อนุทิน ตอกกลับ ปวิน ปมควงศุภจี กินข้าวบ้านทูตนิวซีแลนด์ หลังถูกถามไม่โปรโมตสินค้าเกษตรไทย

อนุทิน ตอกกลับ ปวิน ปมควงศุภจี กินข้าวบ้านทูตนิวซีแลนด์ หลังถูกถามไม่โปรโมตสินค้าเกษตรไทย

อนุทิน ตอกกลับ ปวิน ปมควงศุภจี กินข้าวบ้านทูตนิวซีแลนด์ หลังถูกถามไม่โปรโมตสินค้าเกษตรไทย

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.33 น.

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้แชร์โพสต์ของ นาย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต

ที่โพสต์ว่า อนุทินควงศุภจีเลี้ยงข้าวแขกบ้านแขกเมือง ในยามที่สินค้าเกษตรของไทยราคาตกอย่างน่าใจหาย และในยามที่คนที่ร่วมโต๊ะอาหารเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ดิชั้นคาดหวังว่าจะเห็นอาหารบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยข้าวไทย ข้าวโพดหวาน และน้ำมะพร้าวหอม แต่ดิชั้นไม่เห็นอะไรเลย ทำไมไม่ฉวยโอกาสนี้ในการ promote สินค้าเกษตรไทยคะ?

โดยนายอนุทิน ระบุว่า ไปทานอาหารที่บ้านทูตนิวซีแลนด์ ท่านทูตจ้างเชฟชาวนิวซีแลนด์ที่มาเปิดร้านอาหารในเมืองไทยและจัดอาหารโดยใช้วัตถุดิบของไทยทั้งหมด มีข้าวเหนียวด้วยครับ ขออภัยที่ไม่ได้แจงรายละเอียด

สภาฯเงียบเหงา สส.รายงานตัว วันนี้ 4 คน สรุปยอด 3 วัน สส.ใหม่ รายงานตัวแล้ว 97 คน

สภาฯเงียบเหงา สส.รายงานตัว วันนี้  4 คน สรุปยอด 3 วัน สส.ใหม่ รายงานตัวแล้ว  97 คน

สภาฯเงียบเหงา สส.รายงานตัว วันนี้ 4 คน สรุปยอด 3 วัน สส.ใหม่ รายงานตัวแล้ว 97 คน

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.33 น.

สภาฯเหงา มีสส.รายงานตัววันเสาร์ 4 คน  สรุปยอด 3 วัน สส.ใหม่ รายงานตัวต่อสภาฯ แล้ว  97 คน

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ บริเวณโถง ชั้น B1 อาคารรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดรับรายงานตัว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เป็นวันที่ 3  ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยมี  สส.มารายงานตัว จำนวน 4 คน  ซึ่งเป็นพรรคภูมิใจไทย ทั้งหมด ได้แก่ นายล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ สส.สุรินทร์ เขต 6  นายรุ่งโรจน์ ทองศรี สส.บุรีรัมย์ เขต 9 นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน สส.บุรีรัมย์ เขต 7  นายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม เขต 5 

ทั้งนี้ สรุปภาพรวมของการรายงานตัว 3 วัน มี สส. มารายงานตัวแล้ว จำนวน 97 คน โดยแบ่งเป็นพรรคการเมือง ดังนี้1. พรรคเพื่อไทย จำนวน 49 คน 2. พรรคภูมิใจไทย จำนวน 36 คน 3. พรรคประชาชาติ จำนวน 4 คน 4. พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 4 คน  5.พรรคกล้าธรรม จำนวน 2 คน 6. พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 1 คน และ7. พรรคโอกาสใหม่ จำนวน 1 คน

ขณะนี้มีสส.ที่รายงานตัวแล้ว 97 คน จาก 396 คน ยังคงเหลือ 299 คน ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยังคงเปิดรับการรายงานตัวของสส.ทุกวัน เริ่มในเวลา 08.30 น. -16.30 น.

ปราชญ์ สามสี ชื่นชม ‘ดร.เจษฎ์-พรรครักชาติ’ กล้าเล่นประเด็น อธิปไตย มากกว่าแค่เกมการเมืองภายใน

ปราชญ์ สามสี ชื่นชม 'ดร.เจษฎ์-พรรครักชาติ' กล้าเล่นประเด็น อธิปไตย มากกว่าแค่เกมการเมืองภายใน

ปราชญ์ สามสี ชื่นชม ‘ดร.เจษฎ์-พรรครักชาติ’ กล้าเล่นประเด็น อธิปไตย มากกว่าแค่เกมการเมืองภายใน

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.42 น.

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” โพสต์ข้อความระบุว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าการเมืองไทยห่างเหินจากเวทีโลกไปมาก เราพูดกันเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เรื่องเกมในสภา เรื่องกระแสโซเชียลรายวัน แต่ไม่ค่อยได้เห็นพรรคการเมืองออกมายืนพูดอย่างจริงจังในประเด็นระเบียบโลก อธิปไตย หรือกติกาสากลที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ ภาพของนักการเมืองไทยที่กล้าแสดงความคิดเห็นกับต่างชาติอย่างชัดถ้อยชัดคำ ดูจะเลือนหายไปจากความทรงจำสาธารณะพอสมควร

ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ได้ออกมาแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างชัดเจน โดยให้สัมภาษณ์ชื่นชมการดำเนินงานของรัฐบาลในมาตรการเชิงรับที่มุ่งปกป้องอธิปไตยของไทย พร้อมทั้งเสนอให้เร่งการทูตเชิงรุกมากขึ้น ท่านกล่าวถึงความจำเป็นในการดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาออตตาวา การเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยง การประสานงานกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ตลอดจนการผลักดันประเด็นเข้าสู่กลไกของสหประชาชาติในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ข้อเท็จจริงได้รับการรับฟังในเวทีนานาชาติ ท่าทีดังกล่าวสะท้อนการมองปัญหาในมิติระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพียงการตอบโต้ทางการเมืองภายใน

ขณะเดียวกัน พรรครักชาติได้เคลื่อนไหวในประเด็นวัฒนธรรม โดยยื่นหนังสือถึง UNESCO ขอให้ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศกัมพูชาในกรณีที่อาจมีความซ้อนทับกับวัฒนธรรมไทย พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบทางวิชาการอย่างรัดกุม และเปิดพื้นที่การเจรจาระหว่างประเทศอย่างโปร่งใส การดำเนินการดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเชิงสัญลักษณ์ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนความพยายามปกป้องอัตลักษณ์และศักดิ์ศรีของชาติในกรอบกติกาสากล

สำหรับผม การที่มีพรรคการเมือง—even จะไม่ใช่พรรคใหญ่—ออกมาแสดงออกในประเด็นบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องอธิปไตยและระเบียบโลก ถือเป็นสัญญาณที่ดี อย่างน้อยที่สุด มันทำให้สังคมไทยได้เห็นว่าการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่เกมอำนาจภายใน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการยืนหยัดของประเทศในเวทีระหว่างประเทศด้วย ผมจึงขอชื่นชมทั้ง รศ.ดร.เจษฎ์ และพรรครักชาติ ที่กล้าแสดงจุดยืน และทำให้ประเด็นเหล่านี้กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณะอีกครั้ง

อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์ 4 ข้อหาจาก กกต. เมื่อการตรวจสอบ ถูกยกระดับเป็น อาชญากรรมร้ายแรง

อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์ 4 ข้อหาจาก กกต. เมื่อการตรวจสอบ ถูกยกระดับเป็น อาชญากรรมร้ายแรง

อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์ 4 ข้อหาจาก กกต. เมื่อการตรวจสอบ ถูกยกระดับเป็น อาชญากรรมร้ายแรง

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.04 น.

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า  วิเคราะห์เจาะลึก 4 ข้อหาจาก กกต.: เมื่อการ “ตรวจสอบ” ถูกยกระดับเป็น “อาชญากรรมร้ายแรง”

จากการที่สำนักงาน กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เมื่อคืนวันที่ 27 ก.พ. 69 ในการแจ้งความดำเนินคดีอาญาข้อหาหนักหลายบทหลายกระทง แก่กลุ่มบุคคลหนึ่ง
 เราสามารถแยกวิเคราะห์ตามลำดับความสำคัญของข้อหาได้ดังนี้ครับ:

ข้อหาหลัก: ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ (พ.ร.ป. กกต. มาตรา 66 วรรคสอง)

วิเคราะห์: กกต. พยายามชี้ว่าการตั้งกล้องและการถอดรหัสทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

• ข้อโต้แย้งที่แข็งแกร่งที่สุด: การ “ขัดขวาง” ตามกฎหมายต้องมีพฤติกรรมที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้ แต่ในวันเกิดเหตุ กปน. ปฏิบัติหน้าที่จนเสร็จสิ้นโดยไม่มีการสั่งห้ามหรือตักเตือน  การที่เจ้าหน้าที่ “นิ่งเฉย” ตลอดทั้งวันคือหลักฐานว่าไม่มีการขัดขวางเกิดขึ้นจริงในขณะนั้น

• ความโปร่งใสคือหัวใจ: การช่วยกันถ่ายภาพกระบวนการออกเสียงน่าจะเป็นการช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม  ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการแอบถ่ายจากด้านหลังของคูหาเลือกตั้งขณะกาบัตร ซึ่งเป็นข้อต้องห้ามแต่อย่างใด 

• บทสรุป: หากระบบบัตรเลือกตั้งมีช่องโหว่ให้ถอดรหัสได้จริง ปัญหาอยู่ที่ “ตัวบัตร” ไม่ใช่ “ตัวบุคคล” การแจ้งความข้อหานี้จึงอาจเป็นการเบี่ยงประเด็นความบกพร่องขององค์กรเองก็ได้ 

ข้อหารองที่ 1: ความผิดต่อความมั่นคง (ป.อาญา มาตรา 116)

วิเคราะห์: กกต. อ้างว่าการกระทำนี้สร้างความปั่นป่วนและทำให้คนไม่กล้ามาใช้สิทธิ

• ย้อนศร: เจตนาของผู้ถูกกล่าวหาคือการพิสูจน์ระบบเพื่อความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงในระบอบประชาธิปไตย  การที่ กกต. ใช้ ม.116 ซึ่งเป็นกฎหมายร้ายแรงกับเรื่องบาร์โค้ดบน

บัตรเลือกตั้ง ถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้าง “บรรยากาศแห่งความกลัว” (Climate of Fear)  เพื่อไม่ให้เกิดการตรวจสอบในอนาคตหรือไม่

ข้อหารองที่ 2: ฐานเป็นอั้งยี่ (ป.อาญา มาตรา 209)

วิเคราะห์: กกต. พยายามสร้างภาพว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ “ปกปิดวิธีดำเนินการ” และ “มีมุ่งหมายมิชอบ”

• ความย้อนแย้งขั้นสุด: นิยามของอั้งยี่คือ “องค์กรลับ”  แต่กลุ่มนี้ ตั้งกล้องถ่ายทอดอย่างเปิดเผยในพื้นที่ที่ กกต. อนุญาต มีรูปถ่ายและหลักฐานการทำงานที่ชัดเจนต่อหน้าสาธารณชน

• บทสรุป: การกล่าวหาว่าประชาชนที่ทำงานตรวจสอบรัฐอย่างเปิดเผยเป็น “อั้งยี่” ถือเป็นการตีความกฎหมายที่บิดเบี้ยวและอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพอย่างยิ่ง 

ข้อหารองที่ 3: ฐานนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2)

วิเคราะห์: กกต. อ้างว่าการเผยแพร่เรื่องการถอดรหัสบาร์โค้ดเป็นข้อมูลเท็จที่สร้างความตื่นตระหนก

• ความจริงคือเกราะป้องกัน: หากภาพถ่ายและกระบวนการถอดรหัสนั้นเป็นเรื่องจริง (แต่ไม่เปิดเผย ต่อมาอาจนำมาแสดงเป็นการเลือกตั้งจำลอง) ข้อมูลนั้นย่อม “ไม่เป็นเท็จ” แม้ข้อมูลนั้นอาจจะทำให้ กกต. ต้องเสียหน้า แต่ถ้ามันคือ “ความจริงที่เป็นช่องโหว่ของรัฐ” ประชาชนย่อมมีสิทธิรับรู้เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของคะแนนเสียงตัวเอง

• ย้อนศร: กกต. ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่เขาถอดรหัสมานั้น “เป็นเรื่องโกหก” แต่ถ้าทำได้จริง กกต. เองนั่นแหละที่อาจจะมีความผิดฐานนำระบบที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้กับการเลือกตั้งของชาติ 

บทสรุปภาพรวม: “Maximum Charge” เพื่อการปิดปาก?

การประโคมข้อหาตั้งแต่ ขัดขวางการเลือกตั้ง -> ความมั่นคง -> อั้งยี่ -> พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คือกลยุทธ์การฟ้องร้องเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับความลำบากในการสู้คดีและเสียชื่อเสียง (Character Assassination)

“หากการตรวจสอบความโปร่งใสถูกตีความเป็นอั้งยี่ และการชี้จุดโหว่ของบัตรเลือกตั้งถูกตีความเป็นภัยความมั่นคง… เรากำลังอยู่ในยุคที่ความผิดไม่ได้อยู่ที่คนอยู่เบื้องหลังการโกง แต่อยู่ที่คนพยายามป้องกันการโกงใช่หรือไม่?” 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

28/2/69

‘ภูมิธรรม-เพื่อไทย’ ชูทีมผสมรุ่นเก่า ใหม่ ส่งสัญญาณพร้อมทำหน้าที่ นิติบัญญัติ-บริหาร

'ภูมิธรรม-เพื่อไทย' ชูทีมผสมรุ่นเก่า ใหม่ ส่งสัญญาณพร้อมทำหน้าที่ นิติบัญญัติ-บริหาร

‘ภูมิธรรม-เพื่อไทย’ ชูทีมผสมรุ่นเก่า ใหม่ ส่งสัญญาณพร้อมทำหน้าที่ นิติบัญญัติ-บริหาร

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.30 น.

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวานนี้ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 คน คือศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้นำทีม สส.เขต  ที่ได้รับการเลือกตั้งทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ เข้าไปรายงานตัว ต่อสภาผู้แทนราษฎร

เป็นสัญญาณของความพร้อม ในการทำหน้าที่แทนประชาชน อย่างเต็มความสามารถของพวกเราพรรคเพื่อไทย

ผมคิดว่า​การเมืองในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องของ “วัย” ไม่ใช่เรื่อง​ของ​ “เก่า” หรือ​ “ใหม่” แต่คือเรื่องของ “วิธีคิด”  และ “ความสามารถในการทำงานร่วมกัน”

พรรคเพื่อไทยเชื่อว่า  ประสบการณ์ของคนรุ่นใหญ่ คือทุนทางปัญญาที่ผ่านบททดสอบของเวลา ขณะเดียวกัน พลังและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ คือแรงขับเคลื่อนที่เท่าทันโลก เท่าทันเทคโนโลยี และเข้าใจความเปลี่ยนแปลง ของสังคมยุคดิจิทัล เมื่อสองพลังนี้ทำงานร่วมกัน การตัดสินใจจะรอบคอบ แต่ไม่ล้าสมัยการขับเคลื่อนนโยบายจะมั่นคง แต่ไม่หยุดนิ่ง

พรรคเพื่อไทยมีความพร้อม ทั้งในด้านการทำงานนิติบัญญัติ ในสภาพร้อมเสนอ แก้ไข และผลักดันกฎหมายที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ ปากท้อง และความเป็นธรรมของประชาชน

ในขณะเดียวกัน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลเรามีทีมผู้บริหาร บุคลากร และนโยบายที่ชัดเจน พร้อมทำงานเชิงบริหารอย่าง มืออาชีพ เพื่อให้การตัดสินใจของรัฐเกิดผลเป็นรูปธรรม

ประเทศต้องการทั้ง “ความมั่นคง ของประสบการณ์” และ “ความกล้าคิดของคนรุ่นใหม่”

พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่เชื่อมสองพลังนี้เข้าด้วยกัน เพื่อพาประเทศก้าวไปข้างหน้า อย่างมั่นคง ทันสมัย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นิพิฏฐ์ โอดไม่คิดสู้ปมถูก กกต.แจ้งความ บอกต่อสู้ให้บ้านเมืองมีความสุจริต แต่ทุกอย่างถอยหลัง

นิพิฏฐ์ โอดไม่คิดสู้ปมถูก กกต.แจ้งความ บอกต่อสู้ให้บ้านเมืองมีความสุจริต แต่ทุกอย่างถอยหลัง

นิพิฏฐ์ โอดไม่คิดสู้ปมถูก กกต.แจ้งความ บอกต่อสู้ให้บ้านเมืองมีความสุจริต แต่ทุกอย่างถอยหลัง

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.00 น.

นิพิฏฐ์ โอดไม่คิดสู้ปมถูก กกต.แจ้งความ บอกต่อสู้ให้บ้านเมืองมีความสุจริต แต่ทุกอย่างกลับถอยหลัง

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี กกต. แจ้งความพลเมือง 6 คน (ผมใช้คำว่าพลเมือง ในขณะที่สื่อใช้คำว่าประชาชน)

เป็นพลเมืองที่พยายามค้นคว้าหาความจริง ว่า การลงคะแนนเลือกตั้งสส.ครั้งที่ผ่านมา ถือเป็นความลับ ตามรธน.มาตรา 85 หรือไม่

ความจริงพลเมืองทั้ง 6 คน ถือเป็นรุ่นน้องผม เพราะผมถูกกกต.แจ้งความมา ตั้งแต่ปี 2562 กรณีวิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของกกต.

มีน้องๆ ทั้งอัยการ,ผู้พิพากษา,ทนายความ,ตำรวจ โทรมาให้กำลังใจและแนะนำให้ผมสู้คดีกับกกต.

ผมรับไว้ด้วยความขอบคุณ แต่ใจผม ไม่คิดสู้แล้ว

หากไปศาล ผมจะรับสารภาพ และขอให้ศาลพิพากษาไปได้เลย จะจำคุกกี่วัน กี่เดือน ก็ว่าไป

ผมไม่อยากผิดคำพูดกับครอบครัว 13 คดีในการไปศาลในฐานะจำเลย ข้อหาหมิ่นประมาท ผมชนะคดีหมด

แต่คดีที่ 14 นี้ ใจผมไม่คิดสู้ขึ้นมาเฉยๆ เพราะการต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีความสุจริต ทุกอย่างกลับมาที่เดิมหมด และ กำลังถอยหลังเสียด้วยซ้ำ

ผมจะรับสารภาพว่า ไม่มีการซื้อเสียง ไม่มีการเก็บบัตร/ถ่ายบัตรประชาชน

กกต.ทำหน้าที่ได้ดีแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นผมสำคัญผิดไปเอง บัดนี้ ผมสำนึกผิดในการกระทำแล้ว

การเลือกตั้งในประเทศนี้ สุจริตและเที่ยงธรรม ประชาชนเป็นพลเมืองผู้ตื่นรู้ ไม่มีการซื้อสิทธิ-ขายเสียง

ขอโอกาสให้ผมกลับตัวเป็นพลเมืองดีเถอะ/ “

สีหศักดิ์ แจ้งประธานอาเซียน ถึงผลการหารือกับ รมว.กต. เมียนมา ที่ภูเก็ต

สีหศักดิ์ แจ้งประธานอาเซียน ถึงผลการหารnอกับ รมว.กต. เมียนมา ที่ภูเก็ต

สีหศักดิ์ แจ้งประธานอาเซียน ถึงผลการหารnอกับ รมว.กต. เมียนมา ที่ภูเก็ต

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.39 น.

