รัฐบาลย้ำเตือน รับจ้างเปิดซิมม้า โทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 3 แสนบาท

รัฐบาลย้ำเตือน รับจ้างเปิดซิมม้า โทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 3 แสนบาท

รัฐบาลย้ำเตือน รับจ้างเปิดซิมม้า โทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 3 แสนบาท

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.58 น.

รัฐบาลย้ำเตือน รับจ้างเปิด“ซิมม้า” โทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 3 แสนบาท เป็นธุระจัดหา โฆษณา ชักชวนให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมซิม โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 5 แสนบาท

8 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ ภัยร้ายทึ่สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีคนไทยบางส่วนเข้าไปมีส่วนร่วมในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน คนไทยด้วยกัน โดยการรับจ้างเปิดบัญชีม้า ขอย้ำเตือนประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนอย่าเห็นแก่เงินค่าจ้างเพียงเล็กน้อยรับจ้างเปิดซิมการ์ด หรือให้ข้อมูลส่วนตัวแก่มิจฉาชีพ เพื่อนำไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ ก่อนจะนำหมายเลขดังกล่าวไปใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิดทางออนไลน์

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า อัตราโทษและค่าปรับตามกฏหมายการรับจ้างเปิดซิมหรือยินยอมให้ผู้อื่นนำซิมที่ลงทะเบียนในชื่อตนเองไปใช้งาน มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าข่ายความผิดตาม พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568) หากพิสูจน์ได้ว่าหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการกระทำผิด

“ตามกฎหมายกำหนดโทษไว้ชัดเจน โดย เจ้าของซิมม้า อาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ ผู้ที่เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือชักชวนให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมซิม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ จะมีโทษหนักกว่า คือจำคุกตั้งแต่ 2 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ

รัฐบาลพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้ากวาดล้างซิมม้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ผู้อื่นใช้ข้อมูลส่วนตัวหรือสแกนใบหน้าเพื่อลงทะเบียนเปิดซิมการ์ดแทนผู้อื่นโดยเด็ดขาด หากประชาชนตรวจพบว่ามีการนำชื่อ-นามสกุลของตนไปลงทะเบียนซิมโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือพบเบาะแสเกี่ยวกับมิจฉาชีพออนไลน์ สามารถแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ thaipoliceonline หรือโทรสายด่วน 1441 ของศูนย์ Anti Online Scam Operation Center (AOC) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เปิดภาพคนไทยชุดแรก! อพยพจากอิหร่านถึงตุรกี กต.เร่งส่งตัวกลับประเทศ 8-9 มี.ค.นี้

เปิดภาพคนไทยชุดแรก! อพยพจากอิหร่านถึงตุรกี กต.เร่งส่งตัวกลับประเทศ 8-9 มี.ค.นี้

เปิดภาพคนไทยชุดแรก! อพยพจากอิหร่านถึงตุรกี กต.เร่งส่งตัวกลับประเทศ 8-9 มี.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 18.40 น.ตามเวลาท้องถิ่นตุรกี (ซึ่งช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง) เจ้าหน้าที่จุดผ่านแดน Kapikoy ได้อำนวยความสะดวกให้แก่คณะจากกรมการกงสุล นำโดย นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา นำโดย นางสาวพัณณ์ชิตา รมยานนท์ อุปทูต รับคณะคนไทยกลุ่มแรก จำนวน 62 คน นำโดย นางสาวชญานิษฐ์ ประเสริฐผล ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ซึ่งออกจากอิหร่าน ผ่านจุดผ่านแดน Razi มายังด่าน Kapikoy ของตุรกี ด้วยความปลอดภัย

ศูนย์ปฏิบัติการฯ ได้จัดเตรียมที่พัก อาหาร ถุงยังชีพ และสิ่งจำเป็นต่างๆ ให้กับคนไทยที่อพยพออกจากอิหร่าน ในระหว่างที่พำนักอยู่ในเมือง เพื่อรอออกเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป ในวันที่ 8 และ 9 มีนาคม 2569

การอพยพคนไทยในอิหร่านครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลไทย ในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย

กระทรวงการต่างประเทศขอบคุณฝ่ายอิหร่าน และตุรกี ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คณะคนไทยอพยพ และขอส่งความห่วงใยไปยังทุกท่าน และขอให้คนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ติดตามข่าวสารและประกาศจากสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

