รัฐบาลเปิดให้ขอเงินสงเคราะห์ผ่านมือถือ เปิด พม. CARE ลดเอกสาร เชื่อม ThaiD-ทางรัฐ เข้าถึงสิทธิเร็วขึ้น

รัฐบาลเปิดให้ขอเงินสงเคราะห์ผ่านมือถือ เปิด พม. CARE ลดเอกสาร เชื่อม ThaiD-ทางรัฐ เข้าถึงสิทธิเร็วขึ้น

รัฐบาลเปิดให้ขอเงินสงเคราะห์ผ่านมือถือ เปิด พม. CARE ลดเอกสาร เชื่อม ThaiD-ทางรัฐ เข้าถึงสิทธิเร็วขึ้น

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.43 น.

10 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการให้บริการด้านสวัสดิการสังคมผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดให้บริการระบบ “พม. CARE” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์และความช่วยเหลือทางสังคมด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือ พร้อมติดตามสถานะการดำเนินการได้แบบครบวงจร ช่วยลดขั้นตอน ลดการใช้เอกสาร และลดภาระการเดินทางมาติดต่อหน่วยงานของรัฐ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ระบบ “พม. CARE” เชื่อมโยงข้อมูลกับแอปพลิเคชัน ThaiD แอปพลิเคชันทางรัฐ รวมถึงฐานข้อมูลของกระทรวง พม. ทำให้การตรวจสอบตัวตนและพิจารณาสิทธิมีความถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลและการทำงานระหว่างหน่วยงาน พร้อมช่วยให้การส่งต่อความช่วยเหลือถึงผู้ที่มีสิทธิเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในระยะแรก ประชาชนสามารถยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ผ่านระบบได้ 6 ประเภท ได้แก่ เงินช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน เงินสงเคราะห์ครอบครัว เงินสงเคราะห์และฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ เงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง และเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก ขณะที่ผู้ที่ไม่สะดวกใช้สมาร์ตโฟนหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ยังสามารถรับบริการจากเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ซึ่งพร้อมให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับการให้บริการภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ระบบ ‘พม. CARE’ จะช่วยลดภาระการเดินทาง ลดการใช้เอกสาร และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอและติดตามผลได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือ ขณะเดียวกันยังช่วยให้เจ้าหน้าที่มีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ทำให้การพิจารณาและส่งต่อความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รัฐบาลปลื้มครึ่งปีแรก! กองถ่ายต่างชาติแห่ลงทุนไทย สร้างรายได้ 4,025 ล้าน

รัฐบาลปลื้มครึ่งปีแรก! กองถ่ายต่างชาติแห่ลงทุนไทย สร้างรายได้ 4,025 ล้าน

รัฐบาลปลื้มครึ่งปีแรก! กองถ่ายต่างชาติแห่ลงทุนไทย สร้างรายได้ 4,025 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.24 น.

รัฐบาลปลื้ม ครึ่งปีแรก ปี 69 กองถ่ายต่างชาติแห่ลงทุนไทย สร้างรายได้ 4,025 ล้าน ตอกย้ำไทยเป็นจุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก ลุ้นทำสถิติรายได้สูงอีกครั้ง

10 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตัวเลขการลงทุนจากกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 พบว่ามีกองถ่ายต่างประเทศแจ้งขออนุญาตถ่ายทำกับกรมการท่องเที่ยว จำนวน 302 เรื่อง สร้างมูลค่าการลงทุนในประเทศไทยรวม 4,025 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพและความเชื่อมั่นของผู้ผลิตคอนเทนต์จากทั่วโลกที่ยังคงเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการลงทุนตลอดทั้งปี 2568 ทั้งนี้ จากแนวโน้มในช่วง 6 เดือนแรกของปี ประกอบกับโครงการถ่ายทำขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างเตรียมเข้ามาดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง ประเทศไทยมีโอกาสสูงที่จะสามารถทำสถิติใหม่ด้านรายได้จากกองถ่ายต่างประเทศได้อีกครั้งในปี 2569

