กลับสู่มาตุภูมิ 29คนไทยหนีภัยลอตแรก

กลับสู่มาตุภูมิ  29คนไทยหนีภัยลอตแรก

กลับสู่มาตุภูมิ 29คนไทยหนีภัยลอตแรก

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนไทย ลอตแรก 29 คน เดินทางออกจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน กลับถึงประเทศไทยแล้ว ขณะที่ทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เข้าพบแรงงานไทย ดูแลและแนะนำความปลอดภัย ใกล้ชิด

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 9 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนไทยชุดแรกซึ่งเดินทางกลับจากตะวันออกกลาง รวม 30 คน โดยอพยพออกจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ได้เดินทางมาถึงประเทศไทย แล้ว โดยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK 68 โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ เดินทางไปคอยให้การต้อนรับ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ส่วนการช่วยเหลือคนไทย ที่ยังตกค้างอยู่ในตะวันออกกลาง ทางสถานทูตไทยในประเทศ ภูมิภาคตะวันออกกลาง หลายแห่ง ได้ทยอยให้การช่วยเหลือ เช่นที่กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เปิดให้บริการในวันเดียวกันนี้เป็นวันแรก จนถึงวันที่ 13 มีนาคมนี้ ซึ่งจะบริการเฉพาะผู้ที่นัดหมายล่วงหน้าแล้วเท่านั้น ที่ต้องทำการนัดผ่านเว็บไซต์ งานตรวจลงตรา หนังสือเดินทางและทะเบียนราษฎร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน ได้ประสานช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวไทย รวม 10 คน ที่ติดค้างอยู่ที่เมืองคาบาลา ประเทศอิรัก โดยทั้งหมดได้เดินทางออกจากประเทศอิรัก ไปยังประเทศตุรกี เพื่อรอเดินทางกลับประเทศไทยแล้วเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีแรงงานไทยในประเทศคูเวต อีก 17 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ตกค้างอยู่ในประเทศคูเวต ภายหลังสิ้นสุดสัญญาจ้างงาน โดยพบกับนางอุไรวรรณ กูร์โตด์ อุปทูต และเจ้าหน้าที่สถานทูต ณ ประเทศคูเวต สอบถามความเป็นอยู่ของคนไทยในช่วงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง พร้อมจัดอาหารไทย และมอบถุงยังชีพ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และประสานงานกับบริษัทและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกในการเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย ต่อไป

ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล พร้อมด้วยสำนักงานแรงงานประจำประเทศอิสราเอล ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการติดตามดูแลความเป็นอยู่และให้ข้อแนะนำด้านความปลอดภัยในยามสงคราม แก่แรฟฟงงานไทย ในประเทศอิสราเอล รวมกว่า 65,000 คน ซึ่งช่วงวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา นายบุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ พร้อมด้วยนายสกลวัฒน์ ทองเจริญ อัครราชทูตที่ปรึกษา และนายธนกร สิมลา รักษาการหัวหน้าสำนักงานแรงงานไทยในอิสราเอล ได้ร่วมกันพบปะสอบถามทุกข์สุขของแรงงานไทย ในนิคมเกษตรกรรม ร้านขายผักผลไม้ และร้านขายต้นไม้และจัดสวน ทางตอนกลางของอิสราเอล กว่า 50 ราย

ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก

ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก

ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.47 น.

ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งคำร้องชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรงอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้ศาลฎีกาพิจารณา ที่จะครบกำหนดระยะเวลา 30วัน ในวันที่ 9 มี.ค.ว่า การร่างคำร้องเสร็จแล้ว แต่อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเอกสารในสำนวนให้ตรงกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เนื้อหาในคำร้องมีมากจึงต้องใช้เวลาตรวจสอบให้รอบคอบ จึงต้องขอขยายเวลาการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อน คาดว่าคงไม่เกิน 1-2 สัปดาห์

เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวอีกว่า ส่วนกรอบเวลา 30 วัน ที่ ป.ป.ช.จะต้องส่งคำร้องต่อศาลฎีกา เป็นแค่มติตามหลักการ ไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงสามารถขยายระยะเวลาส่งคำร้องได้ กรณีต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะมีเนื้อหารายละเอียดในสำนวนมาก แต่จะทำให้เร็วที่สุด หลังจากส่งคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจศาลฯว่าจะสั่งให้อดีต สส.เหล่านี้จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ 

เพื่อไทยไร้ขัดแย้ง! จุลพันธ์ ลั่นไม่จริง มี สส.ไม่พอใจจัดโควตารัฐมนตรี

เพื่อไทยไร้ขัดแย้ง! จุลพันธ์ ลั่นไม่จริง มี สส.ไม่พอใจจัดโควตารัฐมนตรี

เพื่อไทยไร้ขัดแย้ง! จุลพันธ์ ลั่นไม่จริง มี สส.ไม่พอใจจัดโควตารัฐมนตรี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

“จุลพันธ์”ลั่นไม่จริง มี สส.ไม่พอใจจัดโควตารัฐมนตรี ยันพรรคไม่มีความขัดแย้ง ย้ำยังไม่มีวางตัวบุคคล เตรียมประชุม สส. 14 มี.ค.รับฟังทุกความเห็น ชี้ต้องให้ความเป็นธรรม”ประเสริฐ” หลังถูกตั้งคำถามเรื่องคดี ยันมีคุณสมบัติครบ บอกไม่มีข้อขัดข้อง 1 จังหวัด มี 2 รัฐมนตรี แต่ทุกตำแหน่งต้องผ่านมติกรรมการบริหารพรรค

