ทนาย บิ๊กโจ๊ก บุก ปปง. ค้านตั้งกรรมการคู่ขัดแย้ง สอบปมอายัดทรัพย์

ทนาย บิ๊กโจ๊ก บุก ปปง. ค้านตั้งกรรมการคู่ขัดแย้ง สอบปมอายัดทรัพย์

ทนาย บิ๊กโจ๊ก บุก ปปง. ค้านตั้งกรรมการคู่ขัดแย้ง สอบปมอายัดทรัพย์

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.01 น.

ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ประธาน ปปง. ตรวจสอบคุณสมบัติ 1 ในคณะกรรมการธุรกรรม คู่ขัดแย้งโดยตรงของบิ๊กโจ๊ก แต่กลับได้รับการแต่งตั้งให้เตรียมพิจารณายึดและอายัดทรัพย์

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) สะพานหัวช้าง กรุงเทพฯ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความประจำตัวของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร. เดินทางนำเอกสารหนังสือเพื่อยื่นขอให้ประธาน ปปง. รับไปดำเนินการตรวจสอบเกี่ยวกับการขอพิจารณาในเรื่องการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และขอให้ประธาน ปปง. ช่วยตรวจสอบ 1 ในคณะกรรมการธุรกรรมอาจมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน โดยมี นายวิทยาพร จันทวาส ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนสอบสวนทางการเงิน และในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ปปง. เป็นผู้แทนรับเรื่อง

โดย นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ เปิดเผยว่า วันนี้ตนมายื่นหนังสือเพื่อขอให้ประธาน ปปง. ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขอพิจารณาในเรื่องการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และขอให้ประธาน ปปง. ช่วยตรวจสอบ 1 ในคณะกรรมการธุรกรรมอาจมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน ซึ่งเรื่องนี้ได้มีคดีที่ น.ส.พิมวิไล (ขอสงวนนามสกุล) ได้แจ้งข้อหาในชุดปฏิบัติการชุดหนึ่งต่อ สน.เตาปูน ซึ่งเป็นการกระทำผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ และ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ก็ได้ให้ตนมายื่นเพื่อให้มีการตรวจสอบ มองว่าอาจมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนันที่อาจเข้าข่ายเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำผิดในคดีมูลฐานหรือไม่ อย่างไร เพื่อให้การดำเนินการของคณะกรรมการธุรกรรมเป็นไปด้วยความอิสระ โปร่งใส และเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง วันนี้จึงมายื่นเพื่อให้ประธานได้เห็นถึงการดำเนินการ เพราะ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ท่านได้ยืนยันว่าในการต่อสู้คดีต่าง ๆ ของท่าน ท่านยินดีเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยมีผู้มีอำนาจสอบสวน และมีผู้มีอำนาจพิจารณาตามบทบัญญัติไว้ในกฎหมาย แต่ท่านขอปฏิเสธ และขอทักท้วงกลไกการใช้อำนาจใด ๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยองค์กรที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทั้งมีการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะจากบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่เป็นคู่ขัดแย้งกับท่าน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี ซึ่งหากมีการใช้อำนาจดังกล่าวภายใต้ความขัดแย้งส่วนบุคคล ย่อมเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นการสร้างภาระเกินควร ทำความเสียหายแก่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ อีกทั้งบุคคลที่ใช้อำนาจดังกล่าวก็ควรตรวจสอบตัวเองก่อน และขอให้คณะกรรมการที่ท่านอยู่โปรดตรวจสอบก่อนว่า บุคคลท่านนี้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานฟอกเงิน หรือเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยแก่สาธารณะชน ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้ย้ำมาว่า การยื่นหนังสือดังกล่าวนี้ เป็นการปกป้องสิทธิ และส่วนได้เสียของท่านโดยสุจริตตามกฎหมาย ไม่มีเจตนากลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายผู้ใด

นายสัญญาภัชระ เผยอีกว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการธุรกรรมท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้ขัดแย้งโดยตรงกับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ในหลายกรณี กำลังจะนำเรื่องเกี่ยวกับการกระทำในที่พยายามที่จะให้เกิดการดำเนินการกับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ โดยที่กฎหมายรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็พยายามที่จะนำข้อเท็จจริงเหล่านี้เข้ามาสู่คณะกรรมการธุรกรรมเพื่อนำไปสู่การดำเนินการกับท่านในลักษณะการอายัด ยึดทรัพย์ต่าง ๆ ท่านจึงต้องนำเรียนกับประธาน ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ขัดแย้งกับท่าน และขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของเขา และข้อสังเกตต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งรายละเอียดเรื่องการพิพาท การดำเนินการตามที่เป็นข่าวเยอะอยู่ ฉะนั้น เพื่อความเป็นธรรมว่าทำไม พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ต้องยื่นหนังสือเยอะแยะ ก็เพราะว่าเรายื่นจากที่เราทราบว่าเมื่อมีการที่จะดำเนินการในลักษณะที่จะเป็นการดำเนินการกับท่านไม่ถูกต้อง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทางเราก็ต้องดำเนินการเพื่อบอกกล่าวหน่วยงานที่ต้องดำเนินการให้รับทราบ

นายสัญญาภัชระ เผยต่อว่า ทราบว่าอาจมีการประชุมภายในอาทิตย์นี้ จึงต้องมายื่นเพื่อให้ประธานได้ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ เพราะการที่จะเข้ามาเป็นกรรมการในคณะกรรมการธุรกรรม ซึ่งท่านมีส่วนเป็นคู่ขัดแย้ง ก็ไม่ควรได้รับการแต่งตั้งแต่แรก และเมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่ควรดำเนินการในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายสัญญาภัชระ เผยด้วยว่า ตอนเช้าที่ตนไปยื่นหนังสือที่วุฒิสภา ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นการยื่นซ้ำซ้อน เพราะก่อนหน้านี้ เราได้ทำหนังสือแจ้งเตือนหน่วยงานอย่างตำรวจ โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนว่าท่านไม่มีอำนาจ และก็ไม่มีอำนาจในการไปแจ้ง ป.ป.ช. เพราะอำนาจต้องเริ่มที่ประธานรัฐสภา แต่ทีนี้พอตอนนี้เราทราบว่าทางวุฒิสภามีการพยายามรวบรวมรายชื่อ เราก็อยากบอกว่าอำนาจตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มันเป็นอำนาจของประธานรัฐสภา ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2540-2550 จึงจะเป็นอำนาจของวุฒิสภา และเมื่อวานนี้ก็มีการเลือกตั้งแล้ว และจะมี สส. ที่จะได้รับการแต่งตั้ง 500 ราย ในเร็ว ๆ นี้ก็จะมีประธานรัฐสภา ดังนั้น กระบวนการต่าง ๆ ขอให้พิจารณารอบคอบ ว่าการดำเนินการของประธานรัฐสภาไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ถือเอกสารส่งประธานศาลฎีกา แต่ท่านจะต้องมีการตรวจสอบพยานหลักฐาน โดยเฉพาะพยานหลักฐานที่ตำรวจนำส่ง หากมันเป็นหลักฐานที่เกิดจากต้นไม้พิษ สิ่งที่ยื่นก็จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไปท้วงติงขอให้พิจารณาอำนาจของประธานรัฐสภาก่อน เพราะการคำนวณจำนวน 1 ใน 5 ของสองสภา จะต้องแยกเป็นการคำนวณสองส่วนคือประธานรัฐสภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา 1 ใน 5 ก็คือ 100 รายอย่างน้อย ส่วนวุฒิสภา คือ สว.อย่างน้อย 40 ราย ไม่ใช่การรวบรวมจาก สว.140 ราย เพราะถ้ารวบรวมแบบนี้ก็เกิดจากการรวบรวมวุฒิสภาเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ใช่รัฐสภา

นายสัญญาภัชระ ปิดท้ายว่า ท่านยังพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ท่านไม่ได้ไปไหน วันเลือกตั้งก็ไปสงขลา ดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง และที่ไม่ได้ออกมาก็เพราะมันเป็นหน้าที่ของทนายความที่จะตอบเรื่องกฎหมายแทนท่านและลดความขัดแย้งในสังคม แต่เมื่ออีกฝั่งพยายามออกนอกกรอบอยู่เรื่อย เราก็ต้องมีการนำเรียน ไม่ใช่ยื่นไร้สาระ ยื่นตามที่เราต้องรักษาสิทธิ์.

ณัฐพงษ์ จี้กกต.ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน-บัตรเสีย บัตรเขย่งสูงผิดปกติ

ณัฐพงษ์ จี้กกต.ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน-บัตรเสีย บัตรเขย่งสูงผิดปกติ

ณัฐพงษ์ จี้กกต.ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน-บัตรเสีย บัตรเขย่งสูงผิดปกติ

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.33 น.

ณัฐพงษ์ แถลงอัปเดตผลเลือกตั้ง จี้ กกต. ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน-บัตรเสีย บัตรเขย่งสูงผิดปกติ ขอเขต2 ลำปาง เขต3 ขอนแก่น นับคะแนนใหม่ ย้ำน้อมรับผลการเลือกตั้ง พร้อมนำไปถอดบทเรียนและทำงานให้หนักขึ้น

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 ที่พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงผลการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบความผิดปกติของการนับคะแนนในหลายเขต เพราะจากการติดตามข้อมูล ทั้งในส่วนของผลการเลือกตั้งที่มีการอัพเดตข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงเรื่องร้องเรียนหรือเหตุผิดปกติในการเลือกตั้ง ที่พรรคประชาชนได้รับข้อมูลเข้ามาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งจากทีมงานของพรรคที่ได้ประสานงานไปยังผู้สมัครในพื้นที่ พบว่าผลการเลือกตั้ง สส. เขตน่าจะได้อยู่ที่ 88 เขตและบัญชีรายชื่ออยู่ที่ประมาณ 30 กว่า ที่รอผลการเลือกตั้งที่สมบูรณ์มากขึ้นกว่านี้ก็จะทราบอย่างแน่ชัดว่าจะได้ถึงลำดับที่เท่าไหร่

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงเรื่องของเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการเลือกตั้ง ในภาพรวมพรรคประชาชนน้อมรับผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย ตนและพรรคประชาชนพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องทุกคะแนนเสียงของประชาชน สำหรับการพบเหตุผิดปกติ เช่น ลำปางเขต 2 ที่มีบัตรเสีย 7,000 กว่าใบ ซึ่งส่วนต่างที่แพ้ชนะอยู่ที่ราว 2,000 คะแนน กรณีนี้จะมีการดำเนินการขอให้มีการนับคะแนนใหม่  อีกตัวอย่างคือ ขอนแก่นเขต 3 พบว่ามีกรณีที่แพ้ชนะกันแค่หลักร้อยคะแนนเท่านั้น แต่จำนวนบัตรเสียและบัตรเขย่งมีความผิดปกติค่อนข้างมาก ซึ่งผู้สมัครได้ดำเนินกระบวนการขอให้มีการนับคะแนนใหม่แล้วเช่นเดียวกัน และยังมีความผิดปกติอื่น เช่น ปทุมธานี ที่ กปน. มีการปิดห้องนับคะแนน แม้ผลการนับคะแนนใหม่ไม่ได้ต่างมากนัก แต่การทำให้กระบวนการโปร่งใสและเป็นธรรมเชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญที่จะละเลยไม่ได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ยังมีอีกหลายกรณีที่ตนอาจจะเอ่ยถึงไม่หมด ตนในฐานะหัวหน้าพรรคได้แต่งตั้ง นายธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษาทางกฎหมายของพรรคและทีมผู้บริหารพรรคประชาชน เป็นหัวเรือในการตรวจสอบทุกกรณีเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่พบเหตุผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครของพรรคประชาชน สามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ที่พรรคประชาชนโดยตรง รวมถึงช่องทางของภาคประชาสังคม เช่น vote62 ที่มีการเปิดเว็บไซต์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ที่เกิดเกี่ยวกับเหตุปกติในการเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชนพร้อมทำงานร่วมกับภาคประชาชนทุกภาคส่วนในการดำเนินการทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ตนขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีประชาชนบางส่วนที่รู้สึกผิดหวัง แต่ตนยืนยันอีกครั้งว่าการทำงานการเมือง ตราบใดที่เรายังคงเชื่อมั่นในพลังเสียงของประชาชน ยังคงเชื่อมั่นว่าประเทศมีทางออก พรรคประชาชนและตนก็พร้อมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนในการผลักดันวาระในประเด็นอื่นๆ ต่อไป ไม่อยากให้ประชาชนรู้สึกท้อถอย อยากให้ทุกคนมีความหวังและมีส่วนร่วมกับการเมืองอย่างเต็มที่ต่อไป

นายณัฐพงษ์ ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่าจุดยืนของพรรคประชาชนยังเหมือนเดิม ยืนยันว่าให้พรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ตราบใดที่พรรคภูมิใจไทยยังเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนก็เข้าไปร่วมรัฐบาลไม่ได้

ปัจจัยในการแพ้ชนะเลือกตั้งมีหลายอย่าง แน่นอนว่าการบริหารจัดการภายในพรรคและผู้สมัครก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งพรรคประชาชนจะกลับมาทบทวนและทบทวน และสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำอยู่แล้วแน่นอนว่าคือการทำงานให้หนักขึ้น รู้ทันกลยุทธ์การเมืองของฝั่งตรงข้ามให้มากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือในการเอาชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้อย่างดีมากขึ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมา แต่ก็พอทำให้เห็นภาพรวมในบางกรณี เช่น กรณีที่คู่แข่งบางเขตอาจมีการแบ่งหรือหลบเขตกัน หากมองย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2566 คะแนนผู้สมัครของพรรคประชาชนไม่ได้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าหลายกรณีไม่ได้เกิดจากการทำหน้าที่ที่บกพร่องของผู้สมัคร แต่อยู่ที่บริบทในการต่อสู้ว่าคู่แข่งแข่งกันเองหรือมีการหลบเขตให้กันหรือไม่ แต่ตนยืนยันอีกครั้งว่า นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้พรรคประชาชนแพ้การเลือกตั้ง พรรคประชาชนเคารพในเสียงของประชาชน และพร้อมกลับไปวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างเป็นทางการ

พรรคประชาชนยอมรับว่าการจะเอาชนะการเลือกตั้งได้ นอกจากการเอาชนะทางความคิดในการปักธง เป็นพรรคหนึ่งในประเทศที่ประชาชนหลายคนยอมรับในเรื่องของวาระที่ก้าวหน้าที่พรรคประชาชนผลักดันมาตลอดแล้ว การทำงานเครือข่ายเชิงลึกในพื้นที่ การมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่านี้ จะเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนต้องทำงานให้หนักมากกว่านี้ แม้ในอดีตจะทำอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องกลับไปถอดบทเรียน การทำงานในเชิงเครือข่ายในพื้นที่แบบที่ไม่ได้ยึดโยงกับระบบอุปถัมภ์ในอดีต แต่เป็นวิธีการเข้าหาประชาชน เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญและจะเดินหน้าต่อไปแน่นอน

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า ป.ป.ช.ชี้มูล 44 สส.พรรคก้าวไกล เสนอแก้ ม.112 ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา นั้น ตนได้อัพเดทข้อมูลล่าสุดว่าข่าวนี้ไม่เป็นจริง ยังไม่ส่งไป แต่ถ้าเป็นจริง ก็เป็นไปตามกระบวนการ รอทีมกฎหมายของพรรค ซึ่งนำโดยคุณวาโย อัศวรุ่งเรือง ถ้าจริงก็จะแถลงความชัดเจนเพิ่มเติม แต่ก่อนที่ตนจะขึ้นมาแถลงข่าว ก็โทรศัพท์คุยกับคุณวาโย และทราบว่าทางเขาได้รับทราบข้อมูลมาว่ายังไม่ได้มีการส่ง

ส่วนกรณีที่ตนมีรายชื่อใน 44 คนด้วยนั้น ตนเคยตอบไปแล้วบางส่วน ถ้าว่ากันไป ตนมีแค่ 1 เรื่องเท่านั้น คือเรื่องการที่ไปลงนามการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เรื่องอื่น ๆที่เป็นองค์ประกอบความผิดอื่นไม่มีเลย ดังนั้น เรื่องนี้ถ้าพิจารณากันอย่างตรงไปตรงมาด้วยความเป็นธรรม ตนมีความเสี่ยงน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับอื่นๆ ดังนั้น ถ้าจะมีการดำเนินคดีอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ดูแล้วไม่เป็นธรรม ดูแล้วก็พอคิดได้ว่ามีเหตุผลเบื้องหลังอื่นๆหรือเปล่า ก็อยากให้ทางองค์กรอิสระทั้งหลายทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเราอยากให้องค์กรอิสระต่างๆทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการลงโทษคนผิด ตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกันทางการเมือง

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน จะลาออกจากตำแหน่ง นั้น คุณศรายุทธิ์ ได้ให้ความเห็นต่อสื่อมวลชนไปแล้ว ว่าพร้อมที่จะทำตามสิ่งที่ตัวคุณศรายุทธิ์ได้รับปากไว้ ซึ่งต้องบอกว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของพรรค ที่เราจะต้องมีการบริหารจัดการในช่วงหลังการเลือกตั้ง และยังมีขบวนการอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเตรียมงานสภาสมัยหน้า การอบรม สส.ใหม่  ดังนั้น ขอให้พวกเราบริหารจัดการในช่วงเวลานี้ผ่านไปก่อน ซึ่งตำแหน่งเลขาธิการพรรคก็เป็นตำแหน่งสำคัญ ที่จะทำให้กำหนดการทุกอย่างเปลี่ยนผ่านไปอย่างราบรื่น ส่วนจะเป็นคนใหม่หรือไม่ รอให้เป็นขบวนการในพรรค ตนเชื่อว่าสรายุทธิ์พร้อมที่จะช่วยเหลือพรรคในทุกบทบาท

รองนายกฯธรรมนัส มอบรางวัลนักกีฬาดีเด่น วันกีฬาแห่งชาติ2568 เชิดชูฮีโร่ไทยสร้างชื่อเวทีโลก

รองนายกฯธรรมนัส มอบรางวัลนักกีฬาดีเด่น วันกีฬาแห่งชาติ2568 เชิดชูฮีโร่ไทยสร้างชื่อเวทีโลก

รองนายกฯธรรมนัส มอบรางวัลนักกีฬาดีเด่น วันกีฬาแห่งชาติ2568 เชิดชูฮีโร่ไทยสร้างชื่อเวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.16 น.

“รองนายกฯธรรมนัส”มอบรางวัลนักกีฬาดีเด่น วันกีฬาแห่งชาติ 2568 เชิดชูฮีโร่ไทยสร้างชื่อเวทีโลก ปลื้มผลงานซีเกมส์–อาเซียนพาราเกมส์ ย้ำ ทุกความสำเร็จคือความภาคภูมิใจของชาติ

9 กุมภาพันธ์ 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2568 ณ อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก การกีฬาแห่งประเทศไทย โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) พร้อมด้วยผู้บริหาร บุคลากรทางการกีฬา และนักกีฬา เข้าร่วม

โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการกีฬา ได้จัดงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่นขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ และมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา รวมถึงบุคลากรทางการกีฬา ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ สร้างผลงาน และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในระดับชาติและนานาชาติ

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวตอนหนึ่งว่า งานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี 2568 ในวันนี้ ถือเป็นวันสำคัญยิ่งทางการกีฬาของไทย เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย และทรงชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเรือใบ ประเภท โอ.เค. ในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ณ กรุงเทพมหานคร ปีพุทธศักราช 2510 ยังความปลื้มปิติแก่ประชาชนชาวไทยทั้งชาติ ผลงานของนักกีฬาในรอบปีที่ผ่านมา ถือว่าได้สร้างชื่อเสียงและความสุขให้กับประชาชนในประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในปีพุทธศักราช 2568 ประเทศไทยของเราได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งนักกีฬาทีมชาติไทยสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ 

“ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ที่จะได้รับรางวัลทุกรางวัล ซึ่งได้สร้างชื่อเสียง เกียรติยศด้านการกีฬาให้แก่ประเทศชาติด้วยกันทั้งสิ้น คณะนักกีฬา เจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมการแข่งขันฯ และนักกีฬา ท่านอื่นๆ ต่างก็มีส่วนทำให้เกิดความสำเร็จในการแข่งขันฯ เช่นกัน นับว่าทุกท่านเป็นบุคคล ที่ได้เสียสละ อดทนต่อความยากลำบากในการฝึกซ้อม ต้องอดทนกับความกดดันต่างๆ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ได้ชัยชนะ นำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูล และประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของเรา”

สำหรับงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่นในปีนี้ มีการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้น 43 รางวัล ครอบคลุมรางวัลนักกีฬาสมัครเล่น นักกีฬาอาชีพ นักกีฬาเยาวชน นักกีฬาคนพิการ รางวัลประเภททีม ผู้ฝึกสอน บุคลากรทางการกีฬา นักวิชาการด้านกีฬา ตลอดจนผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและความเข้มแข็งของวงการกีฬาไทยในทุกมิติ

อานนท์ ทำนาย 7 ชะตาพรรคส้ม หลังแพ้ศึกเลือกตั้ง ท้ารอดูจริงหรือมั่ว

อานนท์ ทำนาย 7 ชะตาพรรคส้ม หลังแพ้ศึกเลือกตั้ง ท้ารอดูจริงหรือมั่ว

อานนท์ ทำนาย 7 ชะตาพรรคส้ม หลังแพ้ศึกเลือกตั้ง ท้ารอดูจริงหรือมั่ว

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.06 น.

อานนท์ ทำนาย 7 ชะตาพรรคส้ม หลังแพ้ศึกเลือกตั้ง ท้ารอดูจริงหรือมั่ว

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สิ่งที่จะได้เห็นเร็ว ๆ นี้ 

หนึ่ง อินฟูลต่าง ๆ จะทยอยทิ้งส้ม เพราะ outcome expectation ต่ำ ไปโหนคนแพ้ ไม่มีอนาคต ไม่ได้ให้ผลประโยชน์อะไรมากนัก คนไทยจำนวนหนึ่งชอบอยู่กับคนชนะ ไม่ได้อยู่กับคนแพ้

สอง คดีความต่าง ๆ จะพุ่งเรียงเข้าใส่พรรคส้ม เต็มไปหมด ข้าราชการไทยเขาเก็บทุกอย่างไว้ในมือ รอเวลาที่เหมาะสม เขาจะค่อย ๆ ชงให้อย่างบรรจงครับ ฝ่ายส้มจะร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดว่า นิติสงคราม ทั้ง ๆ ที่เป็นการกระทำของพวกเขา เทา ดำ จะผุดอีกเพียบ

สาม มวลชนสีอื่น ๆ จะเริ่มมีปากมีเสียง ตอบโต้กับด้อมส้ม อย่างไม่เกรงกลัว เพราะรู้แล้วว่า ด้อมส้มไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด

สี ส้มที่ถูกถีบออกมา จะเริ่มตาสว่าง นับเลขถูก ด่าและเริ่มแฉโปลิตบูโรและระบบเผด็จการในพรรค จะปล่อยออกมากันเป็น series ครับ

ห้า เมื่อส้มถูกสอย จะมีเลือกตั้งซ่อม พรรครัฐบาลจะจับมือกันในการเลือกตั้งซ่อม ตำแหน่งของส้มที่ถูกสอย ไม่ใช่ว่าจะได้กลับคืนมาง่าย ๆ นะครับ

หก ส้มจะเหี่ยวลง ๆ จุดพีคผ่านไปตั้งแต่เลือกตั้งครั้งก่อนแล้ว คนกรุงเทพก็เคยเห่อพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม พรรคประชากรไทย แบบนี้ แป๊บเดียวก็เบื่อ แล้วก็เปลี่ยนไปหาพรรคใหม่มาเห่อแล้ว คนกรุงเทพขี้เบื่อ เบื่อง่ายครับ

เจ็ด ในพรรคส้มจะตีกันเองมากขึ้น จะโทษกันไปมาว่า เพราะมึงพวกกูจึงแพ้

รอดูกันครับ ว่าจะจริงหรือไม่ ?

ผบ.ทอ. เปิดตัวอาวุธฝีมือคนไทย ปืนเลเซอร์ เผาโดรนร่วงระยะ 100 เมตร

ผบ.ทอ. เปิดตัวอาวุธฝีมือคนไทย ปืนเลเซอร์ เผาโดรนร่วงระยะ 100 เมตร

ผบ.ทอ. เปิดตัวอาวุธฝีมือคนไทย ปืนเลเซอร์ เผาโดรนร่วงระยะ 100 เมตร

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.07 น.

ผบ.ทอ. เปิดตัว ปืนเลเซอร์ ต้นแบบอาวุธพลังงานอนาคต ฝีมือคนไทย  รับมือ -ต่อต้านโดรน ป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่

9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรมสรรพวุธทหารอากาศ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมกรมสรรพาวุธทหารอากาศ และชมการสาธิตการยิง ปืนลำแสงเลเซอร์ต้นแบบ ซึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา โดยมีกำลังหัวกำเนิดลำแสงเลเซอร์ประมาณ 10 กิโลวัตต์

ปืนลำแสงเลเซอร์ดังกล่าวใช้ระบบบีบอัดลำแสงให้เกิดความร้อนสูง สามารถทำให้เป้าหมายในระยะ 50–100 เมตร มีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 300–400 องศาเซลเซียส ซึ่งเพียงพอที่จะสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเป้าหมาย

ตัวปืนได้รับการออกแบบโดยนำหัวกำเนิดเลเซอร์มาประกอบเข้ากับโครงปืน พร้อมพานท้ายและระบบลั่นไกแบบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้วัสดุอะลูมิเนียมเป็นโครงสร้างหลัก เพื่อลดน้ำหนักและช่วยในการระบายความร้อน โดยทีมพัฒนาให้ความสำคัญกับการลดขนาดและน้ำหนัก เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้จริงในเชิงยุทธวิธี

ในการนี้ พล.อ.ท.มาโนช อารีพงษ์ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ (สพ.ทอ.) ได้สาธิตการยิงปืนลำแสงเลเซอร์ต้นแบบด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารอากาศได้ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของกรมสรรพาวุธทหารอากาศ โดยให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาปืนเลเซอร์ ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์ในระดับ Proof of Concept เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาอาวุธพลังงานทิศทาง (Directed Energy Weapon)

สำหรับนำไปใช้ในภารกิจต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Anti-Drone) รวมถึงการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการออกแบบและผลิตยุทโธปกรณ์ได้เองภายในประเทศ

นอกจากนี้ ตัวปืนยังติดตั้งรางมาตรฐานสำหรับประกอบกล้องขยายหรือกล้องถ่ายภาพความร้อน เพื่อช่วยในการเล็งเป้า โดยเฉพาะในเวลากลางคืน รวมถึงเลเซอร์พอยน์เตอร์สำหรับชี้เป้า เนื่องจากลำแสงเลเซอร์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

พร้อมกันนี้ ยังมีการเสริมด้ามจับประคองมือ ระบบวัดอุณหภูมิ ระบบวัดกระแสไฟ สวิตช์นิรภัย (Safety Switch) และระบบระบายความร้อน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการใช้งาน

การเริ่มต้นพัฒนาปืนเลเซอร์กำลังต่ำระดับ 1 กิโลวัตต์ในช่วงแรก ถือเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานสู่การต่อยอดพัฒนายุทโธปกรณ์แห่งอนาคตของกองทัพอากาศ สอดคล้องกับนโยบายของผู้บัญชาการทหารอากาศที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมองค์ความรู้ และผลักดันให้เกิดนวัตกรรมจากมันสมองของคนไทย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

เพื่อไทย แบะท่า บอกยังไม่มีการพูดคุยร่วมรัฐบาล แต่เป็นไปได้ทุกอย่าง ไม่มีข้อจำกัด

เพื่อไทย แบะท่า บอกยังไม่มีการพูดคุยร่วมรัฐบาล แต่เป็นไปได้ทุกอย่าง ไม่มีข้อจำกัด

เพื่อไทย แบะท่า บอกยังไม่มีการพูดคุยร่วมรัฐบาล แต่เป็นไปได้ทุกอย่าง ไม่มีข้อจำกัด

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.50 น.

จุลพันธ์ ย้ำยังไม่มีการพูดคุยร่วมรัฐบาล บอกเป็นไปได้ทุกอย่าง ไม่มีข้อจำกัด รับเสียใจผลเลือกตั้ง ตั้งหลักถอดบทเรียนสู้ศึกครั้งหน้า

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์หลังหารือร่วมกับแกนนำพรรคหลายคนตลอดทั้งวัน ว่า วันนี้ไม่ได้เป็นการประชุมกรรมการบริหารพรรค เพียงแต่มีผู้ใหญ่หลายท่านมานั่งคุยการเมืองกันว่า สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร มีการถอดบทเรียนเบื้องต้นแล้วคงต้องไปทำงานต่อ วันนี้พรรคเพื่อไทยเรายอมรับว่ามีความเสียใจเล็กน้อย แต่วันนี้เราก็ตั้งหลักแล้ว เรารับเอาความไว้วางใจของพี่น้องประชาชนที่ส่งมอบให้ แล้วก็จะเดินหน้าในเรื่องของการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

ส่วนผลคะแนนที่ต่ำกว่าเป้าไปเยอะ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราก็คาดหวังไว้เยอะ แต่เป็นเรื่องธรรมดา การเลือกตั้งทุกคนก็ต้องตั้งเป้าหมายไว้ให้ไกล เพื่อที่จะไปให้ได้มากที่สุด เพราะเราเชื่อมั่นในเรื่องของนโยบายของเราว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่อย่างไรก็ตาม เรายอมรับในการตัดสินใจของประชาชน เมื่อออกเสียงมาแล้ว เราก็เดินหน้าต่อ

เมื่อถามถึงการเชื้อเชิญร่วมรัฐบาล ในตอนนี้มีการพูดคุยกันหลายฝ่าย มองว่าถ้าเพื่อไทยร่วมกับภูมิใจไทย อาจจะทำให้ตลาดทุนกลับขึ้นมาได้ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย นาทีนี้เป็นเรื่องของพรรคที่ได้รับเสียงสูงที่สุดในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล เป็นเรื่องของทางพรรคภูมิใจไทยที่จะไปพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร และองค์ประกอบของรัฐบาลจะเป็นหน้าตาอย่างไร ตรงจุดนี้พรรคเพื่อไทยเองคงไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มหรือต้องดำเนินการก่อน ก็รอฟังสถานการณ์

ผู้สื่อข่าวถาม ถ้ามีการทอดสะพานมาแบบนี้ ใครจะเป็นคนตัดสินใจร่วมฝ่ายใด พรรคเพื่อไทยพร้อมร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เพื่อไทยได้ประกาศบนเวทีในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า เราไม่ได้มีข้อจำกัด แต่อย่างไรก็ต้องดูในเรื่องของอุดมการณ์ แนวคิด แล้วก็เรื่องของนโยบายแค่นั้น ยังไม่ได้มีการพูดคุย

ถามอีกว่า แสดงว่าเป็นไปได้ นายจุลพันธ์ ตอบว่า “เป็นไปได้ทุกอย่าง ถ้าถามครับ”

เมื่อถามว่าได้มีการประเมินหรือยังว่า ที่เพื่อไทยต้องเรียกว่าแพ้ยับ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในมุมมองหนึ่งต้องเรียนว่า การแพ้ในแต่ละพื้นที่ก็มีแพ้มากแพ้น้อย ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่วันที่มีการเปลี่ยนขั้วจัดตั้งรัฐบาล เราก็ประสบกับอุปสรรคมาพอสมควร เราก็ถือว่าตั้งหลักได้เร็ว และยังคงรักษาฐานเสียงไว้ได้จำนวนมาก ในสัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎรเอง เราก็มี สส. เกือบ 80 ท่าน ก็ไม่ใช่น้อย ยังสามารถทำงานที่เป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้อยู่

ถามต่อพื้นที่เชียงใหม่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเป็นคนเชียงใหม่ทั้ง 2 คน และเป็นพื้นที่บ้านเกิดของสกุลชินวัตร รอบนี้สูญเลย ถือว่าปิดฉากเลยหรือไม่

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ไม่มีปิดฉาก อย่าไปคิดว่าประชาชนเป็นของตายของพรรคใดพรรคหนึ่ง พรรคเพื่อไทยเราก็ไม่เคยพูดที่ไหนว่าเป็นพื้นที่ของเราที่จะไม่มีทางแปรเปลี่ยนจิตใจ หรือแปรเปลี่ยนแนวความคิดของประชาชน เมื่อพี่น้องประชาชนตัดสินมา สิ่งที่เราทำได้ก็คือไปปรับปรุงตัวเอง ปรับปรุงนโยบายที่จะตอบโจทย์ประชาชน ปรับปรุงในเรื่องของตัวบุคคล เพื่อที่จะตอบโจทย์ แล้วก็มาวัดกันใหม่ในครั้งถัดไป พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมือง ยังไงก็เดินหน้าสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ต้องเริ่มคิด เริ่มทำ

เรื่องของการเลือกตั้งมีองค์ประกอบมากกว่านั้น มีเรื่องของบุคคล เรื่องของปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาประกอบกัน รวมถึงตัวบุคลากรที่เข้าร่วมการแข่งขัน ก็เป็นตัวเลือกที่ประชาชนตัดสินใจได้ อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องให้ความเคารพในการตัดสินใจของประชาชน

ส่วนปัจจัยภายนอกในเรื่องที่มันเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ทำให้เพื่อไทยต่ำกว่า 200 นายจุลพันธ์ขอสรุปวันหลัง เพราะวันนี้ยังไม่ใช่วาระที่เหมาะสม เหตุที่เกิดขึ้นในส่วนข้อสงสัยก็มีจริง แต่วาระนี้เป็นวาระที่ประชาชนเพิ่งจะให้ผ่านการลงมติเลือกตั้งมา คงยังไม่ใช่เวลาที่จะมาสรุปบทเรียนเวลานี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯมองว่าประเด็นค่านิยมเป็นประเด็นที่ทำให้คะแนนภูมิใจไทยได้พุ่งขึ้น เพื่อไทยก็มีผลเรื่องนี้ เกี่ยวกับคลิปอังเคิล นายจุลพันธ์กล่าวว่า ก็เป็นไปได้บางส่วน อย่างที่บอก ปัจจัยเยอะ คงไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ประกอบกันในหลาย ๆ สิ่ง รวมถึงในแต่ละพื้นที่ก็มีปัจจัยแต่ละอย่าง ก็อาจจะมีน้ำหนักมากน้อยแตกต่างกัน ตรงจุดนี้เราก็คงได้มีการพูดคุย แล้วก็จะลงไปดูในหลาย ๆ พื้นที่ เพื่อจะถอดบทเรียนในแต่ละจุด เพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยจะได้กลับมาอย่างแข็งแรง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า ทางพรรคเพื่อไทย ได้มีการตกลงจับมือร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เจรจากับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรืออาจารย์เชน เพื่อให้ยอมร่วมรัฐบาล โดยอาจจะส่งผลต่อการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องการเดินทางกลับมาอยู่ประเทศไทย 

โดยระบุอีกว่า ทางด้าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร”อิ้งค์”และนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ”โอ๊ค”ได้แจ้งให้อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้รับทราบแล้ว 

(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สะพัดพท.ตกลงจับมือภท.ตั้งรัฐบาลแล้ว หลังอาปู-คุณหญิงพจมาน กล่อม อ.เชน เหตุอยากกลับไทย)

กกต.เตือนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ อย่าลืมแจ้งเหตุ 9-15 ก.พ.นี้ เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ

กกต.เตือนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ อย่าลืมแจ้งเหตุ 9-15 ก.พ.นี้ เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ

กกต.เตือนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง-ประชามติ อย่าลืมแจ้งเหตุ 9-15 ก.พ.นี้ เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.33 น.

กกต.เตือนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ อย่าลืมแจ้งเหตุ 9-15 ก.พ.นี้ เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตือนผู้มีสิทธิที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ เมื่อวานนี้ อย่าลืมแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ สามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ ระหว่างวันที่ 9 – 15 ก.พ.2569 ในกรณีไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. สามารถแจ้งผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกต. http://www.ect.go.th หรือเว็บไซต์กรมการปกครอง https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/abscausess/ หรือ แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote หรือพิมพ์คำว่าแจ้งเหตุการเลือกตั้ง สส.  หรือยื่นด้วยตนเองต่อนายทะเบียนอำเภอ / นายทะเบียนท้องถิ่น  ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน  ทำเป็นหนังสือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นแทน 

ทั้งนี้ หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นไม่ใช่เหตุอันสมควร จะถูกจำกัดสิทธิ ในการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สส. การสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภา  และดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น การจำกัดสิทธิมีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีก ให้เริ่มนับเวลาการจำกัดสิทธิใหม่  หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใด ให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง

ส่วนการไม่ได้ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ  สามารถแจ้งเหตุระหว่างวันที่ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถแจ้งเหตุ  ทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกต. www.ect.go.th หรือเว็บไซต์กรมการปกครอง https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/abscausess/ หรือแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote หรือพิมพ์คำว่า แจ้งเหตุการณ์ออกเสียงประชามติ หรือ ยื่นด้วยตนเอง ทำเป็นหนังสือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นแทน   ส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน 

ผู้มีสิทธิออกเสียงที่ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงและไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียง จะถูกจำกัดสิทธิ ในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสส. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน  เข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ข้าราชการรัฐสภา และดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งนี้การจำกัดสิทธิมีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันออกเสียงครั้งที่ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง และหากในการออกเสียงครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงอีก ให้นับเวลาการจำกัดสิทธิครั้งหลังนี้ โดยนับจากวันที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิออกเสียงครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใดให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง

สะพัดพท.ตกลงจับมือภท.ตั้งรัฐบาลแล้ว หลังอาปู-คุณหญิงพจมาน กล่อม อ.เชน เหตุอยากกลับไทย

สะพัดพท.ตกลงจับมือภท.ตั้งรัฐบาลแล้ว หลังอาปู-คุณหญิงพจมาน กล่อม อ.เชน เหตุอยากกลับไทย

สะพัดพท.ตกลงจับมือภท.ตั้งรัฐบาลแล้ว หลังอาปู-คุณหญิงพจมาน กล่อม อ.เชน เหตุอยากกลับไทย

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.20 น.

สะพัด เพื่อไทย ตกลงจับมือภท.ตั้งรัฐบาลแล้ว หลัง ยิ่งลักษณ์-คุณหญิงพจมาน กล่อม อ.เชน เหตุ อาปู อยากกลับไทยแล้ว เผย อิ้งค์-โอ๊ค แจ้งให้พ่อทักษิณรู้แล้วในการเยี่ยมที่เรือนจำฯ วันนี้

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดมีรายงานข่าวจากผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ว่าตอบตกลงที่จะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว แม้ว่าเสียง สส.ภายในพรรคจะแตกเป็นสองฝ่าย โดยฝั่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องการที่จะร่วมรัฐบาล และต้องการเป็นฝ่ายค้าน ให้รอการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ตาม

โดยแหล่งข่าวระดับสูงของพรรคเพือไทย แจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เจรจา กับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้ยอมร่วมรัฐบาล เบื้องต้นโควต้านายยศชนัน อาจจะได้เป็นรองนายกฯ หรือรมว.อุตสาหกรรม แต่ทั้งนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ

ซึ่งกรณีนี้ถ้าเป็นที่ตกลงกันได้ก็อาจจะส่งผลต่อการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องการเดินทางกลับมาอยู่ประเทศไทย 

ซึ่งการเจรจาดังกล่าวนี้ ในวันนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายพานทองแท้ ชินวัตร ได้แจ้งให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้รับทราบในการเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯแล้ว

ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ส่งศาลฎีกา ฟัน 44 อดีต สส.ก้าวไกล เสนอแก้ 112 

ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ส่งศาลฎีกา ฟัน 44 อดีต สส.ก้าวไกล เสนอแก้ 112 

ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ส่งศาลฎีกา ฟัน 44 อดีต สส.ก้าวไกล เสนอแก้ 112 

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.08 น.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผลการพิจารณา เรื่องกล่าวหา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งตำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งตำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ…. ว่าจะจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาภายในเตือนธันวาคม 2568 นั้น

สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงกรณีตังกล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการได่สวนได้สรุปสำนวน การไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเสนอสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ประมาณกลางปี 2568 แต่ต่อมาผู้ถูกคล่าวหาทั้ง 44 คน ได้มีหนังสือคัดค้านคณะกรรมการไต่สวน และคำร้องอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันที่จะต้องนำมาพิจารณาพร้อมกับการวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการไต่สวนต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อประกอบการพิจารณา ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ขอชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ด้วยวาจาเพิ่มเติมหลังจากได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือแล้ว คณะกรรมการไต่สวนได้คำนึ่งถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยให้โอกาสผู้ถูกคล่าวหาทุกรายที่มีความประสงค์เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา ต่อคณะกรรมการไต่สวน เป็นเหตุให้ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความรอบคอบ เมื่อดำเนินการแล้วจึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงในวันนี้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นายทวีศักดิ์ ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 นายปริญญา ตีรีรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 7 นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นายธัญวัจน์กมสวงศ์วัฒน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 นายปติพัทธ์ สันติภาตา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักตืนถนาถ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 นายสมเกียรติ ถนอมสิธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13นายสุรวาท ทองบุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 นายศักตินัย นุ่มหนูผู้ถูกคล่าวหาที่ 15 นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ผู้ถูกกล่าวหาที่ 16 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 17 พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุตมพันธ์ผู้ถูกคล่าวหาที่ 18 นายวาโย อัศวร่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 20นายวิโรจน์ ลักขณาอติศร ผู้ถูกคล่าวหาที่ 21 นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 22 นายรังสิมันต์ โรม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 23 นายปกรณ์วุฒิ อุตมพิพัฒน์สกุล ผู้ถูกคล่าวหาที่ 24 นางสาววรรณวิภา ไม้สน ผู้ถูกคล่าวหาที่ 25นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 26 นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 27 นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 28 นายองค์การ ชัยบุตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 29 นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 30นายวุฒินันท์ บุญชู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 31 นายทองแตง เบ็ญจะปัก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 32 นายคำพอง เทพาคำ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 33 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้ถูกคล่าวหาที่ 34 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 35นายนิติพล ผิวเหมาะ ผู้ถูกคล่าวหาที่ 36 นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ผู้ถูกคล่าวหาที่ 37 นางสาวศิริกัญญา ต้นสกุล ผู้ถูกคล่าวหาที่ 38 นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 39 นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณณ อยุธยา ผู้ถูกคล่าวหาที่ 40 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 41 นายมานพ ศีรีภูวตล ผู้ถูกคล่าวหาที่ 42นายอภิชาต ศิริสุนทร ผู้ถูกคล่าวหาที่ 43 นายสุเทพ อู่อ้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 44 

ที่ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ….. ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)โดยมีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างพระราชบัญญัติตังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งการกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่อง การแก้ไขพระราชบัญญัติตังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ที่ได้เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน รวมเป็นผู้เสนอทั้งสิ้น 44 คน ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนได้ว่ามิได้ร่วมกันดำเนินการเสนอญัตติ โดยมีได้มีเจตนา ร่วมกันแต่อย่างใด และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายไม่ได้มีการชี้แจงให้เห็นถึงการกระทำที่แบ่งแยกโดยชัดเจนว่าต่างคนต่างกระทำในการเสนอญัตติ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนา ร่วมกัน ตามแนวคำวินิจฉัยหาลรัฐธรรมบูญที่ 3/2567 ลงวันที่ 31 มกราคม 2567

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย อาญาตามที่ผู้ถูกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอ และพฤติกรรมต่าง ๆ ประกอบแล้ว มีความเห็นว่า แม้ว่าสิทธิในการเสนอแก้ไขกฎหมายจะเป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าชื่อกันในการเสนอกฎหมายได้ก็ตามแต่จำต้องพิจารณาเนื้อหาของร่างที่เสนอว่ามีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมีเนื้อหา ที่ไม่สมควรหรือไม่ ประการใด โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีข้อทักท้วงเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ

ฉบับตังกล่าวด้วยแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 111 และข้อ 112 แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ยังคงยืนยันที่จะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายตังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้สภา ผู้แทนราษฎรดำเนินการในกระบวนการตรากฏหมายต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าญัตติที่เสนอมีเนื้อหาในลักษณะตังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ทั้ง 44 คน จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฐานไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชนและฐานกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมบูญ และผู้ตำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นติน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องและความเห็นต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่มีมติจึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

กกต.ลั่นกัดไม่ปล่อย ทุจริตพุ่ง113เรื่อง ซื้อเสียงที่1 ยันมีคลิปทุจริตในมือลุยสอบทั่วประเทศ

กกต.ลั่นกัดไม่ปล่อย ทุจริตพุ่ง113เรื่อง ซื้อเสียงที่1 ยันมีคลิปทุจริตในมือลุยสอบทั่วประเทศ

กกต.ลั่นกัดไม่ปล่อย ทุจริตพุ่ง113เรื่อง ซื้อเสียงที่1 ยันมีคลิปทุจริตในมือลุยสอบทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.02 น.

กกต. เผยมีเรื่องร้องทุจริตแล้ว 113  ซื้อเสียงมากสุด ยันกัดไม่ปล่อย พร้อมนำทุกเคสที่เป็นปัญหาการเลือกตั้งไปแก้ไข  เร่งกรรมการประจำเขตรายงานผลเลือกตั้ง-ประชามติแบบสมบูรณ์ก่อนเผยแพร่ใบปิดหน้าหน่วยให้ประชาชนตรวจสอบ 

วันที่ 9 ก.พ.2569  ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง  แถลงว่าได้ประชุมร่วมกับ กกต. และมีมติให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ  เรียนว่าในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง การฉีกบัตรเสียหาย  หรือเรื่องการจับกุม รวมทั้งการรายงานผลที่ผิดพลาดทางเทคนิค กกต.ได้กำชับว่าดำเนิน การอย่างเฉียบขาดทุกเรื่อง ซึ่งเรื่องระบบก็ต้องมาตรวจสอบเพื่อเป็นบทเรียนในการแก้ไข  ดังนั้น ทุกเรื่องจะถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาด ต่อเนื่องและรวดเร็ว

ร.ต.อ.ชนินทร์ ยังกล่าวถึงการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งว่า สามารถร้องได้ตลอด จนกระทั่งหลังประกาศผลแล้ว 30 วัน  จึงจะหมดโอกาสร้อง ส่วนที่มีการวิจารณ์ เรื่องของการซื้อเสียงหลายพื้นที่มีคลิปปรากฏออกมา  จนเกิดเสียงวิจารณ์ว่า คนรู้กันทั้งประเทศยกเว้น กกต.หรือเปล่า ร.ต.อ.ชนินทร์  ยืนยันว่า ทุกเรื่องกำลังสืบสวนอยู่ บางเรื่องก็โดนไปแล้ว  บางเรื่องก็ตามอยู่ ไม่ต้องห่วงเราเก็บตลอด กัดไม่ปล่อย ซึ่งวันนี้ก็มี ( 9 ก.พ.) คำร้องเพิ่มขึ้นอีก  2 เรื่อง รวมกับเมื่อวานเป็น  113  เรื่อง โดยเรื่องความผิดซื้อเสียงตามมาตรา 73( 1) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาเป็นอันดับ 1 และในจำนวนนี้ได้มีการรับเป็นสำนวนแล้ว 107 เรื่อง คละกันไปทุกพื้นที่  

ด้าน พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง   กล่าวถึงระบบรายงานการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทางการ ว่าเมื่อคืนทางสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ได้แก้ไขปัญหาระบบที่ติดขัดทางเทคนิค และได้มีการรายงานผลคะแนนเข้ามา จนขณะนี้รายงานเข้ามาอยู่ที่ประมาณร้อยละ  94  ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้รายงานไม่เกินร้อยละ  95  อีกทั้งทราบจากสื่อมวลชนว่ามีตัวเลข ที่ยังไม่ถูกต้องอยู่บ้าง  จึงได้แจ้งสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ได้ดำเนินการตรวจสอบ  เรียนว่าขณะนี้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดทุกแห่งอยู่ระหว่างให้กรรมการประจำเขตรวบรวมผลคะแนนอย่างเป็นทางการส่งไปที่อนุอำเภอ ก่อนที่จะส่งไปที่เขตเลือกตั้งทั้ง  400 เขต เมื่อครบถ้วนแล้วก็จะต้องนำผลการเลือกตั้ง นำรายงานผลการนับคะแนนที่เป็นทางการและมีความถูกต้องแล้ว รวมทั้งเป็นตัวจริงส่งมาที่สำนักงาน กกต.กลาง  เพื่อรายงานต่อ กกต.ต่อไป ซึ่งถึงเวลานั้นเราก็จะได้รับทราบผลคะแนนที่เป็นทางการ  และ กกต.ก็จะได้นำเอกสารสำคัญที่ประชาชนสามารถตรวจสอบ ได้คือรายงานผลคะแนนรายหน่วยหรือ  5/18  เผยแพร่ผ่านทางเวปไซด์ของ กกต.เพื่อให้ประชาชนได้ตรวจสอบความถูกต้อง