สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมืองปูตราจายา ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งนายกรัฐมนตรีทั้งสองยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ในทุกด้านที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทยและรัฐภาคเหนือของมาเลเซีย ผ่านการสร้างเสริมความเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่ง การค้าชายแดน และการพัฒนาเศรษฐกิจของสองฝั่งชายแดน ควบคู่กับความร่วมมือในการจัดระเบียบชายแดนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ  

ต่อมา รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการหารือเต็มคณะที่มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ของทั้งสองประเทศเข้าร่วม ซึ่งนายกรัฐมนตรีทั้งสองยินดีกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด มีกลไกทวิภาคีที่มีประสิทธิภาพ และจะฉลองโอกาสครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – มาเลเซีย ในปีหน้า ทั้งยังเห็นพ้องจะส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร สินค้าเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ในฐานะที่มาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในอาเซียน เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากที่สุด และมีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่รวดเร็ว โดยเฉพาะในด้าน AI และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือในกรอบอาเซียน

ภายหลังการหารือ รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ที่ย้ำวิสัยทัศน์ร่วมกันที่จะส่งเสริมความมั่นคงและความเชื่อมโยงไร้รอยต่อบริเวณชายแดน ผ่านการพัฒนาและอำนวยความสะดวกในการสัญจรและการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน โดยเฉพาะทางถนนและทางราง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน ทั้งยังกล่าวถึงพิธีเปิดใช้งานถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ – ด่านบูกิตกายูฮิตัม ที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองจะเป็นประธานในวันรุ่งขึ้น (10 กรกฎาคม) นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งมาเลเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร

สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

“สุริยะ” ลงนาม MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา พร้อมผนึกกำลังเร่งขับเคลื่อนการค้าทั้งสองประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิด เผยว่า ภายในวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 ได้เดินทางมายังประเทศมาเลเซีย ณ เมืองปูตราจายา และกรุงกัวลาลัมเปอร์ อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยได้เข้าพบ นายดาโต๊ะ เซอรี โมฮาหมัด ซาบู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย (Datuk Seri Mohamad Sabu) พร้อมร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (Memorandum of Understanding: MOU on Agricultural Cooperation) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยกับกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย 

สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการประสานงานและการหารือระหว่างทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านความร่วมมือทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตร รวมถึงการหารือเพื่อแก้ไขประเด็นด้านการค้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยและมาเลเซีย ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศได้มีการหารือในระดับเทคนิคแล้ว ทั้งในด้านประมงและด้านปศุสัตว์ โดยในประเด็นด้านประมง ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดกรอบเวลาสำหรับการเดินทางไปตรวจประเมินระบบที่เกี่ยวข้องภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ทั้งนี้ หน่วยงานด้านเทคนิคของไทยและมาเลเซียจะดำเนินการหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการแก้ไขประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว

‘อนุทิน-อันวาร์’ ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

'อนุทิน-อันวาร์' ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

‘อนุทิน-อันวาร์’ ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.35 น.

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 ก.ค. 69 ที่ประเทศมาเลเซีย ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างเป็นทางการ ที่ดาโต๊ะ เซอร์รี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ช่วงหนึ่งของการรับประทานอาหาร นายอันวาร์ได้เชิญนายอนุทินขึ้นไปเล่นดนตรีและได้เดินไปส่งถึงเวที ก่อนที่นายอันวาร์จะหยิบไมโครโฟนเดินลงจากเวทีมานั่งร้องเพลงที่โต๊ะอาหาร ขณะที่นายอนุทินได้เดินตามลงมาเป่าแซกโซโฟนข้างๆ ก่อนที่นายอันวาร์จะกอดคอนายอนุทิน ร่วมร้องเพลงและเล่นดนตรีด้วยกันอย่างเป็นกันเอง

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เพื่อนรักต่างวัย นายกฯอนุทินเป่า Sax ให้นายกอันวาร์ “My way” ของ Frank Sinatra..งานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังจากประชุมสองฝ่ายในช่วงเช้า..โดยตอนก่อนเริ่มบรรเลง นายกฯอันวาร์เดินขึ้นเวทีไปดูความเรียบร้อยด้วยตัวเอง”

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี “กุลวลี”ลั่น ที่ดินถูกกฎหมายของชาวบ้าน ต้องไม่ถูกริบเพราะเส้นบนแผนที่” กำชับตั้งเกราะคุ้มครองสิทธิที่ดินคนไทย พร้อมกลไกเยียวยาผู้เดือดร้อน

