เปิดระเบียบกรมการปกครอง พรรคส้มส่อผิดปมเก็บ Laser ID

เปิดระเบียบกรมการปกครอง พรรคส้มส่อผิดปมเก็บ Laser ID

เปิดระเบียบกรมการปกครอง พรรคส้มส่อผิดปมเก็บ Laser ID

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.21 น.

18 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวว่า พรรคประชาชน (ปชน.) ขอข้อมูลผู้สมัครเป็นสมาชิกพรรคนั้นต้องกรอกข้อมูลส่วนบุคคลจากบัตรประชาชน โดยเฉพาะการขอข้อมูลรหัส 12 หลัก หลังประชาชน (Laser ID) เพื่อไว้ตรวจสอบ แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชน อาจฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (กฎหมาย PDPA) เพราะ พ.ร.ป.พรรคการเมือง นั้น วางหลักไว้ว่า พรรคการเมืองไม่ใช่หน่วยงาน/องค์กรภาครัฐ หรือสถาบันการเงิน ที่จะมีสิทธิตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้ แม้พรรคประชาชน จะโพสต์เหตุผลในการขอ Laser ID ของผู้จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคไว้ แต่เมื่อพิจารณาประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่องการรายงานทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ของสำนักงาน กกต.ข้อ 5 ระบุว่า เอกสารการรับสมัครสมาชิกพรรคการเมืองประกอบการรายงาน ตามข้อ 4 ประกอบด้วย

(1) สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน (ที่ยังไม่หมดอายุ)

(2) สําเนาทะเบียนบ้านด้านหน้า

(3) สําเนาหนังสือสําคัญการแปลงสัญชาติกรณีมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีหรือเอกสารอื่นใดที่ใช้ยืนยันแทนได้

(4) สําเนาใบเสร็จรับเงินค่าบํารุงพรรคการเมือง

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อ้างว่า การเก็บข้อมูลจาก Laser ID นั้น พรรคปฏิบัติตามที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุ แต่มีการยืนยันในชั้นต้นจากแหล่งข่าวในกรมการปกครอง ว่าพรรคประชาชนขออนุญาตจากกรมการปกครอง ในการตรวจสอบข้อมูล Laser ID ใหม่อีกครั้ง และยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของกรมการปกครอง ว่าจะอนุญาตหรือไม่ และมีรายงานว่า กรมการปกครองชี้แจงชั้นต้นว่า การที่พรรคประชาชนอ้างถึงกระบวนการเก็บรหัส Laser ID หลังบัตรประชาชน นั้น เป็นไปตามขั้นตอนกรมการปกครอง ที่ให้พรรคการเมืองเก็บเพื่อยืนยันตัวตน/ป้องกันไม่ให้นำคนต่างด้าวมาสมัครสมาชิก โดยการสวมเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ว่าเรื่องนี้พรรคประชาชนทำหนังสือถึงกรมการปกครอง เพื่อขอใช้ระบบการตรวจสอบรายการบัตรสมาร์ทการ์ดเท่านั้น และเป็นการตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นข้อมูลของบุคคลนั้นๆ ว่าจริงหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนการยืนยันว่าเป็นข้อมูลของพรรคเอง กรมการปกครองไม่ได้มีคำสั่งแบบนั้นไปยังพรรคประชาชนให้ปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา เพจ “Fact Check-พรรคประชาชน” ได้ออกมาเปิดเผยว่า การใช้ Laser ID (รหัสหลังบัตรประชาชน) ในการสมัครสมาชิก เป็นมาตรการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยและเป็นสากล เช่นเดียวกับระบบธนาคาร เพื่อป้องกันการสวมสิทธิและตรวจสอบคุณสมบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 5 ข้อ โดยข้อ 4 ปรากฏข้อความที่น่าพิจารณาว่า 4.ปัจจุบันพรรคประชาชน “อยู่ระหว่างกระบวนการขออนุญาตจากกรมการปกครอง ในการตรวจสอบข้อมูล Laser ID ใหม่อีกครั้ง เนื่องมาจากการยุบพรรคก้าวไกล โดยระหว่างที่กระบวนการขออนุญาตยังไม่เสร็จสิ้น” พรรคประชาชนไม่มีการเก็บรวบรวม ใช้ เผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูล Laser ID แต่อย่างใด – อย่างไรก็ตาม เพื่อมีกลไกในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ พรรคได้มีระบบยืนยันตัวตนอื่นๆ เช่น ระบบ OCR ในการยืนยันว่าบุคคลผู้ประสงค์สมัครสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของบัตรประชาชนจริง

ด้านเว็บไซต์ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง (https://www.bora.dopa.go.th/information/activity-news/35807/) ระบุว่า หลักเกณฑ์การอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชนใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) ของกรมการปกครอง การขออนุญาตใช้งาน โดยมีขั้นตอนดังนี้