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ประเภทงานที่สร้างมูลค่าการลงทุนสูงสุด ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่องยาว 21 เรื่อง มูลค่า 1,989 ล้านบาท รายการเกมโชว์และเรียลลิตี้ 22 เรื่อง มูลค่า 811 ล้านบาท และ โฆษณา 152 เรื่อง มูลค่า 710 ล้านบาท สำหรับ 5 ประเทศ/เขตปกครองพิเศษที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดในไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จำนวน 1,543 ล้านบาท ฮ่องกง จำนวน 322 ล้านบาท ฟินแลนด์ จำนวน 300 ล้านบาท เยอรมนี จำนวน 297 ล้านบาท และสหราชอาณาจักร จำนวน 230 ล้านบาท

“ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ ทีมงานมืออาชีพ ระบบสนับสนุนการถ่ายทำ และมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Thailand Film Incentive Measures) การคืนเงินกองถ่ายต่างประเทศ สูงสุด 30% ถือเป็นนโยบายส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศของรัฐบาล ที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์และคอนเทนต์ระดับนานาชาติของภูมิภาค พร้อมสร้างรายได้ การจ้างงาน และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างต่อเนื่องในระยะยาว” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ฟันตระกูล‘กัลปตินันท์’ เกรียง-เมีย ปปช.ชี้มูลฮั้วประมูล

ฟันตระกูล‘กัลปตินันท์’  เกรียง-เมีย  ปปช.ชี้มูลฮั้วประมูล

ฟันตระกูล‘กัลปตินันท์’ เกรียง-เมีย ปปช.ชี้มูลฮั้วประมูล

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟันตระกูล‘กัลปตินันท์’ เกรียง-เมีย ปปช.ชี้มูลฮั้วประมูล ทำถนนที่อุบล43ล้าน ส่งให้อัยการฟ้องคดี

ป.ป.ช.ชี้มูล “รจนา กัลป์ตินันท์” กับพวก ฟันอาญา “เกรียง-กานต์ กัลป์ตินันท์” คดีแบ่งจ้างสร้างถนน 26 โครงการ มูลค่า 43.2 ล้านบาท ฮั้วประมูลเลี่ยงประกวดราคาเอื้อเอกชนเครือญาติ ส่งอัยการฟ้องคดี

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นางรจนา กัลป์ตินันท์ อดีตนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี กับพวก กรณีแบ่งจ้างโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายผิวจราจร เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี เพื่อขอรับเงินสนับสนุนปีงบประมาณ 2549 จากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วงเงิน 43.221 ล้านบาท ออกเป็น 26 โครงการๆ ละไม่เกิน 2 ล้านบาท ช่วงเดือนธันวาคม 2548-มกราคม 2549 เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคา และเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายเข้ารับงานก่อสร้าง

ทั้งนี้ ผลการไต่สวนระบุว่านายเกรียง กัลป์ตินันท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสส.อุบลราชธานี สามีของนางรจนา มีบทบาทสั่งการให้แบ่งโครงการและแทรกแซงการดำเนินงานของเทศบาล รวมถึงกำหนดให้บริษัทของเครือญาติและผู้ใกล้ชิดเข้ารับงาน โดยจัดทำผู้เสนอราคาและคู่เทียบล่วงหน้า ก่อนให้นางรจนาลงนามอนุมัติสัญญาจ้าง

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังพบว่า เงินค่าจ้างจากหลายโครงการถูกโอนไปยังบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนายเกรียง และนางรจนา รวมทั้งเครือญาติ อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่ามีโครงการที่จัดจ้างด้วยระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) 11 โครงการ ไม่พบพยานหลักฐานว่ามีความผิดทางอาญา แต่พบเจ้าหน้าที่เทศบาลบางรายมีมูลความผิดวินัยไม่ร้ายแรง

ทางคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นางรจนา พร้อมด้วย นายพงษ์ศักดิ์ มูลสาร รองนายกเทศมนตรี รักษาราชการแทนนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี และผู้เกี่ยวข้อง กรณีแบ่งจ้างโครงการก่อสร้าง โดยเห็นว่ามีมูลความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งมีความผิดตาม พ.ร.บ.เทศบาล ส่วนนายกานต์ กัลป์ตินันท์ ก่อนดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีมูลความผิดอาญา ฐานสนับสนุนนางรจนา กับพวก และ พ.ร.บ.ฮั้ว 2542 เป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งมีความผิดตาม พ.ร.บ.เทศบาล

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังชี้มูลผู้ประกอบการและผู้บริหารห้างหุ้นส่วนหลายราย ฐานสนับสนุนการกระทำความผิด รวมถึงชี้มูลนายเกรียง อดีต สส.(พ้นจาก สส.เนื่องจากยุบสภา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549) และนายกานต์ สว.มีความผิดอาญาในฐานะผู้สนับสนุนและผู้ร่วมกระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ น.ส.รัตติกาและนายวีระ วะสุธาดา ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลมนตรีก่อสร้าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลประเสริฐ นายทิวาพร ดุลย์ชูประภา หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลประเสริฐ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุภาภรณ์อุบลก่อสร้าง นางพัชรีรัตน์ ดีมาก หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุภาพรอุบลก่อสร้าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดสกลก่อสร้าง และนายธีรศักดิ์ บุญจิรัฐติกาล ห้างหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเรืองวิทย์ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด

ส่วนเจ้าหน้าที่บางรายถูกชี้มูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ขณะเดียวกัน บางนิติบุคคลถูกจำหน่ายคดีเนื่องจากสิ้นสภาพนิติบุคคล และผู้ถูกกล่าวหารายอื่น ป.ป.ช.เห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป ทั้งนี้ ป.ป.ช.จะส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมแจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับทราบ และส่งเรื่องให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการทางวินัยตามกฎหมายต่อไป

รัชดา โต้โซเชียลบิดเบือนข้อมูล ปัดตัดงบ ป้องน้ำท่วมหาดใหญ่ 99 ล้าน

รัชดา โต้โซเชียลบิดเบือนข้อมูล ปัดตัดงบ ป้องน้ำท่วมหาดใหญ่ 99 ล้าน

รัชดา โต้โซเชียลบิดเบือนข้อมูล ปัดตัดงบ ป้องน้ำท่วมหาดใหญ่ 99 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

โฆษกรัฐบาลแจงโซเชียลบิดข้อมูลแก้ไขน้ำท่วมหาดใหญ่ ชี้ไม่มีการตัดงบ สทนช. เตรียม 128 โครงการ 4.5 หมื่นล้านลุยแก้ปัญหาระยะยาว นายกฯ เตรียมลงตรวจการซ่อมแซมคลอง ร.1 หลังจบภารกิจเยือนมาเลเซีย

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ หรือตัดงบประมาณในการป้องกันอุทกภัยนั้น ข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามที่มีการกล่าวอ้าง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่อย่างมาก จึงได้นำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นวาระพิเศษ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน จังหวัด และหน่วยงานปฏิบัติ นำข้อมูลจริงมาพิจารณาร่วมกัน

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในการประชุม กรอ. ไม่ได้มีการตัดงบประมาณ แต่เป็นการวางระบบป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ทั้งเมือง โดยข้อเสนอวงเงิน 99.5 ล้านบาทที่มีการรายงานนั้น เป็นแผนระยะเร่งด่วน 9 รายการ ที่ทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) สงขลาเสนอมา มีบางรายการที่อาจจะ ซ้ำซ้อน กับแผนงานของหน่วยงานหลักอย่างกรมชลประทาน หรือ สทนช. ที่มีการเสนอโครงการงบประมาณไว้ก่อนแล้ว ซึ่งให้มีการนำไปทบทวนและเสนอเข้ามาอีกครั้ง และในระยะต่อไปยัง ขณะที่ยังมีแผนการลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวของกรมชลประทานและแผนภาพรวมของ สทนช. 128 โครงการ วงเงินประมาณ 4.57 หมื่นล้านบาทด้วย 

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียืนยันในที่ประชุม กรอ. ว่า รัฐบาลไม่ติดขัดเรื่องวงเงิน หากเป็นโครงการที่จำเป็นและแก้ปัญหาได้จริง แต่ต้องตรวจสอบให้โปร่งใส ไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการของหน่วยงานอื่น และไม่เปิดช่องให้เกิดการแบ่งซื้อแบ่งจ้างหรือใช้งบผิดวัตถุประสงค์

“การตรวจสอบงบประมาณไม่ใช่การไม่ช่วยประชาชน แต่คือการทำให้เงินทุกบาทถูกใช้เพื่อป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่จริง ๆ และลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด” นางสาวรัชดา กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้(10 ก.ค. 2569) ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีและคณะยังมีกำหนดลงพื้นที่ตรวจคลอง ร.1 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบระบายน้ำหาดใหญ่ และเป็นพื้นที่ที่ต้องมีการลงทุนปรับปรุง โดยรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณรองรับไว้แล้วด้วย 

นางสาวรัชดากล่าวว่า รัฐบาลต้องการเปลี่ยนการแก้ปัญหาจากการรอให้น้ำท่วมแล้วเยียวยา ไปสู่การป้องกันล่วงหน้า เพราะบทเรียนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความเสียหายต่อชีวิตประชาชน เศรษฐกิจเมือง การท่องเที่ยว และภาคธุรกิจสูงกว่าการลงทุนป้องกันมาก

ทั้งนี้ ขอให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่ควรนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไปปั่นกระแสทางการเมือง หรือสื่อสารเพียงบางส่วนจนทำให้สังคมเข้าใจผิด เพราะชีวิต ความปลอดภัย และทรัพย์สินของประชาชนสำคัญเกินกว่าจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

“หาดใหญ่จะเป็นต้นแบบของการใช้ กรอ. แก้ปัญหาเชิงพื้นที่ เรื่องใหญ่ที่กระทบประชาชนจริง รัฐบาลพร้อมหยิบขึ้นมาเป็นวาระพิเศษ เพื่อแก้ให้ตรงจุดและเกิดผลจริง ขออย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนไปสร้างความเข้าใจผิดทางการเมือง เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชน” นางสาวรัชดา กล่าว

‘สภาฯ‘รูดม่านปิดสมัยประชุมครั้งที่1/69 ’โสภณ‘ขอบคุณ สส.ช่วยกันทำงานมี ประสิทธิภาพ-คุ้มค่า

‘สภาฯ‘รูดม่านปิดสมัยประชุมครั้งที่1/69 ’โสภณ‘ขอบคุณ สส.ช่วยกันทำงานมี ประสิทธิภาพ-คุ้มค่า

‘สภาฯ‘รูดม่านปิดสมัยประชุมครั้งที่1/69 ’โสภณ‘ขอบคุณ สส.ช่วยกันทำงานมี ประสิทธิภาพ-คุ้มค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.41 น.

สภาฯรูดม่านปิดสมัยประชุมครั้งที่1/69 ’โสภณ‘ ขอบคุณสมาชิกช่วยกันทำงานมีประสิทธิภาพ-คุ้มค่า-รักษาองค์ประชุมตลอดสมัยฯ

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังการพิจารณารับทราบรายงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ 2568 นายโสภณ กล่าวขอบคุณสมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ที่ได้ช่วยกันทำงานในสภาฯนี้ อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า คือการรักษาองค์ประชุม มาตลอดสมัยประชุม

จากนั้นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่27 ปีที่1 ครั้งที่28 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) พ.ศ.2569 โดยให้สมาชิกทุกคนยืนรับฟังพระบรมราชโองการ ก่อนที่นายโสภณ จะสั่งปิดประชุมในเวลา 19.06 น.

ฐิติภัสร์ เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ ชี้เป็นคดีที่ 3 เดินหน้าปราบกักตุน เก็งกำไรน้ำมัน

ฐิติภัสร์ เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ ชี้เป็นคดีที่ 3 เดินหน้าปราบกักตุน เก็งกำไรน้ำมัน

ฐิติภัสร์ เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ ชี้เป็นคดีที่ 3 เดินหน้าปราบกักตุน เก็งกำไรน้ำมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.38 น.

