คมนาคมเร่งแก้ปัญหาน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง พร้อมตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

คมนาคมเร่งแก้ปัญหาน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง พร้อมตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

คมนาคมเร่งแก้ปัญหาน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง พร้อมตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.14 น.

12 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ โดยกระทรวงคมนาคมได้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ ทั้งการเสริมความแข็งแรงของดินเพื่อลดการรั่วซึมของน้ำใต้ดิน ควบคู่กับการติดตามผลกระทบต่ออาคารและการดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยล่าสุดผู้รับจ้างได้รื้อย้ายสะพานลอยบริเวณจุดเกิดเหตุแล้วเสร็จ และดำเนินการปรับปรุงคุณภาพดิน (Grouting) แล้ว 1 จุด จากทั้งหมด 5 จุด พร้อมเร่งดำเนินการในจุดที่เหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการรั่วซึมของน้ำใต้ดินและสร้างเสถียรภาพให้พื้นที่ก่อสร้าง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอุโมงค์ลดลงจากวันก่อนหน้า ทำให้สามารถปรับลดการทำงานของเครื่องสูบน้ำได้ ขณะเดียวกัน รฟม. ยังคงตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคารในรัศมี 30 เมตร ทุก 30 นาที โดยผลการตรวจสอบพบว่า แนวโน้มการเคลื่อนตัวของอาคารและการทรุดตัวของผิวถนนลดลง สะท้อนว่ามาตรการแก้ไขเริ่มเห็นผลเป็นลำดับ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน รฟม. และผู้รับจ้างได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนบริเวณอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่ออำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยขณะนี้มีประชาชนติดต่อขอรับความช่วยเหลือแล้ว 105 ราย และอยู่ระหว่างประสานผู้พักอาศัยอีก 32 ราย ที่ยังไม่ได้เข้ามาติดต่อ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ผู้ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อศูนย์รับเรื่องร้องเรียนบริเวณอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือโทรศัพท์ 08 4356 5211 เพื่อขอรับความช่วยเหลือได้โดยตรง

“รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขตามหลักวิศวกรรม ควบคู่กับการดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วและเกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชน” นางสาวลลิดา กล่าว

สวนดุสิตโพลชี้ คนไทย 90% ผวาปัญหายาเสพติด ทำอาชญากรรม-ความรุนแรงพุ่ง

สวนดุสิตโพลชี้ คนไทย 90% ผวาปัญหายาเสพติด ทำอาชญากรรม-ความรุนแรงพุ่ง

สวนดุสิตโพลชี้ คนไทย 90% ผวาปัญหายาเสพติด ทำอาชญากรรม-ความรุนแรงพุ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.44 น.

12 กรกฎาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ยาเสพติดกับสังคมไทย”กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,337 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 7-10 กรกฎาคม 2569 ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 75.09 เห็นว่าสถานการณ์ยาเสพติดของไทยในปัจจุบันมีการปราบปรามอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ โดยมองว่าชุมชนแออัดเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด ร้อยละ 90.05 สำหรับผลกระทบที่ส่งผลต่อสังคมไทยมากที่สุด คือการก่อให้เกิดอาชญากรรมและความรุนแรง ร้อยละ 90.73ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหายาเสพติดยังแก้ไม่ได้ คือกฎหมายและบทลงโทษไม่รุนแรงพอร้อยละ 75.62 และเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลอนุทินจะแก้ปัญหายาเสพติด ได้หรือไม่ พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 48.92 ไม่ค่อยเชื่อมั่น

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่าประชาชนรับรู้ว่าภาครัฐมีการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง แต่การพบข่าวจับกุมเครือข่ายและของกลางล็อตใหญ่ซ้ำ ๆ ทำให้ยังมองว่าปัญหาไม่ลดลงความคาดหวังจึงไม่ได้อยู่แค่จำนวนการจับกุม แต่อยู่ที่การตัดวงจรผู้ค้ารายใหญ่ เครือข่ายข้ามชาติ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังเพื่อให้ผลการปราบปรามนำไปสู่ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลให้มากขึ้น

อาจารย์กรทัศน์ ศุขเฉลิม อาจารย์โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่าแม้รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่องแต่ก็แก้ปัญหายาเสพติดไม่ได้เพราะหนึ่งในหลายปัญหาเกิดจากกฎหมายที่บัญญัติ จากแนวคิดเรื่อง “ผู้เสพคือผู้ป่วย”สรุปวิเคราะห์ผลโพล : ยาเสพติดกับสังคมไทย

ที่กำหนดให้การครอบครองยาเสพติดจำนวนน้อย เช่น ต่ำกว่าจำนวน 5 เม็ด ถือว่าเป็นผู้เสพและผู้ป่วยซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐส่งผู้นั้นไปบำบัดรักษาระยะสั้นที่โรงพยาบาลและให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านโดยให้รายงานตัวตรวจสารเสพติดในปัสสาวะเป็นครั้ง ๆ ทำให้บุคคลไม่เกรงกลัวกฎหมายและกลับมากระทำความผิดซ้ำ ดังนั้นรัฐบาลควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้มีบทลงโทษที่หนักขึ้นในกรณีที่เป็นผู้ค้ายาเสพติดจริงและกระทำความผิดซ้ำโดยไม่คำนึงว่าผู้นั้นครอบครองยาเสพติดจำนวนมากหรือน้อย ซึ่งอาจส่งผลให้ลดร้อยละความเสี่ยงอันดับหนึ่งในด้านต่าง ๆ
เช่น ยาเสพติดในชุมชนแออัด อาชญากรรมและความรุนแรงจากยาเสพติด อย่างไรก็ดี แม้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 48.92จะไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้มานานแล้วไม่ว่ารัฐบาลใด ๆก็ตามในอดีต

สอบสัมภาษณ์ แชมป์เสี่ยงโกง! นิด้าโพลเปิดสถิติทุจริตสอบข้าราชการ/ท้องถิ่น

สอบสัมภาษณ์ แชมป์เสี่ยงโกง! นิด้าโพลเปิดสถิติทุจริตสอบข้าราชการ/ท้องถิ่น

สอบสัมภาษณ์ แชมป์เสี่ยงโกง! นิด้าโพลเปิดสถิติทุจริตสอบข้าราชการ/ท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.03 น.

12 กรกฎาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ทุจริตสอบท้องถิ่น” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-9 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการรับรู้ข่าวสารเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการรับรู้ข่าวสารหรือการมีประสบการณ์โดยตรงของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการเกี่ยวกับการทุจริตการสอบเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 70.69 ระบุว่า เคยได้ยินข่าว รองลงมา ร้อยละ 23.05 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินข่าวเลยและไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรง และร้อยละ 6.26 ระบุว่า เคยมีประสบการณ์โดยตรง (เช่น มีผู้เรียกเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อให้ผ่านการสอบไม่ว่าท่านจะให้หรือไม่ก็ตาม)

ด้านการรับรู้ข่าวสารหรือการมีประสบการณ์โดยตรงของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการเกี่ยวกับการทุจริตการสอบ เพื่อเป็นข้าราชการ พนักงานราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ในส่วนราชการอื่นๆ นอกจากส่วนท้องถิ่น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 62.06 ระบุว่า เคยได้ยินข่าว รองลงมา ร้อยละ 31.37 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินข่าวเลยและไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรงและร้อยละ 6.57 ระบุว่า เคยมีประสบการณ์โดยตรง (เช่น มีผู้เรียกเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อให้ผ่านการสอบไม่ว่าท่านจะให้หรือไม่ก็ตาม

สำหรับความคิดเห็นของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการ กับขั้นตอนในการสอบเพื่อเป็นข้าราชการ พนักงานราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่อาจจะมีการทุจริตได้มากที่สุด พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.73 ระบุว่า ขั้นตอนการสอบสัมภาษณ์ รองลงมา ร้อยละ 30.61 ระบุว่า ขั้นตอนการสอบข้อเขียนหรือความรู้เฉพาะตำแหน่ง ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ขั้นตอนการจัดลำดับเพื่อขึ้นบัญชี ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ขั้นตอนการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัคร และร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการต่อการดำเนินการของรัฐบาลเกี่ยวกับผลการสอบครั้งที่พบว่ามีปัญหาการทุจริต พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 75.04 ระบุว่า ยกเลิกผลการสอบเฉพาะกรณีที่มีหลักฐานว่ามีการทุจริต รองลงมา ร้อยละ 23.83 ระบุว่า ยกเลิกผลการสอบทั้งหมดและจัดสอบใหม่ และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ยกเลิกผลการสอบไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