1.หน่วยงานทำหนังสือขออนุญาตใช้งาน เรียน อธิบดีกรมการปกครอง ส่งมาตามที่อยู่ สำนักบริหารการทะเบียน 59 หมู่ 11 ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12150 (มีตัวอย่างหนังสือและแบบการขออนุญาตฯ)

2.หน่วยงานเข้าไปลงทะเบียนเพื่อขอใช้งานที่เว็บไซต์ https://digitalid.bora.dopa.go.th (สามารถทำพร้อมกับหนังสือขออนุญาตได้)

3.”เมื่อหน่วยงานได้รับอนุญาตให้ใช้งานระบบได้ กรมการปกครองจะดำเนินการอนุมัติในระบบลงทะเบียน พร้อมจัดส่งหนังสืออนุญาตและคู่มือการพัฒนาระบบให้กับหน่วยงานผู้ขออนุญาต”

ดังนั้น การที่พรรคประชาชนดำเนินการเก็บข้อมูล Laser ID ของผู้สมัครสมาชิกพรรค ที่ตอนนี้มีสมาชิกพรรคแล้วกว่า 1.1 แสนคนไปแล้ว โดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการปกครองนั้น อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย และยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า พรรคประชาชนไม่ได้นำข้อมูลส่วนบุคคลในบัตรประชาชนของสมาชิกพรรคไปใช้ แม้พรรคประชาชนจะอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวของพรรคเพื่อป้องกันการสวมสิทธิและตรวจสอบคุณสมบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

รวมทั้งพิจารณาประกาศกรมการปกครอง เริ่องหลักเกณฑ์การขออนุญาตให้ส่วนราชการและหน่วยงานเอกชนใช้โปรแกรมสำหรับการอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (สมาร์ทการ์ด) ลงวันที่ 8 ต.ค.2561 จำนวน 12 ข้อ https://www.bora.dopa.go.th/wp-contenthttps://static.naewna.com/uploads/2022/01/pk611008.pdf โดยสิ่งที่น่าสนใจ คือ

ข้อ 5 กรมการปกครองจะอนุญาตให้หน่วยงานเอกชนใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน ตามเงื่อนไขดังนี้

5.1 หน่วยงานนั้นจะต้องมีความจำเป็นในการขอตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตร โดยเป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานเอกชนที่กำหนดให้บุคคลที่ติดต่ดต่อขอทำธุรกรรมหรือนิติกรรมกับหน่วยงานต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน

5.2 จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของบัตรให้ตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจำตัวประชาชน

6.เมื่อกรมการปกครองอนุญาตให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานเอกชนใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ส่วนราชการหรือหน่วยงานเอกชนนั้นจะต้องมีหนังสือตอบรับการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมการปกครองกำหนดก่อน จึงจะสามารถใช้โปรแกรมดังกล่าวได้ โดยกรมการปกครองจะกำหนดรหัสข้อมูลที่จะใช้อ้างอิงในการประมวลผลให้เป็นไปตามมาตรฐานกลางเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกันและเป็นเอกภาพ

“โดยในข้อที่ 5 และข้อที่ 6 ระบุใจความหลักว่า การอนุญาตใช้โปรแกรมนี้ต้องได้รับอนุญาต และต้องมีหนังสือตอบรับว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมการปกครองกำหนด”

แต่จากสิ่งที่พรรคประชาชนแจ้งกับสังคมนั้น เป็นการยอมรับว่า ได้ขออนุญาตกับกรมการปกครองแล้ว แต่กรมการปกครอง “ยังไม่ได้อนุญาต” ให้พรรคในการใช้โปรแกรมนี้ ดังนั้น หากพรรคประชาชนโดยนายทะเบียนสมาชิกพรรค ในฐานะผู้มีหน้าที่โดยตรงในการรวบรวมข้อมูลของสมาชิกพรรค และต้องรายงานต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงาน กกต.นั้น หากพรรคประชาชนกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายหรือกระทำการใดๆ ในกรณีนี้ โดยที่ส่วนราชการ คือ กรมการปกครอง ยังไม่อนุญาตนั้น พรรคอาจมีความผิดด้วย และอาจจะเกิดผลกระทบ คือ ยุบพรรค ในการไปเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA ของสมาชิกพรรคโดยไม่จำเป็น และกฎหมาย/ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง (กรมการปกครอง) ยังไม่อนุญาตให้พรรคดำเนินการ

หากพรรคประชาชนมีความผิดในเรื่องนี้ อาจจะโดนยื่นยุบพรรค เพราะตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง นั้น องค์ประกอบสำคัญของคณะกรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย หัวหน้าพรรค, รองหัวหน้าพรรค, เลขาธิการพรรค, รองเลขาธิการพรรค, เหรัญญิกพรรค, นายทะเบียนสมาชิกพรรค, โฆษกพรรค และกรรมการบริหารพรรค โดยตอนนี้นายทะเบียนสมาชิกพรรคประชาชน คือ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม

ทั้งนี้ พรรคประชาชน นั้น นับเป็นพรรคลำดับที่ 3 ที่มีรากฐานและเชื่อมโยงจากพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล โดยสองพรรคข้างต้นนั้น ถูกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคด้วยเหตุผล คือ พรรคอนาคตใหม่ ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เนื่องจากกรณีเงินกู้ยืม โดยศาลวินิจฉัยว่าการที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ให้พรรคกู้ยืมเงินจำนวน 191.2 ล้านบาท เป็นการรับบริจาคเงินหรือประโยชน์อื่นใดอันฝ่าฝืน มาตรา 72 แห่ง พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 และพรรคก้าวไกล ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ในกรณีที่พรรคหาเสียงเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง

ราชกิจจาฯประกาศกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมใหม่ 28 ราย

ราชกิจจาฯประกาศกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมใหม่ 28 ราย

ราชกิจจาฯประกาศกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมใหม่ 28 ราย

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.28 น.

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เรื่อง การขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2568 ความว่า 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 18 (5) และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 จึงประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จำนวน 28 รายการ ดังต่อไปนี้

1.ประเภท รายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน

1.1 วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา
ระบบเขียนภาษามลายูปาตานี อักษรยาวี

1.2 ศิลปะการแสดง
จาปิง

1.3 แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล
1.3.1 ประเพณีการขึ้นเปลเด็ก
1.3.2 ประเพณีงานกระจาด

1.4 ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล
ระหัดวิดน้ำลำตะคอง

1.5 งานช่างฝีมือดั้งเดิม
1.5.1 ผ้าไททรงดำ
1.5.2 การต่อเรือหัวโทง
1.5.3 ผ้าปักชาวเขาเผ่าเฆี่ยน
1.5.4 รถสองแถวไม้
1.5.5 กลองหลวงลำพูน
1.5.6 โลงมอญ
1.5.7 ทุงผะเหวดอุบลราชธานี

2.ประเภท รายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

2.1 วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา

2.1.1 สินไช
2.1.2 ตำนานเมืองฟ้าแดดสงยาง
 

2.2 ศิลปะการแสดง

2.2.1 โหวด
2.2.2 หมอลำ
2.2.3 กลองตึ่งโนง/ตึ่งโนง

2.3 แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล

2.3.1 ประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับกลองปู่จา
2.3.2 ประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับการแข่งเรือ
2.3.3 งานเจ้าพ่อศรีนครเตา

2.4 ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล

2.4.1 ข้าวเม่า
2.4.2 ไก่ฆอและ
2.4.3 แกงมะแฮะ
2.4.4 ทอดมันหน่อกะลา

2.5 งานช่างฝีมือดั้งเดิม

2.5.1 สไบมอญน้ำเค็ม
2.5.2 ผ้าไหมชาติพันธุ์จังหวัดสุรินทร์

2.6 การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว

2.6.1 เซปักตะกร้อ
2.6.2 วิ่งเปี้ยว

กกต.งดประชุมสัปดาห์นี้ หลังสั่งเลือกตั้ง-ประชามติใหม่บางหน่วย เผยยังไม่ทราบใช้บัตรแบบเดิมหรือไม่

กกต.งดประชุมสัปดาห์นี้ หลังสั่งเลือกตั้ง-ประชามติใหม่บางหน่วย เผยยังไม่ทราบใช้บัตรแบบเดิมหรือไม่

กกต.งดประชุมสัปดาห์นี้ หลังสั่งเลือกตั้ง-ประชามติใหม่บางหน่วย เผยยังไม่ทราบใช้บัตรแบบเดิมหรือไม่

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.05 น.

กกต.งดประชุมสัปดาห์นี้ หลังมีมติสั่งเลือกตั้งบางหน่วยและออกเสียงประชามติไปแล้ว แต่หากมีเรื่องด่วนพร้อมนัดประชุมทันที ด้าน ผอ.กกต.กทม. เผยยังไม่เห็นบัตรเลือกตั้งคงรูปแบบเดิมหรือไม่ ยันมีความพร้อมเลือกตั้งและออกเสียงใหม่ 22 กพ. นี้ กำชับ กปน.รอบคอบกรอกเอกสาร ทำตามกฎหมาย 

เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันนี้ ไม่มีการประชุม เนื่องจากเรื่องพิจารณาเร่งด่วนการสั่งนับคะแนนใหม่ ในหน่วยที่เป็นปัญหา ได้มีมติไปแล้ว โดยจะมีการนัดประชุมในสัปดาห์หน้า แต่หากมีเรื่องเร่งด่วนเข้ามาให้พิจารณา ก็จะนัดประชุมด่วนเพื่อพิจารณา เนื่องจากยังมีหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยยังตรวจสอบไม่แล้วเสร็จ  ซึ่งหากสำนักงานดำเนินการได้ทันก็จะมีการเสนอให้ที่ประชุม  กกต.พิจารณาในการประชุมทันที

ขณะที่การลงคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ และลงคะแนนออกเสียงประชามติใหม่ ที่หน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว  กรุงเทพฯมหานคร ในวันที่ 22 ก.พ. ระหว่างเวลา 08.00 -17.00 น.  ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการีเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าสำหรับวัสดุอุปกรณ์และบัตรเลือกตั้งในหน่วยนี้ ทางบริษัทไปรษณีย์ไทย จะเป็นคนจัดส่งไปยังสำนักงานเขตโดยตรง ส่วนรูปแบบบัตรจะใช้รูปแบบเดิมหรือไม่ ตนยังไม่ทราบและจะเห็นรูปแบบบัตรก็ต่อเมื่อแจกจ่ายไปที่หน่วยเลือกตั้งในเช้าวันที่ 22 ก.พ. ซึ่งตนเองจะเข้าไปดูความเรียบร้อยในวันนั้นด้วย อย่างไรก็ตามในวันนี้ได้มีการประชุมเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงตามที่ระเบียบ กกต. กำหนดคือมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.)ชุดใหม่  แต่ในส่วนของหน่วยที่มีการนับคะแนนการออกเสียงประชามติใหม่ ในหน่วยที่ 10 เขตออกเสียงประชามติที่ 15   แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานครในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569  จะใช้ กปน.ชุดเดิม เนื่องจากยังไม่มีการนับคะแนน โดย กกต.มีมติให้นับคะแนนใหม่ในเวลา 10.00 น. ซึ่งแบบขีดคะแนนจะใช้รูปแบบเดิม พร้อมย้ำว่าตนเองยังไม่เห็นบัตรเลือกตั้ง ซึ่งขั้นตอนการออกลงคะแนนใหม่และการนับคะแนนประชามติเป็นเหมือนวันที่ 8 ก.พ.ที่จะมีการเบิกจ่ายอุปกรณ์ในวันนั้น อย่างไรก็ตามวันที่ 22 ก.พ. นี้ 

ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ ยืนยันว่า ในส่วนของหน่วยเลือกตั้งมีความพร้อม และได้กำชับ กปน.ให้ทำหน้าที่เป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมให้พึงระวังการกรอกรายละเอียดแบบฟอร์มต่างๆให้มีความรอบคอบมากขึ้น และไม่ได้มีความกังวลใจใดๆ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนอยู่แล้ว 

เช็กเลย!ปภ.โอนวันนี้ เงินเยียวยาน้ำท่วมรอบ 4 ครอบคลุม 45 จังหวัด

เช็กเลย!ปภ.โอนวันนี้ เงินเยียวยาน้ำท่วมรอบ 4 ครอบคลุม 45 จังหวัด

เช็กเลย!ปภ.โอนวันนี้ เงินเยียวยาน้ำท่วมรอบ 4 ครอบคลุม 45 จังหวัด

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.11 น.

เช็กเลย! “ปภ.”โอนเงินช่วยเหลือน้ำท่วม (เพิ่มเติม) รอบที่ 4 ใน 45 จังหวัด รวม 142,113 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,361,200,000 บาท

18 กุมภาพันธ์ 2569 นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครั้งที่ 4 (เพิ่มเติม) จำนวน 2,203,445,900 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ จำนวน 243,557 ครัวเรือน ใน 2 กรณี 1.กรณีบ้านที่อยู่อาศัยประจำอยูในพื้นที่น้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินเสียหาย และ 2.กรณีบ้านที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง เกินกว่า 7 วันขึ้นไป โดยให้ความช่วยเหลือในอัตราเดียวกัน ครัวเรือนละ 9,000 บาท และการช่วยเหลือในรูปแบบขั้นบันไดตามระยะเวลาน้ำท่วมขัง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประชุมและพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ซึ่ง ปภ.และธนาคารออมสิน ในฐานะหน่วยดำเนินการ จะทำการโอนเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือในพื้นที่ 45 จังหวัด รวมจำนวน 142,113 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,361,200,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกไว้กับหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน โดยจะมีผลการโอนตั้งแต่เวลา 12.00 – 15.00 น.ของวันนี้

อธิบดี ปภ.กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ครม.อนุมัติให้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 72 จังหวัด ไปแล้ว 3 ครั้ง รวมจำนวนทั้งสิ้น 20,394,635,100 บาท และได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว จำนวน 2,239,993 ครัวเรือน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลและตรวจสอบผลการโอนเงินช่วยเหลือเยียวยาของตนตามสิทธิ

เปิดไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาล! สถาบันพระปกเกล้า ชี้ มิ.ย.ได้เห็น ครม.ใหม่แถลงนโยบาย

เปิดไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาล! สถาบันพระปกเกล้า ชี้ มิ.ย.ได้เห็น ครม.ใหม่แถลงนโยบาย

เปิดไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาล! สถาบันพระปกเกล้า ชี้ มิ.ย.ได้เห็น ครม.ใหม่แถลงนโยบาย

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.04 น.

