นายกฯ ลาประชุม มอบ พิพัฒน์ นำถก ครม. ชงเคาะมาตรการประหยัดพลังงาน

นายกฯ ลาประชุม มอบ พิพัฒน์ นำถก ครม. ชงเคาะมาตรการประหยัดพลังงาน

นายกฯ ลาประชุม มอบ พิพัฒน์ นำถก ครม. ชงเคาะมาตรการประหยัดพลังงาน

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.24 น.

“อนุทิน” ลาประชุม ครม. มอบ ”พิพัฒน์“ ปธ.แทน ขณะรมต.ถอดสูท สวมเชิ้ต  ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 

โดยวาระสำคัญที่คาดว่าจะเข้าสู่การประชุม ครม. กระทรวงพลังงานจะรายงานสถานการณ์ราคาพลังงานจากเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก พร้อมประเมินผลกระทบต่อประเทศไทย และเสนอมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานราชการ อาทิ การขอความร่วมมือหน่วยงานราชการให้ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส งดการสวมสูทหรือผูกไท สนับสนุนการทำงานจากบ้าน (Work from Home) และการประชุมออนไลน์ รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันลดการใช้พลังงาน

ขณะที่วาระเพื่อพิจารณาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2569 เพื่อกำหนดกรอบการเปิดประชุมรัฐสภาหลังจากขั้นตอนรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นแล้ว เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการประชุม ครม.วันเดียวกันนี้ บรรดารัฐมนตรีและทีมงานต่างสวมเสื้อเชิ้ตแทนการใส่สูทผูกไทมาร่วมประชุม ตามมาตรการลดใช้พลังงาน

ส่วนครม.แจ้งลาการประชุมได้แก่ นายอนุทิน รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข

ขณะในเวลา 11.45 น. นายกฯจะเดินทางมาบันทึกเทปเนื่องในโอกาสวันท้องถิ่นไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล 

บิ๊กดุลย์​ โบ้ยถาม​ อนุทิน​ มีชื่อโผล่นั่ง​ รมว.กลาโหม​ เมินตอบพร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งหรือไม่

บิ๊กดุลย์​ โบ้ยถาม​ อนุทิน​ มีชื่อโผล่นั่ง​ รมว.กลาโหม​ เมินตอบพร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งหรือไม่

บิ๊กดุลย์​ โบ้ยถาม​ อนุทิน​ มีชื่อโผล่นั่ง​ รมว.กลาโหม​ เมินตอบพร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งหรือไม่

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

“พล.ท.อดุลย์​”  โบ้ยถาม​ “อนุทิน​” มีชื่อโผล่นั่ง​ รมว.กลาโหม​  ปัดตอบพร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งหรือไม่

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 09.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรม​เจริญ​ รมช.กลาโหม​ ให้สัมภา​ณ์สั้นๆ​ หลังมีชื่อปรากฏ​ในรายงานข่าว​เตรียมขยับจาก รมช.กลาโหม​ ไปเป็นรมว.กลาโหม​ ในรัฐบาล​อนุทิน​ 2 ว่า​ ขอให้ถาม​ นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า พร้อมที่จะทำงานในทุกตำแหน่งหรือไม่​ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ไม่ตอบคำถาม ก่อนที่จะเดินเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีทันที

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สะพัด บิ๊กดุลย์ ขยับ รมว.กห. รุทธพล นั่ง รมว.ยุติธรรม ต่อ

อสม.ไม่ทน! แจงปมถูกพาดพิงการเมือง ย้ำทำงานด้วยหัวใจอาสา ไม่เกี่ยวการเลือกตั้ง

อสม.ไม่ทน! แจงปมถูกพาดพิงการเมือง ย้ำทำงานด้วยหัวใจอาสา ไม่เกี่ยวการเลือกตั้ง

อสม.ไม่ทน! แจงปมถูกพาดพิงการเมือง ย้ำทำงานด้วยหัวใจอาสา ไม่เกี่ยวการเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2569 จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อบางช่องทาง ซึ่งมีการกล่าวพาดพิงว่า “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นหน่วยงานที่ถูกใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมในการเลือกตั้งมากที่สุด” นั้น

ล่าสุด นายอมรินทร์ นิ่มนวล ประธานชมรม อสม.แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านแห่งประเทศไทย ขอแสดงความห่วงใยต่อการสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อบทบาทหน้าที่ของพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ

อสม. เป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทย ทำงานด้วยจิตอาสา เสียสละ และทุ่มเทเพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนในชุมชนมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี โดยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค เฝ้าระวังโรค และดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางในชุมชน เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์สาธารณภัยด้านสุขภาพต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อสม. ทั่วประเทศได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และยึดมั่นในจริยธรรมของอาสาสมัครสาธารณสุข ซึ่งมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนและชุมชนเป็นสำคัญ มิได้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายการเลือกตั้ง

ที่ผ่านมา อสม. มีบทบาทสำคัญร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะแกนนำขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับชุมชน เรามีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่สำคัญคือเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งตามหน้าที่พลเมืองที่ดี ได้ย้ำเตือนสมาชิก อสม. ทุกท่าน ว่าต้องปฏิบัติหน้าที่โดยเคารพต่อกฎหมายอย่างสูงสุด และห้ามใช้สถานะ อสม. ไปเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สมัครที่เกี่ยวข้องทางการเมือง

การกล่าวพาดพิงในลักษณะเหมารวมต่อ อสม. อาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของพี่น้อง อสม.กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนอย่างใกล้ชิดในทุกหมู่บ้านและชุมชน ชมรม อสม.แห่งประเทศไทย จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารข้อมูล และขอให้สังคมพิจารณาบทบาทที่แท้จริงของ อสม. ซึ่งเป็นพลังสำคัญของระบบสุขภาพชุมชน และเป็นแบบอย่างของการทำงานเพื่อส่วนรวม

ในนามของชมรม อสม.แห่งประเทศไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของพี่น้อง อสม. ทุกคน พร้อมทั้งยืนหยัดสนับสนุนการทำงานตามหลักการจรรยาบรรณของ อสม. มุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพประชาชน และร่วมสร้างสังคมที่เข้มแข็งและสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต่อไป “อสม. คือพลังของชุมชน ทำงานด้วยหัวใจอาสา เพื่อสุขภาพของประชาชนทุกคน”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้ สัมภาษณ์ กับทีวีรัฐสภา ถึงการเลือกตั้งปี 2569 ว่า พี่น้องประชาชนอาจจะไม่รู้ว่า นักการเมืองใช้หน่วยงานไหน ทุจริตเลือกตั้งได้ดีที่สุด นั่นคือ อสม. ตนได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ ให้ช่วยควบคุม ปกป้อง อสม.อย่าให้นักการเมืองใช้ อสม.เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียง

“อย่างให้ อสม.เก็บเงินไว้ดูแล 25 บ้าน เก็บไว้ 20,000 บาท ไว้ซื้อบ้านละ 1,000 บาท อันนี้เป็นเรื่องที่นักการเมืองทำมา 2-3 สมัยแล้ว ตอนนี้ลามไปถึงชุมชน ท้องถิ่นแล้วเวลานี้ สิ่งที่ทำนี้ผิด ฝ่ายที่ดูแล อสม.คือปลัดกระทรวงสาธารณสุขต้องดูแล เราต้องไม่ดูดาย” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวอีกว่า องค์กรเหล่านี้ควรยึดถือความถูกต้อง ไม่ย่อท้อ ดูดาย แม้ว่าฝ่ายการเมืองจะทำให้เสียหาย กระทรวงสาธารณสุข ต้องกล้าออกมายืนยันปกป้อง อสม.

ขอบคุณข้อมูล : hfocus

ชมคลิปนาทีนายชวนพูดถึง อสม.ตั้งแต่นาทีที่ 3.03. นาที ขึ้นไป
 

อัษฎางค์ ชำแหละโผ อนุทิน 2 ครม.สไตล์ คนละครึ่ง ชูโมเดล ความเก่งประสานความเก๋า

อัษฎางค์ ชำแหละโผ อนุทิน 2 ครม.สไตล์ คนละครึ่ง ชูโมเดล ความเก่งประสานความเก๋า

อัษฎางค์ ชำแหละโผ อนุทิน 2 ครม.สไตล์ คนละครึ่ง ชูโมเดล ความเก่งประสานความเก๋า

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.39 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อนุทิน 2 ครม.สไตล์ “คนละครึ่ง” #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

การจัดทัพรัฐมนตรีของรัฐบาลอนุทิน สะท้อนถึงกลยุทธ์ “อนุทิน-เนวินสไตล์” หรือ การบริหารแบบ “คนละครึ่ง” คือการผสมผสานระหว่างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือกับเสถียรภาพทางการเมือง ผมขอแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

1. กลุ่ม “มืออาชีพ” (The Technocrats)

กลุ่มนี้ถูกวางไว้เป็น “หน้าตา” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจและสังคม โดยดึงคนนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาคุมกระทรวงเศรษฐกิจและต่างประเทศ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รมว.คลัง), นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รมว.พาณิชย์) และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รมว.ต่างประเทศ) กลุ่มนี้เป็นการแก้จุดอ่อนเดิมที่ถูกมองว่านักการเมืองคุมเศรษฐกิจไม่เก่ง การใช้ “เทคโนแครต” ช่วยลดแรงต้านและสร้างความเชื่อมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจ (เช่น คนละครึ่งพลัส) จะขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลและความเชี่ยวชาญมากกว่าการเมืองบริสุทธิ์

2. กลุ่ม “ตอบแทนกลุ่มการเมือง”

กลุ่มนี้ประกอบด้วยแกนนำกลุ่มการเมืองที่นำเสียง สส. มาเติมเต็มเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมือทำงานที่ “เก๋าเกม” ในสนามการเมือง ได้แก่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (รมว.พลังงาน), นายวราวุธ ศิลปอาชา (รมว.อุตสาหกรรม) และ นายสุชาติ ชมกลิ่น (รมว.ทรัพยากรฯ) กลุ่มนี้เป็นการจัดสรรตำแหน่งให้คนกลุ่มนี้คือ “รางวัล” สำหรับการรักษาฐานเสียงและการย้ายขั้วทางการเมือง สะท้อนว่ารัฐบาลยังต้องพึ่งพา “มุ้งการเมือง” เพื่อรักษายอดเสียงในสภา (ประมาณ 280-290 เสียง) ให้แน่นปึก

3. กลุ่ม “ทายาทนักการเมือง/บ้านใหญ่” 

นี่คือกลุ่มที่น่าสนใจที่สุดในรอบนี้ คือการผลัดใบสู่ “รุ่นลูก” หรือที่สื่อมักเรียกว่า “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” เพื่อลดแรงเสียดทานเรื่องภาพลักษณ์เดิมๆ ของคนรุ่นพ่อที่ลี้ภัยทางจริยธรรม โดยแกนนำ “รุ่นพ่อ” หลายคนมีความเสี่ยงเรื่องคุณสมบัติและจริยธรรม การส่ง “ลูก” ที่มีประวัติสะอาด จึงเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาโควตารัฐมนตรีของตระกูลไว้ได้โดยไม่ถูกสกัดกั้นทางกฎหมาย
ทายาทเหล่านี้มักมีประวัติการศึกษาสูงจากต่างประเทศ มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยใช้จุดนี้ในการแก้ภาพลักษณ์ “เจ้าพ่อท้องถิ่น” ให้กลายเป็น “นักบริหารรุ่นใหม่” เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม “รัฐมนตรีที่มาตามนามสกุล มักมีพันธนาการมากกว่ารัฐมนตรีที่มาตามความสามารถ“ คนกลุ่มนี้ได้แก่ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, นายไชยชนก ชิดชอบ, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

สำหรับคนกลุ่มนี้ในมุมบวกด้านโอกาส: ทายาทกลุ่มนี้ได้เปรียบเรื่อง “แต้มต่อทางการเมือง” เพราะมีฐานเสียงที่แน่นปึกจากตระกูล ทำให้ไม่ต้องพะวงเรื่องคะแนนเสียงมากนัก และสามารถโฟกัสที่การทำงานในกระทรวงได้หากมีความตั้งใจจริง

ส่วนในด้านความท้าทาย: ทายาทเหล่านี้ต้องเผชิญกับคำครหาว่าเป็น “ร่างทรง” ของผู้เป็นพ่อ หากไม่สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมหรือมีอิสระในการตัดสินใจ สังคมจะมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจแบบเผด็จการท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นชนวนเหตุของ “วิกฤตศรัทธา” ในอนาคต

สรุป

รัฐบาลอนุทิน 2 พยายามสร้าง “สมดุลระหว่างความเก่งและความเก๋า” โดยใช้สูตรหน้าตาเป็นสากล (มืออาชีพ) + ฐานรากเป็นบ้านใหญ่ (การเมือง)ความเสี่ยงที่ต้องระวังคือ หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการ “ปันเค้ก” หรือตอบแทนกลุ่มการเมืองมากเกินไปจน “มืออาชีพ” ทำงานลำบาก หรือเกิดกรณีการสอดแทรกงบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์พื้นที่บ้านใหญ่ ความเชื่อมั่นที่อุตส่าห์ดึงมืออาชีพมาประดับไว้ก็จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วจุดชี้วัดอยู่ที่ว่ารัฐมนตรี “รุ่นลูก” จะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ว่าเขามี “ของ” มากกว่าแค่นามสกุลที่พ่วงท้ายมา

อดีตผู้พิพากษา ชี้ ขายกิจการแล้วบังคับย้ายบริษัท ไม่ไปคือไล่ออก? ศาลฎีกาชี้ชัด เลิกจ้างไม่เป็นธรรม!

