อมิตาพุทธ อนุทิน อุ้มพระบูชาขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า อวยพรสื่อ เฮงๆเฮงๆ (คลิป)

อมิตาพุทธ อนุทิน อุ้มพระบูชาขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า อวยพรสื่อ เฮงๆเฮงๆ (คลิป)

อมิตาพุทธ อนุทิน อุ้มพระบูชาขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า อวยพรสื่อ เฮงๆเฮงๆ (คลิป)

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.35 น.

26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีรายงานบรรยากาศความเคลื่อนไหวของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะเดินขึ้นปฏิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า โดนวันนี้ นายอนุทินได้อัญเชิญพระบูชาด้วยการอุ้มขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้าด้วยตนเอง ท่ามกลางสื่อมวลชนที่เฝ้าสังเกตการณ์

แม้สื่อมวลชนจะพยายามขอสัมภาษณ์ในประเด็นต่างๆ แต่นายอนุทินไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด ทั้งนี้ ก่อนเดินเข้าตึก นายอนุทินได้หันมากล่าวทักทายกับกลุ่มผู้สื่อข่าวสั้นๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “อมิตาพุทธ เฮงๆ เฮงๆ กันนะทุกคน”

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเสริมสิริมงคลในการทำงานตามสไตล์ของนายอนุทิน ที่มักจะมีมุมผ่อนคลายและเป็นกันเองกับสื่อมวลชนอยู่เสมอ

4 ชาติร่วมฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก โชว์แสนยานุภาพ คอบร้าโกลด์ 2026

4 ชาติร่วมฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก โชว์แสนยานุภาพ คอบร้าโกลด์ 2026

4 ชาติร่วมฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก โชว์แสนยานุภาพ คอบร้าโกลด์ 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.23 น.

ฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการ (AMPHIBEX) ทร.-มะกัน-เกาหลีใต้-สิงคโปร์ ฝึกร่วมผสม โชว์แสนยานุภาพ ‘คอบร้าโกลด์ 2026’ ขนเรือรบ-ฮ.โจมตีเต็มพิกัด

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 ที่สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 15 หาดยาว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พล.ร.อ.สุชาติ  ธรรมพิทักษ์เวช รองผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยพล.ต.วิลเลียม เจ. เพรนเดอร์แกสต์ ที่ 4  (MG William J. Prendergast IV) ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 กองกำลังรักษาดินแดน รัฐแคลิฟอร์เนีย และคณะผู้บังคับบัญชาจากชาติที่เข้าร่วมการฝึก ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี และสาธารณรัฐสิงคโปร์ ร่วมตรวจเยี่ยมการฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก ในการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ 2026 

การปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก มีภารกิจหลักเพื่อเข้ายึด และสถาปนาพื้นที่บริเวณหัวหาดของฝ่ายตรงข้าม โดยใช้สรรพกำลังทางเรือ และกำลังรบยกพลขึ้นบก สนับสนุนด้วยกำลังทางอากาศ เริ่มจากการระดมยิงหัวหาดด้วยปืนใหญ่เรือ อากาศยานทำการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อลิดรอนอำนาจการยิงต่อต้านของข้าศึก หลังจากนั้นกำลังรบยกพลขึ้นบกจะเข้ายึดหัวหาด และดำเนินกลยุทธ์รุกเข้าไปในดินแดนฝ่ายตรงข้ามต่อไป พร้อมทั้งสถาปนาหัวหาดให้มีความปลอดภัยต่อกำลังรบ ซึ่งในปีนี้มีกำลังพลเข้าร่วมการฝึกจัดกำลังพลจากกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกา กองทัพสาธารณรัฐเกาหลี และ กองทัพสาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยกองทัพสหรัฐอเมริกาได้นำเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ USS ASHLAND และเฮลิคอปเตอร์โจมตี จากกองทัพบกสหรัฐ พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารต่าง ๆ มาเข้าร่วมการฝึกฯ ร่วมกับกองกำลังฝ่ายไทย โดยกองทัพเรือได้นำเรือหลวงช้าง เรือหลวงวังใน และเรือหลวงทองหลาง พร้อมกำลังรบยกพลขึ้นบก (นาวิกโยธิน) รถสะเทินน้ำสะเทินบก และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง สำหรับกองทัพสาธารณรัฐเกาหลี ได้นำเรือ ROKS No Jeok Bong (LSTII-689) และรถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV สำหรับกองทัพเรือสิงคโปร์ ได้นำเรือยกพลขึ้นบก RSS Endeavour เข้าร่วมในการฝึกฯ ครั้งนี้ด้วย

การฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในครั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมรบ และพัฒนาขีดความสามารถในการฝึกร่วมให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพป้องกันประเทศ รวมทั้งแสดงแสนยานุภาพทางทหาร ในการปฏิบัติการร่วมกันของกองทัพพันธมิตร เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กองทัพไทยมีความพร้อมรบทุกมิติ รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมิตรประเทศ และความร่วมมือทางทหารอันเป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติตลอดไป และความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาค

หมอวาโย ยื่นฟ้องกกต. เหตุจัดเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม ศาลนัดฟังคำสั่ง รับ-ไม่รับ 24 มี.ค.

หมอวาโย ยื่นฟ้องกกต. เหตุจัดเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม ศาลนัดฟังคำสั่ง รับ-ไม่รับ 24 มี.ค.

หมอวาโย ยื่นฟ้องกกต. เหตุจัดเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม ศาลนัดฟังคำสั่ง รับ-ไม่รับ 24 มี.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.07 น.

“หมอวาโย”รองหน.พรรคปชน.ยื่นฟ้องกกต. เหตุจัดเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม เผยปชช.ก็เป็นผู้เสียหายสามารถเข้ามายื่นฟ้องได้ ศาลนัดฟังคำสั่ง จะรับฟ้องหรือไม่ 24 มีนาคมนี้

26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ย่านตลิ่งชัน นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.พร้อมด้วย นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความ ได้มายื่นฟ้องประธาน กกต.กับพวก รวม 9 ราย ได้แก่ กรรมการ 7 คน เลขาธิการ กกต. 1 คน และ ผอ.สนับสนุนการเลือกตั้ง ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

นพ.วาโย กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางเข้ามาเพื่อยื่นฟ้อง กกต.กับพวกฐาน ละเว้นหรือปฏิบัตหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ม.96 ประกอบมาตรา 164 โดยศาลโดยนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้องว่าจะรับฟ้องหรือไม่ในวันที่ 24 มีนาคม นี้

นพ.วาโย กล่าวอีกว่า ความคาดหวังจากที่มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นจำนวนมาก จากการที่มีคดีตัวอย่างกรณีของ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานกกต.เมื่อปี 2549 ก่อนจะมีคำพิพากษาออกมาเมื่อปี 2558 ทางเราได้นำข้อเท็จจริงมาศึกษาโดยละเอียด ก่อนเห็นว่าศาลได้ลงเป็นความผิดฐาน พ.ร.ป.กกต.มาตรา 24 ประกอบมาตรา 42 ในขณะนั้น เทียบกับปัจจุบันคือพ.ร.ป.กกต.มาตรา 69 แม้คำวินิฉัยครั้งนั้นจะตีตก ในความผิด มาตรา 157 แต่ในครั้งนี้ เราได้ยื่นในข้อกฎหมายอื่นร่วมด้วย เพื่อปิดช่องโหว่และต้องการให้ทาง กกต.ได้รับผิดทางอาญา และตนยินดีต่อสู้หากคดีนี้ต้องลากกันไปยาวนานจนถึง 10 ปี

เมื่อถามว่า หากประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง 50 ล้านคนเห็นว่าได้รับความเสียหาย จะสามารถมาใช้สิทธิ์ยื่นฟ้องได้หรือไม่ นพ.วาโย กล่าวว่า ราษฎรฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองไม่ได้ง่ายอยู่แล้ว ยิ่งเป็นคดีอาญาทุจริต ที่เป็นการฟ้องเจ้าพนักงานยิ่งยากขึ้นกว่าเดิม แม้แต่การระบุพยานก็มีกระบวนการที่ต่างจากคดีอาญาทั่วไป แต่ประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนถือเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิโดยชอบที่จะเข้าฟ้องคดีแบบนี้ต่อ กกต.ได้ เพราะตนในฐานะโจทก์ก็เข้ามาฟ้องในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ได้รับความเสียหาย

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้เคยมีผู้ยื่นฟ้อง กกต.ต่อทั้งศาลอาญาคดีทุจริต หรือศาลตามภูมิลำเนา มองว่าอาจจะโดนเกี่ยวกับการฟ้องซ้ำหรือไม่ หรือจะต้องรวมสำนวนหรือไม่ นพ.วาโย กล่าวว่า การรวมสำนวนเป็นดุลยพินิจของศาล แต่การฟ้องซ้ำไม่ใช่แน่นอนเพราะผู้เสียหายเป็นคนละคนกัน อย่างในวันนี้ที่ตนเข้ามาฟ้องแล้ววันที่ศาลนัดตรวจคำฟ้องแล้วไม่รับฟ้องก็กลายเป็นยกฟ้องไปโดยปริยาย ตนก็เข้ามาฟ้องคดีใหม่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ตัดสิทธิ์ผู้เสียหายคนอื่นที่เป็นประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่จะเข้ามาฟ้องต่อศาลได้อยู่ดี

เมื่อถามว่า พฤติการณ์ของผู้ที่ถูกร้องส่งผลเสียหายต่อตัวพรรค ผู้สมัคร หรือผู้ลงคะแนนยังไงบ้าง นพ.วาโย กล่าวว่า ตนยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ที่ร่วมยื่นฟ้องคือพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งทุกคนที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องทุกคนล้วนเป็นประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง นั่นหมายความว่าประชาชนทุกคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ ถือว่าเป็นผู้เสียหายตามนิตินัย และ พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องส่งผลเสียต่อพรรคการเมืองในเรื่องของเศรษฐกิจเพราะแต่ละพรรคต้องมีค่าใช้จ่ายในการหาเสียงอีกด้วย

เมื่อถามว่า ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชนมองกรณีที่ผู้อำนวยการ กกต.กรุงเทพฯ ฟ้องประชาชนที่เรียกร้องให้นับคะแนนใหม่อย่างไรบ้าง นพ.วาโย กล่าวว่า ตนมองว่าอาจจะมีการแก้ฟ้องเพิ่มเติมภายใน 15 วันตามระยะเวลาตามที่ศาลอนุญาต เพราะการที่ฟ้องประชาชนที่เข้ามาพิสูจน์เรื่องนี้แต่กลับไม่ตั้งคณะกรรมการตามอำนาจของตัวเองในการไต่สวนเรื่องดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่ากกต.เลือกปฏิบัติ

เมื่อถามว่า เป็นการฟ้องปิดปากประชาชนหรือไม่ เพราะอ้างว่าถ้าไม่ทำก็อาจจะโดนมาตรา157 นพ.วาโย กล่าวว่า เรื่องนี้ตนมองว่าประหลาดมาก แนวทางของพรรคประชาชนมองว่าเป็นการฟ้องปิดปากอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้ทีมของตนมุ่งมั่นที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จให้ได้ ประชาชนที่รู้สึกว่าตนเองเสียหายก็สามารถดำเนินคดีได้ที่ศาลอาญาคดีทุจริตประจำภาค อันนี้ก็เป็นปัญหาที่ทำให้ประชาชนเห็นหน้าที่ขององค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ตอนนี้ทางพรรคประชาชนส่วนนายพริษฐ์ ยกร่างเพิ่มเติมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าสภาเปิดทางพรรคก็จะยื่นทันที

เมื่อถามว่า ได้มีการยื่นขอพยานเพิ่มเติมหรือไม่ นพ.วาโย กล่าวว่า มีพยานหลายท่านทั้งนักกฎหมายที่อยู่หน้าสื่อแทบทุกท่าน หรือ รศ.ดร.วิษณุ เครืองาม เราก็เชิญมาด้วย บริษัทพิมพ์บัตรเลือกตั้งทั้ง 3 บริษัทเราก็เชิญมาทั้งหมด รวมถึงเอกสารทีโออาร์ สัญญาจ้าง รวมถึงรายงานการประชุมของ กกต.ตั้งแต่มีการยุบสภา

– 006

เปิดชื่อว่าที่รัฐมนตรีสีน้ำเงิน จ่อเข้าวินอนุทิน 2 สายตรง ครูใหญ่-บ้านใหญ่-ยกจังหวัด พรึ่บ

เปิดชื่อว่าที่รัฐมนตรีสีน้ำเงิน จ่อเข้าวินอนุทิน 2 สายตรง ครูใหญ่-บ้านใหญ่-ยกจังหวัด พรึ่บ

เปิดชื่อว่าที่รัฐมนตรีสีน้ำเงิน จ่อเข้าวินอนุทิน 2 สายตรง ครูใหญ่-บ้านใหญ่-ยกจังหวัด พรึ่บ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.00 น.

เปิดชื่อว่าที่”รัฐมนตรีสีน้ำเงิน” จ่อเข้าวิน”อนุทิน 2″ สายตรง”ครูใหญ่-บ้านใหญ่-ยกจังหวัด”พรึ่บ ด้าน”ไตรศุลี”จ่อนั่ง”เลขาฯนายกฯ”อีกครั้ง ขยับ”สิริพงศ์”ไปเป็นรมต. จับตา”เนวิน-อนุทิน”คุยคิกออฟตั้งรัฐบาล 8-9 มี.ค.นี้ที่บุรีรัมย์

26 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบุคคลที่คาดว่ามีโอกาสที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจาก “3 ดรีมทีม” ได้แก่ นายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.คลัง , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.ต่างประเทศ , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.พาณิชย์ รวมถึงมือกฎหมายอย่าง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคภูมิใจไทย ได้ สส.ยกจังหวัดมาถึง 20 จังหวัด คาดว่ารัฐมนตรีส่วนใหญ่จะเป็นคนหน้าเดิมๆ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มบ้านใหญ่ ได้แก่ สายตรง “ครูใหญ่” ที่ได้ สส.ภาคอีสาน ถึง 64 ที่นั่ง อาทิ นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรค , นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ , นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรค , นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร แกนนำพรรค , นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ , นายศุภชัย ใจสมุทร ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นต้น

สายภาคใต้บ้าน “รัชกิจประการ” ของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้ สส.มาถึง 31 คน บ้านใหญ่ “อุทัยธานี” อย่าง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ , นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ส่วนบ้านใหญ่ “พระนครศรีอยุธยา” อย่าง นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รองหัวหน้าพรรค บ้านใหญ่ “อ่างทอง” นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง , นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง เป็นต้น รวมถึงยังมีชื่อของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ว่าทึ่ สส.บัญชีรายชื่อ , นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค , น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ว่าที่ สส.บัญขีรายชื่อ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบ้านใหญ่ “ศรีสะเกษ” คาดว่า น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ จะไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามเดิม และ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ อาจเข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแทน

ส่วนกลุ่ม “เลือดใหม่” ที่ย้ายมาจากพรรคชาติไทยพัฒนา คาดว่าจะเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา จ.สุพรรณบุรี รวมถึงบ้านใหญ่ “สะสมทรัพย์” จ.นครปฐม ด้วย ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ อย่าง “กลุ่มมังกรน้ำเค็ม” ของ นายสุชาติ ชมกลิ่น กลุ่ม นายธนกร วังบุญคงชนะ กลุ่ม “มะขามหวาน” ของ นายสันติ พร้อมพัฒน์ ที่จะให้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ บุตรชาย นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแทน และกลุ่มของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีประมาณ 9 – 10 คน เป็นต้น

ทั้งนี้ จะเริ่มมีการคิกออฟพูดคุยถึงมติการร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ และเก้าอี้รัฐมนตรีของแต่ละพรรค รวมถึงพรรคภูมิใจไทยในการสัมมนา สส.พรรคภูมิใจไทย อย่างเป็นทางการครั้งแรก ระหว่างวันที่ 8 – 9 มี.ค.นี้ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

สารพัดโผสะพัด รัฐบาลสีน้ำเงิน แม้แต่ อนุทิน-แกนนำภูมิใจไทย ยังมึนงง มาได้ไง

สารพัดโผสะพัด รัฐบาลสีน้ำเงิน แม้แต่ อนุทิน-แกนนำภูมิใจไทย ยังมึนงง มาได้ไง

สารพัดโผสะพัด รัฐบาลสีน้ำเงิน แม้แต่ อนุทิน-แกนนำภูมิใจไทย ยังมึนงง มาได้ไง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.22 น.

26 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวในการจัดโผ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่มีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ภายหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เริ่มประกาศรับรอง สส.แบบเขต จำนวน 396 เขต และคาดว่าจะมีการรับรอง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในสัปดาห์หน้า โดยทางพรรคภูมิใจไทย ได้นัด สส.มารายงานตัววันที่ 6 มี.ค.นี้ เวลา 10.30 น.โดยนัดรวมตัวกันที่พรรคภูมิใจไทย เพื่อเดินทางไปรายงานตัวที่สภาฯพร้อมกัน ทำให้คาดว่า กกต.จะรับรอง สส.ได้ถึงร้อยละ 95 แล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะประสานสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกภายใน 15 วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 121 เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นจะได้นัดวันเลือกนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะเป็นช่วงเดือน มี.ค.นี้ แล้วก็จะเข้าสู่ตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามมาด้วยการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว ก็เริ่มเดินหน้าทำงานก็น่าจะอยู่ในช่วงเดือน พ.ค.69 นั้น

ทำให้ขณะนี้โผการตั้ง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่มีออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งมีทั้งที่ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง ซึ่งมีการแบ่งโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี โดย สส. 10 คน ได้ 1 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ ส่วน สส. 5 – 6 คน ได้ 1 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วย ขณะนี้เสียงพรรคร่วมรัฐบาลมี 292 เสียง โดยคาดว่าพรรคภูมิใจไทย ที่มี สส. 192 เสียง จะคุมด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคง ใน 19 ตำแหน่ง จะเป็นกระทรวงที่อยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักนายกรัฐมนตรี

ซึ่งรัฐมนตรีส่วนใหญ่จะเป็นคนเดิมที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลชุดปัจจุบัน อาทิ นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เป็นต้น

ขณะที่รัฐมนตรี ชัดเจนใน 3 เก้าอี้ “ชุดดรีมทีม” ตอนหาเสียง ได้แก่ นายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ รวมถึงมือกฎหมายอย่าง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย

ส่วนพรรคเพื่อไทย ได้โควตา 8 ที่นั่ง (4 รัฐมนตรีว่าการฯ 4 รัฐมนตรีช่วยฯ) คาดว่าจะได้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.อุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม รมว.ศึกษาธิการ รมว.แรงงาน ส่วนอีก 3 เก้าอี้ที่เหลือ จะเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็กๆ ที่เหลือ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีข่าวสะพัดว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ไม่พอใจกับรายชื่อรัฐมนตรีฝั่งของพรรคเพื่อไทย ที่เปิดออกมา 5 ชื่อ ประกอบด้วย 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้แก่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรือง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง จึงถูกพรรคภูมิใจไทยขอให้ ส่งชื่อ “คนรุ่นใหม่” เข้ามาแทน 3 รายชื่อ คือ นายสุริยะ นายสมศักดิ์ นายประเสริฐ

นอกจากนี้ ยังมีชื่อของ “เลือดแท้สีน้ำเงิน” และ “นิวเจน” พรรคภูมิใจไทย ที่ทำงานให้กับพรรคเป็นสายตรง “เซาะกราว” จะเข้ามานั่งเป็น “รัฐมนตรีป้ายแดง” ด้วย อาทิ นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นต้น

ส่วนตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งยังไม่นิ่ง แต่ชื่อที่ยังเป็นเต็งหนึ่งคือ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ สายตรง “ครูใหญ่”

ล่าสุดเวลา 16.30 น.วันเดียวกันนี้ จากการสอบถามแกนนำพรรคภูมิใจไทย ล้วนยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ยังไม่ทราบว่า โผดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ และคงไม่มีใครออกมาปฏิเสธข่าว เพราะมีชื่อเป็นถึงรัฐมนตรี แค่มีชื่อหลายคนก็ดีใจแล้ว ข่าวที่ออกมา คนในพรรคภูมิใจไทยก็ยังงง เมื่อเห็นรายชื่อตามที่ปรากฏเป็นข่าว แม้แต่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ขณะที่นายอนุทิน ยืนยันถึงการตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ว่า “ยังไม่มีการเปิดดีล ยังไม่ได้พูดกับใครพรรคไหนทั้งนั้น” และยอมรับว่า “ต้องสอบคุณสมบัติ รัฐมนตรีเข้มข้นกว่าเดิม”

กกต.ฟันดะ! เปิด 6 ชื่อถูกแจ้งดำเนินคดีขวางเลือกตั้ง-อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ

กกต.ฟันดะ! เปิด 6 ชื่อถูกแจ้งดำเนินคดีขวางเลือกตั้ง-อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ

กกต.ฟันดะ! เปิด 6 ชื่อถูกแจ้งดำเนินคดีขวางเลือกตั้ง-อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.10 น.

เปิด 6 ชื่อเซ่นปมถ่ายภาพ ถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง กกต.จัดหนักแจ้งดำเนินคดีฐานขัดขวางเลือกตั้ง-อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ ไม่รอด

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการฯ กกต.เข้าแจ้งความกองปราบปราบให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสQR code บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้งทั้งแบบแบ่งเขตและเลือกตั้งบัญชีรายชื่อเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น

มีรายงานบุคคลที่ กกต.แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้น มีจำนวน 6 ราย ประกอบไปด้วย

1.นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม

2.นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของDomecloudผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain

3.นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจM.I.B Marketing In Black

4.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร  อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

5.นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน

6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar

โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14

ทั้งนี้ ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรงโดยตามมาตรา66 พ.ร.ป.ว่าด้วยกกต.2560 กำหนดว่า “ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด  ผู้ตรวจการเลือกตั้ง  หรือกรรมการที่กกต. แต่งตั้ง  ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทรวมทั้งจำทั้งปรับ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116  กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใด ๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7ปี

ส่วนมาตรา  209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000

มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจด หมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รักชนก-สหัสวัต จี้จัดเลือกตั้งบอร์ดสปส.ใน 45 วัน คืนสิทธิ 1 คน เลือก 7 เบอร์ อัดตรีนุช ให้ขรก.ขี่คอ

รักชนก-สหัสวัต จี้จัดเลือกตั้งบอร์ดสปส.ใน 45 วัน คืนสิทธิ 1 คน เลือก 7 เบอร์ อัดตรีนุช ให้ขรก.ขี่คอ

รักชนก-สหัสวัต จี้จัดเลือกตั้งบอร์ดสปส.ใน 45 วัน คืนสิทธิ 1 คน เลือก 7 เบอร์ อัดตรีนุช ให้ขรก.ขี่คอ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.49 น.

รักชนก-สหัสวัต บุกยื่น 3 ข้อ จี้จัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใน 45 วัน คืนสิทธิ 1 คน เลือก 7 เบอร์ เปิดเผยผลรับฟังความเห็นด่วน ถามแรงตรีนุช นั่งรมว.แรงงาน 3 เดือนยอมให้ข้าราชการขี่คอ ไร้ผลงาน ด้านรองปลัดแรงงาน แจงสัปดาห์หน้ารู้ผลรับฟังความเห็นแก้ระเบียบเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 ที่โรงอาหารสำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 3 กระทรวงแรง งาน น.ส.รักชนก ศรีนอก ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายสหัสวัต คุ้มคง ว่าที่ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน และ น.ส.ธนพร วิจันทร์ คณะกรรมประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน เดินทางมายื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เพื่อเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการรับฟังความเห็นต่อร่างระเบียบเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) และเร่งรัดจัดเลือกตั้งบอร์ดฯ ใน 45 วัน โดยน.ส.รักชนก รับประทานข้าวขาหมู ไข่ต้ม เพราะถูกรีดไขมันส่วนต่างออกไปแล้ว และนายสหัสวัต เลือกทานเป็นข้าวราด แกงเนื้อ ไช้โปวผัดไข่ เป็นอาหารเที่ยง

น.ส.รักชนก ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เรามาที่กระทรวงแรงงาน มีเรื่องเดียวคือการเลือก คณะกรรมการประกันสังคมซึ่งแตกออกเป็น 3 ข้อย่อย 1. การทำประชาพิจารณ์ระเบียบเลือกตั้งใหม่ไป ซึ่งปิดรับฟังมา 2 สัปดาห์แล้วแต่ยังไม่ทราบผลเลยว่า สัดส่วนคนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นอย่างไร แต่ถึงผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจว่าเป็นอำนาจของรมว.แรงงานว่าจะใช้ระเบียบนี้หรือไม่ ดังนั้นจึงอยากให้ประกันสังคมเปิดเผยผลประชาพิจารณ์ก่อน ซึ่งถ้าเทียบกับการประชาพิจารณ์ บำนาญสูตรแค ซึ่งใช้เวลาเพียง 4 วันก็สามารถประกาศได้ แต่รอบนี้กับใช้เวลานาน ทำให้ถูกตั้งคำถามว่ามีการเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลอะไรหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้มีการชี้แจงข้อสงสัยในการออกเสียงครั้งนี้โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันสุดท้ายที่มีผู้มาแสดงความคิดเห็นกว่า 2.5 แสนคน มีการใช้บอทหรือไม่

2. บอร์ดประกันสังคมหมดวาระแล้วเมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา ถ้าจะอ้างอิงกฎหมายสส.เวลาวาระจะต้อง จัดให้เลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน แต่กฎหมายประกันสังคมยังมีช่องว่างช่องโหว่อยู่ จึงเรียกร้องให้รมว.แรงงานจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมโดยเร็ว เพราะบอร์ดรักษาการไม่มีอำนาจเต็ม จะถูกขี่โดยราชการ ผลักดันอะไรไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และ 3. เรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการประชุมทุกครั้ง รวมถึงอนุที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนระเบียบการเลือกตั้งให้ผู้ประกันตนทราบว่า มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง

“ฝากรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ทำในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของผู้ประกันตน และฝากถามคุณตรีนุชว่า 3 เดือนที่ผ่านมาท่านนั่งทำอะไรอยู่ อย่าง 1. การตั้งกรรม การตรวจสอบการซื้อตึก SKYY 9 ก็ไม่มีความคืบหน้า 2. บำนาญสูตรแคร์รอมา 3 เดือนกว่าก็ไม่เอาเข้าครม. 3. ท่านเป็นรมว.แรงงานมาจากการเลือกตั้ง ท่านยอมได้อย่างไรให้มีการล้มระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ท่านยังยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยอยู่หรือไม่ หรือขลาดกลัวข้าราชการในสำนักงานประกันสังคมมากขนาดนั้น ให้เขามาขี่คอท่านได้จนผลงานไม่ออกขนาดนี้เลยเหรอ จึงขอตั้งคำถามว่านี่คือช่วงโค้งสุดท้ายแล้วที่ท่านจะได้ดำรงตำแหน่งรักษาการ ก็ขอให้ใช้ความกล้าหาญในการเปลี่ยนระเบียบเลือกตั้งที่เป็นการลิดรอนสิทธิ์ผู้ประกันตนนี้ทิ้งไป แล้วจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใสผู้ประกันตนมีส่วนร่วมและได้สิทธิ์เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าเดิม” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่า สปส.ให้เหตุผลของการเปลี่ยนระเบียบเนื่องจากผู้ประกันตนจำหมายเลขของผู้สมัครทั้ง 7 คนไม่ได้ นายสหัสวัต กล่าวว่า ผิดฝาผิดตัวมาก หลักการว่าเราจะเลือกกี่เบอร์นั้น คือ 1 เขตเลือกตั้งเรามีตัวแทนกี่คน ซึ่งประกันสังคมจะมีตัวแทนผู้ประกันตน 7 คนดังนั้นผู้ประกันตนจึงต้องมีสิทธิ์เลือกได้ 7 เบอร์ ดังนั้นการบอกว่า 1 คนเลือกได้ 1 เบอร์นั้นเป็นการลดทอนสิทธิ์และปรับหลักการการเลือกตั้งระบบตัวแทนทั้งหมด

ด้านนางบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์หลังรับมอบหนังสือว่า หลังรับหนังสือแล้วจะดำเนินการตามขั้นตอนคือนำเรียนต่อรมว.แรงงานและส่งเรื่องต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบในเรื่องนั้นๆ ดำเนินการชี้แจงกลับมาโดยด่วน ซึ่งในรายละเอียดเชื่อว่าสำนัก งานประกันสังคมมีการชี้แจงไปพอสมควรแล้ว สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นแก้ไขระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมตนขอชี้แจงว่าเราเปิดให้รับฟังความเห็นผ่าน 3 ช่องทาง ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2569 จนถึง 14 ก.พ 2569 รวมมีผู้แสดงความคิดเห็น 1.2 ล้านคน ซึ่งอยู่ระหว่างการประมวลผลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบว่าสัปดาห์หน้าจะทราบผล และขั้นตอนต่อไปจะนำเข้าสู่คณะอนุกรรมการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเลือกตั้ง วันที่ 9 มี.ค.2569
 

อนุทิน วางหลักตั้ง ครม.ใหม่ รมต.ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

อนุทิน วางหลักตั้ง ครม.ใหม่ รมต.ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

อนุทิน วางหลักตั้ง ครม.ใหม่ รมต.ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.14 น.

“อนุทิน”วางหลักตั้ง ครม.ใหม่ “รมต.ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ต้องไร้มลทิน ไม่ขัดผลประโยชน์ชาติ ไม่คิดทรยศ ประพฤติตนขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างชัดเจน หลังศาล รธน.วางบรรทัดฐานผ่านคดี“ภูมิธรรม-ทวี”

26 กุมภาพันธ์ 2569 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หรือ อนุทิน 2/1 จะต้อง “เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย”

สำหรับคำว่า “เข้มข้นกว่าเดิมเยอะเลย” นายอนุทินจะยึดคำวินิจฉัยคดี นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แทรกแซงการเลือกตั้ง สว.โดยศาลได้มีการวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองไม่สิ้นสุด แต่ได้นำมาเป็นกรอบและหลักการในการแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หน้า 45 เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา

โดยศาลรัฐธรรมนูญวางหลักการสำคัญในมาตรา 160 (4) บัญญัติให้รัฐมนตรีต้อง “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” โดยมีสาระสำคัญว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” นั้น คำว่า “ซื่อสัตย์” หมายความว่า ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง ส่วนคำว่า “สุจริต” หมายความว่า ความประพฤติชอบ โดยความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty) นี้ เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (Integrity)

ทั้งนี้ การมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ย่อมหมายความว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมที่บกพร่องจากมาตรฐาน หรือ “ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริต หรือพฤติการณ์บิดเบือนเพื่อให้ตนเองได้ไปซึ่งผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือของบุคคลอื่นโดยมิชอบ แต่ไม่ถึงกับต้องแสดงให้ปรากฏว่าบุคคลนั้นมีความประพฤติดีงามอย่างชัดเจน เพียงไม่ประพฤติตนให้ “ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างชัดเจน” ความประจักษ์ในที่นี้จึงหมายถึง ไม่มีพฤติกรรมที่ปรากฏในทางมิชอบหรือไม่สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ของรัฐมนตรี ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นส่วนรวม

นายกฯ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา ประดิษฐานชั่วคราว ณ ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา ประดิษฐานชั่วคราว ณ ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา ประดิษฐานชั่วคราว ณ ทำเนียบรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.59 น.

นายกฯเป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา ประดิษฐานชั่วคราว ณ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนนำไปประดิษฐานเป็นการถาวร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธา สะท้อนสายสัมพันธ์พระพุทธศาสนาไทย–ศรีลังกาอย่างแน่นแฟ้น

26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เข้าร่วมพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกา มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว

โดยมีคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

พร้อมด้วย นางเอทิริสิงเห อารัจจิลาเค ศรียานี วิชยันติ เอทิริสิงเห (H.E. Mrs. Edirisinghe Arachchilage Sriyani Wijayanthi Edirisinghe) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาประจำประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีประมาณ 200 คน โดยบรรยากาศเต็มเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติและเลื่อมใสศรัทธา


 
ในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุฯ นายกรัฐมนตรีได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐานบนบุษบก ณ บริเวณพิธี และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้อัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์ แห่งเมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา หลังจากนั้น สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ประธานสงฆ์ฝ่ายไทย และพระมหาเถระ พัลเลคามะ เหมรัตน นายากา เถโร ประธานสงฆ์ฝ่ายศรีลังกา ซึ่งเป็นผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาจากศรีลังกา ได้วางพวงมาลัยดอกไม้สดบูชาพระบรมสารีริกธาตุ จากนั้นนายกรัฐมนตรีวางพวงมาลัยดอกไม้สดและจุดเครื่องทองน้อยบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมถวายธูปเทียนแพ (เปิดกรวยกระทงดอกไม้) หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายธูปเทียนแพสักการะประธานสงฆ์ฝ่ายไทยและฝ่ายศรีลังกา


 
โอกาสนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเปิดโอกาสให้คณะรัฐมนตรี ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพุทธศาสนิกชน ได้ร่วมกราบสักการะและน้อมถวายเป็นพุทธบูชา โดยพิธีฯ ในวันนี้นับเป็นมหากุศลครั้งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนสายธารศรัทธาในพุทธศาสนาลังกาวงศ์ ซึ่งสืบทอดยาวนานกว่า 8 ศตวรรษ อีกทั้งเป็นประจักษ์พยานแห่งความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับศรีลังกา
 
นอกจากนี้ ยังเป็นหมุดหมายสำคัญสู่การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเป็นการถาวร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช และเชื่อมโยงกับการผลักดันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ซึ่งจะสร้างความภาคภูมิใจแก่ประเทศและพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ควบคู่กับการอัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากเมืองอนุราธปุระมาปลูกในโอกาสสำคัญ สะท้อนคุณค่าแห่งมรดกทางวัฒนธรรม ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา และความร่วมมืออันยั่งยืนระหว่างสองประเทศ


 
หลังจากนั้น ประธานสงฆ์ฝ่ายศรีลังกาและพระสงฆ์ศรีลังกาเจริญมงคลคาถา ให้พร กล่าวคำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ สวดมนต์ เจริญจิตภาวนา และกล่าวคำอธิษฐานจิตเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติและประชาชน ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะได้ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์จำนวน 7 รูป และกรวดน้ำและกราบลาประธานสงฆ์ทั้งสองฝ่าย ก่อนถ่ายภาพร่วมกับแขกผู้มีเกียรติ 
 
ทั้งนี้ พระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาในครั้งประวัติศาสตร์นี้ นับเป็นองค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกต่างเคารพสักการะ เชื่อกันว่าเป็นพระบรมธาตุที่ได้รับการสืบทอดและอารักขาอย่างสมบูรณ์จากวัดยาธิลากาลา ราชวรมหาวิหาร วัดโบราณของศรีลังกา ซึ่งเป็นสถานที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราชรูปแรกในสายอัสกิริยา นิกายสยามอุบาลีวงศ์


 
พระบรมสารีริกธาตุ 2 องค์ที่อัญเชิญมาครั้งนี้ มีลักษณะพิเศษอันหายาก คือมีสี 3 สี ได้แก่ สีทองคำ (ทองอุไร)  สีเงินสว่างใส และสีงาช้าง อันเปี่ยมด้วยความงดงามและความเป็นสิริมงคล ซึ่งไม่ค่อยปรากฏว่าจะพบทั้งสามสีในองค์พระบรมสารีริกธาตุ และตรงตามรูปพรรณสัณฐานของพระบรมสารีริกธาตุจากมหาปรินิพพานสูตร  

โดยพระบรมสารีริกธาตุได้ประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ทำเนียบรัฐบาล จนถึงเวลา 17.00 น. ก่อนที่จะถูกอัญเชิญไปยังวัดพระเชตุพนฯ และในวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 พระบรมสารีริกธาตุจะถูกอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นการถาวร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 1,250 ปี พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และวันมาฆบูชา พร้อมมีการจัดงานมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ซึ่งจะมีพิธีถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ 11,250 รูป และขบวนแห่ผ้าพระบรมธาตุอันศักดิ์สิทธิ์
 
ในโอกาสนี้ ยังมีการอัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากเมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่เติบโตมาจากหน่อพระศรีมหาโพธิ์พุทธคยา ปัจจุบันมีอายุกว่า 2,333 ปี โดยจะนำมาปลูก ณ วัดพระมหาธาตุฯ เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 800 ปีแห่งสายธารพุทธลังกาวงศ์สู่เมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นรากฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยและศรีลังกา ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งพระพุทธศาสนาและมรดกทางจิตวิญญาณร่วมกันของทั้งสองชาติ
 
รัฐบาลขอเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนที่สนใจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหากุศลครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อร่วมฉลองวาระครบรอบ 800 ปีแห่งพุทธลังกาวงศ์สู่เมืองนครศรีธรรมราช ที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเผยแพร่พุทธศาสนาลังกาวงศ์บนแผ่นดินไทย

สรรเพชญรายงานตัวสส.สมัยที่2

สรรเพชญรายงานตัวสส.สมัยที่2

สรรเพชญรายงานตัวสส.สมัยที่2

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.54 น.

“สรรเพชญ” รายงานตัวรับตำแหน่ง สส. สมัยที่ 2 เดินหน้าพัฒนาสงขลาทั้งจังหวัด เร่งรัดงานค้างคาเพื่อประชาชน

วันนี้ (26 ก.พ.) นายสรรเพชญ บุญญามณี เข้ารับเอกสารรับรองการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ก่อนเดินทางมายังอาคารรัฐสภา เพื่อรายงานตัวในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  จ.สงขลา เขตเลือกตั้งที่ 1 ในนามพรรคภูมิใจไทย อย่างเป็นทางการ

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ขอขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนอำเภอเมืองสงขลา ที่ให้ความไว้วางใจเลือกกลับมาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรอีกครั้งเป็นสมัยที่ 2 ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบสำคัญที่ตนจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ สำหรับการทำงานในสมัยนี้ ตนตั้งเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดสงขลาในภาพรวม ให้เป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็ง โครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับการเติบโต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับประชาชนทุกพื้นที่ ทุกอำเภอ โดยจะทำงานประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันศักยภาพของสงขลาให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน จะเร่งรัดติดตามโครงการและปัญหาต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไว้ในสมัยที่ผ่านมาแต่ยังไม่แล้วเสร็จ ให้เกิดความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาระบบน้ำประปาในอำเภอเมืองสงขลา การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสการจ้างงานให้กับประชาชนใน จ.สงขลา

“ความไว้วางใจที่ได้รับในครั้งนี้ คือพลังสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาสงขลาให้เติบโตอย่างมั่นคง ผมจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน และติดตามทุกปัญหาอย่างไม่ทอดทิ้ง เพื่อให้ทุกนโยบายเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและจับต้องได้” นายสรรเพชญ กล่าว

015