รัฐบาลรับทราบข้อเสนอ ป.ป.ช. อุดช่องโหว่ทุจริต ‘อนุญาตรถโดยสาร CNG/NGV’

รัฐบาลรับทราบข้อเสนอ ป.ป.ช. อุดช่องโหว่ทุจริต 'อนุญาตรถโดยสาร CNG/NGV'

รัฐบาลรับทราบข้อเสนอ ป.ป.ช. อุดช่องโหว่ทุจริต ‘อนุญาตรถโดยสาร CNG/NGV’

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.34 น.

รัฐบาลรับทราบข้อเสนอ ป.ป.ช. อุดช่องโหว่ทุจริต ‘อนุญาตรถโดยสาร CNG/NGV’ สั่งคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักยกระดับตรวจสภาพ–ทำ Safety Rating List

เมื่อวันที่  18 ก.พ.2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการขออนุญาตรถขนส่งสาธารณะที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติอัด (Compressed Natural Gas: CNG) หรือก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (Natural Gas for Vehicles: NGV) ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ เพื่ออุดช่องโหว่ ลดความเสี่ยงการทุจริต และยกระดับความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ป.ป.ช. รายงานประกอบว่า จากการตรวจสอบกรณีอุบัติเหตุรถโดยสารที่ใช้ NGV ที่เกิดเพลิงไหม้ในปี 2567 พบประเด็นความผิดปกติหลายด้าน และเมื่อสำนักงาน ป.ป.ช. ลงพื้นที่ตรวจสอบขั้นตอนการอนุญาตและการตรวจสภาพรถในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบข้อกังวลสำคัญ ได้แก่ การตรวจสอบที่เน้นเอกสารมากกว่าการตรวจทางเทคนิค และมีกรณีการได้มาซึ่งหนังสือรับรองการตรวจและทดสอบโดยไม่นำรถเข้ารับการตรวจจริง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและประชาชน

ทั้งนี้ มาตรการที่ ป.ป.ช. เสนอให้ดำเนินการ ประกอบด้วย (1) การกำหนดนโยบายสำคัญเร่งด่วนและประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของประเทศ รวมถึงการทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานและความแข็งแรงของโครงสร้างรถโดยสาร (2) เพิ่มความเข้มงวดในการขออนุญาตและต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่งรถโดยสารไม่ประจำทาง การอนุญาตแก้ไข/ดัดแปลงสาระสำคัญของรถ การกำกับดูแลสถานประกอบการเอกชนและผู้ประกอบวิชาชีพที่ทำหน้าที่ออกหรือต่อใบอนุญาตให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมบูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ (3) ปรับปรุงรูปแบบการตรวจสภาพด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นระบบ เพื่อออกใบรับรอง ติดตามประวัติการดัดแปลง และรวบรวมผลการตรวจสอบอย่างมีมาตรฐาน

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการจัดทำ “Safety Rating List” สำหรับรถโดยสารสาธารณะ เพื่อจำแนกระดับมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงการจัดทำบัญชีรายชื่อยานพาหนะที่บกพร่องหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะผ่านระบบออนไลน์ และใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการได้อย่างมั่นใจ

ในส่วนของการสร้างความตระหนักรู้และการปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรการดังกล่าวยังเน้นการอบรมผู้ประกอบการและพนักงานขับรถโดยสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านกฎหมายจราจร พฤติกรรมเสี่ยง ความปลอดภัยเชิงป้องกัน การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการรับมือเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ติดตามและประเมินพฤติกรรมการขับขี่ เช่น ระบบติดตามภายในรถ (IVMS) ระบบ GPS และกล้องวงจรปิด (CCTV) รวมถึงเปิดช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงง่ายและติดตามผลได้ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งพฤติกรรมเสี่ยง

สำหรับการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติ คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลัก รับเรื่องไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (โดย สวทช.) กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม (โดย สมอ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อยุติ พร้อมให้สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการในภาพรวม ส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

“รัฐบาลยืนยันเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่ออุดช่องโหว่การทุจริต ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถโดยสาร และสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้ประชาชน โดยเฉพาะรถที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ CNG/NGV ซึ่งต้องมีมาตรฐานการตรวจสภาพที่เข้มงวด โปร่งใส และตรวจสอบได้” รองโฆษกฯ กล่าว

ทำไมปฏิบัติไม่เหมือนกัน? เทพไท ฉงนใจ ภูมิใจไทย ปมเพื่อไทย VS กล้าธรรม

ทำไมปฏิบัติไม่เหมือนกัน? เทพไท ฉงนใจ ภูมิใจไทย ปมเพื่อไทย VS กล้าธรรม

ทำไมปฏิบัติไม่เหมือนกัน? เทพไท ฉงนใจ ภูมิใจไทย ปมเพื่อไทย VS กล้าธรรม

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.21 น.

18 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไม? ภูมิใจไทย ปฏิบัติต่อเพื่อไทย-กล้าธรรม แตกต่างกัน

มีสำนักข่าวบางสำนัก ได้รายงานถึงแหล่งข่าวจากแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล พูดถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ได้มีการพูดคุยและตกลงกันว่า จะยอมรับให้พรรคกล้าธรรมเป็นพรรครัฐบาลอีกพรรคหนึ่ง โดยจัดสรรโควต้ารัฐมนตรีให้3กระทรวง4ตำแหน่ง คือ

1.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

2.กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

3.กระทรวงแรงงาน และมอบหมายตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งตำแหน่งด้วย

ส่วนพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ได้รับการจัดสรรโควต้ารัฐมนตรี5คน 6ตำแหน่ง คือ

1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงสาธารณสุข

2.กระทรวงอุตสาหกรรม

3.กระทรวงศึกษาธิการ

ส่วน4และ5 เป็นรัฐมนตรีช่วยในกระทรวงต่างๆ รวมไปถึงควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีก1ตำแหน่ง

การจัดสรรโควต้ารัฐมนตรีให้กับพรรคเพื่อไทย อยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ที่มีพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล คือ

1.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ประกาศเสียสละ ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก เพราะในคณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน1 มีร.อ.ธรรมนัส เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยไม่มีปัญหาอะไร หรือไม่มีข้อรังเกียจใดๆทั้งสิ้น แต่ทำไมคณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน2 จึงมีกระแสข่าวไม่อยากจะให้ร.อ.ธรรมนัสเข้าดำรงตำแหน่ง

2.พรรคเพื่อไทยได้โควต้ากระทรวง เกรด A เกือบทั้งหมด แต่ทำไมพรรคกล้าธรรม ถึงได้กระทรวงเกรด B ทั้งหมด ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก ระหว่าง2พรรคนี้ น่าจะมีการเกลี่ยเกรดของกระทรวงต่างๆ เพื่อความเท่าเทียมกัน ไม่ควรให้พรรคเพื่อไทยได้รับกระทรวง เกรด A เป็นหลัก และพรรคกล้าธรรม ได้รับเฉพาะกระทรวงเกรด B

3.การให้ความสำคัญในการติดต่อเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย มีการเชื้อเชิญจากนายอนุทินให้มาพบที่ทำการพรรคภูมิใจไทย และเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ แต่ในส่วนของพรรคกล้าธรรม ต้องวิ่งไล่ตื๊อ หรือวิ่งง้อ เพื่อที่จะให้เชิญเข้าร่วมรัฐบาลด้วย

4.ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคกล้าธรรม ในฐานะพันธมิตรทางการเมือง มีความแตกต่างกันมาก พรรคเพื่อไทยเคยยึดกระทรวงมหาดไทย ผลักพรรคภูมิใจไทยออกจากรัฐบาลมาแล้ว ในขณะที่พรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส เป็นพันธมิตรทางการเมือง เป็นผู้พลิกขั้วจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย มาสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี

จึงไม่เข้าใจว่า บทบาททางการเมืองที่มีต่อกัน ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคกล้าธรรม ที่มีต่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งพรรคกล้าธรรมได้แสดงน้ำใจ ความเป็นมิตรไมตรีหรือพันธมิตรทางการเมืองชัดเจนกว่าพรรคเพื่อไทย แต่ทำไมการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยจึงให้ความสำคัญกับพรรคเพื่อไทยมากกว่าพรรค กล้าธรรม และดูท่าทีเหมือนจะรังเกียจพรรคกล้าธรรมด้วยซ้ำไป

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะทำให้ดีที่สุด ตำแหน่งไม่ใช่อุปสรรคว่าจะทำดีไม่ได้ เราต้องทำให้ดีที่สุดให้เป็นประโยชน์ให้คนเขาสรรเสริญซึ่งคนจะสรรเสริญหรือนินทาอยู่ที่การกระทำของเรา ทำดีคนก็สรรเสริญ ทำไม่ดีคนก็นินทาเป็นเรื่องปกติ”

นายโสภณ ซารัมย์

รองนายกรัฐมนตรี

แกนนำพรรคภูมิใจไทย

ปปง.ชงอัยการยึดทรัพย์ 4แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ มูลค่ารวมกว่า1.3หมื่นล.

ปปง.ชงอัยการยึดทรัพย์  4แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ  มูลค่ารวมกว่า1.3หมื่นล.

ปปง.ชงอัยการยึดทรัพย์ 4แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ มูลค่ารวมกว่า1.3หมื่นล.

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปปง.ชงอัยการสำนักงานคดีพิเศษให้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ 4 เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ มูลค่ารวมกว่า 1.3 หมื่นล้าน หลังชี้แจงที่มาของทรัพย์สินไม่ได้ยันเดินหน้าตัดวงจรฟอกเงินข้ามแดนจากกัมพูชาสู่ไทย พร้อมกางแผนเปิดทางเหยื่อยื่นคำร้องขอเฉลี่ยคืนทรัพย์สินภายใน90วัน

เมื่อวันที่ 17กุมภาพันธ์ 2569 นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมด้วย นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง.และโฆษกสำนักงาน ปปง.เดินทางมาส่งมอบสำนวนคดีสำคัญ 4รายคดี ในความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาชญากรรมข้ามชาติ และฟอกเงิน รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ13,074 ล้านบาท ให้แก่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โดยมี นางเยาวลักษณ์ นนทแก้ว อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เป็นผู้รับมอบ

สำหรับรายละเอียดทั้ง 4 รายคดีที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.คดี น.ส.แตงไทย กรณี นายยิมเลียก (MR.LEAK YIM), นางวิรินยา, นายเบน สมิธ (MR.SMITH BEN) และ น.ส.แคทรียา กับพวก ได้หลอกลวงผู้เสียหาย พบข้อมูลธุรกรรมเชื่อมโยงถึงกัน มีพฤติการณ์ฉ้อโกงประชาชน ปปง. ส่งสำนวนทรัพย์สินรวม 68 รายการ (ย.300 – 302/2568 และ ย.305/2568) คือ ที่ดิน, ห้องชุด, รถยนต์, เรือยอชท์ และเงินฝากธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท

2.คดีนายเฉินจื้อ กับพวก ตรวจพบเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล เชื่อมโยง นายเฉินจื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ธุรกิจข้ามชาติในกัมพูชา โดยส่งสำนวนทรัพย์สิน 96 รายการ (ย.293/2568) คือ ที่ดิน, เงินสด, สินค้าแบรนด์เนม และเครื่องประดับ รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท

3.คดี นายก๊ก อาน กับพวก สืบเนื่องจากคดีจับกุมผู้กระทำผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน ส่งสำนวนทรัพย์สิน 89 รายการ (ย.297/2568) คือ ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝาก รวมมูลค่าประมาณ 560ล้านบาท