อดีตผู้พิพากษา ชี้ ขายกิจการแล้วบังคับย้ายบริษัท ไม่ไปคือไล่ออก? ศาลฎีกาชี้ชัด เลิกจ้างไม่เป็นธรรม!

อดีตผู้พิพากษา ชี้ ขายกิจการแล้วบังคับย้ายบริษัท ไม่ไปคือไล่ออก? ศาลฎีกาชี้ชัด เลิกจ้างไม่เป็นธรรม!

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.47 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กว่า  ขายกิจการแล้วบังคับย้ายบริษัท… ไม่ไปคือไล่ออก? ศาลฎีกาชี้ชัด “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม!” 

ในยุคที่การควบรวมกิจการ (M&A) หรือการขายหน่วยธุรกิจเกิดขึ้นเป็นว่าเล่น หลายคนอาจเคยเจอเหตุการณ์ที่บริษัทบอกว่า “เราขายแผนกนี้ให้บริษัทอื่นแล้วนะ พนักงานทุกคนต้องย้ายไปเริ่มงานที่ใหม่ ใครไม่ไป… เราไม่มีตำแหน่งให้ทำแล้ว”
คำถามคือ นายจ้างทำแบบนี้ได้จริงหรือ? และลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธได้หรือไม่? 

วินิจฉัยจากเคสจริง: 
พนักงาน 30 ปี กับเงินเดือน 1.7 แสน 
เรื่องนี้มีบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5429/2562 ซึ่งเป็นคดีของลูกจ้างหญิงระดับผู้จัดการในบริษัทผลิตยาข้ามชาติ เธอทำงานมานานกว่า 30 ปี จนเงินเดือนแตะหลัก 171,656 บาท
ต่อมาบริษัทแม่ขายแผนกที่เธอทำอยู่ให้กับบริษัทใหม่ และยื่นคำขาดว่า “ต้องตอบรับการโอนย้ายภายในกำหนด มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ประสงค์ทำงาน และจะไม่มีตำแหน่งงานให้ทำอีกต่อไป” เมื่อเธอไม่ยินยอมย้าย… ผลคือ “ถูกเลิกจ้าง” เธอจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมกว่า 17 ล้านบาท!

ศาลฎีกาวางบรรทัดฐาน: 
เมื่อ “สัญญา” ปะทะ “ความมั่นคง”
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้กันของ 2 หลักการทางกฎหมายที่สำคัญที่สุด:

• หลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract): 
นายจ้างอ้างว่าเขามีสิทธิที่จะเลือกดำเนินธุรกิจหรือขายกิจการให้ใครก็ได้ และลูกจ้างก็ควรมีสิทธิเลือกนายจ้างใหม่ด้วยตัวเอง ไม่ควรถูกบังคับโอนไปโดยไม่เต็มใจ

• หลักการคุ้มครองความมั่นคงในการทำงาน (Job Security): 
ลูกจ้างมองว่าการทำงานมานานคือความมั่นคงในชีวิต การที่นายจ้างเปลี่ยนมือธุรกิจ ไม่ควรเป็นเหตุให้ลูกจ้างต้องตกงานหรือสูญเสียสิทธิที่สะสมมา
ผลการวินิจฉัยของศาลฎีกา:

1.การโอนตัวลูกจ้าง ไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติ!  ตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 นายจ้างจะโอนสิทธิความเป็นนายจ้างได้ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง เพราะลูกจ้างคือ “บุคคล” ไม่ใช่ “ทรัพย์สิน” ที่จะแถมไปกับยอดขายกิจการได้

2. ไม่ย้าย = ไม่ผิด!  เมื่อลูกจ้างไม่ยินยอมย้าย สัญญาจ้างเดิมยังคงอยู่ การเลิกจ้างเพราะเหตุนี้จึงถือเป็น “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม”

3. บอกกล่าวต้องชัดเจน: การแจ้งเงื่อนไขคลุมเครือว่า “ถ้าไม่ย้ายจะไม่มีงานให้” โดยไม่ระบุวันเลิกจ้างที่แน่นอน ถือว่าเป็นการบอกกล่าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องจ่าย “สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า” เพิ่มด้วย

อัปเดตกฎหมายใหม่: 
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562

ปัจจุบันกฎหมายไทยได้ขยับเข้าใกล้หลักการคุ้มครองความมั่นคงในการทำงาน (Job Security) มากขึ้น โดยแก้ไข มาตรา 13 ให้รัดกุมดังนี้:

ต้องยินยอมเป็น “หนังสือ”: การโอนสิทธิหน้าที่ไปยังนายจ้างใหม่ นายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็น ลายลักษณ์อักษร เท่านั้น

สิทธิต้องคงเดิม 100%: นายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้ง สิทธิและหน้าที่ ของนายจ้างเดิมทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นอายุงานที่สะสมมา สวัสดิการ หรือฐานเงินเดือน ห้ามตัดทอนแม้แต่บาทเดียว!