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐให้เป็นมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ หรือ “One Map” และการแก้ปัญหากรณีเส้นเขตของรัฐไปทับที่ดินทำกินของประชาชน โดยเรียกหน่วยงานส่วนกลางและผู้ว่าราชการจังหวัด 6 จังหวัด มาชี้แจงและเร่งรัดการทำงาน

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ที่ผ่านมาที่ดินของรัฐแต่ละประเภท ทั้งป่าสงวน อุทยาน ที่ ส.ป.ก. และที่ราชพัสดุ ต่างมีแผนที่ของตัวเองคนละมาตราส่วน ทำให้เส้นเขตทับซ้อนกันเอง และหลายจุดยังทับกับที่ดินที่ชาวบ้านทำกินหรือมีเอกสารสิทธิ กลายเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี ซึ่งโครงการ One Map คือการรวมแผนที่ทั้งหมดให้เป็นเส้นเดียวที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้หลักคิด “หนึ่งพื้นที่ หนึ่งหน่วยงานรับผิดชอบ” เพื่อยุติปัญหาการทับซ้อนและความขัดแย้งเรื่องที่ดินให้ลูกหลาน

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ประเด็นที่คณะกรรมาธิการเน้นย้ำหนักแน่นที่สุด คือ การทำ One Map ไม่ใช่การยกเลิกหรือริบเอกสารสิทธิและสิทธิทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายของประชาชน ตามกรอบที่คณะรัฐมนตรีคุ้มครองไว้ หากพื้นที่ใดเส้นเขตของรัฐไปทับกับที่ดินที่ชาวบ้านมีเอกสารสิทธิหรือครอบครองทำกินอยู่ก่อน หน่วยงานต้องร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พิสูจน์สิทธิ และหาทางเยียวยาช่วยเหลือให้เป็นธรรม
ซึ่งที่ประชุมได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ศรีสะเกษ สุรินทร์ จันทบุรีราชบุรี และนครศรีธรรมราช   รายงานปัญหาการทับซ้อนในพื้นที่ของตน และมอบให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จัดทำสถานะความคืบหน้ารายจังหวัด พร้อมวางกลไกรับเรื่องร้องเรียนและเยียวยาประชาชนที่ชัดเจน และรายงานกลับคณะกรรมาธิการตามกำหนด

“One Map ต้องทำให้เสร็จโดยเร็วเพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องที่ดินให้ลูกหลาน แต่ต้องยึดหลักว่า สิทธิในที่ดินทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายของประชาชน ต้องไม่ถูกริบไป เพราะเส้นบนแผนที่ ใครเดือดร้อนต้องได้รับการดูแล” 

ทั้งนี้เมื่อแนวเขตที่ดินของรัฐชัดเจน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันปัญหาการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เช่น กรณีภูเก็ต และการบุกรุกป่าต้นน้ำ เช่นกรณีไชยปราการ ที่พิจารณาไปเมื่อวาน ไม่ให้เกิดซ้ำอีกในอนาคต โดยประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่าน จะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และขอให้หน่วยงานรายงานผลเป็นระยะ เพื่อให้การจัดการที่ดินของประเทศมีความชัดเจน เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง

ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้อง ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เพิ่มโอกาส ปชช.สองประเทศ

ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้อง ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เพิ่มโอกาส ปชช.สองประเทศ

ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้อง ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เพิ่มโอกาส ปชช.สองประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

นายกฯ ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้องเร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เปิดประตูการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน เพิ่มโอกาสให้ประชาชนสองประเทศ

9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 13.10 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ที่สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือเต็มคณะ กับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ สร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชนทั้งสองประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้คือการเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่อให้การเดินทางของประชาชนสะดวกขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน โดยในวันพรุ่งนี้ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศจะร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่และด่านบูกิตกายูฮิตัม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดของไทยกับมาเลเซีย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงเร่งเดินหน้าโครงการสำคัญหลายด้าน ทั้งการกลับมาเปิดเดินเรือเฟอร์รี่ระหว่างจังหวัดสตูลกับเมืองกัวลาปะลิส การเชื่อมระบบจำหน่ายตั๋วรถไฟเส้นทางกรุงเทพฯ – หาดใหญ่ – บัตเตอร์เวิร์ธ ให้ใช้ระบบเดียวกัน การฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสุไหงโก-ลก – รันเตาปันจัง และการก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อยกระดับการเดินทางและโลจิสติกส์ของทั้งภูมิภาค

ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไทยและมาเลเซียจะร่วมกันส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับการท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศยืนยันความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นตรงกันว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการสร้างสันติภาพต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมบริเวณชายแดน รวมถึงจัดตั้งคณะทำงานร่วมดูแลพื้นที่ริมแม่น้ำโก-ลก และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมระหว่างสองประเทศ

ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมเร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในสาขาความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงมอบหมายรัฐมนตรีเกษตรของทั้งสองประเทศหาทางออกร่วมกันในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและประมงให้เร็วที่สุด

ในโอกาสเดียวกัน ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านการเกษตร ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ปี 2570 จะครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – มาเลเซีย จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนผลการหารือครั้งนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงจะขับเคลื่อน MOU ที่อยู่ระหว่างการจัดทำระหว่างหน่วยงานของไทยและมาเลเซียให้เสร็จสิ้นโดยเร็วพร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังชื่นชมบทบาทของไทยในประเด็นเมียนมา โดยมาเลเซียและไทยต่างมองว่าปัญหาเมียนมาจะแก้ไขได้ด้วยการเข้ามามีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งไทยในฐานะประเทศที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาก็ได้มีความพยายามในการแก้ไขความไม่สงบในเมียนมา รวมถึงมีการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนประเด็นกุ้งและปลากระพง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของทั้งสองประเทศ ได้หาทางออกร่วมกันเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะเร่งผลักดันให้การปฏิบัติเกิดขี้นโดยเร็วเพื่อคลี่คลายปัญหาของเกษตรกร

สำหรับคณะรัฐมนตรีที่ร่วมหารือเต็มคณะ ประกอบด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งนายฉัตรชัย บางชวด  เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

​สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด

​สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด

​สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.08 น.

สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด หลังถกมาราธอน 3 วัน พบการแก้ไขต้องส่งให้สภาฯลงมติ

9 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระสอง ซึ่งพิจารณาต่อเนื่องยาวนานถึง 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 – 9 ก.ค.เนื่องจากเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่มีจำนวนมาตราถึง 273 มาตรา และ กมธ.มีการแก้ไข จากเนื้อหาที่ได้รับมาจากสภาฯ จำนวนมาก ขณะที่มี กมธ.ที่สงวนความเห็น และ สว.เสนอคำแปรญัตติ

โดยหลังจากที่พิจารณาในวาระสอง เรียงลำดับรายมาตราแล้วเสร็จ เมื่อเวลา 13.40 น.ของวันที่ 9 ก.ค.ได้ลงมติในวาระสาม เห็นชอบ 145 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 งดออกเสียง 11 เสียง และจากนี้จะต้องส่งให้สภาฯ พิจารณาอีกครั้งว่าจะเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภาหรือไม่

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบกับข้อสังเกตท้ายรายงาน โดยตอนหนึ่ง น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว.อภิปรายเพิ่มเติมว่าหลังจากที่ร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ ขอให้มีการประเมินผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นระยะๆ เพราะจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นเวลา 3 วัน พบว่ากฎหมายมีความซับซ้อน ทั้งในส่วนของกรรมการ บทกำหนดโทษ ทั้งนี้เชื่อว่าจะผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายต่อปะชาชน ทั้งส่วนบุคคล ธุรกิจเอกชน ขณะที่การแก้ปัญหาเปิดช่องทางให้เจ้าหนาที่ใช้ดุลยพินิจมากขึ้น เลี่ยงไม่ได้ที่อาจทำให้เกิดการทุจริตที่เพิ่มมาก

เปิดชื่อตุลาการศาล รธน. มติ 7 ต่อ 2 กรณี พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

เปิดชื่อตุลาการศาล รธน. มติ 7 ต่อ 2 กรณี พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

เปิดชื่อตุลาการศาล รธน. มติ 7 ต่อ 2 กรณี พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.20 น.

9 กรกฎาคม 2569 วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดีสำคัญ คือ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 11/2569)

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

สำหรับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน ประกอบด้วย

– นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์

– นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม

– นายวิรุฬห์ แสงเทียน

– นายนภดล เทพพิทักษ์

– นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์

– นายสุเมธ รอยกุลเจริญ

– นายสราวุธ ทรงศิวิไล

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะ ของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ของประเทศ พ.ศ.2569 เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ “2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงาน ฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่อง ดังกล่าว วงเงิน 200,000 ล้านบาท” ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ)

ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

9 กรกฎาคม 2569 วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดี จำนวน 7 เรื่อง มีคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ ดังนี้ (1) พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 11/2569)

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ … (1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะ ของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ของประเทศ พ.ศ.2569 เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ “2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงาน ฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่อง ดังกล่าว วงเงิน 200, 000 ล้านบาท” ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

– 006

นายกฯ ถึงมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง ถกการค้า-ความมั่นคง

นายกฯ ถึงมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง ถกการค้า-ความมั่นคง

นายกฯ ถึงมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง ถกการค้า-ความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

“นายกฯ”เยือนมาเลเซีย “อันวาร์”ต้อนรับด้วยตนเอง สานสัมพันธ์ผู้นำไทย–มาเลเซีย เดินหน้าขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน

9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 11.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้แทนระดับสูงของมาเลเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เดินทางมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยตนเอง ก่อนนำเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ อาคารรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ โดยผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ (Guard of Honour) และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เชิญนายกรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วยรถยนต์คันเดียวกันไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (Perdana Putra Complex) ณ เมืองปูตราจายา เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับและการหารืออย่างเป็นทางการ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การต้อนรับอย่างอบอุ่นครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการหารือครั้งนี้จะมุ่งเน้นการขยายการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และการคมนาคม การยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย เกษตรกร ผู้ส่งออก และแรงงานไทยสามารถเข้าถึงตลาดมาเลเซียและภูมิภาคได้มากขึ้น สร้างรายได้ การจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และการประสานงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือแบบสองฝ่าย (Four-Eye Meeting) กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนเข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร และร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ก่อนที่ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการขยายธุรกิจของไทยในมาเลเซีย

“รัฐบาลมุ่งให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับมาเลเซียเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ พร้อมร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว

อนุทิน เยือนมาเลเซีย หารือ อันวาร์ เดินหน้าความร่วมมือการค้า-แก้ปัญหาไฟใต้

อนุทิน เยือนมาเลเซีย หารือ อันวาร์ เดินหน้าความร่วมมือการค้า-แก้ปัญหาไฟใต้

อนุทิน เยือนมาเลเซีย หารือ อันวาร์ เดินหน้าความร่วมมือการค้า-แก้ปัญหาไฟใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.54 น.

​”นายกฯ” บินเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ขนทัพรัฐมนตรี-วันนอร์ ถก “อันวาร์” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์-ยกระดับเศรษฐกิจชายแดน- ปมไฟใต้-สินค้าเกษตร พร้อมร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ เชื่อมขนส่งยาวถึงจีน

9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 08.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา ออกเดินทางจากท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ในโอกาสเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม ตามคำเชิญของดาโต๊ะ เซอร์รี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยมีรัฐมนตรีหลายคนร่วมคณะด้วยอาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

การเดินทางเยือนมาเลเซียครั้งนี้ นับเป็นการเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างเป็นทางการ ประเทศที่2 ต่อจากเวียดนาม หลังเข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ของนายอนุทิน

โอกาสนี้ ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ จะหารือแบบเต็มคณะ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นผลประโยชน์ระหว่างกัน อาทิ การส่งเสริมการค้า การเกษตร การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น และจะหารือเรื่องความมั่นคง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อการแก้ไขปัญหา นำไปสู่สันติสุข รวมทั้ง ประสานความร่วมมือในการปราบปรามอาชญกรรมข้ามชาติ แก้ไขอุปสรรคทางการค้า พลังงาน และ ภัยพิบัติด้วย 

นอกจากการเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ จะร่วมเป็นประธาน ในพิธีเปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย พร้อมเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา แห่งใหม่ กับ ด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะฮ์ (Kedah) ที่รัฐบาลทั้ง2 ประเทศ ร่วมกันผลักดัน มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อขยายการค้า และการส่งออกของไทย ที่สามารถเชื่อมโยง ต่อไปยัง อ.เเม่สาย อ.แม่สอด และจีนตอนใต้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งประตูสำคัญ ที่จะเปิดรับรายได้ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้มากขึ้นกว่าเดิม