4.คดีนายเอื้ออังกูร กับพวก กรณีกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนประชาชนลงทุนเทรดหุ้นผ่านกลุ่มไลน์ ส่งสำนวนทรัพย์สิน 31 รายการ (ย.296/2568) อาทิ เงินสด และเงินในบัญชีเงินฝาก รวมมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท

นางเยาวลักษณ์ นนทแก้ว อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เปิดเผยว่า สำนวนทั้ง 4 จะมอบหมายให้สำนักงานคดีพิเศษกอง 2 และกอง 3 รับผิดชอบ โดยจะมีการตั้งคณะทำงานและมีเจ้าหน้าที่ ปปง. มาช่วยรวบรวมเอกสารเพื่อให้ทันกรอบเวลา 90 วัน ซึ่งคณะกรรมการธุรกรรมได้มีคำสั่งยึดอายัดไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 และจะครบกำหนดในวันที่ 1 มีนาคม 2569 นี้ ยืนยันว่าทั้ง 4 สำนวนเป็นกลุ่มเครือข่ายสแกมเมอร์หลอกลวงประชาชน ในส่วนความเชื่อมโยงของเส้นเงินระหว่าง นายเฉินจื้อ และ ยิมเลียก หรือเบน สมิธ ทาง ปปง. แจ้งว่าเป็นเรื่องของความเกี่ยวพันกันซึ่งอยู่ในรายละเอียดของคดีที่ยังไม่ขอเปิดเผย แต่ยืนยันว่าเป็นการแยกคดีคนละสำนวนกัน

“ความผิดมูลฐานอาญาเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ กองบัญชาการสอบสวนกลาง ซึ่งมีการดำเนินคดีแยกไปตามกลุ่มความผิด ปัจจุบันคดีอาญายังไม่ส่งถึงอัยการ มีเพียงส่วนของ ปปง. ที่ยึดทรัพย์ส่งมาเท่านั้น ซึ่งตามหลักการยึดทรัพย์สินของ ปปง. จะแยกส่วนไม่ผูกติดกับคดีอาญา โดยคาดว่าเป็นความผิดนอกราชอาณาจักรที่เชื่อมโยงเส้นเงินจากสิงคโปร์และกัมพูชา ทั้งนี้เนื่องจากเป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา ผู้มีส่วนได้เสียจึงไม่สามารถยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมได้ เป็นการพิจารณาของอัยการฝ่ายเดียว แต่สามารถไปต่อสู้ได้จนถึงชั้นฎีกา” นางเยาวลักษณ์ กล่าว

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวมีบางส่วนที่เป็นการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร เพราะมีเส้นเงินบางส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศสิงคโปร์และกัมพูชา

ทางด้าน นายวิทยา นีติธรรม โฆษก ปปง. เปิดเผยว่า สำนักงาน ปปง. เตรียมออกประกาศลงใน ราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ผู้เสียหายทั้ง 4 คดี สามารถส่งคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์เพื่อนำมาสู่การเฉลี่ยทรัพย์สินได้ในเร็วๆ นี้ โดยจะมีกรอบเวลา 90 วันนับจากวันที่ประกาศ ซึ่ง ปปง. จะรวบรวมคำร้องส่งให้พนักงานอัยการ เพื่อขอต่อศาลให้นำเงินหรือทรัพย์สินมาคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหาย แทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

ขณะที่ นายกมลสิษฐ์ รองเลขาธิการ ปปง. และ นายเสวต อภัยรัตน์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมยืนยันความมั่นใจว่า ทางอัยการจะตรวจสอบทรัพย์สินและยื่นคำร้องต่อศาลได้ทันตามกรอบเวลาวันที่ 1 มีนาคมนี้อย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่ผู้มีส่วนได้เสียเคยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการอายัดทรัพย์สินชั่วคราวมาก่อนหน้านี้นั้น คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่าคำชี้แจงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และไม่สามารถตอบได้ว่าทรัพย์สินมิได้เกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างไร จึงได้ยกคำร้องและดำเนินการส่งสำนวนให้อัยการในวันนี้

‘ภูมิใจไทย-กล้าธรรม’ยังอึมครึม ‘อนุทิน’ยื้อจับมือ รอให้เลือก‘นายกฯ’เสร็จก่อน

‘ภูมิใจไทย-กล้าธรรม’ยังอึมครึม  ‘อนุทิน’ยื้อจับมือ  รอให้เลือก‘นายกฯ’เสร็จก่อน

‘ภูมิใจไทย-กล้าธรรม’ยังอึมครึม ‘อนุทิน’ยื้อจับมือ รอให้เลือก‘นายกฯ’เสร็จก่อน

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ภูมิใจไทย-กล้าธรรม’ยังอึมครึม ‘อนุทิน’ยื้อจับมือ รอให้เลือก‘นายกฯ’เสร็จก่อน อ้างไทม์ไลน์แจ้ง‘ผู้กอง-นฤมล’ ‘ธรรมนัส’หลบร้อนทัวร์ยุโรป จับตา19ก.พ.เรียกประชุมพรรค

บรรยากาศ ครม.อึมครึม หลัง“ภูมิใจไทย-กล้าธรรม”ยังปิดดีลไม่ลงตัว ด้าน“อนุทิน-นฤมล”คุยเครียดกลางงานศพ อ้างต้องเลือกประธานสภาฯกับนายกฯก่อน ฟอร์มรัฐบาลเป็นขั้นตอนสุดท้าย ขณะที่ “ผู้กองธรรมนัส” ให้รอลุ้นประชุมพรรค 19 กุมภาฯ จะเอายังไง ก่อนบินทัวร์ยุโรปพักผ่อนยาว ส่วน“ไชยชนก”รับคุย‘ไผ่ ลิกค์’จริงไร้เงื่อนไขต่อรอง

ความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯซึ่งขณะนี้ได้มีการรวบรวมเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี 297 เสียง จาก พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคเล็กอีก 13 พรรคอีก 30 เสียงซึ่งต้องจับตาว่าในที่สุด 58 เสียงของพรรคกล้าธรรม จะเข้ามาร่วมจัดรัฐบาลนี้ด้วยหรือไม่

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม(กธ.) ต่อสายพูดคุยถึงการจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่มีเงื่อนไขต่อรองว่า มีการโทรศัพท์มาและพูดคุยกันสั้นๆ แต่ท้ายที่สุดก็ได้คุยกันว่าอยากให้หัวหน้าพรรคได้หารือกัน แล้วค่อยมาพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ

ไชยชนกย้ำขอรอหน.พรรคคุยก่อน

เมื่อถามว่าหลักการของพรรคกล้าธรรม คือสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เบื้องต้นที่พูดคุยกัน แต่เดี๋ยวรอดูสุดท้ายว่าจะเป็นว่าจะเป็นอย่างไรอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องรอให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯและรมว. มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แล้วก็เข้ามาที่พรรคได้เลย

ยังไม่ปิดประตูคุย‘กล้าธรรม’

เมื่อถามย้ำว่า กรณีที่นายไผ่ระบุพรรคกล้าธรรมไม่มีเงื่อนไขต่อรองนั้น นายไชยชนก กล่าวว่า อันนั้นเป็นสิ่งที่พูดกับตนตอนที่โทรศัพท์คุยกัน เดี๋ยวรออย่างเป็นทางการดีกว่า

เมื่อถามว่าจะมีการนัดหารือกับพรรคกล้าธรรมวันไหน นายไชยชนกกล่าวว่ารอให้ร.อ.ธรรมนัส คุยกับนายอนุทินก่อน เมื่อถามย้ำว่าขณะนี้ไม่ปิดประตูในการจับมือกับพรรคกล้าธรรมใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เราประกาศไปชัดเจนแล้วว่าพร้อมที่จะรับฟังทุกท่าน อันนี้เราคอนเฟิร์ม

ยืนกรานยังไม่คุยเก้าอี้รมต.

เมื่อถามว่าเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรคภูมิใจไทยมีการคุยกันหรือไม่ เนื่องจากมีชื่อนายไชยชนก ไปนั่ง รมว.มหาดไทย นายไชยชนก กล่าวว่า”ไม่ครับ ต้องยืนยันว่าตราบใดที่ผลการเลือกตั้ง ยังไม่ถูกคอนเฟิร์ม เราไม่มีการยืนยันตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้รอการแถลงอย่างเป็นทางการดีกว่า”

‘นฤมล’บอกใจเย็นๆรอ‘กธ.’ร่วมรบ.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีได้รับการติดต่อจากพรรคภูมิใจไทยเพื่อร่วมรัฐบาลแล้วหรือยังว่าได้ติดต่อกันไปหมดแล้ว ส่วนจะมีการนัดหมายเพื่อพูดคุยกันอย่างเป็นทางการเมื่อใดนั้น ขอให้รอแล้วกันคงจะมีการแจ้งให้ทราบ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าต้องใช้เวลารอนานแค่ไหนนั้น นางนฤมล กล่าวว่า”ใจเย็นๆ“ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าได้มีการพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมแล้วหรือไม่นางนฤมลกล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พูดไปหมดแล้ว

‘อัครา’ชี้กธ.ร่วมรบ.ยึดตามพรรค

นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าที่ สส.พะเยา พรรคกล้าธรรมให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ในวันที่ 19 ก.พ.จะมีการสอบถามความคิดเห็นในเรื่องใดบ้างว่า ยังไม่ทราบ นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคยังไม่ได้แจ้งมา ส่วน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมนั้น ยังไม่ได้คุยกัน และยังไม่ได้เจอกันด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันที่จะเข้าร่วมรัฐบาลและสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯอยู่หรือไม่ นายอัครากล่าวว่าต้องเป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการบริหารพรรคโดยทางเลขาธิการพรรคกล้าธรรมได้ให้สัมภาษณ์ไปบางส่วนแล้ว

ทุกอย่างต้องยึดประโยชน์ปชช.

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลกันมาซึ่งครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ1ตามหลักการต้องโหวตให้หรือไม่ นายอัครา กล่าวว่าเป็นมารยาททางการเมือง เมื่อถามว่าวันนี้ได้มีการประสานไปยังพรรคภูมิใจไทยบ้างหรือยัง นายอัครา กล่าวว่าเลขาธิการพรรคกล้าธรรม ยังไม่ได้แจ้ง ว่าที่ สส.ในพรรค คาดว่าจะแจ้งในการประชุมพรรค วันที่ 19 ก.พ.นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าดีลจะจบในสัปดาห์นี้หรือไม่ นายอัครา กล่าวว่ายังไม่ทราบเลย ต้องรอความชัดเจนจากหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ส่วนที่ดูจากกระแสข่าวแล้วพรรคกล้าธรรมจะรออย่างเดียวใช่หรือไม่ นายอัครา กล่าวว่า เป็นมารยาททางการเมืองของพรรคที่เป็นอันดับ1ก็ต้องมีการเชิญไปคุย เมื่อถามย้ำว่าส่วนตัวเชื่อมั่นหรือไม่ ว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย นายอัครา ย้ำว่า เชื่อว่าทุกอย่างต้องขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของประชาชน เพราะประชาชนรออยู่ และด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

ยัน ก.เกษตรฯไม่ใช่ของกธ.