“สถาบันพระปกเกล้า”เปิดไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่ กกต.รับรองผลเลือกตั้งภายใน 9 เม.ย. ระบุหลังสงกรานต์ประชุมสภาครั้งแรกเพื่อเลือกประธานสภา-รองประธาน ต้นเดือน พ.ค.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คาดกลาง มิ.ย.รัฐบาลใหม่แถลงนโยบายต่อสภา

18 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันพระปกเกล้า” ได้เปิดเผยถึงปฏิทินไทม์ไลน์หลังการเลือกตั้ง 2569 ตั้งแต่วันเลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ.และคาดการณ์ว่าในช่วงระหว่างเดือน ก.พ.จนถึงเดือน เม.ย.2569 จะเป็นช่วง กกต.พิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 60 วัน ตามกรอบที่กฎหมายกำหนด หรือภายในวันที่ 9 เม.ย.2569 ซึ่งจะต้องรับรองผลการเลือกตั้งอย่างน้อยร้อยละ 95 และคาดการณ์ว่า สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 จะเข้ารายงานตัวได้ในช่วงวันที่ 10 – 16 เม.ย.2569 ก่อนที่จะเปิดสภา และเข้าสู่วาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร คาดว่าจะเป็นช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งตามกฎหมายกำหนดภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง จากนั้นจะกำหนดวันเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

จากนั้นคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่โหมดการจัดตั้งรัฐบาล โดยวางปฏิทินเบื้องต้นว่า ในช่วงต้นเดือน พ.ค.2569 ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะนัดวันประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และขั้นตอนจากนั้นในช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย.2569 จะเป็นช่วงของการจัดตั้ง ครม. นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายฯ ช่วงเวลาที่ ครม.ใหม่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน โดยไม่มีกำหนดเงื่อนไขเวลา และคาดการณ์ว่าช่วงกลางเดือน มิ.ย.2569 นี้ รัฐบาลใหม่จะเริ่มแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะต้องดำเนินการภายใน 15 วันนับจากวันที่เข้ารับตำแหน่ง

ธรรมนัส ย้ำ ไม่มีอะไรในกอไผ่ รับคุยนฤมลแล้ว หลังพบอนุทินที่สงขลา

ธรรมนัส ย้ำ ไม่มีอะไรในกอไผ่ รับคุยนฤมลแล้ว หลังพบอนุทินที่สงขลา

ธรรมนัส ย้ำ ไม่มีอะไรในกอไผ่ รับคุยนฤมลแล้ว หลังพบอนุทินที่สงขลา

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.45 น.

“ธรรมนัส”ย้ำไม่มีอะไรในกอไผ่ รับคุย”นฤมล”แล้ว หลังพบ”อนุทิน”ที่สงขลา พร้อมจับตาเลือกตั้งส่อโมฆะ เรียกทีมยุทธศาสตร์ฯปรึกษารายละเอียด หากต้องมีการเลือกตั้งใหม่

18 กุมภาพันธ์ 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงข้อกังวลการรับรองผลการเลือกตั้ง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ที่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน และมีข้อร้องเรียนจากหลายฝ่ายต่อเนื่อง ซึ่งตนได้เฝ้าติดตามและสอบถามคนรู้จักที่อยู่ในวงการและมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการเลือกตั้ง ยอมรับ ขณะนี้กังวลในเรื่องการรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต.มากกว่าการพูดคุยจัดตั้งรัฐบาล เพราะมีความหมิ่นเหม่ว่าจะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ได้ตั้งสมมุติฐานว่า หากการเลือกตั้งที่ผ่านมาเกิดโมฆะไม่สามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้จะยิ่งสร้างความโกลาหล แล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที แต่ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมมีความพร้อม หากจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่หากจะต้องมีการนับคะแนนใหม่มันเสียเวลา

ร.อ.ธรรมนัส ยังระบุด้วยว่า สาเหตุที่วันนี้ได้เชิญ นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม เข้ามาพบที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากมีเรื่องที่จะต้องปรึกษาหารือกันในหลายประเด็น และตนให้เกียรติที่เป็นรุ่นพี่ที่เคารพรัก เพราะฉะนั้นในช่วงสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดวิกฤต โดยเฉพาะข้อกังวลเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง จึงต้องมีการปรึกษาหารือกันเป็นเรื่องปกติ พร้อมย้ำว่า หากสังเกตแววตาของตนเอง ก็จะรู้ว่าไม่ได้กังวลการร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่กังวลผลการเลือกตั้งมากกว่า ส่วนกรณีที่ กกต.มีมติให้มีการนับคะแนนใหม่ในเขตพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง คือ พะเยา เขต 1 ยืนยันว่า ประเด็นนี้ไม่มีเรื่องต้องกังวลอะไร และได้มีการพูดคุยกันหากมีการนับคะแนนในเขตอื่นก็อาจจะได้ สส.เพิ่มอีกหลายเขต และย้ำว่า วันพรุ่งนี้ (19 ก.พ.) จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค รวมถึงพบหารือว่าที่ สส.ของพรรคกล้าธรรม ที่ชนะในแต่ละเขตพื้นที่ โดยตรงจะเน้นย้ำว่า ในระหว่างนี้อย่าทำอะไรที่หมิ่นเหม่ต่อการผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้มีการพูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ จ.สงขลา เมื่อวานนี้ (17 ก.พ.) และมีท่าทีเคร่งเครียดนั้น ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ได้สอบถามไปยังนางนฤมล แล้ว และได้รับรายงานว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่ มีแต่หน่อไม้” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดีลลับหรือเคลียร์ชัด? อนุทิน คุยเคร่งเครียด นฤมล ปมร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย)

