มท.2 ลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจโรงแรมเถื่อน 2 แห่ง ไร้ใบอนุญาต สั่งสอบเพิ่ม 360 บริษัทต้องสงสัยนอมินีต่างชาติ

มท.2 ลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจโรงแรมเถื่อน 2 แห่ง ไร้ใบอนุญาต สั่งสอบเพิ่ม 360 บริษัทต้องสงสัยนอมินีต่างชาติ

มท.2 ลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจโรงแรมเถื่อน 2 แห่ง ไร้ใบอนุญาต สั่งสอบเพิ่ม 360 บริษัทต้องสงสัยนอมินีต่างชาติ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

‘มท.2’ นำทีมลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจสอบ ‘โรงแรม’ ต้องสงสัยไร้ใบอนุญาต สั่ง ‘ผู้ว่าฯ’ สอบเพิ่ม 360 บริษัท ลั่น ‘ต่างชาติ’ ทุกรายต้องเคารพกฎหมายไทยเคร่งครัด หากพบกระทำผิดดำเนินคดีเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น เร่งเดินหน้าจัดระเบียบทุนต่างชาติ-นอมินี เคลียร์กวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย สร้างความเป็นธรรม

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นำทีมกรมการปกครอง เจ้าหน้าที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรมและสถานประกอบการที่ได้รับการร้องเรียนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตรวจสอบการประกอบธุรกิจของกลุ่มทุนต่างชาติ การถือครองกิจการผ่านนอมินี รวมถึงการขออนุญาตก่อสร้างและประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร้อยตำรวจเอก เขตรัฐ ชาญศิลป์ นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ บริเวณหาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต

นายพลพีร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ ตนพร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และทีมกรมการปกครอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยในจังหวัดภูเก็ตโดยช่วงเช้า เริ่มต้นจากการประชุมร่วมกับตัวแทนศาลเจ้ากว่า 41 แห่ง เพื่อรับฟังข้อบังคับและหารือเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงระเบียบปฏิบัติที่ใช้มานานให้มีความทันสมัยและคล่องตัวยิ่งขึ้น โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการจัดระเบียบในทุกมิติ ซึ่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้ข้อสรุปว่าต้องมีการพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรมตามที่มีผู้แจ้งเบาะแสว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าโรงแรม 2 แห่งที่เข้าตรวจจริงไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการและไม่มีใบอนุญาตการก่อสร้างตามกฎหมาย ทางเจ้าพนักงานจากกรมการปกครองจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ สำหรับโรงแรมที่กำลังจะเข้าตรวจสอบเพิ่มเติมนั้น ทางคณะทำงานมีข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ว่า อาจเป็นธุรกิจที่ใช้ตัวแทนอำพราง หรือนอมินี โดยมีชาวต่างชาติถือหุ้นเกินกว่าที่กฎหมายไทยกำหนด อีกประมาณ 360 บริษัท ซึ่งจะเร่งตรวจสอบการขออนุญาตต่างๆอย่างละเอียดต่อไป

นายพลพีร์ ยังกล่าวถึงกรณีเข้าตรวจสอบสถานที่ที่เรียกชื่อว่า “ชาบัดเฮาส์ไทยแลนด์” (Chabad House Thailand) ซึ่งได้รับแจ้งว่าตามใบขออนุญาตได้ขอเปิดเป็นกิจการโรงแรมและร้านอาหาร แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นโดยผู้ดูแลนำเดินสำรวจ ไม่มีที่พัก แต่เป็นร้านอาหาร และศาสนสถาน สำหรับผู้นับถือศาสนายิว จึงได้สั่งการให้ทางจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการเดินหน้าตรวจสอบสถานประกอบการต่างๆ ในจังหวัดต่อไป เพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย

“ผมได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการมุ่งเป้า ไปที่จุดใดจุดหนึ่ง หรือกิจการใด แต่เป็นการตรวจสอบ การบังคับใช้กฎหมาย เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของภูเก็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการขอใบอนุญาตประกอบการที่สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายถือครองแบบนอมินี” นายพลพีร์ กล่าว

