อดีตผู้พิพากษา เตือน กกต. ใช้ นิติสงคราม ปิดปากผู้ตรวจสอบ กระทบวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่น

อดีตผู้พิพากษา เตือน กกต. ใช้ นิติสงคราม ปิดปากผู้ตรวจสอบ กระทบวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่น

อดีตผู้พิพากษา เตือน กกต. ใช้ นิติสงคราม ปิดปากผู้ตรวจสอบ กระทบวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่น

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.39 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อ “การตรวจสอบ” ถูกมองเป็น “การขัดขวาง”: วิเคราะห์ปมร้อน กกต. แจ้งความกลุ่มพิสูจน์บัตรเลือกตั้ง

จากเหตุการณ์วันที่ 25 ก.พ. 69 ที่ กกต. มอบอำนาจให้แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 คน ที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัส QR code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด อันเป็นความผิดฐานขัดขวางการเลือกตั้ง อั้งยี่ และยุยงปลุกปั่น เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น

ปรากฏว่า สถานที่ทำการ “ถ่ายภาพและถอดรหัส” บัตรเลือกตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กันไว้สำหรับสื่อมวลชน

หากพิจารณาจากบริบทที่เกิดขึ้น “ต่อหน้าสาธารณชน” และ “ในเขตพื้นที่อนุญาต” ข้อสันนิษฐานที่ว่านี่คือการชี้เบาะแส (Whistleblowing) หรือการตรวจสอบ (Auditing) พื่อสะท้อนช่องโหว่ของระบบ ดูจะมีน้ำหนักมากกว่าเจตนาทุจริตแบบแอบซ่อน

วิเคราะห์เจตนา: “ทำเพื่อโกง” หรือ “ทำเพื่อตีแผ่”?

การกระทำที่เปิดเผยและตั้งกล้องในจุดที่เจ้าหน้าที่มองเห็นได้ชัดเจน มักมีนัยสำคัญดังนี้:

Proof of Concept (POC): ต้องการพิสูจน์ว่า “รหัส” บนบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยงกลับไปหาตัวบุคคลได้จริง ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ (Secrecy of the Ballot) หากพิสูจน์ได้ว่าทำได้จริง ปัญหาจึงอยู่ที่ “มาตรฐานของบัตรเลือกตั้ง” ไม่ใช่ “ผู้ที่ออกมาตีแผ่ความจริง”

Public Awareness: การทำในพื้นอนุญาต ในจุดที่เจ้าหน้าที่มองเห็นได้ชัดเจน และต่อหน้าสาธารณะ คือการสร้างความตระหนักรู้ว่า ระบบที่ กกต. ใช้อยู่มีความเสี่ยงต่อการถูกคุกคามหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบว่าใครเลือกใคร (ซึ่งเอื้อต่อการซื้อสิทธิขายเสียง)

“นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ทุจริต” เพราะคงไม่มีใครตั้งกล้องถ่ายการโกงต่อหน้าเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน

ผลเสียที่อาจย้อนกลับมาหา กกต. (The Backlash)

การตัดสินใจใช้กฎหมาย “แจ้งความดำเนินคดี” ในแง่มุมตรงข้าม แทนการ “ชี้แจงเชิงเทคนิค” นับเป็น “นิติสงคราม” ที่รัฐทำกับประชาชน อาจส่งผลเสียต่อ กกต. ในระยะยาว ดังนี้:

1.วิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่น (Erosion of Trust) 
แทนที่สังคมจะมองว่ากลุ่มบุคคลนั้นทำผิด แต่คนจะเริ่มตั้งคำถามกับ กกต. แทนว่า “ทำไมระบบถึงเปราะบางจนถูกถอดรหัสได้ง่ายขนาดนั้น?” การแจ้งความอาจถูกตีความว่าเป็นการ “กลบเกลื่อนความบกพร่อง” ของตัวระบบบัตรเลือกตั้งเอง

2. ภาพลักษณ์การใช้อำนาจปิดปาก (SLAPP Suit) 
หากศาลวินิจฉัยว่ากลุ่มคนดังกล่าวทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ กกต. จะถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อข่มขู่ (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ทำให้ภาคประชาชนไม่กล้าเข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์เลือกตั้งในอนาคต

3. การขยายผลเรื่อง “ความไม่โปร่งใส” 
เมื่อเรื่องถึงชั้นศาล ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ “รหัสบัตร” และ “กระบวนการพิมพ์” จะต้องถูกเปิดเผยเพื่อสู้คดี หากพบว่าบัตรเลือกตั้งมีช่องโหว่ที่เชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้จริง กกต. อาจต้องเผชิญกับการฟ้องร้องให้การเลือกตั้งทั้งหมดเป็น “โมฆะ” เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับ

บทสรุปเชิงวิพากษ์

ในสภาพการณ์เช่นนี้จึงน่าเชื่อว่าเจตนาของกลุ่มบุคคลคือการ “ตรวจสอบ” กกต. จึงควรใช้โอกาสนี้ในการรับฟังและปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง มากกว่าการสร้างความขัดแย้งผ่านกระบวนการยุติธรรม

เพราะในโลกประชาธิปไตย “ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้” คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรอิสระ

ไม่ใช่การใช้ข้อกฎหมายปิดกั้นการตั้งคำถาม ครับ 

หมอเดชา ดึงสติเจ้า คุณ​พิพิธ อย่าล้ำเส้นการเมือง ปมวิจารณ์ กกต. ไม่ใช่กิจของสงฆ์

หมอเดชา ดึงสติเจ้า คุณ​พิพิธ อย่าล้ำเส้นการเมือง ปมวิจารณ์ กกต. ไม่ใช่กิจของสงฆ์

หมอเดชา ดึงสติเจ้า คุณ​พิพิธ อย่าล้ำเส้นการเมือง ปมวิจารณ์ กกต. ไม่ใช่กิจของสงฆ์

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.14 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความกองปราบปราบให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสQR code บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้งทั้งแบบแบ่งเขตและเลือกตั้งบัญชีรายชื่อเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น มีรายงานบุคคลที่ กกต.แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้น มีจำนวน 6 ราย ประกอบไปด้วย

1.นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม

2.นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของDomecloudผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain

3.นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจM.I.B Marketing In Black

4.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร  อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

5.นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน

6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar

โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14

ล่าสุด  นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Deycha Siripatra ระบุว่า ได้เห็​น​ข่าว​ กกต.​แจ้งความเอาผิด​ 6​ ผู้ทำผิด​ พรป.เลือกตั้งฯ​ ก็ไม่ค่อยสนใจมากนัก แม้จะมีอดีต​ กกต.​(คุณ​ สมชัยฯ)​ และ​ โฆษกพรรค​ฯ​ (คุณ​ พริษฐ์ฯ)​ รวมอยู่ด้วยก็ตาม

เพราะถือเป็นเรื่องปกติ​ ที่จะมีการแจ้งความเอาผิดกันไปมา​ หลังการเลือกตั้งฯ​ ทุกครั้ง เนื่องจาก​ กฏหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีมากมาย​ จึงมีโอกาสที่จะเกิดการทำผิดได้ง่าย ดังเช่น​ ก่อนหน้านี้​ ก็มีการแจ้งความเอาผิดกันแล้ว​ หลายราย​ และหลายเหตุการณ์ แต่วันนี้​ มีโพสต์​ กรณี​ กกต.แจ้งความ​ (ฟ้องประชาชน)​ ที่น่าสนใจ​ (ภาพด้านขวาล่าง) เพราะ​ มีผู้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย​ กับ​การแจ้งความของ​ กกต.​ ค่อนข้างรุนแรง เช่น​ ใช้คำว่า… “กกต.อย่านึกว่า​ การเป็นองค์​กรอิสระ​ มันวิเศษ​เป็นเทวดา….” แล้ว​ ลงท้ายด้วยคำเตือน​ (ขู่)​ ว่า…”ถ้า​ ปชช.ลุกฮือฟ้องท่าน… ​ขับไล่ท่าน…ท่านจะอยู่ยาก” คำพูดดังกล่าว​ น่าจะมาจากผู้สนับสนุน​พรรคประชาชน​  เพราะโฆษก​พรรคฯถูกแจ้งความ หรือ​ มาจาก​ ประชาชนกลุ่มที่สนใจการเมืองเป็นพิเศษ​ และเห็นว่า​ กกต.”จัดหนัก” เกินไป

ที่น่าสนใจก็คือ​ ผู้ที่​ “แสดงความเห็น​ (ทางการเมิอง)​ นี้​ กลับเป็น​ พระภิกษุ​ระดับ​ “พระเทพ” เป็นถึง​ “ผู้ช่วยเจ้าอาวาส​วัด​สุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร​” ซึ่งเป็นพระอารามหลวงฯ ท่านเป็นพระภิกษุ​ที่มีชื่อเสียงในการเทศนา/ บรรยายธรรมะ​ มานาน​ ในนาม​ “เจ้าคุณ​พิพิธ” ผมเอง​ เคยได้ฟังคำเทศนา/บรรยายธรรมะของท่านมาบ้าง​ รู้สึก​ว่าท่านมีความรู้แตกฉาน แต่เมื่อพิจารณา​คำพูดของท่าน​ เกี่ยวกับ​ กกต.​ ไม่พบความเกี่ยวข้องกับเรื่องธรรมะเลย

จึง ไม่เข้าใจว่า​ ท่านออกมาแสดงความเห็นอย่างนี้​ เกี่ยวกับเรื่อง​ “การเมือง” หรือไม่เพราะ​ ผู้ที่ถูก​ กกต.แจ้งความเอาผิดครั้งนี้​ มี​นักการเมือง​ (โฆษก​พรรคประชาชน)​ อยู่​ด้วยการที่ท่านแสดงความเห็น​ครั้งนี้​ จึงอาจทำให้มีผู้เข้าใจ​ (ผิด)​ ว่า​ ท่านฝักไฝ่เรื่องการเมืองยิ่งกว่านั้น​ อาจมีผู้เห็นว่า​ กกต.จะฟ้องร้องใคร​ ก็เป็นเรื่องกฏหมาย….เป็นเรื่องทางโลก…..

ดังนั้น… ..จึงอาจมีบางคน​ ออกมาบอกท่านว่า…… เรื่องนี้​  ” ไม่ใช่​ กิจของสงฆ์​ “

นายกฯถกเสธ.ทบ.ปมชายแดน ไม่มีอะไรน่ากังวล ทร.โชว์หลักฐานมัดเขมร

นายกฯถกเสธ.ทบ.ปมชายแดน  ไม่มีอะไรน่ากังวล  ทร.โชว์หลักฐานมัดเขมร

นายกฯถกเสธ.ทบ.ปมชายแดน ไม่มีอะไรน่ากังวล ทร.โชว์หลักฐานมัดเขมร

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯถกเสธ.ทบ.ปมชายแดน ไม่มีอะไรน่ากังวล ทร.โชว์หลักฐานมัดเขมร รุกแดนไทยวางบึ้มสังหาร

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-เขมร ซัดคำแถลง รมต.ตปท.เขมร “ปรัก สุคน” บิดเบือนข้อเท็จจริง ยันหยุดยิงยังมีผล-วางกำลังในเขตอธิปไตยไทย ไม่กระทบสิทธิพลเรือน – ให้เขมรยึดข้อเท็จจริงโลก ขณะที่ทร.นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจหลักฐานทุ่นระเบิดใหม่ที่เขมรลอบเข้ามาวางในเขตไทย ย้ำสถานะผู้ถูกรุกล้ำอธิปไตยชัดเจน แฉเขมรขัดขวางการเก็บกู้ระเบิดของฝ่ายไทยมาตลอด ส่วนนายกฯเผย ‘เสธ.ทบ.’เข้าพบคุยเรื่องชายแดน 4 ด้าน ไม่เฉพาะชายแดนด้านเขมร ยัน ไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ต้องเตรียมความพร้อม

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชาออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของ United Nations Human Rights Council (UNHRC) สมัยที่ 61 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ฝ่ายไทยระบุว่า เนื้อหาบางส่วนไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และอาจทำให้ประชาคมระหว่างประเทศเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.ยืนยันข้อตกลงหยุดยิงยังมีผล ไทยชี้แจงว่า ถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงกันโดยสมัครใจ มีความชัดเจนและมีผลผูกพันในทางปฏิบัติ ไม่ได้มีลักษณะเปราะบางตามที่ถูกกล่าวอ้าง ที่ผ่านมาไทยยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด มุ่งรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ และแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมระบุว่า การกระทำใดๆ ที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่น หรือสร้างความตึงเครียดในเวทีระหว่างประเทศ ไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการสันติภาพ ที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันกำหนดไว้

2.วางกำลังทหารในเขตอธิปไตยไทย กรณีกิจกรรมทางทหารบริเวณชายแดน ไทยยืนยันว่า การวางกำลังและมาตรการรักษาความปลอดภัย ทำภายในเขตอธิปไตยของไทย และเป็นไปตามข้อตกลงร่วมที่ให้ทั้งสองฝ่ายคงกำลังในพื้นที่เดิมหลังหยุดยิง มาตรการด้านความปลอดภัย เช่น ตั้งเครื่องกีดขวางชั่วคราว มีเป้าหมายป้องกันการเผชิญหน้า และลดความเสี่ยงต่อกำลังพลและประชาชน ไม่ได้มุ่งจำกัดสิทธิมนุษยชนของผู้ใด

ส่วนตัวเลขผู้พลัดถิ่นที่ถูกกล่าวอ้างนั้น ไทยเห็นว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยย้ำว่ากิจกรรมทางทหารของไทยจำกัดเฉพาะเป้าหมายทางทหาร ตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนสูงสุด สำหรับชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ชายแดน ไทยระบุว่าดำเนินการตามหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้แก้ปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

3. ขอให้ยึดข้อเท็จจริงในเวทีโลก ไทยเห็นว่า การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อนต่อเวทีระหว่างประเทศ อาจกระทบต่อบรรยากาศความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ จึงขอให้ทุกฝ่ายยึดถือข้อเท็จจริง ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และใช้กลไกทวิภาคีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง และสันติภาพในภูมิภาค

ด้านพล.ร.ต.ปารัช รัตน ไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์) เวลา 09.00 น. กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) มอบให้หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร.) ต้อนรับคณะผู้สังเกตการณ์จากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (AOT) ที่มาเข้าร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีตรวจพบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ในพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด อยู่ภายในอธิปไตยของประเทศไทย

การดำเนินการครั้งนี้ มีขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ทหารเรือ ตรวจพบการลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและระเบิดแสวงเครื่องจากฝ่ายกัมพูชา รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยลึกประมาณ 500 เมตร กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยชัดเจน โดยนปท.ทร. ได้ตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอนทางเทคนิคและมาตรฐานสากล ทั้งรวบรวมเอกสาร วัตถุพยาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบพิกัดกริด ทางทหาร และพิสูจน์ชนิดวัตถุระเบิดภาคสนาม รวมทั้งพบเอกสารทางทหารที่สำคัญ ได้แก่ คู่มือการสอนการใช้ทุ่นระเบิด แผนผังสนามทุ่นระเบิด และเอกสารคำสั่งปฏิบัติการที่ระบุพิกัดและช่วงเวลาดำเนินการในเขตแดนไทย ซึ่งหลักฐานทั้งหมดผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทั้งการแปลเอกสาร การวิเคราะห์พิกัดระบบ UTM และการตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด ซึ่งผลการตรวจสอบยืนยันว่า พิกัดในเอกสารสอดคล้องกับพื้นที่ตรวจพบจริง และลักษณะการวางทุ่นระเบิดมีรูปแบบเป็นระบบ อยู่ในสภาพใหม่ จึงยืนยันได้ว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ มิใช่ทุ่นระเบิดตกค้างจากสถานการณ์สู้รบในอดีต

นอกจากนี้ จากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังพบการขัดขวางจากฝ่ายทหารกัมพูชาหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้พื้นที่ตามแนวชายแดนยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยพฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนความพยายามใช้การวางทุ่นระเบิดเป็นเครื่องมือสร้างสภาพพื้นที่ไม่ปลอดภัย เพื่อชะลอกระบวนการปักปันเขตแดน ที่ทั้งสองฝ่ายมีกรอบความร่วมมือร่วมกัน

กองทัพเรือนำคณะผู้สังเกตการณ์เข้าเยี่ยมชมศูนย์ราชการุณย์ของ สภากาชาดไทย ที่บ้านเขาล้าน อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อสะท้อนบทบาทด้านมนุษยธรรมของประเทศไทย ที่ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาหลายแสนคนช่วงสถานการณ์ความไม่สงบในอดีต แสดงถึงแนวทางการดำเนินนโยบายที่ยึดหลักมนุษยธรรมและสันติวิธีมาต่อเนื่อง

โฆษกกองทัพเรือกล่าวย้ำว่า ประเทศไทยเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากการรุกล้ำอธิปไตยและภัยคุกคามจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในครั้งนี้ จึงได้เปิดพื้นที่ให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวาที่ว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ตลอดจนการดำเนินการตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และการรักษาความมั่นคงชายแดนอย่างมีความรับผิดชอบ

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลเวลา 8. 50 น ขณะเดียวกันมีรายงานว่าพลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบกได้เข้าพบนายกฯก่อนเดินทางออกจากทำเนียบฯเวลา 10.30 น. คาดว่าน่าจะเป็นการรายงานสถานการณ์ความมั่นคงโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา และเมียนมา รวมไปถึงการดำเนินการด้านการข่าว ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงเดือนรอมฎอน

ต่อมานายกฯให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบกเข้าพบช่วงเช้าว่า มาถามธุระนิดหน่อย และความพร้อมเรื่องชายแดนทั้งหมด ไม่เฉพาะกัมพูชา แต่ชายแดนทั้ง 4 ด้านเลย

