ดร.สุวิทย์ เปิดเหตุผล! ทำไม รมว.อว. ต้องเป็น ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’

ดร.สุวิทย์ เปิดเหตุผล! ทำไม รมว.อว. ต้องเป็น ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’

ดร.สุวิทย์ เปิดเหตุผล! ทำไม รมว.อว. ต้องเป็น ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.31 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมต้องยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ?

ผู้นำที่ประเทศไทยต้องการ เพื่อขับเคลื่อน Fourth Human Evolution ผ่านกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

มนุษยชาติกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากยุคเกษตรกรรม สู่อุตสาหกรรม สู่ดิจิทัล และวันนี้สู่ Fourth Human Evolution — ยุคที่ Technosphere ไม่ได้เป็นเพียง “เครื่องมือ” แต่กลายเป็น “โครงสร้างอำนาจ” ที่กำหนดเศรษฐกิจ สังคม และแม้แต่ความหมายของความเป็นมนุษย์ AI, Neurotechnology, Bioengineering, Quantum Computing และ Data Infrastructure กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และสมดุลอำนาจของรัฐและตลาดอย่างเป็นระบบ คำถามของประเทศไทยจึงไม่ใช่ว่า จะใช้เทคโนโลยีอย่างไร แต่คือจะออกแบบ Technosphere ของตนเองอย่างไร เพื่อรักษาอธิปไตยและความสมดุลทางอารยธรรม ในบริบทนี้ กระทรวง อว. จึงไม่ใช่ “กระทรวงงบวิจัย” หากคือ Strategic Core ของประเทศ

I. อว. คือคานงัดเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ

ภายใต้กรอบ Four Civilizational Layers (อ่านรายละเอียดในบทความที่โพสต์ก่อนหน้า) กระทรวง อว. ทำหน้าที่กำกับ Technosphere ซึ่งเป็นระนาบที่เติบโตเร็วและส่งผลลึกที่สุดต่อประเทศ
Technosphere วันนี้กำหนด
 • โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล
 • ขีดความสามารถการแข่งขัน
 • ความมั่นคงไซเบอร์
 • ระบบข้อมูลข่าวสาร
 • สมดุลอำนาจในสังคม
หากไร้ผู้นำที่มองเห็นภาพระบบ Technosphere จะเติบโตแบบไร้ทิศทาง และปะทะกับ Biosphere, Sociosphere และ Ecosphere อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

II. เหตุผลที่ ศ. ยศชนัน เหมาะสม

1) Systems Thinker มากกว่า Administrator
ในฐานะอดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ศ. ยศชนัน กำกับยุทธศาสตร์วิจัยทั้งระบบ ครอบคลุมคุณภาพ มาตรฐานสากล การจัดสรรทุน ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ และการเชื่อมงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม
ประเทศวันนี้ต้องการ Policy Integrator ที่เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง
 • AI กับแรงงาน
 • งานวิจัยกับเศรษฐกิจจริง
 • มหาวิทยาลัยกับความมั่นคง
 • เทคโนโลยีกับคุณธรรม
ในยุคเปลี่ยนอารยธรรม เราต้องการ Integrator มากกว่า Bureaucrat

2) Tech Literacy เชิงสถาปัตยกรรม
การกำกับ AI และ Deep Tech ต้องการความเข้าใจเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงเชิงนโยบายผิวเผิน
พื้นฐานด้าน Brain Engineering และ Neurotechnology — ที่เชื่อม Brain–Computer Interface, Neuro-modulation และ AI — ทำให้เห็นชัดว่าเทคโนโลยีกำลังแตะ “แก่นของความเป็นมนุษย์”
รัฐมนตรี อว. ต้องสามารถ
 • สนทนากับนักวิจัยขั้นสูงได้
 • เข้าใจ Data Ecosystem
 • มองเห็นผลกระทบของ Algorithmic Governance
ความรู้เชิงสถาปัตยกรรมนี้คือเงื่อนไขขั้นต่ำของผู้นำ Technosphere

3) Moral Framing ของเทคโนโลยี
ประเทศไทยไม่ควรสุดโต่งระหว่าง Laissez-faire แบบ Silicon Valley กับ Authoritarian Tech Model
เราต้องการ Tech-Moral Path — เส้นทางที่ยอมรับพลังของเทคโนโลยี ควบคู่กับหลักคิดทางจริยธรรม
ผู้นำที่เข้าใจว่า AI ไม่ใช่แค่ Productivity Tool แต่คือโครงสร้างอำนาจ ย่อมเหมาะสมจะวางกรอบ Tech-Moral Discipline ให้ประเทศ

III. Strategic Agenda ที่ต้องมีผู้ “In Charge”
หากไทยจะขับเคลื่อน Fourth Human Evolution ในแบบของตนเอง รัฐมนตรี อว. ต้องทำหน้าที่เป็น Chief Architect of Thailand’s Tech-Moral Civilization
วาระเร่งด่วน ได้แก่

 1. จัดทำ Thailand Tech-Moral Framework
 2. วาง AI Oversight Architecture
 3. ปรับ KPI มหาวิทยาลัยจาก paper-based เป็น impact-based
 4. จัดสรรงบวิจัยตาม Four Civilizational Layers
 5. สร้าง Human Augmentation Economy แทน AI Displacement Economy
วาระเหล่านี้ไม่ใช่ Incremental Reform แต่คือการ Re-architect ระบบทั้งโครงสร้าง
IV. หน้าต่างโอกาสของประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญสามความเสี่ยงใหญ่
 • พึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติสูง
 • มหาวิทยาลัยไม่เชื่อมเศรษฐกิจจริง
 • การกำกับ AI ล่าช้า

หาก อว. ทำหน้าที่เพียง Funding Agency ประเทศอาจสูญหายไปอีกหนึ่งทศวรรษ แต่หากมองกระทรวงนี้เป็น Strategic Lever ไทยสามารถ Repositioning ตนเองเป็น Tech-Moral Hub ของ ASEAN
V. Beyond Minister — Toward Civilizational Leadership
รัฐมนตรีทั่วไปบริหารงบประมาณ แต่รัฐมนตรีในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่ออารยธรรม ต้องบริหาร “ทิศทางของระบบ”
บทบาทของ ศ. ยศชนัน จึงไม่ควรถูกจำกัดที่ตำแหน่งบริหาร หากควรถูกยกระดับเป็นผู้ออกแบบสมดุล Technosphere ให้สอดประสานกับ
 • Biosphere (ความมั่นคงพื้นฐาน)
 • Sociosphere (ความเป็นธรรม)
 • Ecosphere (ความยั่งยืน)
เพื่อวางรากฐานอารยธรรมเทคโนโลยีที่มีหลักการและยั่งยืน

บทสรุป

ในศตวรรษที่อธิปไตยไม่ได้วัดจากกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่จากความสามารถในการกำกับ AI และ Deep Tech ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คือ Chief Architect ของ Technosphere ไทย คำถามจึงไม่ใช่ “ใครบริหารได้” แต่คือ “ใครออกแบบอนาคตเป็น” หาก ศ. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้รับความไว้วางใจ นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล หากคือโอกาสในการ Reset ทิศทาง Technosphere ของชาติอย่างเป็นรูปธรรม

สมาคมนักข่าว จี้ กกต. ทบทวนฟ้องช่างภาพ SPACEBAR

สมาคมนักข่าว จี้ กกต. ทบทวนฟ้องช่างภาพ SPACEBAR

สมาคมนักข่าว จี้ กกต. ทบทวนฟ้องช่างภาพ SPACEBAR

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.00 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอแสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อช่างภาพที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนของ SPACEBAR จากกรณีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถูกกล่าวหาว่าพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้ใช้สิทธิ เหตุเกิดระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

สมาคมฯ ตระหนักและเคารพต่อหลักเกณฑ์ของ กกต. รวมถึงหลักการรักษาความลับในการลงคะแนนเสียงอันเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน โดยต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการกระทำที่เป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง กับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพเพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง

สมาคมฯ เห็นว่าการดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา ที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น ความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งมีบทลงโทษสูง หากมิได้พิจารณาเจตนาและบริบทของการทำหน้าที่อย่างรอบด้าน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน และก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการรายงานข่าวสารสาธารณะ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

เสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และรายงานข่าวต่อสาธารณะ เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล การบังคับใช้กฎหมายที่กระทบต่อการทำหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด และต้องไม่ถูกใช้ในลักษณะที่อาจตีความได้ว่าเป็นการจำกัดหรือกดทับการทำหน้าที่ของสื่อ

สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงเจตนาสุจริตของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ตามหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนควบคู่กันไป สมาคมฯหวังว่า กกต.จะพิจารณาทบทวนการฟ้องร้องดำเนินคดีกับช่างภาพสื่อด้วยความรอบคอบโดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน
 

ปชป.ออกแถลงการณ์ จี้ กกต.หยุดฟ้องประชาชน ชี้เป็นสิทธิตามกฎหมาย ส่อปิดปากสาธารณะ

ปชป.ออกแถลงการณ์ จี้ กกต.หยุดฟ้องประชาชน ชี้เป็นสิทธิตามกฎหมาย ส่อปิดปากสาธารณะ

ปชป.ออกแถลงการณ์ จี้ กกต.หยุดฟ้องประชาชน ชี้เป็นสิทธิตามกฎหมาย ส่อปิดปากสาธารณะ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.50 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาธิปัตย์ ออก แถลงการณ์ เรื่อง ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทบทวนท่าที และการดำเนินการต่อการตรวจสอบการจัดการการเลือกตั้ง

จากข่าวที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบอำนาจให้รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง  เข้าแจ้งความกองปราบปราบ ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันตรวจสอบ กรณีข้อสงสัยเรื่องบาร์โค้ด
บนบัตรเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้นพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวของ กกต. อย่างยิ่ง 

เนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีความผิดพลาดบกพร่องและข้อสงสัยในการดำเนินการเกิดขึ้นหลายประการ ทั้งกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่มีการชี้แจงที่สับสนกลับไปกลับมาจนบานปลายกลายเป็นปัญหาข้อกฎหมายและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีการยื่นร้องต่อศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำเรื่องสู่ศาลรัฐธรรมนูญ  กรณีบัตรเขย่ง กรณีเอกสารสำคัญในหน่วยเลือกตั้งถูกนำไปทิ้งอย่างมีข้อสงสัย กรณีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งฉีกบัตรไปกาบัตรเอง กรณีการรวมคะแนนไม่ตรงกับการขีดคะแนนบนป้ายคะแนน กรณีการขีดคะแนนบนป้ายบันทึกคะแนนที่ดูน่าสงสัย ฯลฯ ในทุกกรณีกลับมีการชี้แจงที่ไม่ชัดเจน อีกทั้งเมื่อมีการขอให้เปิดเผยข้อมูลที่สังคมสงสัย กลับมีท่าทีปฏิเสธ ไม่ตอบรับ สร้างความกังขาในความสุจริต เที่ยงธรรม ของการเลือกตั้งต่อสังคมในวงกว้าง 

ดังนั้น การที่บุคคลต่าง ๆ ต้องการตรวจสอบกรณีที่ตนมีความสงสัย โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ที่ไม่เป็นการขัดขวางรบกวนการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ย่อมเป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ  การตอบโต้การดำเนินการตรวจสอบใด ๆ ด้วยการฟ้องบุคคลที่ตรวจสอบ จึงเสมือนเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ส่อนัยของการฟ้องเพื่อปิดปากสาธารณะ ซึ่งขัดหลักความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยที่สุจริตอย่างยิ่ง

อีกทั้งข้อหาที่ฟ้องดำเนินคดีมีความรุนแรง ทั้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ขัดขวางการเลือกตั้ง เปิดเผยข้อมูล นำเข้าข้อความอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ ดูจะขัดแย้งกับภาพข่าวที่ปรากฎต่อสาธารณะที่เห็นว่าการตรวจสอบดังกล่าวเป็นการกระทำที่เปิดเผย โดยไม่ได้มีการคุกคามหรือขัดขวางการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่ประการใด

พรรค ฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. หยุดดำเนินการในลักษณะดังกล่าว และใช้การชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อยืนยันความโปร่งใสในการดำเนินการ และดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีขององค์กรที่มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยต่อไป
 

เพจดัง ฟาด นักการเมือง 2 ส อย่าหวงเก้าอี้ เปิดทางคนรุ่นใหม่ทำงานแทนหน้าเดิม

เพจดัง ฟาด นักการเมือง 2 ส อย่าหวงเก้าอี้ เปิดทางคนรุ่นใหม่ทำงานแทนหน้าเดิม

เพจดัง ฟาด นักการเมือง 2 ส อย่าหวงเก้าอี้ เปิดทางคนรุ่นใหม่ทำงานแทนหน้าเดิม

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.25 น.

กลายเป็นโพสต์ร้อนแรงที่ชาวเน็ตแห่แชร์และคอมเมนต์กันสนั่นเมือง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา หลังจากเฟซบุ๊ก Kanok Ratwongsakul Fan Page ได้โพสต์ภาพข้อความฟาดแรงถึงนักการเมืองระดับบิ๊ก 2 ส. เกี่ยวกับกระแสการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ โดยข้อความในภาพระบุไว้อย่างเผ็ดร้อนว่า “คุณ 2 ส.พอเถอะ โดยเฉพาะ ส.ที่ คุยว่าจะได้ สส.200 ไม่อายหรือ วะ นายกฯตีกลับให้เอาคนรุ่น ใหม่มาน่ะดีแล้ว ภท.ก็ใช้คนรุ่น ใหม่เช่นกัน เพื่อไทยก็มีอยู่แล้ว คุณมึงช่วยนั่งนอนอยู่บ้านเถอะ!”

Kanok Ratwongsakul

หลังจากโพสต์ของ เฟซบุ๊ก Kanok Ratwongsakul Fan Page เผยแพร่ออกไป บรรดาชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือด เช่น

“มันน่าจะเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถรอบด้านที่สุดในภพนี้แล้วล่ะ อยู่มาทุกกระทรวงละ”

“จิตยังไม่นิ่งค่ะ (ยังไงก็นอนไม่ลง)”

“ถ้าคุมเพื่อไทย จะแค่อิดออดนิดหน่อย แล้วรับข้อเสนอ เพราะนี่คือโอกาสเอาคนมีฝีมือมาทำงาน อนาคตคะแนนได้มากกว่าเดิมแน่นอน”

“ไม่เบื่อตัวเองบ้างรึไงเป็นมันทุกยุคทุกสมัย ถ้าไม่เบื่อตัวเองก็จงรู้ไว้หน่อยว่า ปชช.เขาเบื่อหน้า 2ส.นี่สุดล่ะ”

“เปิดคอร์สสอนการเข้าเป็น รมต.ทุกสมัยต้องทำอย่างไรได้เลยนะ อมตะนิรันกาลโคตรๆ”

Kanok Ratwongsakul
Kanok Ratwongsakul

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Kanok Ratwongsakul Fan Page

สมชัย เย้ย กกต. เมาหมัด แจ้งจับผิดคน ท้าพิสูจน์เวลาปรากฏตัว

สมชัย เย้ย กกต. เมาหมัด แจ้งจับผิดคน ท้าพิสูจน์เวลาปรากฏตัว

สมชัย เย้ย กกต. เมาหมัด แจ้งจับผิดคน ท้าพิสูจน์เวลาปรากฏตัว

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.53 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เริ่มต้นแจ้งข้อกล่าวหาก็เมาหมัด

คุณ กกต. แจ้งข้อกล่าวหาผมว่า ไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ที่ คันนายาว ในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

ใครตามเฟซผม ก็จะรู้ว่าวันอาทิตย์นั้น ผมและเพื่อน ๆ กว่า 10 คน ไปขี่จักรยานท่องเที่ยวกันที่เกาะเกร็ด จ. นนทบุรี ตั้งแต่เช้า ถึง เย็น แถมยังบ่นว่า แดดมันร้อน

ไหน ๆ ฟ้องแล้ว ช่วยระบุเวลาหน่อยว่า ตอนไหน กี่โมง ที่เห็นผมไปปรากฏตัวที่ หน่วยเลือกตั้งดังกล่าว

ทั้งรองเลขา ทั้ง ผอ.กกต. กทม. ผมก็เห็นตัวท่านอยู่ที่นั่นในข่าวทีวี ถ้าผมไปจริงแล้ว ไม่ไหว้ ไม่ทักทายเลย ดูขาดมารยาทต่ออดีตผู้บังคับบัญชานะครับ

ท่านรู้ใช่ไหมว่า แจ้งความเท็จนั้นผิดกฎหมาย ต้องรับโทษทางอาญา ตาม ม. 137 และยังผิด ม.157 ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประพฤติมิชอบด้วย

ชัยวุฒิ เจษฎ์ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ อย่ามัวเล่นเก้าอี้ดนตรี คิดแต่ประโยชน์ของประชาชน

ชัยวุฒิ เจษฎ์ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ อย่ามัวเล่นเก้าอี้ดนตรี คิดแต่ประโยชน์ของประชาชน

ชัยวุฒิ เจษฎ์ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ อย่ามัวเล่นเก้าอี้ดนตรี คิดแต่ประโยชน์ของประชาชน

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.52 น.

เมื่อเวลา 07.00 น. นาย ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมด้วย นาย เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอบคุณคะแนนเสียงที่พ่อค้าแม่ค้า และชาวอำเภอปักธงชัย มอบให้กับทีมพรรครักชาติในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยนายชัยวุฒิ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ว่า จากที่ได้ติดตามข่าวการจัดตั้งรัฐบาล ต้องใช้คำว่า “มันจบแล้วครับพี่” วันนี้รัฐบาล 300 เสียง เดินหน้าแบ่งกระทรวง แบ่งตำแหน่งกันแล้ว 

“ขอฝากไปถึงคนจัดตั้งรัฐบาล ว่าการจัดตั้งรัฐบาลควรคิดถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่คิดถึงเรื่องเก้าอี้ดนตรี แบ่งตำแหน่งกัน แย่งชามข้าวกัน คิดถึงแต่ประโยชน์ของนักการเมืองแต่ละกลุ่ม มันไม่ได้ เราต้องจัดรัฐมนตรี จัดรัฐบาลโดยคำนึงถึงพี่น้องประชาชนให้ได้ประโยชน์มากที่สุดเพราะประชาชนฝากความหวังไว้มากกับพรรคภูมิใจไทย เห็นได้จากคะแนนที่เลือกเข้ามา ได้ สส. มากถึง 190 กว่าคน ซึ่งเสียงสะท้อนจากประชาชน ความหวังต้องไม่ใช่แค่ลมปาก อยากให้ความหวัง เปลี่ยนเป็นความจริง หวังอยากให้บ้านเมืองดีขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงไปในททางที่ดีขึ้น มีนโยบายดี ๆ มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ประเทศชาติเดินหน้าได้ และประชาชนอยู่ดีกินดี เปลี่ยนความหวังของประชาชนให้เป็นความจริงให้ได้” นายชัยวุฒิ กล่าว

พรรครักชาติ

หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวว่า โฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี อย่ามัวแต่แบ่งกลุ่ม แบ่งผลประโยชน์ ต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ ประชาชนเชื่อมั่น ไว้วางใจให้มาทำงาน และที่สำคัญทำงานต้องตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้

ส่วนบรรยากาศการขอบคุณคะแนนเสียงของทีมพรรครักชาติ เป็นไปอย่างชื่นมื่น ได้รับการต้อนรับที่ดี และอบอุ่นเหมือนครั้งที่ทีมพรรครักชาติ มาขอคะแนนเสียง ซึ่งในวันนี้ทีมพรรครักชาติกลับมาอีกครั้ง เพื่อกล่าวคำขอบคุณ ซึ่งประชาชนหลายคนบอกว่า ไม่คิดว่าจะกลับมาขอบคุณด้วยตัวเอง และต่างชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่า พรรครักชาติ มีแต่คนหน้าตาดีเหมือนเดิม หล่อและสดใส พร้อมระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า สนับสนุนและเลือกทีมพรรครักชาติแน่นอน เนื่องจากประทับใจในความเป็นกันเอง และการไม่ทอดทิ้งพื้นที่ ขอให้ทีมพรรครักชาติ ทุกคนสู้ต่อไป เป็นกำลังใจให้ คนรุ่นใหม่ ทำเพื่ออนาคตของสังคมไทย วันนี้ได้เห็นนักการเมืองรุ่นใหม่ วัยรุ่น ก็ดีใจ ประเทศยังมีความหวังหลุดพ้นจากวงจร การเมืองแบบเดิม ๆ 

พรรครักชาติ

ทั้งนี้ระหว่างการเดินทักทาย ขอบคุณ ประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามาสะท้อนปัญหาสำคัญที่อยากฝากให้พรรคการเมือง ช่วยเป็นกระบอกเสียง ส่งต่อไปยังรัฐบาล หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี 2 ประเด็นหลัก คือ เรื่องฝุ่น PM 2.5 ในขณะนี้ ที่ส่งกระทบต่อสุขภาพ และการใช้ชีวิตประจำวันของชาวบ้าน รวมถึงเรื่องความปลอดภัยทางถนน ซึ่งถนนหลายจุดในพื้นที่อำเภอปักธงชัย และเส้นทางนครราชสีมา ชำรุด เสี่ยงอันตราย จนเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก อยากให้มีการเร่งซ่อมแซมและปรับปรุ่งโดยเร็ว

พรรครักชาติ

ดีเดย์ 1 มี.ค. นี้ โฉมใหม่แบบ ภ.พ.30 เพิ่มความชัดเจนการยื่น VAT

ดีเดย์ 1 มี.ค. นี้ โฉมใหม่แบบ ภ.พ.30  เพิ่มความชัดเจนการยื่น VAT

ดีเดย์ 1 มี.ค. นี้ โฉมใหม่แบบ ภ.พ.30 เพิ่มความชัดเจนการยื่น VAT

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.39 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาว ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมสรรพากร ออกประกาศปรับปรุงแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบ ภ.พ.30 และใบแนบ ภ.พ.30 โดยจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกฯ กล่าวว่า การปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลการยื่นแบบมีความครบถ้วน ถูกต้อง และรองรับการดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ประเด็นสำคัญที่เปลี่ยนแปลง

1) เพิ่มรายละเอียดข้อมูลที่อยู่ เพื่อให้ข้อมูลผู้ประกอบการมีความชัดเจนและครบถ้วนมากขึ้น

2) เพิ่มรายการในการคำนวณภาษีกรณียื่นเพิ่มเติม รองรับกรณีมีการแก้ไขหรือยื่นแบบเพิ่มเติมในภายหลัง ให้สามารถแสดงรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น

3) รองรับการยื่นแบบเป็นรายรายการ เพิ่มความสะดวกในการปรับปรุงหรือแก้ไขข้อมูลเฉพาะส่วน โดยไม่กระทบรายการอื่น

4) คืนภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์เป็นช่องทางหลัก อำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอคืนภาษี และช่วยให้การโอนเงินรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

5) ปรับปรุงใบแนบ ภ.พ.30 กรณียื่นเพิ่มเติม เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วน และรองรับการตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงแบบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบภาษีให้ทันสมัย สอดคล้องกับการทำธุรกรรมทางดิจิทัล และเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากร

“รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบภาษีให้มีความโปร่งใส ทันสมัย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษี ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดเก็บรายได้ของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

‘ฟ้องปิดปาก’ วาทกรรมคนหัวหมอ ใครทำลายหลักการ’ลงคะแนนโดยลับ’ ?

'ฟ้องปิดปาก' วาทกรรมคนหัวหมอ ใครทำลายหลักการ'ลงคะแนนโดยลับ' ?

‘ฟ้องปิดปาก’ วาทกรรมคนหัวหมอ ใครทำลายหลักการ’ลงคะแนนโดยลับ’ ?

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.38 น.

ทันทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 ราย จากกรณีถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสบาร์โค้ดและ QR Code ในหน่วยเลือกตั้งเขตคันนายาว คำว่า “ฟ้องปิดปากประชาชน” ก็ถูกยกขึ้นมาเป็นคำอธิบายหลัก

ภาพที่ถูกสร้างคือองค์กรอิสระกำลังใช้กฎหมายสกัดคนตรวจสอบ 

แต่คำถามที่ต้องตอบให้ชัดคือ การใช้กระบวนการยุติธรรมของ กกต. ครั้งนี้ แตกต่างจากการใช้กระบวนการเดียวกันของฝ่ายการเมืองอย่างไร

หากการฟ้องของพรรคการเมืองต่อ กกต. เป็นสิทธิ การฟ้องของ กกต. เมื่อเห็นว่ามีการก้าวล่วงกฎหมาย ก็ควรถูกวัดในมาตรฐานเดียวกัน มิใช่ถูกตีความล่วงหน้าเพียงเพราะผู้ฟ้องเป็นใคร

ตรรกะ “ฟ้องปิดปากประชาชน” จึงไม่ควรถูกยอมรับโดยอัตโนมัติ หากมันตั้งอยู่บนฐานที่ให้กฎหมายทำงานได้เพียงทางเดียว

ผู้ถูกแจ้งความประกอบด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และบล็อกเชน

นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย เจ้าของเพจ M.I.B Marketing In Black นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสื่อ Spacebar

บุคคลเหล่านี้ไม่ไร้เดียงสา หลายคนมีความรู้ทางกฎหมาย เทคโนโลยี และกระบวนการเลือกตั้งโดยตรง เข้าใจระบบ เข้าใจข้อจำกัด และเข้าใจเส้นที่กฎหมายวางไว้

ตามคำร้องทุกข์ กลุ่มดังกล่าวได้ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตร พร้อมบันทึกบาร์โค้ดและ QR Code เพื่อนำไปวิเคราะห์ว่า สามารถเชื่อมโยงข้อมูลย้อนกลับไปยังผู้ใช้สิทธิได้หรือไม่ ทั้งในบัตรแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ 

การกระทำนี้ข้ามพ้นการตั้งคำถามเชิงหลักการ ไปสู่การตัดสินใจลงมือทดสอบระบบจากข้อมูลจริงในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อความสงบเรียบร้อย

หลักความลับของการลงคะแนนเสียงถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจน เพื่อป้องกันมิให้ใครสามารถสืบค้นย้อนหลังได้ว่าประชาชนเลือกใคร

หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีกลุ่มที่เชื่อว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะอาจเปิดช่องให้ติดตามตัวผู้ลงคะแนนได้ แต่จนถึงขณะนี้ ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา และยังไม่มีคำวินิจฉัยว่าระบบดังกล่าวทำลายความลับได้จริงหรือไม่

ทว่าในขณะที่ข้อพิพาทยังไม่ถูกพิสูจน์ กลับเกิดพฤติการณ์ถ่ายภาพต้นขั้วและนำรหัสไปวิเคราะห์เพื่อทดสอบการเชื่อมโยงข้อมูล 

ความย้อนแย้งที่น่าพิศวงคือ ปากบอกว่าเกรงว่าระบบจะเปิดเผยความลับ แต่พวกเขากลับลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองบอกว่ากลัวเสียเอง ด้วยการเข้าไปงัดแงะพยายามเปิดเผยความลับนั้นออกมาในทางปฏิบัติ

พฤติกรรม “หัวหมอ” เช่นนี้ ทำให้หลักความลับที่อ้างว่าอยากปกป้อง ตกอยู่ในความเสี่ยงจริงจากการกระทำของกลุ่มผู้ตรวจสอบเอง ไม่ใช่จากตัวระบบเพียงอย่างเดียว

ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชน ยื่นร้องกล่าวหา กกต. ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การฟ้อง กกต. ถูกอธิบายว่าเป็นสิทธิที่ทำได้ตามกฎหมาย

ทว่าเมื่อ กกต. ใช้กฎหมายตอบกลับ ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากเห็นว่ามีการละเมิดกติกาในหน่วยเลือกตั้ง กระบวนการเดียวกันกลับถูกเรียกว่า “ฟ้องปิดปากประชาชน”

หากการฟ้องของฝ่ายหนึ่งคือสิทธิ แต่อีกฝ่ายคือการปิดปาก ตรรกะนี้กำลังตั้งมาตรฐานคนละชุดกับกฎหมายฉบับเดียวกัน เป็นการใช้ตรรกะแบบสองมาตรฐานที่พยายามทำให้กฎหมายคุ้มครองเฉพาะฝ่ายตนเองเท่านั้น

คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องบาร์โค้ดหรือ QR Code แต่คือคำถามว่ากฎหมายใช้ได้กับทุกฝ่ายหรือไม่

หากหลักความลับตามรัฐธรรมนูญมีน้ำหนัก การรักษาหลักนั้นต้องเกิดขึ้นทั้งในคำพูดและในการกระทำ การอ้างว่าระบบอาจทำลายความลับประชาชน แต่กลับส่งคนเข้าไปทดสอบเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเอง คือพฤติการณ์ที่สวนทางกับหลักการที่ยกขึ้นมาบังหน้า

วาทกรรม “ฟ้องปิดปากประชาชน” จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้น้ำหนัก ทันทีที่ความจริงปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องไม่ได้ถูกรังแก แต่กำลังถูกตรวจสอบจากการกระทำที่ย้อนแย้ง พฤติการณ์คือการลงมือทำลายหลักความลับเสียเอง ในขณะที่ป่าวประกาศว่ากลัวหลักการนั้นจะหายไป

ตรรกะที่ยืนได้ ต้องยืนได้ทั้งสองทาง ไม่ใช่ยืนได้เฉพาะข้างที่ตนเองได้รับผลประโยชน์ทางการเมือง.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

แฮ็กข้อมูลบัตรเลือกตั้งใครผิด ? เพจดังป้อง กกต. ถ้าไม่ฟ้องโดน 157

แฮ็กข้อมูลบัตรเลือกตั้งใครผิด ? เพจดังป้อง กกต. ถ้าไม่ฟ้องโดน 157

แฮ็กข้อมูลบัตรเลือกตั้งใครผิด ? เพจดังป้อง กกต. ถ้าไม่ฟ้องโดน 157

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.00 น.