กมธ.ที่ดิน เร่งติดตามเพิกถอนโฉนดทับป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี

กมธ.ที่ดิน เร่งติดตามเพิกถอนโฉนดทับป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี

กมธ.ที่ดิน เร่งติดตามเพิกถอนโฉนดทับป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

’ปธ.กมธ.ที่ดิน‘ เผยเร่งติดตามปมเพิกถอนโฉนดทับ ‘ป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี’ ดันบริหารพื้นที่ยึดคืนเพื่อ ‘ประโยชน์ส่วนรวม’

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายสมชาย หลวงละ ชาวอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี กรณีการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ตำบลทุ่งหลวง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าออกทับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และต่อมากรมที่ดินได้มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดจำนวน 29 แปลง และอยู่ระหว่างการเพิกถอนอีก 5 แปลง
ซึ่งกรณีดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่ถือครองหรือซื้อขายที่ดินโดยสุจริต ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ เกิดข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ และสร้างความเดือดร้อนต่อการดำรงชีวิต คณะกรรมาธิการฯ จึงได้เชิญกรมที่ดิน และกรมป่าไม้ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อติดตามความคืบหน้าและหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรม

น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า ในส่วนของกรมที่ดิน ได้ยืนยันการเพิกถอนโฉนด 29 แปลงแล้วและอยู่ในระหว่างดำเนินการเพิกถอน 5 แปลง ซึ่งเมื่อเพิกถอนแล้ว ที่ดินเหล่านี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ สำหรับกรมป่าไม้ ได้ยืนยันว่าจะนำพื้นที่ที่เพิกถอนกลับคืนเป็นพื้นที่ของรัฐและปักแนวเขตพร้อมป้ายประกาศอย่างครบถ้วน และหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนพื้นที่ป่าซ้ำอีกในอนาคต รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ที่ยึดคืนมาโดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม เช่น การจัดทำเป็นป่าชุมชน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมดูแลรักษาและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

“หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ พื้นที่ที่ยึดคืนกลับมาเป็นของรัฐก็ควรได้รับการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมตามข้อกำหนดของกฎหมายต่อไป โดยเฉพาะการจัดทำป่าชุมชนที่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมเป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เว้นแต่อยู่ในพื้นที่สงวนหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาที่ต้องคงสภาพหวงห้ามต่อไป ทั้งนี้เพื่อคืนความเป็นธรรมและสร้างความยั่งยืนไปพร้อมกัน ทั้งนี้ กมธ.ฯ จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน“ ประธานกมธ.การที่ดินฯ กล่าว

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

รัฐบาลปลื้ม!  ผลดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกรอบ 4 เดือน  พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านผ่าน พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานเต็มสูบ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลสำรวจของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ล่าสุดพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จาก 84.7 ในเดือนก่อนหน้า นับเป็นการพลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่มีต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

รายงานของ ส.อ.ท. ชี้ว่า ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นนี้มาจากผลของ 2 มาตรการหลักที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ที่เข้ามาประคองค่าครองชีพ มีส่วนเพิ่มให้เกิดการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ล่าสุด กระทรวงการคลังรายงาย ยอดการใช้จ่ายรวม ณ 9 กรกฎาคม กว่า 64,546 หมื่นล้านบาท  ช่วยพยุงการขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจ SME ให้กลับมามีสภาพคล่อง

อีกมาตรการคือ Thailand Fastpass ที่สามารถเร่งรัดการลงทุนผ่านบีโอไอ ซึ่งปัจจุบันผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 223,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าดันการลงทุนจริงให้แตะ 1 ล้านล้านบาทภายในปีนี้ และได้กำหนดเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีและทักษะให้แรงงานไทยผ่านโครงการ Skill Bridge ด้วย

“ตัวเลขดัชนีเชื่อมั่นที่พลิกกลับมาเป็นบวก คือเครื่องยืนยันว่านโยบายที่รัฐบาลทำมาตลอดไม่ใช่แค่คำพูด แต่เห็นผลจริงเพิ่มกำลังซื้อในกระเป๋าประชาชนและช่วยในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน” นางสาวรัชดา กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้  กรณีที่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ตอกย้ำทิศทางการขับเคลื่อนการลงทุนในระยะต่อไป ที่รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าใช้เงินกู้ก้อนนี้เพื่อลดต้นทุนพลังงานให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน ในส่วนของกรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท

ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าการใช้จ่ายเงินต้องเป็นตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดอย่างเคร่งครัด ผ่านโครงการที่ถึงมือประชาชน เช่นการส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จไฟฟ้า การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการในรายละเอียด ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายต้องนำไปสู่การลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในประเทศ

“รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลทั้งเรื่องปากท้องระยะสั้นและวางรากฐานพลังงานระยะยาวไปพร้อมกัน ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่รัดกุมและโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจไทยแข่งขันได้อย่างยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

‘รักชนก’ เปิด 4 กระทรวงไม่ส่งคำของบปี 70 แฉท้องถิ่นฟ้องถูกหั่นเงิน จี้ เปิดข้อมูลโปร่งใส ชวน จับตางบประมาณพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาล ลั่นหากผู้มีอำนาจหากไม่ฟัง อีก 3 ปี เจอ ปชช.ลงโทษ

วันที่ 11 กรกฏาคม  2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดบรรยายถึงการศึกษาการจัดทำงบประมาณ ว่า ทำไมเราถึงต้องสนใจเรื่องงบประมาณ เพราะงบประมาณอยู่รอบตัวเราตั้งแต่ลืมตาดูโลกเราจะได้ค่าเลี้ยงดูบุตรเท่าไหร่ จะได้รับการศึกษาแบบใด รวมถึงปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษางบประมาณทั้งสิ้น ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยคน คือ ข้าราชการ ลูกจ้าง กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบ เราจะกำกับให้ใครได้สิทธิเสียสิทธิอะไรเกิดจากกฎหมาย และงบประมาณ 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า การจะแก้ไขปัญหาหรือขับเคลื่อนอะไรต้องใช้ 3 อย่างคือ คน กฎ งบ และการที่เราต้องรู้เรื่องงบประมาณเพื่อจะได้รู้ว่าคนที่สัญญากับเราในช่วงเลือกตั้ง มีความจริงใจที่จะทำในสิ่งที่เขาพูดจริงๆหรือไม่ ทางนี้ก่อนจะมีเล่มงบประมาณขาวคาดแดง จะต้องมีคำของบประมาณก่อน ซึ่งจะมีมูลค่าเป็น 2 เท่าของงบประมาณที่จะได้รับที่จะได้รับการจัดสรรจริง โดยงบประมาณปี 2570 กมธ.ติดตามงบฯ ได้ทำหนังสือส่งไปทุกกระทรวง ทุกกรม ทุกท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นส่งกลับมาให้กรรมาธิการเหมือนต้องการจะฟ้องว่าสำนักงบประมาณตัดงบ แต่กระทรวงกลับหวงคำของบประมาณมาก เพราะไม่อยากให้เห็นว่าทำคำของบมาแบบไหน 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนขอเปิดชื่อกระทรวงที่ไม่ส่งข้อมูลให้กับกมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข ส่วนกระทรวงที่ส่งข้อมูลน้อยมาก คือกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับกระทรวงที่ส่งข้อมูลคำของบประมาณมาให้แล้วแต่ถอนกลับคือ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า เมื่อไปดูรายละเอียดของคำของบประมาณเช่น เทศบาลนครหาดใหญ่พบว่า เจ็ทสกีเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ จำนวน 8 ล้านบาท แล้วยังมีคำของบประมาณห้องเรียนอัจฉริยะ ทำให้ประชาชนเห็นว่าเรื่องนี้ใครพูดจริง เพราะจะเห็นว่าท้องถิ่นขอมาแต่รัฐบาลอาจจะอนุมัติงบกลางให้ เวลาจะดูว่ารัฐบาลมีความจริงใจพูดความจริงกับเราหรือไม่ ว่าใส่ใจก็ไปดูการตั้งงบประมาณ หรือตั้งโครงการอะไรในการดูแล จึงต้องตั้งคำถามว่าหลายเรื่องทำไมรัฐบาลถึงไม่ตั้งงบปกติในการแก้ไขปัญหา 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า หลายคนมักจะมองพวกเราที่เป็นสส.ด้วยความชื่นชมเป็นความหวัง แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ประเทศให้ดีขึ้นไม่ได้อยู่ในมือของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือมือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ในมือของทุกคน และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ทุกคนต้องช่วยกันส่งเสียง เช่น กรณีล่าสุดแนวคิดปรับเกณฑ์ ลูกใช้สิทธิดูแลพ่อแม่เพื่อลดหย่อนภาษี และตัดสิทธิพ่อแม่ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแต่ถูกประชาชนและสื่อวิพากษ์วิจารณ์ สุดท้ายก็ต้อง พิจารณาปรับลดเกณฑ์นี้ออกไป รวมถึงโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกจับตา จนรัฐบาลต้องยอมขยับและมีการแก้ไขสัญญาจากงบประมาณเหมาจ่าย ให้ใช้ได้คุ้มค่ามากขึ้นเล็กน้อย แม้พรรคประชาชนอยากจะให้ยกเลิกโครงการนี้ก็ตาม 

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า ตนหวังว่าผลของการวิพากษ์วิจารณ์น่าจะส่งผลให้สำนักงบประมาณ ตัดโครงการนี้ออกทั้งโครงการในปีหน้า จึงไม่อยากให้คิดว่าเมื่อเราด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดไปแล้วจะไม่มีอะไร หรือเขาไม่ฟังเรา ถ้าเราเป็นเสียงเดียวก็อาจจะถูกละเลย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารวมกันเป็นกลุ่มก่อน และร่วมกันชี้ว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ต้องฟัง สุดท้ายเราก็ยังมีอำนาจในมือด้วยการลงโทษในอีก 3 ปีข้างหน้าหากเขาไม่ฟังเสียงของเรา

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ระบบงบประมาณที่เราอยากเห็น คือระบบป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่ต้นทางด้วยการเปิดเผยข้อมูล ให้สาธารณชนรับทราบ ให้เข้าถึงข้อมูลได้เหมือนที่พรรคประชาชนเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดสด ในกรรมาธิการงบประมาณแล้วมีคนมาล้อว่าถ่ายทอดแล้วยังไง มีคนดู 5 คน 10 คน แต่เป็นการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ประเด็นคือใครอยากดูต้องได้ดูเพราะคือภาษี เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานว่าเขาเอาเงินไปทำอะไร 

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

“JIC ไทย” สวนข้อหากัมพูชา ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) เปิดเผยว่าตามที่กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกข่าวสารนิเทศ กล่าวหาว่าฝ่ายไทยละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา จากการดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ตามแนวชายแดนนั้น

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ขอยืนยันว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ดังกล่าว เป็นไปตามกรอบและแนวทางที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน ตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่คงการวางกำลังทหารไว้ในที่ โดยการดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปเพื่อควบคุมสถานการณ์ รักษาความปลอดภัย และลดความตึงเครียด รวมถึงป้องกันการเผชิญหน้าระหว่างกำลังของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเป็นการรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ และไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศ 

ประเทศไทยจึงปฏิเสธข้อกล่าวหาตามข่าวสารนิเทศดังกล่าวที่สรุปฝ่ายเดียวว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

ทั้งสองฝ่ายควรใช้กลไกทวิภาคีที่ได้ตกลงร่วมกันในการหารือ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มากกว่าการนำเสนอข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวต่อสาธารณะหรือประชาคมระหว่างประเทศ

ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพถ้อยแถลงร่วมและกลไกที่ได้ตกลงกันไว้ หลีกเลี่ยงการบิดเบือนหรือตีความข้อเท็จจริงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของการลดความตึงเครียดและความพยายามในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

อนุทิน เข้าทำเนียบวันหยุด ติดตามผลโกงสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี-เพิกถอนบรรจุ ขรก.

อนุทิน เข้าทำเนียบวันหยุด ติดตามผลโกงสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี-เพิกถอนบรรจุ ขรก.

อนุทิน เข้าทำเนียบวันหยุด ติดตามผลโกงสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี-เพิกถอนบรรจุ ขรก.

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

“อนุทิน“ เข้าทำเนียบฯ วันหยุดติดตามผลทุจริตสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี -เพิกถอนบรรจุขรก.ที่กระทำผิด ด้าน ”อธิบดีปภ.“ ร่วมวงในฐานะ ปธ.สอบวินัยร้ายแรง 5 บิ๊ก.สถ.

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569  เวลา 13.00 น.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ในวันหยุดราชการ โดยได้เรียกนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  รวมถึงข้าราชการต่างๆในกระทรวงมหาดไทย ที่เกี่ยวข้องกับการสอบท้องถิ่นมาหารือและเพื่อประชุมติดตามความคืบหน้าการสอบสวนผู้กระทำความผิดในการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น พร้อมหารือแนวทางการดำเนินคดี และการเพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่มีความผิด
 
โดยมีรายงานว่า นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 

เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าบิดเบือน ‘โบว์ ณัฏฐา’ ฟาดสื่อยักษ์ใหญ่ ทำชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าบิดเบือน 'โบว์ ณัฏฐา' ฟาดสื่อยักษ์ใหญ่ ทำชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าบิดเบือน ‘โบว์ ณัฏฐา’ ฟาดสื่อยักษ์ใหญ่ ทำชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

วานนี้ 11 กรกฎาคม 2569  น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอข่าวของสื่อยักษ์ใหญ่อย่างดุเดือด โดยมีข้อความว่า  “เป็นอีกครั้งที่ไทยรัฐทำแบบนี้ …

เมื่อเช้ามีคนส่งภาพซ้ายมาให้ดู ด้วยประสบการณ์ตรงที่เคยโดนเองและต่อมเอ๊ะที่แอคทีฟ เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าโควทบิดเบือน แต่ยุ่งอยู่เลยไม่มีเวลาไปหาต้นฉบับมาดู เพิ่งได้มาฟังเนื้อหาจากคลิปก็เลยรู้ว่า สื่อบางคน สันดานไม่เปลี่ยน ไปฟังต้นฉบับเต็มๆ ได้ทางนี้ https://www.facebook.com/share/v/1EhxDm5phC/?mibextid=wwXIfr”

โบว์

หลังจากที่โพสต์ของ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ เผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตและผู้ติดตามต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการทำงานของสื่อมวลชนอย่างเนืองแน่น เช่น

“ดูไม่ได้เลยฉบับจริงที่ว่า”

“จะเลียจนพัง หรือ จะฟังประชาชน”

“ขออะไรก็ขอเเล้วตามด้วยคำว่า ai โอเคจบ”

“บก.ข่าวคือใคร ?”

“ไทยรัฐ: name speaks for itself”

“โพสพี่ ดีมากค่ะ”

“เจอหลายช่องเลยครับ”

“ไทยรัฐก้อเป็นอีกช่องที่เชียร์ส้มออกรสออกชาติจ้า รายการก้อจะมี ปริญญา มาเป็นคนวิเคราะห์ด้วย”

“ความเจริญของประเทศไทยวนอยู่ในอ่าง หรือถ้าโตก็โตช้ากว่าศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะความไม่มั่นคงทางการเมือง และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความไม่มั่นคงทางการเมืองมาจากการที่ประชาชนขาดความเข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งการทำร้ายความสามัคคีของคนในประเทศนั้น มาจาก“สื่อ” เป็นสำคัญ”

“ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่ายุคนี้สื่อเชื่อถือได้ยากจริงๆค่ะคำว่าจรรยาบรรณการเป็นสื่อที่ดีหายากมากๆ”

“น่าจะมีกฎหมายลงโทษและจัดการสื่อประเภทนี้อย่างเด็ดขาด.,….ทันท่วงที …ถ้าเปรียบเทียบได้กับต้นฉบับส่าบิดเบือนถือว่าผิดเลย จัดการลงโทษได้เลย … เพราะ ปชช อีกมากที่ไม่ได้ตามข่าวอย่างต่อเนื่องจะนึกว่าข่าวปั่น เสี้ยม พวกนี้คือของจริง…รัฐบาลต้องรีบดำเนินการได้แล้วค่ะ …คนของรัฐบาลโดนกันเกือบหมดแล้ว…เป็นกำลังใจให้รัฐบาลทำงานต่อเนื่องและผ่านวิกฤตต่างๆไปได้ด้วยดี”

“เสื่อมมานานแล้วสื่อนี้.”