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่พรรคภูมิใจไทยจะยึดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายอัครา กล่าวว่าก็เป็นแค่ข่าว และไม่คิดว่าจะสร้างความตะขิดตะขวงใจ ขอย้ำว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของพรรคกล้าธรรม การบริหารราชการแผ่นดินอยู่ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เมื่อถามย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยกับพรรคธรรมจะไม่ตะขิดตะขวงใจต่อกันใช่หรือไม่ นายอัครา กล่าวว่า อย่าวิเคราะห์กันเองเลย ขอให้รอถามหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคถึงทิศทางการเมืองที่จะต้องขึ้นอยู่ในการคุยกันของแต่ละพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ในวันที่ 19 ก.พ. เวลา 15.00 น. ร.อ.ธรรมนัส ได้กำชับให้ว่าที่ สส. เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง

‘ตรีนุช’ย้ำพปชร.หนุน‘หนู’นายกฯ

ด้าน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)เปิดเผยว่ายืนยันว่าตนเองและว่าที่สส.ของพรรค พร้อมสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นไปตามหลักการที่เป็นพรรคอันดับที่ 1 ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคพปชร.และตนเองยังไม่มีการพูดคุย ตนเองทำงานร่วมกับนายอนุทินด้วยดีมาโดยตลอด แต่ยังไม่มีการพูดคุยตำแหน่งแต่อย่างใด

นายกฯมอบ‘โสภณ’นำถกครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบหมาย นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทน เนื่องจากนายกฯติดภารกิจในช่วงเช้า

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีรัฐมนตรีลาประชุมจำนวน 7 คน ซึ่งรวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ติดภารกิจ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.)ที่ถูกจับตาว่าจะได้พบกันและพูดคุยกันหลังมีประเด็นพรรค กธ.ยังไม่ได้ถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ตลอดจนกระแสข่าวพรรค ภท.จะยึดกระทรวงกษ.คืน

ในส่วนรัฐมนตรีของพรรค กธ.นำโดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ หัวหน้าพรรค กธ.เข้าร่วมประชุม ครม.ครั้งนี้เกือบทั้งหมด ขาดเพียงร.อ.ธรรมนัสและนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาเท่านั้น

อึมครึม!รมต.ภท.-กธ.ไร้ปฏิสัมพันธ์

สำหรับบรรยากาศในที่ประชุม ครม.วันนี้ ค่อนข้างเงียบเหงาและอึมครึมที่เริ่มมีเค้าลางตั้งแต่การประชุม ครม.สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งปกติร.อ.ธรรมนัสจะทักทายพูดคุยกับอนุทินทุกครั้ง แต่ครั้งที่แล้วกลับไม่ได้มีการทักทายกัน ขณะที่ครั้งนี้รัฐมนตรีทั้งในส่วนของพรรคภท.และพรรคกธ.ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์และพูดคุยกันแต่อย่างใด โดยเฉพาะรัฐมนตรีในซีกพรรคกธ.ที่นั่งนิ่ง ไม่มีใครพูดอะไร รวมถึงมีสีหน้าค่อนข้างเคร่งขรึม ตรงกันข้ามกับรัฐมนตรีซีกพรรคภท.ที่จับกลุ่มพูดคุยกันปกติ

ขณะที่การประชุมครม.ครั้งนี้ มีหลายวาระที่ต้องถอนออกไป เนื่องจากถูกทักท้วงและระบุให้รอเสนอใน ครม.ชุดหน้าแทน อาทินางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่เสนอกฎหมายให้แรงงานต่างด้าวสามารถทำธุรกิจในประเทศไทยได้ ซึ่งนางศุภจี ได้ยอมถอนออกไป

นายกฯบอกคุย‘กล้าธรรม’แล้ว

เวลา13.10น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อํานวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ที่วัดยูงทอง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา จากเหตุชายคลุ้มคลั่งบุกจับเด็กนักเรียนเป็นตัวประกัน โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกร่วมคณะด้วย

โดยทันทีที่นายกฯเดินทางถึงบน.6ผู้สื่อข่าวได้ถามว่าได้พูดคุยกับพรรคกล้าธรรม)แล้วหรือไม่นายอนุทินพยักหน้าพร้อมกล่าวเพียงสั้นๆว่า”คุยแล้ว”

ไร้เงา‘ธรรมนัส’บินร่วมคณะ

ผู้สื่อข่าวรายงานร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ไม่ได้เดินทางร่วมคณะกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการที่จากเดิมมีกำหนดการจะเดินทางร่วมคณะด้วย และการเดินทางในครั้งนี้ นางนฤมลได้แยกคณะเดินทางกับนายกฯโดยเดินทางไปล่วงหน้าก่อนประมาณครึ่งชั่วโมง

ประชุมมอบนโยบายฝ่ายมั่นคงใต้

หลังเสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ จากนั้นในเวลา 16.30 น.นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางต่อไปมณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อเป็นประธานประชุมความมั่นคง และรับฟังสรุปสถานการณ์โดยรวมของพื้นที่ หลังจากที่มีการเลือกตั้งเสร็จสิ้น เนื่องจากก่อนกน้านี้ได้สั่งการเน้นย้ำเรื่องการข่าวการก่อเหตุในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นราธิวาส ยะลา และปัตตานี รายงานสถานการณ์ความมั่นคงและการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง

‘ธรรมนัส’ปัดหลบหน้า’อนุทิน’

วันเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) เดินทางเข้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายอามินทร์ มะยูโซะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมถึงผู้บริหารกระทรวงฯ ให้การต้อนรับ

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สาเหตุที่ตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เช้าวันนี้ เนื่องจากติดภารกิจ ยืนยันไม่ได้หลบหน้าพูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างใด ภายหลังทราบว่านายอนุทินก็ติดภารกิจเช่นกัน

ไม่ได้คุยร่วมรัฐบาลเร็วเกินไป

ส่วนกรณีที่นายอนุทินระบุว่าได้มีการหารือกับตนในการเข้าร่วมรัฐบาลแล้วนั้น ร.อ.ธรรมนัส ขอย้ำว่าขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยแต่อย่างใดและปัจจุบันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ก็ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้งและยังมีปัญหาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งในหลายกระเด็นซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและต้องรอความชัดเจนและนายกรัฐมนตรีก็ยอมรับแล้วว่าการนัดจัดตั้งรัฐบาลและวางตัวรัฐมนตรีในขณะยังเร็วเกินไป แต่ท่าทีของพรรคขนาดเล็ก ที่มีความชัดเจนในการสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกฯถือเป็นเรื่องปกติของการเมือง แต่ในส่วนของพรรคกล้าธรรมยังอยู่ในที่ตั้ง ปล่อยให้พรรคแกนนำ เป็นผู้ดำเนินการ

มอบ‘นฤมล-ไผ่’ร่วมงานสงขลา

สำหรับช่วงบ่ายวันนี้ร.อ.ธรรมนัสจากเดิม มีกำหนดการจะลงพื้นที่ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จ.สงขลา ซึ่งจะเดินทางพร้อมกับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรมและนายไผ่ ลิงค์ เลขาธิพรรคกล้าธรรม แต่ช่วงเช้าติดภารกิจทำให้เดินทางไม่ทัน จึงได้มอบหมายให้นางนฤมล และนายไผ่ ลิกค์ เป็นตัวแทนในการร่วมงานพระราชทานเพลิงศพฯส่วนวันนี้และที่มีการคาดการณ์ในงานดังกล่าวที่มีนายอนุทินเป็นประธาน จะมีโอกาสที่ทั้ง 2พรรค ได้พูดคุยประเด็นการร่วมรัฐบาลกันหรือไม่ ไม่ทราบ เพราะงานดังกล่าวเป็นงานสีดำ อาจจะดูไม่เหมาะสม

นัดถกพรรค19ก.พ.กำหนดแนวทาง

ส่วนในการประชุมพรรคกล้าธรรมวันพฤหัสบดีที่19ก.พ.นี้ จะพูดคุยเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เนื่องจากตนจะเดินทางไปต่างประเทศในคืนวันดังกล่าวจึงต้องการประชุมว่าที่ สส.ทั้งหมด เพื่อกำหนดแนวทางและสร้างเชื่อมั่นให้กับสมาชิกก่อนที่ตนจะเดินทาง โดยมอบหมายให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค

เป็นผู้ดูแลทั้งหมด และเน้นย้ำไม่ให้สมาชิกกระทำการใดๆที่ผิดกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะขณะนี้ยังอยู่ในช่วงต้องระมัดระวังตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งไม่ให้กระทำการใดที่อาจผิดกฎหมาย กกต.ก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากหลายฝ่ายเช่นกัน รวมถึงต้องรอการรับรองผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ก่อน

ก่อนบินยุโรปลาพักผ่อนยาว

ร.อ.ธรรมนัสย้ำว่าสมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้ามาเป็นคนของตนรวมทั้งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อนซึ่งขณะนี้มีว่าที่สส.รวมทั้งสิ้น 58 คน จึงจำเป็นต้องคุย สร้างความเชื่อมั่น ในช่วงที่ตนเองไม่อยู่ และขอให้ทุกคนรับฟังหัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรคเป็นหลักซึ่งเดิมตนอยากจัดเลี้ยงแสดงความยินดีกับสมาชิกแต่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมายเลือกตั้งอีกทั้งยังมีผู้ที่ได้ลำดับที่2จำนวนมากซึ่งไม่ว่าจะได้ลำดับใดตนยืนยันว่าจะดูแลต่อไปและพรรคจะต้องเดินหน้าต่อ

ส่วนกำหนดการเดินทางไปต่างประเทศ ตนจะเดินทางไปยุโรปหลายประเทศเป็นการลาพักผ่อนที่วางแผนไว้นานแล้ว อาจอยู่จนถึงสิ้นเดือนก.พ.หรืออาจยาวกว่านั้นยังไม่แน่นอน

‘อนุทิน’คุยเครียดตั้งรบ.กับ’นฤมล’

เวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา ปรากฏว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้เข้ามานั่งข้างนายอนุทินพร้อมสนทนากันด้วยท่าทีเคร่งเครียด

โดยท่าทีของนายอนุทินคล้ายกำลังอธิบายและพูดทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ขณะที่นางนฤมลรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า“เข้าใจค่ะ” ซึ่งคาดว่าเป็นการพูดคุยถึงประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้นัดหารือพรรคกล้าธรรม

ขณะเดียวกันนายวราวุธ ศิลปอาชา และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆต่างมีท่าทีสงสัยต่อการสนทนาของทั้งสองคน

‘อนุทิน’คุย’นฤมล’ทำความเข้าใจ

เวลา16.45น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ถึงภาพการพูดคุยกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ หัวหน้าพรรคกล้าธรรมว่า เป็นการพูดทำความเข้าใจถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลว่าขณะนี้ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ จึงต้องรอให้ทุกอย่างมีความชัดเจนและเรียบร้อยเสียก่อน

ย้ำทุกอย่างมีขั้นตอน ไม่เร่ง

“ผมเคยบอกไปแล้วว่า ทุกอย่างมีขั้นตอน อย่าไปทำอะไรข้ามขั้นตอน วันนี้เราทราบผลคร่าวๆ แล้วว่าพรรคใดมีจำนวน สส.เท่าใด แต่เราจะรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อน เราไม่เร่งและไม่มีใครไล่เราออกจากรัฐบาลในเวลานี้”นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้กระบวนการต่างๆเป็นไปตามลำดับ โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)รับรอง สส.ก่อน จากนั้นจึงเปิดประชุมสภาเพื่อให้สมาชิกมารายงานตัว เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นลำดับสุดท้าย

ย้ำรอกกต.รับรอง สส.ก่อน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดคุยดังกล่าวเป็นการอธิบายให้นางนฤมลเข้าใจใช่หรือไม่นายอนุทินตอบว่า“ใช่”

เมื่อถามว่าเป็นการพูดคุยถึงพรรคกล้าธรรมด้วยใช่หรือไม่แล้วมีการพูดคุยกับร.อ.ธรรมรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าธรรมแล้วหรือยัง นายอนุทินกล่าวว่า“ก็เป็นไปอย่างที่ผมได้บอก เพื่อไม่ให้เกิดข้อเคลือบแคลงสงสัย ผมจะยังไม่พูดถึงเรื่องดังกล่าว จนกว่าจะมีการรับรอง สส.มีการรายงานตัวในที่ประชุมสภา เลือกประธานสภาและเลือกนายกรัฐมนตรี เรียบร้อยเสียก่อน