เกมดึงเช็งบ้านใหญ่? ธรรมนัส เปิดสายรอ อนุทิน โทรชวนร่วมรัฐบาล

เกมดึงเช็งบ้านใหญ่? ธรรมนัส เปิดสายรอ อนุทิน โทรชวนร่วมรัฐบาล

เกมดึงเช็งบ้านใหญ่? ธรรมนัส เปิดสายรอ อนุทิน โทรชวนร่วมรัฐบาล

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.22 น.

18 กุมภาพันธ์ 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังจากเมื่อวานนี้ (17 ก.พ.) มีการปรากฏภาพการพูดคุยระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ที่ จ.สงขลา ว่า ในประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้พูดคุยกับนางนฤมล เนื่องจากเมื่อวานนี้ตนเองก็ติดภารกิจจนถึงดึก ส่วนสัญญาณของการเข้าร่วมรัฐบาล ยังคงยืนยันว่า ยังไม่มีการพูดคุยในรายละเอียดเพิ่มเติมไปกว่าที่ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงไว้

ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคกล้าธรรม พรุ่งนี้ (19 ก.พ.) จะมีการนัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และ สส.ในสังกัดพรรค ก่อนที่จะเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัวที่ยุโรป

ส่วนกระแสข่าวที่คาดการณ์ว่าขณะนี้พรรคกล้าธรรมจะเป็นพรรคฝ่ายค้านนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มองว่าเป็นเรื่องของการคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่จากการร่วมรัฐบาลครั้งที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมก็ไม่ได้แสดงออกอะไร พรรคอยู่ในที่ตั้งมาโดยตลอด ซึ่งการพูดคุยต่างๆ ก็มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรค และเลขาธิกาพรรคเป็นผู้ดำเนินการ พร้อมย้ำด้วยว่า ในเรื่องของรายละเอียดในการเข้าร่วมรัฐบาล หากตนเองเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็คงยังไม่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมองว่ายังเร็วเกินไป เพราะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และยังไม่ได้รับความชัดเจน ทั้งการรับของ สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ หากพูดอะไรออกไปในตอนที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง จะส่งผลต่อกระทบต่อความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐบาลที่ยังทำงานอยู่

ส่วนจากภาพที่ปรากฏหลายพรรคที่มีการแสดงท่าทีของในการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย (พท.) ทำให้มีข้อสังเกตว่าพรรคกล้าธรรมจะไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า พรรคกล้าธรรมกับพรรคภูมิใจไทยก็เจอกันในการประชุม ครม.ทุกวันอังคารอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปคุยกันเยอะ และทำเหมือนพรรคอื่น และพรรคกล้าธรรมก็ไม่เคยทำเช่นนั้น ซึ่งรัฐบาลในขณะนี้ก็เป็นรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม แต่พรรคอื่นๆ ที่ปรากฏในข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาลชุดนี้ และย้ำว่า สิ่งสำคัญที่ต้องจับตามองในขณะนี้ กกต.จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเด็นอย่างไรมากกว่า ซึ่งรัฐบาลใหม่จะจัดตั้งได้ไวหรือช้า ยังไม่รู้ แต่ขณะนี้ก็มีรัฐบาลบริหารบ้านเมืองอยู่

ส่วนที่จะเดินทางไปพักผ่อนที่ยุโรปในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่งนั้น ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ตนเองเข้าใจสถานการณ์และไม่กังวล และไม่ใช่การไปพักใจ ซึ่งเป็นไปตามกำหนดการที่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้เป็นปีแล้ว และตอนนี้ก็เปิดเสียงโทรศัพท์ไว้ตลอด และหลังในวันที่ประชุมพรรคในวันพรุ่งนี้ตนจะเดินทาง คงต้องปิดมือถือ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดีลลับหรือเคลียร์ชัด? อนุทิน คุยเคร่งเครียด นฤมล ปมร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย)

ดร.สุวิทย์ ถอดรหัส อนุทิน 2.0 จากผู้เล่นเกมอำนาจ สู่สถาปนิกผู้รื้อสร้างรัฐไทย

ดร.สุวิทย์ ถอดรหัส อนุทิน 2.0 จากผู้เล่นเกมอำนาจ สู่สถาปนิกผู้รื้อสร้างรัฐไทย

ดร.สุวิทย์ ถอดรหัส อนุทิน 2.0 จากผู้เล่นเกมอำนาจ สู่สถาปนิกผู้รื้อสร้างรัฐไทย

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.35 น.