– 006

มท.คุมเข้มรับรองบุตร สกัดพ่อทิพย์ ให้บิดามารดาโชว์ตัว ขยายผล5รพ.เอกชน

มท.คุมเข้มรับรองบุตร สกัดพ่อทิพย์ ให้บิดามารดาโชว์ตัว ขยายผล5รพ.เอกชน

มท.คุมเข้มรับรองบุตร สกัดพ่อทิพย์ ให้บิดามารดาโชว์ตัว ขยายผล5รพ.เอกชน

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มท.คุมเข้มรับรองบุตร สกัดพ่อทิพย์ ให้บิดามารดาโชว์ตัว ขยายผล5รพ.เอกชน

มหาดไทยสั่งการด่วนให้สำนักทะเบียนทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร ให้กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติ ต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน ป้องกัน“พ่อทิพย์” ขณะที่ตำรวจคุมตัวขบวนการแจ้งเกิดเท็จ 27 คนฝากขัง บางรายอุ้มท้องเข้าศาล แม่ผู้ต้องหาเชื่อลูกชายถูกหลอกเซ็นรับรองบุตร ยอมรับเครียดหนัก ถึงขั้นเคยคิดสั้น ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาประกันตัว

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตและการแสวงหาประโยชน์จากระบบทะเบียนราษฎรของไทย โดยกระทรวงมหาดไทยได้เร่งยกระดับมาตรการป้องกันการรับรองบุตรโดยมิชอบ เพื่ออุดช่องโหว่ที่ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติใช้เป็นช่องทางให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทย ก่อนนำไปใช้ถือครองทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจ หรือฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมแถลงผลการขยายผลปฏิบัติการปราบปรามขบวนการอำพรางการสมรสและรับรองบุตรเท็จ ซึ่งพบพฤติการณ์จ้างคนไทยเป็น“พ่อทิพย์” เพื่อรับรองบุตรของคนต่างด้าวให้ได้รับสัญชาติไทย โดยภายหลังการสืบสวน กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการเร่งด่วนไปยังสำนักทะเบียนทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร กำหนดให้กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติ ต้องมาแสดงตนต่อหน้าเจ้าพนักงานทะเบียนด้วยตนเอง เพื่อยืนยันความเป็นบิดามารดาและป้องกันการแอบอ้างหรือการใช้เอกสารเท็จ

ปิดช่องโหว่ระบบทะเบียน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการยกระดับการตรวจสอบเชิงป้องกัน เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎร ลดโอกาสที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจะนำสัญชาติไทยไปใช้เป็นเครื่องมือในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ประกอบธุรกิจ หรือฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงระบบควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยยึดหลัก “ปิดชื่อ ดูพฤติกรรม” ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นประชาชน ชาวต่างชาติ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จะถูกสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

“รัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่เพียงดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แต่ยังเร่งอุดช่องโหว่ของระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ สร้างความโปร่งใสในการบริหารงานทะเบียนราษฎร และรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

คุมตัวผู้ต้องหาฝากขัง

วันเดียวกัน ตำรวจ สน.บางยี่เรือ คุมผู้ต้องหาขบวนการแจ้งเกิดเท็จ พ่อทิพย์-แม่ทิพย์ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 27 คน ขึ้นรถควบคุม ไปขออำนาจศาลฝากขัง ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เขตตลิ่งชัน ทางเจ้าหน้าที่มีการประสานกำลัง สน.ใกล้เคียงร่วมวางกำลังอย่างแน่นหนา โดยแบ่งผู้ต้องหาขึ้นรถคุมขัง 4 ชุด 4 คัน แยกหญิงชาย โดยในกลุ่มผู้ต้องหานี้มีหญิงที่กำลังตั้งครรภ์รวมอยู่ด้วย ทางเจ้าหน้าจึงจัดให้นั่งรถตู้และมีเจ้าหน้าตามประกบ โดยท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว

สำหรับกลุ่มผู้ต้องหา ประกอบไปด้วยหญิง 12 คน ชาย 15 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล พ่อคนไทย พ่อ-แม่ชาวจีน อาทิ นางสาวศิริพร เจ้าหน้าที่นายทะเบียนสำนักงานเขต นายองอาจ พ่อทิพย์ และนายประจวบ พ่อทิพย์ ที่มีชื่อเป็นนอมินีกรรมการบริษัท ไชน่าเรลเวย์ Numbers 10 (ประเทศไทย) ในคดีตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ถล่ม และ นางสาวสุนีย์ เจ้าหน้าที่เวชระเบียนโรงพยาบาลเอกชน โดยทั้งหมดมีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ

โดยในขณะที่ตำรวจกำลังคุมตัวขึ้นรถต้องขัง ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามประเด็นต่างๆ แต่ผู้ต้องหาทั้งหมดปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

ส่วนบรรยากาศที่ สน. บางยี่เรือ ก่อนส่งตัวฝากขัง มีญาติมารอเยี่ยมผู้ต้องหา โดยหนึ่งในนั้นมี นางเทียน อายุ 69 ปี แม่ของหนึ่งในผู้ต้องหา หิ้วหมูปิ้งเข้าเยี่ยมลูกชาย และบอกว่า ลูกไม่รู้เรื่อง มีเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาขอให้เซ็นรับรองบุตรให้น้องสาว ซึ่งเป็นหญิงชาวจีน เพราะอับอายกลัวจะท้องไม่มีพ่อ ด้วยความสงสารและเห็นแก่เด็ก ลูกชายจึงยินยอมเซ็นรับรองบุตรให้ ไม่คิดว่าจะตกเป็นหนึ่งในขบวนการนี้ หลังจากนั้นก็ไม่เคยเห็นหน้าเด็กเลย เชื่อว่าลูกชายอาจไม่ได้รับจ้างหรือได้ค่าจ้างจากการเข้าไปเซ็นรับรองบุตรให้หญิงชาวจีน เพราะหากได้เงินจริง ลูกชายต้องมาปรึกษากับครอบครัวก่อน

เผยผู้ต้องหาเครียดจัด

“ยอมรับว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องเครียดมาก อยากผูกคอตายด้วยซ้ำ ลูกชายเป็นเสาหลักของบ้านและเป็นคนดูแลครอบครัว ครอบครัวก็ฐานะยากจน ไม่รู้จะไปหาเงินมาประกันตัวลูกชายจากไหน คงต้องหาของไปจำนำเพื่อเอาเงินไปประกันลูกชาย” นางเทียน กล่าว

ขณะที่ นายศรัณญ์ เสือส่อสิทธิ์ ทนายความของนายประจวบ และนางเสี่ยว อิ๋ง หวู หญิงสัญชาติจีน เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเรื่องประกันตัว นายประจวบและนางเสี่ยว อึ่ง หวู หญิงสัญชาติจีน โดยเตรียมเงินสดประกันตัวไว้แล้ว ยอมรับว่า คดีนี้เป็นที่จับตาของประชาชน อาจเป็นไปได้ว่า ศาลไม่อนุญาตให้มีการประกันตัว แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล ส่วนที่นายประจวบให้การในชั้นสอบสวนไปแล้วนั้น ทราบว่า นายประจวบเข้าใจว่า เด็กที่แจ้งเกิดนั้นเป็นลูกของตนเอง แต่ตำรวจจะมีพยานหลักฐานมาหักล้าง ก็ต้องไปชี้แจงไต่สวนในชั้นศาลอีกครั้ง ส่วนแม่เด็กชาวจีนเป็นแม่เด็กที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว เพราะเป็นผู้คลอดเด็กออกมาเอง

ส่วนคดีของนายประจวบที่เกี่ยวกับบริษัทไชน่าเรลเวย์ Numbers 10 (ประเทศไทย) ที่นายประจวบถูกดำเนินคดีตึก สตง.ถล่มก่อนหน้านี้ นายศรัณญ์ กล่าว่า เชื่อว่าเป็นคนละเรื่องไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน

ขยายผล5รพ.เอกชน

พลตำรวจตรี ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน เผยความคืบหน้าคดีขบวนการแจ้งเกิดเท็จว่า มีการออกหมายจับแล้ว 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล พ่อแม่ทิพย์ชาวจีน-ไทย และเตรียมขยายผลไปยังโรงพยาบาลเอกชนชั้นดีอีก 5 แห่ง ย่านสุขุมวิท และบางรัก เนื่องจากพบเอกสาร ทร.1/1 หนังสือรับรองการเกิดที่ออกโดยโรงพยาบาล และ ปค.14 หนังสือรับรองบุตร มีลายเซ็นพ่อทิพย์เขียนและเซ็นรับรองไว้ล่วงหน้าแล้ว จากนี้เตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้อง ทั้งแพทย์รับฝากครรภ์ แพทย์ทำคลอด พ่อแม่ทิพย์ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต มาสอบปากคำ

ส่วนนายประจวบ ที่เป็นนอมินีบริษัทไชน่าเรลเวย์ ในคดีตึก สตง. ถล่ม ซึ่งให้การเป็นพ่อเด็ก 2 คนนั้น ล่าสุดผลตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอออกแล้ว ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับเด็ก 2 คนแต่อย่างใด ส่วนเด็กกุมารจีนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ กระทรวงมหาดไทยจะเพิกถอนสัญญาติไทย โดยเฟสแรกเป็นกุมารจีน 19 คน ในกลุ่มผู้ต้องหาลอตแรก

จับเพิ่มอีก4แจ้งเกิดทิพย์

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ชุดสืบสวนได้จับเพิ่มอีก 4 ขบวนการแจ้งเกิดเท็จพ่อแม่ทิพย์ และควบคุมตัวมาที่ สน.บางยี่เรือ เป็นครอบครัวชาวจีนพ่อ แม่ ลูกชาย ทราบชื่อพ่อคือนายเฉิน และนายชัชวาล เป็นผู้ลงนามรับรองบุตร เข้าสอบปากคำเพิ่มเติม

แฟนของนายชัชวาล เปิดเผยว่า น้องสะใภ้เป็นญาติกับครอบครัวนายเฉิน มาขอร้องให้นายชัชวาลลงนามรับรองบุตร เพื่อให้เด็กเข้าโรงเรียนได้ ด้วยความสงสารจึงยินยอมช่วยเหลือเท่านั้น ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และไม่ได้รับ ค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง ซึ่งภายหลังการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายเฉิน ภรรยา และนายชัชวาล เข้าห้องควบคุมตัว เพื่อรอส่งฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในวันจันทร์ที่ 13 กค.

ขณะที่ญาติของครอบครัวชาวจีนและนายชัชวาล มีความประสงค์จะยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา แต่พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว โดยแจ้งให้ไปยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลในชั้นฝากขังแทน นอกจากนี้มีการคุมตัวนายบุตร อายุ 60 ปี หนึ่งใน “พ่อทิพย์” เข้ามาให้ปากคำ ซึ่งทางนายบุตร เปิดเผยเหตุผลที่เซ็นรับรองบุตรเพียงสั้นๆว่า “ไม่รู้ เจ้านายสั่ง” จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้นำตัวเข้าห้องคุมขังเช่นเดียวกัน สำหรับขบวนการแจ้งเกิดเท็จพ่อแม่ทิพย์ล็อตแรก มีการออกหมายจับผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 35 หมายจับ ติดตามจับกุมมาดำเนินคดี จำนวน 32 คน เป็น พ่อไทย 14 คน แม่จีน 11 คน พ่อจีน 5 คน และมี 1 คน หลบหนีออกนอกประเทศไปได้ก่อนหน้านี้

หนูเข้าทำเนียบวันหยุด บี้มหาดไทย เอาผิดโกงสอบท้องถิ่น หาช่องทางดำเนินคดี ถอนคำสั่งบรรจุขรก.

หนูเข้าทำเนียบวันหยุด บี้มหาดไทย เอาผิดโกงสอบท้องถิ่น หาช่องทางดำเนินคดี ถอนคำสั่งบรรจุขรก.

หนูเข้าทำเนียบวันหยุด บี้มหาดไทย เอาผิดโกงสอบท้องถิ่น หาช่องทางดำเนินคดี ถอนคำสั่งบรรจุขรก.

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูเข้าทำเนียบวันหยุด บี้มหาดไทย เอาผิดโกงสอบท้องถิ่น หาช่องทางดำเนินคดี ถอนคำสั่งบรรจุขรก. ปลัดย้ำเร่งแก้ปัญหา ต้องสาวไปให้สุดทาง

นายกฯอนุทิน รุดเข้าทำเนียบถกทีมมหาดไทย ติดตามคดีโกงสอบท้องถิ่นเร่งลงโทษผู้กระทำผิด ทั้งเพิกถอนคำสั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการที่ได้ตำแหน่งมาโดยทุจริต ด้าน ปลัดมท.หนุนสางปัญหาทุจริตสอบ ต้องไปให้สุด ยันเร่งแก้จุดบอด-ขอสังคมอย่าเหมารวม ขรก.มหาดไทยทั้งกระทรวง ชี้กรมอื่นผลงานช่วยประชาชนเสมอ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการสอบการทุจริตท้องถิ่น ระหว่างของมหาดไทยและรัฐบาล ว่า การตรวจสอบในส่วนของมหาดไทย ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว วัตถุประสงค์การตรวจสอบเพื่อพิจารณาถึงความผิดปกติ และข้าราชการมหาดไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้อง นอกจากนั้นจะดำเนินการควบคู่กับทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธานนั้น เป็นการตรวจสอบจากกรรมการอื่นๆ อาทิ หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ รวมถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และมีเลขาธิการ กพ เป็นฝ่ายเลขาฯ ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ดี

มีกรอบดำเนินการใน30วัน

เพราะคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ ไม่มีความเกี่ยวกับกระทรวงมหาดไทย จะได้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น ขยายผลที่กรรมการของกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบในเบื้องต้น มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบข้อมูลทุกมิติ ภายในกรอบเวลาดำเนินการในเบื้องต้น 30 วัน นับแต่วันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องนี้ส่วนตัวมองว่า ต้องทำให้สุด

อย่าเหมารวมทั้งกระทรวง

ส่วนกรณีที่ช่วงนี้กระทรวงมหาดไทย มีปัญหาหลายเรื่องจนอาจถูกสังคมมองภาพลบ ปลัดมหาดไทย ระบุว่า เรื่องเหล่านี้หากพูดภาพรวมว่าเป็นมหาดไทย ก็ไม่ถูก เพราะภายในกระทรวงมีหลายกรม ประเด็นนี้เป็นเรื่องของหนึ่งกรม และมีข้าราชการเพียงกลุ่มเดียวที่เข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึงข้าราชการท้องถิ่นซึ่งขึ้นตรงกับนายกองค์ปกรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่หน่วยงานอื่นๆในกระทรวงมหาดไทย อย่างกรมพัฒนาชุมชน ก็สนับสนุนผลิตภัณฑ์ (OTOP) ช่วยชาวบ้าน หรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมโยธาฯ เวลามีปัญหาก็เข้าไปช่วยเหลือประชาชน ล่าสุดเกิดกรณีอุโมงค์รถไฟฟ้าน้ำรั่ว วิศวกร หน่วยกู้ภัยก็รีบไปดู

ส่วนเรื่องนี้ (ทุจริตสอบท้องถิ่น) พอพูดเหมารวมว่ามหาดไทย มันก็เสียหาย เหมือนจังหวัด ถ้ามีเพียงพื้นที่หนึ่งมีปัญหา แต่กลับเหมารวมว่าทั้งจังหวัดมีปัญหา ทั้งที่ไม่ได้มีปัญหาในพื้นที่อื่น มันก็ไม่ถูก เพราะกระทรวงมหาดไทยมีหลายกรมตามที่เรียนไปแล้ว และเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทย ก็ได้เร่งดำเนินการแก้ไขจุดที่เป็นปัญหา เอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ และสร้างเชื่อมั่นให้ให้กับพี่น้องประชาชน

หนูเข้าทำเนียบถกเครียด

เมื่อเวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งในวันเดียวกันนี้เป็นวันหยุดวันเสาร์ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เรียกประชุมติดตามความคืบหน้า การสอบสวนและลงโทษผู้กระทำความผิดจากกรณีการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการล้างทุจริตสอบท้องถิ่น หาแนวทางดำเนินคดี ยกเลิกและเพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ข้าราชการในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวน 5 ราย และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

จากนั้นเวลา 13.50 น. นายอนุทิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความและรูปภาพขณะนั่งประชุมบนตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมระบุว่า ประชุมติดตามความคืบหน้าของเรื่องการสอบท้องถิ่นและเตรียมแผนรับมืออุทกภัยกับทีมงานมหาดไทย.

เปิดผลคะแนนโกงระนาว

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)เปิดเผยรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบผลคะแนนสรรหาและบรรจุแต่งตั้งพนักงานส่วนท้องถิ่น ล่าสุดกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วครบ 100% จากยอดผู้มารายงานตัวเข้ารับการบรรจุทั้งสิ้น 14,988 ราย (จากยอดเรียกบรรจุทั้งหมด 15,520 ราย และไม่มารายงานตัว 532 ราย)

โดยพบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์ในกลุ่มคะแนนปกติจำนวน 9,217 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 61.50 ขณะที่ตรวจพบกลุ่มที่มีข้อผิดปกติสูงถึง 5,372 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 35.84 และยังมีกลุ่มที่อยู่ระหว่างชะลอเพื่อรอตรวจสอบเพิ่มเติมอีก 399 ราย (ร้อยละ 2.66)

เจาะลึกกลุ่มที่มีความผิดปกติ

จากการเจาะลึกข้อมูลในกลุ่มที่มีความผิดปกติรวม 5,372 ราย สามารถจำแนกปมปัญหาในระบบประมวลผลคะแนนออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

กลุ่มความผิดปกติทั่วไปในระบบ: มีจำนวนสูงสุดถึง 3,044 ราย (คิดเป็นร้อยละ 20.31)

กลุ่มคะแนนคลาดเคลื่อน (เพิ่ม 1 คะแนน) ตรวจพบกรณีที่คะแนนในกระดาษคำตอบจริงน้อยกว่าข้อมูลฐานข้อมูลในระบบ Excel จำนวน 1,522 ราย (คิดเป็นร้อยละ 10.15)

กลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ พบผู้เข้ารับการตรวจที่ได้คะแนนภาค ค น้อยกว่าร้อยละ 60 หรือมีคะแนนวิชาภาษาอังกฤษน้อยกว่า 10 คะแนน จำนวน 806 ราย (คิดเป็นร้อยละ 5.38)

สำหรับกลุ่มที่ยังอยู่ระหว่าง “รอการตรวจสอบ” อีกจำนวน 399 ราย นั้น เกิดจากปัญหาด้านเทคนิคและเอกสาร โดยแบ่งเป็น กรณีไฟล์ภาพไม่ชัดเจน 133 ราย, ไม่มีไฟล์ภาพในระบบ 27 ราย, และไม่มีรายชื่อปรากฏในระบบ Excel จำนวน 205 ราย รวมถึงสาเหตุอื่นๆ อีก 34 ราย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสอบทานเอกสารต้นฉบับเพื่อหาข้อสรุปที่แน่ชัด

ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามรายศูนย์สอบทั่วประเทศทั้ง 10 แห่ง พบว่าศูนย์สอบที่มีความโปร่งใสและมีสัดส่วนคะแนนปกติสูงที่สุดคือ ศูนย์สอบภาคเหนือ 1 (เชียงใหม่) มีอัตราความปกติสูงถึงร้อยละ 79.15 รองลงมาคือ ศูนย์สอบภาคเหนือ 2 (พิษณุโลก) อยู่ที่ร้อยละ 72.90

ต้องเร่งค้นหาความจริง

ในทางกลับกัน ศูนย์สอบที่พบอัตราส่วนความผิดปกติพุ่งสูงที่สุดจนน่ากังวลคือ ศูนย์สอบภาคใต้ 2 (สงขลา) ซึ่งมีอัตราความผิดปกติสูงถึงร้อยละ 75.96 (พบข้อผิดปกติ 477 ราย จากผู้ตรวจทั้งหมด 628 ราย) และตามมาด้วย ศูนย์สอบภาคใต้ 1 (นครศรีธรรมราช) มีอัตราความผิดปกติอยู่ที่ร้อยละ 74.09 โดยศูนย์สอบภาคใต้ 1 ยังเป็นพื้นที่ที่ตรวจพบผู้ได้คะแนนภาค ค หรือภาษาอังกฤษไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำสูงที่สุดในประเทศอีกด้วย (จำนวน 691 ราย)

ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ยืนยันว่าจะดำเนินกระบวนการตรวจสอบเอกสารและสมุดคำตอบฉบับจริงอย่างตรงไปตรงมาและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อรักษาผลประโยชน์และสร้างความเชื่อมั่นในระบบราชการส่วนท้องถิ่นอย่างสูงสุดต่อไป

พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

สาวกเพื่อไทย ออกโรงอวย 3 อดีตนายกฯตระกูล “ชินวัตร” เป็นทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน “ใช้คอนเนคชัน” ส่วนตัวพบปะผู้นำอาเซียน ต่อยอดเศรษฐกิจดึงเงินเข้าประเทศ ปัด ปัดวัดพลังการเมือง ฝ่ายเท้ง ชมแม้วเดินสายพบผู้นำอาเซียนเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องดี ด้านนักวิชาการเชื่อฝีมือนายกฯอนุทิน ทำงานมีกฎหมายรองรับไม่จำเป็นต้องพึ่งเทวดาทักษิณ

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบปะผู้นำระดับสูงของประเทศในภูมิภาคอาเซียนว่า เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกที่ทวีความเข้มข้น ผันผวนอยู่ตลอดเวลา แม้การเดินทางครั้งนี้ อาจจะไม่ถูกใจกลุ่มขาประจำมองด้วยความเคลือบแคลงสงสัย มีความเห็นต่างอยู่บ้าง ถือเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่ไม่ควรปล่อยให้มาบดบังโอกาสในการสร้างรายได้ สร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ปัด3ชินวัตรวัดพลังการเมือง

นายพร้อมพงศ์ระบุอีกว่า การเดินทางครั้งนี้ มีการชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการในนามส่วนตัว ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลหรือพรรคการเมือง ไม่ใช่การวัดพลังทางการเมืองหรือมีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง นายทักษิณ นางสาวยิ่งลักษณ์ นางสาวแพทองธาร ถึงจะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ยังห่วงใยประเทศชาติ พี่น้องประชาชน หากมีแนวคิด นำไปสู่การประสานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ เป็นเรื่องน่ายินดี

“โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นโลกแห่งนวัตกรรม เศรษฐกิจสมัยใหม่ ประเทศไทยควรใช้ทุกโอกาสที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะมาจากภาครัฐ ภาคเอกชน หรือคนไทยที่มีเครือข่ายต่างประเทศ หากสามารถช่วยเปิดตลาด ดึงการลงทุน สร้างความเชื่อมั่น ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้มีแต่ได้กับได้ ควรมองว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเสมือน ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน ที่ช่วยกันสร้างโอกาสหาเงินเข้าประเทศ ความขัดแย้งทางการเมือง อคติจ้องจับผิด มีแต่จะบั่นทอน เราควรมองไปปลายทางแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ งานที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ดีขึ้นของประชาชน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

หวังรัฐบาลต่อยอดแนวคิด

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งต่อยอดทุกโอกาสที่เกิดขึ้นให้เป็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคู่กับการยกระดับภาคเกษตร ผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และแรงงานไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เปิดตลาดใหม่ สร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ และกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

“ประเทศไทยต้องเปลี่ยนทุกโอกาสให้เป็นการค้า เปลี่ยนทุกความร่วมมือให้เป็นการลงทุน เปลี่ยนทุกคอนเนกชันที่เป็นประโยชน์ให้เป็นรายได้ของประชาชน ความสำเร็จของประเทศจะมีความหมาย ต่อเมื่อประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่ม ผู้ประกอบการมีตลาดใหม่ เกษตรกรขายผลผลิตได้ดี และเศรษฐกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

สุทินย้ำแม้วแค่เยี่ยมเพื่อนเก่า

นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบนายปราโบโว สุเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียและมีกระแสข่าวจะไปอีกหลายประเทศ มีนัยทางการเมืองอะไรหรือไม่ว่า บังเอิญก่อนนายทักษิณ จะเดินทางไปต่างประเทศ 2-3 วัน ตนได้นั่งทานข้าวกับนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร รวมถึงนักการเมืองพรรคเพื่อไทยหลายคน ในฐานะที่นายทักษิณเป็นผู้ใหญ่ที่เคยร่วมงานกันมา คุยสารทุกข์สุกดิบ ไม่ได้นัดพบกันเพื่อประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด โดยนายทักษิณได้บอกให้ทุกคนฟังว่าจะมีคิวเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่เคยทำงานด้วยกันในหลายประเทศ ซึ่งการไปดังกล่าวท่านก็บอกว่าไม่ได้ไปด้วยเหตุผลทางการเมือง หรือมีนัยทางการเมืองอะไร นอกจากไปเยี่ยมเพื่อนเก่าเท่านั้น หากมีอะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศ และเป็นประโยชน์กับการทำงานของรัฐบาล ท่านก็จะทำ

ชูนำประสบการณ์มาใช้ประโยชน์

“ส่วนตัวจึงมองว่า ถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะนายทักษิณมีคอนเนคชันอันดี กับผู้นำประเทศต่างๆ และมีประสบการณ์สูงในการบริหารประเทศ ไม่ควรจะปล่อยให้ความสามารถและมูลค่าเหล่านี้หายทิ้งไปเฉยๆ แต่ควรเอากลับมาเป็นประโยชน์ให้กับประเทศ โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจประเทศ เศรษฐกิจโลกมีปัญหาอย่างนี้ ประสบการณ์ของนายทักษิณถือว่ามีคุณค่ามาก และควรนำมาใช้ในห้วงเวลาที่เหมาะสมและจำเป็น ส่วนที่ไปกัน 3 นายกฯ ตนก็มองว่าไม่มีนัยการเมือง แต่เป็นการพบกันของคนในครอบครัว คนในครอบครัวที่ไปด้วยกัน ต่างก็เคยทำงานกับผู้นำประเทศเหล่านี้ด้วย”นายสุทิน ย้ำ

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ในการทานข้าวของนายทักษิณ และบรรดาแกนนำพรรค นายทักษิณ ได้ย้ำถึงบทบาททางการเมืองหลังจากนี้ว่า ท่านคงเบาลงไปเยอะ จะปล่อยให้เป็นเรื่องของพรรค และคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในกรรมการบริหารพรรคเป็นคนจัดการ แต่ความห่วงใยต่อทุกคนและพรรค ยังมีอยู่ไม่ขาดหายไปไหน เพราะท่านมีความผูกพันกับพรรค และร่วมทำงานกันมานาน

‘หนู’ลบโพสต์’แม้ว’ดีลกุ้ง

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังเผลอกดแชร์โพสต์เกี่ยวกับประเด็นการเจรจาส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซีย

โดยก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายอนุทิน ได้แชร์โพสต์จากเพจ“พรรคเพื่อไทย FC”ระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีบทบาทช่วยเจรจาแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย

ต่อมาหลังได้รับการแจ้งเตือนว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่ถูกต้อง นายอนุทินได้ลบโพสต์ข้างต้นออกทันที พร้อมโพสต์ใหม่ชี้แจงว่า“ขออภัยครับ เผลอดกดแชร์ ไม่ได้ตั้งใจ ขอบคุณน้องผู้สื่อข่าวที่โทรแจ้ง”

‘เท้ง’ชมเทวดาแม้วเดินสาย

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ 3 อดีตนายกฯครอบครัวชินวัตรเดินสายพบปะผู้นำในประเทศอาเซียน มีนัยยะทางการเมืองใดหรือไม่ว่า เรื่องนี้คนที่ควรจะตอบคำถามมากที่สุดคือตัวนายกรัฐมนตรีอย่างที่มีการโพสต์และสื่อสารออกมาถึงปัญหากับประเทศมาเลเซีย คือเรื่องของการส่งออกกุ้ง ส่วนตัวคิดว่าแอ็คชั่นของนายกรัฐมนตรีเองอาจจะช้าเกินไป ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา เราก็เคยบอกไปแล้วว่าหากดำเนินการเรื่องนี้ช้าเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง จะได้รับความเสียหาย เพราะกุ้งหากตาย ก็จะตายทั้งบ่อในช่วงเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ซึ่งคนที่ควรจะมีแอ็คชั่นที่เร็วกว่านี้และหาทางออกให้กับเกษตรกรก็คือนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามย้ำว่าในทางการเมืองมีนัยยะอะไรหรือไม่กับการเดินสายดังกล่าวของ3อดีตนายกรัฐมนตรี ชินวัตร นายณัฐพงษ์กล่าวว่า นัยยะทางการเมืองให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน เดินทางไปเจรจาซึ่งไม่ว่าจะเป็นอดีตนักการเมืองหรือนักการเมืองปัจจุบันที่เดินทางไปเจรจาเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนในประเทศก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญคือคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ดำรงตำแหน่งก็ควรจะใช้อำนาจที่ให้อ๊คทีฟรวดเร็วและแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

จี้นายกฯควรแอ็คชั่นเร็วกว่านี้

“อีกหนึ่งอย่างที่พวกเราเรียกร้องมาโดยตลอด คือ การรับรับผิดชอบต่อสภามาตอบกระทู้ในสภาบ้างซึ่งก็เข้าใจว่ามีภารกิจหลายอย่าง แต่เราก็รู้กันดีว่าการตอบกระทู้ถามสดจะมีในวันพฤหัสบดี ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของนายกฯเองที่ต้องล็อกเวลามา รับผิดชอบตอบกระทู้สด ซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานของคนเป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำ”นายณัฐพงษ์ ย้ำ

เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวของครอบครัวชินวัตรจะสะเทือนถึงรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าเรื่องสะเทือน ไม่สะเทือน อยู่ที่ว่าเคลื่อนไหวแล้วประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่ ถ้าประชาชนได้ประโยชน์ก็คงไม่มีข้อเสียหายอะไร และในหน้าที่ของฝ่ายค้านเอง หากเราจะตั้งคำถามโดยตรง ก็คงจะตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี

หนุนคุยแล้วแก้ไขปัญหาให้ปชช.

เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวว่านายทักษิณเดินทางไปพูดคุยเรื่องกุ้งกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย จะเดินทางไป ถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือ ใครก็ตามที่เข้าไปพูดคุย แล้วสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ ขณะที่ส่วนตัวจะตอบแทนนายทักษิณไม่ได้ว่า นอกจากเรื่องกุ้งแล้ว ได้ไปคุยเรื่องอะไรอีกบ้าง อย่างนั้นหน้าที่ของฝ่ายค้าน เราเรียกร้องคนที่อยู่ในตำแหน่งคือนายกรัฐมนตรีที่ควรจะมีแอ็คชั่นได้เร็วกว่านี้

โอฬารชี้แม้วเดินสาย สิทธิ์ส่วนตัว

ขณะที่มุมมองของ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นกรณีการเดินทางไปต่างประเทศของนายทักษิณ ชินวัตรว่า สังคมควรพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดินและหลักความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ ซึ่งในการเดินทางดังกล่าว เป็นการเดินทางในฐานะบุคคล มิใช่ภารกิจ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล จึงไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ หรือ เป็นการใช้อำนาจแทนฝ่ายบริหารของรัฐ หรือ มีบทบาทใดๆ ต่อรัฐ

รศ.ดร.โอฬารระบุว่า ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่มีอำนาจและความรับผิดชอบโดยตรงในการกำหนดนโยบาย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านกลไกของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการเจรจาและตัดสินใจในนามของประเทศไทย

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีเสถียรภาพจากการได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงมีความพร้อมในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ผ่านกลไกทางการทูตและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานของทุกประเทศ

ย้ำความสัมพันธ์ผู้นำไม่ใช่อำนาจรัฐ

รศ.ดร.โอฬารระบุอีกว่า นอกจากนี้ แม้บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีประสบการณ์หรือความสัมพันธ์กับผู้นำต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในระดับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ใช่อำนาจรัฐ และไม่สามารถใช้ทดแทนอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลได้ การตัดสินใจที่มีผลผูกพันต่อประเทศยังคงต้องดำเนินการผ่านรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญที่สังคมควรยึดถือ คือการแยกบทบาทของ”บุคคล”ออกจาก”รัฐบาล”ให้ชัดเจนเพราะรัฐบาลคือผู้ใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย เจรจาระหว่างประเทศและรับผิดชอบต่อประชาชน ขณะที่การเคลื่อนไหวของบุคคลภายนอกรัฐบาล แม้อาจได้รับความสนใจจากสังคมก็ไม่อาจถือเป็นการใช้อำนาจรัฐหรือดำเนินภารกิจแทนรัฐบาลได้

พร้อมทิ้งท้ายว่ารัฐบาลมีอำนาจ กลไก และเครื่องมือของรัฐที่เพียงพอในการผลักดันนโยบายและบริหารความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยความเข้มแข็งของประเทศควรตั้งอยู่บนการทำงานของสถาบันรัฐและระบบราชการ มากกว่าการผูกความสำเร็จของนโยบายไว้กับบทบาทของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ธนพรไม่เชื่อข่าวแม้วปิดดีลกุ้งไทย

รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองได้แสดงความคิดเห็นถึงกระแสข่าวที่ระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซียโดยระบุว่า ข่าวดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างกระแสจากผู้สนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น และ ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของกระบวนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

ย้ำความสำเร็จเกิดจากจนท.รัฐ

รศ.ดร.ธนพร ย้ำว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าว เป็นผลจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ล่วงหน้าก่อนการเยือนของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อเตรียมการเจรจาในระดับเทคนิค ทั้งนี้ การหารือครอบคลุมถึงการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียรวมถึงการที่มาเลเซียจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจมาตรฐานฟาร์มกุ้งของไทย ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะภายใต้กรอบความร่วมมือการค้าเสรีอาเซียน

“กระบวนการทั้งหมดเป็นการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตามขั้นตอนราชการ และไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ไม่มีสถานะ หรืออำนาจหน้าที่ในนามรัฐบาล การเจรจาแก้ไขอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ จะดำเนินการผ่านผู้แทนที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่มีประเทศคู่ค้าใดไปทำข้อตกลงกับบุคคลที่ไม่ได้มีอำนาจในฐานะรัฐบาล เพราะไม่สามารถผูกพันหรือรับรองข้อตกลงในนามประเทศได้”รศ.ดร.ธนพร กล่าว

แค่IOปั่นเอาใจนายใหญ่

รศ.ดร.ธนพร ยังเห็นว่าการนำความสำเร็จทั้งหมดไปยกให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการมองข้ามความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายที่ใช้เวลาทำงานร่วมกันมานานกว่า 2 เดือนจึงควรให้เครดิตกับผู้ปฏิบัติงานที่มีส่วนทำให้การเจรจาประสบผลสำเร็จ หากมีผู้ยืนยันว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ปิดดีลเรื่องดังกล่าว ก็ควรแสดงหลักฐานที่ชัดเจน เพราะเท่าที่ทราบ กระบวนการทั้งหมดเป็นการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐตามกลไกปกติ และเป็นไปตามหลักการเจรจาการค้าระหว่างประเทศทุกประการ

“ผมคิดว่า แก๊ง IO จับสัญญาณว่านายใหญ่คัมแบ็กก็เลยจะสร้างผลงาน แต่มันทำร้ายคนทำงานจริง เกินไปหน่อย เพราะ เจ้าหน้าที่ทำงานหนักมาตลอด สุดท้าย กลับโดนขบวนการแอบอ้าง เอาผลงานไปเคลมดื้อๆ”รศ.ดร.ธนพร ย้ำทิ้งท้าย

สถ.สั่งเบรคจัดทำแผนพรก.เงินกู้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รักษาราชการแทนแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง ยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงาน หรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้กำหนดแนวทางการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความประสงค์เสนอแผนงาน หรือโครงการ ดำเนินการบันทึกข้อเสนอแผนงานหรือโครงการผ่านระบบสารสนเทศเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(SOLA)ภายในวันศุกร์ที่17กรกฎาคม2569

โดยให้จังหวัดนำเสนอคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ(ก.บ.จ.)พิจารณาให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯผ่านระบบ(SOLA)พร้อมกับรวบรวมเอกสารตามแบบฟอร์มที่กำหนดและรายละเอียดประกอบข้อเสนอแผนงานหรือโครงการดังกล่าวส่งมายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นภายในวันศุกร์ที่31กรกฎาคม2569เพื่อรวบรวมรวมรายงานกระทรวงมหาดไทยนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาให้ความเห็นชอบนั้น

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินการเสนอแผนงานหรือโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569 เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจึ งขอยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการฯ ที่กำหนดตามหนังสืออ้างถึง

หวั่นสอดไส้-ซ้ำซ้อนงบ70

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าหนังสือยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เกิดขึ้น ภายหลังจากพรรคฝ่ายค้านออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคได้แถลงข่าวใหญ่ภายหลังรับทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

โดยนางสาวศิริกัญญาได้โชว์หลักฐานเอกสารที่ส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ซึ่งมีลักษณะเป็น”แคตตาล็อกหรือเมนูรายการสินค้า” ที่รัฐกำหนดไว้ให้เลือกรายการในแคตตาล็อกดังกล่าวประกอบด้วย โครงการที่ถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วน เช่น รถขยะ EV, ลานกีฬาโซลาร์, เครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการเตรียมผู้รับจ้าง หรือผู้จำหน่ายสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ และโครงการเหล่านี้ยังไปปรากฏซ้ำซ้อนอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการด้วย

สิ้นนักการเมืองเก่า สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต สส.เชียงราย 7 สมัย ในวัย 90 ปี

สิ้นนักการเมืองเก่า สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต สส.เชียงราย 7 สมัย ในวัย 90 ปี

สิ้นนักการเมืองเก่า สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต สส.เชียงราย 7 สมัย ในวัย 90 ปี

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.23 น.

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ได้เผยแพร่เพจเฟซบุ๊กว่า นายสมบูรณ์ ไชยธนวงศ์ ซึ่งเป็นบิดาและอดีตสมาชิกสภาผุ้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.เชียงราย หลายสมัย ได้เสียชีวิตลงแล้วและได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่ที่ บจก.ธนะวงศ์กรุ๊ป เลขที่ 286 หมู่ 2 ต.เวียง อ.เทิง จ.เชียงราย โดยวันแรกช่วงเวลาประมาณ 21.00 น.วันเดียวกันมีพิธีรดน้ำสรีระและเวลา 22.00 น.สวดพระอภิธรรม ก่อนที่วันที่ 12-17 ก.ค.2569 มีการสวดพระอภิธรรมทุกเวลา 20.00 น.ของทุกวัน จนถึงวันเสาร์ที่ 18 ก.ค.มีพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ มาติกา และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ก่อนเคลื่อนสรีระไปยังฌาปนสถานในพื้นที่ ประกอบพิธีทางศาสนาและพระราชทานเพลิงศพในเวลาประมาณ 15.00 น.ต่อไป

นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ถือเป็นนักการเมืองเก่าแก่ของ จ.เชลียงราย โดยเกิดเมื่อวันที่ 1 ต.ค.2479 หรือมีอายุได้ 90 ปี เข้าสู่วงการเมืองครั้งแรกด้วยการลงเลือกตั้งเป็น ส.ส.ของ จ.เชียงราย สังกัดพรรครวมไทย เมื่อปี 2531 และได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่1 ในปี 2535 ในสังกัดพรรคชาติพัฒนา,ปี 2538 ในสังกัดพรรคชาติไทย,ปี 2539 สังกัดพรรคความหวังใหม่ ก่อนที่พรรคจะยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งปี 2544 ซึ่งนายมบูรณ์ก็ได้รับเลือกตั้งในนามพรรคไทยรักไทยในปี 2548 อย่างต่อเนื่อง 

ต่อมามีการยุบพรรคไทยรักไทยก็ได้ย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชาชนและในการเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2550 ก่อนได้เป็น ส.ส.แบบสัดส่วนเพราะคนเดิมลาออกในปี 2551 อย่างไรก็ตามในปี 2554 นายสมบูรณ์ได้ย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยและลงสมัครรับเลือกตั้งแต่ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก รวมแล้วเคยเป็น ส.ส.มาแล้วกว่า 7 สมัย กระทั่งได้ออกจากวงการการเมืองและมีบรรดาบุตรและธิดาลงสมัครรับเลือกตั้งแทน เช่น นายสุธีระพงศ์ วันไชยธนวงศ์ ซึ่งป้จจุบันเป็น ส.ส.เชียงราย พรรคกล้าธรรม และยังมีนางอทิตาธร เป็นนายก อบจ.เชียงราย ฯลฯ นายสมบูรณ์ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวันที่ 11 ก.ค.2569.
 

อภิสิทธิ์ นำ ‘ประชาธิปัตย์’ ลุยหาดใหญ่ ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน ย้ำฝ่ายค้านไม่ต้องการความขัดแย้ง

อภิสิทธิ์ นำ ‘ประชาธิปัตย์’ ลุยหาดใหญ่ ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน ย้ำฝ่ายค้านไม่ต้องการความขัดแย้ง

อภิสิทธิ์ นำ ‘ประชาธิปัตย์’ ลุยหาดใหญ่ ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน ย้ำฝ่ายค้านไม่ต้องการความขัดแย้ง

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.53 น.

