โอฬาร วิเคราะห์ ปม ทักษิณ เดินสาย ย้ำอำนาจบริหารประเทศเป็นของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

โอฬาร วิเคราะห์ ปม ทักษิณ เดินสาย ย้ำอำนาจบริหารประเทศเป็นของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

โอฬาร วิเคราะห์ ปม ทักษิณ เดินสาย ย้ำอำนาจบริหารประเทศเป็นของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

“โอฬาร” วิเคราะห์ ปมทักษิณเดินสาย ชี้ เป็นสิทธิ์ส่วนตัว ไร้บทบาทต่อรัฐ ย้ำอำนาจบริหารประเทศเป็นของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นกรณีการเดินทางไปต่างประเทศของนายทักษิณ ชินวัตร ว่า สังคมควรพิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดินและหลักความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า การเดินทางดังกล่าวเป็นการเดินทางในฐานะบุคคล มิใช่ภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล จึงไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ หรือเป็นการใช้อำนาจแทนฝ่ายบริหารของรัฐ หรือมีบทบาทใดๆ ต่อรัฐ

ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่มีอำนาจและความรับผิดชอบโดยตรงในการกำหนดนโยบาย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านกลไกของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการเจรจาและตัดสินใจในนามของประเทศไทย

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีเสถียรภาพจากการได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงมีความพร้อมในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ผ่านกลไกทางการทูตและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานของทุกประเทศ

นอกจากนี้ แม้บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีประสบการณ์หรือความสัมพันธ์กับผู้นำต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในระดับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ใช่อำนาจรัฐ และไม่สามารถใช้ทดแทนอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลได้ การตัดสินใจที่มีผลผูกพันต่อประเทศยังคงต้องดำเนินการผ่านรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเด็นสำคัญที่สังคมควรยึดถือ คือการแยกบทบาทของ “บุคคล” ออกจาก “รัฐบาล” ให้ชัดเจน เพราะรัฐบาลคือผู้ใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย เจรจาระหว่างประเทศ และรับผิดชอบต่อประชาชน ขณะที่การเคลื่อนไหวของบุคคลภายนอกรัฐบาล แม้อาจได้รับความสนใจจากสังคม ก็ไม่อาจถือเป็นการใช้อำนาจรัฐหรือดำเนินภารกิจแทนรัฐบาลได้

พร้อมย้ำว่า รัฐบาลมีอำนาจ กลไก และเครื่องมือของรัฐที่เพียงพอในการผลักดันนโยบายและบริหารความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยความเข้มแข็งของประเทศควรตั้งอยู่บนการทำงานของสถาบันรัฐและระบบราชการ มากกว่าการผูกความสำเร็จของนโยบายไว้กับบทบาทของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

คุมเข้มรับรองบุตรต่างชาติ มหาดไทย สั่งด่วน สำนักทะเบียนทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการ ป้องกัน พ่อทิพย์

คุมเข้มรับรองบุตรต่างชาติ มหาดไทย สั่งด่วน สำนักทะเบียนทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการ ป้องกัน พ่อทิพย์

คุมเข้มรับรองบุตรต่างชาติ มหาดไทย สั่งด่วน สำนักทะเบียนทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการ ป้องกัน พ่อทิพย์

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.49 น.

มหาดไทยสั่งการด่วนให้สำนักทะเบียนทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร ให้กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติ ต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน ป้องกัน”พ่อทิพย์”  

วันที่ 11 ก.ค.นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตและการแสวงหาประโยชน์จากระบบทะเบียนราษฎรของไทย โดยกระทรวงมหาดไทยได้เร่งยกระดับมาตรการป้องกันการรับรองบุตรโดยมิชอบ เพื่ออุดช่องโหว่ที่ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติใช้เป็นช่องทางให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทย ก่อนนำไปใช้ถือครองทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจ หรือฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมแถลงผลการขยายผลปฏิบัติการปราบปรามขบวนการอำพรางการสมรสและรับรองบุตรเท็จ ซึ่งพบพฤติการณ์จ้างคนไทยเป็น “พ่อทิพย์” เพื่อรับรองบุตรของคนต่างด้าวให้ได้รับสัญชาติไทย โดยภายหลังการสืบสวน กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการเร่งด่วนไปยังสำนักทะเบียนทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร กำหนดให้กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติ ต้องมาแสดงตนต่อหน้าเจ้าพนักงานทะเบียนด้วยตนเอง เพื่อยืนยันความเป็นบิดามารดาและป้องกันการแอบอ้างหรือการใช้เอกสารเท็จ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการยกระดับการตรวจสอบเชิงป้องกัน เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎร ลดโอกาสที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจะนำสัญชาติไทยไปใช้เป็นเครื่องมือในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ประกอบธุรกิจ หรือฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงระบบควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยยึดหลัก “ปิดชื่อ ดูพฤติกรรม” ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นประชาชน ชาวต่างชาติ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จะถูกสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

“รัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่เพียงดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แต่ยังเร่งอุดช่องโหว่ของระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ สร้างความโปร่งใสในการบริหารงานทะเบียนราษฎร และรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

ไทยเดินหน้าเวทีการทูต นายกฯเตรียมเลี้ยงรับรอง รมต.ต่างประเทศอาเซียน-เมียนมา

ไทยเดินหน้าเวทีการทูต นายกฯเตรียมเลี้ยงรับรอง รมต.ต่างประเทศอาเซียน-เมียนมา

ไทยเดินหน้าเวทีการทูต นายกฯเตรียมเลี้ยงรับรอง รมต.ต่างประเทศอาเซียน-เมียนมา

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.33 น.

รัฐบาลสานต่อบทบาทไทยในอาเซียน เปิดพื้นที่หารือเมียนมาอย่างสร้างสรรค์ นายกฯ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรอง ย้ำหนุนฉันทามติ 5 ข้อเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพภูมิภาค

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล  ซึ่งได้หารือกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ในประเด็นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาชายแดน รัฐบาลยังคงเดินหน้าบทบาทเชิงรุกด้านการต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา (Informal Meeting of the ASEAN Foreign Ministers and the Foreign Minister of Myanmar) ในวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีฟิลิปปินส์เป็นประธานการประชุม

รัชดา ธนาดิเรก

โอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุม สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียนและผลักดันให้เกิดพัฒนาการในเชิงบวกในเมียนมา โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในเมียนมา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาเมื่อเดือนเมษายน 2569 ประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นว่าบริบทของสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป จึงควรพิจารณาปรับแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยประเทศไทยได้เสนอแนวทาง calibrated re-engagement หรือการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน เพื่อเปิดช่องทางการหารือ สร้างความเข้าใจ และสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ที่ชาติผู้นำอาเซียนได้เห็นชอบไปเมื่อปี 2564 โดยให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม ซึ่งประกอบด้วย

1. การยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันที

2. การเจรจาที่สร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเริ่มต้นขึ้น เพื่อหาทางออกอย่างสันติ

3. ทูตพิเศษของประธานอาเซียนจะอำนวยความสะดวกเป็นสื่อกลางของกระบวนการเจรจาโดยความช่วยเหลือของเลขาธิการอาเซียน

4. อาเซียนให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านทางศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้านการจัดการภัยพิบัติ 

5. ทูตและคณะผู้แทนพิเศษจะเดินทางไปเยือนเมียนมาเพื่อพบปะกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การประชุมอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้เป็นเวทีพบหารือครั้งแรกระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาหลังรัฐประหารในเมียนมา โดยคาดว่าจะเอื้อต่อการส่งเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคง การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนในระยะยาว

“รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ ยึดหลักการและกลไกของอาเซียน ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของชาติ เพื่อสนับสนุนสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค” นางสาวรัชดา กล่าว

ชัชชาติ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ

ชัชชาติ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ

ชัชชาติ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.44 น.

ผู้ว่าฯ ‘ชัชชาติ’ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ-อัดซีเมนต์อุ้มชั้นดิน สกัดความเสี่ยงดินทรุด ย้ำต้องเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง

11 ก.ค. 69 เวลา 07.30 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไลฟ์ผ่านเพจ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” โดยวิ่งออกกำลังกายจากย่านทองหล่อมายังบริเวณวงเวียนใหญ่ ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขเหตุถนนทรุดและน้ำรั่วซึมบริเวณถนนประชาธิปกอย่างใกล้ชิด

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เช้าวันนี้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการยกสะพานลอยคนข้ามออก เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการซ่อมแซมและติดตั้งอุปกรณ์อัดฉีดวัสดุเสริมความแข็งแรงของชั้นดิน (Grouting) โดยการรื้อถอนดังกล่าวยังช่วยลดน้ำหนักที่กดทับบริเวณพื้นที่ทรุดตัว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติงาน

ด้าน ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลในช่วงเช้าวันนี้ (11 ก.ค. 69) อาคารโดยรอบยังไม่พบการทรุดตัวเพิ่มเติม ขณะที่ข้อมูลจากเครื่องมือตรวจวัดยืนยันว่าพื้นที่ยังอยู่ในภาวะทรงตัว แม้อาจมีรอยร้าวบนผิวถนนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรที่ใช้ในการซ่อมแซม

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการอัดฉีดซีเมนต์และสารเคมีลงในชั้นดินที่ระดับความลึกประมาณ 31-37 เมตร เพื่อเสริมความแข็งแรงของดินและปิดช่องว่างใต้แนวอุโมงค์ พร้อมติดตั้งเครื่องวัดการเอียง (Inclinometer) เชื่อมต่อระบบติดตามผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเฝ้าระวังการเคลื่อนตัวของอาคารและพื้นที่โดยรอบตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุดยังอยู่ในภาวะทรงตัว โดยฝนที่ตกลงมาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ เนื่องจากน้ำที่พบเป็นน้ำใต้ดินที่รั่วซึมจากด้านล่าง ไม่ใช่น้ำผิวดินจากด้านบน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

กรุงเทพมหานครยังคงกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังในรัศมี 30 เมตร พร้อมเตรียมแผนอพยพรองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง และจัดตั้งศูนย์อำนวยการในพื้นที่เพื่อดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

ในส่วนของการจราจร ยังคงปิดการจราจรถนนประชาธิปก ตั้งแต่วงเวียนใหญ่ถึงแยกบ้านแขก พร้อมแนะนำให้ประชาชนใช้เส้นทางถนนอิสรภาพ ถนนลาดหญ้า หรือถนนสมเด็จเจ้าพระยาแทน โดยแม้จะมีการปิดพื้นที่ก่อสร้าง แต่ประชาชนในบริเวณโดยรอบยังสามารถสัญจรในพื้นที่ใกล้เคียงได้ตามปกติ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยืนยันว่า กรุงเทพมหานครจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งการเฝ้าระวังการทรุดตัวของพื้นที่ การตรวจสอบอาคาร และการดูแลความปลอดภัยของประชาชน พร้อมเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

สุชาติ สั่งลุย รื้อแหลก โรงแรม-รีสอร์ตภูเก็ต ทวงคืนผืนป่า

สุชาติ สั่งลุย รื้อแหลก โรงแรม-รีสอร์ตภูเก็ต ทวงคืนผืนป่า

สุชาติ สั่งลุย รื้อแหลก โรงแรม-รีสอร์ตภูเก็ต ทวงคืนผืนป่า

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.30 น.

วันนี้ 11 กรกฎาคม 2569 สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์ประกาศเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดในการทวงคืนผืนป่าจากทุนใหญ่ โดยมีข้อความว่า “#ถึงคิว โรงแรมวิลล่าหรู ภูเก็ตคดีถึงที่สุด รื้อหมดไม่มีข้อยกเว้น ทวงคืนพื้นที่ป่ารวมกว่า 25 ไร่ กลับคืนเป็นสมบัติของแผ่นดิน

“ภูเก็ตโมเดล“ เร่งบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกพื้นที่อนุรักษ์ทุกรายอย่างเสมอภาค ไม่มีข้อยกเว้น สั่งเปิดปฏิบัติการบังคับคดีรื้อถอนโรงแรมและวิลล่าหรูในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต หลังคดีถึงที่สุด ทวงคืนพื้นที่ป่ารวมกว่า 25 ไร่ กลับคืนเป็นสมบัติของแผ่นดิน”

สุชาติ ชมกลิ่น

หลังจากโพสต์ของ สุชาติ ชมกลิ่น ถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยมีประชาชนและชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย เช่น

“สุดยอดครับท่านรัฐมนตรี ผลงาน ประจักษ์ต่อประชาชน มากกว่าคำพูดหรือข่าวจากสื่อ”

“เพิกถอน รื้อถอน คืนป่า ขอแสดงความนับถือท่านสุชาติ ท่านได้ใจคนไทยทั้งประเทศครับ”