9 มีนาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนสัดส่วนโควตารัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย คือ 5 รัฐมนตรีว่าการ , 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการ และ 1 รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ยังไม่มีความชัดเจน แต่แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในลำดับที่ 2 ก็คาดการณ์ได้ว่า ก็ต้องมีการจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรีตามความเหมาะสม ส่วนจะเป็นตำแหน่งใดก็คงจะต้องมีการพูดคุยกันอีกที

เมื่อถามถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่า สส.ภายในพรรคเพื่อไทย ไม่พอใจถึงการวางตัวบุคคลที่คาดว่าจะมาเป็นรัฐมนตรี นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า หลังจากที่เห็นรายงานข่าว ตนในฐานะหัวหน้าพรรคได้มีการตรวจสอบ มีการพูดคุยกับ สส.หลายคน ยืนยันว่าไม่มีความไม่พอใจ และไม่มีความขัดแย้ง หรือไม่สบายใจใดๆ เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งกันมา การคัดกรองบุคคลที่ยังเหลืออยู่แน่นอน ว่าเป็นคนที่มีอุดมการณ์และมีความตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน วันนี้กระแสต่างๆ ตามข่าวที่เกิดขึ้นตามสื่อ ก็พบว่าใช้คำว่าแหล่งข่าว แหล่งข่าวก็หาตัวตนไม่ได้ และไม่สามารถยืนยันอะไรได้

“ผมขอยืนยันย้ำอีกครั้งว่า เหตุการณ์นี้ที่บอกว่ามีความไม่พอใจไม่เป็นความจริง และสอง กระบวนการในการจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ตามข้อบังคับพรรคเป็นอำนาจของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งทางสมาชิกเข้าใจดี และกลไกในการบริหาร เชื่อว่าคณะกรรมการบริหารพรรคคงไม่ทำโดยพลการ ต้องมีการรับฟังทั้งจาก สส.และสมาชิกพรรค อย่างกว้างขวาง แต่ขณะนี้ขั้นตอนยังไม่ถึง เพราะเรากำลังรอรัฐพิธีเปิดรัฐสภา และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นจึงจะมีการนัดประชุมอีกครั้งเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีการพูดคุยเรื่องการจัดจัดสรรตำแหน่ง โดยในส่วนของพรรคเพื่อไทยต้องมีการพูดคุยเป็นการภายในว่ากระทรวงที่ได้รับมาบุคลากรของเรามีความเหมาะสมเรื่องคุณสมบัติ ความถนัด และประสบการณ์ในแต่ละกระทรวงนั้นมีใครบ้าง และจะจัดสรรอย่างไร ฉะนั้น ที่เป็นข่าวออกมาทั้งหมดเป็นการคุยล่วงหน้าและคาดการณ์” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า สส.ที่อยู่ในพรรคแล้วเห็นรายชื่อตามที่ปรากฏเป็นข่าวออกมา จึงเกิดความไม่พอใจ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต่างคนต่างคิดได้ แต่ย้ำว่าเป็นเพียงกระแสข่าว ซึ่งตนได้พยายามตรวจสอบ แต่อาจจะยังโทรถามไม่ครบทุกคน แต่เท่าที่คุยมาก็ไม่มีความเข้าใจผิด หรือไม่สบายใจใดๆ ในกลุ่ม สส.ที่มีอยู่

เมื่อถามว่า จะมีการเรียกประชุม สส.เพื่อทำความเข้าใจและชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการนัดประชุม ซึ่งในวันที่ 14 มี.ค.นี้ พรรคเพื่อไทยก็จะมีการเรียกประชุม สส.ก่อนที่จะมีการประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 15 มี.ค.นี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและหาข้อสรุปร่วมกัน โดยในส่วนของตำแหน่งรัฐมนตรีก็คงจะมีการเปิดให้แสดงความคิดเห็น และสุดท้ายก็จะเป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคตัดสินใจ ซึ่งเป็นไปตามกลไกของพรรค

เมื่อถามว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีกับจำนวน สส.มีไม่เพียงพอ หลักเกณฑ์การพิจารณาในการคัดเลือกบุคคลที่จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีจะมีความเป็นธรรม ไม่ให้ สส.ที่ไม่สมหวังน้อยใจหรือเสียใจอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต้องเป็นไปตามกลไกที่ทุกฝ่ายรับได้ และที่สำคัญคือพรรคเพื่อไทยไม่มีมุ้งไม่มีกลุ่ม เป้าหมายหลักคือการเดินหน้าทำประโยชน์ให้ประชาชน การที่จะมีตำแหน่งใดๆ ก็ต้องบุคคลที่เหมาะสม สามารถขับเคลื่อนนโยบายของพรรคและขับเคลื่อนรัฐบาล นำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง นี่คือเกณฑ์สำคัญ

เมื่อถามถึงกรณีของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ที่มีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่าอาจจะติดปัญหาเรื่องคดี นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายประเสริฐ สิ่งที่ออกมาตามหน้าสื่ออาจจะเป็นเพราะกระบวนการการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกระทรวงแต่ยังไม่มีกระบวนการในการเอาผิดใดๆ จึงต้องยังยืนยันในความบริสุทธิ์ของนายประเสริฐ และความตั้งใจในการทำงาน ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่า นายประเสริฐขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากนี้พรรคก็จะมีการดำเนินการตรวจสอบในเชิงลึก และพิจารณาอีกครั้ง