วานนี้ (26 ก.พ. 2569) กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล เมื่อเพจดังอย่าง Rockman WR ได้ออกมาโพสต์วิเคราะห์เจาะลึกกรณีดราม่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่กำลังเป็นข้อถกเถียงเรื่องความลับในการลงคะแนน โดยระบุข้อความระบุว่า:

“โอเค ถ้าเรามีสมมติฐานว่า ในทางปฏิบัติ มันสามารถสืบย้อนไปหาผู้กาได้จริงๆ แต่ในการทำสิ่งนั้น

1. มันยาก ไม่ใช่ใคร ชาวบ้านที่ไหนก็ทำได้ ต้องตั้งใจทำ(ผิดกฎหมาย) ต้องมีทีมงาน อุปกรณ์ มีโปรแกรม มีความรู้เทคนิค ก็คือต้องรับจ้างมานั่นแหละ ซึ่งแฮ็คเกอร์ก็อาจจะมองว่ามันง่าย

2. ในการสืบค้น มันต้องใช้ของ 3 อย่างที่แยกกันอยู่ และการไปเอาของสามอย่างนี้ แต่ละอย่างคุณอาจต้องทำผิดกฎหมาย รวมถึงการเอามารวมกันก็ผิดกฎหมาย ที่มีโทษรุนแรงถึงจำคุก

บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพจาก AI

คำถามง่าย ๆ ก็คือ คนปกติ ประชาชนผู้เคารพกฎหมาย (law abiding citizens) และวิญญูชนผู้รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่ใช่อาชญากร จะอยากกระทำไหมครับ ? คงไม่มีใครอยากจะมาแฮคข้อมูลหน่วยงานรัฐเล่นสนุก ๆ โดยไม่มีแรงจูงใจ คือถ้ามันส่องแล้วเห็นข้อมูลเลยว่าใครกาอะไร ผมจะช่วยด่า กกต.ด้วย แต่นี่มันเข้าข่ายตั้งใจแฮคข้อมูลแล้ว ถ้ามีคนมาแฮคระบบบริษัทคุณ ใครผิด คุณ หรือแฮคเกอร์? คือถ้าทำได้ แต่ต้องทำเฉพาะเมื่อศาลสั่งให้ทำได้ มันก็เหมือนกับที่อังกฤษเลยจริงไหม แล้วมันก็เปิดเผยเฉพาะในศาล ไม่สามารถเปิดเผยเป็นสาธารณะได้ ก็ยังถือว่าเป็นความ “ลับ” ต่อสาธารณะอยู่ดี นี่ยังไม่รวมหลักการการออกแบบสากลที่ต้องเปิดช่องให้สืบย้อนได้เพื่อเจตนารมณ์การสอบสวนการทุจริต ถ้าศาลมองแง่นี้ 6 คนนี้ก็เกมเลย ซึ่งถ้า กกต.ไม่ฟ้อง กกต.ก็จะโดนฟ้อง 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ดี ก็พี่เล่นใหญ่ ประกาศให้คนเค้ารู้ไปทั่วและทำข่าวกันซะขนาดนี้”

บัตรเลือกตั้ง

หลังจากโพสต์นี้เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด เช่น

“การควบคุมด้วยขั้นตอนการเก็บรักษาที่แยกเก็บอย่างชัดเจน และมาีมาตรการทางกฎหมายที่ควบคุมการเข้าถึงในทุกๆขั้นตอนนั้น สำหรับมาตรฐานของผมก็ถือว่าเป็นระบบที่รักษา”ความลับ”อย่างชัดเจนและรัดกุมด้วยระบบอยู่แล้วนะครับ”

“การเลือกตั้งมันลับแน่นอน เพราะคุณคนเดียวที่รู้ แล้วหย่อนบัตรเองด้วย ใครไปทำให้ไม่ลับ ก็คือ โจร คนป่วน คนทำผิดกฎหมาย เหมือนกันเอากล้องไปแอบถ่ายว่าใครกาอะไร กกตผิดหรือคนติดกล้องผิด เหมือนกัน คนที่มันมาแฮคระบบ ก็คือโจรโจรผิดหรือบาร์โค้ดผิด ถ้าไม่ถูกจูงจมูกได้ ก็คงคิดเองได้ครับ”

“เรื่องแบบนี้ ผมก็คิดได้ แต่คนที่ทำนี่โง่บัดซบ”

“เป็นถึง​ด๊อกเตอร์​ ก็ไม่น่าจะพูดอะไรมาแบบนี้”

“แล้วที่งงคือ บาร์โค้ดมีแต่บัตรชมพู ส่วนบัตรเขียว ส.ส เขต ก็มีแต่ QR ซึ่งสืบย้อนกลับไม่ได้ด้วยอย่างที่พวกคุณเองก็ยอมรับ แล้วมาตั้งทฤษฎีคนซื้อเสียงจะไปสืบค้นหาคนกาให้ตัวเองหรือ คือ เวลาเขาซื้อเสียง เขาซื้อ ส.ส เขต กันนะ คนซื้อเสียงเขาจะมาซื้อเสียง ส.ส บัญชีรายชื่อบัตรชมพูทำไมก่อนในทางปฏิบัติจริง มีแต่ทฤษฎีมโนมั่วไปหมดจนตัวเองทำผิดกฏหมายซะเองคนพวกนี้”

บัตรเลือกตั้ง
บัตรเลือกตั้ง

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Rockman WR

เทพไท ชี้ทางสว่าง นายใหญ่ ยกโมเดล ครูใหญ่ ถอยคุมหลังฉาก กำกับเกมเงียบ ลดขัดแย้งสังคม

เทพไท ชี้ทางสว่าง นายใหญ่ ยกโมเดล ครูใหญ่ ถอยคุมหลังฉาก กำกับเกมเงียบ ลดขัดแย้งสังคม

เทพไท ชี้ทางสว่าง นายใหญ่ ยกโมเดล ครูใหญ่ ถอยคุมหลังฉาก กำกับเกมเงียบ ลดขัดแย้งสังคม

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.58 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า  แนะนายใหญ่ เอาอย่างครูใหญ่

ผมได้ทราบข่าวจากกรมราชทัณฑ์ว่า นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม จะได้รับการพักโทษในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เนื่องจากได้ถูกคุมขังในเรือนจำเป็นเวลา2ใน3ของโทษที่ได้รับ คือ1ปี และถูกจำคุกมาแล้วเป็นเวลา8เดือน ถือว่าเข้าเกณฑ์ของการพักโทษ ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์

ผมในฐานะที่เคยเป็นนักการเมืองมาด้วยกัน และผ่านการถูกคุมขังในเรือนจำ จนได้รับสิทธิ์การพักโทษ จากการถูกจำคุก2ใน3เช่นเดียวกับนายทักษิณ รู้สึกยินดีที่นายทักษิณได้รับอิสรภาพ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การพักโทษ ก็ยังดีกว่าถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ และเมื่อวานที่ผ่านมา นางสาวแพทองธาร ชินวัตร กับนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี ได้เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณที่เรือนจำกลางคลองเปรม 
หลังจากเข้าเยี่ยมแล้วได้พบกับผู้สื่อข่าว ซึ่งได้ถามนางสาวแพทองธารว่า “อนาคตทางการเมืองของนายทักษิณ หากได้รับการปล่อยตัวพักโทษแล้ว จะวางมือทางการเมืองเลยหรือไม่” นางสาวแพทองธารตอบว่า “นายทักษิณเข้าไปอยู่ในเรือนจำนานถึง6เดือนแล้ว ก็น่าจะวางมืออย่างแน่นอน ไม่มีไม่วางหรอกค่ะ”

ซึ่งแสดงว่าเป็นความต้องการของนางสาวแพทองธารผู้เป็นลูก ที่เห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้ ไม่เอื้อให้นายทักษิณเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง และควรจะวางทางการเมืองได้แล้ว แต่การที่ทักษิณจะวางมือทางการเมืองหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวนายทักษิณเอง และจะต้องได้รับคำยืนยันจากปากของนายทักษิณเองว่า จะวางมือทางการเมืองจริงหรือไม่ ไม่ใช่ได้ยินจากปากของนางสาวแพทองธาร ซึ่งมีเจตนาให้นายทักษิณวางมือ ถ้านายทักษิณวางมือทางการเมืองจริง ก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมาสถานการณ์การเมืองที่มีปัญหาอยู่ นายทักษิณก็เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ หรือเป็นส่วนประกอบสำคัญของสถานการณ์ทางการเมือง ถ้านายทักษิณปล่อยวางได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี แต่เกรงว่าคนอย่างนายทักษิณ ซึ่งมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เป็นนักสู้ กลัวจะวางมือไม่ได้ เพราะที่ผ่านมานายทักษิณ ก็เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองของประเทศไทย และปัจจุบันยังเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย และมวลชนเสื้อแดง

ถ้าทักษิณไม่สามารถวางมือทางการเมืองได้จริง ก็ไม่ควรเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเปิดหน้า ควรเป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองคอยอยู่เบื้องหลัง เป็นที่ปรึกษา หรือคอยกำกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นนายใหญ่ ไซึ่งถ้าหากว่าสามารถเปลี่ยนแปลงบทบาทจากผู้นำทางการเมืองมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เช่นเดียวกับกรณีครูผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจ และเป็นผู้วางเกม เป็นผู้บงการการเมืองทั้งหมด ซึ่งจะเห็นว่าคนอยู่เบื้องหลัง จะไม่ตกเป็นเป้าถูกโจมตีการเมืองแต่อย่างใด

การที่ครูใหญ่เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดทางการเมืองของกลุ่มสีน้ำเงิน ถือว่าเป็นการวางตัวหรือวางบทบาทได้อย่างชาญฉลาด ที่ไม่มีใครสามารถโจมตีได้ การอยู่หลังฉากคอยกำกับทุกอย่าง จนประสบความสำเร็จในทุกด้าน ถ้านายใหญ่ต้องการที่จะเดินเกมทางการเมืองให้ประสบความสำเร็จ เหมือนกับครูใหญ่ในปัจจุบัน ก็ควรจะอยู่เบื้องหลังทางการเมืองดีกว่า การเปิดหน้าเคลื่อนไหวทางการเมืองเหมือนอดีตที่ผ่านมา จะตกเป็นเป้าถูกโจมตี และจะสร้างความขัดแย้งในสังคม ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวนายใหญ่ และบรรยากาศทางการเมืองของประเทศด้วย