“ฐิติภัสร์” เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ ชี้เป็นคดีที่ 3 เดินหน้าปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมัน

น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เดินหน้าขยายผลการตรวจสอบการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดในคดีพิเศษที่ 59/2569 ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบความผิดเกี่ยวกับใบกำกับการขนส่งน้ำมัน ได้ขยายผลไปสู่การดำเนินคดีกรณีกักตุนและเก็งกำไรน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์

น.ส.ฐิติภัสร์ ระบุด้วยว่า DSI ได้ออกหมายเรียกกรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าวเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคมนี้ ถือเป็นคดีที่ 3 ที่ผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย ภายหลังการดำเนินมาตรการเข้มของกระทรวงพลังงานในการปราบปรามการกระทำผิดด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

ทั้งนี้ หากย้อนกลับตั้งแต่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการดำเนินคดีสำคัญแล้วหลายคดี โดยคดีแรก คือ คดีพิเศษที่ 66/2569 กรณีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่ง DSI แจ้งข้อกล่าวหานายสุรัตน์และพวกรวมหลายข้อหา ทั้งการปลอมปนน้ำมัน การกระทำผิดเกี่ยวกับใบกำกับการขนส่งน้ำมัน การกักตุนและเก็งกำไร รวมถึงการจำหน่ายน้ำมันเกินราคาที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งนายกรัฐมนตรีตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 และความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 โดยผู้ต้องหาได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย

ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์

ส่วนคดีที่ 2 เป็นคดีพิเศษที่ 80-85/2569 เกี่ยวข้องกับโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง ซึ่งผู้ต้องหาได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับใบกำกับการขนส่งน้ำมันครบถ้วนแล้ว หลัง DSI ขยายผลจากการตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา และชุมพร และขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม

“ปัจจุบันทีมเฉพาะกิจของกระทรวงพลังงานและ DSI ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงคลังน้ำมันอีก 13 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำน้ำมันออกนอกระบบและการกักตุนน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด”

ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ-พระครูสัญญาบัตร 5 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ-พระครูสัญญาบัตร 5 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ-พระครูสัญญาบัตร 5 รูป

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.

วันที่ 9 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูรกิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ และพระครูสัญญาบัตร รวม 5 รูป ดังนี้

1.พระปริยัติวรานุกูล เป็น พระราชปริยัติวัชรานุกูล วิบูลศาสนกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2.พระศรีสิทธิวิเทศ เป็น พระราชวัชรชัยเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดมหาพฤฒาราม วรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

3. พระสุธีรัตนบัณฑิต เป็น พระราชสุทธิวัชรสุธี ตรีปิฎกวราลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดสุทธิวราราม กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

4.พระอุดมบัณฑิต เป็น พระราชอุดมวัชรเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

5.พระมหาวชิระ 9 ประโยค วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูศรีวชิรสุธี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 9 ก.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ชัชชาติ เตรียมต้อนรับนายกฯ เปิดประชุมสภา กทม.นัดแรก 13 ก.ค.นี้

ชัชชาติ เตรียมต้อนรับนายกฯ  เปิดประชุมสภา กทม.นัดแรก 13 ก.ค.นี้

ชัชชาติ เตรียมต้อนรับนายกฯ เปิดประชุมสภา กทม.นัดแรก 13 ก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

“นายกฯ“ เตรียมเปิดประชุมสภากทม. นัดแรก 13 ก.ค.นี้ เลือก ‘เนอส’ นั่งประธาน ‘เนติภูมิ-นริสสร’ รองปธ.