ข้อสังเกตเชิงวิชาการ: 

กฎหมายไทยที่ยังอยู่กึ่งกลาง

นักกฎหมายหลายท่านมองว่า ฎีกา 5429/2562 แสดงให้เห็นว่ากฎหมายแรงงานไทยยังกึ่งกลางระหว่าง “กฎหมายแพ่งเดิม” (ที่เน้นความยินยอมของคู่สัญญา : Consent Model) กับ “กฎหมายแรงงานสมัยใหม่” (ที่พยายามคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างตกงานจากการเปลี่ยนมือนายจ้าง)

เราควรไปถึงขั้น “โอนย้ายอัตโนมัติ” (Automatic Transfer) แบบยุโรป/TUPE หรือไม่ เพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้คล่องตัวขึ้น แต่ยังคงต้องรักษาหัวใจสำคัญคือ “สิทธิของลูกจ้างต้องไม่ด้อยไปกว่าเดิม”

สรุปสำหรับพนักงาน

หากบริษัทจะขายกิจการ แล้วคุณไม่อยากย้าย:
1.คุณมีสิทธิ “ปฏิเสธ” การโอนย้ายได้โดยชอบธรรม
2. นายจ้างเดิมต้องจ้างคุณต่อ หรือหากเลิกจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชย + ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
3. อย่าเซ็นยินยอมเด็ดขาดหากคุณยังไม่มั่นใจในเงื่อนไขของที่ใหม่!

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

10/3/69

เพจ BIOTHAI ผ่าทางตันเกษตรไทย! เทียบฟอร์ม ‘พิธา-ศุภจี’ สองขั้วแนวคิด

เพจ BIOTHAI ผ่าทางตันเกษตรไทย! เทียบฟอร์ม 'พิธา-ศุภจี' สองขั้วแนวคิด

เพจ BIOTHAI ผ่าทางตันเกษตรไทย! เทียบฟอร์ม ‘พิธา-ศุภจี’ สองขั้วแนวคิด

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.21 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก BIOTHAI โพสต์บทวิเคราะห์นโยบายด้านการเกษตรว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นนักการเมืองต่างเส้นทาง 2 คนที่มีบทบาทโดดเด่น แม้มีแบคกราวด์แตกต่างกัน แต่ทั้งสองคนได้นำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเกษตรกรรมที่น่าสนใจ สะท้อน 2 ขั้วของการหาทางออกเกษตรกรรมไทย

ภาคเกษตรของประเทศไทย สะท้อนความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย กล่าวคือ แม้ภาคเกษตรจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 6% ของ GDP แต่กลับมีแรงงานอยู่ในภาคนี้ถึงเกือบหนึ่งในสามของแรงงานทั้งประเทศ ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้เกษตรกรจำนวนมากติดอยู่ในวงจรเดิม คือ ผลผลิตราคาตก ต้นทุนสูง หนี้สินเพิ่มขึ้น อำนาจต่อรองต่ำ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า จะทำอย่างไรให้ราคาพืชผลดีขึ้น แต่คือ ใครกำหนดกติกาของระบบอาหาร อันเป็นคือหัวใจของสิ่งที่เรียกว่า การเมืองเศรษฐกิจอาหาร (food politics) ในบริบทนี้ แนวคิดของนักการเมืองสองคนคือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สะท้อนมุมมองต่อการแก้ปัญหาเกษตรไทยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

1.แนวคิดของพิธา: แก้ที่โครงสร้าง
แนวคิดของพิธาเริ่มต้นจากคำถามพื้นฐานว่า ทำไมเกษตรกรไทยถึงจน ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม คำตอบที่เขาเสนอคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เกษตรกร แต่เกิดจาก โครงสร้างระบบเกษตร เขาอธิบายปัญหาเป็น “กระดุม 5 เม็ด” ได้แก่

– ที่ดิน
– หนี้สิน
– ต้นทุนการผลิต
– นวัตกรรม
– การต่อยอดรายได้
แนวทางแก้ไขที่เสนอจึงเน้นการ ปฏิรูปโครงสร้าง เช่น ปฏิรูปที่ดิน ธนาคารที่ดิน การปลดหนี้เกษตรกร การลดต้นทุนปัจจัยการผลิต การเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูป
ในมุมมองของการเมืองเศรษฐกิจอาหาร แนวคิดนี้พยายามแก้ปัญหาที่ต้นทางของระบบอาหาร คือ อำนาจการถือครองทรัพยากร เพราะหากเกษตรกรไม่มีที่ดิน ไม่มีทุน และต้องซื้อปัจจัยการผลิตจากบริษัทขนาดใหญ่ โอกาสที่จะหลุดจากความยากจนก็แทบไม่มี

2. แนวคิดของศุภจี : แก้ที่ตลาด
ต่างจากแนวคิดของพิธา แนวคิดของศุภจีเริ่มต้นจากคำถามอีกแบบหนึ่ง คือจะทำอย่างไรให้สินค้าเกษตรขายได้ราคา แนวทางที่เสนอจึงเน้นการบริหารตลาด เช่น
– การจัดการล้ง
– การสร้างล้งกลาง
– การขยายตลาดส่งออก
– การทำ business matching
– การใช้สินค้าเกษตรเป็นเครื่องมือในการเจรจาการค้า
แนวคิดนี้เชื่อว่า หากสามารถเพิ่มความต้องการสินค้าเกษตรและเปิดตลาดใหม่ ๆ ได้ รายได้ของเกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้น ในทางหนึ่ง แนวคิดนี้สะท้อนบทบาทของรัฐในฐานะ ผู้จัดการตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งอาจสามารถช่วยแก้ปัญหาราคาตกต่ำในระยะสั้นได้

3. แต่คำถามสำคัญคือ “ใครควบคุมระบบอาหาร”
หากมองผ่านกรอบ food politics ปัญหาของระบบอาหารไม่ได้อยู่แค่ที่การผลิตหรือการค้า แต่เกี่ยวข้องกับ อำนาจในห่วงโซ่อาหาร ในหลายประเทศ บรรษัทขนาดใหญ่ควบคุมตั้งแต่ 
– เมล็ดพันธุ์ 
– ปุ๋ย อาหารสัตว์
– การแปรรูป
– การค้าปลีก
โครงสร้างนี้ทำให้เกษตรกรรายย่อยมีอำนาจต่อรองต่ำที่สุดในระบบ
ในบริบทนี้ แนวคิดของพิธาเข้าใกล้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่า เพราะพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร ขณะที่แนวคิดของศุภจีแม้จะช่วยแก้ปัญหาราคาตกต่ำได้ แต่ยังคงทำงานอยู่ภายในโครงสร้างตลาดเดิม

3. อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแนวคิดต่างมีข้อจำกัด แต่ต้องการการทำงานทั้งสองทาง
การปฏิรูปโครงสร้างแบบพิธาอาจต้องใช้เวลาและเผชิญแรงต้านทางการเมืองสูง ในขณะที่แนวทางบริหารตลาดแบบศุภจี แม้จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่หากไม่เปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการถือครองทรัพยากร ปัญหาก็อาจเกิดซ้ำอีก
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แนวคิดหนึ่งแก้รากของปัญหา อีกแนวคิดหนึ่งแก้อาการของปัญหา ซึ่งเกษตรไทยอาจต้องการทั้งสองแนวทาง หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม แนวทางที่เหมาะสมที่สุดอาจไม่ใช่การเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการนำข้อเด่นของทั้งสองแนวคิดมารวมกัน
กล่าวคือ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง แก้โครงสร้างในระยะยาวพร้อมกับแก้ตลาดในระยะสั้น
หากทำได้พร้อมกัน โอกาสที่เกษตรกรจะมีรายได้ที่มั่นคงก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

4. อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญอีกด้านหนึ่งที่ยังได้รับน้ำหนักน้อยในนโยบายของนักการเมืองไทยหลายคน นั่นคือ อำนาจของบรรษัทขนาดใหญ่ในระบบอาหาร เพราะปัจจุบันระบบอาหารไทยกำลังเผชิญกับการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น มีบรรษัทยักษ์ใหญ่ด้านเกษตรและอาหาร ที่ครอบครองทั้งเมล็ดพันธุ์ อาหารสัตว์ การผลิตอาหาร ค้าปลีก และผู้ส่งออกสินค้าเกษตร
โครงสร้างเช่นนี้ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องอยู่ในฐานะผู้รับความเสี่ยง แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม
ประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่เครือข่ายภาคประชาชนให้ความสนใจ ครอบคลุมเนื้อหาของสิ่งที่เรียกว่า อธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty) สิทธิของเกษตรกรเหนือเมล็ดพันธุ์ การควบคุมทุนผูกขาดในระบบอาหาร และการสร้างความเป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทานอาหาร

5. การแก้ปัญหาเกษตรไทยไม่ใช่เพียงเรื่องของผลผลิตหรือราคา แต่คือเรื่องของอำนาจในระบบอาหาร
แนวคิดของพิธาและศุภจีสะท้อนสองแนวทางสำคัญของนโยบายเกษตรโลก แต่ในโลกที่ระบบอาหารกำลังถูกครอบงำโดยบรรษัทขนาดใหญ่ การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในห่วงโซ่อาหารยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเผชิญ
หากนโยบายเกษตรในอนาคตสามารถผสานข้อดีของทั้งสองแนวคิด พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในระบบอาหารมากขึ้น เกษตรกรไทยก็อาจมีโอกาสหลุดพ้นจากวงจรปัญหาเดิมที่ดำรงอยู่มานานหลายทศวรรษ

6. นี่ยังไม่ได้พูดถึงปัญหาใหญ่ของยุคสมัย คือภัยคุกคามจากปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้เกษตรรายย่อย ผู้บริโภค และที่จริงกระทบกับทุกคนบนผืนพิภพ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันหาคำตอบว่า ทำอย่างไรจะสร้างระบบเกษตรกรรมเชิงนิเวศและวิถีการบริโภคอย่างยั่งยืน ที่พรรคการเมืองและนักการเมืองยังไม่ได้กล่าวถึงมากนักอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูล : BIOTHAI

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ขอให้เชื่อข้อมูลจากหน่วยงานประเมิน อย่าไปตื่นตกใจกับภาพข่าวที่ปรากฏ บางครั้งใช้ AI สร้างขึ้นมา ซึ่งบางกลุ่มพยายามใช้ความชอบธรรม สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับตัวเองในการดำเนินการต่างๆ แต่ก็ไม่อยากให้ยืดเยื้อเพราะกระทบกับประชาชนและประชาคมโลกทั้งหมด”

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ

กองทัพซัดเขมร อยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น

กองทัพซัดเขมร  อยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น

กองทัพซัดเขมร อยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพ ชี้ต้องรอเวทีจีบีซี ปม“ฮุน มาเนต”ขอถกเขตแดนหลังสงกรานต์ ให้ไทยมีรัฐบาลใหม่ก่อน ย้ำยึดมติเดิม “ใครอยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น”ด้านรองโฆษกรัฐบาลเผยจ่ายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะไทย-เขมร ครบทั้ง 7 จังหวัด รวมกว่า 6.9 แสนครัวเรือน ยอดเงินกว่า 3.3 พันล้านบาท ศรีสะเกษ-สุรินทร์ สูงสุด

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผู้ช่วย ผบ.ทอ.)ในฐานะ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความเป็นห่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าห่วงเรื่องข่าวสารที่ไม่ใช่เรื่องจริงและบิดเบือน ทำให้เกิดการยั่วยุ โดยศูนย์ข่าวสารฯ เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง บางเรื่องที่ได้รับทราบข้อมูล จะยังไม่ได้รีบตัดสินใจ แต่จะพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอความจริงเท่านั้น ขอยืนยันกับประชาชน ว่าหากศูนย์ข่าวสารฯ นำเสนอสิ่งใดไปถือว่าเป็นข่าวสารที่มีการตรวจสอบ หรือ fact check เรียบร้อยแล้ว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวต่อว่า อีกทั้งข้อมูลที่นำเสนอจะไม่มีการยั่วยุ เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด เราต้องการเดินไปสู่สันติภาพ เพราะการปะทะหรือความขัดแย้ง ไม่ได้ทำให้ทั้งสองประเทศ มีความสุข ส่วนในมิติของความมั่นคงก็พยามประคับประคอง โดยศูนย์ข่าวสารฯ มีฮอตไลน์คุยกับทางกัมพูชา เพื่อตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่ด้วยความที่มีข้อจำกัดในเรื่องหลายเรื่อง อาจจะมีข้อมูลบางอย่างเล็ดลอดไปบ้าง แต่ขอให้ระมัดระวังมากขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าหลังช่วงสงกรานต์จะมีการเจรจากันเพื่อขอคืนพื้นที่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ทั้งสองฝ่าย ต้องยึดตามถ้อยแถลงร่วมฯ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่ง ระบุไว้ในข้อ 2 ว่า ใครอยู่ตรงไหนก็ต้องอยู่ตรงนั้น ส่วนที่ว่าจะคุยกันอย่างไร คงต้องรอเวทีของคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย- กัมพูชา หรือเจบีซี จึงต้องรอรัฐบาลใหม่ซึ่งอาจจะช่วงเมษายนนี้

“ดังนั้นใครจะพูดอะไรก็ตาม ก็ต้องอยู่ในกรอบของถ้อยแถลงร่วมฯ รวมถึงข้อ 9 และ 10 คือการปฏิบัติตาสนธิสัญญาออตตาวา ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการร่วมมือในการปราบสแกมเมอร์ และข้อ 16 ที่มีศูนย์ประสานงานพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสาร เพื่อไม่ให้เกิดการยั่วยุเป็นต้น” ผู้ช่วย ผบ.ทอ.กล่าว