“ประชาธิปัตย์” จัดสัมมนาหาดใหญ่ ลงพื้นที่ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน คุย “นายกคอหงส์” ชงของบกลาง ซื้อเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง รับมือก่อนน้ำมา  ขอรัฐบาลอย่าตีฟูขยายขัดแย้งการเมือง สวน”ภราดร” อย่าเอางบ 2 ก้อนมารวมกัน เพราะสิ่งที่พูดคืองบกลาง

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ จัดสัมมนาสส.พรรค ระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคมนี้ ซึ่งตรงกับช่วงการปิดสมัยประชุมสภา โดยในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นำ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่แก้มลิงคลองเรียน ซึ่งเป็นจุดรับและชะลอน้ำรองรับน้ำป่าและน้ำฝนจากพื้นที่ตอนบน เพื่อไม่ให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจของหาดใหญ่รวดเร็วเกินไป

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวหลังลงพื้นที่ดูแก้มลิง คลองเรียนว่า ปัญหาของหาดใหญ่กลายเป็นการวาดภาพ ให้เป็นเรื่องการทะเลาะกันทางการเมือง ความจริงไม่ใช่ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นจะเห็นภาพ หากย้อนกลับไปเมื่อเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ สิ่งแรกที่ทุกฝ่ายเรียกร้อง คือการเยียวยา เพื่อแก้ไขปัญหาจากความเสียหาย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ มาตรการสะดุดลงเพราะยุบสภา มาตรการทางด้านเศรษฐกิจทำได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น หรือพูดง่ายๆคือเลยเวลา แต่พอหลังเลือกตั้ง มีทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้าน เสนอถึงข้อวิตกกังวลของชาวหาดใหญ่ ถึงความพร้อมในปีนี้ที่จะรับมือหากเกิดฝนตก และปริมาณน้ำเหมือนปีที่ผ่านมา สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือมีการหารือ ในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทั้งนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา และนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา ที่ได้พูดยกตัวอย่างถึงคลองร. 1 ที่มีการพูดว่า แม่วัวลอดได้ ซึ่งเมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้ไปดู และก่อนหน้านี้รัฐบาลก็มีความคิดที่จะมาจัดครม.สัญจร ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่นี่แต่กลับยกเลิก โดยให้เหตุผลว่าโครงการต่างๆยังกลั่นกรองไม่แล้วเสร็จ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึงเดือนกรกฎาคม มีการอภิปรายงบประมาณและนายจูรีก็พูดอย่างชัดเจน กังวลถึงปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ เพราะเห็นภาพเรื่องงบประมาณ โดยเฉพาะที่พูดถึงเรื่องการจุดธูป กลายเป็นรัฐบาลมาตอบด้วยอารมณ์ ทำให้เป็นความขัดแย้ง แต่ก็ทำให้เห็นแล้วว่านายกรัฐมนตรีกับคณะต้องลงมาดูสิ่งที่เราเรียกร้อง และอนุมัติงบไปเมื่อวานนี้ 400 กว่าล้าน แต่ก็ต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของงบฉุกเฉิน รัฐบาลอนุมัติ 99.5 ล้านบาท ซึ่งได้จากภาคเอกชนมาช่วยจัดลำดับความสำคัญ โดยนำเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุด แต่ที่ตนแปลกใจ ดันลากเรื่องนี้มาเป็นความขัดแย้ง ลากมาเป็นเรื่องพูดเท็จไม่เท็จ อย่างที่แก้มลิงแห่งนี้ก็มีหลายส่วนที่ต้องรอปรับปรุงและรอใช้งบประมาณ ซึ่งต้องรอการอนุมัติอยู่

ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ ยังระบุถึงนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า อย่านำ2 เรื่องมาปนกัน อย่างโครงการแห่งนี้เป็นการของบกลาง แต่ถ้าดูคำของบก็เป็นคนละส่วน ตนจึงไม่อยากตอบโต้กันไปมา แต่อยากบอกว่าฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขอบคุณที่ในที่สุดหลังจากพูดมา 2-3 เดือน ก็ได้มาในส่วนของคลองร.1 และขณะนี้ยังมีเวลาที่รัฐบาลจะเร่งอนุมัติงบให้เป็นระบบ ในการนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพราะยอดต่างๆที่เหลือหักรวมกันแล้ว จะเกินอำนาจที่นายกรัฐมนตรีจะสามารถอนุมัติได้ โดยลำพัง จึงอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการในเรื่องนี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวยืนยันอีกว่า ฝ่ายค้านไม่ได้มีความประสงค์ ที่จะขัดแย้งอะไรในทางการเมือง เราทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับชาวหาดใหญ่ ชาวสงขลาและชาวใต้ ว่ายังมีโครงการที่ยังรอการปรับปรุง และมีความเสียหายในเหตุการณ์ปีที่ผ่านมา ทุกคนหวาดผวาไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

ด้านนายทวีศักดิ์ ทวีรัตน์ นายกเทศบาลนครคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กล่าวถึงการของบประมาณ ในการดูแลพื้นที่ ว่า ในส่วนของเทศบาลคอหงส์ เราได้ของงบประมาณสำหรับการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำจำนวน 10 เครื่อง แต่หลักๆ คือการขุดลอก การพร่องน้ำ เพราะฝั่งตะวันออกจะท่วมเข้าหาดใหญ่ได้เร็วที่สุด ฉะนั้นเรายังมีพื้นที่ต่ำซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชน วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้เครื่องสูบน้ำในการพร่องน้ำให้เร็ว

เมื่อถามว่าควรได้รับงบประมาณเร็วที่สุดภายในเมื่อไหร่เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงหน้าน้ำแล้ว นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ยิ่งเร็วยิ่งดี เราจะได้ติดตั้งเพราะไม่รู้ว่าฟ้าฝนจะมาวันไหน การติดตั้งเครื่องสูบน้ำตามจุดที่มีความเสี่ยงต่างๆนั้นสามารถดำเนินการได้เลย เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดกับประชาชน

เมื่อถามต่อว่าเวลานี้ได้มีการเตรียมอุปกรณ์สำหรับรับมืออย่างไรบ้าง นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของเทศบาลเมืองคอหงส์ ฝั่งตะวันออก เราได้รับการสนับสนุนจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดในการนำเครื่องไม้เครื่องมือลงมา ใช้สำหรับการขุดลอกและพร่องน้ำ ระบายน้ำจากฝั่งตะวันออก บายพาสน้ำไม่ให้เข้านครหาดใหญ่ อาบน้ำได้เร็วหากสามารถทำได้เร็ว การที่น้ำจะเข้าเมืองก็มีโอกาสน้อย อย่างไรก็ตามขนาดนี้เราพยายามขุดลอกคลอง เพื่อบายพาสน้ำให้ไปยังคลองร. 1 ให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า กรณีที่ขอเครื่องสูบน้ำไป 10 เครื่องนั้น นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ทางรัฐบาลได้สรุป กับทางจังหวัดเรียบร้อยแล้ว ว่าได้ส่งเรื่องให้เราก็รอ ที่เราขอไปคืองบเร่งด่วน งบกลาง

เมื่อถามต่อว่าอยากฝากอะไรถึงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในสภาต่อไป นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ ที่ท่านมีความเป็นห่วงเป็นใย จะได้ช่วยเป็นปากเป็นเสียง วันนี้พี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือโดยเฉพาะจากภาครัฐ ในการเอาเครื่องไม้เครื่องมือในการแก้ปัญหาระยะยาว และอำเภอหาดใหญ่มีนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย ที่ถือว่าเข้ามามากเป็นอันดับ 1 จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเยียวยา รวมทั้ง พักฝ่ายค้านที่ลงมา ซึ่งตนก็ต้องขอขอบคุณด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ส.สในพื้นที่ ได้ช่วยกันทุกคนโดยเฉพาะนายจุรี นุ่มแก้ว และนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ทำหน้าที่ในสภาได้อย่างดีเยี่ยม ต้องขอชื่นชม.

ขณะที่วันพรุ่งนี้ นายอภิสิทธิ์ จะเปิดการสัมมนา สส.ของพรรคฯ อย่างเป็นทางการ และระดมความคิด ความเห็น เกี่ยวกับแผนฟื้นฟู และป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ ก่อนที่นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคฯ จะได้รายงานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานพรรค และงานนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการวางแผนการทำงานของพรรคฯ ในสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสภา สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ซึ่งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อของพรรคฯ ในฐานะประธาน สส.พรรคฯ จะสรุปภาพรวม และปิดการสัมมนา

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ลงพื้นที่ ช่องสายตะกู ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ลงพื้นที่ ช่องสายตะกู ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ลงพื้นที่ ช่องสายตะกู ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.41 น.

