังผู้รับจ้าง ให้ดำเนินการเร่งรัดงานก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนการทำงาน ไม่ให้มีผลกระทบกับระยะเวลาตามสัญญาต่อไป ด้วยความรอบคอบตามมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

โอกาสทองวัยเก๋า รัฐบาลเปิดตัวโครงการ 60 ยังแจ๋ว ดึงศักยภาพผู้สูงวัย

โอกาสทองวัยเก๋า รัฐบาลเปิดตัวโครงการ 60 ยังแจ๋ว ดึงศักยภาพผู้สูงวัย

โอกาสทองวัยเก๋า รัฐบาลเปิดตัวโครงการ 60 ยังแจ๋ว ดึงศักยภาพผู้สูงวัย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

รัฐบาลดัน “60 ยังแจ๋ว” เปิดโอกาสผู้สูงวัยมีงานทำ หนุนสร้างรายได้ เปิดพื้นที่ขายสินค้าที่ Makro และ Lotus

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพได้กลับมามีงานทำและมีรายได้ผ่านโครงการ “60 ยังแจ๋ว” ความร่วมมือระหว่างกรมกิจการผู้สูงอายุ และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงวัยอายุ 60-70 ปี ได้นำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตมาต่อยอดเป็นอาชีพ สร้างรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่แรงงานวัยทำงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงมีศักยภาพและประสบการณ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน การส่งเสริมให้ผู้สูงวัยได้ทำงานอย่างเหมาะสมกับวัย จึงเป็นทั้งการสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้ และช่วยเสริมกำลังแรงงานเพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจในอนาคต

สำหรับโครงการ “60 ยังแจ๋ว” ครอบคลุมความร่วมมือ 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ การพัฒนาทักษะอาชีพ การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และการเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้สูงอายุใน Makro และ Lotus เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และต่อยอดอาชีพ โดยจะดำเนินการร่วมกันเป็นระยะเวลา 2 ปี

ผู้สูงวัย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

“โครงการ ‘60 ยังแจ๋ว’ ไม่ได้เปิดโอกาสเพียงให้ผู้สูงอายุมีงานทำ แต่ยังช่วยต่อยอดทักษะ เปิดช่องทางสร้างรายได้ และสร้างพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทั้งในฐานะแรงงานที่มีคุณค่าและผู้ประกอบการที่มีฝีมือ รัฐบาลเชื่อว่าการสร้างโอกาสเช่นนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว