สุชาติ ไม่กังวลถ้านับคะแนนใหม่ ยันทุกคะแนนที่ได้บริสุทธิ์ โยน กกต.ชี้แจงขั้นตอนหลังจากนี้

สุชาติ ไม่กังวลถ้านับคะแนนใหม่ ยันทุกคะแนนที่ได้บริสุทธิ์ โยน กกต.ชี้แจงขั้นตอนหลังจากนี้

สุชาติ ไม่กังวลถ้านับคะแนนใหม่ ยันทุกคะแนนที่ได้บริสุทธิ์ โยน กกต.ชี้แจงขั้นตอนหลังจากนี้

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.18 น.

“สุชาติ” ซัด ผู้นำจิตวิญญาณป่วนนับคะแนนใหม่เขต 1 ชลบุรี ท้า ถ้าคะแนนเท่าเดิมใครรับผิดชอบ กล้าลาออก สส.หรือไม่ แขวะ เหมือนเด็กงอแงอยากกินลูกอม ลั่น ตัวเองเดินหาเสียง 40 กว่าวัน ได้คะแนนบริสุทธิ์ โยน เป็นหน้าที่ กกต.  บอก ที่บางแสนคะแนนนำตั้งแต่ก่อนไฟดับแล้ว

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีมีการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ว่า ตรงนี้ต้องแยกหน้าที่ก่อน หน้าที่ตนจบตั้งแต่ 18.00 น. วันที่ 7 ก.พ. พอวันที่ 8 ก.พ.ตื่นมาก็ไปเลือกตั้ง ที่เหลือทั้งหมดทุกพรรคการเมืองจะมีผู้สังเกตการณ์ที่จะเข้าไปสังเกตการณ์ทุกหน่วยเลือกตั้ง มีกล้องวิดีโอจับทุกหน่วยเพื่อจับพฤติกรรมของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งการนับคะแนนที่หน้าหน่วย ตนก็ไม่ได้ไปอยู่ที่หน้าหน่วยไหนเลย เพราะมอนิเตอร์ที่บ้าน แต่การนับคะแนนเมื่อคะแนนตรงกับผู้มาใช้สิทธิมันก็จบโดยกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ซึ่งมีข้าราชการเป็นผู้ดูแลประจำหน่วยเลือกตั้ง ใน จ.ชลบุรีมี 168 หน่วย ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นถ้ามันไม่ตรง มีบัตรเขย่งก็ต้องมีการนับใหม่ตรงนั้น เพื่อที่จะสรุป นี่คือข้อกฎหมาย เราอยู่ประเทศไทยต้องทำตามข้อกฎหมาย หากเป็นนักการเมืองแล้วไม่ยอมรับกฎหมายคงเป็นนักการเมืองไม่ได้ 

นายสุชาติ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเขต 1 จ.ชลบุรีวันนี้ ดูจากเฟซบุ๊กแล้วเกิดจากแกนนำจิตวิญญาณของเขาในการที่มาปั่นป่วนทั้งหมด ตนอยากจะบอกกับประชาชนว่าเราอยู่ภายใต้ข้อกฎหมาย คะแนนของตนเท่าที่ดูจากคะแนนเลือกตั้ง สรุปแล้วได้ประมาณ 45,700 คะแนน ส่วนของสีส้ม ซึ่งเป็นคู่แข่งได้ประมาณ 41,000 คะแนน ต่างกันเกือบ 5 พันคะแนน ซึ่งตนก็สงสัยว่าเขาสงสัยอะไรบ้าง จึงไปดูคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของเขา ซึ่งเขาได้ประมาณ 43,000 คะแนน ไม่ใช่ว่าจะมากถึง 4-5 หมื่นอะไร ที่จะเป็นคะแนนผิดปกติได้ ดังนั้น ตรงนี้จึงเห็นชัดว่านึ่คือการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะเราไปใช้สิทธิ 1 สิทธิ 1 เสียง จำเป็นที่จะต้องเอาคนที่กองเชียร์แต่ละฝ่ายมาเจอกันเพื่ออะไร 

นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะชี้แจงข้อกฎหมาย สำหรับตนไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกฎหมาย แต่เท่าที่รู้คิดว่าเมื่อมีการนับคะแนนไปแล้วถ้าจะท้วงกันต้องประท้วงที่หน้าหน่วย แต่เมื่อมันจบแล้ว มีการเซ็นชื่อโดย กปน.ประจำหน่วยหมดแล้วเขาก็ต้องรวบรวมมาส่งที่ กกต.ชลบุรี  ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าอยากจะนับใหม่ต้องไปทำตามข้อกฎหมาย อาจจะไปร้องศาลหรืออะไรก็แล้วแต่ ตนถามว่าคะแนนห่างกัน 4-5 พัน ถ้านับใหม่แล้วผลออกมาเท่าเดิมใครจะรับผิดชอบ คนที่ปลุกปั่นรับผิดชอบหรือไม่ คนที่อยู่ข้างหลังฉาก พวกที่ใส่แมสก์ ใส่หมวก ใส่แว่น ไปเป็นตัวแอบอยู่ข้างหลังรับผิดชอบหรือไม่ นอกจากนี้ ในส่วนของเขต 2 จ.ชลบุรี นับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งทั้งหมด ทุกหน่วยกลุ่มตนเป็นผู้ชนะหลักร้อย คะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ามาตนยังไม่รู้เลยว่านับตรงไหน แต่เขาบอกว่าเราแพ้ 1,500 คะแนน กลับมาแพ้ 1,000 คะแนน เราก็ยอมรับตามหลักประชาธิปไตย ซึ่งไม่ได้ไปเรียกร้องให้นับใหม่ เราไม่เห็นหีบเลือกตั้งล่วงหน้า และไม่รู้ว่านับตรงไหนด้วย แต่เรายอมรับในกติกาของ กกต.ที่ส่งตัวเลขมา 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในโซเชียลมีการส่งภาพว่ามีการนับที่หน่วย และมีการนำกระดาษไปทิ้งที่ถังขยะ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายสุชาติ กล่าวว่า อันนี้ตนตอบแทน กกต.ไม่ได้ แต่ตรงนี้อาจจะเป็นกระดาษที่แปะกระดาน แต่กระดาษแผ่นนั้นตนไม่ทราบว่าเขาจะต้องเอาไปใช้อะไรต่อหรือไม่ รู้แต่ว่าแต่ละหน่วยเมื่อจบแล้วจะมีกระดาษ A4 ที่จะต้องเซ็นทุกคน ซึ่งจะต้องเอาส่วนหนึ่งเข้าไปในหีบหรือไม่ เขาคงไม่เอากระดาษแผ่นใหญ่ไปใช้หรือเปล่า ซึ่งตนไม่รู้ขั้นตอนของเขา เป็นเรื่องของ กปน. เพราะตนไม่เคยเป็น กปน.

เมื่อถามว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ควรจะทำอย่างไร เพราะตอนนี้เหมือนประชาชนคาใจกันทั้งประเทศ นายสุชาติ กล่าวว่า ทาง กกต.ต้องชี้แจงข้อกฎหมายและขั้นตอน และต้องถามกลับว่าคนที่อยู่เบื้องหลังที่โพสต์เฟซบุ๊กออกหน้ากัน ที่ปลุกปั่นทั้งหมด เมื่อนับคะแนนใหม่แล้วอย่างเช่นที่ จ.ปทุมธานี เมื่อนับคะแนนใหม่แล้วคะแนนเท่าเดิมคุณจะรับผิดชอบอย่างไร และถ้าเขาบอกว่ากทม.ให้นับใหม่ทั้ง 33 เขตแล้วจะทำอย่างไร หรือถ้าตนบอกว่าให้นับคะแนนเขต 2 ชลบุรีใหม่ทั้งหมดจะทำอย่างไร“คุณต้องการอะไรดีกว่า ผมว่าผมเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่อยากที่จะไปอะไร 40 กว่าวันผม

เหนื่อยมากแล้ว ตื่นตี 4 ตี 5 ออกไปหาเสียง ยืนหน้าหมู่บ้านจัดสรร ยกมือไหว้ รถแล่นไปมาต่างๆ เขาเคยมาทำแบบผมหรือเปล่า ช่วงที่ชาวบ้านเดือดร้อน ตกทุกข์ได้ยาก เขาเคยมาอยู่แบบผมหรือเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันคือคะแนนบริสุทธิ์ เป็นคะแนนที่ชาวบ้านเขาออกมาเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งถ้าไม่ยอมรับกติกาการเลือกตั้ง เราจะเป็นนักการเมืองทำไม เราเป็นนักกีฬานะครับ” 

นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่สามารถไปตอบแทน กกต.ได้ เป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องชี้แจง ถ้าเราทำอะไรที่ผิดกฎหมายมันก็ต้องผิดกฎหมายทุกหน่วยหรือเปล่า ในการที่จะต้องมานับใหม่โดยใครก็ได้มาเรียกร้องให้นับใหม่ ใครสงสัยก็เรียกร้องให้นับใหม่ แล้วมันจะมีผู้สังเกตการณ์ของแต่ละพรรคในหน่วยเลือกตั้งทำไม

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการเรียกร้องถึงขนาดให้เลือกตั้งเขต 1 จ.ชลบุรีใหม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ก็เขาไม่ยอมรับผลลัพธ์ไง เมื่อถามอีกว่า คิดว่าวิธีที่ดีที่สุดของการแก้ปัญหานี้คือทำอย่างไร นายสุชาติ กล่าวว่า ทำตามกฎหมายตามหลักประชาธิปไตย เมื่อถามย้ำว่า หาก กกต.เห็นว่ามีปัญหาแล้วให้นับใหม่จะคัดค้านหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เราไม่ได้ซีเรียส กกต.ก็ปฏิบัติตามกฎหมายไป เราอยู่ภายใต้ข้อกฎหมาย หาเสียงด้วยหยาดเหงื่อ ไปยืนไปร้อนจนหน้าดำทุกวัน ที่ไปพบประชาชนเพื่อไปขอคะแนนที่บ้านเขา อันนี้คือเราทำหน้าที่ของเราสมบูรณ์แล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในหน่วยเลือกตั้งต่างๆ มีทีมของนายสุชาติไปสังเกตการณ์หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ทุกคนทุกพรรคส่งไปหมด ซึ่งที่บางแสนมีหน่วยหนึ่งที่ไฟดับ ซึ่งตนสงสัยว่าทำไมไฟดับ ต่อมาได้รับทราบว่ามีพายุเกิดขึ้น ซึ่งในตอนนั้นคะแนนเราก็นำอยู่แล้ว ไม่ใช่เราตาม คะแนนนำไป 4 พันกว่าแล้ว และหน่วยดังกล่าวเรานำอยู่ 100 คะแนน จนมีการไฟฟ้าไปแก้ปัญหา เมื่อไฟติดก็นับกันต่อ และมีคนของเขาเฝ้าอยู่ 

เมื่อถามว่า เมื่อทุกพรรคมีผู้สังเกตการณ์อยู่แล้ว เมื่อเกิดปัญหามีการทักท้วงหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนเข้าไปดูเฟซบุ๊กเห็นว่าเขาได้ขอแรงเยาวชนทีมงานมวลชนของเขาเพื่อมาเป็น กปน. ซึ่งมีการมาสมัครกันเต็มไปหมด ทุกหน่วยมีหมด เมื่อถามย้ำว่า ประชาชนคาใจ เพราะหน่วยดังกล่าวที่บอกว่าไฟดับแต่พัดลมยังใช้ได้อยู่ นายสุชาติ กล่าวว่า มันคิดอย่างนั้นไม่ได้ เมื่อไฟดับมันก็ต้องดับ ไม่อย่างนั้นการไฟฟ้าจะมาซ่อมทำไม เราพูดได้แต่ไม่มีหลักฐาน เมื่อถามอีกว่า หากต้องนับใหม่จะติดใจหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่เคยคิดอะไร อยู่ภายใต้กฎหมาย และปฏิบัติตามข้อกฎหมาย

“ถ้านับใหม่คะแนนออกมาเท่าเดิม ซึ่งผมมั่นใจอยู่แล้วว่ามันต้องเท่าเดิม เขารับผิดชอบอะไรดีกว่า เขาจะลาออกจาก สส.มั้ย เขากล้ามั้ย คนที่ปลุกปั่นอยู่น่ะ ไม่ต้องเอ่ยชื่อหรอก คนที่ปลุกปั่นอยู่ ก็ดูในเฟซบุ๊กสิ เขากล้ามั้ยล่ะ อย่าทำอะไรอยู่หลังฉาก”นายสุชาติ ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้หากไม่เคลียร์อาจจะลุกลามเป็นเหตุการณ์ใหญ่โต นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ กกต. ไม่ใช่หน้าที่เรา หน้าที่เราคือเป็นผู้สมัคร ไปกาคะแนน หน้าที่ต่อไปคือ กกต. ที่ต้องควบคุมดูแล จัดการเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นมันก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไป ถ้าวันหนึ่งที่คุณเป็นเด็ก อยากกินอมยิ้มแล้วคุณไม่ได้กิน และมาร้องไห้งอแงเพราะอยากกินอมยิ้มให้ได้ แล้วอย่างนี้จะบริหารประเทศได้อย่างไร 

เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรค ภท.ได้สอบถามเรื่องนี้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่มี เพราะเป็นเรื่องที่ผ่านพ้นผู้สมัครไปแล้ว ไปอยู่ในขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ กกต.แล้ว ไม่เช่นนั้นจะมี กกต.ไว้ทำไม
นายสุชาติ กล่าว่า ตนอยากบอกว่าเราควรจะยอมรับความจริงว่ากระแสพรรคคุณมันตกมาตั้งกี่ล้านเสียง คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มันก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าคุณมีเท่าไหร่ อย่างเขตตนมีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์แค่ 43,000 ซึ่งในจำนวนนั้นมี 3,000 ที่เลือกตน ก็ต้องขอบคุณด้วย 

เมื่อถามว่า มีการเผยแพร่แผ่นพับผู้สมัคร สส.และมีเงินติดอยู่ นายสุชาติ กล่าวว่า ต้องให้ กกต.ตอบคำถามเรื่องนี้ ตนไม่มีความรู้ อย่างไรก็ตาม เรื่องเงินติดกับใบหาเสียง ใครๆ ก็ทำได้ สมมุติสื่อมวลชนเป็นผู้สมัครตนก็อาจจะเอาใบหาเสียงเดินแจกให้ประชาชน 2-3 แสนใบ แจกกับมือ แล้วอาจจะเอาอะไรมาหนีบมันก็ทำได้ แต่เรื่องนี้ตนแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ใครที่ใส่ร้ายป้ายสีต้องดำเนินคดีทั้งหมด มันไม่ใช่ และถ้าจะสังเกตให้ดีทำไมมาทำตอนผลคะแนนออกแล้ว 

เจาะพิกัดเดือดเลือกตั้ง 69 จุดไหนวุ่น จุดไหนนับใหม่ สรุปความจริงที่นี่

เจาะพิกัดเดือดเลือกตั้ง 69 จุดไหนวุ่น จุดไหนนับใหม่ สรุปความจริงที่นี่

เจาะพิกัดเดือดเลือกตั้ง 69 จุดไหนวุ่น จุดไหนนับใหม่ สรุปความจริงที่นี่

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.17 น.

บรรยากาศหลังปิดหีบเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาไม่ได้จบลงด้วยความสงบ เมื่อหลายเขตเลือกตั้งเกิดเหตุการณ์ประชาชนรวมตัวประท้วงเจ้าหน้าที่ กปน. และ กกต. อย่างหนัก ท่ามกลางกระแสแฮชแท็ก #นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ ที่พุ่งทะยานในโลกโซเชียล เนื่องจากพบพิรุธในกระบวนการนับคะแนนที่ส่อแววไม่โปร่งใส โดยเฉพาะชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เริ่มบานปลายตั้งแต่อยู่ในหน่วยเลือกตั้ง เช่น

1. ปทุมธานี (เขต 7) (ม.ราชมงคลธัญบุรี คลองหก) ปม ถุงดำคลุมกล้อง กกต. ยอมถอยสั่งนับใหม่หลังเผชิญหน้านาน 6 ชม.

เลือกตั้ง

เหตุการณ์ ณ หน่วยนับคะแนน ม.ราชมงคลธัญบุรี (คลองหก) กลายเป็นจุดแตกหักที่ดุเดือดที่สุด เมื่อกลุ่มนักศึกษาและมวลชนกว่า 300 คน รวมตัวปิดล้อมอาคาร หลังพบพฤติกรรมส่อพิรุธของเจ้าหน้าที่ที่นำถุงดำมาคลุมกล้องวงจรปิด พร้อมสั่งปิดม่านมิดชิดกีดกันการสังเกตการณ์ แม้ กกต. ปทุมธานี จะอ้างเรื่องการรักษาความลับของบัตร แต่คำชี้แจงกลับยิ่งสุมไฟให้มวลชนไม่พอใจ จนนำไปสู่การเจรจาข้ามคืนและจบลงที่การนับคะแนนใหม่เพื่อความโปร่งใส

ทว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดกลับมีกระแสข่าวปลอม (Fake News) ถูกแชร์ว่อนโลกออนไลน์เพื่อขยายความขัดแย้งในระหว่างที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด ได้มีคนนำภาพกราฟิกคะแนนปลอมมาแชร์ว่อนบนโลกโซเชียล โดยอ้างว่าเป็นภาพผลนับคะแนนครั้งแรก ซึ่งเป็นภาพผลคะแนนพรรคภูมิใจไทยนำพรรคประชาชน (ซึ่งจริง ๆ แล้วภาพนี้ คือ การไปเอาคะแนนจากหน่วยอื่นมาสวมรอย) ขณะที่ภาพจริงผลนับคะแนนครั้งแรก พรรคประชาชนเป็นฝ่ายชนะพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว

และเมื่อมีการนับคะแนนใหม่ต่อหน้านักศึกษาและสื่อมวลจนเสร็จสิ้น ผลการนับคะแนนครั้งใหม่ตรงกับที่เจ้าหน้าที่นับไว้ตอนแรก (พรรคประชาชนชนะทั้งสองครั้ง) นอกจากนี้ กกต. ปทุมธานี ยังได้ออกมาชี้แจงย้ำในประเด็นข่าวที่ว่าคะแนนมีการเปลี่ยนแปลงถึง 2 หมื่นใบว่อนนำไปบนโลกโซเชียลก่อนหน้านี้ว่า เป็นข่าวปลอม (Fake News) เนื่องจากเป็นการนำตัวเลขจากที่อื่นมาปั่นกระแสให้เกิดความวุ่นวายในพื้นที่

เลือกตั้ง

ความสับสนของข้อมูลครั้งนี้รุนแรงถึงขนาดที่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ยังได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและนำไปโพสต์ตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ภายหลังทราบข้อเท็จจริงว่าภาพผลคะแนนดังกล่าวเป็นข่าวปลอม (Fake News) อาจารย์เจษฎาจึงได้รีบออกมาโพสต์ขอโทษและชี้แจงความจริง เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมเข้าใจผิดไปมากกว่าเดิม หรือแม้แต่ หมอแล็บแพนด้า (ภาคภูมิ เดชหัสดิน) นักเทคนิคการแพทย์ชื่อดังบนโลกโซเชียลก็ยังไม่รอดจากข่าวปลอมในครั้งนี้

เลือกตั้ง
เลือกตั้ง

2. อุบลราชธานี (เขต 6) 3 อำเภอประท้วงปิดล้อมอำเภอเขมราฐ ปม ระบบล่ม ประกาศผลช้าข้ามวันส่อพิรุธ

มวลชนจาก 3 อำเภอใหญ่ (เขมราฐ, นาตาล และโพธิ์ไทร) รวมตัวฮือประท้วงปิดล้อมที่ว่าการอำเภอเขมราฐ เพื่อทวงถามความคืบหน้าของคะแนนเลือกตั้ง หลังเวลาล่วงเลยไปกว่า 24 ชั่วโมง แต่กลับไร้เงาการติดป้ายประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการ สร้างความมึนงงและไม่พอใจให้กับประชาชนที่มารอเฝ้าผลการเลือกตั้ง เหตุการณ์ทวีความตึงเครียดเมื่อเจ้าหน้าที่พยายามชี้แจงว่าสาเหตุที่ล่าช้าเป็นเพราะระบบรายงานผลส่วนกลางล่ม ทำให้ไม่สามารถดึงข้อมูลมาประกาศได้ ทว่าคำอ้างดังกล่าวกลับถูกตีกลับอย่างหนักจากชาวบ้านที่มองว่านี่คือช่องว่างที่อาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนตัวเลขหรือความไม่โปร่งใสในกระบวนการนับคะแนน

ล่าสุดประชาชนยังคงปักหลักกดดันให้ กกต. เขต ชี้แจงขั้นตอนการจัดการผลคะแนนในรูปแบบ Manual (กระดาษ) แทนการรอกลางที่ล่มไป เพื่อยืนยันว่าคะแนนในหีบจะยังอยู่ครบและถูกต้องตามจริง

3. มหาสารคาม (เขต 1) คลิป หีบไร้สายรัด หวั่นสอดไส้ยัดบัตร-จี้นับใหม่ทั้งเขต

เลือกตั้ง

สถานการณ์ตึงเครียดพุ่งสูงที่สำนักงาน กกต. เขต 1 ภายใน มรภ.มหาสารคาม เมื่อกลุ่มนิสิต มมส. และมวลชนปักหลักปิดล้อมพื้นที่เพื่อทวงถามความโปร่งใส หลังมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอแฉนาทีขนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งที่มีสภาพ ไร้สายรัด (Cable Tie) ตามระเบียบข้อบังคับ และบางหีบยังมีรอยฉีกขาดของเทปกาวอย่างน่าสงสัย พิรุธดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างหนักให้กับผู้สมัครและประชาชนในพื้นที่ว่าอาจมีการยัดบัตรหรือเปลี่ยนหีบคะแนนระหว่างทาง ซึ่งถือเป็นการทำลายเจตจำนงของผู้ออกมาใช้สิทธิอย่างรุนแรง

โดยสถานการณ์ล่าสุดจนถึงขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปักหลักกดดันอยู่ใต้อาคารกองกิจการนักศึกษาและยืนยันว่าจะรอจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนและเป็นธรรมที่สุด

4. ชลบุรี (เขต 1) นาทีระทึก ไฟดับปริศนา บัตรไม่ได้ซีล เคเบิลไทร์หาย แถมพบบัตรเลือกตั้งถูกทิ้งในถังขยะ

เลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่ารับเช้าวันที่ 10 ก.พ. 69 เมื่อสนามเลือกตั้งชลบุรี เขต 1 ลุกเป็นไฟ มวลชนปักหลักปิดล้อมคอร์ดแบดมินตัน หลังพบพิรุธหีบบัตรไม่ได้ซีล เคเบิลไทร์หาย แถมพบบัตรเลือกตั้งถูกทิ้งในถังขยะ ยื่นคำขาด ต้องนับใหม่เท่านั้น ในระหว่างที่การนับคะแนนกำลังดำเนินไปถึงจุดสำคัญ กลับเกิดเหตุไฟดับปริศนา ในบางหน่วยนับคะแนน แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเมื่อไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ตามปกติ ผลคะแนนที่ปรากฏกลับพบภาวะบัตรเขย่งหรือจำนวนบัตรในหีบไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิจริงอย่างน่าสงสัย

ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดวันนี้ (10 ก.พ. 2569) รองเลขาธิการ กกต. เดินทางมาถึงพื้นที่ ยืนยัน อยู่ข้างความถูกต้อง และมวลชนไม่ยอมถอย หลังพบหลักฐานเด็ดใบขีดคะแนนถูกทิ้งในถังขยะ ยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส ซึ่ง 10 โมงเช้าของวันนี้ กกต. ชุดใหญ่ประชุมด่วน พิจารณาว่าจะอนุมัติให้มีการนับคะแนนใหม่ตามคำเรียกร้องหรือไม่

5. พิจิตร (เขต 1) ช็อกตัวเลข ปมบัตรเขย่งเฉียด 3 หมื่นใบ พรรคประชาชนรุดแจ้งความจี้ กกต. สางปมฉาว

เกิดปรากฏการณ์ตัวเลขสะเทือนการเลือกตั้ง เมื่อผู้สมัครจากพรรคประชาชนรุดเข้าแจ้งความและยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กกต. จังหวัด หลังตรวจพบความผิดปกติที่ยากจะยอมรับได้ในหลายเขตเลือกตั้ง จากการตรวจสอบคะแนนดิบเบื้องต้น พบว่าจำนวนผลรวมคะแนนผู้สมัครสูงกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิจริง เกือบ 30,000 ใบ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงผิดปกติอย่างรุนแรง สร้างคำถามตามมาว่าบัตรจำนวนมหาศาลเหล่านี้มาจากไหน

ปัจจุบัน กกต. พิจิตร อยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนว่ายอดคะแนนกระโดด ครั้งนี้เกิดจากความล้มเหลวของระบบรายงานผล หรือมีความคลาดเคลื่อนในระดับหน่วยเลือกตั้งกันแน่ ท่ามกลางการจับตามองของประชาชนทั่วประเทศที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจนโดยเร็วที่สุด

6.พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 เจ้าหน้าที่ กปน. แอบหย่อนบัตรเลือกตั้ง 14 ใบ

เลือกตั้ง

กลายเป็นเหตุการณ์สั่นสะเทือนการเลือกตั้วง เมื่อ ประธานกรรมการประจำหน่วยจับได้ว่าเจ้าหน้าที่ กปน. แอบหย่อนบัตรเลือกตั้ง 14 ใบ ในหน่วยเลือกตั้งเป็นเบอร์ 46 (จากคำให้สัมภาษณ์ของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) และในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ กปน.คนดังกล่าวสารภาพรับเงินพรรคการเมืองมาทำ ก่อนที่วันนี้ (10 ก.พ. 2569) เจ้าตัวออกมาปฎิเสธทถกข้อกล่าวหาจากเดิมที่สารภาพและขอสู้ในชั้นศาล

นอกจากเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงในหลายจังหวัดที่เป็นปมขัดแย้งเรื่องการนับคะแนนแล้ว ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคใต้ยังมีการตรวจพบความบกพร่องด้านการจัดการและการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ซึ่งสร้างความสับสนให้กับผู้มาใช้สิทธิอย่างมาก โดยเฉพาะการติดตั้งป้ายประกาศรายชื่อผู้สมัครที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ และการให้ข้อมูลที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิประชาชน เช่น

เลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

กรุงเทพฯ (เขตตลิ่งชัน – หน่วยที่ 20) พบปัญหาการจัดการสถานที่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 20 แขวงบางพรหม โดยมีการร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ติดรายชื่อผู้สมัครในจุดที่เห็นชัดเจนตามปกติ แต่กลับนำป้ายไวนิลไปติดไว้ที่บริเวณหลังหน่วยเลือกตั้งแทน อย่างไรก็ตาม ทาง กกต. ได้ออกมายืนยันว่าบริเวณหน้าหน่วยมีการติดบัญชีรายชื่อผู้สมัครครบถ้วนตามระเบียบอยู่แล้ว ส่วนป้ายไวนิลดังกล่าวเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมให้กับประชาชน ซึ่งล่าสุดได้มีการประสานให้ดำเนินการติดตั้งในจุดที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว

กรุงเทพฯ (เขตตลิ่งชัน – หน่วยที่ 31) เกิดเหตุความผิดปกติในการติดเอกสารแสดงรายชื่อผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต (รายบุคคล) โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ติดประกาศบนกระดานแสดงข้อมูลตามขั้นตอนที่กำหนด แต่ใช้วิธีติดแผ่นไวนิลไว้ด้านหลังคูหาเลือกตั้งแทน ซ้ำร้ายในแผ่นไวนิลดังกล่าวยังปรากฏข้อมูล เขตเลือกตั้งไม่ถูกต้อง และมี หมายเลขผู้สมัครสลับกัน ทางสำนักงาน กกต. ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวและเร่งประสานคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขให้เป็นไปตามระเบียบโดยด่วน ขณะนี้ได้ดำเนินการแก้ไขการติดประกาศรายชื่อให้ถูกต้องครบถ้วนตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงเวลาที่เหลือ

ปัตตานี เจ้าหน้าที่ กปน. ปมชี้นำไม่ต้องใช้สิทธิประชามติก็ได้ – ป้ายชื่อพรรคผิด

เลือกตั้ง

แฟ้มภาพ / ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทางด้าน จ.ปัตตานี พบประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อเจ้าหน้าที่ กปน. ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลกับผู้มาใช้สิทธิในลักษณะที่ว่า ไม่ต้องใช้สิทธิประชามติก็ได้ หากแถวรอคิวยาว ซึ่งในกรณีนี้ กกต. ระบุว่าขอเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แต่ยอมรับว่าตามหลักการแล้วเหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเป็นการบิดเบือนสิทธิหน้าที่ของพลเมือง

นอกจากนี้ ยังพบกรณีความผิดพลาดบนป้ายไวนิลแนะนำผู้สมัครที่มีการ พิมพ์ชื่อพรรคการเมืองผิดพลาด จาก พรรคประชาชน เป็น พรรคภูมิใจไทย ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้สมัครและฐานเสียงในพื้นที่อย่างมาก เบื้องต้นทาง กกต. ปัตตานี อยู่ระหว่างนำข้อมูลไปตรวจสอบกระบวนการจัดพิมพ์และติดตั้งว่าเกิดจากความสะเพร่าหรือมีเจตนาอื่นแอบแฝงหรือไม่

ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปัตตานี สะท้อนถึงมาตรฐานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ระดับหน่วยที่ยังมีความคลาดเคลื่อน ซึ่งแม้ กกต. จะสั่งแก้ไขแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้สร้างความกังวลใจเรื่องความโปร่งใสในภาพรวมไปเรียบร้อยแล้ว

สถานการณ์ในตอนนี้ กกต. หลายจังหวัดเริ่มทยอยสั่งนับคะแนนใหม่ในหน่วยที่มีหลักฐานชัดเจน แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนยังคงสั่นคลอน และมีแนวโน้มจะมีการชุมนุมใหญ่หาก กกต. ส่วนกลางไม่สามารถชี้แจงปมบัตรเขย่งในหลายพื้นที่ได้

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ไม่น่าจะมีคนอ่าน

นักเขียนซีไรต์ สวน ไอซ์ รักชนก ถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ลงถนนวัดกันไป

นักเขียนซีไรต์ สวน ไอซ์ รักชนก ถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ลงถนนวัดกันไป

นักเขียนซีไรต์ สวน ไอซ์ รักชนก ถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ลงถนนวัดกันไป

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.41 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นาย วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ชื่อดัง ได้แชร์ภาพซึ่งมี น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมคำพูดว่า อย่าท้าทา กับความโกรธ แค้นของประชาชนมากนัก วันไหนที่ความโกรธปะทุขึ้นมาแล้วควบคุมไม่ได้ คนมีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังก็ระวัง จะไม่มีเงาหัว

ซึ่งทาง วิมล ไทรนิ่มนวล ก็ได้โพสต์ถึงเรื่องนี้ ว่า  ถ้าจะนับใหม่ทั้งประเทศ ผมว่าลงถนนดีกว่าครับ เพราะถ้านับแล้วแพ้อีกก็ต้องนับใหม่จนกว่าพรรคส้มจะชนะ ยกเว้นคะแนนของพรรคส้ม 1 เสียง เท่ากับ 2 เสียง ตามแบบฉบับ #คนเท่ากัน

แต่ลงถนนอาจได้เห็นความโกรธที่ปะทุขึ้นมาแล้วควบคุมไม่ได้ ก็จะได้เห็นว่าใครไม่มีเงาหัว!

หมอตุลย์ เปิด 6 เหตุผล ทำไม ภูมิใจไทย คว้าชัยแบบแลนด์สไลด์

หมอตุลย์ เปิด 6 เหตุผล ทำไม ภูมิใจไทย คว้าชัยแบบแลนด์สไลด์

หมอตุลย์ เปิด 6 เหตุผล ทำไม ภูมิใจไทย คว้าชัยแบบแลนด์สไลด์

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.35 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์  นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ออกมาวิเคราะห์ 6 เหตุผลที่การเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย คว้าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์

1. มีบ้านใหญ่เข้ามาร่วมหลายบ้าน 

2. อนุทินบริหารสถานการณ์สงครามไทย-กัมพูชา ได้ดี

3. คลิปหลานอังเคิล คนไม่เอาเพื่อไทย ย้ายมาเชียร์ภูมิใจไทย

4.คนชื่นชอบผลงานศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ

5. คนชอบนโยบายคนละครึ่งพลัส

6.มีการแบ่งเขตกับพรรคกล้าธรรมเรียบร้อย  พื้นที่ไม่ทับซ้อนกัน

อย่างไรก็ดี นพ.ตุลย์ ยังประเมินถึง การเลือกตั้งครั้งหน้า เชื่อว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่ได้ สส. เท่ากับครั้งนี้ และเชื่อว่า พรรคประชาชนจะกลับมา ดูจากประเด็นเรื่องแผล ‘ทหารมีไว้ทำไม’ ยังถือว่า พรรคประชาชนลดน้อย  กทม.ได้หมด อำเภอเมืองจ.ใหญ่ หลายจังหวัดยังได้ ปัญหาไทย-กัมพูชาซาลง  พรรคส้มจะกลับมาใหญ่อีกครั้ง

อย่างไรก็ดีถ้าพรรคประชาชนยังเป็นเด็กเอาแต่ใจ ข้าดีอยู่คนเดียว คนอื่นชั่วหมด ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ก็จะกินแห้วต่อไป ไม่มีใครเอาด้วย

จาก ทหารมีไว้ทำไม ถึง แก่ จน โง่ อัจฉราวดี ชี้ พลังเงียบรวมตัวสู้กระแสเหยียดคนไทย

จาก ทหารมีไว้ทำไม ถึง แก่ จน โง่ อัจฉราวดี ชี้ พลังเงียบรวมตัวสู้กระแสเหยียดคนไทย

จาก ทหารมีไว้ทำไม ถึง แก่ จน โง่ อัจฉราวดี ชี้ พลังเงียบรวมตัวสู้กระแสเหยียดคนไทย

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.10 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า

เวลาพวกนี้เข้าก๊วนกัน ดูราวกับเขาคิดว่า

เขาเป็นคนรุ่นใหม่ รวย ทันสมัย จนนำมาสู่ความผยอง

วันนี้พรรคส้มรู้ซึ้งแล้วว่า ความผยองฆ่าพรรคได้ยังไง

แค่วลี “ทหารมีไว้ทำไม รบกับใครก็ไม่ชนะ” ก็หนักหนาแล้ว

ยังมาเจอ “แก่ จน โง่” ถ้อยวาจาสุดเหยียด

ที่กลายมาช่วยปลุกกระแสรักชาติ

จากที่ตื่นแล้ว ก็ตื่นยิ่งขึ้นไปอีก

ชื่อดิว วีรวัฒน์ ต้องถูกบันทึกไว้

ในเส้นทางการเมืองของพรรคส้ม

ว่าเป็นผู้ร่วมทำลายโอกาสของพรรค

ไม่ใช่ผู้สนับสนุนพรรค
..
เมื่อจงใจเหยียบย่ำผู้อื่น
คนที่ตายก่อนคือผู้ฝังรอยเท้านั้น
..
..
อ. อัจฉราวดี วงศ์สกล
9 กุมภาพันธ์ 2569

ต๊ะ นารากร กะเทาะเปลือก กล้าธรรม ชนะเลือกตั้งถล่มทลายเพราะเข้าถึง Voter จริง

ต๊ะ นารากร กะเทาะเปลือก กล้าธรรม ชนะเลือกตั้งถล่มทลายเพราะเข้าถึง Voter จริง

ต๊ะ นารากร กะเทาะเปลือก กล้าธรรม ชนะเลือกตั้งถล่มทลายเพราะเข้าถึง Voter จริง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.07 น.

กลายเป็นที่จับตาของนักวิเคราะห์การเมืองทันที สำหรับผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เมื่อ พรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทำผลงานได้น่าประทับใจในหลายพื้นที่ จนถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

ล่าสุดวันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2569) คุณต๊ะ นารากร ติยายน อดีตผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์เจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จของพรรคกล้าธรรมไว้อย่างเผ็ดร้อน ว่า “ทำไม พรรคกล้าธรรม ชนะในหลายเขตได้ ส.ส.จำนวนมาก หักปากกาเซียน จากการเก็บข้อมูลของนักข่าวมาเป็นปี วิเคราะห์ได้แบบนี้

ต๊ะ นารากร

1) พรรคกล้าธรรมสะสมขุมกำลังจาก ส.ส.เดิม พื้นที่เดิม เขตเดิม แค่ย้ายมาจากพรรคอื่น ทั้งบ้านใหญ่ และคนในพื้นที่ที่ช่วยเหลือกันมานาน

2) พรรคกล้าธรรมไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่คนคนเดียว แต่กระจายผู้สมัครลงหลายๆ เขต ยกตัวอย่างที่จังหวัดหนองบัวลำภู เขต 2 ส่ง ไชยา พรหมมา ซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีมาก่อน แต่ก็แพ้เป็นหมื่นคะแนน เพราะไชยา ไม่สนใจพื้นที่ ชาวบ้านไม่ชอบเลยไม่เลือก ในขณะที่ เขต 1 และ เขต 3 ผู้สมัครเป็นคนของ นายก อบจ. และเป็นเครือญาติของนักการเมืองท้องถิ่น ทำพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง จึงชนะการเลือกตั้งทั้ง 2 เขต

ต๊ะ นารากร

3) พรรคกล้าธรรมฝังตัวอยู่ในกระทรวงเกษตรมานาน จึงสามารถใช้กลไกรัฐเข้าถึง voter จริงๆ ผ่านทางข้าราชการ คนของรัฐ และนโยบายต่างๆ ที่เอื้อต่อเกษตรกร

4) พรรคกล้าธรรม กระสุนถึง ยิงจริงจัง ปัจจัยทุกอย่างพร้อมหมด โดยเฉพาะคำว่า “ใจถึงพึ่งได้” อาจฟังดูเชย แต่สำหรับชาวบ้านมัน “ถึงใจ”

ต๊ะ นารากร

5) คุณธรรมนัสตระเวนปราศรัยในต่างจังหวัดด้วยตนเอง และประกาศว่า ใครกล้ายืนตรงข้ามกับกล้าธรรม ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายค้าน และบอกว่าพรรคกล้าธรรมมีผู้สมัครเกรดเอ 112 คน

หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือด มีทั้งฝ่ายที่ยอมรับในกลยุทธ์ และฝ่ายที่กังวลถึงทิศทางของการเมืองไทย เช่น

“การเลือกตั้งครั้งนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานล่างให้เข้มแข็งขึ้นได้จริง ๆ อย่างนี้จึงเรียกว่าประชาธิปไตยกินได้”

“จริงค่ะ จากที่ไม่ชอบ พอเขาโดนรุมโดนกระหน่ำ ทำให้รู้สึกเห็นใจ อดีตคืออดีต เราทุกคนต่างมีอดีตที่ไม่ดี การเมืองยุคใหม่ควรเลิกโจมตีฝ่ายตรงข้าม”

“เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ความรู้ไว้สมัยหน้าปรับตัว การเข้าถึงประชาชนสำคัญ ชาวบ้านอยากเห็นตัวแทนตัวเป็นๆ มากกว่าในสื่อ”

“คุณต๊ะก็วิเคราะห์ออกพอสมควรละครับ ผมขอถามข้อเดียวครับถ้าคุณเป็นหัวหน้ามาร์ค (ปชป.) คุณจะร่วมกับเขาไหม?”

“พรรคสีเขียวกระสุนหนักกว่าตอนยิงสู้กับกัมพูชาอีกครับ แจกทุกจังหวัด หลักฐานมีชัดเจนแต่ กกต. จังหวัดทำรัยไม่ได้… อีกไม่นานครับ ประเทศไทยจะเป็นเมืองสีเทาแน่นอน”

ต๊ะ นารากร
ต๊ะ นารากร
ต๊ะ นารากร
ต๊ะ นารากร
ต๊ะ นารากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก นารากร ติยายน

คดีพลิก! ดราม่าเขต 7 ปทุมฯ ผลนับใหม่ไม่ต่างจากเดิม แฉใช้ภาพผิดหน่วยปั่นกระแสเข้าใจผิด

คดีพลิก! ดราม่าเขต 7 ปทุมฯ ผลนับใหม่ไม่ต่างจากเดิม แฉใช้ภาพผิดหน่วยปั่นกระแสเข้าใจผิด

คดีพลิก! ดราม่าเขต 7 ปทุมฯ ผลนับใหม่ไม่ต่างจากเดิม แฉใช้ภาพผิดหน่วยปั่นกระแสเข้าใจผิด

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.58 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก ไม่น่าจะมีคนอ่าน ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระุบว่า  กปน. ปทุมฯ โดนด่าฟรี  เหตุเพจด้อมส้มลงเฟคนิวส์ การนับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่เแล้วไม่เหมือนรอบแรก ที่แท้ ไปเอารูปหน่วยเลือกตั้งจุดอื่นมาเทียบ !—————  

จากเหตุการณ์ กปน. หรือคณะกรรมการหน่วยเลือกตั้ง เขต 7 ปทุมธานี สถานที่ ราชมงคลธัญบุรี  ได้มีเหตุการณ์ที่ กลุ่มนักศึกษาได้เข้าไปขอดูการนับคะแนนผลการเลือกตั้ง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้อนุญาต จนมีการประท้วงและเรียกร้อง สุดท้ายจึงมีการนับคะแนนใหม่ โดยทางนักศึกษา มทร.เป็นได้เป็นผู้นับคะแนนเอง มีเพียงเจ้าหน้าที่ช่วยดูบัตรดีบัตรเสีย

ซึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดดราม่านั้น หลังจากมีการนับคะแนนรอบที่ 2  ในโซเชียลบนแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเฉพาะเฟสบุ๊ก ได้มีการนำเสนอภาพคะแนน ในส่วนของ สส.เขต   ซึ่งเป็นคะแนนจากนอกราชอาณาจักร โดยทำการเปรียบเทียบคะแนนกันแล้วมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะ2พรรคคู่แข่ง  โดยการนับคะแนนครั้งแรก(ภาพซ้าย)  พรรคภูมิใจไทยได้ 156 คะแนน พรรคประชาชน  ได้92 คะแนน แต่ภาพที่แสดงการนับครั้งที่2(ภาพขวา) พรรคประชาชนกลับนำแซงกลายเป็น พรรคประชาชน 415 คะแนน พรรคภูมิใจไทยได้ 96 คะแนน  ทำให้มีการตำหนิเจ้าหน้าที่ กปน.จำนวนมากในเรื่องความไม่เป็นธรรม

*คดีพลิก????‍♂️ เอาภาพคนละหน่วยเลือกตั้งมาเทียบ

ภายหลังเพจที่ได้นำเสนอข้อมูลภาพในชุดแรกอันเป็นหนึ่งในสาเหตุประเด็นดราม่า กลับลงข้อมูลใหม่ว่า จริงๆแล้วสาเหตุที่นับคะแนนครั้งแรก และนับใหม่ มีคะแนนที่ต่างกันนั้น มาจากคนละหน่วยเลือกตั้งกัน โดยภาพซ้ายนับครั้งแรกที่พรรคภูมิใจไทยนำพรรประชาชนนั้นมาตาก หน่วย 14 ในเคหะ  ส่วนภาพทางขวาที่พรรคประชาชนนำพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็น คะแนนที่นับใหม่ใน มทร.ธัญบุรี

*พิสูจน์ต่อไป

เมื่อได้รับข้อมูลดังกล่าวแล้วก็จะสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกติทันทีดังนี้ 
จุดสังเกตที่ 1. ที่อยู่ ในภาพซ้ายหรือการนับครั้งแรกนั้นได้ระบุสถานที่ๆพอจะอ่านออกได้บางส่วนคือ “เคหะชุมชนรังสิต” ซึ่งเป็นคนละสถานที่กับ มทร.ธัญบุรี
จุดสังเกตที่ 2 ผลรวมไม่ตรงกัน เมื่อรวมบัตรดี+บัตรเสีย+บัตรไม่ลงคะแนน  ได้ผลรวมต่างกัน โดยการนับบัตรเลือกตั้งครั้งแรกได้ 327 ใบ
 ส่วนครั้งที่ 2 ได้ 720 ใบ (ในภาพมีการเขียนตัวเลขบัตรเสียผิด 1คะแนน ต้องดูที่ขีด)
ซึ่งตัวเลข 720 ใบนั้น ตรงกับเอกสารของเจ้าหน้าที่ กปน. ที่สรุปตัวเลขมา (โพสต์โดย ผู้สมัคร สส. เขต7 ปชน ธันยนันท์ ไพบูลย์สุข ) 

*สรุปคือข่าวปลอม เจ้าหน้าที่ถูกด่าฟรี
สรุปจากคำอธิบายของผู้ให้ข้อมูลและการเปรียบเทียบข้อมูลในทางเอกสารนั้น ทำให้เห็นว่า การนับคะแนนครั้งแรก (ภาพขวา)ที่ ทำให้พรรคภูมิใจไทยนำพรรคประชาชนนั้น คือข่าวปลอม ในลักษณะที่ไปเอาผลคะแนนจากหน่วยอื่นมาเปรียบเทียบ และถูกนำเสนอสู่สาธารณะ จนเกิดความเข้าใจผิด และนำไปสู่การติเตียนคนหลายฝ่ายอย่างไม่เป็นธรรม

สุดท้ายของสุดท้าย ความจริงแล้วคือ “คะแนนแทบไม่ได้ต่างกัน” ระหว่างการนับคะแนนครั้งแรกโดยเจ้าหน้าที่และ การนับครั้งที่สองโดยนักศึกษา ซึ่งสามารถกดดูรายละเอียดในลิ้งก์อ้างอิงด้านล่างได้ ซึ่งยอมรับว่าคะแนนไม่ต่างกันมากทั้งตัว ธันยนันท์ เอง และตัวแทนนักศึกษาที่นับคะแนน

แล้วจะมีใครขอโทษเจ้าหน้าที่ กปน.หรือไม่ ในประเด็นนี้หรือไม่ ?