“มีความพยายาม เสี้ยมให้คนหาดใหญ่ ด่า รมต ภราดร”

“เ สื่อ ม 1พยางค์ 2 ความหมาย”

“ควรคิดตรึกตรอง ว่า สื่อเห็นอะไรตัวพวก รบ.นี้ น่าคิด มีอำนาจ มีเงินตรา เเต่ไม่อวย น่าคิด”

โบว์ ณัฏฐา
โบว์
โบว์
โบว์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana 

ศุภจี ชี้ปัญหาสินค้าเกษตรสะสมมานาน ย้ำแก้ทั้งห่วงโซ่ เตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน

ศุภจี ชี้ปัญหาสินค้าเกษตรสะสมมานาน ย้ำแก้ทั้งห่วงโซ่ เตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน

ศุภจี ชี้ปัญหาสินค้าเกษตรสะสมมานาน ย้ำแก้ทั้งห่วงโซ่ เตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

“ศุภจี” ชี้การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรต้องดำเนินการทั้งห่วงโซ่ พร้อมยอมรับว่าการสื่อสารนโยบายด้านข้าวของหน่วยงานภาครัฐที่ผ่านมาอาจทำให้เกษตรกรสับสนต่อทิศทางการขับเคลื่อน แม้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ นบข. จึงเตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจทิศทางนโยบายของรัฐบาลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัญหาสินค้าเกษตรหลายชนิดไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่สะสมและทับซ้อนมานานหลายปี การแก้ไขจึงต้องดำเนินการทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การพัฒนาพันธุ์ การยกระดับคุณภาพ การลดต้นทุน การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างตลาดรองรับผลผลิต ไม่สามารถแก้ไขเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้

“การแก้ปัญหาไม่ได้แก้ได้แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ต้องแก้ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง กลางน้ำ และปลายน้ำ” นางศุภจีกล่าว

ทั้งนึ้นางศุภจียกตัวอย่างการขับเคลื่อนนโยบาย “ข้าว” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบด้านการผลิต ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การยกระดับคุณภาพ และการลดต้นทุนการผลิต ขณะที่กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การเพิ่มมูลค่า การแปรรูป และการส่งออก โดยทั้งสองกระทรวงทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เพื่อให้การดำเนินนโยบายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นางศุภจียอมรับว่า การสื่อสารที่ผ่านมาอาจทำให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องบางส่วนสับสนต่อทิศทางนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนแนวคิด “ข้าวประณีต” ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผลักดัน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จนถูกมองว่าเป็นคนละนโยบาย ทั้งที่เป็นการทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ นบข. จึงจำเป็นต้องปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจบทบาทของแต่ละหน่วยงานและทิศทางนโยบายของรัฐบาลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับ”ข้าวคาร์บอนต่ำ” เป็นหนึ่งในรูปแบบการผลิตภายใต้แนวคิด “ข้าวประณีต” ที่กระทรวงพาณิชย์ผลักดัน โดย “ข้าวประณีต” เป็นกรอบการยกระดับข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์สู่สินค้ามูลค่าสูง ผ่านการพัฒนาคุณภาพ การสร้างอัตลักษณ์ การแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงตลาด ขณะที่ข้าวคาร์บอนต่ำมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยกระดับคุณภาพผลผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นแนวโน้มสำคัญของตลาดโลก โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนด้านการผลิต ส่วนกระทรวงพาณิชย์ต่อยอดด้านการสร้างมูลค่า การตลาด และการส่งออก