ฟอร์มรบ.เป็นขั้นตอนสุดท้าย

“ขั้นตอนการฟอร์มรัฐบาลเป็นลำดับสุดท้าย ขณะนี้ยังไม่มีการรับรอง สส. เลย ขอให้ กกต. รับรองให้เรียบร้อยก่อน ทุกอย่างยังเป็นไปตามไทม์ไลน์ ไม่ได้มีส่วนใดล่าช้า เพราะกฎหมายกำหนดให้ กกต. รับรอง สส. ภายใน 60 วัน ขณะนี้เพิ่งผ่านมาเพียง 9 วันเท่านั้น” นายอนุทิน กล่าว

‘โสภณ’ปัดถูกทาบนั่งปธ.สภา

ก่อนหน้านั้น นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวถูกวางตัวเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า กระแสข่าวก็คือกระแสข่าว ยืนยันยังไม่มีการทาบทาม ถ้าเราดูภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ทุกพรรคขอให้รอการรับรองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ก่อนเพราะเราก็เห็นกันอยู่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีปัญหาอะไรกกต.ถึงยังไม่รับรองก็หวังว่าจะเรียบร้อยในเร็ววัน

ลั่นอยู่ที่ไหนต้องทำให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่าหากได้รับมอบหมายมีความพร้อมหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตนเป็นคนที่ทำอะไรเล่นๆไม่เป็น ไม่ว่าอยู่ตำแหน่งไหนก็ทำมาแล้ว อย่างสภาฯสมัยที่แล้วที่ตนเป็นสส.ไม่ได้คิดจะเป็นรองนายกฯ ก็ทำเรื่องแก้ยาเสพติด ดังนั้น ตนอยู่ตำแหน่งไหนก็ทำเต็มที่ เมื่อถามย้ำว่ามั่นใจว่าควบคุมการประชุมสภาฯได้ใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ยังไม่ได้เป็นเลย ขอให้ได้เป็นก่อน

เมื่อถามอีกว่าระหว่างงานฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ อยากทำส่วนไหนมากกว่ากัน นายโสภณ กล่าวว่าไม่มีอยากทำอะไร แต่ยืนยัน ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะทำให้ดีที่สุด ตำแหน่ง ไม่ใช่อุปสรรคว่าจะทำดีไม่ได้ เราต้องทำให้ดีที่สุดให้เป็นประโยชน์ให้คนเขาสรรเสริญ ซึ่งคนจะสรรเสริญหรือนินทาอยู่ที่การกระทำของเรา ทำดีคนก็สรรเสริญ ทำไม่ดีคนก็นินทาเป็นเรื่องปกติ ตนท่องทุกวันโลกธรรม 8 และพอมาเป็นรองนายกฯก็ต้องคิดว่าสักวันหนึ่งก็ต้องไปเราไม่ได้เป็นเจ้าของ

‘ภราดร’ยันพร้อมทำได้หมด

ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามกระแสข่าวจะได้นั่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ โดยตอบทีเล่นทีจริงว่า”จะไล่แล้วหรอ จะไล่ผมแล้วหรอ ไม่อยากให้ผมอยู่ทำเนียบรัฐบาลแล้วหรอ” เมื่อถามว่า ระหว่างเป็นรัฐมนตรีกับเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ชอบอะไรมากกว่ากัน นายภราดร กล่าวสั้นๆ พร้อมยิ้มว่า “ทำได้หมด”

2รมต.โยนถาม‘หนู’นั่งครม.หน้า?

ก่อนหน้านั้นนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการทาบทามกลับมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลหน้าโดยระบุเพียงสั้นๆว่า“ให้ไปถามท่านนายกฯ”เมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนว่า การเลือกตั้ง สส. 2569ที่ผ่านมาอาจเป็นโมฆะ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่าอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ด้าน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมก็ปฏิเสธเช่นกันว่ายังไม่ได้รับการทาบทามหรือพูดคุยเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด เรื่องนี้ต้องไปสอบถามจากนายกรัฐมนตรี

ส่วน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนว่าจะได้ไปต่อในรัฐบาลอนุทิน 2 หรือไม่โดยระบุเพียงว่า วันนี้วันตรุษจีนนะ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้

สาธิต ย้ำจุดยืนตามมติพรรคปชป.

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เวลานี้พรรคแกนนำกำลังจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลผม ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พร้อมสนับสนุนเมื่อมีมติพรรคออกมา คิดอย่างไรเม้นต์มานะครับ

จี้ยุบพรรคปชน. ‘ศรีสุวรรณ’ยื่นกกต.ปมทำIO หลักฐานมัดทั้งสถานที่-บุคคล

จี้ยุบพรรคปชน.  ‘ศรีสุวรรณ’ยื่นกกต.ปมทำIO  หลักฐานมัดทั้งสถานที่-บุคคล

จี้ยุบพรรคปชน. ‘ศรีสุวรรณ’ยื่นกกต.ปมทำIO หลักฐานมัดทั้งสถานที่-บุคคล

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ศรีสุวรรณ”ยื่น กกต.ยุบพรรคประชาชน ปมทำ IO ผ่านบริษัท Spectre C ชี้หลักฐานมัด ทั้งสถานที่-ตัวบุคคล ส่วนเรื่องข้อมูลสมาชิกพรรค ลั่นแม้ขออนุญาต Laser ID ก็ผิดรัฐธรรมนูญ ตั้งข้อสงสัย ‘ช่อ-พรรณิการ์’ ออกมาแก้ต่างให้ในฐานะอะไร ขณะที่ อ.เจษฏ์ จี้ กกต.ลงดาบ ลั่นถึงขั้นยุบพรรคประชาชน

เมื่อวันที่ 17กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ประธานองค์การรักชาติรักแผ่นดิน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อให้ยุบพรรคประชาชน (ปชน.) จากกรณีที่ น.ส.ธิษะณาชุณหะวัณ หรือแก้วตา อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลภายในพรรคประชาชน เกี่ยวกับการจัดทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง ผ่านบริษัทSpectre C โดยนายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนอย่างมากและสื่อมวลชนนำประเด็นดังกล่าวไปเจาะลึกถึงที่มาที่ไป ว่าอยู่ในสำนักงานเดียวกันกับสถานที่ตั้งของพรรคประชาชน จึงทำให้สงสัยว่าสมาชิกพรรคหรือผู้บริหารของพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวหรือไม่ หรืออาจเป็นการล่วงล้ำไปถึงการปฎิบัติการ IO ให้กับพรรคด้วยหรือไม่

นายศรีสุวรรณ กล่าวต่อว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา สังเกตเห็นได้ว่าสมาชิกพรรค ผู้บริหารของพรรค กรรมการบริหาร ผู้สมัคร สส.พรรคที่ไปออกรายการทีวีหรือสื่อต่างๆ และดูเหมือนว่าพรรคประชาชนจะได้รับเสียงโหวตอย่างมากล้นผิดสังเกต กระทั่งมีสื่อสำนักหนึ่งย่านบางนา ออกมาบอกว่าการโหวตมีความผิดปกติ จึงต้องยกเลิกการโหวตไป ถือเป็นประจักษ์พยานอีกประเภทหนึ่งซึ่งเรื่องดังกล่าวในกฎหมายรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามพรรคการเมือง หรือผู้สมัครพรรคการเมืองเข้ามาถือหุ้นในกิจการสื่อหรือหนังสือพิมพ์ใดๆ ทั้งสิ้น และหากจะเชื่อมโยงถึงบริษัทที่มารับจ้างก็จะเห็นความเชื่อมโยงอย่างมีนัยยะสำคัญ

ต่อมาเมื่อมีการเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวโฆษกพรรคประชาชนก็ออกมายอมรับว่ามีบริษัทนี้จริง รวมทั้งบุคคลที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาว่าผิดจริยธรรมร้ายแรงก็ออกมาตีหน้ากล่าวอ้างเป็นตัวแทน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับพรรคประชาชนหรือบริษัทดังกล่าวและออกมาพูดแก้ต่างให้กับบริษัทดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ จึงอาจเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรค การเมือง มาตรา 20 ได้

รวมทั้งหาก กกต.มีการสืบไต่สวนไปจนถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถ้ากระบวนการIO เข้าไปทำการใส่ร้ายป้ายสี หรือนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จก็อาจจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง มาตรา 73 อนุมาตรา 5 ซึ่งอาจจะนำไปสู่การที่ กกต.สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 92 ยื่นยุบพรรคการเมืองได้

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า นอกจากเรื่องIO แล้ว ยังได้ยื่นให้ตรวจสอบเรื่องการที่พรรคประชาชนทำแบบฟอร์มสมัครสมาชิกพรรค และทุกคนต้องกรอกข้อมูลลับเป็นเลเซอร์ไอดี (Laser ID) บัตรประชาชน ซึ่งตัวเลข 12 หลักด้านหลังบัตรประชาชนถือเป็นข้อมูลลับและข้อมูลส่วนตัว ฉะนั้นการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 ประกอบมาตรา 25 ที่ห้ามบุคคลใดนำข้อมูลส่วนบุคคลไปแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรคประชาชนชี้แจงแล้วว่าได้ดำเนินการขออนุญาตอย่างถูกต้อง และใช้เพื่อยืนยันตัวตนเท่านั้น นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เรื่องที่พรรคประชาชนออกมาชี้แจงก็รับฟัง แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 บัญญัติไว้ชัดเจนถึงข้อห้าม เพราะฉะนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทอยู่เหนือกฎหมายใดๆ ทั้งปวง จึงเป็นอำนาจวินิจฉัยของ กกต.ว่าจะเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ ถ้าฝ่าฝืนก็แน่นอนว่ามาตรา 92 รออยู่คือยุบพรรค

เมื่อถามย้ำว่า ต่อให้ขออนุญาตก็เข้าข่ายกระทำความผิดใช่หรือไม่ นายศรีสุวรรณ ยืนยันว่าใช่

เมื่อถามถึงปฏิบัติการ IO มีจุดไหนที่สุ่มเสี่ยงถึงขั้นยุบพรรคได้ นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ถ้ามองเฉพาะหน้าฉาก บริษัทดังกล่าวมีการจดทะเบียนถูกต้องจากกระทรวงพาณิชย์ ตามหนังสือบริคณห์สนธิ ถ้ามีกรรมการ มีผู้ถือหุ้น แต่ประเด็นคือเรื่องของความเชื่อมโยงของบริษัทดังกล่าวกับพรรคประชาชน ที่บางส่วนก็เคยมารับงานของพรรคประชาชน โดยเฉพาะการรับงานจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งกองทุนดังกล่าวก็มีข้อห้ามชัดเจนอยู่แล้วใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ดังนั้น กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องไปตรวจสอบว่าบริษัทดังกล่าวที่มีสถานที่ตั้งอยู่ที่เดียวกันกับพรรคประชาชน และมีบุคคลที่ก่อตั้งบริษัทนี้เข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาชน จะมีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ เป็นเรื่องที่ กกต.ต้องวินิจฉัย ส่วนที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือช่อ โฆษกคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ออกมาชี้แจงว่าเป็นการแยกขาดออกจากกัน และมีการรับงานสินค้าที่ไม่ใช่งานการเมือง นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เข้าใจการแก้ต่างของ น.ส.พรรณิการ์