สำหรับคนไทยในประเทศไทย โปรดติดตามความคืบหน้าที่เพจ Facebook กรมการกงสุล หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อ Call Center กรมการกงสุล 0-2572-8442 สายด่วนกองคุ้มครองฯ (Hotlines) 096-216-1837 , 096-183-6736 , 064-564-7573

ไม่ขอสวมเสื้อพรรค! อ.พิชาย ตอบกลับ บุณย์ธิดา ชี้บทบาทนักวิชาการคือวิจารณ์เพื่อสาธารณะ

ไม่ขอสวมเสื้อพรรค! อ.พิชาย ตอบกลับ บุณย์ธิดา ชี้บทบาทนักวิชาการคือวิจารณ์เพื่อสาธารณะ

ไม่ขอสวมเสื้อพรรค! อ.พิชาย ตอบกลับ บุณย์ธิดา ชี้บทบาทนักวิชาการคือวิจารณ์เพื่อสาธารณะ

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.17 น.

8 มีนาคม 2569 นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอบคุณ คุณแนน สมชัย สำหรับคำเชิญชวนให้ “ถอดหัวโขนนักวิชาการ” มาลงเล่นการเมืองครับ

แต่อาจต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อยว่า

ในระบอบประชาธิปไตย บทบาทของนักวิชาการไม่ใช่การสวมเสื้อพรรคการเมือง

#หากคือการตั้งคำถาม ตรวจสอบ และวิพากษ์ผู้มีอำนาจ ไม่ว่าอำนาจนั้นจะอยู่ในมือของพรรคใดก็ตาม

การวิจารณ์พรรคการเมืองหรือนักการเมืองไม่ได้เกิดจากการ “เลือกสี”

#แต่เกิดจากการพิจารณา โครงสร้างอำนาจ นโยบาย และผลประโยชน์สาธารณะ

นักวิชาการไม่จำเป็นต้องลงเล่นการเมือง จึงจะมีสิทธิวิจารณ์การเมือง

เช่นเดียวกับประชาชนไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ จึงจะมีสิทธิถามว่าโรงพยาบาลรักษาคนไข้ดีหรือไม่

ผมยินดีหากคนรุ่นใหม่ในทุกพรรคตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ

แต่ในสังคมประชาธิปไตย ความตั้งใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ

ความสามารถ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการยอมรับการตรวจสอบจากสาธารณะ

การตั้งคำถามเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการตรวจสอบอำนาจว่ามีความชอบธรรมหรือไม่ เพียงใด

และบางครั้ง

การตั้งคำถามจากภายนอก

อาจมีประโยชน์ต่อประเทศมากกว่าการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจเสียอีก

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : บุณย์ธิดา สวนแรง อ.พิชาย ท้าถอดหัวโขนลงเลือกตั้ง หลังโดนแซะ รมต.ภูมิใจไทย ทำอะไรเป็นบ้าง!)

ไผ่ ลิกค์ ลั่นทำงานเพื่อประชาชน ไม่สนอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ย้ำทำมากกว่าพูด

ไผ่ ลิกค์ ลั่นทำงานเพื่อประชาชน ไม่สนอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ย้ำทำมากกว่าพูด

ไผ่ ลิกค์ ลั่นทำงานเพื่อประชาชน ไม่สนอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ย้ำทำมากกว่าพูด

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.15 น.

“ไผ่ ลิกค์” ลั่นทำงานเพื่อประชาชน ไม่สนอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เปิดรับทุกเสียง ย้ำทำมากกว่าพูด ไม่เน้นสร้างคอนเทนต์ ชี้ สส.ทำงานได้หมดหากตั้งใจจริง

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงแนวทางการทำหน้าที่ ส.ส. โดยย้ำชัดว่า การทำงานเพื่อประชาชนไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านโดยตนจะตั้งใจทำงานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดกำแพงเพชรอย่างเต็มที่ พร้อมเปิดรับข้อเสนอแนะจากประชาชน หากมีสิ่งใดที่อยากให้ดำเนินการในวาระที่ตนทำหน้าที่ ส.ส. สามารถส่งเข้ามาได้ และจะทำทุกอย่างภายใต้กรอบหน้าที่อย่างเต็มกำลังตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นายไผ่ ยังระบุด้วยว่า สำหรับผู้ที่เลือกตนเข้ามา จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ผิดหวัง ส่วนผู้ที่ไม่ได้เลือกตน ก็พร้อมรับใช้เช่นกัน พร้อมขอให้ประชาชนบอกปัญหาหรือสิ่งที่ต้องการให้แก้ไข เพราะหากไม่สะท้อนปัญหา ก็อาจทำให้เข้าใจว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม

“ผมไม่สนใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้ทั้งหมด พรรคกล้าธรรมเราทำมากกว่าพูด ไม่เน้นสร้างคอนเทนต์ ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลไม่สนใจหรอกครับ ทำเป็นหมดนั่นแหละ” นายไผ่ ระบุ

ลงตัวแล้ว 99.99% ไชยชนก เผยคืบหน้าตั้ง รัฐบาลอนุทิน

ลงตัวแล้ว 99.99% ไชยชนก เผยคืบหน้าตั้ง รัฐบาลอนุทิน

ลงตัวแล้ว 99.99% ไชยชนก เผยคืบหน้าตั้ง รัฐบาลอนุทิน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.59 น.

ไชยชนก เผย คืบหน้าตั้ง รัฐบาลอนุทิน 99.99% ขู่ลงดาบพวกก่อมุ้ง ป้องทำพรรคภูมิใจไทยป่วน 

8 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 08.50 น. ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเป้าหมายการสัมมนา สส. ว่า พรรคภูมิใจไทยมีการเติบโตขึ้นมากขึ้นกว่าสองเท่าตัว มีสมาชิกใหม่มากกว่าสมาชิกเก่า เจตนาการสัมมนาครั้งนี้คือการทำความเข้าใจให้มีความสนิทสนมกลมเกลียวมากขึ้น เป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติในความเป็นพรรคภูมิใจไทย แม้ตนจะเป็น สส.สมัยที่สอง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากพรรคอื่น อยู่กันเป็นครอบครัว ซึ่งจะมีการทำความรู้จักกัน ส่วนเรื่องการปรับตัวไม่ใช่แค่ สส.ใหม่ แต่รวม สส.เก่า ด้วย ส่วนในเชิงการทำงานของพรรคภูมิใจไทยสมัยนี้ หลายคนคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพรรคภูมิใจไทยแล้ว แต่ครั้งนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม สิ่งหนึ่งที่จะต้องโฟกัสมากขึ้นคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงของฝ่ายบริหารอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประเทศไทยผ่านวิกฤติที่รุมเร้าและความไม่แน่นอนต่างๆ  และวางรากฐานให้ประเทศพัฒนาไปทางที่ดีขึ้น 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อพรรคใหญ่ขึ้นจะมีการบริหารมุ้งและก๊กต่างๆอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พูดคุยมาตลอดและจะต้องพูดคุยเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อครั้งที่แล้วก็มีคลื่นใต้น้ำเหมือนกันและเราผ่านมาแล้ว ซึ่งสิ่งที่ทำให้สั่นคลอนที่สุดหากถามตนไม่ใช่เรื่องกาสิโนหรือการมีปัญหากับพรรคร่วม จากรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้าน แต่มันมีปัญหาบางจังหวะที่เกิดจะคลื่นใต้น้ำที่ทำให้เอกภาพของพรรคภูมิใจไทยสั่นคลอน ฉะนั้น ครั้งนี้เมื่อเราเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้นและสิ่งที่ทุกคนเป็นกังวลในเบื้องต้น แต่จากที่ได้พูดคุยและพบเจอกันและจากการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานที่วันนี้คนทำงานจริงได้มีเวทีได้มีพื้นที่เฉิดฉายและเติบโตในการทำงานหลากหลายรูปแบบ จึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่สลายในเรื่องของมุ้งไปพอสมควร 

”ถ้าเกิดใครทำเรื่องนี้แล้วทำให้เกิดผลกระทบ เราจะมีบทลงโทษและการจัดการอย่างเด็ดขาดแน่นอนจากฝ่ายบริหาร“

เมื่อถามว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะชัดเจนในการสัมมนาครั้งนี้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ก็ค่อนข้างที่จะชัดเจนแล้ว แต่เรื่องนี้ตนขอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการดีกว่า เมื่อถามย้ำว่า การตั้งรัฐบาลตกผลึกแล้วใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า น่าจะตกผลึก 99.99% ก่อนระบุว่า การเมืองมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตนจึงขอเว้นไว้ 0.1%

ศุภชัย ฟาด เสรีพิศุทธ์ มโน ภท.ง้อขอเสียง ยันไม่เคยเชิญร่วมรัฐบาล

ศุภชัย ฟาด เสรีพิศุทธ์ มโน ภท.ง้อขอเสียง ยันไม่เคยเชิญร่วมรัฐบาล

ศุภชัย ฟาด เสรีพิศุทธ์ มโน ภท.ง้อขอเสียง ยันไม่เคยเชิญร่วมรัฐบาล

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.39 น.