ต่อข้อถามว่า กรณีที่รายงานข่าวว่าทั้งนายประเสริฐ และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็น สส.ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ทั้ง 2 คน จะได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้ สส.ในพรรคเกิดความไม่พอใจว่าในจังหวัดเดียวมีรัฐมนตรีถึง 2 คน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีข้อขัดข้องใดๆ หากหนึ่งจังหวัดจะมีรัฐมนตรีถึง 2 คน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทั้ง 2 คน จะได้ดำรงตำแหน่งอะไร เพราะขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป แต่ทั้ง 2 คน ก็เป็นบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน และมีผลงานที่ประสบความสำเร็จ ไม่มีข้อขัดข้องที่จะดำรงตำแหน่งใดๆ ต่อไป

ถามย้ำว่า หากทั้ง 2 คน ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี จะสามารถทำความเข้าใจกับ สส.ในพรรคได้ใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วกระบวนการต้องเริ่มจากการพูดคุย สส.ในพรรคก่อน จึงเชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหาใดๆ

เมื่อถามถึงกรณีตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ขณะนี้มีรายชื่อของ นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย นั้น รายชื่อนี้ชัดเจนแล้วหรือไม่ที่จะถูกวางตัวในตำแหน่งรองประธานสภาฯ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์  กล่าวว่า ตำแหน่งนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน เพราะจะมีการพูดคุยอีกครั้งในวันประชุม สส.วันที่ 14 มี.ค.นี้

เมื่อถามถึงกรณีที่มีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยจะนำส่งรายชื่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยให้แกนนำของพรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะมีการพูดคุยกันในวันที่ 14 มี.ค.นี้ ถึงจะมีกระบวนการในการไปพบปะพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อส่งรายชื่อ เพราะต้องเป็นมติกรรมการบริหารพรรค ซึ่งขณะนี้พรรคก็ยังไม่ได้มีมติส่งชื่อของนางมนพร เพราะภายในพรรคก็ยังมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติและมีความเหมาะสมอีกหลายคน

สีหศักดิ์ รับคนไทยที่อพยพกลับจากอิหร่าน ถึงไทยชุดแรก 29 ราย

สีหศักดิ์ รับคนไทยที่อพยพกลับจากอิหร่าน ถึงไทยชุดแรก 29 ราย

สีหศักดิ์ รับคนไทยที่อพยพกลับจากอิหร่าน ถึงไทยชุดแรก 29 ราย

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.03 น.

“สีหศักดิ์” รับคนไทยที่อพยพกลับจากอิหร่าน ถึงไทยแล้ว 29 คน พรุ่งนี้เดินทางกลับถึงไทยอีก 23 คน

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปต้อนรับคนไทยที่อพยพมาจากประเทศอิหร่าน เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยชุดแรกทจำนวน 29 คน ว่ารู้สึกดีใจที่คนไทยกลุ่มแรกเดินทางอพยพออกมาจากอิหร่าน ผ่านมาทางชายแดนตุรกี และเดินทางมาถึงประเทศไทยด้วยความปลอดภัย โดยกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงวันนี้มีจำนวน 29 คน  และในวันพรุ่งนี้(10 มี.ค.) จะเดินทางกลับมาอีกจำนวน 23 คน ซึ่งคนไทยกลุ่มแรกที่เดินทางกลับประเทศไทยวันนี้มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ก็ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยในเตหะรานที่ดูแลการเดินทางของคนไทยที่ค่อนข้างจะทรหดเน็ตเหนื่อย ซึ่งเดินทางโดยรถยนต์ใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมง โดยเดินทางมาทางด่านชายแดนตุรกี แล้วไปพักค้างที่เมืองวาน ประเทศตุรกี 1 คืน ก่อนเดินทางมาขึ้นเครื่องบินที่อิสตันบูล

ด้วยในวันที่ 10 มีนาคม จะนำคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 75 คน เดินทางจากเตหะราน โดยรถยนต์ มาที่ชายแดนตุรกี แล้วบินต่อมาที่ประเทศไทย  ก็ขอขอบคุณทางการท่าอากาศยาน และ กองบังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของชาวไทย ที่อำนวยความสะดวก ด้วยความเรียบร้อย และรวดเร็ว ก็ถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล และ นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ที่เป็นห่วงคนไทย ที่อยู่อิหร่านให้อพยพออกมา หรือกลับมาประเทศไทย เราก็พยายามอยากให้คนไทยทั้งหมด อพยพออกมา แต่ก็ทราบว่าบางคนพึงประสงค์ที่จะอยู่ต่อ และบางคนก็เป็นนักศึกษาที่อยากอยู่ต่อ 

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า กลุ่มคนไทยที่เดินทางกลับมาในวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากกรุงเตหะราน  อีกส่วนหนึ่งมาจากทางใต้ของเมืองกุม(Qom) ซึ่งการเดินทางก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย ก็ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลอิหร่าน เพราะเราได้มีการประสานงานกันล่วงหน้า เพื่อขอให้ทางรัฐบาลอิหร่านดูแลคนไทยให้ปลอดภัยในการเดินทางจากเตหะราน หรือเมืองกุม มาที่ชายแดนตุรกี เพื่อกลับประเทศไทย 
          
