อนุทิน ขอบคุณประชาชนเลือก ภูมิใจไทย ชนะถล่มทลาย ย้ำความไว้วางใจคือภารกิจใหญ่

อนุทิน ขอบคุณประชาชนเลือก ภูมิใจไทย ชนะถล่มทลาย  ย้ำความไว้วางใจคือภารกิจใหญ่

อนุทิน ขอบคุณประชาชนเลือก ภูมิใจไทย ชนะถล่มทลาย ย้ำความไว้วางใจคือภารกิจใหญ่

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.08 น.

“อนุทิน” ขอบคุณประชาชน ภูมิใจไทยชนะถล่มทลาย เกือบ 200ที่นั่ง ยิ่งกว่าแลนด์สไลด์ ย้ำความไว้วางใจคือภารกิจใหญ่ ขอทำหน้าที่นายกฯ ที่ดีของคนไทย

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าว นอกจอ” โดยกล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่มอบความไว้วางใจให้พรรคภูมิใจไทย จนคว้าชัยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เป็นพรรคอันดับ 1 พร้อมย้ำความตั้งใจที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่ดีของประชาชนทุกคน พร้อมระบุว่ารู้สึกดีใจและปลาบปลื้มใจอย่างมาก

สำหรับผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยได้ สส.เกือบ 200 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 175 ที่นั่ง และ สส.บัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 นายอนุทิน ยอมรับว่าตัวเลขดังกล่าวสูงเกินความคาดหมาย เดิมประเมินไว้ว่าจะได้ประมาณ 130–170 ที่นั่งเท่านั้น ส่วนที่เคยกล่าวไว้ในรายการว่าจะได้ถึง 200 ที่นั่งนั้น เป็นการประเมินจากบรรยากาศในสนามเลือกตั้ง ประกอบกับผลโพลและการวิเคราะห์ต่างๆ

นายอนุทินมองว่าผลคะแนนครั้งนี้ “ยิ่งกว่าแลนด์สไลด์” เพราะสะท้อนถึงความไว้วางใจและความคาดหวังจากประชาชน ซึ่งถือเป็นแรงกดดันและพันธะที่พรรคต้องนำไปสู่การทำงานให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

เมื่อถูกถามถึงคำให้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้ง ที่ระบุว่าหากไม่ได้เป็นพรรคอันดับ 1 ก็ต้องเป็นที่ 1 ของขั้วรัฐบาล นายอนุทินยอมรับว่าได้เผื่อใจไว้จนถึงช่วง 17.00 น. หลังปิดหีบเลือกตั้ง แม้ไม่คิดว่าจะได้อันดับ 2 แต่ก็มีความหวั่นเกรงและไม่ประมาทคู่แข่ง โดยประเมินศักยภาพของคู่แข่งในระดับสูงมาโดยตลอด ทั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นคนมีความรู้ ทำการบ้านหนัก และตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ รวมถึงนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่ตนให้ความนับถือ เพราะไม่เคยใช้วาจาโจมตีหรือกล่าวร้ายผู้อื่น

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนติดตามสถานการณ์และการวิเคราะห์จากทุกพรรคอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามกระแสในโซเชียลมีเดียตลอดเวลา จนที่ปรึกษาใหญ่ถึงกับบอกให้ภรรยายึดโทรศัพท์ไว้ในช่วงสัปดาห์สุดท้าย เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่น แต่ตนยึดหลัก “พหูสูต รู้มากไว้ก่อน” และเชื่อว่าสามารถรับแรงกดดันได้

เมื่อถูกถามว่าที่ปรึกษาใหญ่หมายถึงนายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่ นายอนุทินหัวเราะก่อนตอบว่า “ใหญ่ๆ หลายคน” พร้อมชี้แจงกรณีการย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่บ้านนายเนวิน และไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยกันว่า เป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงที่รัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ใช้ระบบบัญชีรายชื่อแบบแบ่งกลุ่มจังหวัด จึงจำเป็นต้องย้ายทะเบียนบ้าน และทำเช่นนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งใหญ่หรือเลือกตั้งท้องถิ่น โดยมักจะไปพบปะ พูดคุย และรับประทานอาหารร่วมกันเสมอ ถือเป็นความสัมพันธ์แบบพี่น้อง ที่ไม่ลืมที่มาที่ไป ล้มลุกคลุกคลานและเกื้อกูลกันมา พร้อมกล่าวถึงภาพหยอกล้อในอดีตว่าเป็นความผูกพันฉันพี่น้องที่มีความปรารถนาดีต่อกันมาโดยตลอด

นายอนุทิน ยังย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานทางการเมืองร่วมกับนายเนวิน ว่าจังหวะชีวิตของตนถือว่าดี ไม่เคยมีปัญหากับใคร พร้อมเปรียบเปรยถึงที่มาและเส้นทางชีวิตทางการเมืองของแต่ละคน ที่ล้วนมีทั้งความสำเร็จ ความผิดหวัง และบทเรียน พร้อมย้ำถึงความผูกพันในเชิงครอบครัว มีรสนิยมและวิถีชีวิตคล้ายกัน เป็นคนติดดิน ไม่ยึดพิธีรีตอง และร่วมกันสร้างพรรคภูมิใจไทยให้มีที่ยืนทางการเมืองอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา

ส่วนกระแสที่สังคมมองว่านายอนุทินเป็นผู้ออกหน้า ขณะที่นายเนวินอยู่เบื้องหลังนั้น นายอนุทินระบุว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนทราบดีว่า ในแต่ละช่วงเวลาใครเหมาะสมกับบทบาทใด พร้อมยืนยันว่าไม่เคยมีการวางแผนล่วงหน้าในการถอนตัวออกจากรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร แต่อย่างใด โดยขอบคุณที่ให้ออกจากรัฐบาลและขอบคุณ MOA พรรคประชาชน

แก้วตา ฟาด ส้ม ต่อ สส.ชายนับ 10 ดูดบุหรี่ไฟฟ้า แต่ด้อยค่าผู้หญิงคนเดียว

แก้วตา ฟาด ส้ม ต่อ สส.ชายนับ 10 ดูดบุหรี่ไฟฟ้า แต่ด้อยค่าผู้หญิงคนเดียว

แก้วตา ฟาด ส้ม ต่อ สส.ชายนับ 10 ดูดบุหรี่ไฟฟ้า แต่ด้อยค่าผู้หญิงคนเดียว

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.06 น.

แก้วตาฟาดต่อ สส. – ผู้ช่วยชายพรรคส้มถูกถ่ายรูปดูดบุหรี่ไฟฟ้า แต่ “ด้อม”มาด้อยค่าสส.ผู้หญิงแค่คนเดียว

จากกรณีที่ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือแก้วตา อดีต สส.พรรคประชาชน โพสต์เฟสบุ๊ก ถึง นายปิยบุตร แสงกนกกุล วิพากษ์วิจารณ์พรรค และประกาศจะ vote no จะเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่ FC ของพรรคประชาชน นอกจากนี้ยัง FC พรรคประชาชนหรือ “ด้อมส้ม” พากันมาคอมเมนต์ต่อว่า หรือ เอาทัวร์มาลงในโพสต์ดังกล่าว

แก้วตา

ทั้งนี้มีคอมเมนต์ที่น่าสนใจเพิ่มเติม โดยผู้ติดตามซึ่งเป็นผู้หญิงรายหนึ่ง ว่า “ส.ส.คนไหนที่มีภาพสูบบุหรี่ไฟฟ้าออกสู่สาธารณะคะ” โดย น.ส.ธิษะณา ได้ตอบโต้ทันทีว่า “ในพรรคกว่า 10 คนที่ถูกถ่ายรูปขณะดูดบุหรี่ไฟฟ้านะคะ ถ้าคุณเชียร์พรรคประชาชนแต่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวคุณก็ไม่ควรเลือกไหมคะ”เห็นโปรไฟล์แล้วเชียร์สุดเล่มทิมประตู ในขณะที่มีสอสอผู้ชายกว่า 10 คนถูกถ่ายรูปขณะดูดบุหรี่ไฟฟ้าแต่ด้อยค่าส.ส.ผู้หญิงแค่คนเดียว คุณด้อยค่า เพศสภาพและชาติกำเนิดตัวเองทำไมคะ”, “ผู้ช่วย ส.ส.พรรคส้ม ที่รู้จักมา ดูดบุหรี่ไฟฟ้าเกือบทั้งพรรคค่ะ ด้วยความเคาระนะคะ”

แก้วตา
แก้วตา
แก้วตา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan

รอภูมิใจไทยอยู่! เทียบเชิญร่วมรัฐบาล กล้าธรรม ลั่นไม่มีเงื่อนไข มองนโยบายทางเดียวกัน

รอภูมิใจไทยอยู่! เทียบเชิญร่วมรัฐบาล กล้าธรรม ลั่นไม่มีเงื่อนไข มองนโยบายทางเดียวกัน

รอภูมิใจไทยอยู่! เทียบเชิญร่วมรัฐบาล กล้าธรรม ลั่นไม่มีเงื่อนไข มองนโยบายทางเดียวกัน

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.58 น.

กล้าธรรม รอ ภูมิใจไทย เทียบเชิญร่วมรัฐบาล คาดภายในสัปดาห์ ยันไม่มีเงื่อนไข มองนโยบายไปทางเดียวกัน

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม กล่าวถึง ตัวเลขคะแนนเลือกตั้งของพรรคกล้าธรรม ขณะนี้ว่า วิ่งอยู่ที่ 57 ถึง 59 ซึ่งต้องรอผลอย่างเป็นทางการจาก กกต.ส่วนพื้นที่ภาคเหนือที่ตั้งเป้าก็ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ต้องขอบคุณประชาชนที่ให้ความไว้วางใจ ซึ่งคาดว่าจะได้ 10 ที่นั่งในพื้นที่ภาคเหนือกระจายทุกจังหวัดส่วนตัวเลข 57 ที่นั่ง ถือว่าเกินกว่าที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ น.อ. อนุดิษฐ์ กล่าวว่า จากที่ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค เคยให้สัมภาษณ์ ตัวเลขของเราก็อยู่ที่ประมาณนี้

สำหรับที่กระแสสังคมมองว่าก่อนหน้านี้พรรคกล้าธรรมไม่มีกระแส แต่รอบนี้ได้ตามเป้า นั้นตนเห็นว่าพรรคกล้าธรรมเพิ่งจะส่งผู้สมัคร สส. ลงเลือกตั้งครั้งแรก เราไม่เหมือนพรรคเก่าที่เขาทำงานมานาน ที่มีความนิยมของประชาชนในระดับสูง เราเป็นพรรคน้องใหม่ต้องลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ตัวเอง จึงเป็นข้อดีของเราที่ตัวผู้สมัคร สส. และผู้บริหารพรรค ให้ความสำคัญกับการลงไปสัมผัสกับประชาชน เป็นการสื่อสารตรงไปยังประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ความมั่นใจว่าสิ่งที่พรรคกล้าธรรมเสนอนโยบายจะตรงใจประชาชน ซึ่งการทำโพลของสถาบันต่าง ๆ อาจจะไม่ได้เห็นความนิยมในจุดนี้ จึงประเมินให้พรรคกล้าธรรมต่ำกว่าความเป็นจริงไปเยอะ

น.อ. อนุดิษฐ์ บอกอีกว่าในส่วนมีสัญญาณติดต่อเชิญร่วมรัฐบาลหรือไม่ตอนนี้คงต้องรอให้พรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีการสื่อสารมายังผู้บริหารของพรรคกล้าธรรม และคงต้องรอให้ผู้บริหารพรรคมาประชุมกัน เชื่อว่าการร่วมรัฐบาลตรงไปตรงมา พรรคภูมิใจไทยคงประชุมพิจารณากลั่นกรองว่าจะเชิญพรรคใดร่วมรัฐบาล ซึ่งหากมีการเชิญพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลก็จะแจ้งกับสื่อมวลชนอีกครั้งหากเข้าร่วมรัฐบาลจะดูแลกระเกษตรและสหกรณ์ หรือไม่ นั้นต้องบอกว่า เราประกาศไปตอนหาเสียงแล้วว่า ความวุ่นวายของประเทศ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราขอก้าวข้ามความขัดแย้ง ดังนั้น หากมีพรรคใดที่พร้อมทำประโยชน์ให้ประชาชนเราก็ไม่ปฏิเสธ ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม คงจะไปในทิศทางเดียวกันและเราไม่เคยมีเงื่อนไข ตราบใดที่พรรคการเมืองนั้น แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าทำประโยชน์ให้ประชาชน

เมื่อประชาชนชี้ชะตาพรรคส้ม ‘ความจริง’ ที่ไม่อาจด้อยค่า

เมื่อประชาชนชี้ชะตาพรรคส้ม 'ความจริง' ที่ไม่อาจด้อยค่า

เมื่อประชาชนชี้ชะตาพรรคส้ม ‘ความจริง’ ที่ไม่อาจด้อยค่า

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.53 น.

ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 แม้ยังรอการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ตัวเลขที่นับได้ชัดเจนแล้ว พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง ได้ สส. รวม 194 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส. เขต 175 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ตัวเลขเหล่านี้มาจากคะแนนในคูหาทั่วประเทศ เป็นผลจากการตัดสินใจของประชาชนโดยตรง

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ภาพที่คนจำนวนมากเห็นกลับไม่ใช่ภาพผลรวมทั้งประเทศ พรรคที่ถูกพูดถึงต่อเนื่องคือ พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม โพลหลายสำนักจัดให้อยู่ลำดับหนึ่ง ความคาดหวังถูกย้ำซ้ำจนกลายเป็นภาพจำว่าพรรคนี้กำลังนำอยู่

ช่วงโค้งสุดท้าย ความเชื่อเริ่มขยับออกจากตัวเลขที่จับต้องได้ มีการตั้งเป้า 200 ที่นั่ง และพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่าคะแนนจะออกมาตามที่คาดไว้

กรุงเทพมหานครกลายเป็นพื้นที่ที่ตอกย้ำความเชื่อนั้น พรรคส้มกวาดครบ 33 เขต มากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 ที่ได้ 32 เขต ชัยชนะในเมืองหลวงถูกนำมาใช้แทนภาพทั้งประเทศ และทำให้ความเชื่อว่าคะแนนจะเดินตามถูกตอกย้ำยิ่งขึ้น

ภาษาที่ใช้กับคนคิดต่างเริ่มรุนแรงขึ้น คนที่บอกว่าจะไม่เลือกพรรคส้มถูกเรียกตรง ๆ ว่า แก่ จน โง่ ไม่ใช่คำหลุด ไม่ใช่คำล้อเล่น แต่เป็นภาษาที่ใช้จริงก่อนวันเลือกตั้ง และถูกใช้ซ้ำด้วยความเชื่อว่าตัวเองอยู่ข้างที่ถูกต้อง

การดูถูกแบบนี้เกิดก่อนเปิดหีบ ใครเลือกต่างถูกตัดสินทันทีโดยไม่ต้องฟังเหตุผล บรรยากาศการเมืองช่วงนั้นไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ความคิดอื่นอยู่ร่วม

เมื่อเปิดหีบเลือกตั้ง ผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามความเชื่อที่ถูกสร้างไว้ คะแนนรวมของพรรคส้ม ลดลงจากการเลือกตั้งปี 2566 อย่างชัดเจน ระบบเขตที่เคยได้ 112 ที่นั่ง ครั้งนี้ทำไม่ได้ใกล้เคียงเดิม ตัวเลขบอกชัดว่าฐานเสียงหายไปจำนวนมาก

ภาพที่ชัดที่สุดอยู่ที่คะแนนบัญชีรายชื่อ ปี 2566 พรรคส้มได้กว่า 14 ล้านเสียง ปี 2569 เหลือประมาณ 9 ล้านเสียง เสียงหายไปเกือบ 5 ล้านเสียง นี่คือการถอยหลังในระดับประเทศ

จากพรรคที่เคยถูกยกให้เป็นคำตอบของอนาคต กลายเป็นพรรคที่ได้คะแนนน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน ทั้งที่ใช้ถ้อยคำการเมืองหนักกว่าเดิม คำว่าเปลี่ยน รื้อ ปฏิรูป ถูกพูดถี่ แต่คะแนนไม่ขยับตาม

ช่องว่างระหว่างคำพูดกับตัวเลขตรงนี้คือจุดสำคัญ ความเชื่อว่าคำใหญ่จะพาประเทศไปข้างหน้า ไม่ได้แปลเป็นคะแนน หากผู้เลือกไม่รู้สึกว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเขา

หลังผลออกมา ภาษาอีกชุดหนึ่งก็ปรากฏ คราวนี้ไม่ใช้คำว่า แก่ จน โง่ แต่เปลี่ยนเป็น ถูกซื้อ รับเงิน กาเพราะอุปถัมภ์ คำเหล่านี้ถูกใช้หลังเลือกตั้ง เพื่ออธิบายว่าทำไมผลไม่เป็นอย่างที่เชื่อไว้

คำกล่าวหาแบบนี้ไม่ได้หยุดแค่พรรคคู่แข่ง แต่มันโยนความผิดไปที่ประชาชนโดยตรง ทำให้เสียงที่ไม่เลือกพรรคส้มถูกตั้งคำถามเรื่องความบริสุทธิ์ และถูกตีความว่าเป็นเสียง “เทา”

กรณีที่เห็นชัดคือ พรรคกล้าธรรม พรรคนี้แทบไม่อยู่ในโพล และไม่ถูกพูดถึงในพื้นที่สื่อหลัก แต่ผลการเลือกตั้งได้ สส. เขต 57 ที่นั่ง และ สส. บัญชีรายชื่อ 2 ที่นั่ง รวม 59 ที่นั่ง

พอผลออกมา การพูดถึงตัวเลขแทบหายไป สิ่งที่ดังขึ้นแทนคือคำอย่าง เงินเยอะ ระบบอุปถัมภ์ และซื้อเสียง คำพวกนี้ถูกหยิบมาใช้ทันที

วิธีพูดแบบนี้ไม่ได้หยุดที่พรรค แต่มันลากไปถึงคนเลือก เหมือนกำลังบอกว่าการตัดสินใจของคนเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเหตุผลของตัวเอง

การเลือกตั้งไม่มีการแบ่งเกรดเสียง บัตรหนึ่งใบมีน้ำหนักเท่ากัน ไม่ว่าผู้เลือกจะอยู่จังหวัดไหน หรือเลือกพรรคใด การทำให้คะแนนของบางกลุ่มกลายเป็นคะแนนต้องสงสัย คือการบั่นทอนหลักการเลือกตั้งโดยตรง

ก่อนเลือกตั้ง คนที่ไม่เลือกพรรคส้มถูกด่าว่า แก่ จน โง่ หลังเลือกตั้ง คนกลุ่มเดียวกันถูกกล่าวหาว่าถูกซื้อหรือถูกครอบงำ รูปแบบต่างกัน แต่สารเดียวกัน คือการไม่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน

ปัญหาจึงไม่ใช่พรรคกล้าธรรมได้กี่ที่นั่ง แต่คือทัศนคติที่ปล่อยให้ความเชื่อของตัวเองนำหน้าคะแนนจากคูหาจริง

บทเรียนของพรรคส้มในครั้งนี้อยู่ที่ ความเชื่อ ความเชื่อที่ถูกยกสูงกว่าฐานเสียงจริง ความเชื่อที่ใช้ชัยชนะในกรุงเทพแทนประเทศ และความเชื่อที่คิดว่าคำพูดใหญ่จะเพียงพอโดยไม่ต้องฟังความลังเลของผู้เลือก

ตัวเลขที่หายไปหลายล้านเสียงคือคำตอบว่าความเชื่อกับความจริงไม่ตรงกัน การเมืองที่พูดกับกองเชียร์ดังมาก แต่อธิบายกับคนที่ยังไม่เชื่อได้น้อย ยากจะขยายฐานได้

การเมืองที่เริ่มจากการดูถูกคนคิดต่าง ยากจะได้เสียงจากคนทั้งประเทศ และการเมืองที่แพ้แล้วโทษประชาชน ก็ยากจะกลับมาเข้าใจสนามเลือกตั้งจริง

การเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครฉลาดหรือโง่ แต่ยืนยันชัดว่า ความเชื่อที่เดินนำคะแนนจริง พังลงแล้ว ทั้งคำพูด ความเชื่อ และภาพที่สร้างไว้ล่วงหน้า.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

จ๋าย สำนึกผิด ขอโทษ ไผ่ ลิกค์ ปมแซวสีเขียว ยันไร้โกรธเคือง พร้อมแก้ไข

จ๋าย สำนึกผิด ขอโทษ ไผ่ ลิกค์ ปมแซวสีเขียว ยันไร้โกรธเคือง พร้อมแก้ไข

จ๋าย สำนึกผิด ขอโทษ ไผ่ ลิกค์ ปมแซวสีเขียว ยันไร้โกรธเคือง พร้อมแก้ไข

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.50 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับผลการเลือกตั้ง เมื่อนักการเมืองดังและศิลปินขวัญใจวัยรุ่นเกิดการโต้ตอบกันผ่านเฟซบุ๊ก ทำเอาชาวเน็ตแห่คอมเมนต์สนั่นเมือง

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งและเริ่มมีการรายงานผลคะแนน อิทกรน พึ่งเกียรติรัศมี หรือ จ๋าย ไททศมิตร นักร้องและนักแสดงชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า: “จบไงไม่รู้แหละ จังหวัดไหนสีเขียวกูแซวแน่ “

จ๋าย ไททศมิตร

ก่อนที่ในเวลาต่อมา ไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม และอดีต ส.ส.กำแพงเพชร ได้แคปข้อความดังกล่าวมาโพสต์ถามกลับผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมาว่า “จังหวัดไหนเป็นเขียวมันเป็นไงครับ Itkron Pungkiatrussamee ไม่ดีจะได้ปรับปรุงครับ”

ไผ่ ลิกค์

หลังจากโพสต์ของ ไผ่ ลิกค์ เผยแพร่ออกไป จ๋าย ไททศมิตร ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับใต้โพสต์ดังกล่าวทันทีเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนแรงว่า “ขอโทษพี่ไผ่ครับ สำนึกละครับ จะไม่ทำอีก”

ซึ่งทางด้าน ไผ่ ลิกค์ ก็ได้แสดงสปิริตตอบกลับอย่างเอ็นดูรุ่นน้องว่า “ไม่มีอะไรน้องพี่อยากแก้ไขครับ”, “รับฟังครับ น้องร้องเพลงเพราะดี” พร้อมแท็กชื่อเฟซบุ๊กของจ๋ายอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าไม่มีความโกรธเคืองต่อกัน

ไผ่ ลิกค์

ไม่นานนักชาวโซเชียลต่างแตกก็ออกมาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์หลายมุมมองที่มีทั้งขำขันและจริงจัง เช่น

“สีเขียว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ กินอิ่มจนอุดมสมบูรณ์”

“ปรับทุกอย่างเลยค่ะ ถ้าไม่ได้ก็ให้คนอื่นเขามาปรับนะคะ อย่าดักดาน”

“พี่ไผ่น่ารักอะ 5555”

“ไอแดงมันเป็นนักสู้ ไอเขียวมันเป็นนักวิ่ง”

“ขายทุกอย่างที่ขายได้ เพราะอะไรถึงเป็นเขียวครับ ไผ่ ลิกค์ แท็กที”

ไผ่ ลิกค์
ไผ่ ลิกค์
จ๋าย ไททศมิตร
ไผ่ ลิกค์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Itkron Pungkiatrussamee, เฟซบุ๊ก ไผ่ ลิกค์

เจี๊ยบ พิสุทธิ์ รายงานตัวเป็นสว.ป้ายแดง ส่งผลให้มี สว. รวม 199 คน

เจี๊ยบ พิสุทธิ์ รายงานตัวเป็นสว.ป้ายแดง ส่งผลให้มี สว. รวม 199 คน

เจี๊ยบ พิสุทธิ์ รายงานตัวเป็นสว.ป้ายแดง ส่งผลให้มี สว. รวม 199 คน

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.50 น.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.09 ที่รัฐสภา นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 16 กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน เข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แทนนายวิเชียร ชัยสถาพร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มที่ 16 ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา ภายหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของ เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยมีนายรุ่งธรรม เปรมมางกูร รองเลขาธิการวุฒิสภา ให้การต้อนรับพร้อมชี้แจงขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ขณะนี้มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนทั้งสิ้น 199 คน

หยุดด้อยค่าต่างจังหวัด นักวิชาการ แนะ ด้อมส้ม อย่าเอา ค่านิยมอภิสิทธิ์คนเมือง มาต่อต้าน เสียงส่วนใหญ่

หยุดด้อยค่าต่างจังหวัด นักวิชาการ แนะ ด้อมส้ม อย่าเอา ค่านิยมอภิสิทธิ์คนเมือง มาต่อต้าน เสียงส่วนใหญ่

หยุดด้อยค่าต่างจังหวัด นักวิชาการ แนะ ด้อมส้ม อย่าเอา ค่านิยมอภิสิทธิ์คนเมือง มาต่อต้าน เสียงส่วนใหญ่

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.27 น.

9 ก.พ. 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถื่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.บูรพา ให้ความเห็นผ่านฟซบุ๊ก ระบุว่า ผลการเลือกตั้งที่พรรคประชาชนสามารถครองที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรุงเทพมหานครได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่กลับพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในต่างจังหวัด มวลชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนควรมีจุดตั้งต้นของการทบทวนเชิงโครงสร้างว่าเหตุใดฐานสนับสนุนจึงกระจุกตัวอยู่เพียงในพื้นที่เมืองใหญ่ 

ทว่าแทนที่มวลชนและผู้สนับสนุนบางส่วนจะใช้ผลการเลือกตั้งเป็นบทเรียนทางการเมือง กลับปรากฏท่าทีที่เลือกอธิบายความพ่ายแพ้ผ่านการดูหมิ่นประชาชนในต่างจังหวัด

นักวิชาการ

ทัศนคติดังกล่าวสะท้อนกรอบความคิดแบบ “อภิสิทธิ์ทางปัญญาของคนเมือง” (urban intellectual superiority) ที่เชื่อโดยปริยายว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครคือกลุ่มคนที่มีเหตุผล มีการศึกษา และเข้าใจประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

ในขณะที่ประชาชนในต่างจังหวัดถูกลดทอนให้เป็นเพียงมวลชนที่ “โง่ จน และถูกชักจูงได้ง่าย” ไม่สามารถตัดสินใจทางการเมืองด้วยตนเองอย่างมีวิจารณญาณ

วิธีคิดเช่นนี้ไม่แตกต่างจากวาทกรรมอำนาจนิยมที่ชนชั้นนำไทยใช้ดูแคลนประชาชนมาอย่างยาวนาน หากเพียงเปลี่ยนผู้พูดจากรัฐหรือชนชั้นนำดั้งเดิม มาเป็นมวลชนของพรรคการเมืองที่อ้างตนว่าเป็นตัวแทนประชาธิปไตยก้าวหน้า 

การอธิบายความพ่ายแพ้ด้วยการโทษ “ความโง่เขลา” ของคนต่างจังหวัด ไม่เพียงสะท้อนความล้มเหลวในการทำความเข้าใจบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของพื้นที่นอกเมืองใหญ่ แต่ยังตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเชิงวัฒนธรรมและศักดิ์ศรีของความเป็นพลเมืองอย่างรุนแรง

ในทางกลับกัน ท่าทีดังกล่าวยิ่งเปิดโปงข้อจำกัดของการเมืองแบบศูนย์กลางเมือง ที่ไม่สามารถแปร “ความถูกต้องทางอุดมการณ์” ให้กลายเป็นความชอบธรรมในสายตาประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้

การไม่ยอมรับว่าประชาชนในต่างจังหวัดมีเหตุผล มีประสบการณ์ และมีตรรกะทางการเมืองของตนเอง เท่ากับปฏิเสธหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยเสียเอง กล่าวคือ การยอมรับความเสมอภาคของพลเมืองในการตัดสินใจทางการเมือง แม้ผลลัพธ์นั้นจะไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของตนก็ตาม

หากพรรคประชาชนและมวลชนผู้สนับสนุนยังคงยึดติดกับกรอบคิดที่มอง “กรุงเทพ คือ ศูนย์กลางของปัญญา” และมองประชาชนในต่างจังหวัดอย่างหยามหมิ่น ความพ่ายแพ้ทางการเมืองก็จะไม่ใช่อุบัติเหตุชั่วคราว หากแต่เป็นโครงสร้างความพ่ายแพ้ที่ผลิตซ้ำขึ้นจากทัศนคติแบบต่อต้านประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างไม่รู้ตัว

เลขา ป.ป.ช. ยัน ยังไม่มีมติชี้มูลคดี 44 สส.อดีตก้าวไกล ลงชื่อแก้ ม.112 รับ ยังประชุมลับอยู่

เลขา ป.ป.ช. ยัน ยังไม่มีมติชี้มูลคดี 44 สส.อดีตก้าวไกล ลงชื่อแก้ ม.112 รับ ยังประชุมลับอยู่

เลขา ป.ป.ช. ยัน ยังไม่มีมติชี้มูลคดี 44 สส.อดีตก้าวไกล ลงชื่อแก้ ม.112 รับ ยังประชุมลับอยู่

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.16 น.

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ลงชื่อแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งมีกระแสข่าวว่า ป.ป.ช.จะชี้มูลและส่งฟ้องศาลฎีกาในวันนี้ ว่า ขณะนี้มีการพิจารณาคำร้องคัดค้านคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ทาง 44 สส.ได้ยื่นคำร้องเข้ามา ซึ่งเป็นการประชุมลับ และยืนยันว่าที่ประชุมยังไม่มีมติในเรื่องดังกล่าว ส่วนจะได้ข้อสรุปภายในวันนี้หรือไม่นั้น ต้องรอดูการพิจารณาก่อน

ธรรมนัส ปลื้มใจ กล้าธรรม กวาด 57 ที่นั่ง ชูนโยบายเกษตร ที่ดินสานต่อรัฐบาลใหม่

ธรรมนัส ปลื้มใจ กล้าธรรม กวาด 57 ที่นั่ง ชูนโยบายเกษตร ที่ดินสานต่อรัฐบาลใหม่

ธรรมนัส ปลื้มใจ กล้าธรรม กวาด 57 ที่นั่ง ชูนโยบายเกษตร ที่ดินสานต่อรัฐบาลใหม่

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.12 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดเผยถึงผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่แล้วเสร็จกว่า 95% ว่า โดยภาพรวมพึงพอใจ จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 60 ที่นั่ง  แต่ได้ 57 ที่นั่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย  ยอมรับ มีบางเขตที่คาดว่าจะชนะแต่แพ้คะแนนนิดหน่อย แต่ภาพรวมดีใจที่มีบางเขตได้ที่นั่ง สส. เช่น แม่ฮ่องสอน-ร้อยเอ็ด โดยเฉพาะ สุพรรณบุรี ที่มั่นใจว่าจะได้ 2 ที่นั่ง แต่ชนะเพียง 1 ที่นั่งก็ตาม สำหรับความสำเร็จในครั้งนี้ ถือว่า เป็นตามยุทธศาสตร์ ที่พรรคได้หาเสียง โดย เน้นการลงพื้นที่จริงเข้าถึงประชาชน นำเสนอนโยบายภาคการเกษตร ด้านน้ำและที่ดินทำกิน

ส่วนเรื่องการทาบทามจัดตั้งรัฐบาลนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุย เพราะเมื่อคืนหลังเสร็จสิ้นจากภารกิจที่พรรคกล้าธรรม ก็ปิดโทรศัพท์พักผ่อน และยังไม่ได้รับสายใคร ส่วนกรณีที่ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตในการคิดสูตรจัดตั้งรัฐบาล ความเป็นไปได้ น่าจะเป็น พรรคภูมิใจไทย-เพื่อไทย และกล้าธรรม เรื่องนี้ต้องให้เกียรติพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุย 

ธรรมนัส

เมื่อถามถึง พรรคกล้าธรรม มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส ระบุว่า รัฐบาลที่แล้วก็อยู่ด้วยกันมา  หากครั้งนี้ได้เป็นรัฐบาล และได้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็จะง่ายต่อการสานต่อนโยบายเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขึ้นอยู่กับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทและต้องมีการพูดคุยในรายละเอียดเพิ่มเติม  ปัจจุบันยังเร็วเกินไปและทุกฝ่ายยังตั้งอยู่ในฐานที่มั่นของตนเอง

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัส ระบุถึงกรณีที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง กปน. ขโมยหย่อนบัตรเลือกตั้งที่จังหวัดพะเยา ว่า ล่าสุดตำรวจได้ข้อสรุปแล้ว เป็นการหย่อนบัตรให้พรรคประชาชน ซึ่งมีความผิดทางอาญา และยังตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะไม่ใช่เพียงแค่เขตเดียวหรือ ไม่ ซึ่งตนได้ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดให้ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย  ส่วนหลังจากนี้ ก็เป็นเรื่องของ กกต.ในการเป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ธรรมนัส
ธรรมนัส

อย่าหมดหวัง! สารจาก ธนาธร ถึงชาวพรรคประชาชน หลังทราบผลเลือกตั้ง 69

อย่าหมดหวัง! สารจาก ธนาธร ถึงชาวพรรคประชาชน หลังทราบผลเลือกตั้ง 69

อย่าหมดหวัง! สารจาก ธนาธร ถึงชาวพรรคประชาชน หลังทราบผลเลือกตั้ง 69

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.06 น.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า  ถึงผู้ลงคะแนนให้พรรคประชาชนและผู้ลงประชามติเห็นชอบ ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของประชาชนที่มอบให้กับพวกเราในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

ถึงพรรคภูมิใจไทย ผมขอแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง 

ถึงผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคประชาชนทุกท่าน ผมซาบซึ้งใจในการสนับสนุนลงแรงที่ท่านทำร่วมกับพรรค เดินร่วมกันต่อไป อย่าหมดหวัง หมดหวังเมื่อไหร่ แพ้ทันที

ประชาชน แพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว

มันเป็นเช้าที่หนักหน่วง แต่ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสง
ธจ
9 กุมภาพันธ์ 2569