ด้าน น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 และวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เห็นชอบให้จ่ายเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระทำของกองกำลังนอกประเทศ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางการเกษตรและสิ่งสาธารณประโยชน์ ได้รับความเสียหาย โดยรัฐบาล มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานที่โอนเงินช่วยเหลือเยียวยาครัวเรือนผู้ประสบภัยดังกล่าวผ่านธนาคารออมสิน เข้าบัญชีผู้ประสบภัยครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จ.จันทบุรี ตราด สระแก้ว อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งผลการโอนเงินช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยสำเร็จครบแล้ว 695,945 ครัวเรือน รวมกว่า 3,313 ล้านบาท

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวต่อว่า ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือครบทุกครัวเรือน แบ่งเป็นการโอนเงินตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 307,188 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,375,518,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 26 ธันวาคม 2568) และการโอนเงินตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 388,757 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,938,376,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569) โดย จ.ศรีสะเกษ และสุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มียอดการโอนเงินสำเร็จ และจำนวนครัวเรือนที่ได้รับความช่วยเหลือสูงสุด

“รัฐบาลคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมดูแลช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมกันนี้รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บูรณาการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด” น.ส.อัยรินทร์ กล่าว

ก๊วนลูกเทพ’พรึ่บรมต.ป้ายแดง ครม.หนูลงตัว ‘เอกนัฏ-วราวุธ-เฮ้ง’ผงาด

ก๊วนลูกเทพ’พรึ่บรมต.ป้ายแดง  ครม.หนูลงตัว  ‘เอกนัฏ-วราวุธ-เฮ้ง’ผงาด

ก๊วนลูกเทพ’พรึ่บรมต.ป้ายแดง ครม.หนูลงตัว ‘เอกนัฏ-วราวุธ-เฮ้ง’ผงาด

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ก๊วนลูกเทพ’พรึ่บรมต.ป้ายแดง ครม.หนูลงตัว ‘เอกนัฏ-วราวุธ-เฮ้ง’ผงาด ตั้งแง่ชื่อ‘ประเสริฐ’ติดคดี แฉเบื้องหลังกธ./ปชป.ปิ๋ว

โผครม. “สีน้ำเงิน” ลงล็อก“เอกนัฏ” นั่ง “พลังงาน” ด้าน“วราวุธ” คุมอุตฯ ขณะที่ “สุชาติ”อยู่ “ทรัพยากรฯ” ที่เดิม “ก๊วนลูกบังเกิดเกล้า” ตบเท้าผงาดรมต.ป้ายแดง “ประเสริฐ” ถูกเบรกหัวทิ่ม หลังมีคดีใน’ปปช.’เปิดเบื้องหลังไม่ดึง‘กล้าธรรม-ปชป.’ร่วมรัฐบาล พัวพันสีเทา-มี2มุ้ง ด้าน‘เท้ง’ลั่นพร้อมทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภา

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 มีนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยสวมชุดเครื่องแบบสีกากี เพื่อปฏิบัติภารกิจบนตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลังจากเดินทางไปร่วมสัมมนาพรรคภูมิใจไทยที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวปิดดีลจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว 291 เสียง โดยไม่มีพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทรวมพลัง

‘สุชาติ-เอกนัฎ-วราวุธ’ได้เก้าอี้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) “อนุทิน 2”ก่อนมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14มีนาคม2569 จากนั้นเป็นขั้นตอนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 15มี.ค.และโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ช่วงวันที่ 18-19มี.ค.ก่อนจะจัดตั้งครม.ชุดใหม่

ล่าสุด มีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายหลังการสัมมนา สส.ผู้บริหารและสมาชิกพรรค ที่ จ.บุรีรัมย์ โผครม.เริ่มชัด ในสัดส่วนชื่อที่คลุมเครือมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะศึกสีน้ำเงินที่เข้ามาใหม่ อย่างกลุ่ม นายสุชาติ ชมกลิ่น คุ้มชลบุรี กลุ่ม นายวราวุธ ศิลปอาชา คุ้มสุพรรณและกลุ่ม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ คุ้มลุงกำนัน โดย นายสุชาติ จะได้เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ จะได้เป็นรมว.พลังงานและนายวราวุธ จะได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม

‘ลูกบังเกิดเกล้าฯ’นั่งรมต.ป้ายแดง

ขณะที่สัดส่วน“ลูกเทพ”ซึ่งขณะนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น“แก๊งลูกบังเกิดเกล้า”เห็นเค้าลางการวางตัวสอดแทรกไปในกระทรวงสำคัญ อาทิ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล จะเป็น รมช.มหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร เป็น รมช.คมนาคม น.ส.แนนบุญย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็น รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วน นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา อยู่ระหว่างจัดสรรความเหมาะสม ขณะที่ตำแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง เป็นชื่อ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี เนื่องจากเป็นสส.หลายสมัย ประนีประนอมสูงและความร่วมมือในการทำงาน มีความคุ้นชินกับงานสภาฯ และคุ้นเคยกับสส.ต่างพรรค เชื่อว่าจะสามารถทำให้งานสภาฯราบรื่น

‘ประเสริฐ’หัวทิ่ม-มีคดีในชั้นปปช.

สำหรับสัดส่วนรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) มีรายงานข่าวว่า ชื่อของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ มีความเสี่ยงสุดเนื่องจากมีคดีสแกนม่านตาในชั้น ปปช.ที่คนในพรรคภูมิใจไทย ตรวจสอบผ่านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและกระทรวงยุติธรรม มาตั้งแต่ต้น รวมถึงมีคดีงบภัยแล้ง 5.1หมื่นล้านบาท หลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันคุณสมบัติรัฐมนตรี ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะเดินทางมาส่งชื่อรองประธานสภาฯ คนที่2 ในวันที่ 12มี.ค.นี้ ต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่พรรคภูมิใจไทย เวลา 13.30น.

