อนุทิน​ ชวน นฤมล​ กินข้าวเย็น​ ตักมะระผัดไข่ให้​ ก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพพร้อมกัน

อนุทิน​ ชวน นฤมล​ กินข้าวเย็น​ ตักมะระผัดไข่ให้​ ก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพพร้อมกัน

อนุทิน​ ชวน นฤมล​ กินข้าวเย็น​ ตักมะระผัดไข่ให้​ ก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพพร้อมกัน

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.31 น.

“อนุทิน​”ชวน​”นฤมล​ กินข้าวเย็น​ ตักมะระผัดไข่ให้​ ก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพพร้อมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้น​การ​ประชุมความมั่นคง​ ที่จ.สงขลา นาย​อนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​ รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​  ในฐานะหัวหน้าพรรค​ภูมิใจ​ไทย​ ได้เปลี่ยนชุดลำลองเสื้อยืนคอกลมสีน้ำเงินและแจ๊คเก็ตสีกรมท่า​ มีโลโก้พรรคภูมิใจ​ไทย​ ก่อนจะเดินทางมารับประทาน​อาหารเย็นพร้อมคณะ​ ซึ่งนายกรัฐมนตรี​ได้ชวนนางนฤมล​ ภิญโญ​สิน​วัฒน์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม​ มาร่วมรับประทานอาหารและเดินทางกลับพร้อมกัน​ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทั้ง​ 2 คณะแยกกันเดินทางมาเครื่องบินคนละลำ​ 

โดยบรรยากาศระหว่างรับประทานอาหารเป็นไปอย่างมื่น​ นายอนุทิน ถึงกับออกปากแซวสื่อมวลชนว่า​ ทำไมถึงไม่มาถ่ายภาพจะได้ไม่ต้องถามให้เป็นประเด็น​  ซึ่งวงรับประทานอาหารประกอบด้วย​ นายอนุทิน นางนฤมล​  นายนิพนธ์​ บุญ​ญา​มณี​  นายพิพัฒน์​ รัช​กิจ​ประการ​ นาย​พัฒนา​ พร้อม​พัฒน์​ นายวราวุ​ธ​ ศิลปอาชา​ พลโทนรธิป​ โพยนอก​ แม่ทัพภาค​ 4 และระหว่างร่วมรับประทานอาหาร​ นายกรัฐมนตรี​ได้ตักมะระผัดไข่ ให้นางนฤมลอีกด้วย​

กกต.ประกาศนับคะแนนใหม่ที่ปทุมธานี พร้อมสั่งจัดเลือกตั้งใหม่ 3 หน่วย

กกต.ประกาศนับคะแนนใหม่ที่ปทุมธานี พร้อมสั่งจัดเลือกตั้งใหม่ 3 หน่วย

กกต.ประกาศนับคะแนนใหม่ที่ปทุมธานี พร้อมสั่งจัดเลือกตั้งใหม่ 3 หน่วย

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.11 น.

กกต.ชวนใช้สิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนใหม่ 3 หน่วยเลือกตั้ง22ก.พ.นี้ ส่วนลุ้นนับคะแนนปทุมฯใหม่ 19ก.พ.ที่อาคารโดมข้างหอประชุมที่ว่าการอำเภอหนองเสือ

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานกกต. ขอประชาสัมพันธ์การสั่งนับคะแนนใหม่และการออกเสียงลงคะแนนใหม่รวม 3แห่งที่กกต.มีมติไปเมื่อวันที่ 12ก.พ.ว่า กรณี ให้นับคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ของบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักร ของเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.ปทุมธานีนั้น ให้นับในวันที่ 19 ก.พ.69 เวลา 13.00 น. ณ อาคารโดมข้างหอประชุมที่ว่าการอำเภอหนองเสือ จ.ปทุมธานี

นอกจากนี้ยังเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนใหม่ใน 3 หน่วยเลือกตั้งในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569ตั้งแต่ เวลา 08.00 – 17.00 น.ประกอบด้วย

1.ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส. เฉพาะแบบบัญชีรายชื่อ หน่วยเลือกตั้งที่ 4  เขตเลือกตั้งที่ 6 ต.โพนสูง. อ.ไชยวาน   จ.อุดรธานี

2.ออกเสียงลงคะแนนในการเลือกตั้ง สส. เฉพาะแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้งที่ 3.เขตเลือกตั้งที่ 1 ต.ไชยสถาน อ.เมืองน่าน จ.น่าน  

3.ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ  และลงคะแนนออกเสียงประชามติ ใหม่ ที่หน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว  กรุงเทพฯมหานคร  

กกต. มีมติสั่งเลือกตั้งใหม่ 1 หน่วย จ.พะเยา นับคะแนนใหม่ 8 แห่ง

กกต. มีมติสั่งเลือกตั้งใหม่ 1 หน่วย จ.พะเยา นับคะแนนใหม่ 8 แห่ง

กกต. มีมติสั่งเลือกตั้งใหม่ 1 หน่วย จ.พะเยา นับคะแนนใหม่ 8 แห่ง

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.42 น.

กกต.สั่ง เลือกตั้งใหม่ทั้งสสแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อที่พะเยา เขต 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 พร้อมสั่งนับคะแนนใหม่อีก 7 หน่วยเลือกตั้ง ใน 4 จังหวัด รอกำหนดวันเวลาสถานที่อีกครั้ง มีลุ้น!!หน่วยเลือกตั้งที่กกต.ยังตรวจสอบไม่แล้วเสร็จอีกจำนวนหนึ่ง ทราบผลปลายสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้า

​​วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 69 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารระบุว่าที่ประชุมกกต. ได้มีมติให้นับคะแนนใหม่ จำนวน 8 แห่งและออกเสียงลงคะแนนใหม่ จำนวน 1 แห่ง ดังนี้ ข้อ 1. กรณีการนับคะแนนออกเสียงประชามติใหม่ จำนวน 1 แห่ง คือหน่วยออกเสียงประชามติที่ 10 เขตออกเสียงประชามติที่ 15 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 เวลา 10.00 น. ณ สถานที่ออกเสียงเดิม

ข้อ 2. การนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ สส. แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่

1.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอสามร้อยยอด หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ตำบลไร่ใหม่

2. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอสามร้อยยอด หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ตำบลสามร้อยยอด

3. จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลนายม

4. จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 4 อำเภอหนองไผ่ หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ตำบลหนองไผ่ 

5. จังหวัดกำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองกำแพงเพชร หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล

6.จังหวัดกำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองกำแพงเพชร หน่วยเลือกตั้งที่ 14 ตำบลเทพนคร​​

7. จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองสกลนคร หน่วยเลือกตั้งที่ 32  ตำบลธาตุเชิงชุม
 
3.ให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ของจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองพะเยา หน่วยเลือกตั้งที่ 6 ตำบลท่าวังทอง

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากรวมก่อนหน้านี้ที่กกตมีมติสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่และการออกเสียงลงคะแนนใหม่รวม 4 แห่งนั้น  ถึง ณ ปัจจุบันกกต.มีคำสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่แล้วรวม 9 แห่ง และสั่งออกเสียงลงคะแนนใหม่ 4 แห่ง ซึ่งมี รายงานว่า ยังมีเหลือหน่วยเลือกตั้งที่กกต.ยังตรวจสอบไม่แล้วเสร็จอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งหากสำนักงานดำเนินการได้ทันก็จะมีการเสนอให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไปซึ่งอาจเป็นช่วงปลายสัปดาห์นี้หรือการประชุมในสัปดาห์หน้า

​​ทั้งนี้  สำหรับ ข้อ 2 และ ข้อ 3 วัน เวลา และสถานที่ ในการนับคะแนนและการออกเสียงลงคะแนนใหม่ จะแจ้งให้ทราบต่อไป ​​สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444

อ้างก้าวหน้าแต่ล่าแม่มด แก้วตา ฟาด เจี๊ยบ ต่ำทราม-ขี้ขลาด

อ้างก้าวหน้าแต่ล่าแม่มด แก้วตา ฟาด เจี๊ยบ ต่ำทราม-ขี้ขลาด

อ้างก้าวหน้าแต่ล่าแม่มด แก้วตา ฟาด เจี๊ยบ ต่ำทราม-ขี้ขลาด

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.37 น.

ชาวเน็ตบนโลกโซเชียลยังคงถกกันสนั่นหลังจากที่ นาง อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ เจี๊ยบ อดีตสส.พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “ไม่ว่าองค์กรใดก็ไม่ควรเป็นแพะรับบาป ให้กับคนที่พังตัวเองด้วยสารเสพติด” จนทำเอา แก้วตา หรือ ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส. กทม. พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ตอบโต้ไปก่อนหน้านั้นจนถึงขั้นจะฟ้องร้องขึ้นศาล

กระทั่งวันนี้ 17 กุมภาพันธ์ 2569 แก้วตา หรือ ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส. กทม. พรรคประชาชน โพสต์ เฟซบุ๊กร่ายยาวถึงนาง อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ต่อข้อกล่าวหาเรื่องการ insinuate เรื่องสารเสพติด โดยมีข้อความทั้งหมด ระบุว่า “[ถึง นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ต่อข้อกล่าวหาเรื่องการ insinuate เรื่องสารเสพติด] นี่ไม่ใช่การวิพากษ์เชิงนโยบาย แต่นี่คือ ตำรามาตรฐานของการทำลายความน่าเชื่อถือ (character assassination) เมื่อโต้เถียงด้วยเหตุผลไม่ได้ เมื่อโต้ตอบข้อเท็จจริงไม่ได้ เมื่อแพ้ในสนามนโยบาย คุณจะลดระดับการต่อสู้ลงสู่การโจมตีศีลธรรม คุณจะปล่อยคำใบ้ลอย ๆ ให้สังคม “สงสัย” คุณจะหวังให้ความคลุมเครือทำหน้าที่แทนหลักฐาน นี่คือพฤติกรรมที่ต่ำทราม ขี้ขลาดและบ่อนทำลายวัฒนธรรมประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

แก้วตา

ฝ่ายซ้ายที่แท้จริงต้องยืนอยู่บนหลัก due process ไม่ใช่ศาลเตี้ยบนโซเชียล ไม่ใช่การรุมประณามโดยขาดจริยธรรม ไม่ใช่การสร้างบรรยากาศให้คนถูกกล่าวหากลายเป็นจำเลยของฝูงชน การเมืองที่อ้างตัวว่า “ก้าวหน้า” แต่ใช้วิธีล่าแม่มด ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากโครงสร้างอำนาจที่ตนเองอ้างว่าต่อต้านอย่างไรก็ตาม ดิฉันจะไม่ตอบคำถามเชิงรายละเอียดใด ๆ ต่อสาธารณะในขณะนี้ เพราะเรื่องดังกล่าวอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว การให้ข้อมูลผ่านสื่ออาจกระทบต่อคดี

ดิฉันเลือกให้ข้อเท็จจริงพิสูจน์ในศาลไม่ใช่ในไทม์ไลน์และขอให้ชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวดิฉัน มันกระทบครอบครัวของดิฉัน ดิฉันมีลูกที่อยู่ในวัยรุ่น เขาอาจเห็นข้อความเหล่านี้อาจถูกเพื่อนตั้งคำถาม อาจแบกรับตราบาปจากคำกล่าวหาที่ยังไม่มีคำพิพากษา การลากเด็กและครอบครัวเข้าสู่สมรภูมิการเมือง คือความต่ำทรามทางศีลธรรมขั้นร้ายแรง มันคือการทำร้ายคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ เพื่อหวังทำลายคู่แข่งทางการเมือง การเมืองควรถกเถียงกันด้วยเหตุผล ด้วยข้อมูล ด้วยวิสัยทัศน์ ไม่ใช่ด้วยการสร้างข่าวลือ ไม่ใช่ด้วยการทำให้สังคมเสพความอื้อฉาวแทนนโยบาย

แก้วตา

ดิฉันจะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและปกป้องศักดิ์ศรีของครอบครัวอย่างถึงที่สุด ถ้าจะต่อสู้กันมาสู้กันด้วยข้อเท็จจริงไม่ใช่ด้วยความต่ำทรามที่ปลอมตัวเป็นศีลธรรม”

ทำเอาชาวโซเชียลเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับ โพสต์ของ แก้วตา ที่มีต่อ นาง อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ เช่น

“การกระทำของบุคคลดังกล่าวเป็นเพราะนิสัยส่วนตัว หรือ เป็นจากระบบ Character Assassination ครับ”

“ต้องสู้ ต้องอธิบาย ต้องชี้แจง เป็นกำลังใจครับ”

“ตอนนี้แก้วตาคือแสงสว่างอำไพ สว่างไสวไฉไลเริ่ดสะแมนแตน ขอให้คุณย่างก้าวเป็นตัวแทน เป็นขาแขนช่วยไทยแลนด์ให้พ้นภัย”