18 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อนุทิน 2.0: จากผู้เล่นในเกมอำนาจ สู่สถาปนิกผู้รื้อสร้างประวัติศาสตร์รัฐไทย

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมือง นักการเมืองจำนวนมากถูกจารึกไว้เพียงเพื่อจะถูกลืม มีเพียงไม่กี่คนที่ก้าวข้ามสู่การเป็น “ตำนาน”

เส้นแบ่งระหว่าง “นักการเมือง” กับ “รัฐบุรุษ” ไม่ได้วัดที่ตำแหน่งหรือจำนวนปีในอำนาจ แต่วัดที่ระดับของมโนทัศน์ (Conceptual Depth) และความรับผิดชอบต่ออนาคต (Generational Responsibility)

• นักการเมืองคิดเพื่อชนะครั้งหน้า | รัฐบุรุษคิดเพื่อรากฐานคนรุ่นหน้า

• นักการเมืองบริหารอำนาจที่มี | รัฐบุรุษออกแบบอำนาจที่ควรเป็น

• นักการเมืองประนีประนอมเพื่อสมดุล | รัฐบุรุษสถาปนาหลักการเหนือทุกฝ่าย

ผู้เล่นที่เก่งอาจคุมเกมได้แนบเนียน แต่ผู้จะเป็นตำนาน คือผู้ที่กล้า “รื้อกติกาและเขียนใหม่”

ในโลกที่ระเบียบอำนาจกำลังสั่นคลอน ไทยไม่ต้องการแค่ผู้จัดการวิกฤต แต่ต้องการ State-Rebuilder — ผู้รื้อปรับและสถาปนารัฐให้มั่นคง

I. บททดสอบ “อนุทิน 2.0”: ข้ามพ้นเงา Deal-Maker

ภาพจำของ อนุทิน ชาญวีรกูล คือ Political Deal-Maker ผู้ประสานรอยร้าวและรักษาเสถียรภาพรัฐบาลผสม

ทักษะนี้ทำให้รัฐบาล “อยู่รอด” แต่ยังไม่พอให้ประเทศ “ยิ่งใหญ่”

คำถามไม่ใช่ว่าเขาจะรักษาดุลในสภาได้นานแค่ไหน แต่คือเขาจะยกระดับจาก “ผู้จัดการสมการรายวัน” ไปสู่ “State Rebuilder” ได้หรือไม่

II. “จารีต × ปฏิรูป”: สมการสถาปัตยกรรมรัฐใหม่

State-Rebuilder ไม่ใช่ผู้ล้มราก แต่คือผู้ผสาน “วิญญาณแห่งจารีต” เข้ากับ “เครื่องยนต์แห่งอนาคต”

• จารีต (Tradition) คือสมอเรือไม่ให้สังคมแตกสลาย

• ปฏิรูป (Reform) คือการอัปเกรด OS ของรัฐให้โปร่งใสและเสมอหน้า

• หลักการ (Principle) คือกฎเหล็กที่คุ้มครองทุกคนเท่าเทียม

นี่ไม่ใช่ Re-Brand แต่คือ Re-Design โครงสร้างอำนาจ

– จากการจัดการอำนาจ -> การจัดระเบียบอำนาจ

– จากรักษาดุลผลประโยชน์ -> สถาปนาหลักการ

– จากวาระ 4 ปี -> ทิศทาง 20 ปี

III. ถอดรหัส DNA ผู้สร้างรัฐ

หากจะก้าวสู่เวอร์ชัน 2.0 ต้องผนวกบทเรียนจากผู้สร้างรัฐ:

1. วิสัยทัศน์เชิงโครงสร้าง (จาก ปรีดี พนมยงค์)

เลิกแก้ปัญหาเป็นจุดๆ แล้วเริ่มเสนอ “พิมพ์เขียวใหม่” ว่ารัฐไทยในศตวรรษที่ 21 ควรมีหน้าตาอย่างไร

2. เสถียรภาพเชิงสถาบัน (จาก เปรม ติณสูลานนท์)

สร้างระบบที่นิ่งด้วยโครงสร้าง ไม่ใช่นิ่งด้วยตัวบุคคล

3. มาตรฐานเหนือความนิยม (จาก อานันท์ ปันยารชุน)

กล้าตัดสินใจในสิ่งที่ “ถูก” แม้จะไม่ “ถูกใจ” เพื่อวางมาตรฐานทองคำให้คนรุ่นหลัง

4. ทุนทางอารยธรรม (จาก คึกฤทธิ์ ปราโมช)