อ้างอิง 
ที่มาเฟคนิวส์ 
– จาก INSIDEVOICE
ภาพชุดแรกน่าจะลบไปแล้วแต่ยังระบาดในโซเชียล เหลือแต่ โพสต์แก้ข่าว
https://www.facebook.com/share/p/17MwCWdgaB/
อันนี้ภาพต้นทางที่ระบาดในกลุ่มด้อมส้ม
https://www.facebook.com/share/p/14SKCEe19gY/
-CSI LA ก็ด้วย
https://www.facebook.com/share/p/1HNFWDgM8r/
 จริงๆมีเพจอื่นด้วยแต่น่าจะลบไปแล้ว 
—————
สรุปว่า  การการนับคะแนนทั้ง 2 รอบ
เสนอโดย ธันยนันท์ ไพบูลย์สุข พรรค ปชน.
มีการเล่าเสรุปเหตุการณ์และภาพครั้งทั้งหมด  โดยการนับคะแนนจะมีทั้งหมด 4 ชุด ชุดละ 2 หีบ (เขตกับบัญชีรายชื่อ) โดยเทียบคะแนนเก่าจากเจ้าหน้าที่ และคะแนนใหม่ที่นับโดยนักศึกษา และสรุปผลว่า  
“สรุปคือ ความต่างของการนับคะแนนโดยไม่มีปชช.สังเกตุการณ์กับภายใต้การนับของปชช. มีจุดที่ไม่ตรงกันหลักหน่วยค่ะ ผู้สังเกตุการณ์จึงไม่ได้ร้องแย้งเพิ่มเติม ” 
https://www.facebook.com/share/p/1A9cGM27vP/
—————
คลิปสัมภาษณ์ผู้ที่นับคะแนนรอบใหม่ ก็สรุปว่าคล้ายกันคือคลาดเคลื่อนไป 1-2 คะแนน (ไม่ได้คลาดเคลื่อนแค่ปชน. และมีทั้งเพิ่มทั้งลด เกี่ยวข้องกับการตีความบัตรดีบัตรเสีย)
https://www.facebook.com/share/v/1FrZc9Su2H/

ขณะเดียวกัน นายเพียร มารศรี หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนกกต.จังหวัดปทุมธานี ผู้แทน ผอ.กกต.จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ประเด็นเรื่องของกระดานที่มีการเผยแพร่อยู่ตอนนี้ มันเป็น Fake News ยืนยันว่าเป็น Fake News ผมเข้าใจว่า ทุกคนมีจุดยืนของตัวเอง มีฝั่งของตัวเอง ในเมื่อผลไม่เป็นอย่างที่ตัวเองต้องการ ประกอบกับมีเหตุการณ์อย่างอื่น ก็ทำให้เกิดแหตุที่เป็นไปตามความพึงประสงค์ของตัวเอง ทำให้ กกต. ขาดความน่าเชื่อถือ อยากจะให้มีการนับคะแนนใหม่

เปิดไทม์ไลน์เดือด ล้อมหีบข้ามคืน ชลบุรี เขต 1 ประท้วงวุ่น หลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

เปิดไทม์ไลน์เดือด ล้อมหีบข้ามคืน ชลบุรี เขต 1 ประท้วงวุ่น หลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

เปิดไทม์ไลน์เดือด ล้อมหีบข้ามคืน ชลบุรี เขต 1 ประท้วงวุ่น หลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.46 น.

ชลบุรีเดือด! ไทม์ไลน์ล้อมหีบข้ามคืน เขต 1 ประท้วงวุ่นหลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่ารับเช้าวันที่ 10 ก.พ. 69 เมื่อสนามเลือกตั้งชลบุรี เขต 1 ลุกเป็นไฟ! มวลชนปักหลักปิดล้อมคอร์ดแบดมินตัน หลังพบพิรุธหีบบัตรไม่ได้ซีล เคเบิลไทร์หาย แถมพบบัตรเลือกตั้งถูกทิ้งในถังขยะ ยื่นคำขาด “ต้องนับใหม่เท่านั้น”

สรุปเหตุการณ์ “คืนล้อมหีบ” ชลบุรี เขต 1

สถานการณ์ความตึงเครียดเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ จนถึงรุ่งเช้าวันนี้ โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

18.00 – 20.00 น. เพจท้องถิ่นสะพัดข่าวจะมีการนับคะแนนใหม่ที่เทศบาลแสนสุข ประชาชนแห่ไปรอ แต่ กกต. ปฏิเสธว่าไม่มีการนับ ทำให้มวลชนตามไปที่เก็บหีบบัตร ณ “คอร์ดแบดมินตัน”

20.30 – 21.00 น. ความแตก! ประชาชนพบหีบบัตรบนรถกระบะ บางหีบไร้การรัดสาย “เคเบิลไทร์” เจ้าหน้าที่อ้าง “สายหมด” ทำมวลชนเดือดจัด นายอำเภอและ ผอ.กกต.จังหวัด ต้องรีบเข้าชี้แจงว่าอยู่ระหว่างขนย้าย

21.30 – 22.30 น. นายอำเภอยันนับคะแนนใหม่ไม่ได้ ต้องรอ กกต.กลาง ด้านมวลชนโต้กลับยกเคส “ปทุมธานี-มหาสารคาม” ที่นับใหม่ได้ทันที แต่นายอำเภอแย้งว่าชลบุรีเลยขั้นตอนทักท้วงมาแล้ว

22.40 น. วงเจราจาล่มชั่วคราว! ก่อนเจ้าหน้าที่จะกลับมาย้ำคำเดิมว่า “ผอ. ไม่มีอำนาจสั่งนับใหม่”

23.45 น. ผอ. กกต. เริ่มอ่อนท่าที รับปากจะประสาน กกต.กลาง เพื่อขออนุมัติเปิดหีบ

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

01.35 น. รองเลขาธิการ กกต. เดินทางมาถึงพื้นที่ ยืนยัน “อยู่ข้างความถูกต้อง”

03.00 น. สถานการณ์ยังตึงเครียด มวลชนไม่ยอมถอยหลัง พบหลักฐานเด็ด “ใบขีดคะแนน” ถูกทิ้งในถังขยะ ยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส

10.00 น. จับตาวาระสำคัญ กกต. ชุดใหญ่ประชุมด่วน พิจารณาว่าจะอนุมัติให้มีการนับคะแนนใหม่ตามคำเรียกร้องหรือไม่

ค่าของเสียงไม่เท่ากัน ใบตองแห้ง เปิดประเด็นร้อนชาวเน็ตถกสนั่นเหยียดหรือเปล่า

ค่าของเสียงไม่เท่ากัน ใบตองแห้ง เปิดประเด็นร้อนชาวเน็ตถกสนั่นเหยียดหรือเปล่า

ค่าของเสียงไม่เท่ากัน ใบตองแห้ง เปิดประเด็นร้อนชาวเน็ตถกสนั่นเหยียดหรือเปล่า

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.12 น.

หลังการปิดหีบเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา แม้คะแนนจะเริ่มนิ่งแต่ อุณหภูมิการเมือง ในโลกโซเชียลกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคุณภาพของเสียงที่กำลังกลายเป็นดราม่าร้อนฉ่าอยู่ในขณะนี้

วานนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2569) นาย อธึกกิต แสวงสุข หรือที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์และพิธีกรชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Atukkit Sawangsuk ซึ่งมีเนื้อหาเผ็ดร้อนกระแทกใจทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายต้าน โดยระบุว่า “คะแนนเสียงเรานับเท่ากันในกติกาประชาธิปไตย แต่คุณค่าไม่เท่ากันหรอก คะแนนเสียงผมที่เลือกเพื่อเปลี่ยน โหวตเห็นชอบจะมีค่าเท่าพวกโง่ที่เชื่อกลุ่มไลน์สวัสดีวันจันทร์ ว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง จะทำให้นักการเมืองไม่สามารถบินเฟิสท์คลาส ได้ยังไง โง่ก็ต้องบอกว่าโง่ ไม่ respect เพียงแต่ต้องแยกแยะแบบซื้อเสียงแล้วกาเบอร์ 1-10 ทั้งสองใบ นี่ก็ไม่ต้องอธิบายแก้ต่าง แต่ถ้าเลือกเพราะจำเป็นต้องพึ่งพิง อธิบายได้เข้าใจได้ แบบบางท่านอธิบายเรื่องธรรมนัสกับนโยบายเปลี่ยน สปก.เป็นโฉนด ก็ให้ความรู้ความเข้าใจ แต่รำคาญที่เช้ามาก็เห็นโพสต์เต็มฟีด ยังกะว่าคนกรุงเทพปริมณฑลที่เลือกส้มแม่งไม่เคยเข้าใจเรื่องพวกนี้เลย”

ใบตองแห้ง

ทันทีที่โพสต์ของ นาย อธึกกิต แสวงสุข หรือที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือด โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับมุมมองที่ตรงไปตรงมา และฝ่ายที่มองว่าเป็นการเหยียดหยามสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น จนเกิดเป็นวาทะตอบโต้กันอย่างรุนแรง เช่น

“5555 สิ่งที่เคยด่าสลิ่ม กลับทำเสียเอง”,

“เลิกได้เลิกนะคะ การด้อยค่าคนอื่น ประชาธิปไตยแบบไหน ไม่เคารพความเห็นต่าง เหยียบคนอื่นให้ต่ำลงเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น”,

“ความคิดน่ากลัว และเป็นภัย”,

“ใครเป็นคนวัดคุณค่าของเสียง ถ้าเสียงไหนมีค่ามากกว่ามันก็ควรจะถูกนับมากกว่าสิ”

“เช็ดเข้ นี้พี่ถึกเขียนเองจริงเหรอวะ 555”

“ถึงขั้นธาตุไฟแตก”

“เอาสุดแค่นี้พอนะถึก อย่าให้ถึงขั้นปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเลยนะ ถือว่าขอเหอะ”

“โดนใจสุดๆ”

ใบตองแห้ง
ใบตองแห้ง
ใบตองแห้ง
ใบตองแห้ง

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวและความขัดแย้งทางความคิดหลังการเลือกตั้งปี 2569 ที่ยังคงฝังลึก โดยเฉพาะการตีความคำว่าความเท่าเทียมในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกนำมาถกเถียงกันว่า แท้จริงแล้ว หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงนั้นควรถูกให้ค่าด้วย เหตุผลเบื้องหลังของการตัดสินใจหรือไม่ และน่าจับตาว่าหลังจากนี้ใบตองแห้งจะออกมาขยายความถึงประเด็นเสียงที่ไม่มีคุณค่านี้เพิ่มเติมอย่างไร ท่ามกลางกระแสทัวร์ที่ยังคงจอดหน้าเฟซบุ๊กอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ เปิดสาเหตุ ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ เปิดสาเหตุ ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ เปิดสาเหตุ ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.09 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

อย่าหลงคิดแต่ว่า ตัวเองเป็นคนดีและคนอื่นโกง  ทั้งที่ตัวเองก็โกง ด้วยการชักจูงในคนเข้าใจผิดต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพและศาล ซึ่งปัจจุบัน สงครามข่าวสารที่ตนเองสร้างขึ้นถึงเวลาโดนตีกลับเพราะตนเองแล้ว

ทำไมภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง

1. อนุทิน แสดงความจงรักภักดี ไม่ด้อยค่าทหาร เข้าใจความต้องการของประชาชนและตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่นจริงใจและเด็ดขาดต่อการจัดการกับปัญหาชายแดนกับเขมร และไม่อ่อนข้อต่อการกดดันของสหรัฐฯ แสดงบทบาทที่น่าประทับใจในระหว่างประชุมกับผู้นำระดับโลก เช่นการพยายามขายข้าวให้จีน การขอความช่วยเหลือจากสหรัฐ

2. สีหศักดิ์ ไม่อ่อนข้อต่อเขมรและการกดดันของสหรัฐฯ บนเวทีโลก กรณีปัญหาปัญหาชายแดนกับเขมร

3. เอกนิติ คนละครึ่งพลัส ถูกใจประชาชน

4. ศุภจี ทำงานหนักอย่างจริงจัง จนภาพนั้นตรึงตาตรึงใจคนไทยทุกฝ่าย แม้แต่คนนิยมพรรคส้มยังยอมรับ สังเกตได้จากคำพูดจากผู้นิยมส้มว่า “เสียดายอยู่ผิดพรรค” ซึ่งแปลว่า ส้มยังยอมรับฝีมือแม้จะอยู่พรรคที่ผู้นิยมส้มไม่ชอบ

คำประกาศที่ว่า ไม่ได้ทำเพื่อพรรคแต่ทำเพื่อคนไทยทุกคน “ทัชใจ” คนไทยทุกฝ่าย

5. การรีแบรนด์เป็น “พรรคนักปฏิบัติ”  การดึงบุคคลอย่าง คุณสีหศักดิ์ คุณเอกนิติ (ภาพลักษณ์ข้าราชการมือหนึ่ง) หรือ คุณศุภจี (ภาพลักษณ์ CEO มืออาชีพ) เข้ามา เป็นการแก้จุดอ่อนเดิมของพรรคที่ถูกมองว่าเป็นพรรคภูธร ให้กลายเป็นพรรคที่มี “ทีมเศรษฐกิจระดับอินเตอร์” สิ่งนี้ดึงดูด ชนชั้นกลางในเมือง ที่เบื่อความขัดแย้งและต้องการคนที่ “หาเงินเข้าประเทศเป็น”

6. ยุทธศาสตร์ “บ้านใหญ่” ที่แข็งแกร่งที่สุด ภูมิใจไทย มีเครือข่าย ส.ส. เขตที่เข้มแข็งมาก การดูแลพื้นที่แบบ “ถึงลูกถึงคน” ทำให้คะแนนเสียงในต่างจังหวัดไม่ผันผวนตามกระแสโซเชียลมีเดียเท่ากับพรรคส้ม

ทำไมพรรคส้มแพ้ ชนะการเลือกตั้ง

1. กับดัก “สุดโต่ง” การมุ่งเน้นประเด็นที่ละเอียดอ่อน (เช่น 112 หรือการปฏิรูปกองทัพแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่า) ทำให้เสียแนวร่วมที่เป็นคนรุ่นใหม่สายกลาง มุ่งแต่คิดจะแก้ 112 แม้เบื้องหน้าดูเหมือนไม่แตะต้อง แต่รู้ได้ว่ายังรอเวลาและหาช่องทาง

2. เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันหลักของชาติ ได้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพ ศาล ทั้งที่ประชาชนมองเห็นว่า สถาบันหลักของชาติอยู่เคียงข้างประชาชน และทำหน้าที่ปกป้องประเทศ

3. สมาชิกพรรคขาดประสบการณ์และความรู้ที่แท้จริงในการบริหารประเทศ เก่งพูดมากกว่าเก่งทำ มีแต่ราคาคุย

4. ประกาศสโลแกน มีส้มไม่มีเทา ขุดคุ้ยและเปิดโปงความเทาของคู่แข่ง แต่ปล่อยปะละเลยต่อขบวนการเทาๆ ในพรรค ซึ่งบ่งบอกความย้อนแย้งของคำว่า  มีส้มไม่มีเทา

5. สงครามข่าวสาร ที่ตีกลับ เมื่อพรรคส้มครองพื้นที่สื่อโซเชียลมานาน ผู้คนเริ่มเกิดภาวะ “เอียน” หรือรู้ทันเทคนิคการปั่นกระแส เมื่อความจริงเรื่องความเทาภายในพรรคถูกเปิดเผย ความศรัทธาจึงพังทลายเร็วกว่าพรรคปกติ เพราะขายภาพลักษณ์ “คนดี/คนรุ่นใหม่” ไว้สูงเกินไป

6. การบริหารองค์กรที่ล้มเหลว การคัดกรองผู้สมัครที่ไม่ดีพอ (มีประวัติอาชญากรรม, พฤติกรรมไม่เหมาะสม) ทำให้เกิด “สภาวะย้อนแย้ง” ในสายตาประชาชน คือด่าคนอื่นเทา แต่คนของตัวเองกลับดำมืด

สรุปภาพรวม 

ภูมิใจไทยชนะเพราะประชาชนเชื่อมั่นใน “ความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ” (ผ่านดีลข้าว/การทูต) และ “การรักษาสถาบันฯ” พรรคส้มแพ้เพราะประชาชนหมดความเชื่อมั่นใน “ความจริงใจ” (ปากว่าตาขยิบ) และมองว่าเป็น “ความเสี่ยง” ต่อความมั่นคงของชาติ นั่นหมายความว่า คนไทยเริ่มก้าวข้าม “กระแสวูบวาบในโลกโซเชียล” และหันกลับมามอง “ผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้” มากขึ้น

อย่าหลงคิดแค่ว่า ตัวเองเป็นคนดีและคนอื่นโกง  ทั้งที่ตัวเองก็โกง ด้วยการชักจูงในคนเข้าใจผิดต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพและศาล ซึ่งปัจจุบัน สงครามข่าวสารที่ตนเองสร้างขึ้นถึงเวลาโดนตีกลับเพราะตนเองแล้ว