กลุ่มแรกมีผู้อพยพเดินทางกลับประเทศไทยจำนวน 29 คน และกลุ่มที่ 2 มีจำนวน 25 คน ที่เดินทางออกจากเตหะรานเมื่อ7 มี.ค. และจะอพยพกลับถึงไทยพรุ่งนี้  และอีกกลุ่มหนึ่งที่จะอพยพจากเตหะราน หรือที่เมืองกุม  ซึ่งที่นั่นจะมีนักศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก จะมีประมาณ 75 คน ที่จะเดินทางด้วยช่องทางบกในวันที่ 10 มี.ค.นี้ โดยเดินทางมาที่ชายแดนตุรกี และมาที่เมืองวาน แล้วขึ้นเครื่องบินมาที่อิสตันบูล อย่างไรก็ตาม เราก็พยามโน้มน้าวคนไทยที่เหลือให้อพยพออกมาจากพื้นที่ก่อนเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ให้เป็นการตัดสินใจของคนไทย ว่าจะเดินทางออกมาหรือไม่ แต่ทั้งนี้เราอยากให้ทุกคนออกมามากที่สุด

การรัฐบาลตัดสินใจอพยพคนไทยออกมาถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไทยเป็นสำคัญ แต่เราก็ไม่ได้บังคับ แต่เราก็จัดการเรื่องการเดินทางให้คนไทยเดินทางออกมาด้วยความปลอดภัยทุกคนในสถานการณ์เช่นนี้ ก็อยากให้สอบถามคนไทยที่อพยพออกมาด้วย เพราะมีเด็กหลายคนเดินทางกลับมาด้วย ได้กลับมาเจอญาติ ถ้าหากทางโน้นปลอดภัยเมื่อไหร่ก็สามารถเดินทางกลับไปใหม่ได้

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้อำนวยความสะดวกให้กับคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศข้างเคียงกลับประเทศอิหร่าน โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้อำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางออกมาอย่างต่อเนื่อง  เช่นที่ ประเทศดูไบ ก็มีเที่ยวบินพาณิชย์ปกติ เราก็จัดหาสำรองที่นั่งให้กับคนไทยได้เดินทางออกมา  ซึ่งตอนนี้เดินทางออกมา 100 กว่าคนแล้ว แต่ที่เราเป็นห่วงคือ ที่ประเทศบาห์เรน คูเวต กาตาร์ และเลบานอล ก็อยากให้คนไทยเดินทางออกมาจากพื้นที่ด้วย

ทั้งนี้ ผู้แทนกลุ่มผู้อพยพ กล่าวขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  สถาน เอกอัครราชทูต และสมาคมคนไทย ที่ช่วยเหลือพวกเราผู้อพยพในการเดินทางกลับไทยครั้งนี้  ซึ่งการเดินทางอพยพครั้งนี้ก็เหน็จเหนื่อยเพราะต้องใช้เวลากว่า 2 วันจึงจะเดินทางถึงกรุงเทพฯ  ซึ่งขณะนี้ที่ประเทศอิหร่านก็ยังคงมีการโจมตีทางอากาศกันอยู่ แต่เราก็ประสานงานกับคนที่ยังคงอยู่ในอิหร่านอยู่ตลอด ซึ่งสถานทูตและสมาคมคนไทยที่นั่นก็ให้การช่วยเหลือคนที่ยังอยู่อย่างเต็มที่ และก็จะมีการอพยพคนไทยออกมาเรื่อยๆ ก็ขอขอบคุณสื่อมวลชน และคนไทยที่ให้ความห่วงใยพวกเราและส่งกำลังใจให้พวกเรา พวกเรารู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง“

สำหรับคนไทยที่อยู่ในอิหร่านขณะนี้ส่วนใหญ่อยู่ในครอบครัวและอยู่ในพื้นที่ ที่ไม่มีการโจมตีทางอากาศมากนัก หรืออยู่ต่างจังหวัดไม่ใช่ในเตหะลาน จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบมาก และคนไทยที่ไปอยู่ที่อิหร่านส่วนใหญ่ไปเป็นแม่บ้านหรือไปทำงานในสปา 

เพื่อไทย ยืนยันส่งชื่อ ประเสริฐ เป็นรัฐมนตรี

เพื่อไทย ยืนยันส่งชื่อ ประเสริฐ เป็นรัฐมนตรี

เพื่อไทย ยืนยันส่งชื่อ ประเสริฐ เป็นรัฐมนตรี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.07 น.

เพื่อไทย ยืนยันส่งชื่อ ประเสริฐ เป็นรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยในการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย มีการตกลงกันว่าพรรคเพื่อไทยมีอำนาจคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเสนอไป แต่จากกระแสข่าวที่ว่าพรรคภูมิใจไทย มีคำถามเกี่ยวกับชื่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เพราะมีคดีลงนามเอ็มโอยูสแกนม่านตาในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่คนในพรรคภูมิใจไทยตรวจสอบผ่านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและกระทรวงยุติธรรม รวมถึงกรณี ป.ป.ช.มีมติไต่สวนข้อกล่าวหา การจัดงบประมาณโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงปี 68 วงเงิน 5.1 หมื่นล้าน ที่มีการโยงไปถึงนายประเสริฐ เนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ยืนยันคุณสมบัติรัฐมนตรีโดยยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด ที่รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นั้น ล่าสุดทางพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันเหมือนเดิมที่จะส่งชื่อนายประเสริฐ เป็นรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยเช่นเดิม 