นางศุภจีกล่าวว่า หนึ่งในตัวอย่างของการทำงานร่วมกัน คือ การพัฒนาชุมชนผู้ปลูกข้าวภายใต้กรอบ นบข. โดยทั้งสองกระทรวงร่วมกันสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือที่จำเป็น การลดต้นทุนการผลิต การยกระดับคุณภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้การผลิตสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว

โดยจากนี้จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังขับเคลื่อนนโยบายเดียวกัน แม้แต่ละหน่วยงานจะรับผิดชอบคนละบทบาท แต่มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับข้าวไทยและสินค้าเกษตรไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ขอหยุดโต้ตอบโซเชียล ศาสตรา โพสต์ขออภัยทุกความขัดแย้ง เดินหน้ารับมือหน้าฝนเพื่อชาวหาดใหญ่

ขอหยุดโต้ตอบโซเชียล ศาสตรา โพสต์ขออภัยทุกความขัดแย้ง เดินหน้ารับมือหน้าฝนเพื่อชาวหาดใหญ่

ขอหยุดโต้ตอบโซเชียล ศาสตรา โพสต์ขออภัยทุกความขัดแย้ง เดินหน้ารับมือหน้าฝนเพื่อชาวหาดใหญ่

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

วันนี้ 11 กรกฎาคม 2569 นายศาสตรา ศรีปาน ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคภูมิใจไทย และอดีต สส.สงขลา 2 สมัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อชี้แจงแนวทางการทำงานและขออภัยต่อเรื่องราวที่ผ่านมา โดยมีข้อความว่าว่า “ให้อภัย หยุดทุกความขัดแย้ง เดินหน้าเตรียมรับมือหน้าฝนเพื่อพี่น้องชาวหาดใหญ่”

ใกล้เข้าสู่ช่วงหน้าฝน สิ่งที่พี่น้องชาวหาดใหญ่ต้องการมากที่สุดคือ “ความร่วมแรงร่วมใจ” เพื่อก้าวผ่านทุกอุปสรรคไปด้วยกัน หากที่ผ่านมา ตัวผมได้เคยล่วงเกินท่านใดไว้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยกาย วาจา หรือใจ ผมต้องขออภัยจากใจจริงไว้ ณ ที่นี้ครับ

ศาสตรา ศรีปาน

นับจากนี้เป็นต้นไป ผมตั้งใจที่จะวางทุกความขัดแย้ง และขออนุญาตยุติการโต้ตอบทางสื่อโซเชียล เพื่อทุ่มเทเวลาและพลังทั้งหมดที่มีไปกับการลงพื้นที่ ผลักดันโครงการป้องกันน้ำท่วม และร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลังสิ่งที่ผมทำในวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ ปชช. หรือ ใครต้องมาร้องขอ แต่มันคือหน้าที่และความตั้งใจจริงในฐานะคนทำงานที่อยากเห็นบ้านเมืองของเราพัฒนาขึ้น

ผมขอเชิญชวนทุกฝ่าย มาร่วมมือกันเปิดใจและจับมือกันเดินหน้า เพื่อพาหาดใหญ่ของเราผ่านพ้นฤดูฝนนี้ไปด้วยความราบรื่น เพราะผมเชื่อเสมอว่า “ความสามัคคีและพลังของพวกเราทุกคน” คือสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นทุกวิกฤตไปได้ครับ”

หลังจากที่โพสต์ของ ศาสตรา ศรีปาน ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตและประชาชนในพื้นที่ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ไม่ว่าคุณจูรี พี่ศาสตรา หอการค้าสงขลา และทุกภาคส่วน ทุกคนทุกองค์กรณ์ ล้วนทำเพื่อหาดใหญ่อาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ ประชาชนได้ประโยชน์เต็มๆครับ ขอบคุณมากๆครับ
จาก ประชาชน หาดใหญ่เขต 2 คนนึงครับ”

“หยุดกัดกันแล้วทำผลงานให้เห็นคะ ผลงานเกิดจากการกระทำ ไม่ว่าใครทำดีประชาชนเห็นแน่นอน เป็นกำลังใจให้ใครก็ตามที่ทำเพื่อประชาชน ไม่อยู่ข้างใครอยู่ข้างคยทำดี”