“ผมยังสงสัยว่าคุณช่อมีหน้าที่อะไรในบริษัทดังกล่าว รวมทั้งในพรรคประชาชนด้วย ซึ่งอาจจะเป็นแค่ผู้ช่วยหาเสียง แต่ ณ วันนี้การเลือกตั้งจบแล้ว การจะอ้างว่าเป็นผู้ช่วยหาเสียงคงไม่ได้ ทุกอย่างที่คุณช่อพยายามออกมานำเสนอ ต้องดูฐานะของคุณช่อด้วย คุณมาพูดในฐานะอะไร แต่ตัวแทนของบริษัทนี้ไม่เคยออกมาพูด ไม่เคยออกมาชี้แจงใดๆทั้งสิ้น รวมถึงการที่พาสื่อมวลชนไปดูในห้องที่คุณแก้วตากล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นชั้น 4 หรือ 5 ก็มีคุณพริษฐ์วัชรสินธุ รวมทั้งอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และล่าสุดคือคุณช่อ พาไปในฐานะอะไร จึงเป็นคำตอบที่ผมอยากรู้เหมือนกัน” นายศรีสุวรรณ กล่าว

ด้านนายเจษฎ์  โทณะวณิก   แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงกรณี Spectre C ที่สังคมกำลังพูดถึงซึ่งถือเป็นขบวนการซ่อนเงื่อนในพรรคการเมืองยุคดิจิทัลที่ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในอาคารอนาคตใหม่ว่า การเมืองยุคปัจจุบันไม่ได้สู้กันแค่การลงพื้นที่ทักทายประชาชน หรือชูนโยบายตรงไปตรงมาเหมือนในอดีต แต่มีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ Information Operation (IO) เข้ามาเป็นอาวุธหลักในโลกออนไลน์ ทั้งการถล่มฝ่ายตรงข้าม และการปั่นกระแสเชิดชูฝ่ายตัวเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย ทุกวันนี้จะมีการใช้แนวทางที่มีปฏิบัติการข้อมูล หรือIO ถ้ามีใครมาพูดถึงในแง่ไม่ดี ก็ถล่มเขา หรือถ้ามีใครพูดถึงในทางดี ก็จะรีบกระพือให้ดังยิ่งขึ้น ทั้งหมดมันมีคนที่ดำเนินการ

นายเจษฎ์ กล่าวว่า ตอนนี้มีคนพูดถึงกรณีSpertre C ดำเนินการ IO ให้พรรคประชาชน โดยมีหลักฐานสำคัญคือสถานที่ตั้งอยู่ภายในอาคารอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นที่ทำการของพรรคประชาชนซึ่งว่ากันว่าเป็นการดำเนินการให้กับพรรคประชาชน จะใช่หรือไม่ตนไม่รู้ ไม่ได้ไปกล่าวหา แต่สถานที่ตั้งซึ่งเป็นอาคารที่ทำการของพรรคประชาชน โดยกลไกการทำงาน ทำเรื่องเกี่ยวกับเนื้อหา ข้อมูลต่างๆ หรือทำเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้กับบรรดาคนที่เห็นต่างผ่านระบบออนไลน์ ทั้งในแง่กฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) พรรคการเมือง ที่อาจเข้าข่ายความผิดใน 2 มาตรา ประกอบด้วยมาตรา 20 พรรคการเมืองจดทะเบียนแล้วต้องทำกิจกรรมการเมือง ห้ามทำธุรกิจแสวงหากำไรมาแบ่งปันกันและมาตรา 92 หากพรรคใดฝ่าฝืนทำกิจการต้องห้ามตามมาตรา 20 มีโทษสถานหนักคือยุบพรรคการเมือง

นายเจษฎ์ กล่าวอีกว่า ขอส่งสัญญาณไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าต้องเร่งตรวจสอบเรื่องนี้โดยด่วน อย่าปล่อยให้พรรคการเมืองทำตัวไม่โปร่งใส ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และปิดบังประชาชน หากพรรคการเมืองไม่ใช่ที่รวมตัวของผู้มีอุดมการณ์ แต่กลายเป็นที่รวมตัวของขบวนการทำธุรกิจ IO ปัญหาจะกระจายตัวจนแก้ไม่ได้ ดังนั้น กกต.ต้องไปตรวจสอบกรณีที่มีคนมาพูดว่า Spertre C ดำเนินการโดยพรรคประชาชน จริงเท็จไม่รู้ แต่ถ้าจริง กกต.ก็ควรดำเนินการเรื่องนี้ เพราะขัดต่อพ.ร.ป.พรรคการเมือง และอาจนำพาไปถึงขั้นยุบพรรคการเมืองได้ สิ่งที่กกต.ต้องคิดคือควรหรือไม่ถ้าหากพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมในลักษณะที่มีบริษัทใช้ชื่อ Spertre C แล้วก็ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ใครก็บอกว่าเป็นปฏิบัติการข้อมูล ในการที่อาจจะไม่ชอบมาพากล กกต.ต้องตรวจสอบให้ชัด”นายเจษฎ์ กล่าว

กกต.ลุยฟ้องคนป่วนเลือกตั้ง ไกล่เกลี่ยไร้ข้อสรุป กลัวผิดม.157-ละเว้นหน้าที่

กกต.ลุยฟ้องคนป่วนเลือกตั้ง  ไกล่เกลี่ยไร้ข้อสรุป  กลัวผิดม.157-ละเว้นหน้าที่

กกต.ลุยฟ้องคนป่วนเลือกตั้ง ไกล่เกลี่ยไร้ข้อสรุป กลัวผิดม.157-ละเว้นหน้าที่

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต.ลุยฟ้องคนป่วนเลือกตั้ง ไกล่เกลี่ยไร้ข้อสรุป กลัวผิดม.157-ละเว้นหน้าที่ แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ปลุกปชช.ออกมาชุมนุม สับเละกกต.จะต้องชดใช้

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต.ชี้แจงภายใน 7 วัน หลังถูกร้องกรณีพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่อขัดรัฐธรรมนูญ ก่อนวินิจฉัยจะส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะสั่งยุติเรื่อง ด้าน“กกต.”ถกพิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่ 3 หน่วย เล็งทบทวนบาร์โค้ด หวั่นกระทบคดีเลือกตั้ง-ข้อกฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ที่ประชุมได้หารือต่อเนื่องเกี่ยวกับการจัดพิมพ์บัตรออกเสียงลงคะแนนใหม่ สำหรับการลงคะแนนซ่อมในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้    หลัง กกต.มีมติให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ใน 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร หน่วยเลือกตั้งที่ 3 เขตเลือกตั้งที่ 1 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน และหน่วยเลือกตั้งที่ 4 เขตเลือกตั้งที่ 6 ตำบลโพนสูง อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่า บัตรเลือกตั้งชุดใหม่จะยังคงรูปแบบเดิมที่มีเลขเล่ม เลขที่บัตร และสัญลักษณ์บาร์โค้ดเหมือนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่ เนื่องจากเกรงว่า หากเปลี่ยนรูปแบบบัตร อาจเกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบัตรเลือกตั้งทั่วไปกับบัตรที่ใช้ในการลงคะแนนใหม่ และอาจส่งผลต่อคดีที่มีผู้ยื่นฟ้อง กกต. กรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน คาดว่าที่ประชุมยังจะมีมติสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่เพิ่มเติมอีก 20 กว่าหน่วย หลังสำนักงาน กกต.เสนอว่าพบว่าบัตรออกเสียงเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือที่เรียกว่า บัตรเขย่ง

ไล่สอบเอกสารหลุด

รายงานข่าวยังระบุว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กกต.ได้เรียกผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการเข้าชี้แจง กรณีพบแบบขีดคะแนนการเลือกตั้ง ส.ส. เขตเลือกตั้งที่ 6 ถูกทิ้งในบ่อขยะเทศบาลลัดหลวง อำเภอพระประแดง โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า แบบขีดคะแนนดังกล่าวเป็นฉบับที่ยังไม่มีการรวมคะแนน เจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งให้ถ้อยคำว่าเกิดความผิดพลาดในการขีดคะแนน จึงเปลี่ยนไปใช้แบบสำรองและมีการคัดลอกคะแนนก่อนดำเนินการนับต่อ โดยมีประชาชนร่วมสังเกตการณ์และมีการบันทึกไว้ในรายงานประจำหน่วย

ทั้งนี้ กกต.อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเอกสารดังกล่าวหลุดไปอยู่ในกองขยะได้อย่างไร และมีบุคคลใดเกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่

แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมเห็นพ้องให้ลดการแถลงข่าวต่อสื่อในช่วงนี้ เนื่องจากเกรงว่าคำชี้แจงอาจถูกนำไปตีความและขยายผลจนส่งผลกระทบต่อองค์กร โดยจะใช้การชี้แจงผ่านเอกสารเป็นหลัก ขณะเดียวกัน กกต.ได้ทำหนังสือชี้แจงกลับไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) แล้ว ยืนยันว่าการเลือกตั้งยังคงเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับภายในคูหา ส่วนกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินที่ให้ชี้แจงภายใน 7 วัน อยู่ระหว่างจัดทำคำชี้แจงตามขั้นตอน

ให้กกต.ชี้แจงใน 7 วัน

มีรายงานว่าสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้มีการชี้แจงกรณีมีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่ กกต. พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 96 หรือไม่ โดยกำหนดให้สำนักงาน กกต. ชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ตรวจสอบเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รวม 12 คำร้อง ในจำนวนนี้มีคำร้องที่ยื่นขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งการที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหนังสือแจ้งให้ กกต. ชี้แจงนั้น มาจาก 3 คำร้อง คือ คำร้องของ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์, นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ และตัวแทนประชาชนที่ขอสงวนชื่อ

รอชี้ขาดส่งศาลรธน.

อย่างไรก็ตาม ตามขั้นตอนของผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังจากได้รับหนังสือชี้แจงจากสำนักงาน กกต. แล้ว ทางสำนักงานฯ จะประมวลเรื่องและเสนอที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา หากที่ประชุมเห็นว่าคำร้องมีมูลเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะสั่งยุติเรื่อง

สำหรับปัจจุบัน มีผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 คน คือ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ พล.ต.ท.ยุทธนา สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนอีก 1 คนอยู่ระหว่างการสรรหา ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในการประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา วันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

ยุประชาชนออกมาชุมนุม

ด้านแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม – United Front of Thammasat and Demonstration ระบุว่า

สืบเนื่องจากการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ปรากฎหลักฐานเป็นที่ประจักษ์จำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ มิได้เป็นไปโดยโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม ส่งผลให้ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตกต่ำลงถึงขีดสุด

กระนั้นก็ตาม การเรียกร้องความรับผิดชอบและการชดใช้จาก กกต. ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ทำได้ด้วยความลำบาก เนื่องจากในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มิได้ให้สิทธิประชาชนเข้าชื่อ ร้องขอให้ถอนถอน กกต.พวกเราจึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคน นิสิตนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัย องค์กรภาคประชาสังคมทุกองค์กร และพรรคการเมืองทุกพรรค ออกมาพูดส่งเสียง ออกมาเรียกร้อง ถึงความไม่ปกติของการเลือกตั้งสส.ในครั้งนี้ ใครใคร่จะปราศรัยก็ปราศรัย ใครใคร่จะชุมนุมก็ชุมนุม ใครใคร่จะจัดกิจกรรมใดก็จัดกิจกรรมนั้น ขอให้ทุกคนจงพร้อมเพรียงพร้อมใจกันทั้งประเทศ เพื่อร่วมกันยืนยันว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องชดใช้” ต่อความเลวร้ายทั้งปวงที่ปรากฏในครั้งนี้ ด้วยความศรัทธาในเจตจำนง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ร้องผู้ตรวจฯ ส่งศาล รธน.