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดประชุมสภากรุงเทพมหานคร นัดแรก

โดยมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ชุดใหม่ เข้าร่วมประชุมสภากรุงเทพมหานคร ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ซึ่งตนและปลัดกรุงเทพมหานคร จะรอให้การต้อนรับ

นายชัชชาติ กล่าวว่า นอกเหนือจากการประชุมสภากทม. จะหารือกับนายกฯ กรณีนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS  รวมทั้งเรื่องโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล เพราะถ้ารัฐบาลช่วยสนับสนุนตรงนี้ได้จะทำให้พี่น้องประชาชนมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง นอกจากนี้อาจจะขอใช้ที่ว่างของกระทรวงคมนาคม ปลูกต้นไม้ และที่ทำมาหากินหาบเร่แผงลอย ซึ่งคิดว่าตอบโจทย์ รัฐบาลอยู่แล้ว 

รายงานข่าวแจ้งว่า วาระการประชุมสภากรุงเทพมหานคร จะมีการเลือกประธานสภา กรุงเทพมหานคร และรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 และ คนที่ 2 คน ตามที่พรรคประชาชน(ปชน.) กลุ่มคนทำงาน กลุ่ม Better Bangkok ประกาศจับมือกันได้ 37 เสียง คือ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก. เขตบางซื่อ พรรคปชน. นั่งเป็นประธานสภา กทม. นายเนติภูมิ มุ่งรุจิราลัย ส.ก.เขตบึงกุ่ม นั่งประธานสภา กทม.คนที่ 1 และนายนริสสร แสงแก้ว ส.ก.เขตบางเขน นั่งประธานสภา กทม.คนที่ 2

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.41 น.

“นายกฯ” ขอบคุณ ตุลาการศาล รธน.หลังวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดต่อกฎหมาย ยืนยันจะใช้ให้คุ้มทุกบาท หวัง นำมาสร้างการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระค่าพลังงาน 

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 วลา 17.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงกัวลาลัมเปอร์ซึ่งเร็งกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ว่า  ขอบพระคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคน ที่ให้ความกรุณาเร่งคำวินิจฉัยของ พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว รัฐบาลจะได้มีความมั่นใจว่าจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดให้กับประชาชน 

ส่วนรัฐบาลจะทำงานสบายใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลทำงานด้วยความสบายใจในกรณีที่ว่าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำงานทุกอย่างเพื่อประชาชน เรานั่งเฝ้าเงินทุกบาททุกสตางค์ เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้งว่า “เงินกู้” ไม่ใช่เงินงบประมาณ ดังนั้นต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า ดอกเบี้ยที่ได้มาก็เป็นดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำมาก ซึ่งทางกระทรวงการคลังสามารถเจรจาเรื่องดอกเบี้ยให้เหลือ 1.2 % ดังนั้นเมื่อทีต้นทุนที่ถูกขนาดนี้ เงินทุกบาทที่จะนำเงินเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปสร้างประโยชน์ให้เกิดการหมุนเวียนเป็นรอบ ๆ (Multiply Effect) ให้มันเกิดขึ้นได้หลาย ๆ รอบ และทุกรอบที่เกิดขึ้นเราสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้ในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามา ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยต่ำแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าเรามีงบประมาณเพียงพอไปจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่ โดยในแผนการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงินจะมีการนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างพลังงานด้วย ทำให้ค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้า ของประชาชนลดลง ซึ่งต้องใช้โอกาสนี้ในการผลักดันให้เกิดประโยชน์ยกแผง ทั้งรัฐบาล ประชาชน ประเทศชาติ ต่างได้ประโยชน์ และมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น 

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘ ขอรอ ’ครม.‘เคาะตัดสินใจ หากต้องเปิดประชุมวิสามัญพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา14.15น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) พร้อมด้วยสส.ในฝั่งวิปรัฐบาล ร่วมกันแถลงสรุปผลงานการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรว่า ภาพรวมตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค รวมถึงการประสานงานกับฝ่ายค้าน เป็นไปได้อย่างราบรื่นโดยตลอด ต้องขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานที่สำคัญทางฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงมีกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านจากการพิจารณาของสภาฯ และมีกระทู้สดหลายกระทู้ที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน ได้รับความร่วมมือจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาตอบกระทู้ และมีญัตติที่เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผ่านการพิจารณาของสภาฯ รวมถึงมีการรับทราบที่เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านการพิจารณาของสภาฯ 