เมื่อถามว่ามีด้านไหนมีน่ากังวลหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตอนนี้ไม่มี ท่านก็ยืนยันความพร้อม ตนก็ต้องถามว่าเราอยู่ในช่วงที่งบกลางเหลืออยู่นิดเดียว จะมีอะไรที่ไม่คาดฝันหรือไม่ ถ้ามีแล้วจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการเงินในช่วงที่เราเป็นรัฐบาลรักษาการณ์อยู่ เราก็ต้องพร้อมทุกอย่าง

ถามถึงความสามารถจัดซื้อยุทโธปกรณ์จำเป็นเตรียมพร้อมไว้ได้หรือไม่ นายกฯกล่าวยืนยันว่าพร้อม ส่วนไหนพร่อง ท่านก็บอกว่าในงบประมาณปกติกองทัพเขามีอยู่แล้ว ก็เติมทุกอย่างมีความพร้อม

‘หนู’สั่งเช็คคุณสมบัติเข้มข้น กฎเหล็กตั้งรมต. ยึดคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

‘หนู’สั่งเช็คคุณสมบัติเข้มข้น  กฎเหล็กตั้งรมต.  ยึดคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

‘หนู’สั่งเช็คคุณสมบัติเข้มข้น กฎเหล็กตั้งรมต. ยึดคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘หนู’สั่งเช็คคุณสมบัติเข้มข้น กฎเหล็กตั้งรมต. ยึดคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไร้มลทิน-ซื่อสัตย์สุจริต โผครม.ทายาทบ้านใหญ่พรึ่บ สยบข่าวลือตีกลับ3รมต.พท.

“อนุทิน” วางกฎเหล็กหลักเกณฑ์ตั้ง ครม.ใหม่ “รมต.ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ต้องไร้มลทิน ไม่ขัดผลประโยชน์ชาติ ไม่คิดทรยศประพฤติตนขัดแย้งกับสิ่งที่สังคม คาดหวังอย่างชัดเจน หลังศาลรธน.วางบรรทัดฐานผ่านคดี “ภูมิธรรม-ทวี” โผครม.อนุทิน 2/1 “ภท.”เซอร์ไพรส์ ผลัดใบ “รุ่นใหม่ บ้านใหญ่ มีจิตอาสา” ครม.เลือดน้ำเงินแท้ แทรกติดโผ 19 กระทรวง ล้างไพ่โควตาเก้าอี้ 10:1  สะพัด! ตีกลับชื่อรมต.เพื่อไทย ขอคนรุ่นใหม่แทน เปิดตัว “โอกาสใหม่- พปชร.อีก 6 เสียง หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯทำเสียงทะลุ 292 จับตาดีล “9 งูเขียว” หนุน “อนุทิน” ย้ำยังไม่ปิดดีล บอกยังไม่ได้เปิดอะไรเลย ปัดตีตกชื่อ“สุริยะ-สมศักดิ์”นั่งรมต.บอกยังไม่ได้คุย

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรี “อนุทิน 2/1” โดยสัดส่วนโควตาของพรรคภูมิใจไทย นอกจากกลุ่มดรีมทีมเศรษฐกิจและกลุ่มบ้านใหญ่แล้วพบว่าพรรคจะจัดสรรให้กับกลุ่มเลือดแท้ที่ทำงานให้กับพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด เข้าไปสอดแทรกใน 19 กระทรวง สัดส่วนภูมิใจไทย ที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข  กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักนายกรัฐมนตรี

ดัน‘รุ่นใหม่ มีจิตอาสาเลือดน้ำเงินแท้’

ปรากฏมีชื่อของนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล นางสุขสมรวย วันทนียกุล หรือ “เจ๊รวย” สส.อำนาจเจริญ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา ซึ่งถือเป็นการล้างไพ่ สัดส่วนสส. 10 : 1 รัฐมนตรี แต่จะก้าวเข้าสู่บังเหียนฝ่ายบริหาร จากการเป็นกลุ่ม
คนรุ่นใหม่ ทายาทบ้านใหญ่ที่ผลัดใบแล้ว มีจิตอาสาทำงานให้พรรคมีบทบาทตัดสินใจงานในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะแนวคิด และจุดยืนที่ชัดเจนต่อการคัดค้านกาสิโน และถือว่าเป็นเลือดน้ำเงินแท้ที่ไม่เคยทิ้งพรรคภูมิใจไทยไปไหน

โผ‘โสภณ’มาแรงนั่งปธ.สภาฯ

นอกจากนี้ ในส่วนของประธานสภาผู้แทนราษฎร มีแนวโน้ม คือ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ หลายสมัย พรรคภูมิใจไทย ขณะที่ รองประธานสภาฯ มีแคนดิเดต ที่มีความเป็นไปได้สูง 4 คน
อาทิ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง  น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรีหลายสมัย รมช.คมนาคมที่อาจโยกจากฝ่ายบริหาร มารั้งฝ่ายนิติบัญญัติ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ หลายสมัย และ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ  ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า ตำแหน่ง รองประธานสภาคนที่ 1 จะเป็นโควตาของพรรคเพื่อไทย โดยปรากฏชื่อ นายประเสริฐ
จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ ที่คาดว่าจะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากสุ่มเสี่ยงเรื่องคุณสมบัติ มีคดี MOU อยู่

ตีกลับ3ชื่อรมต.พท.ส่งคนรุ่นใหม่

ขณะที่ มีรายงานข่าวว่า หลังพรรคเพื่อไทย (พท.)เปิดชื่อรายรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์,นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง แต่ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย ขอตีกลับ เนื่องจากติด 3 ชื่อหลังและอยากให้พรรคเพื่อไทยส่งคนรุ่นใหม่มาร่วมเป็นรัฐมนตรี

เปิดตัว‘โอกาสใหม่-พปชร.’อีก6เสียง

เวลา11.00น.ที่พรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคฯและนายสุชาติ ชมกลิ่น สส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย พร้อม 5 สส.พรรคพลังประชารัฐ นำโดยน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รวมถึง น.ส.รสรินทร์ ศรัณย์เกตุ สส.อุตรดิตถ์ เขต 2 จากพรรคโอกาสใหม่ ร่วมแถลงข่าว   โดยน.ส.แนน บุณย์ธิดากล่าวว่าวันนี้พรรคภูมิใจไทย ได้รับเกียรติจากพรรคพลังประชารัฐและพรรคโอกาสใหม่ ในการมายืนยันสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้า
พรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี เพิ่มอีก 6 เสียง ทำให้มียอดเสียงสนับสนุน 292 เสียง

โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐได้รับคำเชิญจากผู้ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่เคารพนับถือมานาน ซึ่งได้มีการพูดคุยกัน และพรรคพลังประชารัฐ มีมติสนับสนุนการทำงานของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนเป็นแกนหลัก ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐจึงยินดีสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการทำงานการบริหารประเทศ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐมี
ความมุ่งเน้นนโยบายด้านความมั่นคง และแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ขณะที่ น.ส.รสรินทร์ ศรัณย์เกตุ สส.อุตรดิตถ์ พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ปลาบปลื้มที่พรรคภูมิใจไทยให้เกียรติพรรคโอกาสใหม่ในการให้มาร่วมรัฐบาล คิดว่าเป็นอุดมการณ์เดียวกันไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคร่วมอื่นๆที่จะมาแก้ไขปัญหาดูแลพี่น้องประชาชนให้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นพรรคโอกาสใหม่มีมติสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ โดยที่หัวหน้าพรรคได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยแล้ว

กั๊กตอบ‘ปชป.-กธ.’ยังไม่ถึงเวลา

เมื่อถามว่าจะมีพรรคเล็กมาเพิ่มหรือไม่โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า อย่างที่เคยยืนยันไว้ว่าตัวเลขที่เป็นทางการจะต้องรอการแถลงจากพรรค เมื่อถามว่าขณะนี้บอกชัดเจนได้หรือยังว่าไม่มีพรรคกล้าธรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลา เพราะเบื้องต้นพรรคภูมิใจไทยจะต้องรายงานตัวก่อน และมีการสัมมนาพรรค หลังจากนั้นจึงจะมีการพูดคุยกันอีกที

เมื่อถามว่าการสัมมนาพรรคภูมิใจไทยจะเคาะได้เลยหรือไม่โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า “ให้รอชม”เมื่อถามว่าการรวบรวมเสียงได้ 290 กว่าเสียงขณะนี้พอแล้วหรือยัง โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่าปกติในสภาผู้แทนราษฎรถือเอาเสียงข้างมากเป็นหลักซึ่งไม่ได้มีตัวเลขตายตัวว่าเท่าใดถึงจะพอ

เมื่อถามว่าพรรคเล็กที่รวมกันได้ 30 กว่าเสียงจะมีโควตารัฐมนตรีบ้างหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ต้องรอหัวหน้าพรรคสรุปอีกครั้งหลังการสัมมนาพรรควันที่ 8 มี.ค.

จ่อดึง‘9งูเขียว’หนุน‘หนู’นายกฯ

มีรายงานว่า พรรคภูมิใจไทยจะปิดดีลที่ 292 เสียง แต่จะใช้วิธีที่คุ้นเคย เตรียมดึง สส.มาเป็นกลุ่ม ที่ถูกจับตามองตอนนี้ คือ กลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และนายเดชอิศม์ ขาวทอง ที่สังกัดพรรคกล้าธรรม คือ 1.นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ ว่าที่ สส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 2.นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ ว่าที่ สส.สุพรรณบุรี เขต 3  3.นายสิรภพ สมผล ว่าที่ สส.สกลนคร เขต1 4.นายชาตรี หล้าพรหม ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 2 5.นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 3 6.นายนัยดี วาบา ว่าที่ สส.ปัตตานี เขต 4 7.นายจรัญ จันทร์แก้ว ว่าที่ สส.พัทลุง เขต 3 8.พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ว่าที่ สส.สงขลา เขต 8 9.นายวงศ์ วชิระขาวทอง ว่าที่ สส.สงขลา เขต 5

‘หนู’ลุกหนีปมดึง‘กธ.’-ปัดปิดดีล

เวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางกลับเข้าทำเนียบรัฐบาลหลังจากรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านโปรดแถวศรีย่านโดยได้ลงจากรถ เดินมาที่หน้าห้องพักผู้สื่อข่าว(รังนกกระจอก)พร้อมนั่งทานขนมครกและฝรั่งแช่บ๊วย ที่ซื้อมาโดยนายอนุทินให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)รับรอง ผลแล้วขั้นตอนของรัฐบาลต้องดำเนินการอย่างไรว่ารัฐบาลไม่เกี่ยว ในส่วนของพรรคการเมือง ก็ขอให้สส.ไปรับเอกสารจากนั้นไปรายงานตัวที่สภาผู้แทนราษฎรตามเวลาที่กำหนด

เมื่อถามถึงขั้นตอนการเปิดสภาผู้แทนราษฎรนายกฯกล่าวว่าไม่ทราบ เป็นเรื่องของขั้นตอนของสภาฯที่เขาจะมีการทำเรื่องกราบบังคมทูลฯเสด็จพระราชดําเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องสภาฯรัฐบาลไม่เกี่ยวเมื่อถามว่าถ้านั่งเก้าอี้รมว.กลาโหมเองชอบหรือไม่ นายกฯไม่ตอบคำถามดังกล่าว แต่หยิบขนมครก ขึ้นมากินและบอกว่า“หวานน้อย”

ระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวพยายามถามต่อว่าตกลงแล้ว ไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบหยิบขนมครกเข้าปาก ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากวงสัมภาษณ์สื่อมวลชนทันที เพื่อเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อถามอีกว่าดีลรัฐบาลจะปิดที่ 292 เสียงใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ยังไม่เปิดอะไรเลย จะปิดอะไรล่ะ”

มีความพร้อมตั้งรบ.หลังกกต.รับรอง

เมื่อถามต่อว่าการเปิดสภาตามขั้นตอนเราต้องแจ้งไปทางสภาด้วยหรือไม่ว่า เรามีความพร้อม นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยว อยู่ที่ว่าสส.ไปรายงานตัว ถ้าครบ 95 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเปิดได้ก็เป็นหน้าที่
ของเลขาฯสภา ตนไม่ทราบว่าใครต้องทำเรื่องเรียกประชุม แต่ก่อนหน้านี้ประชุมอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีพระราชพิธีเปิดรัฐสภา ตรงนั้นก็มีขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ยิ่งรัฐบาลรักษาการ ยิ่งไม่เกี่ยวใหญ่เลย

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องดำเนินการรวดเร็วเลยหรือไม่ เพราะกกต.รับรองผลแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างมีขั้นตอน พอรับรองสส.แล้ว จะมีพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา จากนั้นเป็นขั้นเลือกประธาน และเลือกนายกฯ ก่อนจะมาเรื่องจัดตั้งครม. มันมีหลายออปชั่น

เมื่อถามอีกว่านายกฯเคยบอกว่าหลังกกต.รับรอง การจัดตั้งรัฐบาลจะทำอย่างรวดเร็ว นายกฯ กล่าวว่า “มันก็มีความพร้อมอยู่”  เมื่อถามย้ำว่าพร้อมระดับไหนแล้วตอนนี้ นายกฯไม่ตอบคำถาม ก่อนหันมายกแขนเบ่งกล้ามโชว์สื่อมวลชน และเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

‘อนุทิน’ปัดตีกลับชื่อ‘สุริยะ-สมศักดิ์’

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง กระแสข่าวปัดตกรายชื่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทย จากโควตารัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเพราะต้องการให้คนรุ่นใหม่มาร่วมเป็นรัฐมนตรีว่า“ไม่มีเลย”

เมื่อถามว่าส่วน 2 บุคคลที่มีรายชื่อจะมีปัญหาหรือไม่หากมาร่วมรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า “ยังไม่ได้คุยกับพรรคไหนเลย ไม่ว่าจะเรื่องของกระทรวง หรือเรื่องอะไรก็ตาม”

ย้ำคุณสมบัติรมต.ยึดตามศาลรธน.

เมื่อถามว่า การเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจะต้องคำนึงถึงเรื่องคุณสมบัติ หลังศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยในคดีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯและรมว.มหาดไทย และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม กรณีแทรกแซงการเลือกตั้ง สว.ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แม้ทั้งสองคนจะไม่มีความผิดโดยจะต้องยึดแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวางหลักด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบย้ำว่า “แน่นอน”เมื่อถามย้ำว่าคำวินิจฉัยดังกล่าว ทำให้การตรวจสอบคุณสมบัติต้องเข้มข้นกว่า เดิมใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า“เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย”

ภท.โต้ข่าวปิดดีล-ตีกลับรมต.พท.

ด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวชี้แจงกรณีกระแสข่าวจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในส่วนของโควตารัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยได้ถูกตีกลับชื่อรัฐมนตรีขอเป็นคนรุ่นใหม่รวมถึงมีการวางตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วว่า อยู่กระทรวงนั้นกระทรวงนี้ว่า ขอยืนยันว่ายังไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ย้ำจุดยืนว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้จริง ต่อเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ประกาศรับรองผล สส.อย่างเป็นทางการทั้งหมด และสถานการณ์การเมืองนิ่งเสียก่อน ยังไม่มีปิดดีลล่วงหน้า ยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน และกลไกตามกฎหมาย

‘อนุทิน’วางหลักเกณฑ์ตั้งครม.ใหม่เข้ม

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือ อนุทิน 2/1 จะต้อง “เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย”

สำหรับคำว่า “เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย” นายอนุทินจะยึดคำวินิจฉัยคดีนายภูมิธรรม เวชยชัย  อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแทรกแซงการเลือกตั้ง สว. โดยศาลได้มีการวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองไม่สิ้นสุด แต่ได้นำมาเป็นกรอบและหลักการในการแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หน้า 45 เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา

ย้ำต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

โดยศาลรัฐธรรมนูญวางหลักการสำคัญในมาตรา 160 (4) บัญญัติให้รัฐมนตรีต้อง “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” โดยมีสาระสำคัญว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”นั้น คำว่า“ซื่อสัตย์”หมายความว่า ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง ส่วนคำว่า “สุจริต” หมายความว่า ความประพฤติชอบ โดยความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty) นี้ เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (Integrity)

ทั้งนี้ การมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ย่อมหมายความว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมที่บกพร่องจากมาตรฐานหรือ“ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริตหรือพฤติการณ์บิดเบือนเพื่อให้ตนเองได้ไป ซึ่งผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือของบุคคลอื่นโดยมิชอบ แต่ไม่ถึงกับต้องแสดงให้ปรากฏว่าบุคคลนั้นมีความประพฤติดีงามอย่างชัดเจน เพียงไม่ประพฤติตนให้ “ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างชัดเจน” ความประจักษ์ในที่นี้จึงหมายถึง ไม่มีพฤติกรรมที่ปรากฏในทางมิชอบหรือไม่สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ของรัฐมนตรี ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นส่วนรวม

สัมมนาสส.8-9มี.ค.ไม่คุยการเมือง

ด้านนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง การสัมมนาพรรคในวันที่ 8-9 มี.ค.นี้ที่ จ.บุรีรัมย์ว่า ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งก่อนเปิดสมัยประชุม พรรคภูมิใจไทยจะมีการ
สัมมนาทุกครั้งส่วนใหญ่เป็นการละลายพฤติกรรมของสส.ที่ได้รับการเลือกตั้งมา เพื่อให้สส.ได้รู้จักสนิทกัน และรู้บทบาทหน้าที่ รวมถึงการชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน การทำบัญชีค่าใช้จ่ายของกกต.โดยจะเป็นกรณีที่พรรคจะให้ความรู้และให้ทุกคนได้ทำรายละเอียดส่วนนี้  ส่วนประเด็นการเมืองส่วนใหญ่จะไม่มีการพูดคุยกัน

เมื่อถามว่าการประชุมที่บุรีรัมย์จะมีการพูดคุยถึงพรรคการเมืองที่จะร่วมรัฐบาลด้วยในส่วนของพรรคกล้าธรรมเป็นอย่างไรนายณัฏฐ์ชนนยืนยันว่า ไม่มีประเด็นนี้ในกำหนดการพวกเรา ตนเป็น สส. มาสมัยที่ 3 การสัมมนาของพวกเราจะไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเป็นเพียงการละลายพฤติกรรมของสส.เท่านั้นเพราะในวงใหญ่ไม่น่าพูดคุยถึงเรื่องการเมือง เรามอบอำนาจให้กับหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเป็นผู้ดำเนินการ

ยัน‘เนวิน’ไม่มีเอี่ยวร่วมสัมมนา

เมื่อถามถึงการไปสัมมนาพรรคภูมิใจไทยที่จ.บุรีรัมย์ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดอาจจะเข้ามาร่วมด้วยนายณัฏฐ์ชนนกล่าวว่านายเนวิน ไม่ได้มาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว เพราะนายเนวินไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคกิจกรรมเหล่านี้จะมีแค่หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค  เมื่อถามย้ำว่านายเนวินจะไม่ได้มาร่วมงานในงานสัมมนาครั้งนี้ใช่หรือไม่ นายณัฏฐ์ชนน ยืนยันว่าในกำหนดการยังไม่มีนายเนวินมาพบปะยังไร้เงา‘ธรรมนัส’เข้าก.เกษตรฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าสื่อมวลชนจากหลายสำนักยังปักหลักเป็นวันที่ 2 รอ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์จะเข้าปฏิบัติราชการที่กระทรวงวันแรกหลังลาพักผ่อนอาบแสงเหนือ ท่ามกลางประเด็นที่ต้องจับตาคือความชัดเจนว่าจะได้เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ แต่ปรากฏว่าร.อ.ธรรมนัสไม่ได้เดินทางเข้ากระทรวงฯเนื่องจากเพิ่งเดินทางกลับและต้องการที่จะพักผ่อน 1 วัน

ขณะที่ช่วงเวลา 09.12 น. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางเข้ามาที่กระทรวงเกษตรฯและมีรายงานข่าวว่า นายวิณะโรจน์ ได้ประสานงานให้เจ้าหน้าที่กระทรวง เชิญรองอธิบดีจากกรมต่างๆ ทั้ง 7 คน ที่เพิ่งแต่งตั้งใหม่ เดินทางเข้ามายังกระทรวงเกษตรฯเพื่อเข้าพบ ร.อ.ธรรมนัสเพื่อขอบคุณที่ไว้ใจให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รองอธิบดี และคาดว่า จะได้รับฟังนโยบายจากร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ด้วย

จับตาชัดเจนกธ.ร่วมรบ.หรือไม่

ส่วนประเด็นที่จะต้องจับตาในวันนี้ หลังจาก กกต. รับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วน ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มมีความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาล โดยในกระแสข่าว การจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นในเวลานี้ สมการทางการเมือง ไม่มีพรรคกล้าธรรม และโผ ครม. ชุดใหม่ ไม่มีรายชื่อตัวแทนจากพรรคกล้าธรรมแต่อย่างใด

‘อรรถกร’ย้ำกธ.ร่วมรบ.อยู่ที่อนุทิน

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอรรถกร ศิริลัทยากร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 2 พรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังมารับหนังสือรับรองจาก กกต. ส่วนการไปรายงานตัวที่รัฐสภาวันไหน พรรคกล้าธรรมนัด สส.ไปพร้อมกัน 57 คน เราในฐานะ สส.ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนก็มีความพร้อม ที่จะทำงานในระดับพื้นที่และระดับประเทศได้   ส่วนความชัดเจนของพรรคกล้าธรรมจะร่วมรัฐบาลหรือไม่นายอรรถกรกล่าวว่าก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ตนยืนยันมาตลอดว่าตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าเรามีความเชื่อมั่นว่าเรามีศักยภาพ เรามีบุคลากรที่มีความพร้อมและพร้อมทำทุกหน้าที่ที่สามารถขับเคลื่อนให้ไปข้างหน้าไปข้างหน้าได้

ยืนหยัดพร้อมเดินไปด้วยกัน

เมื่อถามว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมได้บอกอะไรกับลูกพรรคเกี่ยวกับดีลร่วมรัฐบาล นายอรรถกร กล่าวว่าทุกคนก็ให้กำลังใจและบอกว่าเราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน แม้ว่าจะมีหลายพรรคการเมืองรุมโจมตีเราก่อนเลือกตั้งซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง แต่เราก็ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ที่เป็นเขตเลือกตั้งก็ 56 เขต ถือว่าเป็นก้าวที่มีความสำคัญ ยืนยันถึงความ พร้อมของพรรคที่จะเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

โยนถาม‘ปธ.ที่ปรึกษา-หน.’ดีล

ส่วนที่ล่าสุดมีโผ ครม.ออกมาไม่มีรายชื่อของพรรคกล้าธรรม นายอรรถกรกล่าวว่า ตนไม่รู้ เพราะทำหน้าที่สมาชิกพรรคส่วนตัว ก็ยังทำหน้าที่รัฐมนตรีและการไปแก้ปัญหาในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนเรื่องการเจรจาเป็นเรื่องของผู้ใหญ่คือประธานที่ปรึกษาพรรค และหัวหน้าพรรค ซึ่งสส. ในพรรคก็รู้ดีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ถ้าพรรคกล้าธรรมต้องเป็นฝ่ายค้าน สามารถทำงานร่วมกับพรรคประชาชนได้หรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่าเราก็มีคาแร็กเตอร์และจุดยืนของเราพอสมควร แต่อย่าเพิ่งคิดเลย เพราะเรายังไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน แต่เรามีจุดยืนของเราอยู่แล้ว อะไรที่คิดว่าเกิดประโยชน์ต่อประเทศเราก็ทำ เราไม่จำเป็นต้องตามใคร

เชื่อไม่มีงูเห่า-ทุกคนมีศักยภาพ

เมื่อถามถึงกระแสข่าวงูเห่าจากพรรคกล้าธรรมที่อาจจะถูกซื้อตัวจากพรรคอื่น นายอรรถกร กล่าวว่า เรายังคงให้กำลังใจกันอยู่ และสมาชิกยังมีการพูดคุยกันระหว่างและหลังการเลือกตั้ง ทุกคนยืนยันว่าจะเดินไปด้วยกัน หากมีงูเห่าก็เกิดจากกระแสข่าวจากสื่อมวลชน ถ้ามีเบาะแสก็ฝากแจ้งมาด้วย

เมื่อถามย้ำว่ามั่นใจแค่ไหนว่าจะไม่มีงูเห่าในพรรค นายอรรถกรย้ำว่าไม่มีและเชื่อว่า สส.อีก 57 คน ก็มีแนวคิดเหมือนอรรถกร เพราะลงเรือลำเดียวกันแล้วแต่เชื่อว่าเราเป็นพรรคที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนเราก็ทำงานได้ ด้วยคาแร็กเตอร์ที่ทำงานถึงลูกถึงคนมาโดยตลอด

โต้มั่นใจ‘กล้าธรรม’ไม่มี‘งูเขียว’

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะสส.เชียงใหม่ เขต 9พรรคกล้าธรรมกล่าวถึงกระแสพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่า ก็อยู่ที่ผู้ใหญ่คุยกันโดยให้หัวหน้าพรรคและประธานที่ปรึกษาพรรค เป็นคนพูดคุย ส่วนที่กกต.ประกาศรับรองสส.เร็วขึ้นก็จะทำให้เกิดความชัดเจนในการร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ วันนี้มารับหนังสือตามขั้นตอนปกติส่วนกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมอาจจะมีงูเห่าสีเขียวหากไม่ได้ร่วมรัฐบาลนายนเรศบอกว่าไม่ทราบ การพูดคุยร่วมรัฐบาลเป็นเรื่องของผู้ใหญ่   เมื่อถามว่าหากมีงูเห่าสีเขียวเกิดขึ้นจริงๆ จะมีผลอย่างไรนายนเรศยืนยันว่าไม่มีและหากพรรคกล้าธรรมและร.อ.ธรรมนัสเป็นฝ่ายค้านก็จะยังอยู่ด้วย

อิ๊งค์โวแหลก ‘แม้ว’เลิกเล่นการเมือง หลังพ้นคุก11พฤษภาฯนี้

อิ๊งค์โวแหลก  ‘แม้ว’เลิกเล่นการเมือง  หลังพ้นคุก11พฤษภาฯนี้

อิ๊งค์โวแหลก ‘แม้ว’เลิกเล่นการเมือง หลังพ้นคุก11พฤษภาฯนี้

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“แพทองธาร” พร้อมสามี และ “ทนายวิญญัติ” เข้าเยี่ยม“ทักษิณ” เผยบิดาเตรียมวางมือทางการเมืองแน่นอนหลังพ้นคุกระบุทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนกฎหมาย คาดเกณฑ์พักโทษปล่อยตัว 11 พ.ค.นี้

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์2569 ที่ เรือนจำกลางคลองเปรม นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊งค์” อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือ “ปอ” สามี และนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว ได้เดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนครอบครัว ซึ่งถือเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 43 ขณะที่นายทักษิณถูกคุมขังมาแล้วเป็นเวลา 5 เดือน 17 วัน ยังมีมวลชนคนเสื้อแดงเดินทางมารวมตัวรอให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

ต่อมา ภายหลังจากที่ทั้งหมดได้ใช้เวลาในการเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ภายในเรือนจำโดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที น.ส.แพทองธาร เปิดเผยกรณีเกณฑ์การพักโทษของนายทักษิณ ว่า ซึ่งตามระเบียบต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ และจะได้รับสิทธิพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของโทษทั้งหมด 1 ปี โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งกรณีของนายทักษิณจะเข้าเกณฑ์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 และสามารถปล่อยตัวได้ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 โดย น.ส.แพทองธาร ระบุสั้น ๆ ว่า “ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน” ส่วนการพูดคุยในวันนี้เป็นการสนทนาเรื่องทั่วไป โดยตนได้เล่าเรื่องทริปท่องเที่ยวที่เพิ่งไปมาให้คุณพ่อฟัง

เมื่อถามถึงการเตรียมกำหนดการรองรับหากได้รับการพักโทษ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เป็นไปตามกระบวนการเมื่อถามถึงอนาคตทางการเมืองของนายทักษิณ หากได้รับการปล่อยตัวแล้วจะวางมือทางการเมืองเลยหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า นายทักษิณเข้าไปอยู่ในเรือนจำมานานถึง 6 เดือนแล้ว ก็น่าจะวางมืออย่างแน่นอน ไม่มีไม่วางหรอกค่ะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 กรมราชทัณฑ์ ออกเอกสารชี้แจง กรณี “การพักการลงโทษของอดีตนายกรัฐมนตรี” ระบุว่า ด้วย นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตามคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีกำหนดกำหนดโทษ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. 2568 จะพันโทษ ในวันที่ 9 ก.ย. 2569

ราชทัณฑ์ ขอเรียนว่า ในส่วนของการพักโทษ หากนักโทษเด็ดขาดรายใดมีคุณสมบัติครบถ้วน ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 (7) และกฎกระทรวง กำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งจะได้รับการลดวันต้องโทษจำคุก หรือการพักการลงโทษ และได้รับการปล่อยตัว ต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564

กล่าวคือ นายทักษิณ จะมีคุณสมบัติครบถ้วนต่อเมื่อต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ และจะได้รับประโยชน์จากการพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ 1 ปี และต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ โดยจะเข้าเกณฑ์การพักการลงโทษ ในวันที่ 10 พ.ค. 2569 และสามารถปล่อยตัวพักการลงโทษได้ในวันถัดไปคือ ในวันที่ 11 พ.ค. 2569

ทั้งนี้ การคำนวณระยะเวลาการเข้าเกณฑ์การพักการลงโทษนั้น กรมราชทัณฑ์ ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 ซึ่งบัญญัติว่า ในการคำนวณระยะเวลาจำคุก ให้นับวันเริ่มจำคุกรวมคำนวณเข้าด้วย และให้นับเป็น 1 วันเต็มโดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนชั่วโมง ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับ 30 วัน เป็น 1 เดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้น ในการคำนวณโทษของ นายทักษิณ 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ 1 ปี (1 ปี = 12 เดือน 5 วัน = 365 วัน) จึงเท่ากับ 8 เดือน 4 วัน หรือ 244 วัน ซึ่งตรงกับ วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 และสามารถปล่อยตัวได้ในวันถัดไป คือ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

สำหรับการจะติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ติดตามตัวกับนายทักษิณหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ

ดังนั้น การพิจารณาพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาดแต่ละราย จึงเป็นการดำเนินการตามกรอบกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ แนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด โดยมิได้เลือกปฏิบัติหรือดำเนินการนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดไว้

‘กกต.’แจ้งข้อหาอั้งยี่/ขัดขวางจนท. ‘ไอติม-สมชัย’อ่วม ฟันก๊วนจับผิดบัตรเลือกตั้ง

‘กกต.’แจ้งข้อหาอั้งยี่/ขัดขวางจนท.  ‘ไอติม-สมชัย’อ่วม  ฟันก๊วนจับผิดบัตรเลือกตั้ง

‘กกต.’แจ้งข้อหาอั้งยี่/ขัดขวางจนท. ‘ไอติม-สมชัย’อ่วม ฟันก๊วนจับผิดบัตรเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘กกต.’แจ้งข้อหาอั้งยี่/ขัดขวางจนท. ‘ไอติม-สมชัย’อ่วม ฟันก๊วนจับผิดบัตรเลือกตั้ง ‘สว.’ยกธงขาวล่าชื่อสอย ปชน.ลุยเอาผิดคดีม.157 สส.ใหม่ทยอยรายงานตัว

เปิด 6 ชื่อเซ่นปมถ่ายภาพถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง กกต.จัดหนักแจ้งดำเนินคดีฐานขัดขวางเลือกตั้ง-อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ “ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ” ไม่รอด ด้าน “สว.” ยกธงขาว สอยกกต.ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งมรณะ อ้างไม่มีช่องก.ม.เล่นงาน  สภาผู้แทนฯอุ่นเครื่องรับรายงานตัวสส.ใหม่วันแรก47คน

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อเช้าวันที่ 26 กุมภาพันธ์ว่า ภายหลังรับหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.แล้ว บรรดาสส.ได้เดินทางมายังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภาเพื่อรายงานตัวตามขั้นตอนของกฎหมาย เป็นสส.ชุดที่ 27 เป็นวันแรก

โดยมีน.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มารายงานเป็นคนแรก และให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตั้งใจมารายงานตัวแต่เช้า เพราะวันนี้ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ จึงเดินทางมารายงานตัวสส.ให้เรียบร้อยก่อน และในช่วงบ่ายต้องพาลูกอายุ 2 เดือนไปรับวัคซีนในตอนบ่ายด้วย ตนตั้งใจทำงานในสภาผู้แทนราษฎร เพราะมีหลายปัญหาในพื้นที่เขต 4 จ.ชัยภูมิ เช่นโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ได้รับการพัฒนามานานกว่า 30 ปี จะเป็นหนึ่งเรื่องที่จะตั้งกระทู้หารือ เพื่อทำให้เกอดประโยชน์แก่พื้นที่

ผลักดันสินค้าเกษตร

ขณะเดียวกันก็จะผลักดันประเด็นสินค้าทางการเกษตรด้วย ซึ่งในจ.ชัยภูมิ ประชาชน 70% มีอาชีพเกษตรกรรม มากกว่างานบริการ หรืออื่นๆ จึงตั้งใจ จะใช้ประสบการณ์การทำงานในกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงดีอี นำความรู้ที่มีในแต่ละกระทรวงมาผลักดันให้ประชาชนมีอาชีพมีรายได้

เมื่อถามว่าบทบาทการทำงานในสภาในฐานะสส.หญิง น.ส.สุชาดา กล่าวว่า ไม่ว่าจะเพศใด ไม่ได้เป็นปัญหาหรืออุปสรรคต่อความตั้งใจในการทำงานขับเคลื่อน โดยตนเองได้ทำงานในกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่อายุ 26 ปี ได้เห็นสัดส่วนการทำงานในสภาของผู้หญิง ที่ผู้หญิงนั่งทำงานแถวหน้าน้อย แต่ปัจจุบันเห็นว่าสส.หญิง ที่สามารถทำงานได้มีมากมาย มีบทบาทในการทำงานขับเคลื่อน ทั้งนี้ น.ส.สุชาดา ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมกับ ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เพียงแต่กล่าวว่า ให้ถามผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย

รายงานตัวต่อเนื่อง

จากนั้น มีสส.จากแต่ละพรรคการเมือง ทยอยเดินทางเข้ามารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย อาทิ นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ สส.นครสวรรค์ นายบรม เอ่งฉ้วน สส.สกลนคร นายจักรกฤษณ์ ทองศรี สส.บุรีรัมย์ นายธนา กิจไพบูลย์ชัย สส.ศรีสะเกษ นายอรรถพล วงษ์ประยูร สส.สระบุรี ขณะที่พรรคเพื่อไทย อาทิ นายรวี เล็กอุทัย สส.อุตรดิตถ์ ซึ่งมารายงานตัวเป็นคนแรกของพรรคเพื่อไทย ตามมาด้วย น.ส.ธัญธารีย์ สันตพันธุ์ สส.อุบลราชธานี นายเชิงชาย ชาลีรินทร์ สส.ชัยภูมิ นายวัชรพล ขาวขำ สส.อุดรธานี นางหทัยรัตน์ เพชรพนมพร สส.อุดรธานี นายวิรัช พิมพ์พะนิตย์ สส.กาฬสินธุ์ เป็นต้น พรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ นายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาฯเปิดให้รายงานตัวเป็นสส.แบบแบ่งเขตทั้ง 396 คน ตั้งแต่วันนี้ (26 ก.พ.) – 27 ก.พ. 69 และระหว่างวันที่ 2-6มี.ค.69 ตั้งแต่เวลา 08.30 น.-16.30น.

ภท.ชุดใหญ่รายงานตัว6มีค.

ขณะที่.นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พร้อมด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ รัฐบาลและนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เดินทางมรับหนังสือรับรองสส.ด้วยตัวเอง นายสิริพงศ์ ให้สัมภาษณ์ว่า จากนี้สส.พรรคภูมิใจไทย ได้นัดรายงานตัวพร้อมกันที่รัฐสภา ในวันที่ 6 มี.ค. เนื่องจากครั้งนี้มีสส.จำนวนมาก ซึ่งการที่กกต.รับรองเร็ว จะทำให้กระบวนการต่างๆในการแก้ไขปัญหาเร็วขึ้น อย่างนายภราดร ก็เป็นรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาล ซึ่งมีข้อจำกัดที่จำเป็นจะต้องแก้ปัญหา ขอรับรองเร็วก็สามารถทำอะไรได้

เมื่อถามว่า มีความกังวลมากน้อยแค่ไหนเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน อาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของกกต. ซึ่งกกต.มีหน้าที่ตอบคำถามต่อสังคม เราเป็นเพียงผู้สมัครสส. ก็ทำตามภายใต้กติกา

รับหนังสือรับรอง 141 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 396 และให้สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. ดังกล่าว รับหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้งในวันที่ 26 -27 ก.พ. เวลา 08.30-16.30 น. และวันที่ 2 – 6 มี.ค. 2569 ระหว่าง 08.30-16.30 น.ไม่เว้นวันหยุดราชการ ที่ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงาน กกต. นั้น ปรากฏว่าในวันนี้ (26 ก.พ.) ซึ่งเป็นวันแรกของการรับหนังสือรับรอง มีสส. และผู้แทน สส.เดินทางมรับหนังสือรับรองกันอย่างคึกคัก ตั้งแต่เวลา 08.30 น. จนถึงเวลา 16.30 น. รวม 141 คน 

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้มีสส.ไปรายงานตัวในเวลาราชการ 47 คน แยกเป็นำรรคภูมิใจไทย 21 คน พรรคเพื่อไทย 21คน พรรคพลังประชารัฐ 4 คนพรรคประชิปัตย์ 1 คน

สว.ยกธงขาวสอยกกต.

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. แถลงถึงความคืบหน้าการยื่นฟ้องศาลกรณีการเลือกตั้งมิชอบตามรัฐธรรมนูญ ว่า จากการที่ให้ฝ่ายกฎหมายทำการศึกษารัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆทั้งหมดแล้ว เราไม่พบว่ามีบทบัญญัติใดที่เปิดช่องทางให้ สว.รวบรวมรายชื่อเพื่อกล่าวโทษถอดถอนองค์กรอิสระใดๆได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการจัดการเลือกตั้งของ กกต.โดยการพิมพ์บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง อาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และ 85 หรือไม่ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถใช้กลไก สว. ดำเนินการได้เลย

ปชน.ฟ้องกกต.คดีม.157

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความ ทีมกฎหมายพรรคประชาชน เดินทางเข้ามายื่นฟ้องกกต.จำนวน 9 ราย ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ กกต. 7 ราย นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ นายวรพงศ์ อนันต์ เจริญกิจ ผู้อำนวยการสนับสนุนการเลือกตั้ง ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

นพ.วาโย กล่าวว่า วันนี้เดินทางมายื่นฟ้องกกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในข้อหาหลักคือ ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ม.69 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ม.96 ประกอบ ม.164 โดยศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้องวันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งฝ่ายเราจะอ้างนายวิษณุ เครืองามเป็นพยาน

สว.รับรอง”จิรุตม์”กกต.ใหม่

ด้านการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วน คือ ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ที่ได้รับบการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 2 คน คือ นายจิรุตม์ วิศาลวิจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และ นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

โดยหลังการประชุมลับเพื่อตรวจสอบรายงานประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรรมแล้วเสร็จ ได้ลงมติ พบว่า นายจิรุตม์ ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมด้วยมติ 144 เสียง ไม่เห็นชอบ 1 เสียง และงดออกเสียง 26 เสียง

ขณะที่นายมณฑล ไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม โดยได้คะแนนเห็นชอบ เพียง 9 เสียง ไม่เห็นชอบ 102 เสียงง และงดออกเสียง 57 เสียง

จำลองเลือกตั้งผิดกม

แหล่งข่าว กกต.ยังระบุด้วยว่ากรณีที่ เมื่อ25 ก.พ.69)คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.)เเละคณะ จัดประชุมเพื่อตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง 2569 มีการเสวนาและจัดกิจกรรมตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งของ กกต. โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ในวันที่ 4 มี.ค.69 เวลา 13.30 น.จะสาธิตการเลือกตั้งจำลอง โดยจะใช้บัตรเลือกตั้งจำลอง ซึ่งจะมีรูปร่างคล้ายบัตรเลือกตั้งของ กกต. และจะตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงตัวแทนนักเรียน นักศึกษา เพื่อถอดรหัสว่าบัตรเลือกตั้งแต่ละใบเป็นของใครนั้น น่าพิจารณาว่า บัตรเลือกตั้งจำลองที่ว่านั้นจะมีรูปแบบและคุณลักษณะเช่นเดียวกับบัตรเลือกตั้งของกกต.หรือไม่ โดยเห็นว่าบัตรเลือกตั้ง คือ ทรัพย์เเละเป็นเอกสารทางราชการที่เป็นความลับ หากมีการจำลองขึ้นมาโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจผิดกฎ หมาย เรื่องการปลอมแปลงปลอม หรือใช้เอกสารทางราชการปลอมหรือไม่ เเละขั้นตอนการสืบค้นที่จะจำลองนั้นจะตรงกับหลักเกณฑ์ที่ กกต.วางไว้หรือไม่ หากพิสูจน์ได้ว่าการจำลองดังกล่าวไม่มีข้อมูล หลักฐาน เเละกล่าวอ้างลอยๆโดยตั้งสมมติฐานขึ้นเอง ตรงนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายมาตรา

สมชัยยุประชาชนแจ้งความ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์เฟซบุ๊คถึงกรณี กกต. แจ้งความกองปราบฯ เอาผิดกับภาคประชาชนกรณีถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด ช่วงการลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตคันนายาว กทม. ว่า หากประชาชนรู้สึกว่า ได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิชอบ ให้ประชาชนดำเนินคดีกลับในข้อหาแจ้งความเท็ดและเรียกค่าเสียหายทางแพ่งรวมทั้งฟ้องต่อองค์กรอิสระได้

เปิดชื่อกกต.แจ้งจับ

ผู้สื่อข่าวจากกรณี กกต. มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการฯกกต.เข้าแจ้งความกองปราบปราบให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสQR code บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้งทั้งแบบแบ่งเขตและเลือกตั้งบัญชีรายชื่อเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น

มีรายงานบุคคลที่ กกต.แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้น มีจำนวน 6 ราย ประกอบไปด้วย 1.นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม 2.นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของDomecloudผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain

3.นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจM.I.B Marketing In Black

4.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง 5.นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน 6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar

โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14

ข้อหาอั้งยี่/ขัดขวางจนท

ทั้งนี้ ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรงโดยตามมาตรา66 พ.ร.ป.ว่าด้วยกกต.2560 กำหนดว่า “ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทรวมทั้งจำทั้งปรับ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใด ๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7ปี

ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000

โทษทั้งจำและปรับ

มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจด หมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2 สส.กล้าธรรม โต้ข่าวงูเห่า ประกาศชัดอยู่กับพรรคไม่เปลี่ยนแปลง

2 สส.กล้าธรรม โต้ข่าวงูเห่า ประกาศชัดอยู่กับพรรคไม่เปลี่ยนแปลง

2 สส.กล้าธรรม โต้ข่าวงูเห่า ประกาศชัดอยู่กับพรรคไม่เปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.50 น.

“2 ส.ส.สกลนคร พรรคกล้าธรรม”โต้ข่าวงูเห่า ประกาศชัดอยู่กับพรรคไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าร่วมรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน พร้อมทำหน้าที่เพื่อประชาชนเต็มกำลัง

26 กุมภาพันธ์ 2569 นายชาตรี หล้าพรหม สส.สกลนคร เขต 2 พรรคกล้าธรรม (กธ.) ออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ภายหลังมีกระแสข่าวจากสื่อหลายสำนักระบุว่า เป็นหนึ่งใน “9 งูเห่า” ที่จะย้ายขั้วทางการเมือง โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

นายชาตรี ระบุว่า ไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะมีมติเข้าร่วมรัฐบาลหรือทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ตนพร้อมเดินหน้าไปกับพรรค และทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนจังหวัดสกลนคร เขต 2 อย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่า “ผมขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และพร้อมทำหน้าที่รับใช้ประชาชนต่อไป”

ขณะเดียวกัน น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล (กิ่งแก้ว) สส.สกลนคร เขต 5 พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า จากหลายแหล่งข่าวที่มีชื่อของตนว่าเป็นงูเขียวนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงทุกประการ และข้อมูลที่ถูกเผยแพร่เป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด

น.ส.วงศ์อะเคื้อ ระบุว่า ตนยืนหยัดกับพรรคกล้าธรรม ไม่ว่าพรรคจะมีมติเข้าร่วมรัฐบาลหรือทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็พร้อมเดินหน้าไปกับพรรคอย่างไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีความตั้งใจสูงสุดที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนที่ดี เพื่อผลประโยชน์ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนจังหวัดสกลนคร เขต 5 พร้อมทั้งขอให้สำนักข่าวตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนเผยแพร่

สมชัย เย้ยกกต.เมาหมัด ฟ้องเอาผิดปชช.ปมบาร์โค้ด ชี้อย่าถอนแจ้งความจะได้พิสูจน์ว่าแจ้งเท็จ

สมชัย เย้ยกกต.เมาหมัด ฟ้องเอาผิดปชช.ปมบาร์โค้ด ชี้อย่าถอนแจ้งความจะได้พิสูจน์ว่าแจ้งเท็จ

สมชัย เย้ยกกต.เมาหมัด ฟ้องเอาผิดปชช.ปมบาร์โค้ด ชี้อย่าถอนแจ้งความจะได้พิสูจน์ว่าแจ้งเท็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.07 น.

สมชัย เย้ยกกต.เมาหมัดฟ้องเอาผิดปมบาร์โค้ด ชี้อย่าถอนแจ้งความจะได้พิสูจน์ว่าแจ้งเท็จ กลั่นแกล้งปชช. ลั่นฟ้องกลับผิด ม.157 เรียกค่าเสียหายชดใช้ฐานทำให้เสื่อมเสียเกียรติแน่

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความหลังมีชื่อตกเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกกต.ดำเนินคดีฐานขัดขวางการเลือกตั้งจากกรณีบัตรเลือกตั้งมี QR code และ barcode โดยระบุว่า โปรดอย่าถอน การแจ้งความ เพราะ 1. เมื่อตำรวจเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จะได้ทราบว่า กกต. ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ แจ้งความเท็จ หรือกลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหายอย่างไร

2. หากเป็นการแจ้งความเท็จ ผู้ถูกดำเนินคดี จะแจ้งความกลับในคดี อาญา 157 เจ้าพนักงานของรัฐกระทำการโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหาย

3. เนื่องจากผูัเสียหาย มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการแก้คดี และค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการประกอบวิชาชีพ และมีการถูกทำให้เสื่อมเกียรติ จึงจะมีการฟ้องดำเนินคดีทางแพ่ง เพื่อให้ กกต. ชดใช้ตามสมควรด้วย และหากแพ้โปรดใช้เงินส่วนตัว อย่าเอาภาษีประชาชนมาจ่าย

4. การขึ้นถึงศาล เป็นโอกาสในการใช้อำนาจศาลในการเรียกพยานหลักฐานทุกอย่างที่ กกต. ไม่เปิดเผยต่อประชาชน อาทิ TOR การพิมพ์บัตร สัญญาจ้าง รายงานการตรวจรับ รายงานการประชุม การเปิดหีบบัตรเพื่อดูพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอื่น ๆ อีก  เป็นต้น

5. ขอบคุณ กกต. ครับ ที่เมาหมัด

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ ร่วมสังเกตการณ์ HADR DEMO คอบร้าโกลด์ 2026

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ ร่วมสังเกตการณ์ HADR DEMO คอบร้าโกลด์ 2026

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ ร่วมสังเกตการณ์ HADR DEMO คอบร้าโกลด์ 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.05 น.

พล.อ.อ.สมคิด กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ ร่วมสังเกตการณ์ HADR DEMO ‘คอบร้าโกลด์ 2026’ ฝึกช่วยเหลือมนุษยธรรม ที่จ.ฉะเชิงเทรา

26 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ.อ.สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ร่วมสังเกตการณ์การฝึกการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาสาธารณภัย (Humanitarian Assistance and Disaster Relief Demonstration : HADR DEMO) ในการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ 2026 โดยมี พล.อ.นพดล ปิ่นทอง รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ในโอกาสนี้ พล.อ.อ.สมคิด พร้อมด้วยรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด รับฟังการบรรยายสรุป โดย พ.อ.ภาสกร ยะสะวุฒิ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย จากนั้น คณะฯ เดินทางไปเยี่ยมชมที่พักสุนัขทรงเลี้ยง และสุนัขค้นหากู้ภัย พร้อมเยี่ยมชมการฝึกสาธิตการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาสาธารณภัย ได้แก่ ทีม Bravo สุนัขทรงเลี้ยง/สุนัขค้นหากู้ภัย ในสถานีอาคารถล่ม การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนพังถล่มหมู่บ้าน และการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หมู่บ้านซึ่งถูกตัดขาดจากกระแสน้ำเนื่องจากพายุ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่ในทุกสภาพแวดล้อม

ทภ.2 สรุปสถานการณ์ไฟป่าชายแดนไทย–เขมร พบจุดความร้อน 1 แห่ง ห่างแดนไทย 600 เมตร

ทภ.2 สรุปสถานการณ์ไฟป่าชายแดนไทย–เขมร พบจุดความร้อน 1 แห่ง ห่างแดนไทย 600 เมตร

ทภ.2 สรุปสถานการณ์ไฟป่าชายแดนไทย–เขมร พบจุดความร้อน 1 แห่ง ห่างแดนไทย 600 เมตร

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.38 น.

กองทัพภาคที่2 สรุปสถานการณ์ไฟป่า ชายแดนไทย–กัมพูชา พบจุดความร้อน 1 แห่ง ใต้ซำแตฝั่งกัมพูชา ห่างแดนไทย 600 เมตร 

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 กองทัพภาค2 ได้ สรุปสถานการณ์ไฟไหม้บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ประจำวันพบการเกิดไฟไหม้จำนวน 1 จุด ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในภาวะปกติ โดยฝ่ายความมั่นคงยังคงวางกำลังควบคุมพื้นที่อย่างใกล้ชิด

จังหวัดอุบลราชธานี 
-พื้นที่ช่องบก สถานการณ์ปกติ 
-พื้นที่ช่องอานม้า สถานการณ์ปกติ

 จังหวัดศรีสะเกษ
-พื้นที่ซำแต – โดนตรวล – ภูผี – สัตตะโสม – พนมประสิทธิโส – ช่องตาเฒ่า ตรวจพบไฟไหม้บริเวณทิศใต้พื้นที่ซำแต ฝั่งประเทศกัมพูชา ห่างจากแนวชายแดนไทยประมาณ 600 เมตร
-พื้นที่ผามออีแดง – ห้วยตามาเรีย : สถานการณ์ปกติ
-พื้นที่ภูมะเขือ – ช่องโดนเอาว์ : สถานการณ์ปกติ
-พื้นที่ช่องทับอู สถานการณ์ปกติ -พื้นที่ช่องกระบาลกระใบ (อำเภอขุนหาญ) สถานการณ์ปกติ
-พื้นที่ช่องสะงำ (อำเภอภูสิงห์) : สถานการณ์ปกติ

จังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ช่องจอม – ช่องคลาคะมุม – ช่องเปรอ – ช่องระยี : สถานการณ์ปกติ
-พื้นที่คนา สถานการณ์ปกติ
-พื้นที่ตาควาย สถานการณ์ปกติ
-พื้นที่ช่องกร่าง สถานการณ์ปกติ -พื้นที่ตาเมือนธม สถานการณ์ปกติ

จังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกู สถานการณ์ปกติ

สำหรับทิศทางลม เป็นลมประจำถิ่นพัดจากทิศใต้ในฝั่งประเทศไทย มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ

สำหนับภาพรวมสถานการณ์ แนวชายแดนไทยยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายความมั่นคง โดยมีการวางกำลังในพื้นที่สำคัญ พร้อมปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง ฐานปฏิบัติการต่าง ๆ ได้รับการเสริมความมั่นคงเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่ชายแดน ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาเพื่อปรับพื้นที่ใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำการเกษตร การก่อสร้างที่อยู่อาศัย การล่าสัตว์ และการหาของป่า

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเข้มงวด