นายรณรงค์ แก้วเพชร ทนายความโซเชียลชื่อดัง เข้ายื่นหนังสื่อถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจากการที่ กกต.พิมพ์คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับว่า สืบเนื่องจากการฟังการแถลงข่าวของ กกต.ในเรื่องคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กังวลว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเป็นความลับหรือไม่ตามมาตรา 85 อีกทั้งยังกลัวคนจะล่วงรู้ว่าเราเลือกพรรคไหน กาให้กับใคร ทั้งนี้ หลังจาก กกต.ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อ กกต.โดยประเด็นที่ได้ไปแจ้งความ คือการที่ กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นอกจากนี้ ยังยื่นเรื่องถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการที่ กกต.ออกระเบียบหรือกฎหมายในการมีคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งขัดต่อกฎหมายหรือไม่

“เราแค่ทวงถามสิทธิเลือกตั้งเราว่าทำไมต้องอยากรู้ว่าเราใส่กางเกงในสีอะไร ไม่ต้องรู้ขนาดนั้น ไม่จำเป็นเพราะเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เรามีสิทธิจะเลือกชอบ หรือไม่ชอบพรรคไหนก็ได้ การระบุคิวอาร์โค้ดและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แม้ กกต.จะบอกว่าถูกกฎหมาย ถูกระเบียบ ดังนั้น จึงยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ระเบียบและกฎหมายต่างๆ ที่ กกต.ได้ทำออกมาขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร และประชาชนกระทบสิทธิอย่างไรกับการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ” นายรณรงค์กล่าว

นายรณรงค์ยังกล่าวอีกว่า เมื่อกฎหมายระบุว่าเป็นความลับ แต่ กกต.ออกกฏหมายเพิ่มเติมให้ทำอะไรก็ได้ ให้ทำสัญลักษณ์บนบัตรเลือกตั้งโดยไม่บอกประชาชนก่อนว่าข้อมูลสามารถตรถวจสอบย้อนกลับได้ จึงอยากให้ กกต.ชี้แจงกลับไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินทันที โดยไม่ต้องรอ 7 วัน ถ้ายืนยันว่าตัวเองทำถูกต้อง

เคลียร์เขต1ชลบุรี

เวลา10.00น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การมีส่วนรร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธาน กมธ. นัดประชุม พิจารณากรณีที่กกต. ดำเนินคดีกับประชาชนผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้นับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี โดยเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง อาทิ น.ส.เบญจพร สุขสว่าง น.ส.กนกวรรณ สร้อยสน ตัวแทนกลุ่มนับใหม่okนะ ขณะที่ฝ่าย กกต. ได้ส่งนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. นายประยูร วัฒนศิริบรรรจง ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง จ.ชลบุรี เขต1 เข้าชี้แจงต่อกมธ.ผ่านระบบออนไลน์

นายนรเศรษฐ์ ให้สัมภาษณ์ว่า การเชิญตัวแทนกกต. และประชาชนที่ได้รับผลกระทบเข้ามาหารือ เพื่อต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่าย ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกมธ.หวังว่าจะทำให้เกิดการไกล่เกลี่ยไม่ต้องฟ้องคดีกับประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการการเลือกตั้ง ส่วนตัวมองว่าหาก กกต. เลือกฟ้องคดีกับประชาชน แทนอธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและปัญหาที่ประชาชนสงสัยอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ กกต.ได้ เพราะกระบวนการดังกล่าวเท่ากับเป็นการฟ้องปิดปาก

“กรณีกระบวนการการนับคะแนนที่มีปัญหา และประชาชนเข้าไปตรวจสอบ จนทำให้ กกต.แจ้งข้อกล่าวหากับประชาชน จะให้กกต.ชี้แจงว่าการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นการตีความตามตัวอักษรของกฎหมายว่าประชาชนละเมิด หรือเป็นการตีความตามเจตนารมณ์ กรณีที่กกต.จะดำเนินการกับประชาชนนั้นได้สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนอย่างมาก เพราะการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนไม่กล้าตรวจสอบ อาจเกิดกรณีฟ้องปิดปากได้” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

กกต.ประเคนข้อหาบุกรุก

ด้านน.ส.เบญจพร ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ กกต.ชลบุรี เขต1 ได้ฟ้องในข้อหาบุกรุก และขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้นมองว่าสิ่งที่กกต.ทำนั้นอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะการตัดสินใจฟ้องประชาชนนั้นอาจเป็นเพราะได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่ ขณะที่ภาคประชาชนได้แจ้งความกกต.ชลบุรีกลับข้อหาแจ้งความเท็จ ส่วน กกต.กลางอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดี

“เหตุผลที่ประชาชนต้องต่อสู่เพราะเห็นความน่าสงสัยหลายอย่าง และประชาชนไม่มั่นใจในความโปร่งใส ขณะที่เจ้าหน้าที่กกต.ที่ทำหน้าที่ไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริง อย่างไรก็ดีรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิดกฎหมายแต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนานำเอกสารเลือกตั้งออกมาพื้นที่ แต่ที่ต้องเข้าไปต้องการแสดงให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการจัดเก็บหีบบัตรเลือกตั้งนั้นมีความน่าสงสัย ซึ่งแทนที่ กกต. จะชี้แจงตรงไปตรงมา กับใช้กฎหมายเล่นงาน ซึ่งคิดว่าเป็นการฟ้องปิดปากจากนี้ประชาชนต้องดำเนินการต่อไป” น.ส.เบญจพร กล่าว

เดินสายเวทีโลกใส่ความไทย กต.จับตา‘เขมร’

เดินสายเวทีโลกใส่ความไทย  กต.จับตา‘เขมร’

เดินสายเวทีโลกใส่ความไทย กต.จับตา‘เขมร’

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดินสายเวทีโลกใส่ความไทย กต.จับตา‘เขมร’ เล็งใช้ก.ม.ระหว่างปท. หลังยกเลิกเอ็มโอยู44

“สีหศักดิ์”จับตานายกฯเขมรเดินสายเวทีตปท.พบปธน.ทรัมป์-คุยปธน.มาครง ปมขอข้อมูลพรมแดนไทย-เขมร ยันพร้อมตอบโต้ชี้แจง ถ้าเขมรบิดเบือนข้อมูล เล็งประสานฝรั่งเศสขอเอกสารชุดเดียวกับที่เขมรขอ ส่วนการยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทำได้โดยหันไปใช้กม.ระหว่างปท.แทน

เมื่อ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศกล่าวถึงการยกเลิก MOU 44 ว่า ตามหลักการแล้วจะยกเลิกMOU 44 ต้องรอนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลใหม่ ซึ่งต้องหารือกับนายกฯอีกครั้ง รวมถึงหารือสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ายกเลิกต้องร่างกติกาใหม่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ต้องมีกติกา กฎหมายระหว่างประเทศก็มีอยู่ เช่น การเจรจาพื้นที่พิพาทกับประเทศมาเลเซีย เราก็ไม่มี MOU แต่ใช้กฏหมายระหว่างประเทศ ต้องดูว่าหากยกเลิกแล้วจะมีทางเลือกอะไรบ้างถามย้ำว่าไม่จำเป็นต้องเป็น MOU ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ใช่ ใช้หลักกฏหมายระหว่างประเทศ แต่ต้องชัดเจนว่ายกเลิกแล้วจะมีทางเลือกอย่างไร

นายสีหศํกดิ์กล่าวต่อว่า การยกเลิกและสร้างกติกาใหม่ ถ้าทั้งสองประเทศเห็นพ้องด้วยกันก็จบ ถ้าไม่เห็นด้วยก็อาจต้องเจรจากัน ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งขณะนี้สั่งการให้ทำข้อมูลเรื่องนี้ว่ากระบวนการยกเลิกMOU44 จะมีแนวทางอย่างไรบ้าง

ส่วนที่นายฮุนมาเนต นายกฯกัมพูชาเดินสายในเวทีต่างประเทศและไปเยือนสหรัฐฯพบนายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯด้วย นายสีหศักดิ์กล่าวว่า มีรายงานข่าวว่าเขาไปร่วมประชุมสภาสันติภาพ (peace Council) สำหรับรัฐบาลไทยไม่ได้เข้าร่วม เพราะจะเป็นพันธกรณีกับรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งทราบว่านายฮุนมาเนต คงไปเชื่อมความสัมพันธ์ เราก็ติดตามอยู่

ถามว่าจะไม่ทำให้เราเสียเปรียบเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะอาจไปแจ้งข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เรามีช่องทางการชี้แจงข้อมูลเรื่อยๆอยู่แล้ว หากมีอะไรบิดเบือนอย่างตั้งใจ เราก็ต้องชี้แจง ซึ่งปัจจุบันข้อเท็จจริงระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับการชี้แจงต่อเนื่อง ตนไปเวทีไหนก็ไปชี้แจง แต่หากเขาไปพูดอะไรที่ไม่ตรงข้อเท็จจริง เราก็ต้องชี้แจง

เมื่อถามถึงกรณีนายฮุนมาเนต ประสานนายเอ็มมานูเอลมาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ขอข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และข้อมูลทางเทคนิค เกี่ยวกับพรมแดนไทย-กัมพูชา นายสีหศักดิ์กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศสอบถามไปยังประเทศฝรั่งเศสเช่นกันว่าคือเอกสารอะไร แต่ถือว่าเป็นสิทธิ์ อาจขอไปทั้งสองฝ่าย ยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศติดตามอยู่ หากมีอะไรก็ค่อยว่ากันอีกที

สำหรับกรณีเกิดไฟไหม้ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาหลายจุดนั้น ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าเกิดจากอะไร ถ้ามีอะไรจำเป็นกระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมดำเนินการ ทั้งนี้ การนัดประชุมกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ถือเป็นการประชุมที่ครอบคลุมทุกเรื่อง รวมถึงชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมองว่าควรถึงเวลาที่สมช.ต้องมาคุยกันหลายเรื่อง เพื่อเตรียมพร้อมข้อมูลระหว่างรอรัฐบาลใหม่ด้วย

ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกากล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย สั่งการให้ศึกษายกเลิก MOU 2544 ว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศไปศึกษา ซึ่งขั้นตอนการยกเลิกต้องไปดูกฎหมายระหว่างประเทศ และข้อตกลงการประชุมว่าทำได้หรือไม่ แต่โดยหลักทำได้และมีกระบวนการที่ต้องทำ ต้องดูว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อยกเลิกแล้วทั้งสองประเทศต้องไปพูดคุยกันเพื่อร่างกติกาขึ้นมาใหม่หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า แล้วแต่ทั้งสองประเทศจะคุยกันจะนับหนึ่งกันใหม่หรือไม่ จึงอยากให้ไปถามกระทรวงการต่างประเทศดีกว่า ก่อนออกตัวว่าตนไม่ถนัดกฎหมายระหว่างประเทศ ถนัดกฎหมายไทยมากกว่า

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน กล่าวถึงความคืบหน้าการต่ออายุอนุญาตทำงานของแรงงานสัญชาติกัมพูชาประมาณ 1 แสนคนในประเทศไทยว่า ขอดูสถานการณ์ก่อน ขั้นตอนขณะนี้อยู่ในการพิจารณาเรื่องความมั่นคง ต้องดูให้เรียบร้อยก่อน แต่ยอมรับว่า เรื่องผู้ประกอบการ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมก็กระทบส่วนหนึ่ง แต่ต้องดูเรื่องความมั่นคงด้วย ดังนั้น ขอให้ฝ่ายความมั่นคงพิจารณาตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อน จึงจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมครม. ซึ่งจะเร่งให้มีความชัดเจนเร็วที่สุด ยืนยันว่า ดูหลายมิติสำหรับแรงงานกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากอยู่ในเมืองไทยแต่เกิดสถานการณ์ชายแดนจึงตกค้าง และผิดกฎหมายอยู่ขณะนี้ หากส่งกลับยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะติดเงื่อนไขความมั่นคง เรื่องนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยแรงงานที่ตกค้างกลุ่มดังกล่าวมีประมาณ 1 แสนคน

  วันเดียวกัน  พ.อ.ริชฌา   สุขสุวานนท์  รองโฆษกกองทัพบกเปิดเผยว่า กองทัพบกได้รับรายงาน มีเหตุการณ์​ไฟไหม้ป่าในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา  จากกองทัพภาคที่ 2 ดังนี้  เวลา 09.00 น บริเวณ ช่องเสม็ด อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์   เวลา 12.00 น.บริเวณทิศใต้ ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จังหวัดสุรินทร์   เวลา 12.30 น. บริเวณ พื้นที่โดนตรวน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ   ส่วนกรณี ไฟเผาป่าฝั่งกัมพูชา ลามมาถึงรั้วลวดหนามปราสาทตาเมือน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์นั้น ​ ไม่ได้รับรายงานมา แต่มีใกล้เคียงคือ พื้นที่ช่องเสม็ด  ซึ่งห่าง 2-3 กม.