“โอ้ย!! มันดีมาก กับโพสนี้ แสดงถึงทัศนคติอย่างชัดเจนและตรงๆ ไม่อ้อมค้อม # เป็นกำลังใจครับ”

“สู้ๆครับ สุจริตคือเกราะบังศาสตร์พ้อง #ทีมแก้วตา”

“ช่วยเปนพยานให้ค่ะว่า ชาวบ้านอย่างดิฉันอ่านโพสต์ใส่ความว่าใช้…. ผู้อ่านรู้ในทันทีว่า คุณอมรัตน์สื่อความหมายถึงคุณแก้วตา”

แก้วตา
แก้วตา
แก้วตา
แก้วตา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan

ลอตเตอรี่ก็มีบาร์โค้ด รองผู้ว่าฯ โคราช งัดมุกเตือน อย่าเชื่อแต่กูรู

ลอตเตอรี่ก็มีบาร์โค้ด รองผู้ว่าฯ โคราช งัดมุกเตือน อย่าเชื่อแต่กูรู

ลอตเตอรี่ก็มีบาร์โค้ด รองผู้ว่าฯ โคราช งัดมุกเตือน อย่าเชื่อแต่กูรู

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.32 น.

บนโลกออนไลน์ในยามนี้กับประเด็น บาร์โค้ด และ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ยังไม่มีวี่แววว่าความร้อนแรงในครั้งนี้จะแผ่วเบาลงแม้แต่น้อย หลายคนยังออกมาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับประเด็นดังกล่าว จนทำให้ออนไลน์คึกคักกันอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดวันนี้ 17 กุมภาพันธ์ 2569 มนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าฯโคราช โพสต์เฟซบุ๊กปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเปรียบเทียบกับสลากกินแบ่งรัฐบาลก็มีบาร์โค้ด โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “ลอตเตอรี่ ก็มีบาร์โค้ดและ QR Code เป็นการไม่รักษาความลับ รู้หมดว่าใครซื้อไป สแกนปุ๊บรู้ปั๊บ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะต้องคืนเงินให้ลูกค้า นะครับ เพราะมันเป็นสิทธิส่วนบุคคล ละเมิดกฎหมาย PDPA อิอิ ผมเล่นมุกเพื่อสะท้อนสังคมในการรับรู้ข่าวสารในเวลานี้ แยกแยะความจริง ความเป็นไปได้ กติกา ไม่ออก เป็นการสะท้อนปัญหาจากโพสต์ก่อนหน้า สังคมถูกปลุกกระแส เพราะกูรู เพราะผู้รู้ไม่อยู่ในหลักของกฎหมาย อุปมาอุปไมยเหมือน QR Code สลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ผมโพสต์ คนหนึ่งพูดอะไรก็เชื่อหมด ฝ่ายบ้านเมืองชี้แจงอย่างไรก็ไม่ฟัง”

มนัส สุวรรณรินทร์
มนัส สุวรรณรินทร์
มนัส สุวรรณรินทร์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก มนัส สุวรรณรินทร์

อนุทิน เผย กกต. อนุมัติเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่แล้ว สั่งจังหวัดเร่งจ่ายประชาชนทันที ไม่ต้องผ่าน ครม.

อนุทิน เผย กกต. อนุมัติเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่แล้ว สั่งจังหวัดเร่งจ่ายประชาชนทันที ไม่ต้องผ่าน ครม.

อนุทิน เผย กกต. อนุมัติเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่แล้ว สั่งจังหวัดเร่งจ่ายประชาชนทันที ไม่ต้องผ่าน ครม.

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.32 น.

“อนุทิน​”แจง​ กกต.อนุมัติแล้ว​  เงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่​ -​ใต้​ บอก ไม่ล่าช้า​  เหตุมีขั้นตอนช่วงเลือกตั้ง​  ขอ​ จังหวัดเร่งจ่ายเงินปชช.​ เหตุได้ต้องผ่านครม.แล้ว​ 

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 น. นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ กล่าวช่วงหนึ่งในการมอบนโยบาย​การขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง​ในพื้นที่​  4 จังหวัดชายแดนใต้​ โดยช่วงหนึ่งเป็นเรื่องการจ่ายงบเยียวยาน้ำท่วม​ ผู้ประสบอุทกภัย​ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่​ จังหสัดสงขลา​ ว่า​ วันนี้คณะกรรมการ​การเลือกตั้ง​ หรือ​ กกต.ได้เห็นชอบเงินเยียวยาเรียบร้อยแล้ว​ หลังจากครั้งแรกที่ไม่เห็นชอบ​ เนื่องจากอาจจะมีการนำเสนอ ที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ 

นายอนุทินกล่าวว่า​ ในกรณีภัยพิบัติน้ำท่วม หลังคาเรือนละ 9,000 บาท ตนขอฝากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา​ทำเรื่องประสาน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย​หรือ​ ปภ.​ ให้โอนงบฯไปจังหวัดได้เลย โดยไม่ต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พร้อมขอให้เร่งดำเนินการโอนให้กับครัวเรือนแต่ละครัวเรือน​ที่ขึ้นทะเบียนในทันที พร้อมรายงานกลับไปยังนายอรรษิษฐ์​ สัม​พัน​ธ​รัตน์​ ปลัดกระทรวงมหาดไทย​เพื่อทำเรื่องให้ตนได้รายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบด้วย 

นายอนุทินย้ำว่า​ ถือเป็นเรื่องที่ดี​ และไม่ได้มีความล่าช้าเพียง​ แต่กระบวนการและขั้นตอนในช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการเลือกตั้งด้วยจึง ต้องมีการดำเนินการบางอย่างที่ต้องผ่าน สำนักงานกกต.​ ส่วนเรื่องการฟื้นฟูอำเภอหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงที่ประสบภัยน้ำท่วมที่ผ่านมาต้องขอชื่นชม ที่ได้เรื่องดำเนินการฟื้นฟูด้วยความรวดเร็ว​ และมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากที่ตนนั่งรถผ่านตัวเมืองเข้ามายังนึกสภาพไม่ออก เพราะเกิดเหตุช่วงเดือนธันวาคม​ แต่ตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง ขณะที่รัฐบาลก็ต้องเร่งถอดบทเรียน​ โดยตามที่ศาสตราจารย์​กิตติคุณ​บวร​ศักดิ์​  อุ​วรรณ​โณ​ รองนายก​รัฐมนตรี​ ตั้งคณะถอนบทเรียน​ ว่าเกิดอะไรขึ้น​ และควรจะต้องแก้ไขตรงไหนทำงานด้านสาธารณูปโภค​ และด้านการโยธา จะต้องมีการปรับปรุงเรื่องทางระบายน้ำ​ ช่วยเหลือ ชาวบ้านทันที 

นายก​รัฐมนตรี​ ยังเน้นย้ำ​ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องถอดบทเรียนอย่างหนัก จะต้องไม่มีเหตุการณ์คนติดเตียงอยู่บ้านแล้วไม่สามารถออกมา​ การส่งอาหาร​ หรือนำความช่วยเหลือเข้าไปได้ ขออย่าให้เกิดขึ้นอีก พร้อมเน้นย้ำการซีลพื้นที่โรงพยาบาล​ ห้ามน้ำท่วมโรงพยาบาลเป็นอันขาด จะต้องสร้างผนัง หรือเขื่อน แบบถาวร และห้องผู้ป่วยต่างๆ เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อเกิดเหตุแล้ว​ โรงพยาบาลจะไปทั้งระบบ​ 

นายก​รัฐมนตรี​ ยังกล่าวย้ำว่า​ ขณะนี้ยังมีเวลาที่จะทำ​ ซึ่งตนได้เตรียมการที่จะให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ  หรือ​ สนทช.​ ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งปีนี้ตั้งแต่เหนือจดใต้เราใช้เงิน 40,000 ล้านบาท​ ในการเยียวยาโดยที่ชาวบ้านได้ 9,000 บาทไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และตนคิดว่า 4 หมื่นล้าน จะสามารถทำโครงการ อื่นๆได้อีกมาก​  และแบ่งให้ไปบริหารแก้ไขปัญหาเป็นภาคไป ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชนก็ไม่พ้นทหารและ​ตำรวจที่ต้องออกมาช่วย​ รัฐบาลยืนยันพร้อม ให้การสนับสนุนภารกิจของทุกท่านอย่างเต็มที่

นายกฯ ย้ำ รร.ต้องปลอดภัย ชี้ตั้งแต่ปี’66 มท.ไม่ต่อใบอนุญาต ไม่ใช่จนท.รัฐ พกปืน ผิดกม.ทันที

นายกฯ ย้ำ รร.ต้องปลอดภัย ชี้ตั้งแต่ปี’66 มท.ไม่ต่อใบอนุญาต ไม่ใช่จนท.รัฐ พกปืน ผิดกม.ทันที

นายกฯ ย้ำ รร.ต้องปลอดภัย ชี้ตั้งแต่ปี’66 มท.ไม่ต่อใบอนุญาต ไม่ใช่จนท.รัฐ พกปืน ผิดกม.ทันที

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.30 น.

นายกฯ ถกความมั่นคง เน้นย้ำรร.ต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สั่งมหาดไทย ก.ศึกษาฯ และตำรวจ บูรณาการจัดทำแผนความปลอดภัยทั่วประเทศ ยันนโยบายตั้งแต่ปี 66 มหาดไทยไม่ต่อใบอนุญาตพกพาปืน ลั่นปี 69 นี้ ใครพก ไม่ใช่ จนท.รัฐ ถือว่าเป็น “ปืนเถื่อน” ผิดกฎหมายทันที พร้อมกำขับการข่าวต้องมีเอกภาพ 

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 น. นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​  นายกรัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ พร้อมคณะ​ เดินทางมายังมณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ เพื่อเป็นประธานประชุมความมั่นคง​ และรับฟังสรุปสถานการณ์โดยรวมของพื้นที่ เพื่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้า​นการแก้ไขปัญหายาเสพติด และมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง​

นายอนุทิน กล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้ตนและคณะรัฐมนตรีบางท่าน ได้มาปฏิบัติภารกิจ ที่จังหวัดสงขลา โดยภารกิจหลักคือการมาร่วมพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียน ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์คนร้ายเข้าไปทำร้ายอาจารย์และนักเรียน ที่โรงเรียนในจังหวัดสงขลาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 

ต้องขอบพระคุณที่ทุกท่านได้ติดตามร่วมคณะมา เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้วายชนม์ ขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่คอยเป็นธุระในการดูแล เยียวยาครอบครัวที่อยู่ในภาวะเศร้าโศกเสียใจและได้ดำเนินการประสานงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือต่างๆ ได้บังเกิดขึ้นกับครอบครัว ซึ่งทางสำนักนายกรัฐมนตรีโดยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาให้เงินเยียวยาครอบครัวอย่างด่วนแล้ว  

ขณะที่ทางกระทรวงศึกษาธิการจะให้การดูแลครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกทั้งสองคนให้ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรี และยังให้มีโอกาสได้รับตำแหน่งในหน้าที่ราชการ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องถือว่าเราให้การดูแล แม้จะเทียบไม่ได้กับความสูญเสีย หรือเป็นอีกครั้งที่ตนรู้สึกเสียใจ ถ้าเทียบกับตอนที่ไปร่วมงานในลักษณะนี้กับทางพี่น้องทหาร ที่ศูนย์เสียชีวิตที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เราก็ต้องพยายาม ที่จะวางแผนทุกอย่าง ดำเนินการทุกอย่างเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น 

วันนี้ตนมาติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้สร้างความเศร้าใจต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง เพราะ เกิดขึ้นในโรงเรียน ซึ่งโดยธรรมชาติ ที่นี่คือสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ตนต้องขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดจนครอบครัวด้วย เรื่องนี้ขอให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันทบทวนมาตรการ ด้านความปลอดภัย ทั้งในสถานศึกษาชุมชน และพื้นที่สาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก การสร้างสังคมที่ปลอดภัยถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงรัฐบาล การทำงานอย่างบูรณาการและการมีส่วนร่วมของชุมชนจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความสงบเรียบร้อยความมั่นคงในระยะยาว 