ใกล้ครบ!!! สส.ตบเท้ารายงานตัวสภาฯแล้ว 496 คน

ใกล้ครบ!!! สส.ตบเท้ารายงานตัวสภาฯแล้ว 496 คน

ใกล้ครบ!!! สส.ตบเท้ารายงานตัวสภาฯแล้ว 496 คน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

ใกล้ครบ!!! สส.ตบเท้ารายงานตัวสภาฯแล้ว 496 คน เหลือเพียง”เท่าพิภพ-หมอวรงค์”แจ้งมา 10 มี.ค. ส่วน”พีระพันธุ์”ยังล่องหน

9 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรายงานตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 เป็นวันที่ 12 จากจำนวน สส.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง 499 คน โดยมี สส.แต่ละพรรคการเมืองมารายงานตัวแล้ว 496 คน หลังจากที่ สส.พรรคประชาชน (ปชน.) เข้ารายงานตัวพร้อมกันในวันนี้จำนวน 118 คน ทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ

โดยยังเหลืออีก 3 คน ที่ยังไม่มารายงานตัว คือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี และ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.พรรคประชาชน ที่แจ้งว่าจะมารายงานตัวในวันที่ 10 มี.ค.นี้ ส่วนอีกคนคือ นายพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ยังไม่แจ้งการเข้ารายงานตัว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานที่รับรายงานตัว สส.บริเวณชั้น B1 ของอาคารรัฐสภา ยังคงเปิดให้รับรองจนถึงวันวันที่ 10 มี.ค.หลังจากนั้นอาจปรับเปลี่ยนสถานที่ในการรายงานตัว

– 006

กมธ.พลังงาน กังวลราคาพลังงานพุ่ง แนะรบ.ใช้กฎหมายคุมเข้มห้ามกักตุน

กมธ.พลังงาน กังวลราคาพลังงานพุ่ง แนะรบ.ใช้กฎหมายคุมเข้มห้ามกักตุน

กมธ.พลังงาน กังวลราคาพลังงานพุ่ง แนะรบ.ใช้กฎหมายคุมเข้มห้ามกักตุน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

กมธ.พลังงาน กังวลราคาพลังงานพุ่ง ปมวิกฤติตะวันออกกลาง-ปิดฮอร์มุช แนะ รัฐบาล ใช้กฎหมายคุมเข้มห้ามกักตุน พร้อมขอออกมาตรการช่วยประหยัดพลังงาน

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา แถลงข้อเสนอต่อรัฐบาลในการกำหนดมาตรการด้านพลังงานหลังจากที่มีสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อพลังงานในประเทศ

โดยนายเกียรติชาย ไมตรรีวงษ์ รองประธานกมธ. กล่าวว่าจากการศึกษาของกมธ.พลังงาน ประเมินต่อสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่ตะวันออกกลาง และส่งผลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันที่ช่องแคบฮอร์มุช มีความกังวลใน 2 ประเด็น คือ น้ำมันดิบที่ไม่เพียงพอต่อการกลั่น และ ราคาพลังงานที่คิดเป็นต้นทุนของสาธารณูปโภค หรือสินค้าได้ ทั้งนี้รัฐบาลแถลงว่าน้ำมันในประเทศเพียงพอที่จะใช้ได้อีก 60 วัน แต่จากรายละเอียดของพลังงานที่อยู่ระหว่างลำเลียง หรือ ทำสัญญาแล้วยังไม่ขนส่ง เชื่อว่าจะทำให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอ ถึง 95 วัน อย่างไรก็ดีในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลควรปรับแผนที่เกี่ยวกับพลังงานในประเทศ ทั้ง การลดปริมาณสต๊อกน้ำมันเพื่อส่งเข้าโรงกลั่น เป็นต้น ขณะที่ข้อกังวลเรื่องราคา กมธ.พลังงานมีข้อเสนอให้ กระทรวงพลังงานคุมการซื้อ และ เช็คปริมาณน้ำมันที่ถูกใช้ ขณะที่น้ำมันดีเซลที่จำเป็นต่อภาคขนส่ง กระทรวงพลังงาน ต้องติดตามข้อมูลของสถานีบริการน้ำมัน  เช่น การใช้ต่อวันเพื่อเช็คสต๊อกรายวันเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ขาดแคลน

“ราคาน้ำมันขณะนี้มีราคาสูงถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล หากคำนวณเป็นเงิน คาดว่าอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงกว่าปัจจุบันถึง 6 บาทต่อลิตร  ซึ่งมีผลกระทบต่อ้นทุนสินค้า ขณะเดียวกันต้องหาทางเพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันที่จะใช้เงินเพื่อตรึงราคา ดังนั้นอาจจำเป็นต้องควบคุม หรือ พิจารณาใช้กฎหมายควบคุมไม่ให้เกิดการกักตุน ขณะเดียวกันต้องพิจารณาถึงการใช้พลังงานทดแทน เช่น จากขยะ หรือ วัสดุทางการเกษตร หรือริเริ่มถึงการใช้พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็กทดแทนพลังงานนำเข้า” นายเกียรติชาติ กล่าว

ขณะที่นายสมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา รองประธาน กมธ.พลังงาน วุฒิสภา กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุเพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงานในประเทศ ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีความร่วมมือต่อการประหยัดพลังงาน เพราะหากทำได้ครัวเรือนละ 1 หน่วย ทั้งประเทศจะสามารถประหยัดได้ 26 ล้านหน่วย