เหตุแห้ว’กธ.’สีเทา-ปชป.มี2มุ้ง

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับสาเหตุที่พรรคภูมิใจไทย ไม่เลือกพรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้าร่วมรัฐบาล เนื่องจากมีสส.และแกนนำพรรคบางคนพัวพันธุรกิจสีเทา รวมถึงมี สส.หลายคนและแกนนำพรรค มีชื่อในคดีแจกกล้วยรับค่าเลี้ยงดูในสมัยรัฐบาล พล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ปปช.กำลังจะชี้มูลในเร็วๆนี้ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แกนนำระดับสูงมองว่า ไม่มีเอกภาพทางการเมือง เพราะมีเพียง 21เสียง ยังมีการแบ่งกลุ่มก๊วนชัดเจน คือกลุ่ม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและกลุ่มนายชัยชนะ เดชเดโช ไม่มีใครฟังใครได้ จึงเป็นการยากหากต้องมาร่วมรัฐบาล

เล็งรวมก.ท่องเที่ยว-ก.วัฒนธรรม

รายงานข่าวจากพรรค ภท.ระบุถึงภารกิจงานฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเร่งผลักดันให้สำเร็จ โดยพรรคภูมิใจไทย จะมุ่งเน้นงานนิติบัญญัตินำฝ่ายบริหาร เพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆ เป็นไปตามนโยบาย ของรัฐบาลและเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับประชาชน โดยกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทย จะผลักดันเป็นฉบับแรกๆ อาทิ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็นพระราชบัญญัติโอนกระทรวงการท่องเที่ยว มารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกไปทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมุ่งเน้น พัฒนากีฬาให้เป็นเลิศซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาฯได้ภายใน 6เดือน

ดันกม.ขออนุญาตแค่จุดเดียวจบ

แหล่งข่าวพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันร่าง พรบ.การอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน หรือ กฎหมาย Super License โดยหลักการต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service เช่นการก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขอ อนุญาตหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเป็นข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน6เดือน

ไฟเขียวท้องถิ่นหาเงิน-ใช้เงินเอง

ส่วนกฎหมายอีก1ฉบับคือ ร่าง พรบ.บ้านเกิดเมืองนอน จะผลักดันให้แล้วเสร็จภายใน1ปี โดยจะมี 2 เรื่องคือ1.ทำให้ท้องถิ่นหารายได้ ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือก สนับสนุนภาษี30% ให้บ้านเกิดตัวเองหรือท้องถิ่นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาได้ และ2.จะเป็นกลไกการตรวจสอบของภาคประชาชนที่เข้มแข็งซึ่งจะเป็นกลไกตรวจสอบภาคประชาชนที่แข็งแรงกว่า ป.ป.ช. และ ปปท.และทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าใช้เงินแบบผิดประเภท ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของการปลดล็อคเรื่องอายุและวาระการดำรงตำแหน่งท้องถิ่น ไม่ใช่แค่2 วาระ ขณะที่การการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจยังไม่เร่งผลักดัน เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวกับการปัญหาของพี่น้องประชาชน ในส่วนฝ่ายบริหารรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันนโยบายต่างๆเร่งด่วนภายใน3-6เดือน อาทิ ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน200ยูนิตแรกจ่ายยูนิตละ3บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200ยูนิตจะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงานได้ทันที

‘เท้ง’นำ119สส.ปชน.รายงานตัวสภา

เวลา 10.10น.ที่รัฐสภา พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรรค นำสส.ทั้ง119คน เข้ารายงานตัว เดินทางโดยรถบัสจำนวน 3 คัน ทั้งหมดใส่เสื้อยืดสีขาวสกรีนคำว่า ประชาชนพร้อมกับใส่สูททับติดเข็มกลัดโลโก้ของพรรค บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภามีมวลชนมาคอยต้อนรับมอบดอกไม้ให้ สส.พรรคปชน.มีทั้งหมด120คน โดยก่อนหน้านี้นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี รายงานตัววันที่ 2มี.ค.แล้ว เนื่องจากไม่สามารถมาวันที่พรรคนัดได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ นายอิสรา สุนทรวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมารายงานตัวแล้ว ขณะนี้มีสส.รายงานตัวเกือบครบ ขาดเพียง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ที่แจ้งว่าจะมารายงานตัวในวันที่ 10มี.ค.ทำให้มียอดส.ส.รายงานตัวแล้ว 498คน

พร้อมเป็นผู้นำฝ่ายค้านกับกธ.-ปชป.

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.ให้สัมภาษณ์หลังเข้ารายงานตัวต่อสภาว่างานที่เราจะผลักดันต่อคือ ชุดกฎหมายหลายฉบับที่เราพร้อมทำหน้าที่ทันทีเมื่อสภาเปิดอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนการปรับตัวที่จะร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรม ซึ่งน่าจะมาร่วมงานฝ่ายค้านนั้น เป็นกระบวนการปกติในสภาอยู่แล้ว คงไม่ต้องปรับกระบวนท่าการทำงานอะไร เราสามารถทำงานได้กับทุกฝ่ายอยู่แล้ว เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านไว้เองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะพรรคการเมืองลำดับหนึ่งที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็เป็นตำแหน่งที่เราให้ความสำคัญอยู่แล้ว พร้อมทำหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มที่ เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะเสนอชื่อประธานสภา และรองประธานสภาแข่งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันเราพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็ง ตำแหน่งสำคัญคือผู้นำฝ่ายค้านในสภา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญผู้นำฝ่ายค้านไม่สามารถเป็นพร้อมกันได้กับประธานและรองประธานสภา แต่ก็ไม่ได้เป็นการปิดกั้นที่เราจะเสนอชื่อ ซึ่งจะหารือกันนให้ชัดเจนก่อนเปิดประชุมสภา

สส.รายงานตัวสภาฯแล้ว496คน

เมื่อเวลา16.30น.ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรายงานตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 เป็นวันที่ 12 จากจำนวน สส. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประกาศรับรอง 499คน โดยมี สส.แต่ละพรรคการเมืองมารายงานตัวแล้ว 496 คน หลังจากที่ ส.ส.พรรคประชาชน เข้ารายงานตัวพร้อมกันในวันนี้จำนวน 118 คน ทั้ง สส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

เหลือ‘เท่าพิภพ-หมอวรงค์-‘พีระพันธุ์’

โดยยังเหลืออีก 3 คนที่ยังไม่มารายงานตัว คือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม. พรรคประชาชนที่แจ้งว่าจะมารายงานตัวในวันที่ 10 มีนาคม ส่วนอีกคนคือ นายพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ยังไม่แจ้งการเข้ารายงานตัว

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานที่รับรายงานตัว สส. บริเวณชั้น B1 ของอาคารรัฐสภายังคงเปิดให้รับรองจนถึงวันวันที่ 10 มีนาคม หลังจากนั้นอาจปรับเปลี่ยนสถานที่ในการรายงานตัว