สิ่งที่สำคัญต้องขอกำชับ ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ให้เร่งติดตามดำเนินคดีอย่างเต็มที่ และต้องขยายผลถึงต้นตอ ทราบมาว่ามีเรื่องยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุ ขณะเดียวกันต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการดำเนินการเชิงรุก ก่อให้เกิดมีการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ขอให้กระทรวงมหาดไทยร่วมมือกับทางกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดทำมาตรการรักษาความปลอดภัย โรงเรียนทั่วประเทศทั้งประเมินความเสี่ยงการซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การจัดระบบเฝ้าระวังและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียนชุมชนและฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้สามารถป้องกันและตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที การซ้อมแผนสำคัญ เพราะตอนมีเหตุที่ภาคอีสานจุดชายแดน โรงเรียนจะสำคัญมากในการซ้อมหลบภัย ให้นักเรียนตื่นตัว หากต่างคนต่างวิ่งก็จะเป็นอันตรายได้ จึงฝากให้ทางกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการรวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ดำเนินการยกระดับความปลอดภัยด้วย เรามีผู้ว่าฯในฐานะ ผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการป้องกันปราบปรามยาเสพติดจังหวัด ขอให้มีการบูรณาการทุกภาคส่วนควบคู่กับการรณรงค์ สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนเริ่มค้นหาผู้ใช้ผู้เสพผู้ติดยา และนำเข้าสู่กระบวนการ บำบัด รักษา ฟื้นฟูปราบปราม ผู้ค้ายาเสพติดทุกระดับอย่างเด็ดขาด ลดวงจรการแพร่ระบาดในหมู่บ้านและชุมชน รวมถึงการควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวดและจริงจัง ซึ่งก็คงต้องยาวไปอีกระยะ เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุเช่นนี้อยู่ หากการต่อสู้ระหว่างคนร้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พี่น้องประชาชนยังคงพอรับได้แต่นี่เป็นการนำอาวุธปืนไปทำร้ายประชาชนที่ไม่รู้อีโนอีเน่ ซึ่งเป็นประชาชนที่ไร้ทางสู้

ทั้งสุภาพสตรี ผู้อำนวยการโรงเรียนอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยและเป็นสถานที่ปิดแล้วก็ยังมีเหตุเช่นนี้อยู่ ฉะนั้นตรงนี้มาตรการควบคุมอาวุธปืนทั้งระบบยังคงต้องดำเนินต่อไป ต้องฝากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย ซึ่ง 2 หน่วยนี้เข้าใจดี การจะจัดหามาให้เจ้าหน้าที่ให้พนักงาน หรือเจ้าพนักงานของรัฐไม่ใช่ปัญหา แต่เรื่องที่จะเริ่มปล่อยสมาคมต่างๆ ที่มาบอกจะขอให้มีการเพิ่มนำเข้าอาวุธปืน กระสุนปืน ขอให้ปล่อย ขอให้เปิดร้านปืนเพิ่มขึ้น ตรงนี้เข้าใจเรื่องการทำธุรกิจ แต่ต้องป้องกันเหตุนี้ให้ได้ ซึ่งตนไม่ต้องการให้มีการพกพาอาวุธปืน

“ตั้งแต่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้ามาตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ถือว่าต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งขณะนี้อยากจะเรียนเสนาธิการทหารบก แม่ทัพภาค 4 รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับทราบหรือไม่ สิ่งที่กระทรวงมหาดไทยดำเนินการไปนั้นที่ไม่ต่อใบอนุญาตตั้งแต่ปลายปี 2566 ฉะนั้นวันนี้ใครก็ตามที่ถืออาวุธปืนอยู่ ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงาน ต้องถือว่าเถื่อนหมด เพราะใบอนุญาตใบพกพาเรื่องอาวุธปืนเหล่านี้มีอายุเพียง 1 ปี ต้องต่อทุกปี ซึ่งตั้งแต่ผมมารับผิดชอบกระทรวงมหาดไทย สิ่งเหล่านี้ เราดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 ฉะนั้นปีนี้ 2569 ใครพกปืนตอนนี้ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐถือว่าผิดกฎหมาย เราสามารถดำเนินคดีได้ทันทีในการพกพาอาวุธปืนซึ่งมันก็ผิดอยู่แล้ว แต่อยากกำชับให้ดำเนินมาตรการเชิงรุก ถ้าจะเอาจริงๆเริ่มตั้งแต่จังหวัดสงขลาและ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีเหตุการณ์อยู่เรื่อยๆ ก็จะทำให้ ตระหนักรู้ และดำเนินคดีกับผู้พกพาอาวุธปืนอย่างเด็ดขาด ซึ่งเชื่อว่า จะลดความเสี่ยง ที่จะเกิดเหตุรุนแรง เช่นนี้ได้”นายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนประเด็นความมั่นคงอื่นๆวันนี้ตนและคณะ ขอมารับฟังและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จากแม่มัพภาค 4 และผู้ว่าราชการทั้ง 4 จังหวัด ซึ่งถือว่า เราต้องดำเนินการเรื่องนี้ ให้เต็มที่ และที่ผ่านมาในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุเกิดขึ้นแรงๆคือเผาปั๊มปตท.10 กว่าปั๊มและยังมีเรื่องการลอบวางระเบิด และการดำเนินการก่อเหตุร้าย ก่อความไม่สงบต่างๆสิ่งเหล่านี้คิดว่าทุกครั้งที่ได้รับรายงาน ตนไม่อยากให้การรายงานนั้น อธิบายประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ หรือรายงานเป็นเรื่องปกติ เป็นการส่งสัญลักษณ์ เข้าเทศกาลรอมฎอน เทศกาลถือศีลอด หรือถือบวชอะไรต่างๆ ตรุษจีนปีใหม่ ก็จะมีการออกมาทักทายอย่างนี้ ไม่ได้ เราเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องมีหน้าที่ปราบปราม ให้สิ้นซากเด็ดขาด ซึ่งเชื่อว่าในการทำงานของรัฐบาลร่วมกับทางกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศอ.บต. ตั้งแต่ทำงานร่วมกันมา ประมาณ 4-5 เดือนเห็นชัดความมั่นคง รัฐบาลอยู่ข้างท่านอย่างเต็มที่ สามารถที่จะดำเนินการทุกอย่าง ที่คิดว่าทำแล้ว เกิดความสงบสุขความปลอดภัย กับพี่น้องประชาชนและในพื้นที่ ซึ่งทางรัฐบาลให้การสนับสนุนในทุกๆด้านต้องฝากให้วางกลยุทธ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์ด้านการข่าว ซึ่งตนเข้าใจดีหลายท่านคงทำงานอย่างเต็มที่แล้ว 

“ผมไม่ได้มีข้อสงสัยในความตั้งใจการทำงานหรือการปฏิบัติงานของพวกท่าน แต่ในเรื่องประสิทธิภาพและความครอบคลุม คงต้องขอความร่วมมือให้เน้นอย่างเต็มที่ เพราะตรงนี้ อย่างที่เรียน ผมจะต้องไปตอบในสภาและต่อประชาชน อย่างเช่นวางระเบิดปั๊มเดียวยี่ห้อเดียว 11 เคส ในวันเวลาเดียวกัน รัฐบาลไม่รู้เลยหรือรัฐบาลไม่มีการข่าวเลยหรือ พื้นที่ไม่มีการข่าวเลยหรือซึ่งตรงนี้ต่อให้เราพูดอย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะบอกว่าเราทำอย่างเต็มที่แล้วมีประสิทธิภาพแล้ว อันนี้ลำบาก เพราะเป็นสิ่งที่ต้องอธิบายและบั่นทอนความเชื่อมั่น ระเบิดแต่ละลูกที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มันทำให้ความพยายามของพวกเรา ที่จะทำให้เกิดความสงบ นักลงทุนกำลังจะเข้ามา ดูแล้วเงียบไป 2’3 เดือนมีความสงบเริ่มคิดจะมาลงทุน ซึ่งไม่ใช่มาดู 2 ปีก่อนแล้วค่อยมา ถ้าเขาเห็นว่าพวกเราทำได้ 2-3 เดือนเห็นนิ่งแล้ว ประชาชนเริ่มใช้ชีวิตปกติ เขาก็จะมา แต่ถ้าเกิดเหตุเขาก็จะต้องถอยกลับไป ซึ่งทำให้เกิด ปัญหาต่างๆมากมาย ประชาชนแทนที่จะมีโอกาสเสริมสร้างรายได้ ก็ไม่มีโอกาสนั้นอีก ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้เลย แต่ยังเชื่อมั่นว่าในศักยภาพของหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เรามีกอ.รมน.ภาค 4 ซึ่งบูรณาการทุกหน่วยงานได้รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งตนไม่ได้เอา คนที่เกิดจังหวัดน่านหรืออุบลราชธานีมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ละท่านดูก็รู้แล้ว พูดออกมาคำเดียวก็รู้แล้วว่าอยู่แถวนี้ ไม่ได้มาจากที่ไหน ฉะนั้นตรงนี้จะต้องใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในการบูรณาการให้เกิดประสิทธิภาพมากสุดและต้องป้องกันและปราบปรามสกัดกั้นการก่อเหตุความไม่สงบ ส่วนไหนที่เราต้องใช้การดำเนินการทางการฑูตหรือ เรื่องการใช้ การดำเนินการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็สามารถที่จะแจ้งรัฐบาลมาได้ ทุกวันนี้ท่านก็รบไป เราก็พูดไป ต้องไปทั้งสองขา โมเดลนี้จากอีสานมาใต้ จากใจ้มาอีสาน มีเจบีซี จีบีซี อาร์บีซี เหมือนกันหมด ฉะนั้นตรงนี้เราคงต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่

วันนี้เรามีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้อยู่แล้ว และผู้ที่เป็นตัวแทนฝ่ายความมั่นคงที่อยู่ในคณะกรรมการชุดต่างๆ มีความเข้าใจอย่างดี รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินการของพวกท่านอย่างเต็มที่ จึงฝากเรื่องนี้ โดยต้องบอกแม่ทัพภาคที่ 4 สถานที่นี้มีการประกาศ กฎอัยการศึกหรือภาวะฉุกเฉิน โดยแม่ทัพภาค 4 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ อย่างไรก็ตามที่พูดมาทั้งหมดเชื่อมั่นในตัวพวกท่าน และคิดว่าทำเต็มที่แล้ว แต่ขอให้จากนี้ไปมองว่า เราฟังเสียงประชาชน ถ้าประชาชนบอกว่าเต็มที่ของเราสำหรับเขายังไม่เต็มที่ ก็ต้องเต็มที่ให้เขา เพราะเขาคือผู้ที่ได้รับผลกระทบต่างๆถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้น ยังไงก็ตามต้องขอชื่นชมและให้กำลังใจกำลังพลด้านความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย เรื่องสิทธิสวัสดิการ กำลังใจของกำลังพลผู้ปฏิบัติงานเรื่องความปลอดภัยอะไรต่างๆการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆการดูแลครอบครัวของเจ้าหน้าที่ รัฐบาลพร้อมที่จะให้การดูแลอย่างเต็มที่ แต่ไม่อยากดูแลแบบต้องเสียเงินเป็นล้าน 2 ล้าน 10 ล้านแลกด้วยกับชีวิตมันไม่คุ้ม ฉะนั้นต้องพยายามทำให้เกิดความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพที่ดีด้วย

อย่างไรก็ตามในการประชุมวันนี้ทางเลขา ศอ.บต.ไม่ได้มาด้วย แต่ได้ฝากโน๊ตสั่งงานมา ซึ่งนายกรัฐมนตรี ออกตัวว่าขออ่านโน้ตเลยแล้วกันและคุณค่อยไปฉะกันเอาเอง 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้อ่านโน๊ตดังกล่าวซึ่งมีเนื้อหา ว่า จากการทำงานด้วยกัน ขอฝากให้งานการข่าวมีเอกภาพบูรณาการ มิติด้านความมั่นคงและการพัฒนา ขอให้หน่วยงานการข่าว พลเรือน ทหารตำรวจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สรุปงานข่าวที่สำคัญทันที ให้แม่ทัพภาค 4 และศอ.บต กลั่นกรองและนำเรียนหน่วยเหนือต่อไป พร้อมขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สนับสนุนร่างระเบียบใหม่ เพื่อลดขั้นตอน เพื่อประสิทธิภาพและความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงที่ประชาชนเสียหายและทันสถานการณ์ด้วย จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วย

เสรีภาพทางความคิดไม่มีจริง นักไอที ไขปม QR Code บัตรเลือกตั้ง แฉโดนคุกคาม

เสรีภาพทางความคิดไม่มีจริง นักไอที ไขปม QR Code บัตรเลือกตั้ง แฉโดนคุกคาม

เสรีภาพทางความคิดไม่มีจริง นักไอที ไขปม QR Code บัตรเลือกตั้ง แฉโดนคุกคาม

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.32 น.

หลังจากที่ นาย ปฐม อินทโรดม ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและดิจิทัลแถวหน้าของไทย โพสต์แสดงความคิดเห็นเรื่อง QR Code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไปเมื่อ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จนกลายเป็นที่ถกเถียงราวกับไฟลามทุ่งบนโลกออนไลน์กันไปก่อนหน้านั้น

ปฐม อินทโรดม
ปฐม อินทโรดม

กระทั่งในวันเวลาเดียวกัน 9arm หรือ นายอาร์ม ครีเอเตอร์สายไอทีและวิศวกรซอฟต์แวร์ชาวไทยชื่อดังแชร์ข่าวจากสื่อแห่งหนึ่งโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม X วิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่ นาย ปฐม อินทโรดม กล่าวถึงไปนั้น จนทำเอาคณะรถทัวร์หันหัวไปลงที่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีคนนี้กันเป็นจำนวนมาก

9arm

และล่าสุดวันนี้ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายปฐม อินทโรดม โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่วันนั้นเจ้าตัวได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกับกรณีนี้ไป ว่า “เมื่อเช้าผมเพิ่งรู้ว่า นายอาร์ม ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลที่ผมเองก็ติดตามผลงานมาตลอด ให้เกียรติกล่าวถึงผมในประเด็นบาร์โค้ดกับบัตรเลือกตั้ง ความรู้สึกแรกคือดีใจนะครับ เพราะคนที่เรานับถือเอ่ยถึงเรา แต่ในความดีใจนั้นก็มีความกังวลปนอยู่เงียบ ๆ ในเรื่อง กกต. กับบัตรเลือกตั้ง ขอย้ำว่าผมไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ได้จบปริญญาเอก และไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อใดแม้แต่สื่อเดียว เรื่องทั้งหมดมีเกิดจากโพสต์เดียวในเพจของตัวเอง ที่เขียนไว้ชัดเจนว่า “เรามีสิทธิ์ตั้งข้อสังเกต แต่ขออย่าด่วนสรุป” เท่านั้นจริง ๆ

หลังจากนั้น เมื่อเสียงของเอิร์ธ Thanarat Kuawattanaphan เริ่มดังขึ้น ผมก็รู้สึกว่าเขามีมุมที่น่าสนใจกว่า และควรได้พื้นที่มากกว่า เมื่อมีนักข่าวติดต่อมาขอสัมภาษณ์ ผมจึงโยนไปให้เขาทั้งหมด ทั้งที่บางเรื่องความเห็นเราอาจไม่ตรงกัน แต่ผมเชื่อว่าความหลากหลายของมุมมองคือประโยชน์ของสังคม และประชาชนควรได้ข้อมูลหลายด้านเพื่อไปตัดสินด้วยตัวเอง

เอิร์ธก็น่ารักมาก เขาเล่าให้ฟังเสมอว่าสัมภาษณ์แล้วเป็นอย่างไร ผมเองก็ถอยออกมาอยู่เงียบ ๆ คิดว่าเรื่องคงเดินไปตามกระบวนการของมัน แต่สองสามวันที่ผ่านมา โทรศัพท์ผมดังแทบไม่หยุด Inbox และ Comments มาเต็มทั้งคำตำหนิ คำด่าที่ลามไปถึงพ่อแม่ คำหยาบคาย ไปจนถึงคำสั่งให้ “เลิกเขียน” เพราะไม่มีใครศรัทธาแล้ว บางประโยคแรงจนผมนั่งเงียบไปพักใหญ่ ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะงงว่าเราเดินมาถึงจุดนี้ตั้งแต่เมื่อไร

เรามาถึงยุคที่การตั้งข้อสังเกตอย่างสุภาพ กลายเป็นความผิดหรือครับ? เรื่อง กกต. เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ เพราะมันเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และความเชื่อมั่นของเรา มันจึงซับซ้อนมาก เพราะมีทั้งการเมือง กฎหมาย และความไว้วางใจปะปนอยู่ในเรื่องเดียว เมื่อสามสิ่งนี้มารวมกัน มันจึงไม่แปลกที่ผู้คนจะอิน จะโกรธ จะกลัว หรือจะปกป้องความเชื่อของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ผมยิ่งรู้ตัวดีว่าเรื่องกฎหมายผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ผมไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าใครผิดหรือใครถูก หน้าที่นั้นเป็นของคนที่มีตำแหน่งและความรับผิดชอบโดยตรง สิ่งเดียวที่ผมเชื่อมาตลอด คือสังคมที่แข็งแรงต้องเปิดพื้นที่ให้คำถาม ไม่ใช่เพื่อล้มใคร แต่เพื่อทำให้ระบบดีขึ้น การตั้งคำถามไม่ควรเท่ากับการกล่าวหา และการเห็นต่างไม่ควรเท่ากับการเป็นศัตรู

ถ้าการตั้งข้อสังเกตด้วยความระมัดระวัง ยังทำให้ใครบางคนเจ็บปวดหรือโกรธ ผมก็คงต้องกลับมาทบทวนตัวเองเช่นกัน ว่าเราอาจประเมินแรงกระเพื่อมของคำพูดต่ำไป นี่จึงน่าจะเป็นโพสต์สุดท้ายของผมในเรื่อง กกต. และบาร์โค้ด หลังจากนี้ผมขอเงียบ ยอมรับตรง ๆ ว่าตัวเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และปล่อยให้คนที่มีหน้าที่ตามกฎหมายทำหน้าที่ของเขาไป แต่ก่อนจะเงียบ ผมอยากฝากไว้สั้น ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งเรากลัวคำถามมากกว่ากลัวความผิดพลาด ถ้าวันหนึ่งเราด่วนตัดสินคน มากกว่าด่วนตรวจสอบข้อมูลสังคมอาจไม่ได้อ่อนแอเพราะใครคนใดคนหนึ่ง แต่อ่อนแอเพราะเราหยุดฟังกันเอง ผมยังเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ต้องการสิ่งเดียวกัน คือประเทศที่โปร่งใส เป็นธรรม และน่าเชื่อถือ เพียงแต่เราอาจใช้วิธีปกป้องสิ่งนั้นต่างกันและบางที สิ่งที่เราต้องปกป้องมากที่สุด อาจไม่ใช่ความเห็นของเรา แต่คือพื้นที่ที่เราจะยังคุยกันได้ แม้คิดไม่เหมือนกัน”

ปฐม

ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นทันทีที่โพสต์ของ  นาย ปฐม อินทโรดม เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ เช่น

“ขอยืนยันว่าพี่ปฐมเป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใครครับ ให้กำลังใจพี่ครับ”

“ให้กำลังใจครับ การทำงานและให้ความเห็นเป็นสุจริตตามวิชาชีพที่เรามีความรู้ความสามารถ เป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไปครับ ตราบใดที่เราตรงไปตรงมา ไม่ต้องกลัวกับเสียงครหาหรือเสียงวิพากย์วิจารณ์ใด ๆ ครับ ขอให้เข้มแข็งครับ”

“เป็นกำลังใจให้ครับพี่”