ความเป็นไปได้ต่ำ! ใช้กลไก UN หยุดสงคราม สหรัฐฯ – อิหร่าน

ความเป็นไปได้ต่ำ! ใช้กลไก UN หยุดสงคราม สหรัฐฯ - อิหร่าน

ความเป็นไปได้ต่ำ! ใช้กลไก UN หยุดสงคราม สหรัฐฯ – อิหร่าน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ UN รวมถึงกลไกภายในสหรัฐฯ สภาคองเกรส-ศาลสูง มีบทบาทอำนาจจำกัด จึงมีความเป็นไปได้ต่ำที่จะยับยั้งสงคราม อเมริกา-อิหร่าน ขณะที่ ทรัมป์ ยังมีช่องให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารได้ ทั้งการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง-ป้องกันตัวเองและการไม่ประกาศสงครามผ่านสภาคองเกรส
 
เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 ดร.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันจะมีกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาระเบียบโลกอย่างสหประชาชาติ (UN) หากแต่ในกรณีความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน กลไก UN มีบทบาทและอำนาจค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการตัดสินใจของ UN ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น การอนุญาตให้ใช้กองกำลังนานาชาติ การใช้มาตรการคว่ำบาตร หรือการกำหนดกลไกเพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจา ฯลฯ จะต้องผ่านการพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ก่อน ซึ่งสมาชิกถาวร 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหรัฐอาณาจักร และสหรัฐฯ มีอำนาจยับยั้ง (veto) มติเหล่านั้นได้

ฉะนั้น ในสถานการณ์ที่สหรัฐฯ เป็นคู่พิพาทโดยตรง จึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำที่ UNSC จะผ่านมติ ที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งหรือจำกัดการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ และในทางตรงกันข้าม หากสหรัฐฯ ต้องการผลักดันวาระใดๆ เพื่อเป็นการจำกัดอำนาจของอิหร่าน ก็มีแนวโน้มที่จะถูกยับยั้งจากรัสเซียหรือจีน ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของ UNSC เช่นเดียวกัน ดังนั้นทางออกเดียวที่จะยุติสงคราม หรือลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์การสู้รบลง จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสองประเทศคือสหรัฐอเมริกาและอิหร่านว่าจะใช้การเจรจา หรือดำเนินการสู้รบต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายของแต่ละฝ่าย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปถึงกลไกภายในของสหรัฐฯ ว่า กลไกภายในของสหรัฐฯ ก็มีความเป็นไปได้ต่ำในการยับยั้งสงคราม หรือดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางการทหารของทรัมป์ เช่น ฝ่ายตุลาการอย่างศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งแม้ว่าในอดีตจะเคยเข้าแทรกแซงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสงคราม แต่ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจภายในประเทศ เช่น การยึดกิจการเอกชนเพื่อวัตถุประสงค์ด้านสงคราม การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในช่วงสงคราม ฯลฯ ส่วนการใช้กำลังทางทหาร ซึ่งเป็นประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจด้านนโยบายความมั่นคงของรัฐ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการมักจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปพิจารณา

ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และวุฒิสภาสหรัฐฯ จะเพิ่งมีการโหวตคว่ำร่างญัตติอำนาจในการทำสงคราม (War Powers Resolution) ที่จะจำกัดอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการโจมตีในอิหร่าน แต่จริงๆ แล้วการตัดสินใจใช้กำลังทางการทหารยังคงขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ การโหวตรับหรือคว่ำร่างดังกล่าวจึงไม่มีนัยยะโดยตรงต่อการลดระดับความตึงเครียด ความรุนแรงของสถานการณ์ หรือระยะเวลาของความขัดแย้ง อีกทั้งในทางปฏิบัติยังมีช่องทางให้ทรัมป์ดำเนินปฏิบัติการทางการทหารได้ โดยเฉพาะเมื่ออ้างเหตุผลด้านความมั่นคงหรือการป้องกันตัวเอง แต่ในระยะยาว สภาคองเกรสอาจมีอิทธิพลต่อทิศทางของปฏิบัติการทางการทหารผ่านกลไกการจัดสรรงบประมาณ 

สำหรับ War Powers Resolution เป็นผลโดยตรงจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางทหารของฝ่ายบริหารในช่วงสงครามเย็น โดยเฉพาะกรณีการส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไปยังประเทศต่างๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ทำให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายฉบับนี้ในปี 1973 เพื่อเพิ่มบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบการใช้กำลังทางทหารของประธานาธิบดี โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่าประธานาธิบดีสามารถตัดสินใจใช้กำลังทหารได้ แต่ต้องแจ้งต่อสภาคองเกรสภายในเวลา 48 ชั่วโมงหลังการเริ่มปฏิบัติการ 

ทั้งนี้ หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติการใช้กำลังดังกล่าวหรือประกาศสงคราม ประธานาธิบดีจะมีเวลา 60 วัน และอาจขยายได้อีก 30 วัน ในการถอนกำลังออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติประธานาธิบดีมักมีช่องทางตีความกฎหมายดังกล่าวเพื่อดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไป เช่น ในกรณีของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่มีการแทรกแซงทางการทหารในลิเบียในปี 2011 โดยฝ่ายบริหารให้เหตุผลว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นภารกิจด้านข่าวกรอง สอดแนม และสนับสนุนทางการทหารเท่านั้น โดยไม่มีการส่งกองกำลังทางบนเข้าไป จึงไม่ถือว่าเป็นการส่งกำลังรบเข้าสู่สงครามตามความหมายของกฎหมาย