8 มีนาคม 2569 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาระบุ พรรคภูมิใจไทยมีการนำเสียงของพรรคเสรีรวมไทยไปรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาล ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยคิดที่จะทาบทาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะมีกรณีที่ในช่วงการเลือกตั้งได้มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. คือการใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้มีการดำเนินคดีโดยยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และทาง กกต.ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาสอบสวน ขณะนี้กระบวนการอยู่ระหว่างการสอบสวน แน่นอนว่าถ้าไปแจ้งอย่างนั้น ก็ไม่ประสงค์จะร่วมทำงานหรือจะเชิญเข้ามาร่วมทำงานอยู่แล้ว

“สิ่งที่ท่านคิด เป็นการคิดเอาเอง ยืนยันว่าไม่เคยเชิญพรรคท่านเสรีพิศุทธ์ เข้ามาที่พรรคเลย ท่านก็ทราบดี เพราะฉะนั้นเรื่องที่ท่านกล่าวอ้างเป็นเรื่องที่ท่านจินตนาการเอาเอง ยืนยันว่าเราไม่เคยเชิญท่านอยู่แล้ว” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า เรื่องที่เราไปยื่น กกต.ในครั้งนั้น คือเรื่องที่ได้มีการกล่าวหากรณีการจัดงานแข่งขันโมโตจีพี ในประเด็นทุจริต โดยการนำเงิน 4 พันล้าน มาจัดงานให้ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถ้าผลการสอบสวนพบว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.มาตรา 73 อนุ 5 จริง ก็จะต้องถูกยื่นต่อศาล หากศาลเห็นว่าผิดก็จะถูกตัดสิทธิ์และส่งผลให้การเป็น สส.สิ้นสุดลง ตนจึงขอแนะนำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไปตั้งหลักสู้คดีเรื่องนั้นดีกว่า

นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ จากการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เมื่อ 2 วันที่แล้ว ที่รัฐสภา กลับมีการกล่าวหาซ้ำต่อพรรคภูมิใจไทย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยมีการนำเสียงของพรรคเสรีรวมไทย ไปร่วมรัฐบาล และยังบอกว่าไม่มีมารยาท ดังนั้น ทั้งพรรคภูมิใจไทย และนายอนุทิน จะดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วย โดยจะดำเนินการภายในสัปดาห์นี้

“เราเข้าใจว่าท่านก็มีอาการบางสิ่งบางอย่างจนถึงวันนี้ท่านก็ไม่ทราบอาการของตัวเอง อาการที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองหรือหลงตัวเองคิดเอาว่าคนอื่นโกงหมดแต่ตัวเองไม่โกง ในทางจิตวิทยาเรียกว่านาซิซิส หรือหลงตัวเอง วันนี้บ้านเมืองต้องเดินหน้า ด้วยความนับถือ การจะเป็นคนดีบอกว่าไม่โกง โกงเจอกู ไม่เป็นไร จะได้ทำหน้าที่ตรงนี้ แต่อยากฝากว่า กายกรรม มโนกรรม และวจีกรรม ก็ต้องอยู่กับคนดี อย่าทำดีอย่างเดียว แต่ว่าวจีกรรมไม่ค่อยดี ก็มีสิทธิ์ที่จะดำเนินคดี” นายศุภชัย กล่าว

ตั้งรัฐบาลใหม่ต้องรอ นิด้าโพลเผยประชาชน 44.8% ย้ำต้องเคลียร์ปมบัตรเลือกตั้งให้จบก่อน

ตั้งรัฐบาลใหม่ต้องรอ นิด้าโพลเผยประชาชน 44.8% ย้ำต้องเคลียร์ปมบัตรเลือกตั้งให้จบก่อน

ตั้งรัฐบาลใหม่ต้องรอ นิด้าโพลเผยประชาชน 44.8% ย้ำต้องเคลียร์ปมบัตรเลือกตั้งให้จบก่อน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.31 น.