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ยกคณะลงพื้นที่ ‘ช่องสายตะกู’ จ.บุรีรัมย์ ติดตามสถานการณ์ ’ชายแดนไทย-กัมพูชา‘ ขณะที่ ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’ หลังเจอ ‘F-16ไทย’ โจมตีจนได้รับความเสียหาย

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่ด่านพรมแดนช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยพล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ที่ปรึกษากมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ นายพีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ในฐานะโฆษก กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ พร้อมด้วยคณะฯ ลงพื้นที่รับฟังสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา รวมถึงผลกระทบ และตรวจเยี่ยมบริเวณพื้นที่ช่องสายตระกู จ.บุรีรัมย์

โดยมี พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 , พ.อ.กิตติวรา อารีรักษ์ หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กกล.สุรนารี , ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ , นายอัครพันธุ์ พูลศิริ ปลัดจังหวัดบุรีรัมย์ และ นายเอกวัฒน์ พวงประโคน นายอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวรายงาน

นอกจากนี้คณะได้เดินทางมาที่ด่านพรมแดนช่องสายตะกู เพื่อสังเกตการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ พบว่าในวันนี้ยังคงหลงเหลือร่องรอยความเสียหายจากการปะทะกันของทหารทั้งสองฝ่ายให้คณะได้เห็น และผู้สื่อข่าวยังได้สังเกตเห็นทหารฝั่งกัมพูชาได้ปักหลักรอบริเวณหลังแนวรั้วของพรมแดน

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังสังเกตเห็นทหารของฝั่งกัมพูชา ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปคณะของไทยที่เข้าไปสังเกตการณ์ และยังพบว่าบริเวณกาสิโนสายตะกูรีสอร์ท ที่ตั้งอยู่ฝั่งกัมพูชาที่ได้รับความเสียหายและผลกระทบ ได้เริ่มนำเครนมาติดตั้งเพื่อทำการซ่อมแซม หลังถูกฝั่งไทยใช้ F-16 โจมตีจนได้รับความเสียหาย ตอนปะทะกัน

​

‘สุขสมรวย’ ลุยขอนแก่น ผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ลั่นล้างบางทุจริต ดึงอัยการ-ตำรวจจัดการ

‘สุขสมรวย’  ลุยขอนแก่น ผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ลั่นล้างบางทุจริต ดึงอัยการ-ตำรวจจัดการ

‘สุขสมรวย’ ลุยขอนแก่น ผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ลั่นล้างบางทุจริต ดึงอัยการ-ตำรวจจัดการ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.36 น.

 “รมต.สุขสมรวย” ลุยขอนแก่น เผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ครอบคลุม 16 จังหวัด วงเงินกว่า 39 ล้านบาท สั่งล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้าน! เปิดฉากกวาดล้างการยักยอก-ใช้เงินผิดประเภท ดึง “อัยการ-ตำรวจ” ดำเนินคดีเด็ดขาด พร้อมเปิดวอร์รูมรับแจ้งเบาะแสผ่านเว็บหลักทันที

11 กรกฎาคม 2569 นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) 
ลงพื้นที่เพื่อมอบนโยบายการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ในพื้นที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เน้นย้ำเร่งดำเนินการ “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”  เพื่อการลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง และช่วยให้ประชาชนสามารถนำเงินไปต่อยอดการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในรอบแรกได้อนุมัติเงินเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ยื่นคำขอเข้ามาและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของโครงการ จำนวน 570 กองทุน ครอบคลุม 16 จังหวัด วงเงินเพิ่มทุนรวม 38,530,000 บาท

นอกเหนือจากมาตรการลดภาระดอกเบี้ยแล้ว นางสุขสมรวย ยังได้เปิดเผยถึงแผนการเชิงรุกในการเคลียร์ “งานค้างประวัติศาสตร์”  ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 14 ปี (ตั้งแต่ปี 2555) ในโครงการฟื้นฟูและจัดสรรเงินเพิ่มทุน 1,000,000 บาท (ล้านที่ 2) ให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่าเม็ดเงินรวมสูงถึง 3.4 พันล้านบาท โดยได้ประกาศจุดยืนเด็ดขาด มอบนโยบายเร่งรัดให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เร่งสะสางและกวาดบ้านด่วน ซึ่งล่าสุดสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ได้ขานรับลูกระดมทีมผู้บริหารระดับสูงทั้งส่วนกลาง และสาขาเขตทั่วประเทศ มาร่วมเวิร์กชอปจัดทำโรดแมปการดำเนินงานแบบควบคู่ คือ “ฟื้นฟูไปพร้อมกับเพิ่มทุน” ในระยะที่ 3

“จากการลงพื้นที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พบว่ามี 15 กองทุน ที่ยังไม่ได้เงินล้านที่ 2 โดยอยู่ระหว่างการเร่งฟื้นฟู ซึ่งตนกำลังประสานงานและอำนวยความสะดวกในการจัดเตรียมเอกสาร เพื่อให้สามารถอนุมัติให้ครบทั้ง 15 กองทุน และนำเงินลงสู่ชุมชนได้โดยเร็วที่สุด” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

วันเดียวกันนี้ นางสุขสมราย สั่งล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้าน! เปิดฉากกวาดล้างการยักยอก-ใช้เงินผิดประเภท ดึง “อัยการ-ตำรวจ” ดำเนินคดีเด็ดขาด พร้อมเปิดวอร์รูมรับแจ้งเบาะแสผ่านเว็บหลักทันที ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดในการเดินหน้าปฏิรูปและแก้ไขปัญหากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามและขจัดปัญหาการทุจริต การยักยอกทรัพย์ รวมถึงการนำเงินกองทุนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำลายระบบเศรษฐกิจฐานราก และพรากโอกาสไปจากพี่น้องประชาชน เพื่อสอดรับรัฐบาลยุคปัจจุบันมีนโยบายงดเว้นความโปร่งใสไม่ได้ (Zero Tolerance) โดยกองทุนหมู่บ้าน จะต้องเป็นแหล่งทุนที่สะอาดและพึ่งพาได้ของชุมชนอย่างแท้จริง หากพบว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ หรือมีกลุ่มบุคคลใดแสวงหาผลประโยชน์จากเงินของส่วนรวม จะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดทั้งทางแพ่งทางอาญา และทางวินัยโดยไม่มีข้อยกเว้น ดำเนินการทันที ดังนี้

1. เปิดช่องทางร้องเรียนตรง ยื่นหลักฐานผ่านระบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการที่ http://www.villagefund.or.th โดยประชาชน สมาชิก หรือผู้พบเห็นความผิดปกติ สามารถส่งข้อมูล รายละเอียด หรือเอกสารหลักฐานเข้ามาในระบบได้ทันที ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับขั้นสูงสุดเพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้งเบาะแส

2. ส่งต่อขุนพลกฎหมาย ดึง “อัยการ-ตำรวจ” ร่วมทำคดีเด็ดขาด เมื่อระบบได้รับเรื่องร้องเรียน สทบ. จะตั้งทีมเอกซเรย์ข้อมูลอย่างเร่งด่วน หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีมูลความจริงและเข้าข่ายการกระทำความผิดทางกฎหมาย จะไม่มีการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น โดย สทบ. จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ส่งต่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็ว โดยประสานงานร่วมกับ สำนักงานอัยการ และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในพื้นที่ เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดจนถึงขั้นติดคุกและยึดทรัพย์สินที่ยักยอกไปกลับคืนสู่ชุมชน

“เงินกองทุนหมู่บ้าน คือภาษีของประชาชนและเป็นเส้นเลือดฝอยในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชุมชน ใครที่คิดจะทุจริต ยักยอก หรือนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ต้องไม่มีที่ยืน ยุคนี้เราทำงานร่วมกับฝ่ายกฎหมาย ทั้งตำรวจและอัยการ เพื่อจัดการคนผิดให้เร็วที่สุด จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันเป็นหูเป็นตา หากพบสิ่งผิดปกติ แจ้งเข้ามาที่เว็บไซต์ของ สทบ. ได้ทันที เพื่อร่วมกันล้างบางทุจริตและคืนกองทุนที่โปร่งใสให้ชุมชนของเรา” นางสุขสมรวย กล่าวเน้นย้ำ แจ้งเบาะแสและร้องเรียนการทุจริตได้ที่: http://www.villagefund.or.th หรือ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)