“อำนาจการใช้กำลังทางทหารเป็นประเด็นที่มีการคัดง้างกันระหว่างประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด กับอำนาจการประกาศสงครามที่เป็นอำนาจของสภาคองเกรส ซึ่งสหรัฐฯ ใช้อำนาจนี้อย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1942 เพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การไม่ได้ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังทางการทหารเสมอไป เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ยังดำเนินปฏิบัติการทางการทหารในหลายประเทศทั่วโลกโดยไม่ได้ประกาศสงครามผ่านสภาคองเกรส เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ มีกองทัพประจำการขนาดใหญ่ ทำให้ประธานาธิบดีอนุมัติปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของสภาคองเกรส” ดร.ปองขวัญ กล่าว

จับตาศึกชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่ ‘กรวีร์’ เข้าชิง หวังคุมเกมในสภา

จับตาศึกชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่  'กรวีร์' เข้าชิง หวังคุมเกมในสภา

จับตาศึกชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่ ‘กรวีร์’ เข้าชิง หวังคุมเกมในสภา

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

จับตาศึกชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่  ‘กรวีร์’ เข้าชิง หวังคุมเกมในสภา  รับบทเชื่อมฝ่ายบริหาร–ฝ่ายนิติบัญญัติ เจ้าตัวพร้อมยกระดับสภายุคดิจิทัล ใช้AI เปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลกฎหมายสะดวกยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ใกล้เข้ามา โดยตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย จะขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และคนที่ 2 ยังมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นระหว่างโควตาของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ มีกระแสชื่อของนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ว่าอาจได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ เพื่อทำหน้าที่คุมเกมในสภาและช่วยงานด้านนิติบัญญัติ

นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรคเกี่ยวกับตำแหน่งดังกล่าว แต่เชื่อว่าพรรคจะคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมเข้าทำหน้าที่ประธานและรองประธานสภาฯ โดยสิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาสภาให้มีความทันสมัย โปร่งใส และสามารถเชื่อมต่อประชาชนกับฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงานของสมาชิกมีประสิทธิภาพมากขึ้นและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น

นายกรวีร์กล่าวว่า บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติคือการเชื่อมโยงประชาชนกับสภาและฝ่ายบริหาร ผ่านการพิจารณากฎหมายและการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง ที่ผ่านมาตนได้ทำหน้าที่สะท้อนปัญหาของประชาชนในพื้นที่เข้าสู่สภา เช่น ปัญหาราคาข้าว น้ำท่วม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำข้อมูลไปใช้แก้ไขปัญหา ส่วนในระดับประเทศ กฎหมายหลายฉบับสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้ เช่น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันอย่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ปลดภาระผู้ค้ำประกัน ยกเลิกเบี้ยปรับ และลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการศึกษา

นายกรวีร์กล่าวอีกว่า ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บทบาทของพรรคย่อมแตกต่างจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอดีต เพราะต้องผลักดันนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนให้เกิดผลจริง เช่น การผลักดันราคาสินค้าเกษตร การกระจายอำนาจผ่านนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนฟรีได้ทุกที่ทุกวัย

พร้อมกันนี้ยังอยากเห็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยอธิบายผลงานของสภาให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น รวมทั้งเปิดช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนการพิจารณากฎหมายหรือการอภิปรายในสภาได้อย่างโปร่งใส

นายกรวีร์กล่าวด้วยว่า การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงได้ยาก จึงควรปรับปรุงระบบให้เข้าใจง่าย และทำให้ประชาชนเห็นผลกระทบของกฎหมายต่อชีวิตของตนเองได้ชัดเจนมากขึ้น

“ผมคิดว่าตำแหน่ง สส. หรือการเป็นนักการเมืองมีความท้าทายอย่างมาก เพราะต้องให้ประชาชนเลือก เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นใจตัวคุณและได้รับการเลือกตั้งหลายสมัยติดต่อกัน เราต้องเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นรอบต่อไปก็จะยากที่เขาจะเลือกคุณเข้ามาอีก บทบาทของเราในการขับเคลื่อนกฎหมายที่มีผลต่อชีวิตของคนทั้งประเทศสำคัญจริงๆ ทำให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชน ให้พวกเขากินดีอยู่ดี ลดภาระของประชาชน เป็นเป้าหมายสำคัญในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ถ้าพรรคให้ความไว้วางใจ เราก็สามารถใช้ประสบการณ์และความรู้ของเราทำงานได้อย่างเต็มที่” นายกรวีร์ กล่าว

ทั้งนี้ นายกรวีร์ถือเป็นหนึ่งในแกนนำคนรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ร่วมกับนายไชยชนก ชิดชอบ นายภราดร ปริศนานันทกุล และนายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โดยมีนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต สส.อ่างทอง 9 สมัย และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นบิดา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า “คนดีศรีสภา”

นายกรวีร์เป็นบุตรชายคนที่สองของครอบครัวปริศนานันทกุล และเป็น สส. คนที่ 4 ของครอบครัว ต่อจากนายสมศักดิ์ นายภราดร และนายภคิน โดยครอบครัวนี้มีบทบาททางการเมืองต่อเนื่องยาวนาน นายสมศักดิ์มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ยุคเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ขณะที่นายภราดรเคยเป็นประธานสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกรวีร์เคยเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2545