‘เท้ง’สั่งรับมือ คดี44สส.ชงแก้ม.112 ผวา10ปชน.ชะตาขาด

‘เท้ง’สั่งรับมือ  คดี44สส.ชงแก้ม.112  ผวา10ปชน.ชะตาขาด

‘เท้ง’สั่งรับมือ คดี44สส.ชงแก้ม.112 ผวา10ปชน.ชะตาขาด

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เท้ง-ณัฐพงษ์” ไม่กังวล ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา ฟัน 44 อดีตสส.ยุคก้าวไกล คดีมีเอี่ยวแก้ม.112 กระทบ สส.พรรคประชาชน ปัจจุบัน 10 คน ที่อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ระบุเตรียมการไว้หมดแล้ว ยันความบริสุทธ์ ด้าน“หมอวาโย”เชื่อ ป.ป.ช.ยังต่อลมหายใจ ชะลอยื่นต่อศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามโปรแกรม วันที่ 9 มีนาคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายครั้งสำคัญ โดยมีกำหนดการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้วินิจฉัยกรณีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีการร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ซึ่งฝ่ายกฎหมายของ ป.ป.ช. กำลังเร่งเรียบเรียงคำฟ้องโดยอ้างอิงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีเจตนา “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” สถาบันหลักของชาติ โดยเป็นการกระทำที่มีเจตนาร่วมกันและไม่สามารถแยกแยะการกระทำเป็นรายบุคคลได้ ตามมติเอกฉันท์ที่ได้ชี้มูลความผิดไว้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพื่อให้ทันกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้

วิกฤตการณ์ทางกฎหมายในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของพรรคประชาชน เนื่องจากหากศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา จะส่งผลให้ สส. ที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่ม 44 คน และยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันจำนวน 10 คน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ รวมถึงแกนนำคนสำคัญและฟันเฟืองหลักในการทำงานสภาฯ ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค นายรังสิมันต์ โรม นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พร้อมด้วย สส. บัญชีรายชื่อและ สส. เขต อย่างนายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

โดยทางพรรคได้มีการวางแผนสำรองเพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการเตรียมเลื่อนผู้สมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไป อาทิ นางสาวธนพร วิจันทร์ และ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ขึ้นมาทำหน้าที่แทนเพื่อรักษาจำนวนเสียงสมาชิกในสภาฯ ไม่ให้ลดน้อยลงไป

ขณะที่กระแสการปรับทัพใหม่มีแนวโน้มผลักดันแกนนำรุ่นใหม่หรือ “แถวที่ 4” อย่าง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ขึ้นมานำทัพแทน พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมืองจากการประนีประนอมมาเป็นการปลุกอุดมการณ์ “2475” เพื่อต่อสู้กับสิ่งที่พรรคเรียกว่า “รัฐพันลึก” อย่างเต็มพิกัด

ในประเด็นดังกล่าว นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่า เราไม่ได้กังวล แต่ไม่ได้ประมาท ยืนยันตามความบริสุทธิ์ของเราในการทำหน้าที่ สส.ในการยื่นร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรที่จะทำให้เราต้องโดนคดีแบบนี้

“คงต้องหารือกันภายในพรรค เพื่อให้เห็นภาพตรงกันว่าฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 คน จะเดินหน้าทำงานในสภากันต่ออย่างไร เพื่อให้การทำงานในฐานะ สส.ไม่สะดุดลง”นายณัฐพงษ์ กล่าว

ต่อข้อถามว่าแสดงว่าเตรียมคนที่จะขึ้นมาแทนหาก 10สส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เตรียมกระบวนการ เตรียมวิธีการไว้หมดแล้ว แต่ตัวบุคคลต้องเป็นกระบวนการภายใน อาจจะต้องหารือกับที่ประชุม สส.พรรคก่อน สุดท้ายหากเกี่ยวกับตำแหน่งผู้บริหารพรรคต้องออกมาจากที่ประชุมใหญ่ของพรรค ซึ่งเราวางแผนไว้ว่าจะประชุมกันในช่วงเดือน เม.ย. นี้

เมื่อถามว่ามีการมองว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่จะเป็นนายวีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราไม่สามารถที่จะไปบอกแทนเพื่อนสมาชิกได้ เราพยายามออกแบบกระบวนการ แต่ไม่ได้ยึดติดตัวบุคคล จะออกมาเป็นชื่อใครก็แล้วแต่การตัดสินใจของสมาชิกพรรค

ด้านนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายกฎหมาย อธิบายเพิ่มเติมถึงกรอบเวลา 9 มี.ค.ในการส่งคำร้องคดี 44 สส.ของป.ป.ช.ต่อศาลฎีกาว่า ความจริงแล้วไม่ใช่วันที่ 9 มี.ค.

นพ.วาโย อธิบายว่ากรอบเวลา 1 เดือน และ 30 วัน ในทางกฎหมายนั้นแตกต่าง การนับ 1 เดือนนั้น ต้องไม่ลืมว่าเดือน ก.พ.มีเพียง 28วัน หากนับ 30วัน กรอบเวลาของการยื่นคำร้องย่อมตรงกับวันที่ 11 มี.ค. อย่างไรก็ตาม นพ. วาโยยังระบุว่า ตามกฎหมายเกี่ยวกับ ป.ป.ช. สามารถขยายเวลายื่นคำร้องได้ต่อไปเรื่อยๆ หากมีเหตุผลรองรับ

วันเดียวกันกัน ศาลจังหวัดระยองสั่งจำคุก นายนครชัย ขุนณรงค์อดีต สส.ระยอง ก้าวไกล 2ปี สารภาพเหลือติด1 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานเเจ้งความเท็จ ลงสมัครเลือกตั้งปี 66 ทั้งที่เคยต้องโทษจำคุก 1ปี 6 เดือนมาก่อน เพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง20 ปี รวมทั้งคืนเงินประจำตำแหน่งกว่า 4 แสน

อย่างไรก็ตามนายนครชัย ได้วางหลักทรัพย์ประกันตัว 1.5 แสนบาทศาลอนุญาตให้ไปสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์คดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม2568 ศาลจังหวัดระยอง ได้มีคำพิพากษาคดีแพ่งให้จำเลยชดใช้ฐานทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ เป็นเงินจำนวน7,735,942บาทรวมดอกเบี้ย 492,806 บาท รวมทั้งสิ้น 8,228,748 บาท