8 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “จัดตั้งรัฐบาลใหม่ VS ปัญหาบัตรเลือกตั้ง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และปัญหาบัตรเลือกตั้งหลังการเลือกตั้งการสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample)ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการฟ้องร้องต่อศาล กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.81 ระบุว่า ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ควรรอจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย/ตัดสิน กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง รองลงมา ร้อยละ 41.68 ระบุว่า ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ร้อยละ 13.20 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 36.56 ระบุว่า จะไม่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองใด ๆ รองลงมา ร้อยละ 34.20 ระบุว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ แต่รัฐบาลจะสามารถควบคุมได้ร้อยละ 28.55 ระบุว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะไม่เป็นความลับ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 47.64 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 19.08 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 18.55 ระบุว่า กังวลมาก ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล และร้อยละ 0.46 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34
อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.27 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.51
นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 36.79 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.37 สมรส และร้อยละ 1.84 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่
โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.69 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.70 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 33.13 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.31 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.36 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.81 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.84 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 15.73 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.37 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.29 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.42 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.01 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน
และร้อยละ 6.34 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 18.78 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.59 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 15.65
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 29.54 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.98
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.49 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.82
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.38
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.92
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.56 ไม่ระบุรายได้

ไทยหวั่นน้ำมันแพง ผลโพลชี้คนกรุง-ตจว.จับตาศึก อิหร่าน-อิสราเอล บานปลาย

ไทยหวั่นน้ำมันแพง ผลโพลชี้คนกรุง-ตจว.จับตาศึก อิหร่าน-อิสราเอล บานปลาย

ไทยหวั่นน้ำมันแพง ผลโพลชี้คนกรุง-ตจว.จับตาศึก อิหร่าน-อิสราเอล บานปลาย

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.05 น.

8 มีนาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,394 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 3-6มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า จากการสู้รบระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐ กลุ่มตัวอย่างติดตามข่าวบ้าง ร้อยละ 52.65โดยกังวลว่าการสู้รบจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 78.91และคิดว่าสถานการณ์สู้รบจะบานปลาย ร้อยละ 78.57 ข้อคิดที่ได้ คือผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นที่แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งโลก ร้อยละ 70.16ในภาพรวมเชื่อมั่นต่อการเตรียมพร้อมและมาตรการรับมือของรัฐบาลไทย ร้อยละ 39.10 และไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 37.56

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลประชาชนกังวลสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าครองชีพ ทำให้ประเทศอาจเผชิญภาวะ“วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งจากปัจจัยต่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และสถานการณ์ไทย–กัมพูชาประชาชนจึงคาดหวังให้รัฐบาลเร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจและมีมาตรการรับมือที่ชัดเจน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าแม้สมรภูมิความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยแต่ประชาชนไทยยังคงติดตามสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะ Strait of Hormuzซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกความตึงเครียดในพื้นที่นี้จึงกระทบต่อการปรับขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ความกังวลของประชาชนต่อประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เพียงความรู้สึกเชิงเศรษฐกิจ หากยังสะท้อนความเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ในอีกด้านหนึ่ง

การที่ประชาชนจำนวนมากมองว่าสถานการณ์มีแนวโน้มบานปลายนั้นสอดคล้องกับลักษณะการแข่งขันเชิงอำนาจของรัฐและเครือข่ายประเทศพันธมิตรที่มักปรากฏในรูปแบบสงครามตัวแทนหรือ proxy war บทเรียนสำคัญที่ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกันคือ ความขัดแย้งในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ส่งผลเฉพาะในสนามรบแต่แผ่ขยายไปถึงเศรษฐกิจโลก ความมั่นคงของมนุษย์ และความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์อีกด้วย ขณะเดียวกันผลสำรวจที่พบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการของรัฐบาลไทยแบ่งออกเป็นสองฝ่ายใกล้เคียงกันได้สะท้อนความคาดหวังของประชาชนต่อศักยภาพของรัฐในการบริหารความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และเป็นบททดสอบสำคัญของความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ และความยืดหยุ่นของรัฐไทยในโลกที่ความมั่นคง เศรษฐกิจและพลังงานเชื่อมโยงถึงกันอย่างแนบแน่น

เทพไท ฟาดแรง! เอกสิทธิ์ สส.ไม่ใช่เกราะกำบังคดีส่วนตัว จี้โชว์สปิริตวัดจิตสำนึก

เทพไท ฟาดแรง! เอกสิทธิ์ สส.ไม่ใช่เกราะกำบังคดีส่วนตัว จี้โชว์สปิริตวัดจิตสำนึก

เทพไท ฟาดแรง! เอกสิทธิ์ สส.ไม่ใช่เกราะกำบังคดีส่วนตัว จี้โชว์สปิริตวัดจิตสำนึก

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.58 น.