เจียระไนจารีตให้กลายเป็น Soft Power และอำนาจต่อรองในเวทีโลก

5. นิติธรรมแห่งความเชื่อมั่น (จาก ชวน หลีกภัย)

รักษาทุนความน่าเชื่อถือ ด้วยความสม่ำเสมอทางหลักการที่ไม่มีข้อยกเว้น

IV. สมการ “อนุทิน 2.0”

เมื่อจุดแข็งเชิงปฏิบัติผสานกับบทเรียนรัฐบุรุษ ภาพของ “อนุทิน 2.0” จะชัดขึ้นในฐานะ

“ผู้นำที่เคารพจารีต ปฏิรูประบบด้วยความกล้า และสร้างเสถียรภาพด้วยหลักการ”

บทสรุป: เดิมพันแห่งประวัติศาสตร์

ประเทศไทยยืนอยู่ระหว่างการเมืองแบบ “รักษาผลประโยชน์” กับการเมืองแบบ “สถาปนาหลักการ”

คำถามไม่ใช่ว่าโอกาสจะมาถึงหรือไม่ แต่คือเมื่อมาถึง เขาจะเลือกเป็นอะไร

ผู้เล่นที่เดินตามเกม หรือผู้เขียนกติกาใหม่ให้ประวัติศาสตร์จดจำ

– จาก Political Deal-Maker สู่ State-Rebuilder

– จาก นักการเมือง สู่ รัฐบุรุษ

ความแตกต่างนี้ไม่ได้ถูกตัดสินด้วยโชคชะตา แต่ด้วย “ความกล้า” ที่จะคิดและทำในระดับที่ก้าวข้ามกาลเวลา

อนุทิน เข้าทำงานที่ทำเนียบฯ ตามปกติ ท่ามกลางความไม่ชัดเจนดึงกล้าธรรม ร่วมหรือไม่

อนุทิน เข้าทำงานที่ทำเนียบฯ ตามปกติ ท่ามกลางความไม่ชัดเจนดึงกล้าธรรม ร่วมหรือไม่

อนุทิน เข้าทำงานที่ทำเนียบฯ ตามปกติ ท่ามกลางความไม่ชัดเจนดึงกล้าธรรม ร่วมหรือไม่

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.07 น.

อนุทิน เข้าทำงานที่ทำเนียบฯ ตามปกติ ท่ามกลางความไม่ชัดเจนดึงกล้าธรรม ร่วมหรือไม่

เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลตามปกติ แม้วันนี้จะไม่มีวาระงานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยทันทีที่มาถึง นายกฯ ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า และได้ไหว้องค์นรสิงห์ ก่อนปฏิบัติภารกิจประจำวัน ท่ามกลางกระแสการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ชัดเจน ว่านำพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่

ภูมิธรรม แจง Fake News ยืนยังไม่มีคุยตำแหน่งแบ่งกระทรวงใดทั้งสิ้น

ภูมิธรรม แจง Fake News ยืนยังไม่มีคุยตำแหน่งแบ่งกระทรวงใดทั้งสิ้น

ภูมิธรรม แจง Fake News ยืนยังไม่มีคุยตำแหน่งแบ่งกระทรวงใดทั้งสิ้น

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.48 น.

18 กุมภาพันธ์ 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ชี้แจงกรณี Fake News “ถ้าคุมกลาโหม..” ระบุข้อความว่า

ข่าวนี้เป็น Fake News เพราะนับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่ง เพื่อขอเสียงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งมีการแถลงข่าวร่วมกันแล้วนั้น เรายังไม่มีการพูดคุยเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี หรือการแบ่งกระทรวงใด ๆ ทั้งสิ้น

เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งเป็นภารกิจของพรรคอันดับหนึ่ง ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะเป็นรัฐบาลผสมกี่พรรค และจะมีจำนวนเสียงส.ส.สนับสนุนเป็นจำนวนเท่าใด 

เมื่อชัดเจนในเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงจะมาถึงขั้นตอนการแบ่งกระทรวงและจำนวนรมต.ของแต่ละพรรค 

ดังนั้น​ การนำข้อมูลเท็จมาเผยแพร่สร้างความเข้าใจผิดว่า“ภูมิธรรมลั่นว่าถ้าได้คุมกระทรวงกลาโหมงวดนี้พี่น้องชาวไทย เตรียมดูได้เลย ผมจะจัดหนัก จัดเต็ม….“  เช่นนี้ถือเป็นการกล่าวความเท็จ และเป็นการนำข้อมูลอันเป็นเท็จมาเผยแพร่..สร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นต่อสาธารณะ

ขอความกรุณาพี่น้องประชาชนอย่าได้เผยแพร่ข้อความเท็จดังกล่าว ส่วนผู้โพสต์ตั้งต้น ผมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ภูมิธรรม เวชยชัย
18 ก.พ. 69