สำหรับเส้นทางการเมือง นายกรวีร์เป็น สส.อ่างทอง เขต 2 มาแล้ว 4 สมัยในนามพรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในปี 2562 ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็น สส.อ่างทอง เขต 2 อีกครั้งในปี 2566 และในการเลือกตั้งปี 2569 ล่าสุด สามารถชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนนำคู่แข่งถึง 60,611 คะแนน

ในสภาชุดที่ผ่านมา นายกรวีร์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง และผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการปกครองท้องที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงกฎหมายเทศบาล นอกจากนี้ยังร่วมคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอด้านนโยบาย เช่น การจัดทำแพลตฟอร์มคลังปัญญาแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การจัดระบบธนาคารหน่วยกิตเชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ และการจัดทำระบบพอร์ตโฟลิโอทักษะ เพื่อให้ตลาดแรงงานสามารถคัดเลือกบุคลากรได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น

สันติ สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวังราคาสินค้า-น้ำมัน กักตุน เอาเปรียบผู้บริโภค

สันติ สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวังราคาสินค้า-น้ำมัน กักตุน เอาเปรียบผู้บริโภค

สันติ สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวังราคาสินค้า-น้ำมัน กักตุน เอาเปรียบผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

“สันติ” มอบนโยบายผู้ว่าฯ ร่วมมือ “กรมการค้าภายใน” ตรวจเข้ม “น้ำมัน-สินค้าอุปโภค-ทองคำ” ป้องกันผู้ประกอบการฉวยโอกาสช่วงวิกฤติตะวันออกกลาง ขึ้นราคา-กักตุน-เอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมสั่งเพิ่มคู่สายด่วนรับเรื่องร้องเรียน

วันที่ 9 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเฝ้าระวังการเอารัดเอาเปรียบประชาชนจากสถานการณ์ สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้เกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการเป็นวงกว้าง โดยการประชุมวันเดียวกันนี้ได้แจ้งมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ถึง6มาตรการ และ1แผนปฏิบัติการ โดยกำชับผู้ว่าราชการทุกจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปปฎิบัติเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและชาวต่างชาติ ที่มาพักอาศัยในประเทศ 

นายสันติ กล่าวว่า สคบ.จะตั้งศูนย์ปฏิบัติการเป็นการเร่งด่วนรับเรื่องร้องเรียน โดยเปิดสายด่วนเพิ่มขึ้น 10 คู่สายในการรับแจ้งเหตุที่สืบเนื่องจากสถานการณ์สู้รบ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้ผู้ประกอบการและผู้ประกอบธุรกิจ ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ เอาเปรียบผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าพื้นฐานที่จำเป็น เช่น น้ำมัน ข้าวสาร อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ รวมถึงราคาทองคำ จึงกำชับให้นำมาตรการไปดูแลประชาชน โดยให้จังหวัดเปิดคู่สายรับเรื่องร้องเรียนเพิ่มขึ้นจากปกติ โดยดูจากปัญหาที่มีการร้องเรียนเข้ามา

นายสันติ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ในวันนี้เริ่มมีผลกระทบกับสินค้าบางชนิด ที่อาจเกิดการขาดแคลน เช่น น้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล จึงกำชับให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัด ในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพิ่มความถี่ลงพื้นที่ตรวจสอบว่าขาดแคลนจริงหรือมีการกักตุนสินค้ากับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เพราะราคาน้ำมันจะกระทบกับสินค้าตัวอื่น ซึ่งจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน จึงปล่อยปละละเลยไม่ได้ 

นายสันติ กล่าวว่า นอกจากนั้นให้เข้มงวดการตรวจสอบปิดฉลากสินค้าให้ถูกต้อง ป้องกันการฉวยขึ้นราคาที่สูงเกินจริง เช่น ราคาทองคำ ที่มีความผันผวนและปรับราคาขึ้น โดยให้แจ้งราคาให้ผู้ซื้อรับทราบก่อนตัดสินใจ รวมถึงเรื่องการซื้อขายสินค้าทางแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะผู้ขายสินค้ามูลค่าสูง เครื่องประดับ บริการลงทุน ให้ตรวจสอบผู้ให้บริการว่าจดทะเบียนตลาดตรงกับทางสคบ.หรือไม่ รวมถึงให้ตรวจสอบเรื่องราคาค่าน้ำ ค่าไฟ กับสถานที่เช่าพักอาศัย ให้ควบคุมเรียกเก็บอย่างถูกต้องหรือไม่ 

“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ ไม่เฉพาะในกรุงเทพมหานครแต่รวมถึงสถานที่อื่นด้วย จึงขอให้ทางจังหวัด ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้สิทธิ์ของตัวเองเรื่องราคามาตรฐานสินค้าและบริการ ก่อนตัดสินใจ ให้เกิดความมั่นใจและปลอดภัย“ นายสันติระบุ 

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีรายงานหรือไม่ว่าจังหวัดใดมีปัญหาเรื่องน้ำมันบ้าง นายสันติ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าตนได้รับรายงานเกี่ยวกับเรื่องน้ำมันมาจากจังหวัดพังงา ว่ามีผู้ประกอบการหลายรายที่เริ่มรายงานว่าขาดแคลนจริงๆทำให้การดำเนินงานติดขัด ตนไม่ทราบว่าเป็นเพราะขาดจริงหรือมีการกักตุน แต่ได้กำชับแล้วให้ลงไปตรวจสอบ