8 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เอกสิทธิ์ ส.ส. ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของส.ส.

ทุกครั้งที่ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือส.ส.มีคดีความ มีหมายเรียก มีหมายจับ หรือต้องไปสู้คดีในศาล ก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเอกสิทธิ์ของส.ส.ว่า ควรจะมีต่อไป หรือจะยกเลิกหรือไม่ มีหลายคนมองว่า เอกสิทธิ์ส.ส.เป็นอภิสิทธิ์ของส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งความจริงนั้น เจตนารมณ์ของการคุ้มครองผู้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน คือ ส.ส.เกิดมาจากในยุคสมัยอดีตที่มีการกลั่นแกล้ง มีการปิดปาก มีการเล่นงานผู้มีตำแหน่งส.ส.จากผู้ปกครอง มี2เรื่องที่เป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.ที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่ยุคที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือ

1.เอกสิทธิ์ส.ส.ในการอภิปราย ซึ่งเดิมมีเอกสิทธิ์คุ้มครองส.ส.เต็มที่ จะอภิปรายพาดพิงถึงใคร ก็ไม่สามารถฟ้องร้องได้ จนมาถึงยุคปี 2518 และปี 2519 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ทำให้คำอภิปรายของส.ส.อาจพาดพิงไปยังบุคคลภายนอก อาจได้รับความเสียหายได้ แต่ไม่สามารถฟ้องร้องได้ จึงมีการแก้ไขกฎหมาย คือถ้ามีการถ่ายทอดสด บุคคลภายนอกสามารถฟ้องร้องได้ ถ้าหากได้รับความเสียหาย แต่เจตนารมณ์ของเอกสิทธิ์ข้อนี้ คือต้องการให้ส.ส.ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ อภิปรายอย่างตรงไปตรงมา และอภิปรายได้อย่างเปิดเผย ไม่ต้องกลัวการฟ้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท สามารถซักฟอกฝ่ายบริหาร หรือรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมไปเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก เจตนารมณ์ คือไม่ต้องการให้มีการฟ้องปิดปาก จึงให้สิทธิ์ผู้ทำหน้าที่ส.ส.ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที แต่ในยุคปัจจุบัน การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรมีการนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียล และผ่านสื่อต่างๆอย่างแพร่หลาย ซึ่งอาจทำให้บุคคลภายนอก ที่ไม่มีโอกาสมาชี้แจงข้อเท็จจริงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกิดความเสียหาย กฎหมายจึงเปิดให้มีสิทธิ์ฟ้องร้องได้ จึงทำให้การทำหน้าที่ส.ส.ในการอภิปราย ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

2.เอกสิทธิ์ในการดำเนินคดีในระหว่างสมัยประชุม เจตนารมณ์ของกฎหมายข้อนี้ เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา มีการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายบริหารที่มาจากอำนาจเผด็จการ กับฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งในยุคนั้นถ้าหากจะมีการกลั่นแกล้งกันในประเด็นที่ต้องการที่จะเอาชนะมติในสภาผู้แทนราษฎร ก็อาจจะถูกกลั่นแกล้ง โดยการจับกุม หรือคุมขังผู้ทำหน้าที่ส.ส. เพื่อไม่ให้อภิปราย เพื่อไม่ให้โหวตลงมติ หรือเพื่อไม่ให้ทำหน้าที่ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขัดขวางกฎหมาย จึงออกกฎหมายคุ้มครองผู้ทำหน้าที่ส.ส.ในสมัยประชุมว่า ไม่สามารถที่จะจับกุม คุมขัง หรือดำเนินคดีได้ ต่อมามีส.ส.ถูกดำเนินคดีถูกฟ้องร้อง ออกหมายเรียก ออกหมายจับหลายครั้ง ซึ่งต้องขออนุญาตต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอมติส่งตัวส.ส.ไปดำเนินคดีหรือไปสู้คดี แต่ที่ผ่านมา ประเพณีปฏิบัติ คือที่ประชุมไม่อนุญาตให้ส.ส.คนใดไปสู้คดีในศาล หรือถูกจับกุมเลย เว้นแต่ส.ส.ผู้นั้นขอสงวนสิทธิ์ หรือขออนุญาตจากที่ประชุมให้อนุมัติไปสู้คดี ซึ่งเป็นความสมัครใจ