ไอติม พริษฐ์ มัดรวมทุกคำถามถึง กกต. ขอคำตอบชัด ให้ประชาชนสิ้นสงสัย

ไอติม พริษฐ์ มัดรวมทุกคำถามถึง กกต. ขอคำตอบชัด ให้ประชาชนสิ้นสงสัย

ไอติม พริษฐ์ มัดรวมทุกคำถามถึง กกต. ขอคำตอบชัด ให้ประชาชนสิ้นสงสัย

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.59 น.

วันที่ 17 กุมภาพันธื 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ -ไอติม -parit Wacharasindhu ระบุว่า  [ รวมทุกคำถามถึง กกต. – ขอคำตอบชัดๆ เพื่อให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย ]

ผมได้เฝ้ารอการแถลงข่าวของ กกต. มา 2 วัน ตั้งแต่เปิดสัปดาห์นี้มา แต่สิ่งเดียวที่ผมกลับเห็นในเพจ Facebook ทางการของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง คือภาพการประชุมเพื่อหารือเรื่องแนวทางในการ “ติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์” ของ กกต. (หากไม่นับคลิปเรื่องการแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ ที่ลงหลังหมดเขตไปแล้ว และถูกลบออกไป)

ผมเสนอแนะว่าหากท่านกังวลเรื่อง “ภาพลักษณ์” และความน่าเชื่อถือของ กกต. ท่านเริ่มต้นได้ โดยการตอบคำถามเหล่านี้ให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยครับ

เพื่อสะดวกต่อการทำงานของ กกต. ผมขออนุญาตรวบรวมประเด็นและคำถามที่ผมมี และอยากขอให้ กกต. กรุณาชี้แจงและตอบให้ชัด เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา

หากพี่ๆสื่อมวลชนที่ได้มีโอกาสถาม กกต. จะพิจารณาหยิบคำถามไหนไปถาม ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ

[ 1. QR code / barcode บนบัตรเลือกตั้ง ]

ปัญหา = บัตรเลือกตั้งแต่ละใบมี barcode ที่มีรหัสเจาะจง (unique) และสามารถใช้ระบุย้อนกลับไปได้ว่าใครกาบัตรดังกล่าว โดยการใช้ข้อมูลที่ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

1.1. ตอนนี้ กกต. ได้ยอมรับเป็นที่ชัดเจนแล้ว ว่า barcode ของบัตรสีชมพู (สส. บัญชีรายชื่อ) สามารถระบุ “รหัสบัตร” แบบเจาะจงได้:
– แล้วตกลง QR code ของบัตรีสีเขียว (สส. เขต) สามารถระบุ “รหัสบัตร” แบบเจาะจงได้เช่นกันหรือไม่ หรือทำได้เพียงการระบุ “รหัสเล่ม” (ซึ่ง 1 เล่มจะมีบัตรหลายใบ)?
– กกต. จะยอมรับหรือพิสูจน์ให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยเรื่องนี้ได้อย่างไร?

1.2. หาก กกต. ยืนยันว่าจำเป็นต้องมีมาตรการในการระบุ “รหัสบัตร” ในบัตรเลือกตั้ง เพื่อรักษาความปลอดภัย-ป้องกันการปลอมแปลง:
– แล้วเหตุใด บัตรสีเหลือง (บัตรออกเสียงประชามติ) ถึงไม่มี barcode หรือ QR code ที่สามารถใช้ระบุ “รหัสบัตร” ได้?
– ทำไม กกต. จึงวางแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่างบัตรเลือกตั้ง กับ บัตรออกเสียงประชามติ?

1.3. ในเมื่อ barcode ของบัตรสีชมพู (สส. บัญชีรายชื่อ) สามารถระบุ “รหัสบัตร” แบบเจาะจงได้ กกต. ยังจะยืนยันอยู่ใช่หรือไม่ ว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นการออกคะแนนเสียงโดย “ลับ”?
– แม้ กกต. จะพยายามอธิบายว่าการเลือกตั้งยังเป็นไปโดย “ลับ” เพราะ “ตรวจสอบได้ยากว่าใครกาอะไร (หากคนนั้นไม่เปิดเผยเอง) เพราะต้องเข้าถึงข้อมูลหลายส่วน”…
– แต่ที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าสังคมโดยทั่วไปเข้าใจมาโดยตลอดว่า การเลือกตั้งจะเป็นไปโดย “ลับ” ต่อเมื่อ “ไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่าใครกาอะไร (หากคนนั้นไม่เปิดเผยเอง) ไม่ว่าจะเข้าถึงข้อมูลใดๆก็ตาม”

1.4. แม้จะยอมยึดตามที่ กกต. บอกว่าการเลือกตั้งยังเป็นไปโดย “ลับ” เพราะ “ตรวจสอบได้ยากว่าใครกาอะไร” กกต. ยอมรับได้ไหม ว่า การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ไม่ได้ “ยาก” อย่างที่ กกต. นำเสนอ เพราะแม้ กกต. บอกว่า กกต. มีการเก็บตัวบัตรเลือกตั้ง และต้นขั้วไว้ในที่ที่ปลอดภัยหลังนับคะแนนเสร็จ แต่สังคมได้ออกความเห็นมาพอสมควรแล้วว่ามีหลายวิธีมาก ที่สามารถออกแบบระบบเพื่อเช็คได้ว่าใครกาอะไร โดย (1) ไม่จำเป็นต้องเข้าถึง บัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้ว ที่ กกต. จัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหลังนับคะแนนเสร็จ และ (2) ไม่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ หรือ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ด้วยซ้ำ?

– ตัวอย่าง 1: ผู้สมัคร จูงใจหรือข่มขู่ให้ นาย ก. เลือกตนเอง โดยขอให้ นาย ก. จำรหัสต้นขั้ว (อย่างน้อยคือเลข 3-4 ตัวหลัง) และแจ้งกลับมาที่ผู้สมัคร / เมื่อมีการนับคะแนน ผู้สมัครให้ทีมสังเกตการณ์ตั้งกล้องถ่ายบัตรทุกใบตอนมีการนับและขานคะแนนในที่แจ้ง เพื่อนำมาสแกนและเช็คว่าบัตรที่มีรหัสตรงกับรหัสต้นขั้วที่นาย ก. แจ้งมา เป็นบัตรที่ลงคะแนนให้ตนหรือไม่

– ตัวอย่าง 2: ผู้สมัคร หาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1 คน (เช่น นาย ก.) ให้ทำหน้าที่เป็น “หัวคะแนน” โดยขอให้นาย ก. นำประชาชนที่ผู้สมัคร หรือ นาย ก. จูงใจหรือข่มขู่ให้เลือกตนเอง มาเรียงคิวรับบัตรเลือกตั้งหลังนาย ก. / เมื่อนาย ก. รู้รหัสต้นขั้วตนเอง (เช่น xx0001) ก็จะรู้ว่าคนที่เข้าคิวถัดมาจะต้องมีรหัสต้นขั้ว (xx0002 / xx0003 / xx0004 เป็นต้นไป) / เมื่อมีการนับคะแนน ผู้สมัครให้ทีมสังเกตการณ์ตั้งกล้องถ่ายบัตรทุกใบตอนมีการนับและขานคะแนนในที่แจ้ง เพื่อนำมาสแกนและเช็คว่าบัตรที่มีรหัสตรงกับรหัสต้นขั้วที่นาย ก. แจ้งมาของ นาย ก. เอง และของกลุ่มคนที่เรียงคิวหลังนาย ก. เป็นบัตรที่ลงคะแนนให้ตนหรือไม่

1.5. หากจะให้เหตุผลว่าบางประเทศ (เช่น สิงคโปร์ หรือ สหราชอาณาจักร) มีการใช้รหัสบัตรที่สามารถระบุย้อนกลับไปในเชิงทฤษฎีได้ (ซึ่งคงใช้เป็นเหตุผลทางกฎหมายได้ยากเนื่องจากกฎหมายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน – https://shorturl.at/PZmoD ) ก็ต้องบอกว่าประเทศดังกล่าวจะเปิดให้มีการเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้วหลังนับคะแนนได้ต่อเมื่อต้องมีคำสั่งศาลเท่านั้น แต่สำหรับประเทศไทย เราเข้าใจถูกหรือไม่ว่าเกณฑ์หรือดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะมีการเปิดให้ใครเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้วนั้น ขึ้นอยู่กับ กกต. เพียงผู้เดียว?

1.6. ใครรับรู้มาก่อนเรื่องการมีระบบ barcode และ QR code ในการเลือกตั้งรอบนี้บ้าง? แน่นอนว่าผู้รู้ต้องรวมถึง กกต. (ในฐานะผู้กำหนดแบบและผู้อนุมัติการสั่งพิมพ์) และ โรงพิมพ์ (ในฐานะผู้ดำเนินการจัดพิมพ์) แต่
– มีใครอีกหรือไม่ ที่สามารถรับรู้หรือเข้าถึงข้อมูลเรื่องการมีระบบ barcode และ QR code เช่นนี้ได้?
– กกต. ได้มีการวางมาตรการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นรับรู้ถึงระบบ barcode และ QR code?

1.7. วันอาทิตย์ 22 ก.พ. ที่จะถึงนี้ ที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วย ทาง กกต. จะยังคงดำเนินการด้วยบัตรเลือกตั้งที่มีระบบ barcode และ QR code แบบเดิมใช่หรือไม่?
– หากยังเป็นระบบเดิม ทาง กกต. จะป้องกันความเสี่ยงที่กล่าวมาอย่างไร (โดยเฉพาะการเช็คการลงคะแนนของประชาชนตามตัวอย่างใน 1.4)?
– หากจะเปลี่ยนระบบให้ไม่มี barcode และ QR code แล้ว จะถือเป็นการปฏิบัติด้วยมาตรฐานที่แตกต่างจากเดิมหรือไม่ และจะถือเป็นการแสดงว่า กกต. ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นวันที่ 8 ก.พ. ใช่หรือไม่?