“ต้องปฎิบัติอย่างนี้ ถึงลูกถึงคนดี ได้ใจคนที่รักความยุติธรรมครับ”

“อยากให้ท่านไปถอน สปก ที่หาดฟรีด้อมมีหลายแปลงที่ไปออกทับป่าไม่ป่าสงวนทั้งนั้น และเป็นที่ของนายทุนทั้งนั้น และเป็นตระกูลดังทั้งนั้นและที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนกล้าเพิกถอนสักที ก็หวังว่ายุคของท่านรัฐบาลของท่านคงจะกล้านะครับ จะเอาใจช่วยครับ”

“ขอเป็นกําลังใจให้ท่านครับ “

“ทำถูกต้องแล้วครับทำแล้วทำให้ถึงที่สุดอย่าหยุดต้องทำทุกพื้นที่ทั่วประเทศนะครับสนับสนุนจากคนเชียงใหม่ครับ”

สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุชาติ ชมกลิ่น 

เร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก รัฐบาล จ่อชง ครม. แผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต

เร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก รัฐบาล จ่อชง ครม. แผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต

เร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก รัฐบาล จ่อชง ครม. แผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.29 น.

รัฐบาลเร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก เตรียมชงครม. พิจารณาแผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต พร้อมจัดทัพ 10 คณะทำงาน เกาะติดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หลังจากเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ตัวแทนสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน (สกอ.) และสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน (สพอ.) ได้เดินทางมายื่นหนังสือขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการดำเนินงานในโครงการภาครัฐ ทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งเดินหน้าหาทางออกทันที โดยล่าสุดได้มีการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว และได้ข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างพื้นฐานของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา ทั้งในแง่กฎหมาย ผลกระทบเชิงสังคม และความคุ้มค่า เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมและเยียวยาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ใน 8 โครงการใหญ่ อาทิ การจ่ายค่าทดแทนที่ดินในอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง (บ้านทำนบ, ห้วยเสนง, อำปึล และห้วยสะพงน้อย) การจ่ายค่าขนย้ายกรณีพิเศษในโครงการอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ , การชดเชยแทนการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพให้แก่เกษตรกรใน จ.สุรินทร์ กว่า 5,353 ราย และแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการฝายราษีไศล ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด   

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสรุปข้อมูลเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด เพื่อจะเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ รัฐบาลยังได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหา 1 คณะ และคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 9 จังหวัด อีก 9 คณะ รวมทั้งสิ้น 10 คณะ เพื่อติดผลการดำเนินงานในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด

เกษตรกร

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก 7,256 คน รัฐบาล เผย ความคืบหน้า อาสาพยาบาลชุมชน เสริมทัพสาธารณสุข

ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก 7,256 คน รัฐบาล เผย ความคืบหน้า อาสาพยาบาลชุมชน เสริมทัพสาธารณสุข

ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก 7,256 คน รัฐบาล เผย ความคืบหน้า อาสาพยาบาลชุมชน เสริมทัพสาธารณสุข

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.05 น.

รัฐบาลเผยคืบหน้าผลิต “อาสาพยาบาลชุมชน” เริ่มเปิดรับ ก.ค. คัดเลือก ส.ค ประกาศผลคัดเลือก ก.ย. เริ่มอบรม ต.ค ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก  7,256 คน 

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขเดินหน้านโยบายอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ซึ่งมีความคืบหน้าตามลำดับอย่างชัดเจน ผ่านการขับเคลื่อนการทำงานของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งเป้าผลิตอาสาพยาบาลฯ ทำงานในชุมชน จำนวน 7,256 คน เข้าไปทำหน้าที่ดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย เชื่อมโยงการทำงานกับ รพ.สต.  เพื่อเสริมสุขภาพในระดับปฐมภูมิให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุด การดำเนินการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ จะเริ่มจากเดือนกรกฎาคม 2569 และจะมีการประกาศเปิดรับสมัครคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ อย่างเป็นทางการ ในช่วงระหว่างวันที่ 13 – 27 ก.ค. 2569  โดยจะประกาศรับสมัครพร้อมกันทั่วประเทศ  ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ก.ค. 2569 อนุกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระดับจังหวัด จะตรวจสอบคุณสมบัติ และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเป็นอาสาพยาบาลฯ 

จากนั้น ในเดือน ส.ค. 2569 จะมีการดำเนินการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระหว่างวันที่ 3 – 14 ส.ค. 2569  ต่อจากนั้นคณะอนุกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระดับจังหวัด จะส่งผลการคัดเลือกไปยังคณะกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ภายในเดือน ก.ย. 2569 และจะประกาศผลการคัดเลือก ในวันที่ 1 ก.ย. 2569  โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการอบรมหลักสูตรอาสาพยาบาลฯ ในเดือน ต.ค. 2569 ต่อจากนั้น จะเป็นช่วงเวลาของการเริ่มอบรมหลักสูตรอาสาพยาบาลฯ ต่อไป

อาสาพยาบาลชุมชน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า  กระทรวงสาธารณสุขคาดว่าจะผลิตอาสาพยาบาลฯ จำนวน ทั้งหมด 7,256 คน จัดสรรไปยัง 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ โดยให้ยึดฐานตำบลเป็นหลักในการ กระจายจำนวนอาสาพยาบาลฯ เพื่อที่จะได้เติมเต็มกำลังคนสุขภาพปฐมภูมิในระดับชุมชน  ดังนี้ เขตสุขภาพที่ 1 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 769 คน เขตสุขภาพที่ 2 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 426 คน เขตสุขภาพที่ 3 จะได้อาสาพยาบาลฯ 420 คน เขตสุขภาพที่ 4 จะได้อาสาพยาบาล 713 คน  เขตสุขภาพที่ 5 จะได้อาสาพยาบาลฯ 635 คน เขตสุขภาพที่ 6 จะได้อาสาพยาบาลฯ 531 คน เขตสุขภาพที่ 7 จะได้อาสาพยาบาลฯ 660 คน เขตสุขภาพที่ 8 จะได้อาสาพยาบาลฯ 664 คน เขตสุขภาพที่ 9 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 762 คน เขตสุขภาพที่ 10 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 613 คน เขตสุขภาพที่ 11 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 518 คน และเขตสุขภาพที่ 12 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 565 คน

รัฐบาลยืนยันนโยบายผลิต “อาสาพยาบาลชุมชน” (อสพ.) ตั้งเป้าผลิตบุคลากรเพื่อเพิ่มกำลังคนในระบบสาธารณสุข ไม่ได้ทำงานซ้ำซ้อนกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือ Care Giver ที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัย โดยมุ่งเน้นการดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1)ผู้สูงอายุ/ติดเตียง 2)ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 3)แม่และเด็ก และ 4)ผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติด

ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 2.7 หมื่นราย รัฐบาลเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้ฟรี ต่อเนื่อง 6 จังหวัด

ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 2.7 หมื่นราย  รัฐบาลเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้ฟรี ต่อเนื่อง 6 จังหวัด

ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 2.7 หมื่นราย รัฐบาลเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้ฟรี ต่อเนื่อง 6 จังหวัด

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.02 น.

รัฐบาลเดินหน้าช่วยประชาชนแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้วกว่า 27,000 ราย ลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 3,530 ล้านบาท พร้อมเปิดมหกรรมแก้หนี้ฟรี 6 จังหวัด

วันที่ 11 ก.ค.นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน การอำนวยความยุติธรรม และการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงยุติธรรม สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ได้อย่างสะดวก เป็นธรรม และไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยลดภาระทางการเงินและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ครัวเรือน

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับกรมบังคับคดี และสถาบันการเงินกว่า 40 แห่ง ได้ดำเนินโครงการ มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งก่อนฟ้องและภายหลังศาลมีคำพิพากษา ครอบคลุมหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงหนี้ กยศ. ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยแทนการดำเนินคดีในศาล

ผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบัน มีประชาชนเข้าร่วมไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,470 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 5,926 ล้านบาท สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้กว่า 3,530 ล้านบาท และช่วยปลดภาระผู้ค้ำประกันแล้วกว่า 20,555 ราย สะท้อนถึงความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสถาบันการเงินในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

หนี้

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569 อย่างต่อเนื่องอีก 6 ครั้ง ระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569 ได้แก่ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ยะลา และปทุมธานี โดยประชาชนสามารถเข้ารับบริการไกล่เกลี่ยหนี้ ขอคำปรึกษาด้านกฎหมาย และรับบริการด้านยุติธรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือกรมบังคับคดี และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 หรือ 79 ตลอดระยะเวลาการจัดโครงการ

“รัฐบาลมุ่งช่วยเหลือประชาชนให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างเป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดข้อพิพาท และสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้อีกครั้ง ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่สะดวก รวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่าย” นางสาวลลิดา กล่าว

ดร.อานนท์ เตือน ปิยบุตร ขอพระราชวินิจฉัย ม.112 เป็นเรื่องไม่สมควร

ดร.อานนท์ เตือน ปิยบุตร ขอพระราชวินิจฉัย ม.112 เป็นเรื่องไม่สมควร

ดร.อานนท์ เตือน ปิยบุตร ขอพระราชวินิจฉัย ม.112 เป็นเรื่องไม่สมควร

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.49 น.