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากที่จะขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ต้องขอบคุณทางฝ่ายค้านด้วย ที่ในช่วงหนึ่งสมัยประชุมที่ผ่านมา ถือว่าการประสานงานเราประสานงานกันได้ค่อนข้างราบรื่น อาจจะมีสิ่งที่เห็นไม่ตรงกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกฝ่ายก็เคารพกรอบกติกา และใช้ระเบียบข้อบังคับตามข้อกฎหมายที่กำหนดเอาไว้ทุกอย่าง ฉะนั้น ในภาพรวมเราทำงานกันได้ค่อนข้างดี ส่วนในรายละเอียดถ้าในด้านของกฎหมาย ในระยะเวลาไม่กี่เดือนสภาฯ พวกเราผ่านการพิจารณากฎหมายมากถึง 94 ฉบับ และในบางกฎหมายบางเรื่องอาจจะมีร่างที่เสนอประกอบกันหลายร่าง แต่รวมทั้งหมดแล้วมี 94 ร่าง ที่มีทั้งร่างครม. ยืนยันกลับมา 34 ฉบับ ล่าสุดวันนี้มีประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว 2 ฉบับคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ต่อเนื่องมาจากสมัยที่แล้วต้องยกเครดิตให้กับพรรคเพื่อไทย และพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ 

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่เรารับหลักการแล้วและยังอยู่ในการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการอีกหลายฉบับ แน่นอนว่ากฎหมายทั้งหมดจะเข้าสู่การพิจารณาทันทีหลังจากหลังจากที่เปิดสมัยประชุมสภาในสมัยพิจารณาหน้า รวมทั้งกฎหมายที่ประชาชนให้ความสำคัญและจับตาดูอยู่ เช่น ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ล่าสุดทางวุฒิสภาจะพิจารณาเสร็จภายในสัปดาห์นี้ และได้การพิจารณาเข้าสู่การพิจารณาร่วมกันของสภาฯ หลังจากที่เปิดสมัยประชุมหน้า นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว เรามีเรื่องของการเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ รวมทั้งหมด 5 ฉบับ และยังมีเรื่องการตอบกระทู้สดในสภาฯ มี 34 กระทู้สดมีรัฐมนตรีมาตอบถึง 33 กะทู้ ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขสูงมากต้องขอขอบพระคุณทางครม.  โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้นำครม. ที่ได้กำชับและมอบให้เป็นนโยบายกับรัฐมนตรีทุกท่านว่าต้องให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านโดยเฉพาะนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ผ่านมาเราใช้วิธีการประสานงานเพื่อดูว่าประเด็นร้อนหรือประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเร่งด่วนมีเรื่องใดบ้าง และจะมีรัฐมนตรีท่านใดมาตอบได้บ้าง ด้วยการทำงานแบบนี้ จึงทำให้กระทู้ที่รัฐมนตรีมาตอบค่อนข้างสูง สุดท้ายแล้วไม่ใช่เป็นผลงานของฝั่งรัฐบาลหรือครม. แต่เป็นผลงานร่วมกันของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะคนที่ได้รับประโยชน์ไม่ใช่พรรคการเมือง แต่คือประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากการติดตามและตรวจสอบการทำงานผ่านกระทู้สด

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากกระทู้สด มีเรื่องกระทู้ทั่วไปซึ่ง ตนในนามประธานวิปรัฐบาลก็ได้รับข้อเสนอ และข้อสังเกตของฝ่ายค้านว่ากระทู้สดที่ตอบเยอะ แต่กระทู้ทั่วไปรัฐมนตรีมีการเลื่อนตอบกระทู้ค่อนข้างมาก เรื่องนี้หลังจากหลังจากที่ปิดสมัยประชุม ตนได้ทำสรุปตัวเลขสถิติเอาไว้อย่างชัดเจนว่า มีกระทู้ถามรัฐมนตรีท่านใดกี่ครั้งและท่านมาตอบกี่ครั้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ตนจะนำเสนอรายงานฉบับนี้ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อจะได้มีการวัดผลประเมินผลการทำงานของครม. ที่มีหน้าที่หลักที่มาตอบกระทู้และให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติด้วย นี่อาจจะเป็นมิติใหม่ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล 

