ภูมิใจไทย เล็งรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม แยก ‘กีฬา’ ลดค่าไฟ 3 บาท ใช้ไม่เกิน 200 ยูนิต

ภูมิใจไทย เล็งรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม แยก ‘กีฬา’ ลดค่าไฟ 3 บาท ใช้ไม่เกิน 200 ยูนิต

ภูมิใจไทย เล็งรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม แยก ‘กีฬา’ ลดค่าไฟ 3 บาท ใช้ไม่เกิน 200 ยูนิต

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.14 น.

‘ภท.’ เล็งควบรวมกระทรวงท่องเที่ยวเข้ากับวัฒนธรรม แยก ‘กระทรวงกีฬา’ ออกมาเพื่อให้ทำงานชัดเจน  เร่งคลอดกฎหมาย Super License -ร่าง พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน ดันแก้ปัญหาปากท้อง กระตุ้นการลงทุน ภายใน6 เดือน จ่อออกประกาศให้ ปชช.ใช้ไฟต่ำกว่า 200ยูนิต จ่าย ยูนิตละ3 บาท ทำเร็ว ตั้งเป้าเห็นผลภายใน 3 เดือน ส่วน ‘แก้รธน.’ ยังไม่เร่งผลักดัน 

วันที่ 9 มีนาคม 2569 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุ ถึงภารกิจในงานฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะเร่งผลักดันให้สำเร็จ โดยพรรคภูมิใจไทย จะมุ่งเน้นงานนิติบัญญัตินำฝ่ายบริหาร เพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆ เป็นไปตามนโยบาย ของรัฐบาลและเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับประชาชน โดยกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทย จะผลักดันเป็นฉบับแรกๆ อาทิ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็นพระราชบัญญัติโอนกระทรวงการท่องเที่ยว มารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกไป ทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมุ่งเน้น พัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาฯได้ภายใน 6 เดือน

แหล่งข่าวพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน หรือ กฎหมาย Super License โดยหลักการต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service เช่นการก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขอ อนุญาตหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเป็นข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน6เดือน

ส่วนกฎหมายอีก1ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ. บ้านเกิดเมืองนอน จะผลักดันให้แล้วสร็จภายใน1ปี โดยจะมี 2 เรื่องคือ1. ทำให้ท้องถิ่นหารายได้ ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือก สนับสนุนภาษี30% ให้บ้านเกิดตัวเองหรือท้องถิ่นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาได้ และ2.จะเป็นกลไกการตรวจสอบของภาคประชาชนที่เข้มแข็งซึ่งจะเป็นกลไกตรวจสอบภาคประชาชนที่แข็งแรงกว่า ป.ป.ช. และ ปปท.และทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าใช้เงินแบบผิดประเภท ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของการปลดล็อคเรื่องอายุและวาระการดำรงตำแหน่งท้องถิ่น ไม่ใช่แค่2 วาระ ขณะที่การการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจยังไม่เร่งผลักดัน เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวกับการปัญหาของพี่น้องประชาชน

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า ในส่วนฝ่ายบริหาร รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันนโยบายต่างๆ เร่งด่วนภายใน3-6 เดือน อาทิ ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน200ยูนิตแรกจ่ายยูนิตละ3 บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200 ยูนิตจะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงานได้ทันที นอกจากนี้เป้าหมายต่อไปของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย อยากให้การแข่งขัน ด้านพลังงานไฟฟ้าเกิดเสรี เหมือนในต่างประเทศ ที่มีคู่แข่งหลายรายให้ประชาชนได้เลือกใช้ บริษัทที่ให้ประโยชน์ได้มากที่สุด เช่นตัวอย่างค่ายโทรศัพท์มือถือ

ยอมหักไม่ยอมงอ! เอ็ดดี้ อัษฎางค์ กางเหตุผล ทำไม ประชาธิปัตย์ ไม่ร่วมรัฐบาล?

ยอมหักไม่ยอมงอ! เอ็ดดี้ อัษฎางค์ กางเหตุผล  ทำไม ประชาธิปัตย์ ไม่ร่วมรัฐบาล?

ยอมหักไม่ยอมงอ! เอ็ดดี้ อัษฎางค์ กางเหตุผล ทำไม ประชาธิปัตย์ ไม่ร่วมรัฐบาล?

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.51 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ทำไม ปชป. ไม่ร่วมรัฐบาล ?

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

ในหน้าฉากการเมืองที่มีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอย่างเข้มข้น ประชาชนจำนวนไม่น้อยย่อมคาดหวังที่จะเห็นนักการเมืองเข้าไปร่วมเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์แสดงท่าทีไม่ตอบรับการร่วมรัฐบาลโดยง่าย กลับถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า “เย่อหยิ่ง” หรือ “เล่นตัว”

ทว่าหากเราถอยออกมามองผ่านเลนส์การวิเคราะห์เชิงการเมืองและสังคมอย่างรอบด้าน นี่คือเหตุผลเบื้องหลังที่หลายคนอาจมองข้าม

1. อำนาจการต่อรองตามหลัก “คณิตศาสตร์การเมือง”

ด้วยจำนวน สส. 21 เสียง ปชป. ทราบดีถึงน้ำหนักของตัวเองในสมการนี้ การจัดตั้งรัฐบาลเป็นสิทธิ์ขาดของพรรคแกนนำที่มีเสียงอยู่ในมือ การไม่เสนอตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง จึงไม่ใช่ความหยิ่งยโส แต่คือความเข้าใจในบริบททางการเมืองอย่างถ่องแท้ พรรคที่มี 21 เสียงไม่ใช่ผู้กำหนดเกม การเลือกที่จะไม่ฝืนเข้าไปอยู่ในสมการที่ไม่ลงตัว จึงเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นจริง

2. ต้นทุนทางการเมืองที่สูงกว่าผลประโยชน์การเข้าร่วมรัฐบาลโดยไม่มีเงื่อนไขทางนโยบายหรืออุดมการณ์ที่สอดคล้องกันอย่างแท้จริง ย่อมมี “ต้นทุนทางการเมือง” ที่สูงลิ่ว การเข้าไปเป็น

เพียงส่วนเติมเต็มโดยขาดอำนาจต่อรองในการทำเพื่อประชาชน อาจได้ไม่คุ้มเสียในระยะยาว

3. คำถามสำคัญที่สะท้อน “ศักดิ์ศรีทางการเมือง”

พรรคประชาธิปัตย์มีต้นทุนทางการเมืองอยู่ที่ภาพลักษณ์ของการยึดหลักการ ความถูกต้อง และความชอบธรรม แม้วันนี้พรรคอาจไม่ได้ใหญ่เหมือนในอดีต แต่สิ่งที่ยังเป็นแกนกลางสำคัญคือศักดิ์ศรี การปฏิเสธที่จะวิ่งเต้นเพื่อแลกเก้าอี้ จึงไม่ได้แปลว่าเล่นตัว แต่พรรคกำลังตั้งคำถามสำคัญกับตัวเองว่า
• เข้าไปแล้วได้ทำประโยชน์จริงหรือไม่?
• เข้าไปแล้วรักษาหลักการได้หรือไม่?
• เข้าไปแล้วคุ้มค่ากับต้นทุนทางศีลธรรมและการเมืองหรือไม่?