[ 2. บัตร 2 ใบ ไม่เท่ากัน ]

ปัญหา = จำนวนบัตรสีเขียว (ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. เขต) กับ จำนวนบัตรสีชมพู  (ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. เขต) ในเขตเลือกตั้งเดียวกัน มีจำนวนที่แตกต่างกันอย่างมีนับสำคัญ

2.1. แม้ กกต. จะแถลงว่าจำนวนบัตร 2 ใบ ในเขตเลือกตั้งเดียวกัน อาจไม่เท่ากัน หากอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์รายงานผลของ กกต. แต่ กกต. จะมีคำอธิบายอย่างไรกับจำนวนบัตร 2 ใบที่ไม่เท่ากัน ที่มาจากข้อมูลบนบอร์ด ณ เขตเลือกตั้ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลบนเว็บไซต์รายงานผล?
– เช่น สงขลา เขต 3 และ ศรีสะเกษ เขต 2 ที่ผมได้โพสต์ก่อนหน้านี้ ( https://shorturl.at/w4YIk )
– เช่น กรุงเทพมหานคร เขต 24 และ สมุทรสาคร เขต 4 ที่ได้แถลงข่าวก่อนหน้านี้ ( https://shorturl.at/Dbpwb )

[ 3. ผลการนับคะแนนรายหน่วยไม่ตรงกัน ]

ปัญหา = คะแนนของผู้สมัครหรือพรรคในบางหน่วย มีคะแนนไม่เท่ากัน (ทั้งที่ควรจะเท่ากัน) ระหว่าง:
– (A) 5/11 วันนับ : คะแนนในใบขีดคะแนนรายหน่วยที่ถูกถ่ายทันทีหลังนับเสร็จ
– (B) 5/18 วันนับ : คะแนนในใบรายงานผลรายหน่วยที่ถูกแปะในบอร์ดหลังนับเสร็จ
– (C) 5/18 กกต. : คะแนนในใบรายงานผลรายหน่วยที่ กกต. ทยอยเผยแพร่ในเว็บไซต์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

3.1. ถ้าหน่วยไหนที่ คะแนนใน “5/18 วันนับ” vs. “5/18 กกต.” ไม่ตรงกัน (ตัวอย่างจาก ภูเก็ต เขต 3: https://x.com/thitipruethikul/status/2022722206284034190 )

– กกต. จะอธิบายตัวเลขที่ไม่ตรงกันอย่างไร?

– กกต. จะทำอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจ ว่าทั้งหมดนี้ เป็นความบกพร่องโดยสุจริต โดยไม่ได้มีใครใน กกต. ส่วนกลาง ระดับจังหวัด หรือ ระดับเขต ที่จงใจดัดแปลงคะแนนจากที่ถูกส่งต่อจากแต่ละหน่วยเข้ามา?

– แม้จะเป็นความบกพร่องโดยสุจริต กกต. จะแก้ไขข้อผิดพลาดนี้อย่างไร และจะดำเนินการตรวจสอบอย่างไรเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดลักษณะนี้ในหน่วยอื่น ที่ประชาชนยังไม่ได้ทักท้วงเข้ามา?

3.2. ถ้าหน่วยไหนที่ คะแนนใน “5/11 วันนับ” vs. “5/18 กกต.” ไม่ตรงกัน (ตัวอย่างจาก กทม. เขต 9: https://shorturl.at/LJaRK )

– กกต. จะอธิบายตัวเลขที่ไม่ตรงกันอย่างไร?

– กกต. จะทำอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจ ว่าทั้งหมดนี้ เป็นความบกพร่องโดยสุจริต โดยไม่ได้มีใครในแต่ละหน่วยที่จงใจกรอกผลคะแนนรายหน่วย ให้ไม่ตรงกับใบขี้ดคะแนนที่ประชาชนร่วมสังเกตการณ์และตรวจสอบการขีดคะแนน?

– แม้จะเป็นความบกพร่องโดยสุจริต กกต. จะแก้ไขข้อผิดพลาดนี้อย่างไร และจะดำเนินการตรวจสอบอย่างไรเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดลักษณะนี้ในหน่วยอื่น ที่ประชาชนยังไม่ได้ทักท้วงเข้ามา?

3.3. กกต. จะเปิดเผยใบรายงานผลรายหน่วย (5/18 กกต.) ให้ครบบถ้วนทุกหน่วย ตามที่กฎหมายกำหนด ได้ภายในเมื่อไหร่? (ในเมื่อตอนนี้ผ่านมาแล้ว 9 วันหลังจากการเลือกตั้ง และในเมื่อระเบียบเดิมกำหนดให้ต้องเปิดเผยให้ครบภายใน 5 วันหลังจากการเลือกตั้ง ก่อนที่ กกต. จะไปแก้จาก “ภายใน 5 วัน” เป็น “โดยเร็ว” เมื่อปลายปี 2568)

3.4. กกต. จะเปิดเผยใบขีดคแะนนรายหน่วย (5/11) ให้ครบถ้วนทุกหน่วย ได้หรือไม่? (เพราะแม้กฎหมายไม่ได้บังคับให้เปิด แต่จากความผิดพลาดที่เราเห็นข้างต้น การเปิดเผยให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ จะเป็นวิธีการที่ดีในการทำให้เราร่วมกันแก้ไขข้อผิดพลาด และทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการรวมคะแนนนั้นมีความถูกต้อง-แม่นยำ)

[ 4. เว็บไซต์รายงานผลเลือกตั้ง ]

ปัญหา = เว็บไซต์รายงานผลการเลือกตั้ง ยังค้างอยู่ที่ 94.33% แม้ผ่านมาแล้ว 9 วันหลังจากการเลือกตั้ง

4.1. กกต. จะใช้เวลาอีกกี่วัน ถึงจะมีการรายงานผลการเลือกตั้งได้ 100% ในเมื่อ 2562 ใช้เวลา 4 วัน และ 2566 ใช้เวลา 11 วัน (หากอ้างอิงข้อมูลจาก iLaw: https://shorturl.at/NJVwZ )

4.2. หากใช้เวลาเกินกว่าครั้งก่อน เหตุใดที่ทำให้ครั้งนี้มีความล่าช้ากว่าครั้งก่อน?

เบื้องต้น ประมาณนี้ครับ

รังสิมันต์ซัดยึดทรัพย์สแกมเมอร์ช้าไป-น้อยไป แปลกใจไทยไม่ออกหมายจับ เบน สมิธ

รังสิมันต์ซัดยึดทรัพย์สแกมเมอร์ช้าไป-น้อยไป แปลกใจไทยไม่ออกหมายจับ เบน สมิธ

รังสิมันต์ซัดยึดทรัพย์สแกมเมอร์ช้าไป-น้อยไป แปลกใจไทยไม่ออกหมายจับ เบน สมิธ

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.01 น.

“รังสิมันต์“ ชี้กรณีอายัดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์ยังทำได้น้อยไป-ช้าไป ผิดสังเกตไม่ออกหมายจับ “เบน สมิธ” ทั้งไร้การขยายผลจากปฏิบัติการ “สกายฟอล” ทำเครือข่ายโยกเงินก้อนใหญ่ได้ทัน

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความเห็นต่อกรณีที่รัฐบาลไทยมีความเคลื่อนไหวในการยึดอายัดทรัพย์บุคคลในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ โดยระบุว่าสำหรับตนแล้วการดำเนินการในวันนี้ยังถือว่าไม่เพียงพอ เพราะประเด็นตั้งต้นของคดีที่เริ่มจากกรณีนางสาวแตงไทยเป็นแค่คดีหนึ่ง แต่ยังมีอีกคดีที่ใหญ่กว่าและยังไม่ได้ริเริ่มในการดำเนินการ และที่น่าแปลกคือทั้งที่มีการออกหมายจับ ยิม เลียก ไปแล้ว แต่กลับยังไม่มีการออกหมายจับ เบน สมิธ กับภรรยา ซึ่งในแง่ทรัพย์สินที่มีการยึดอายัด ทรัพย์สินของ เบน สมิธ มีมากกว่า ยิม เลียก เสียอีก จึงน่าแปลกใจว่าทำไมถึงยังไม่มีการออกหมายจับ เบน สมิธ ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การขอหมายแดงจากตำรวจสากลได้ และจะทำให้การเคลื่อนไหวของ เบน สมิธ ไปยังที่ต่างๆ ทำไม่ได้อีก

ดังนั้น การออกหมายจับจึงเป็นส่วนสำคัญที่หายไป และตนก็ไม่เคยได้รับคำอธิบายต่อเรื่องนี้ ทุกหน่วยงานพร้อมใจที่จะเงียบเรื่องนี้ นอกจากนี้ ตนได้รับข้อมูลมาโดยตลอดว่ามีความพยายามวิ่งเพื่อขอปลดอายัดทรัพย์สินที่มีการยึด แต่อย่างน้อยตนขอชื่นชมหน่วยงาน ปปง. ที่มีคนพยายามทำงานจริงจังในเรื่องนี้ แต่ส่วนที่ยังไม่มีความคืบหน้าเคลื่อนไหวคือตำรวจสอบสวนกลาง โดยเฉพาะต่อกรณี ฮุ่ยวัน ที่เคยมีปฏิบัติการ “สกายฟอล” ของตำรวจสอบสวนกลางมาก่อน ซึ่งถ้าดำเนินการตั้งต้นจากจุดนี้จะสามารถขยายผลในส่วนของเครือข่ายสแกมเมอร์ได้มากกว่าเดิม แต่กลับไม่มีการขยายผลในเรื่องนี้แต่อย่างไร

รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าจากตัวเลขที่มีการสำรวจ เงินที่มีการเคลื่อนไหวผ่านแพลตฟอร์มของ ฮุ่ยวัน มีมูลค่ามากกว่า 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่ได้มีแค่เงินของเครือข่ายสแกมเมอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจสีดำอื่นๆ ด้วย ดังนั้น ปัญหาคือการขยายผลจากสิ่งที่มีอยู่ยังน้อยเกินไป แม้จากการดำเนินงานของ ปปง. ความพยายามในการถอนยึดอายัดทรัพย์ใดๆ น่าจะเป็นไปได้ยากแล้ว แต่สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือการออกหมายจับ รวมถึงการขอหมายแดงเพื่อตามจับ เบน สมิธ และภรรยา

ส่วนกรณีท่าทีของกัมพูชาที่ดูเหมือนมีความพยายามในการปราบสแกมเมอร์มากขึ้นนั้น เป็นแค่การแสดงละคร เพราะ ฮุ่ยวัน มีความเชื่อมโยงกับ ฮุนโต หลานของฮุนเซน และเชื่อมกับเฉินจื้อ นอกจากนี้ภรรยาของ เบน สมิธ เคยดีแคลร์กับ กลต. สหรัฐอเมริกาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการจัดการกองทุน ฮุ่ยวันเอสเอ ในสวิตเซอร์แลนด์ ฮุ่ยวัน จึงเชื่อมโยงกับภรรยา เบน สมิธ และฮุ่ยวันเปย์ เชื่อมโยงกับ ฮุนโต และถ้าไล่เส้นเงินดีๆ มั่นใจได้ว่า ฮุนเซน เกี่ยวข้องด้วยแน่นอน สุดท้ายจึงเป็นได้แค่การแสดงละครเพื่อให้ตัวเองดูไม่เกี่ยวข้อง แต่ในความเป็นจริงทุกคนรู้อยู่ว่าผู้มีอำนาจในกัมพูชาล้วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ทั้งสิ้น

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อไปว่า ตนจึงไม่อยากให้ประเทศไทยทำแบบเดียวกัน รอบนี้อาจถูกตัวใหญ่แต่ใช้เวลานานมาก ทำให้เกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินและการจัดการความเสี่ยงของเครือข่ายเหล่านี้ จนทำให้โอกาสที่จะยึดทรัพย์ได้จริงเป็นจำนวนมากไม่เกิดขึ้น จำนวนที่มีการยึดทรัพย์ในรอบนี้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเส้นเงิน ซึ่งควรจะเอามาคืนให้กับเหยื่อสแกมเมอร์ได้ดีกว่านี้ ขณะเดียวกันก็จะมีโอกาสในการทำลายโครงสร้างอาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพด้วย