“เยี่ยมเลยครับน้อง สส.กอฟ ขอชมจากใจจริงครับ ขยันทำงานเพื่อชาวบ้านให้ประจักษ์ในผลงาน จะเป็นผลดีต่อตัวน้องครับ ลดเพิ่มความขัดแย้ง สร้างผลงาน และเลือกตั้งสมัยหน้า อาจจะได้ดั่งหวังครับ”

“ถึงอย่างไรก็เลือกข้างจุรีตลอด”

“หัวใจที่เปิดกว้าง มือที่ยื่นเข้ามาช่วยเหลือกัน ก็จะมากขึ้น”

“เพิ่งคิดได้เหรอครับ.#จริงใจหรือเปล่า# อยู่ให้เป็นเย็นให้พอ.แบบท่านสมยศ.จะดีมาก”

ศาสตรา ศรีปาน
ศาสตรา ศรีปาน
ศาสตรา ศรีปาน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก นายศาสตรา ศรีปาน – Sarttra Sripan

ศรีสุวรรณ ร้อง ปลัดคลัง จี้ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาสายสีม่วง

ศรีสุวรรณ ร้อง ปลัดคลัง จี้ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาสายสีม่วง

ศรีสุวรรณ ร้อง ปลัดคลัง จี้ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาสายสีม่วง

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

‘ศรีสุวรรณ’ยื่น’ปลัดคลัง’ ลั่นต้องเอาผิดผู้รับเหมาสายสีม่วง จี้ใช้ “สมุดพกผู้รับเหมา” ลงดาบ เหตุอุโมงค์วงเวียนใหญ่ทรุด ย้ำต้องเชือดไก่ให้ลิงดู เตือนเพิกเฉยเสี่ยงผิด ม.157

วันที่ 11 ก.ค.69 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นหนังสือถึงปลัดกระทรวงการคลัง ขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินการกับผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) สัญญาที่ 4 ช่วงสะพานพุทธ–ดาวคะนอง จากกรณีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เกิดเหตุน้ำรั่วซึมเข้าสู่อุโมงค์โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสีม่วงและบ่อรับน้ำ (Sump Pit) ลึกกว่า 30 เมตร บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ จนสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประชาชนและหน่วยงานของรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ลงโทษเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างของผู้รับเหมาภาครัฐ

ศรีสุวรรณ จรรยา

นายศรีสุวรรณ ระบุว่า เหตุดังกล่าวทำให้อาคารข้างเคียงแตกร้าวและทรุดเอียงกว่า 28 เซนติเมตร ต้องอพยพประชาชนในรัศมี 30 เมตร ปิดการจราจรถนนประชาธิ ปกโดยไม่มีกำหนด ส่งผลให้การจราจรบริเวณวงเวียนใหญ่เป็นอัมพาต ขณะที่หลายหน่วยงาน อาทิ กรุงเทพมหา นคร ตำรวจ ป้องกันและบรรเทาสาธารณ ภัย และกรมโยธาธิการและผังเมือง ต้องระดมกำลังเข้าช่วยเหลือ โดยใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน

ทั้งนี้ เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความบกพร่องร้ายแรงของผู้รับเหมาและผู้ควบคุมงาน จึงขอให้ปลัดกระทรวงการคลังใช้อำนาจตามมาตรา 109 (4) แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ประกอบกฎกระทรวงว่าด้วยการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ หรือ “สมุดพกผู้รับเหมา” สั่งขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) หรือให้เป็นผู้ทิ้งงานตามกฎหมาย

ศรีสุวรรณ จรรยา

นายศรีสุวรรณ ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและสร้างบรรทัดฐานให้ผู้รับเหมาของรัฐทุกโครงการเพิ่มความเข้มงวดด้านการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง พร้อมเตือนว่า หากปลัดกระทรวงการคลังเพิกเฉยไม่ดำเนินการ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้

ศรีสุวรรณ จรรยา
ศรีสุวรรณ จรรยา