4. ฝ่ายค้าน: กลไกบริหารราชการแผ่นดินที่คนมักมองข้าม

คนส่วนใหญ่มักติดภาพจำว่ามีเพียง “รัฐบาล” เท่านั้นที่บริหารประเทศและทำประโยชน์ให้ประชาชนได้ แต่ในความเป็นจริงตามระบอบรัฐสภา การเป็น “ฝ่ายค้าน” ก็คือการบริหารราชการแผ่นดินทางตรงรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ การกลั่นกรองกฎหมาย หรือการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งล้วนเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ในระบบประชาธิปไตย

5. บทสรุป: คุณค่าที่แท้จริงของการสงวนท่าที

หากการเข้าร่วมต้องแลกมาด้วยการสูญเสียจุดยืน การเลือกเป็นฝ่ายค้านอย่างมีคุณภาพย่อมเป็นคำตอบที่สง่างามกว่า เพราะ 21 เสียงที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ สามารถทำหน้าที่ทำประโยชน์เพื่อชาติและประชาชนได้ทัดเทียมกับฝ่ายบริหาร

การวิจารณ์โดยขาดความเข้าใจในเกมอำนาจและมองข้ามคุณค่าของฝ่ายค้าน จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและไม่ยุติธรรมต่อผู้ที่พยายามรักษามาตรฐานทางการเมือง ในยุคที่อุดมการณ์มักถูกสั่นคลอนด้วยผลประโยชน์

โอนครบแล้ว! เยียวยาชายแดน 7 จังหวัด 6.9 แสนครัวเรือน 3.3 พันล้านบาท

โอนครบแล้ว! เยียวยาชายแดน 7 จังหวัด 6.9 แสนครัวเรือน 3.3 พันล้านบาท

โอนครบแล้ว! เยียวยาชายแดน 7 จังหวัด 6.9 แสนครัวเรือน 3.3 พันล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.24 น.

รัฐบาลเผยจ่ายเงินเยียวยาชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด รวม 695,945 ครัวเรือน รวมกว่า 3,313 ล้านบาท ครบแล้วทุกครัวเรือน “ศรีสะเกษ สุรินทร์” ยอดโอนเงินช่วยเหลือสูงสุด  สั่งการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 และวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เห็นชอบให้จ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระทำของกองกำลังนอกประเทศบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม และธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางการเกษตรและสิ่งสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหายเหตุการณ์

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยโอนเงินช่วยเหลือเยียวยาครัวเรือนผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสินเข้าบัญชีผู้ประสบภัยครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ตราด สระแก้ว อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งผลการโอนเงินช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยสำเร็จครบแล้ว 695,945 ครัวเรือน รวมกว่า 3,313 ล้านบาท โดยประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือครบทุกครัวเรือน แบ่งเป็นการโอนเงินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 307,188 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,375,518,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 26 ธ.ค. 2568 เวลา 17.30 น.) และการโอนเงินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 388,757 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,938,376,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 20 ก.พ. 2569 เวลา 17.30 น.) โดยจังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มียอดการโอนเงินสำเร็จ และจำนวนครัวเรือนที่ได้รับความช่วยเหลือสูงสุด 

รัฐบาลคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมดูแลช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บูรณาการการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด 

อัษฎางค์ ชำแหละสูตร อนุทิน 2 กล้าธรรม วืดร่วมรัฐบาล? เว้นแต่ ผู้กอง ยอมถอยหนึ่งก้าว

อัษฎางค์ ชำแหละสูตร อนุทิน 2 กล้าธรรม วืดร่วมรัฐบาล? เว้นแต่ ผู้กอง ยอมถอยหนึ่งก้าว

อัษฎางค์ ชำแหละสูตร อนุทิน 2 กล้าธรรม วืดร่วมรัฐบาล? เว้นแต่ ผู้กอง ยอมถอยหนึ่งก้าว

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.07 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อนุทิน 2 จะไม่มีกล้าธรรม ยกเว้นผู้กองยอมถอยหนึ่งก้าว #อัษฎางค์ยมนาค  #อ่านเกมอำนาจ

ตั้งแต่ทราบผลการหลังเลือกตั้งเป็นต้นมา คุณอนุทินถูกนักข่าวจี้ถามว่า ภูมิใจไทยจะเอากล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่มาโดยตลอด แต่คุณอนุทินก็ “ตอบแบบไม่ตอบมาตลอด”

ล่าสุดมาถึงโค้งสุดท้ายที่กำลังจะเปิดประชุมสภาและมีข่าวว่า มีการจัดสรรเก้าอี้จนจะครบอยู่แล้ว นักข่าวก็ยังจี้ถามเรื่องนี้

คุณอนุทิน ก็ยัง ”ตอบแบบไม่ตอบ“ โดยระบุว่า ”ไม่ใช่การส่งสัญญาณว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล“

เรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่า ผมฟันธงได้เลยคือ

1. โจทย์ของคุณอนุทินไม่ใช่แค่ว่าจะเอาพรรคกล้าธรรมหรือไม่ แต่คือจะเอา ‘ความเสี่ยงทางจริยธรรม’ เข้ามาเป็นระเบิดเวลาใน ครม. หรือเปล่า

2. คุณอนุทินไม่ได้ส่งสัญญาณว่าไม่เอากล้าธรรม แต่กำลังส่งสัญญาณว่า จะไม่เอาความเสี่ยงเชิงจริยธรรมเข้ามาแบกไว้ในรัฐบาล

คุณอนุทินกล่าวว่าต่อไปว่า “เราก็รู้ว่ามีข้อปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงเรื่องของจริยธรรม ต้องอ่านอย่างละเอียด และเราต้องไม่ทำผิด เพราะมีคนพร้อมไปร้องเรียน ไม่ว่าเราจะมีเจตนาหรือไม่ ก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาที่จะไปต่อสู้ ดังนั้น ต้องเพลย์เซฟในทุกเรื่อง”

คุณอนุทินปฏิเสธตรงๆ ว่าไม่ถึงขั้น “ส่งสัญญาณว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล” แต่ในประโยคถัดมาเขาก็ย้ำเรื่อง เกณฑ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ, เรื่องจริยธรรม, และการต้อง “เพลย์เซฟ” เพราะมีคนพร้อมร้องเรียน

ซึ่งนั่นก็คือ “การส่งสัญญาณ” นั่นแหละ

อีกทั้งเมื่อถูกถามว่าทำไมก่อนหน้านี้เคยตั้งผู้กองธรรมนัสได้ แต่ครั้งนี้ “ไม่กล้าแต่งตั้ง” เขาก็ไม่ตอบคำถามนั้น และบอกอีกว่ายังไม่ได้คุยกับผู้กองธรรมนัสเลย แบบนี้ในภาษาการเมือง มันคือการ “ไม่พูดตรงๆ แต่พูดพอให้รู้” ชัดมากพอสมควร

ซึ่งผมว่า เป็นที่รู้กันว่า ที่ผ่านมา คุณอนุทินแต่งตั้ง ผู้กองธรรมนัส เป็นรัฐมนตรีมาแล้วนั้นเพราะรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่มีอายุเพียง 4 เดือน ไม่มีใครคิดจะยื่น กกตั้ง. หรือศาล ให้พิจารณาเรื่องนี้ เพราะยังไงรัฐบาลอายุไม่ยืนยาวจนกระทั่งกระบวนสอบสวนจะจบ แต่รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่นี้ถ้าตั้ง ผู้กองธรรมนัส เชื่อว่าจะมีพรรคฝ่ายค้านหรือประชาชนเตรียมยื่นฟ้องความผิดด้านจริตธรรมแน่นอน 

สังเกตคำว่า “ต้องเพลย์เซฟในทุกเรื่อง” ของคุณอนุทินดีๆ

ถ้าจำกันได้ พรรคภูมิใจไทยเพลย์เซฟในทุกเรื่องมาตั้งนานแล้ว สังเกตง่ายๆ จากการถอนตัวของคุณชาดาซึ่งตอนนั้นเป็น รมช.มหาดไทย และส่งลูกสาวขึ้นมาแทน นั่นคือการส่งสัญญาณว่า ขนาดคนสำคัญของพรรคภูมิใจยังถอย และทางพรรคยังเพลย์เซฟไม่ตั้งเป็นรัฐมนตรี แล้วเรื่องอะไรจะไม่เพลย์เซฟไปตั้งคนนอกพรรคที่มีแววจะโดนฟ้องร้องประเด็นด้านจริยธรรม จริงมั้ย?

ประเด็นนี้สะท้อนชัดว่า พรรคเลือกทางที่ลดแรงเสียดทานและลดความเสี่ยงทางกฎหมายไว้ก่อน แบบ “กันไว้ดีกว่าแก้” ซึ่งเข้ากับสไตล์เพลย์เซฟที่คุณอนุทินกล่าวเอาไว้

คำว่า “เพลย์เซฟ” ไม่ได้เป็นคำลอยๆ แต่มันคือ สัญญาณเชิงคัดกรองความเสี่ยง มากกว่า 

แปลเป็นภาษาคนคือ “ร่วมได้คุยได้ แต่คนที่มีต้นทุนความเสี่ยงทางจริยธรรมสูง อย่าเพิ่งเอาเข้าครม.ให้เป็นระเบิดเวลา” 

ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “ไม่เอาพรรคกล้าธรรม” แต่คือ “ไม่อยากแบกความเสี่ยงจากตัวบุคคล” โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรี

เพราะที่คุณอนุทินตอบคำถามเรื่องพรรคกล้าธรรมแบบไม่ตอบคำถามก็เพราะ ผู้กองธรรมนัสขู่เรื่องจะเปิดแผลถ้าถูกหักหลัง

ถ้าให้เดาประเด็นนี้ ก็เดาว่า 2 พรรคมีคำสัญญาว่าจะร่วมรัฐบาลด้วยกัน หรือไม่ก็ผู้กองธรรมนัสเข้าใจไปเองอยู่ฝ่ายเดียวว่า คุณอนุทินสัญญาว่าจะร่วมกัน จึงทำให้คุณอนุทินไม่กล้าตอบคำถามนักข่าวตรงๆ แต่หลังบ้านพยายามเจรจากับผู้กองธรรมนัสให้ยอมถอย ตรงนี้ผมเพียงแค่คาดเดานะ

ถ้าให้ผมเดา ขอคาดเดาว่า 

1. ถ้ากล้าธรรมได้ร่วมรัฐบาล โอกาสสูงมากว่าต้องเป็นสูตรที่ไม่มีชื่อผู้กองธรรมนัสใน ครม.

2. ถ้ากล้าธรรมไม่ได้ร่วมรัฐบาล แปลว่าอย่างน้อยดีลเรื่อง ‘ความเสี่ยงจากตัวบุคคล’ กับ ‘เงื่อนไขการร่วมรัฐบาล’ ยังตกลงกันไม่ได้
หรือพูดกันชัดๆ ว่า ผู้กองธรรมนัสยืนกรานจะเอาเก้าอี้ให้ได้” นั่นเอง

หรืออาจรวมทั้ง
      • ดีลผลประโยชน์/โควตากระทรวง คุยกันไม่ลง
      • ความไว้ใจกันระหว่าง 2 ฝ่ายพัง
      • ภูมิใจไทยเห็นว่าจำนวนเสียงพอแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรับความเสี่ยงเพิ่ม
ข้อใดข้อหนึ่ง หรือถูกทุกข้อ

กอบศักดิ์ ลั่น Code RED น้ำมันโลกแตะ 110 ดอลลาร์ แนะเร่งหาพลังงานทดแทน หนุน EV จริงจัง

กอบศักดิ์ ลั่น Code RED น้ำมันโลกแตะ 110 ดอลลาร์ แนะเร่งหาพลังงานทดแทน หนุน EV จริงจัง

กอบศักดิ์ ลั่น Code RED น้ำมันโลกแตะ 110 ดอลลาร์ แนะเร่งหาพลังงานทดแทน หนุน EV จริงจัง

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.43 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  110 …. ราคาน้ำมันโลกเข้าสู่ “ระดับอันตราย” Code “RED”

จากความกังวลใจที่ได้มีการถล่มคลังน้ำมันของอิหร่าน เมื่อวานนี้ สิ่งที่จะตามมาอีก ในช่วงสองของการโจมตีอิหร่าน ตลอดจนการตอบโต้ของอิหร่าน  ที่จะไปกันใหญ่ ที่อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางท่าเรือ เรือขนส่งน้ำมัน โรงงานน้ำมัน โรงงานก๊าซ คลังน้ำมัน และต่อไปอาจจะไปถึง “โรงงานสกัดน้ำจืดจากน้ำทะเล” ที่ต่างเป็นเป้านิ่ง  ทำให้ถึงจุดทีต้องบอกว่า  ราคาน้ำมันโลกได้เข้าสู่ระดับ Code “RED” ที่จะส่งผลอย่างจริงจังต่อเศรษฐกิจโลก  หากไม่ลดลงโดยเร็ว  สูงเพิ่มไปกว่านี้  จะเข้าสู่ช่วงที่ทุกคนเคยเห็นในช่วงต้นสงครามยูเครน-รัสเซีย ที่เคยแตะ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาเรล และคงอยู่ระดับสูงกว่า 100 เป็นเวลา 4 เดือน ระหว่างมีนาคม – กรกฏาคม ของปี 2565 นำมาซึ่งปัญหาต่างๆ ต่อระบบเศรษฐกิจโลก

ถ้าทุกคนยังจำกันได้ เงินเฟ้อพุ่งสูงทุกประเทศ ค่าครองชีพเพิ่มอย่างก้าวกระโดด การเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ การตกลงของราคาสินทรัพย์ต่างๆ การจบรอบของสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เคยไปได้ดีก่อนหน้า Bitcoin ตกจาก 70,000 ดอลล่าร์เหลือ 17,000 สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวาง สำหรับไทยรอบนั้น (ในช่วงเริ่มสงครามยูเครน-รัสเซีย) เราก็ได้รับผลกระทบอย่างยิ่งเช่นกัน  ราคาน้ำมันในประเทศ การเข้าพยุงราคาน้ำมัน จนมีภาระหลายแสนล้าน

สำหรับรอบนี้ ที่ราคา 110 ดอลล่าร์ต่อบาเรล  แม้ว่าย่อเล็กน้อยเช้านี้ แต่มีความเสี่ยงที่ราคาจะเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป ความเสียหายที่อาจเกิดต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในตะวันออกกลางเพิ่มเติม
หมายความว่าเราจะต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบ จากสัปดาห์ที่แล้วที่คิดว่า ยังมีเวลา ยังรับมือได้ ตอนนี้ ต้องบอกว่า  โจทย์ยากขึ้นอีกระดับ การพยุงราคาอาจจะทำได้ไม่นาน  น้ำมันและพลังงานอาจจะขาดแคลนในระยะยาว  ถ้าสงครามขยายวงกว้าง โครงสร้างการผลิตและขนส่งน้ำมันบางส่วนถูกทำลาย คงต้องเตรียมแผน 2 ครับ เร่งหาและ Confirm น้ำมันก่อนประเทศอื่นๆ คิดเรื่องพลังงานทดแทนอื่นๆ ส่งเสริม Solar และ EV อย่างจริงจัง นำทางเลือกเดิมกลับมา เช่น ถ่านหิน เปิดทางออกใหม่ๆ ที่เคยปิดมาก่อน เช่น พลังงานจากรัสเซีย ถึงเวลาที่ต้องบอกว่า Move Move Move 

“เตรียมไว้ดีกว่าไม่เตรียม” ครับ !!!

กกต. หลังพิงฝา! สมชัย ชวนจับตา พรุ่งนี้ ศาลฎีกาชี้ชะตาชดใช้ 70 ล้าน คดีใบส้ม

กกต. หลังพิงฝา! สมชัย ชวนจับตา พรุ่งนี้ ศาลฎีกาชี้ชะตาชดใช้ 70 ล้าน คดีใบส้ม

กกต. หลังพิงฝา! สมชัย ชวนจับตา พรุ่งนี้ ศาลฎีกาชี้ชะตาชดใช้ 70 ล้าน คดีใบส้ม

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.16 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ปูพื้นคดีใบส้ม 70 ล้าน ก่อนถึงวันอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาวันพรุ่งนี้

อังคาร 10 มีนาคม 2569 ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดี นายสุรพล เกียรติไชยากร ผูัสมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 8 เชียงใหม่ กรณีฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจาก กกต. 70 ล้าน ที่ กกต. แพ้มาแล้ว 2 ศาลทั้งชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์

คดีนี้ เริ่มจากมีการร้องว่า ผู้สมัครทำผิด พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 73(2) ให้เงินแก่ชุมชนในช่วงหาเสียง โดยข้อเท็จจริงเป็นการใส่ซอง 2,000 บาท ถวายพระทำบุญวันเกิดแล้วพระยื่นเงินในซองสมทบให้งานผ้าป่าของชุมชนที่จัดเพื่อระดมทุนหาซื้อเครื่องแบบให้ชุดรักษาคุ้มครองหมู่บ้าน (ชรบ.) 

กกต.จังหวัดเชียงใหม่ สรุปว่า ผิด จึงส่งเรื่องด่วนมาเข้า กกต.กลาง แบบรวดเร็วและ สามารถออกใบส้ม เพียงแค่ไม่ถึงเดือนหลังวันเลือกตั้ง  กกต. ก็ลงมติทันที ให้เห็นฝีมือว่าเป็นงานชิ้นโบว์แดง
เขต 8 เชียงใหม่ จึงมีการเลือกตั้งใหม่ โดยคุณสุรพล ถูกตัดสิทธิชั่วคราว และได้ คุณศรีนวล บุญลือ พรรคอนาคตใหม่ มาเป็น สส.แทนในเขตนั้นก่อนที่จะโดนยุบพรรค  ส่วนคุณศรีนวล ก็ย้ายไปอยู่ภูมิใจไทย

การให้ใบส้ม เป็นไฟลท์บังคับว่า กกต. ต้องฟ้องเอาผิดทางอาญาและฟ้องบังคับให้จ่ายค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่หลายล้านบาท  แต่ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกลับเห็นว่า คุณสุรพล ไม่ได้ผิด จึงยกคำร้อง

คุณสุรพล จึงฟ้องกลับ กกต. ในคดีแพ่ง ที่ กกต. ทำให้ได้รับความเสียหายจากการไม่ได้เป็น สส. โดยให้ กกต.ชดใช้ เช่น เงินเดือน สวัสดิการที่ควรจะได้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเสียเวลา ค่าเสื่อมเกียรติ รวมแล้วประมาณ 70 ล้านบาท

ศาลชั้นต้น กกต.แพ้  ศาลอุทธรณ์ กกต. แพ้  รอศาลฎีกา ตัดสินพรุ่งนี้ 9.00 น. เที่ยง ๆ คงรู้ผล

เทพไท ขยี้ปมจริยธรรม! ถาม อนุทิน ทำไมไม่กล้าตั้ง ธรรมนัส เหมือนเก่า?

เทพไท ขยี้ปมจริยธรรม! ถาม อนุทิน ทำไมไม่กล้าตั้ง ธรรมนัส เหมือนเก่า?

เทพไท ขยี้ปมจริยธรรม! ถาม อนุทิน ทำไมไม่กล้าตั้ง ธรรมนัส เหมือนเก่า?

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.59 น.

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ลอยแพกล้าธรรม

สำหรับความคืบหน้าของการจัดตั้งรัฐบาล มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมายืนยันถึงความคืบหน้าว่า การจัดตั้งรัฐบาลมีความคืบหน้า หรือมีความลงตัว 99.99% นั่นแสดงว่า สูตรของการจัดตั้งรัฐบาล มีพรรคร่วมรัฐบาลตามที่เป็นกระแสข่าว มีความลงตัวอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยรวมกับพรรคเพื่อไทย และพรรคเล็กอีกจำนวนหนึ่ง มีเสียงสนับสนุน 292 เสียง แสดงว่าพรรคการเมืองอย่างพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทรวมพลัง หมดสิทธิ์จะเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคกล้าธรรม ที่มีการวิเคราะห์กันมาก่อนหน้านี้ว่า เป็นพรรคการเมืองที่มีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลสูงมาก เพราะเคยสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน แต่เมื่อได้ฟังการยืนยันข่าวนี้จากนายไชยชนก ชิดชอบแล้ว แสดงว่าปิดประตูที่จะให้พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล ถ้าถามว่า เหตุผลใดที่พรรคภูมิใจไทยตัดพรรคกล้าธรร ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ก็ต้องพิจารณาจากความเห็นของนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนักข่าวได้ถามว่า เป็นการส่งสัญญาณแล้วว่าพรรคกล้าธรรมจะไม่ได้ร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอนแล้วใช่หรือไม่ ซึ่งนายอนุทินบอกว่า เราก็รู้ว่ามีข้อปฏิบัติและหลักเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงเรื่องของจริยธรรม ต้องอ่านอย่างละเอียด และเราต้องไม่ทำผิด เพราะมีคนพร้อมไปร้องเรียน ไม่ว่าเราจะมีเจตนาหรือไม่ ก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาที่จะไปต่อสู้ ดังนั้นต้องเพลย์เซฟในทุกเรื่อง

การยกเอาเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญมาอธิบายของนายอนุทิน เป็นการปฏิเสธคุณสมบัติของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ว่ามีจุดอ่อน มีข้อจำกัดเรื่องการดำรงตำแหน่ง   ทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าเสี่ยง แต่เมื่อนักข่าวถามว่า กรณีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งก่อนหน้านี้นายอนุทิน ก็เคยแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว เหตุใดครั้งนี้จึงไม่กล้าแต่งตั้ง ซึ่งคำถามนี้ทำให้นายอนุทินไม่ตอบคำถาม แสดงให้เห็นว่า น่าจะมีเหตุผลอื่นมากกว่าเหตุผลที่นายอนุทินยกมากล่าวอ้าง 

การกล้าแต่งตั้งร.อ.ธรรมนัส เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลอนุทิน1 ต้องมีเหตุผลสำคัญและต้องมีการการันตี และมีหลักประกันว่า นายอนุทินจะไม่ถูกร้องเรียนในเรื่องนี้ แต่ทำไมในครั้งนี้ นายอนุทินถึงไม่กล้าจะแต่งตั้ง โดยอ้างยกเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมากล่าวอ้าง ถ้าหากว่าพรรคภูมิใจไทยกลัวเรื่องคุณสมบัติของร.อ.ธรรมนัส ทางพรรคกล้าธรรม ก็ได้ประกาศว่า พร้อมจะเข้าร่วมรัฐบาลโดยไม่มีชื่อร.อ.ธรรมนัสเป็นรัฐมนตรี ซึ่งทางพรรคกล้าธรรมได้ส่งสัญญาณมาล่วงหน้าแล้ว

แต่ในที่สุดพรรคภูมิใจไทย ไม่ยอมรับให้พรรคกล้าธรรมเข้าร่วม น่าจะมีเหตุผลอะไรที่สลับซับซ้อนมากกว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ร.อ.ธรรมนัส และพรรคกล้าธรรมจะต้องนำไปขบคิด และนำไปคิดบัญชีคืน ในตอนที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ประชาคมแพทย์ ชี้ เกาะพะงันส่อวิกฤต! ทุนนอก นอมินี ฮุบที่ดิน เสี่ยงดึงไทยใกล้จุดยุทธศาสตร์สงคราม

ประชาคมแพทย์ ชี้ เกาะพะงันส่อวิกฤต! ทุนนอก นอมินี ฮุบที่ดิน เสี่ยงดึงไทยใกล้จุดยุทธศาสตร์สงคราม

ประชาคมแพทย์ ชี้ เกาะพะงันส่อวิกฤต! ทุนนอก นอมินี ฮุบที่ดิน เสี่ยงดึงไทยใกล้จุดยุทธศาสตร์สงคราม

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.16 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เกาะพะงัน : เมื่อ “นอมินี + เงินต่างชาติ + เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน” อาจกำลังพาประเทศไทยเข้าใกล้ความเสี่ยงระดับโลก

ในขณะที่ สงครามระหว่าง สหรัฐร่วมกับอิสราเอล ฝ่ายหนึ่ง สู้รบกับอิหร่านอีกฝ่ายหนึ่ง เกิดคู่ขัดแย้งที่เป็นคู่กรณีระดับโลก ประเทศไทยไม่เคยทำสงครามกับใครในตะวันออกกลาง ประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งของมหาอำนาจใด

แต่คำถามที่สังคมไทยต้องเริ่มถามอย่างจริงจังคือ เรากำลังปล่อยให้ผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม พาประเทศไทยเข้าไปใกล้ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะหากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของประเทศ ถูกใช้เป็นฐานตั้งถิ่นฐานขนาดใหญ่ของพลเมืองจากประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม พื้นที่นั้นอาจกลายเป็น “เป้าหมายทางความมั่นคงโดยไม่ตั้งใจ” และความเสี่ยงนั้น อาจไม่ได้เกิดจากประชาชนธรรมดา แต่เกิดจาก ระบบนอมินี การถือครองที่ดินผ่านตัวแทน และการเอื้อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน

ตัวเลขที่ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถาม คือสถานการณ์บนเกาะพะงัน ข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและรายงานข่าวหลายแห่งระบุว่า บนเกาะพะงันมีชาวต่างชาติประมาณ 8,000 คน ในจำนวนนี้มีชาว Israel ประมาณ 2,500–2,600 คน หรือเกือบ 30% ของชาวต่างชาติบนเกาะ และมีการประเมินว่ามีชุมชนครอบครัวประมาณ 400–600 ครอบครัว ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับเกาะที่มีพื้นที่จำกัด และมีความเป็นไปได้มากว่าชาวอิสราเอลจำนวนมาก อาจกำลังหาแหล่งพักพิง สำรอง เพื่อหลบภัยสงคราม ในไม่ช้าเรา อาจได้เห็น Tel Aviv เมืองไทย เหมือนเห็น Little moscow ที่พัทยา

เมื่อชุมชนจากประเทศเดียวกันเริ่มมีจำนวนมาก สิ่งที่ตามมามักเกิดเหมือนกันทั่วโลก นักท่องเที่ยวบางส่วนเริ่ม เช่าที่ดิน ซื้อที่ดินผ่านนอมินี เปิดธุรกิจของตนเอง สร้างเครือข่ายเศรษฐกิจของตนเอง สร้างโรงเรียนและชุมชนของตนเอง สุดท้าย พื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยว ค่อย ๆ กลายเป็น ชุมชนของคนต่างชาติ

แต่ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่จำนวนคน คือคำถามเรื่อง “นอมินี” กฎหมายไทยชัดเจน ต่างชาติ ห้ามถือครองที่ดิน แต่ในทางปฏิบัติ หลายพื้นที่ในประเทศไทย ต่างชาติสามารถครอบครองที่ดินได้ผ่าน บริษัทบังหน้า นอมินีไทย การถือหุ้นแทนคำถามที่สังคมไทยควรถามคือสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่รู้เห็นเป็นใจ

ความจริงที่สังคมไทยรู้ดีคือ ระบบนอมินี ไม่เคยเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง มันต้องมี คนออกเอกสาร คนอนุญาต คนหลับตา และบางครั้ง คนรับผลประโยชน์

ประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดกว้างแต่การเปิดกว้าง ไม่ควรหมายถึง การปล่อยให้แผ่นดินของประเทศถูกซื้อผ่านตัวแทนโดยไม่มีใครตรวจสอบ ยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยสงครามโดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับ Israelการรวมตัวของพลเมืองจากประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามในพื้นที่หนึ่งจำนวนมากอาจทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็น จุดสนใจ หรือจุดเสี่ยง ด้านความมั่นคง โดยที่ประเทศไทยไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนั้นเลย

ประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่สงครามกับใครประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ก่อสงครามในโลกคนไทยไม่ควรต้องรับผลกระทบจากสงครามที่เราไม่ได้ก่อและประเทศไทยไม่ควรถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น Safe Haven ของความขัดแย้งระหว่างประเทศเพียงเพราะระบบนอมินีเงินต่างชาติและผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม

เกาะพะงันอาจเป็นเพียงสัญญาณเตือนเพราะถ้ารัฐไทยยังปล่อยให้นอมินีถือครองที่ดินการก่อสร้างผิดกฎหมายธุรกิจต่างชาติที่ไม่เสียภาษีหรือไม่ก่อประโยชน์ให้กับท้องถิ่น หรือพ่อค้าแม่ค้าคนไทยและ มีเงินเข้ารัฐไทย ตามที่ควรจะเป็นแถมเอื้อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนหากเรื่องนี้ยังดำเนินต่อไปวันหนึ่งเราอาจตื่นขึ้นมาและพบว่าพื้นที่บางแห่งของประเทศไทยไม่ได้เป็นของคนไทยอีกต่อไป

ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกแต่ประเทศไทยไม่ควรถูกขายผ่านนอมินีและแผ่นดินไทยไม่ควรถูกเปลี่ยนมือด้วยผลประโยชน์ใต้โต๊ะเพราะแผ่นดินนี้ไม่ได้เป็นของนักการเมืองไม่ได้เป็นของข้าราชการประเทศไทยไม่เคยทำสงครามกับใครแต่เราอาจกำลังปล่อยให้ผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มพาประเทศไทยเข้าไปใกล้จุดเสี่ยงของสงครามที่เราไม่ได้ก่อเรียนฝาก ผู้ว่า และ สส.จังหวัดสุราษฎร์ธานีรวมทั้ง รัฐบาล ให้ดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจังแอดมิน ประชาคมแพทย์

สีหศักดิ์เดือดซัดสหรัฐ ฉีกกติกาทำโลกปั่นป่วน รอกลับลอตแรก62คน

สีหศักดิ์เดือดซัดสหรัฐ  ฉีกกติกาทำโลกปั่นป่วน  รอกลับลอตแรก62คน

สีหศักดิ์เดือดซัดสหรัฐ ฉีกกติกาทำโลกปั่นป่วน รอกลับลอตแรก62คน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สีหศักดิ์” ซัดสหรัฐฯ ฉีกกติกาทำโลกปั่นป่วน ชี้สิ่งท้าทายไทยคือเร่งแก้ปัญหา รับมือการอพยพคนไทย ทำงานแบบมียุทธศาสตร์ อยู่ให้ได้กับมหาอำนาจ ต้องมีศักดิ์ศรี ด้าน ‘ศุภจี’ เผยแผนการค้าช่วงสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่คนไทยชุดแรกออกจากอิหร่าน 62 คน เดินทางถึงตุรกี เร่งส่งตัวกลับไทย 9 มี.ค.นี้

เมื่อวันที่ 8มีนาคมที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวในการสัมมนา สส.ของพรรคภูมิใจไทย 192 คน ผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย และสมาชิกพรรคฯ ว่าเรื่องการต่างประเทศ จะขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างไรนั้น ต้องยอมรับว่าขณะนี้โลกปั่นป่วนมาก กติกาต่างๆ ที่มี สหรัฐอเมริกาฉีกกติกาหมดทุกอย่าง ไทยต้องมีการต่างประเทศที่เข้มแข็ง มีผู้นำที่เข้มแข็ง ตัดสินใจเด็ดขาด และต้องทำงานเป็นทีมไทยแลนด์ในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ทหาร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นต้น

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ท้าทายรัฐบาลช่วงที่โลกกำลังปั่นป่วนคือปัญหาเร่งด่วนต้องแก้ไขเช่นกรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เราจะทำอย่างไรในการอพยพคนไทยที่อยู่ทั้งในประเทศอิหร่าน ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ คูเวต กาตาร์ บาห์เรน หรืออิสราเอล เรามีแผนพร้อมหรือไม่ นอกจากนี้ต้องดำเนินงานแบบมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่แก้ปัญหาแค่เฉพาะหน้าการทูตต้องยึดผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของประเทศไทย เช่น กรณีกับกัมพูชา เขามาแบบนี้ เราก็ต้องตอบกลับแบบนี้ สุดท้ายเราต้องอยู่ให้ได้กับกัมพูชา ส่วนสหรัฐฯ ที่เป็นมหาอำนาจ เราก็ต้องอยู่กับสหรัฐฯ ให้ได้ ถ้าเขากดดันเราก็ต้องมีศักดิ์ศรี ยอมไม่ได้

“ผมอยากฝาก สส.ของพรรคฯ ที่จะเข้าไปอยู่ในสภาฯ ว่าการต่างประเทศมีความเกี่ยวข้องกับสภาฯ ประเทศที่มีความเข้มแข็งเรื่องการต่างประเทศ จะมองการต่างประเทศแยกออกจากการเมือง ขอให้ทุกท่านที่เข้าไปอยู่ในสภาฯ ไม่ว่าจะบทบาทในกรรมาธิการ หรืออะไรต่างๆ ก็ดี อยากขอให้ช่วยขับเคลื่อนเรื่องการต่างประเทศด้วย” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวชื่นชมนายสีหศักดิ์ และกระทรวงการต่างประเทศ ที่สามารถบริหารจัดการและประสานงานเรื่องการอพยพคนไทยในตะวันออกกลางที่กำลังมีปัญหาได้เป็นอย่างดี มีความรวดเร็ว ลดเสียงวิจารณ์ได้มาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เวลามีเหตุการณ์ในลักษณะนี้กระทรวงการต่างประเทศ จะถูกมองว่าดำเนินการล่าช้า

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีสัมนาพรรคฯ เพื่อพูดคุยกับ สส.ภายใต้งาน ‘พูดแล้วทำพลัส’ ตอนหนึ่งว่า ดีใจที่ได้มาพบพี่น้องทุกคนและเป็นส่วนหนึ่งของพรรคฯ ขอให้ทุกคนช่วยเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล แนะนำสิ่งต่างๆไปทำเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ เพราะเราต้องการเปลี่ยนประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสู้และแข่งขันได้โดยไม่อายใคร

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง สิ่งที่กังวลคือความไม่แน่นอนว่าจะจบเมื่อไหร่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าทีมเราทุกคนต้องสามารถตอบโจทย์ได้ ซึ่งตนจะควบคุมราคาสินค้าโดยใช้กลไกเข้าจัดการอย่างเต็มที่ รวมถึงประสานกับผู้ประกอบการรายเล็กและใหญ่ สำหรับเส้นทางการขนส่งสินค้าของเรา มีกว่า 60% ที่ต้องผ่านแหลมกู๊ดโฮป หากจะต้องขับอ้อมแหลมดังกล่าวต้องใช้เวลา 10-15 วัน ฉะนั้นเราจะต้องหาวิธีว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องขนส่ง

“ส่วนเรื่องปุ๋ย เราอยู่ได้ถึงสิงหาคมนี้ หากขาดแคลนเราต้องหาเข้ามาเสริม ตนจะไปคุยกับทางมาเลเซียและบรูไน ขณะที่กรณีภาษีสหรัฐฯ หลังจากศาลสูงสหรัฐฯ เบรกเรื่องภาษี ที่ผ่านมาเราได้ตกลงกับสหรัฐฯ ไว้เยอะ จากที่จะได้ 19% แต่พอมีคำสั่งดังกล่าว ผู้นำสหรัฐฯ ให้คงที่ 15% เป็นระยะเวลา 150 วัน ฉะนั้นวันนี้เราจะต้องรีบจัดสรรภาระต้นทุน”นางศุภจี กล่าวและว่า เรื่องราคาเพื่อพืชผลการเกษตร เราต้องดูแลจัดสรรทั้งระบบและดูว่าเราจะใช้พื้นที่ไหนปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เป็นพืชเศรษฐกิจได้ตนตั้งเป้า 1ล้านไร่ ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอม และพืชผลทางการเกษตร ที่ผ่านมาพยามดูในเรื่องการจัดการกับล้ง โดยจะมีการทำล้งกลางได้หรือไม่ ควบคู่ไปดูเรื่องปุ๋ย ฉะนั้นขอให้พี่น้องทุกคนติดต่อมา เพื่อให้การเกษตรไทยยั่งยืน เพราะหากแก้ปัญหาภาคเกษตรได้จะเปลี่ยนประเทศให้เกิดความยั่งยืนได้

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่สู้รบในตะวันออกกลาง ว่านับตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ประเทศตุรกี เจ้าหน้าที่ประจำจุดผ่านแดน Kapikoyได้อำนวยความสะดวกให้แก่คณะจากกรมการกงสุล นำโดยนายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา นำโดย น.ส.พัณณ์ชิตา รมยานนท์ อุปทูต รับคณะคนไทยกลุ่มแรก 62คน นำโดย น.ส.ชญานิษฐ์ ประเสริฐผล ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ออกจากประเทศอิหร่าน ผ่านจุดผ่านแดน Raziมายังด่าน Kapikoyของตุรกี ด้วยความปลอดภัย

ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการฯ ได้จัดเตรียมที่พัก อาหาร ถุงยังชีพ และสิ่งจำเป็นต่างๆ ให้กับคนไทยที่อพยพออกจากประเทศอิหร่าน ระหว่างที่พำนักอยู่ในเมือง เพื่อรอออกเดินทางกลับประเทศไทยช่วงวันที่ 8-9 มีนาคม 2569 โดยการอพยพคนไทยในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตราย ด้วยความปลอดภัย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศขอบคุณฝ่ายอิหร่าน และตุรกี ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คณะคนไทยอพยพ และขอส่งความห่วงใยไปยังทุกท่าน ขอให้คนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ติดตามข่าวสารและประกาศจากสถานเอกอัครราชทูตสถานกงสุลใหญ่ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

วิกฤตน้ำมันพ่นพิษทั่วไทย ใต้-เหนืออ่วม

วิกฤตน้ำมันพ่นพิษทั่วไทย  ใต้-เหนืออ่วม

วิกฤตน้ำมันพ่นพิษทั่วไทย ใต้-เหนืออ่วม

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วิกฤตน้ำมันพ่นพิษทั่วไทย ใต้-เหนืออ่วม ‘เกษตรกร-โรงงาน’โอด เดือดร้อนปั๊มจำกัดขาย

ปั๊มน้ำมันรายย่อยแม่สะเรียงกัดฟันสู้วิกฤต ประกาศปรับขึ้นราคาดูสถานการณ์อีกสักตั้งถ้าไม่ไหวก็ต้องปิดชั่วคราว ขณะที่อีกหลายแห่งจำกัดเติมใส่ถังไม่เกิน 30 ลิตรต่อคนส่วนเกษตรกร-ผู้ประกอบการใต้เดือดร้อนหนัก หลังถูกจำกัดการขาย จี้รัฐบาลแก้ปัญหาให้ถูกจุดก่อนพืชผัก-โรงงานอุตสาหกรรมจะตายกันหมด

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่ปั๊มทรัพย์พะยอม ถนนทางหลวง 108 ต.บ้านกาศ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นปั๊มผู้ประกอบการเอกชนอิสระอีกหนึ่งแห่งในพื้นที่อ.แม่สะเรียง ที่เปิดจำหน่ายน้ำมันมานานหลายปีได้ตัดสินใจประกาศปรับขึ้นราคาหลังราคาน้ำมันหน้าคลังปรับตัวสูงทำให้ต้นทุนสูงจากผลกระทบวิกฤตน้ำมันโลกสงครามตะวันออกกลาง

เจ้าของปั๊มกัดฟันสู้พิษน้ำมันแพง

นายอดุลย์ พยอมดง เจ้าของกิจการ กล่าวถึงการปรับราคาน้ำมันของปั๊มว่า จะขอสู้ต่ออีกสักครั้ง หลังราคาน้ำมันหน้าคลังปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลทำให้ต้นทุนสูงตามลำดับ เนื่องจากรัฐไม่ได้ตรึงราคาช่วยเหมือนปั๊มใหญ่ๆ ทำให้ต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่มีต้นทุนสูงขึ้นกว่าปั๊ม ปตท.หรือ PT

“ก่อนหน้านี้ได้ตัดสินใจว่าจะหยุดจำหน่ายน้ำมันชั่วคราวแต่ยังมีกลุ่มลูกค้าประจำ ลูกค้าที่ทำธุรกิจปั๊มหลอดหรือปั๊มหยอดเหรียญที่รับน้ำมันกับทางปั๊มจะได้รับผลกระทบไปด้วย แต่เมื่อกลุ่มลูกค้าประจำพร้อมจะสู้ไปด้วยกันและยอมรับการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ทำให้ตนตัดสินใจกลับมาสู้กับราคาต้นทุนที่สูงอีกสักระยะ”เจ้าของปั๊ม กล่าว

ถ้าอนาคตแบกต่อไหวก็ต้องขอปิด

อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตแบ่งรับภาระไม่ไหว อาจจะต้องขอปิดการจำหน่ายน้ำมันเป็นการชั่วคราวไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติละขอให้ประชาชนได้เข้าใจสาเหตุที่มีการปรับราคาน้ำมันขึ้น โดยราคาปัจจุบัน ดีเซล อยู่ที่ 40.50 บาท /ลิตร แก๊สโซฮอร์ 95 ราคา 37.60 บาท / ลิตร และ เบนซิน ราคา 46 บาท/ลิตร

ทั้งนี้ทางร้านแจ้งเรื่องไปยังพลังงานจังหวัดให้ทราบถึงต้นทุนของราคาน้ำมันที่ได้รับในปัจจุบัน ที่เป็นสาเหตุของการปรับขึ้นราคาน้ำมันของปั๊มทรัพย์พะยอม

จำกัดให้ใส่แกลลอนได้30ลิตร/คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่หลายปั๊มน้ำมันในอ.แม่สะเรียงได้มีประกาศจำกัดการเติมน้ำมันใส่ถังและแกลลอน เพื่อให้เพียงพอกับการใช้ของประชาชนอยู่ที่ 30 ลิตรต่อคน ส่วนรถยนต์สามารถเติมได้ปกติซึ่งน้ำมันในแต่ละสถานบริการยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเพราะต้องใช้ในการเกษตรด้วย ยังมีบางช่วงของวันที่น้ำมันหมดชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ยังมีการทยอยขนส่งน้ำมันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยรถบรรทุกต้องใช้เวลาเดินทางจากคลังน้ำมันมายังอำเภอแม่สะเรียงนานประมาณ 7 ชั่วโมง

เกษตรกร-ผู้ประกอบการใต้อ่วมหนัก

ส่วนสถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่จ.สงขลานายไชยยงค์มณีรุ่งสกุล วุฒิสมาชิก (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจาก เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนส่งและเจ้าของปั้มน้ำมันอิสระที่ได้รับความเดือดร้อนขนาดหนักจากคลังน้ำมันในจ.สงขลามีการควบคุมการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด

“เขาลดโควตาน้ำมันที่จ่ายให้กับปั้มน้ำมันที่เป็นของ ปตท. บางจาก เชลล์ คาลเท็กซ์ โดยขายให้กับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่เข้าไปเติมในปั๊มเท่านั้น ห้ามขายให้กับเกษตรกรที่นำถังหรือแกลลอนไปซื้อเพื่อใช้ทำการเกษตรนากุ้ง เครื่องตัดหญ้า เครื่องเลื่อยยนต์ ซึ่งเป็นเกษตรกร และผู้รับจ้างในการทำสวน ตอนนี้ก็เลยเดือดร้อนกันไปหมด”นายไชยยงค์กล่าว

โวยปั๊มไม่ขายน้ำมันให้เกษตรกร

นายปัญญา มีศิริ ผู้นำกลุ่มเกษตรใน จ.สงขลา กล่าวว่า การที่ปั๊มน้ำมันไม่ขายน้ำมันให้กับเกษตรกร สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้างเพราะขณะนี้เข้าฤดูร้อนและฝนแล้ง เกษตรกร ที่ทำสวนผัก สวนผลไม้ ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียนที่กำลังออกดอก มะพร้าวน้ำหอม และอื่นๆ ที่ต้องใช้น้ำมันกับเครื่องสูบน้ำเพื่อรดตนไม้และพืชผักรวมทั้งเกษตรกรที่ทำนากุ้ง ที่ต้องใช้น้ำมันกับเครื่องยนต์

“จึงขอวอนให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่เข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชนและ รัฐบาลต้องเข้าใจถึงข้อเท็จจริงว่าน้ำมันไม่ได้ใช้เฉพาะผู้ใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้กับการทำการเกษตรที่เป็นอาชีพหลักของคนไทย การที่ปั๊มไม่ขายน้ำมันให้เกษตรกร ทำให้พืชผลต่างๆที่ไม่ได้รับน้ำ อาจจะแห้งตาย และผลกระทบนี้เป็นวงกว้างทุกทุกจังหวัด”ผู้นำกลุ่มเกษตรรายนี้ กล่าวย้ำ

โรงโม่หิน-ผู้รับเหมาขาดแคลนน้ำมัน

เช่นเดียวกับนายเฉลิมชัย ครูอำโพธิ์ ผู้ประการอุตสาหกรรมเหมืองหิน และโรงโม่หิน ในจ.สงขลากล่าวว่าโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างถนนแหล่งน้ำ กิจการขนสิงสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม ทั้งหมดในปัจจุบัน ไม่ได้เติมน้ำมัน หรือซื้อน้ำมันจากปั้มน้ำมันผู้ประกอบการทั้งหมด มีแท็งค์เก็บน้ำมันไว้ใช้ในกิจการของตนเอง โดยซื้อน้ำมันจาก ผู้ค้าส่งน้ามันเชื้อเพลิง ที่เรียกว่าจ็อปเบอร์ แต่ขณะนี้คลังน้ำมันใน อ.สิงหนคร ซึ่งให้บริการนำมันในภาคใต้ตอนล่าง ได้ตัดบัญชีค้าส่ง ไม่ขายน้ำมันให้กับบริษัทผู้ที่เป็นจ็อปเบอร์ ตอนนี้มีการตั้งราคาในบัญชีค้าส่งแพงมากทำให้จ็อปเบอร์ไม่มีน้ำมันส่งให้กับโรงงานอุตสาหกรรมสร้างความเดือดร้อนมาก

วอนรัฐบาลเข้าใจสถานการณ์ด้วย

“ผู้ประการอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ได้ใช้น้ำมันเพื่อเติมรถยนต์อย่างเดียว แต่ใช้กับ เครื่องจักร เครื่องกลที่ไม่สามารถซื้อน้ำมันจากปั้มน้ำมันมาใช้ได้ เพราะปั้มน้ำมันไม่จำหน่ายน้ำมันใส่ถังให้กับโรงงานเรื่องนี้ถ้ารัฐบาลไม่เข้าใจและไม่เร่งแก้ไขถ้าสงครามในตะวันออกกลางกินเวลาเป็นเดือนๆผู้ประการอุตสาหกรรมเดือดร้อนหนักเพราะต้องซื้อน้ำมันจากบัญชีค้าส่งในราคาแพง เช่น ดีเซลลิตละ 37 บาท ในขณะที่ราคาที่หน้าปั้มที่ จ.สงขลา ราคาลิตรละ 31 บาทกว่า”นายเฉลิมชัย ระบุ

ปั้มอิสระอยู่ไม่ได้-ต้องปิดระนาว

ขณะที่ น.ส.แอนนา มู่สา ผู้ประกอบการปั้มน้ำมันอิสระ ใน อ.หาดใหญ่ และ อ.สะเดา จ.สงขลา กล่าวว่า ปั้มน้ำมันอิสระในทุกจังหวัดได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะปั๊มน้ำมันอิสระที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ตำบล ซึ่งให้บริการประชาชนที่ไม่ต้องเสียเวลาไปเติมน้ำมันจากปั๊มใหญ่ที่อยู่ถนนสายหลักของอำเภอ หรือจังหวัด จำเป็นต้องปิดปั๊มน้ำมันกันแล้ว

“ปั๊มอิสระซื้อน้ำมันจากบริษัทค้าส่งหรือ “จ็อปเบอร์”ซึ่งเป็นบัญชีค้าส่ง แต่ตอนนี้ขึ้นราคากันหมด แต่ขายน้ำมันที่ปั๊มที่ต่ำ ซึ่งเป็นราคาของบัญชีค้าปลีก ทำให้ปั๊มอิสระต้องปิดขาดรายได้ พนักงานตกงาน ประชาชนเดือดร้อน เพราะต้องขับรถไปเติมน้ำมันที่ไกลจาก หมู่บ้าน ตำบล ”น.ส.แอนนา กล่าว

สว.ซัดรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

ด้าน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุลวุฒิสมาชิก (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไม่ถูกจุด เพราะรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนกลาง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและ พลังงานจังหวัดไม่มีความเข้าใจเรื่องการจัดการหรือการบริหารของคลังน้ำมัน และของ บริษัทผู้ค้าน้ำมัน จึงพูดเหมือนกันว่าน้ำมันไม่ขาดแคลนมีเพียงพอ ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงน้ำมันมีขายไม่เพียงพอ และขาดแคลนในบางพื้นที่

จี้ต้องสั่งกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง

“ที่บอกว่าไม่ขึ้นราคาค้าปลีก ก็ช่วยได้แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์แต่ไม่ได้ช่วย เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ผู้รับเหมาก่อสร้างถนน ชลประทาน วันนี้ รถแบคโฮ รถแทรกเตอร์ รถไถดิน จอดตายอยู่ในบ้าน และในไซต์งาเพราะไม่มีน้ำมันมาเติมจึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องข้าใจถึงสถานการณ์ ข้อเท็จจริง และความเดือดร้อนของประชาชน สั่งการให้บริษัทน้ำมันต้องกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงและต้องไม่ขายบัญชีค้าส่งที่แพงกว่าความเป็นจริง จนสร้างความเดือดร้อนในวงกว้างอย่างที่เกิดขึ้น”นายไชยยงค์กล่าว

โพลหวั่นสงครามจะบานปลาย

ขณะเดียวกันสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง”กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,394คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 3-6มีนาคม2569

ผลการสำรวจพบว่า จากการสู้รบระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐ กลุ่มตัวอย่างติดตามข่าวบ้าง ร้อยละ52.65 โดยกังวลว่าการสู้รบจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 78.91 และคิดว่าสถานการณ์สู้รบจะบานปลาย ร้อยละ78.57

ข้อคิดที่ได้ คือ ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นที่ แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งโลก ร้อยละ70.16 ในภาพรวมเชื่อมั่นต่อการเตรียมพร้อมและมาตรการรับมือของรัฐบาลไทย ร้อยละ39.10และไม่ค่อยเชื่อมั่นร้อยละ37.56

ประเทศเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลประชาชนกังวลสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าครองชีพ ทำให้ประเทศอาจเผชิญภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งจากปัจจัยต่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ประชาชนจึงคาดหวังให้รัฐบาลเร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจ และมีมาตรการรับมือที่ชัดเจน