ในตอนนี้ได้มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับส.ส.บางคนถูกดำเนินคดี ถูกหมายเรียก ซึ่งมีการอาศัยเอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครอง จึงมีการบ่ายเบี่ยง โดยความเป็นจริงและเจตนารมณ์ของกฎหมายข้อนี้ การมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง เพื่อไม่ให้มีการกลั่นแกล้งผู้ทำหน้าที่ส.ส. ในประเด็นปัญหาทางการเมือง หรือถูกคดีความทางการเมือง แต่คดีความทั่วไป คดีส่วนตัว เป็นสิทธิ์ของส.ส.ผู้นั้น จะมีสามัญสำนึกหรือจิตสำนึก จะใช้เอกสิทธิ์ของส.ส.คุ้มครองหรือไม่ หรือจะมีสปิริต ไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง พร้อมขออนุญาตต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อไปสู้คดีด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

ในฐานะที่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน เห็นว่าเอกสิทธิ์คุ้มครองส.ส.ทั้ง2เรื่องนี้ ควรจะดำรงอยู่ต่อไป ไม่ควรจะยกเลิก เพราะจะไปกระทบต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือส.ส. ที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และทำหน้าที่โดยสุจริต ส.ส.คนใด ที่ถูกคดีความที่ไม่เกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องเรียกร้องจิตสำนึกให้สละเอกสิทธิ์ ซึ่งเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลที่สามารถทำได้ สังคมไม่ควรเรียกร้องให้ยกเลิกเอกสิทธิ์คุ้มครองส.ส. เพราะจะทำให้เจตนารมณ์ที่แท้จริงของการมีกฎหมาย2ข้อนี้เสียไป และจะทำให้การปฎิบัติหน้าที่ของส.ส.ที่สุจริต อาจได้รับผลกระทบไปด้วย

บุณย์ธิดา สวนแรง อ.พิชาย ท้าถอดหัวโขนลงเลือกตั้ง หลังโดนแซะ รมต.ภูมิใจไทย ทำอะไรเป็นบ้าง!

บุณย์ธิดา สวนแรง อ.พิชาย ท้าถอดหัวโขนลงเลือกตั้ง หลังโดนแซะ รมต.ภูมิใจไทย ทำอะไรเป็นบ้าง!

บุณย์ธิดา สวนแรง อ.พิชาย ท้าถอดหัวโขนลงเลือกตั้ง หลังโดนแซะ รมต.ภูมิใจไทย ทำอะไรเป็นบ้าง!

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.23 น.

8 มีนาคม 2569 น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผิดหวัง? อกหัก?

ขอคำแนะนำที่เป็นประโยชน์กว่านี้ก็จะดีมาก ๆ ค่ะ แต่คาดว่าคงไม่มีให้ ไม่เป็นไรค่ะ ทุกคนของพรรคภูมิใจไทยจะตั้งใจทำงาน

ก็ได้แต่หวังและเชิญชวนอาจารย์ ถอดหัวโขนนักวิชาการ มาลงเล่นการเมือง เพื่อที่จะได้เพิ่มบุคลากรที่มีความสามารถในวงการการเมืองแบบที่ใจท่านต้องการ บ้านเมืองต้องการคนเก่ง คนกล้า มาช่วยกันทำงานอีกเยอะ สำหรับคนรุ่นใหม่ภูมิใจไทยความผิดเดียวคือ ไม่ได้อยู่สี อยู่พรรคที่ท่านชื่นชอบ”

นอกจากนี้ น.ส.บุณย์ธิดา ยังโพสต์ภาพ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต พร้อมข้อความในภาพระบุว่า อกหัก? ผิดหวัง? “ไม่หวัง! จะไปหวังได้ไง ลูกเทพทำอะไรเป็นบ้างอะ มานั่งเป็นรัฐมนตรี อย่างลูกเนวิน ถามจริงทำอะไรเป็น หรือซาบีดา ก็โชว์เป็นภาพลักษณ์ได้ แต่ทำอย่างอื่นก็ไม่แน่ใจ”

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กล่าวถึง ความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือวิกฤตจากตะวันออกกลาง ในรายการ The Politics 6 มีนาคม 2569