สีหศักดิ์ แจ้งประธานอาเซียน ถึงผลการหารnอกับ รมว.กต. เมียนมา ที่ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือทางโทรศัพท์กับนางสาวมาเรีย เทเรซ่า พี ลาซาโร่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน 

โดยนายสีหศักดิ์ แจ้งผลการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีฯ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอของไทยในการส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและค่อยเป็นค่อยไป (calibrated re-engagement) ระหว่างอาเซียนกับเมียนมา และบทบาทของอาเซียนในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพและการปรองดองภายในเมียนมาให้มีความคืบหน้าต่อไป ซึ่งไทยพร้อมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับเมียนมา 

นายสีหศักดิ์ ได้ใช้โอกาสนี้ให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมย้ำว่า ไทยยึดมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัดและขอบคุณบทบาทนำของฟิลิปปินส์ในคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เข้มแข็งระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ และจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิดทั้งในประเด็นทวิภาคีและภูมิภาคต่อไป

4สส.ภูมิใจไทย ดอดรายงานตัวสภาฯ อนุชา ลุ้น อนุทิน ดันนั่งรมว. หลังนำทีมยึดนครปฐม

4สส.ภูมิใจไทย ดอดรายงานตัวสภาฯ อนุชา ลุ้น อนุทิน ดันนั่งรมว. หลังนำทีมยึดนครปฐม

4สส.ภูมิใจไทย ดอดรายงานตัวสภาฯ อนุชา ลุ้น อนุทิน ดันนั่งรมว. หลังนำทีมยึดนครปฐม

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.06 น.

4สส.ภูมิใจไทย ดอดรายงานตัวรูดซิปปากเงียบไม่พูดอะไร ขอรอเปิดสภาฯก่อน ด้าน อนุชา แจงนั่งรัฐมนตรีโควตาบ้านใหญ่ สะสมทรัพย์ ให้ อนุทิน เคาะพิจารณา หลังคว้าเก้าอี้ได้ 4 ที่นั่ง 

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 ที่อาคารรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดให้สส.เข้ารายงานตัว บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงาตั้งแต่เวลา 08.30 น.จากนั้นในเวลา 10.30 น.เริ่มมี สส.พรรคภูมิใจไทยเข้ารายงานตัว 4 คน ประกอบด้วย นายล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ สส.จังหวัดสุรินทร์ เขต 6 , นายรุ่งโรจน์ ทองศรี สส.จังหวัดบุรีรัมย์ เขต 9 , นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน สสจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 7 , นายอนุชาสะสมทรัพย์ สส.จังหวัดนครปฐม เขต 5  

โดยนายอนุชา กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า กลุ่มของตนได้ที่นั่งสส.4 เขต ดังนั้นจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ ที่จากเดิม เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แล้วจะขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะพิจารณา

ขณะที่นายพรชัย กล่าวเพียงสั้นๆว่าวันนี้ยังไม่ขอพูดอะไร ขอรอเปิดสภาแล้วค่อยพูด แต่วันที่ 7-8 กุมภาพันธ์มีการอบรมสสของพรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดบุรีรัมย์

พรรครักชาติ ซัด ฮุน มาเนต เลิกโกหก รับเงิน เฉินจื้อ ไม่รู้ที่มาจริงเหรอ

พรรครักชาติ ซัด ฮุน มาเนต เลิกโกหก รับเงิน เฉินจื้อ ไม่รู้ที่มาจริงเหรอ

พรรครักชาติ ซัด ฮุน มาเนต เลิกโกหก รับเงิน เฉินจื้อ ไม่รู้ที่มาจริงเหรอ

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.13 น.

เมื่อเวลา 08.00 น. นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาบอกว่า ไม่รู้ “เฉินจื้อ” คือ สแกมเมอร์ระดับโลก พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของทางการกัมพูชาอย่างดุเดือดว่า การให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายฮุน มาเนต ที่ไม่รู้ว่า “เฉินจื้อ” เป็นสแกมเมอร์ระดับสูงของประเทศ ซึ่งไม่มีความเป็นไปได้เลย เพราะนายเฉินจื้อนั้นเคยบริจาคเงินกว่า 16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ให้กัมพูชา ดังนั้นจะเป็นไปได้เหรอ ที่การบริจาคเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ ทางการกัมพูชาจะไม่หาที่มาที่ไปของเงิน ก่อนที่จะรับเงินจากนายเฉินจื้อ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ทางการกัมพูชาจะไม่รู้

นายฐิติพันธุ์  ยังเรียกร้องให้กัมพูชา ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อให้เกิดการเจรจาอย่างสันติภาพและยั่งยืนระหว่างประเทศชาติไทยและกัมพูชา

พรรครักชาติ
พรรครักชาติ
พรรครักชาติ

สมชัย ท้า กกต.เปิด 6 ชื่อ ปมถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ซัดลอบกัดลับ ๆ ล่อ ๆ กลัวถูกฟ้องกลับ ม. 157

สมชัย ท้า กกต.เปิด 6 ชื่อ ปมถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ซัดลอบกัดลับ ๆ ล่อ ๆ กลัวถูกฟ้องกลับ ม. 157

สมชัย ท้า กกต.เปิด 6 ชื่อ ปมถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ซัดลอบกัดลับ ๆ ล่อ ๆ กลัวถูกฟ้องกลับ ม. 157

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.12 น.

สมชัย ท้า กกต.เปิดชื่อ 6 บุคคล ซัดลอบกัดลับ ๆ ล่อ ๆ กลัวถูกฟ้องกลับ ม. 157 หยันอย่าดีแต่ปล่อยข่าวปั่นกระแสโซเซียลข่มขู่เอาผิดอาญาปชช. หวังลดทอนการตรวจสอบพฤติกรรมมิชอบของ กกต.

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.โพสต์ข้อความบนโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “กกต. แจ้งความประชาชน แบบปั่นกระแส หวังข่มขู่ประชาชนที่ออกมาเปิดโปงสิ่งที่ กกต. ประพฤติมิชอบ หรือไม่

ตามที่ สำนักงาน กกต. ได้ออกเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ข่าว 196/2569 วันที่เผยแพร่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 3 หน้าเพื่ออธิบายที่ กกต. ไปแจ้งความกองปราบว่า ไม่ใช่การฟ้องประชาชนหรือคุกคามสื่อ แต่เป็นการแจ้งความคณะบุคคลที่ร่วมและแบ่งกันทำงานและขบวนการ โดยระบุเหตุผล 6 ข้อดังนี้

1. ขัดขวางการทำงานของ กกต.
2. กระทำการอ่านบาร์โคดเพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกใคร
3. กกต. ไม่เคยดำเนินคดีกับประชาชน ยกเว้นคนที่มีเจตนาไม่สุจริต
4. กลุ่มคนที่โดนแจ้ง เป็นกลุ่มคนที่ไปปรากฏตัว มีหลักฐานการนำเสนอข้อมูลร่วมกัน
5. คนที่ไม่ไปปรากฏ มีการนัดหมายกับกลุ่มขบวนการจะเปิดเผยสิ่งที่ทำในเวทีสาธารณะ
6. มีการปั่นกระแสในโซเซียล ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย เป็นภัยต่อความมั่นคง

เอกสารทั้งหมด ไม่มีการระบุชื่อบุคคลทั้ง 6 คน มีแต่ข่าวปล่อยที่หวังปั่นกระแสในโซเซียล เพื่อข่มขู่ คุกคามประชาชน ด้วยข้อกล่าวหาอาญาแผ่นดินที่ร้ายแรง โดยหวังลดทอนการตรวจสอบการประพฤติมิชอบของ กกต.เอง ซึ่งนับวันจะมีคนออกมาเปิดโปงมากขึ้นเรื่อย ๆ

การสงวนชื่อผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ไม่แตกต่างอะไรกับพฤติกรรมของคนขลาด ที่ลอบกัด ลับ ๆ ล่อ ๆ ที่กลัวการฟ้องกลับ ม. 157 เมื่อบุคคลดังกล่าวได้ทราบข้อมูลการฟ้องที่เป็นทางการ

เปิดเผยชื่อสิครับ อย่าขลาดกลัวเกินเหตุ หากมั่นใจว่าข้อกล่าวหาเป็นความจริง แต่หากเป็นการแจ้งความเท็จเมื่อไหร่ การแจ้งความกลับเกิดขึ้นทันที อย่างน้อย 9 คน ทั้งอาญาและแพ่งที่แพงมาก”