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำ คณะสถิติประยุกต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึง นายปิยบุตร แสงกนกกุล กรณีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการจัดการคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในกลุ่มเยาวชน โดยระบุว่า 

” ผมอยากจะแนะนำ Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าการไปเสนอแนะให้ คณะรัฐมนตรี เสนอให้กราบทูลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชวินิจฉัยให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา 112 สำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน มีอายุต่ำกว่า 18 ปีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

ไม่นิรโทษกรรม แต่ อภัยโทษ นั้นทำได้ และควรทำ

ผู้ต้องขังมีสิทธิ์ถวายฏีกาขอพระราชทานอภัยโทษอยู่แล้ว การพระราชทานอภัยโทษนั้นเป็นพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ

ผมมีความเชื่อมั่นว่า หากเยาวชนถูกตัดสินพิพากษาว่ากระทำความผิดทางอาญามาตรา 112 เป็นผู้ต้องขัง แล้วถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานอภัยโทษให้อย่างแน่นอน ด้วยพระเมตตาสูงสุดต่อเยาวชนของชาติ

และเป็นพระราชอำนาจและพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดที่ทรงใช้ได้อย่างเต็มที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว

ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลยที่ต้องไปออกกฎหมายใหม่ใด ๆ ทั้งสิ้น
ผมเชื่อมั่นในพระมหากรุณาธิคุณที่จะพระราชทานต่อเยาวชนของชาติ
ขอให้พิจารณากำหนดท่าทีของตัวคุณเอง ให้ถูกต้อง”
 

สั่งเบรคทั่วประเทศ กรมท้องถิ่น ร่อนหนังสือถึง พ่อเมืองทั้งหมด ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้าน

สั่งเบรคทั่วประเทศ กรมท้องถิ่น ร่อนหนังสือถึง พ่อเมืองทั้งหมด ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้าน

สั่งเบรคทั่วประเทศ กรมท้องถิ่น ร่อนหนังสือถึง พ่อเมืองทั้งหมด ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้าน

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.24 น.

สั่งเบรคทั่วประเทศ! ’กรมท้องถิ่น‘ ร่อนหนังสือถึง ’พ่อเมืองทั่วประเทศ‘ ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตามพ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงานลง ’อปท.‘ หลัง ’ฝ่ายค้าน‘ กระทุ้งอาจมี ’สอดไส้‘ เอาความเดือดร้อนปชช. บังหน้าเอื้อประโยชน์ตัวเอง 

วานนี้ 10 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดี รักษาราชการแทนแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง ยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้กำหนดแนวทางการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความประสงค์เสนอแผนงาน หรือโครงการ ดำเนินการบันทึกข้อเสนอแผนงานหรือโครงการผ่านระบบสารสนเทศเพื่อขอรับการสนับสนุน งบประมาณเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (SOLA) ภายในวันศุกร์ที่17กรกฎาคม2569

โดยให้จังหวัดนำเสนอคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) พิจารณาให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ผ่านระบบ (SOLA) พร้อมกับรวบรวมเอกสารตามแบบฟอร์มที่กำหนดและรายละเอียดประกอบข้อเสนอแผนงานหรือโครงการดังกล่าวส่งมายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภายในวันศุกร์ที่31กรกฎาคม2569 เพื่อรวบรวมรวมรายงานกระทรวงมหาดไทยนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบ 

นั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการเสนอแผนงานหรือโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว จึงขอยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการฯ ที่กำหนดตามหนังสืออ้างถึง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หนังสือยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เกิดขึ้นภายหลังจากที่ฝ่ายค้าน โดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงแผนงานหรือโครงการดังกล่าวสำหรับ อปท. อาจมีการสอดไส้

กรมท้องถิ่น