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า เรื่องญัตติที่มีปัญหาสำคัญของประชาชนผ่านการพิจารณาของสภาฯ เป็นจำนวนมาก เช่น ฝุ่นควัน PM 2.5 วิกฤตพลังงาน การก่อสร้างแลนด์บริดจ์ การแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ เป็นญัตติที่มาจากฝ่ายรัฐบาลแต่ส่วนใหญ่เป็นญัตติที่มาจากฝ่ายค้าน หมายความว่า การทำงานของสภาฯ เราไม่คำนึงแต่เพียงว่าเราอยู่ฝั่งรัฐบาล และมีเสียงข้างมาก เราคำนึงถึงเสียงทุกเสียง คำนึงถึงเสียงของฝ่ายค้าน เพราะเราทราบว่าทุกปัญหาที่นำเสนอนั้นคือปัญหาของประชาชน ประเด็นสุดท้ายเรื่องของรับทราบ   โดยปกติหากใครติดตามช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดี จะมีเรื่องรับทราบ บ่อยครั้งที่มีเรื่องรับทราบจากหลายปีก่อน มีค้างการพิจารณารับทราบของสภาเป็นจำนวนมาก เราใช้เวลาสมัยประชุมเดียวเพื่อที่จะจัดการ และเร่งเอาเรื่องรับทราบที่ค้างอยู่มาเคลียร์ให้หมด ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนจะได้เห็นในประชุมหน้าคือจะไม่มีรายงานที่ค้างจากปีก่อนๆ ซึ่งจะมีการพิจารณาปีต่อปี จะได้เป็นปัญหาปัจจุบันก็จะทำให้หน่วยงานต่างๆ นำข้อเสนอแนะของฝั่งการเมือง หรือทุกพรรคการเมืองนำไปปรับปรับปรุงในการทำงานต่อไปได้ 

“ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านด้วยในการให้ร่วมมือในการประสานงานร่วมกันโดยที่บางครั้งระหว่างจะเห็นไม่ตรงกันแต่สุดท้ายเป้าหมายเราเหมือนกันคือเคลื่อนงานสภาเพื่อตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาและเอากฎหมายต่างๆให้กับประชาชน” นายกรวีร์ กล่าว 

เมื่อถามว่าได้หารือเบื้องต้นหรือไม่ว่าจะมีการเปิดวิสามัญ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ กล่าวว่า เราทราบจากข่าวหน้าสื่อ วันนี้ที่สภาฯ เรายังไม่ได้รับเรื่องอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อว่าทางศาลรัฐธรรมนูญคงจะส่งคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการมาที่สภาฯ ในเร็ววันนี้ ซึ่งการเปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่นั้น คงต้องเป็นเรื่องที่ทางสภาฯ ต้องหารือกับครม. เพราะกฎหมายฉบับนี้ทางครม. ได้เสนอเข้ามา คงต้องรอดูว่าจะมีแนวทางในการขอให้เปิดวิสามัญหรือไม่ ต้องพิจารณากันต่อไป

เมื่อถามว่า ถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาก่อนจะกลับมาเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในเดือนส.ค. หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่าเป็นเรื่องของครม. ถ้าครม. เห็นว่าช้าเกินไปกว่าจะรอให้เปิดสมัยประชุมหน้า ก็อาจจะมีการพิจารณาขอให้เปิดวิสามัญในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมสภาฯ 

เมื่อถามย้ำว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเปิดในสมัยประชุมนี้ นายกรวีร์ กล่าวว่า สมัยนี้น่าจะไม่ทันแล้ว เพราะประธานได้ประสานมาว่าช่วงเย็นจะมีการอ่านพระบรมราชโองการในการปิดสมัยประชุมสภาฯ ช่วงเย็นวันนี้ คงเป็นเรื่องที่ไม่ทันในสมัยประชุมนี้แน่นอน