“การตั้งคำถามหรือแม้แต่ข้อสงสัยเป็นเรื่องที่ดี และจำเป็นในการพัฒนา แต่ถ้ามันขยับขึ้นเป็นข้อกล่าวหา อันนี้จะกลายเป็นตัวสร้างปัญหา ไม่ได้หมายถึงคุณนะครับ เพราะปมไม่ได้อ่านที่คุณเคยเขียน ผมพูดโดยรวม เพราะเห็นว่าเรื่องนี้มันไปไกลว่าการตั้งคำถามมากแล้ว”

“ต้องยอมรับครับว่า คนในสังคมยุคนี้ ไม่เหมือนยุคที่เราโตมา โดยจะยอมรับความเห็นต่าง สามารถมองต่างมุมกันได้แม้จะมีผลประโยชน์ที่ขัดกันก็ตาม แต่คนในยุคนี้ ถูกปลุกปั่นได้ง่ายและถูกทำให้เห็นมุมมองแค่ขาวกับดำ (ไม่มีเทา) จนทำให้เกิดกระแสที่ใครเห็นต่าง คือมีความผิด ไม่สามารถมองเป็นแง่มุมอื่นได้ ผมเอาใจช่วยครับ เพราะสังคมสมัยนี้ คนที่จะอยู่ตรงกลางไม่เลือกข้างก็อยู่ยากครับ ขอให้มีกำลังใจในการทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไปครับ “

ปฐม
ปฐม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom, X@castby9arm

อย่าข้ามขั้นตอน! อนุทิน ตอบแล้ว ปมคุย นฤมล แค่ทำความเข้าใจ ลั่นรอ กกต. รับรอง สส. ก่อน

อย่าข้ามขั้นตอน! อนุทิน ตอบแล้ว ปมคุย นฤมล แค่ทำความเข้าใจ ลั่นรอ กกต. รับรอง สส. ก่อน

อย่าข้ามขั้นตอน! อนุทิน ตอบแล้ว ปมคุย นฤมล แค่ทำความเข้าใจ ลั่นรอ กกต. รับรอง สส. ก่อน

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.45 น.

“อนุทิน” แจงคุยนฤมล ทำความเข้าใจ ย้ำรอ กกต. รับรอง สส. ก่อน ฟอร์มรัฐบาลเป็นขั้นตอนสุดท้าย ชี้เพิ่งผ่านมา 9 วัน ทุกอย่างตามไทม์ไลน์ ไม่เร่ง-ไม่ล่าช้า

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงภาพการพูดคุยกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรมว่า เป็นการพูดทำความเข้าใจถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ จึงต้องรอให้ทุกอย่างมีความชัดเจนและเรียบร้อยเสียก่อน

“ผมเคยบอกไปแล้วว่า ทุกอย่างมีขั้นตอน อย่าไปทำอะไรข้ามขั้นตอน วันนี้เราทราบผลคร่าวๆ แล้วว่าพรรคใดมีจำนวน สส. เท่าใด แต่เราจะรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อน เราไม่เร่ง และไม่มีใครไล่เราออกจากรัฐบาลในเวลานี้” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้กระบวนการต่าง ๆ เป็นไปตามลำดับ โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรอง สส. ก่อน จากนั้นจึงเปิดประชุมสภาเพื่อให้สมาชิกมารายงานตัว เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลถือเป็นลำดับสุดท้าย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดคุยดังกล่าวเป็นการอธิบายให้นางนฤมลเข้าใจใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ใช่”

เมื่อถามว่า เป็นการพูดคุยถึงพรรคกล้าธรรมด้วยใช่หรือไม่ แล้วมีการพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าธรรมแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็เป็นไปอย่างที่ผมได้บอก เพื่อไม่ให้เกิดข้อเคลือบแคลงสงสัย ตนจะยังไม่พูดถึงเรื่องดังกล่าวจนกว่าจะมีการรับรอง สส. มีการรายงานตัวในที่ประชุมสภา เลือกประธานสภา และเลือกนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยเสียก่อน

“ขั้นตอนการฟอร์มรัฐบาลเป็นลำดับสุดท้าย ขณะนี้ยังไม่มีการรับรอง สส. เลย ขอให้ กกต. รับรองให้เรียบร้อยก่อน ทุกอย่างยังเป็นไปตามไทม์ไลน์ ไม่ได้มีส่วนใดล่าช้า เพราะกฎหมายกำหนดให้ กกต. รับรอง สส. ภายใน 60 วัน ขณะนี้เพิ่งผ่านมาเพียง 9 วันเท่านั้น” นายอนุทิน กล่าว

นายกฯ อนุทิน เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ ผอ.ศศิพัชร สดุดีวีรกรรมสละชีพเพื่อศิษย์-ครู

นายกฯ อนุทิน เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ ผอ.ศศิพัชร สดุดีวีรกรรมสละชีพเพื่อศิษย์-ครู

นายกฯ อนุทิน เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ ผอ.ศศิพัชร สดุดีวีรกรรมสละชีพเพื่อศิษย์-ครู

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.16 น.

“รมว.นฤมล” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” ห่วงใยบุคลากร ศธ. ให้เกียรติเป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ “ผอ.ศศิพัชร” ชู ความกล้าหาญเป็นแบบอย่างครูทั่วประเทศ สดุดีหัวใจเสียสละยืนหยัดปกป้องลูกศิษย์

วันที่ 17 กุมภาพันธื 2569 เวลา 15.30 น. ที่วัดยูงทอง ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์บุกยิงภายในโรงเรียน โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการ ครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอาลัยอย่างเนืองแน่น

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี เพื่อให้กำลังใจครอบครัวผู้ล่วงลับ รวมถึงคณะครูและนักเรียนในพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ พร้อมสั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และมอบเงินเยียวยาจากสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้ล่วงลับ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ จะดูแลครอบครัวของท่านผู้อำนวยการอย่างเต็มที่ ทั้งด้านสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย และการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามความเหมาะสม พร้อมกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามดูแลสภาพจิตใจของครูและนักเรียนอย่างใกล้ชิด

“การสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความสูญเสียของครอบครัว แต่เป็นความสูญเสียของวงการศึกษาไทยทั้งประเทศ เพราะผู้อำนวยการศศิพัชรเป็นผู้บริหารที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ครูอย่างแท้จริง ทำงานด้วยความทุ่มเท เสียสละ และยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องนักเรียนและครูในความดูแลอย่างถึงที่สุด ดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว และขอชื่นชมในความกล้าหาญและความเสียสละที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมเกียรติข้าราชการครู การกระทำของท่านจะเป็นแบบอย่างแก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูทั่วประเทศ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว