สหรัฐฯทุ่มกว่า 3 พันล้าน หนุนกองทัพบกไทยเสริมแกร่งสไตรเกอร์ ปราบสแกมเมอร์ข้ามชาติ

สหรัฐฯทุ่มกว่า 3 พันล้าน หนุนกองทัพบกไทยเสริมแกร่งสไตรเกอร์ ปราบสแกมเมอร์ข้ามชาติ

สหรัฐฯทุ่มกว่า 3 พันล้าน หนุนกองทัพบกไทยเสริมแกร่งสไตรเกอร์ ปราบสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.49 น.

สหรัฐ มอบเงินกว่า 100 ล้านเหรียญ หนุน ทบ.เสริมสร้าง เสถียรภาพชายแดน ปราบสแกมเมอร์ เสริมแกร่งรถเกราะ สไตรเกอร์ ด้าน ผบ.ทบ. แจง กัมพูชา เริ่มก่อน

9 ม.ค.69 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ นาย ไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการภูมิภาคเอเชียตะวันออก และแปซิฟิก, นาย ชอน โคตาโระ โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือประเด็นความร่วมมือทางทหาร ความมั่นคงระหว่าง ไทย-สหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา

ระหว่างการหารือ ผบ.ทบ. กล่าวย้ำถึงความจริงใจของไทยในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพ โดยใช้กลไกทวิภาคีสร้างความเข้าใจกับกัมพูชา 

ขณะที่สหรัฐฯ ขอบคุณไทยที่ยึดมั่นในข้อตกลงและเล็งเห็นบทบาทสำคัญของกองทัพบกในการสร้างเสถียรภาพระยะยาว 

โดย ผบ.ทบ. ระบุต่อว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้งและเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมถึงการกล่าวหาว่าไทยเป็นผู้รุกราน ทั้งนี้ ไทยดูแลเชลยศึก 18 นายตามหลักมนุษยธรรมและดำเนินการปล่อยตัวอย่างเหมาะสมตามหลักสากล

ในด้านความสัมพันธ์ ไทย–สหรัฐฯ ได้หารือการยกระดับความร่วมมือ โดยสหรัฐฯ ยืนยันสนับสนุนงบประมาณทางการทหารกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการเสริมสร้างเสถียรภาพชายแดนและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงการสนับสนุนการขยายขีดความสามารถของหน่วยยานเกราะล้อยางสไตรเกอร์และเพิ่มหลักสูตรการศึกษา–ฝึกอบรม อย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองฝ่ายยังได้เห็นพ้องว่าการฝึกร่วมผสม Cobra Gold และ Balance Torch เป็นการฝึกสำคัญที่แสดงออกถึงสัญลักษณ์ความร่วมมือเพื่อป้องปรามความขัดแย้งในภูมิภาค นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายได้หารือในด้านการสนับสนุนเทคโนโลยีด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบโดรนและต่อต้านโดรน รวมถึงการข่าวกรองและอาวุธยิงสนับสนุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและอธิปไตยจากการถูกรุกราน ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยได้กล่าวถึงสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังที่จะได้เห็นความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อเสถียรภาพของภูมิภาคในอนาคต

กองทัพบกยืนยันความมุ่งมั่นรักษาสันติภาพด้วยการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ และเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องอธิปไตยและสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ปลุกคนรับ รธน 60 ลงมติ ไม่เห็นชอบ แก้ รธน

ปลุกคนรับ รธน 60 ลงมติ ไม่เห็นชอบ แก้ รธน

ปลุกคนรับ รธน 60 ลงมติ ไม่เห็นชอบ แก้ รธน

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.42 น.

จากกรณีการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ในวัน 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 จนกลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์นั้น

ล่าสุดวันนี้ 9 มกราคม พ.ศ. 2569 ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng มีข้อความระบุว่า “ผู้ที่เคยลงมติเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2560 ขอให้ลงมติไม่เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ”

ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นจำนวนมากกับโพสต์ดังกล่าว เช่น

“ผมชอบ รธน. 60 ปราบโกงครับ ไม่เห็นชอบแน่นอน”

“รับทราบครับ อาจารย์ คัดค้านอยู่แล้วครับ”

“รัฐธรรมนูญปราบโกง ชอบครับ”

“ไม่เห็นชอบค่ะ”

“จัดไปครับท่าน”

“+1ไม่เห็นชอบค่ะ”

“ไม่เห็นชอบค่ะ”

ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา
ชูชาติ ศรีแสง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng

นายกฯ ยันชายแดนไทย-กัมพูชา ปกติ เผยปมทหารเจ็บ ช่องบก เคลียร์จบระดับแม่ทัพ ยึดตาม Joint Statement

นายกฯ ยันชายแดนไทย-กัมพูชา ปกติ เผยปมทหารเจ็บ ช่องบก เคลียร์จบระดับแม่ทัพ ยึดตาม Joint Statement

นายกฯ ยันชายแดนไทย-กัมพูชา ปกติ เผยปมทหารเจ็บ ช่องบก เคลียร์จบระดับแม่ทัพ ยึดตาม Joint Statement

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.40 น.

“นายกฯ” เผย ชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ปกติ แต่ไม่ประมาท ชี้ต้องคืนความสงบสุขให้ประชาชน ส่วนกรณีทหารไทยบาดเจ็บที่ช่อง​บก​  มีการขอโทษระหว่างแม่ทัพแล้ว​ยังถือเป็นไปตามข้อตกลง joint statement ​

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ว่าได้รับรายงานว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี อยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี แต่เราไม่ได้ประมาท การดูแลพื้นที่ชายแดนมีความพร้อม ส่วนก่อนหน้านี้กองทัพกัมพูชาก็ได้ส่งหนังสือชี้แจงมาแล้ว โดยระบุว่าไม่ได้เป็นการตั้งใจ 

เมื่อถามว่า กัมพูชามีการส่งสัญญาณหรือแสดงความรับผิดชอบ ต่อฝ่ายไทยต่อกรณีที่ทหารได้รับบาดเจ็บอย่างไรบ้าง นายกฯ ย้ำว่า มีการขอโทษซึ่งกันและกัน ระหว่างแม่ทัพที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ของฝ่ายไทย และฝ่ายกัมพูชา ก็จบในระดับนั้น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามข้อตกลงใน joint statement 

เมื่อถามว่า หลายพื้นที่สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายแล้ว นายกฯ ระบุว่า ก็ต้องเป็นแบบนั้น เพราะเป้าหมายแรกของรัฐบาลคือให้พี่น้องประชาชนได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย และอยู่บ้านอย่างปลอดภัย อย่างในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เราก็ต้องพยามรักษาสถานการณ์ให้มีความติสุขมากที่สุด เพราะเราไม่ได้เสียดินแดนแล้ว และได้ปักธงชัยในที่ที่เรามั่นใจว่าเป็นแผ่นดินไทย ขณะนี้นี้ก็ยังเฝ้าระวังอยู่โดยไม่ประมาท 

อนุทิน เย้ย บอกคุ้น พ่อสมพงษ์ มากกว่า หลัง จุลพันธ์ ปราศรัยเหน็บภูมิใจไทย พูดแล้วไม่ทำ

อนุทิน เย้ย บอกคุ้น พ่อสมพงษ์ มากกว่า หลัง จุลพันธ์ ปราศรัยเหน็บภูมิใจไทย พูดแล้วไม่ทำ

อนุทิน เย้ย บอกคุ้น พ่อสมพงษ์ มากกว่า หลัง จุลพันธ์ ปราศรัยเหน็บภูมิใจไทย พูดแล้วไม่ทำ

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.32 น.

‘อนุทิน’เย้ยกลับ บอกคุ้น ‘พ่อสมพงษ์’ มากกว่า หลัง‘จุลพันธ์’ปราศรัยเหน็บภูมิใจไทย พูดแล้วไม่ทำ

วันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นว่า พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำไม่ได้ โดยนายกรัฐมนตรี หัวเราะก่อนจะตอบว่า ตนคุ้นกับพ่อของเขามากกว่า ส่วนใหญ่ผมคุยกับคุณพ่อเขา ท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ คุยตลอด

15 อบต.ชายแดน เลื่อนหย่อนบัตร เป็น 18 ม.ค.นี้

15 อบต.ชายแดน เลื่อนหย่อนบัตร เป็น 18 ม.ค.นี้

15 อบต.ชายแดน เลื่อนหย่อนบัตร เป็น 18 ม.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

กกต.เลื่อนหย่อนบัตร อบต.15 แห่งในพื้นที่อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นวันอาทิตย์ที่ 18 ม.ค.69 จากเหตุสถานการณ์สู้รบ

9 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) แจ้งว่า กกต. มีมติรับทราบตามที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 15 แห่ง ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เสนอขอขยายวันออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภา อบต. และนายก อบต.ไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 18 ม.ค.69 จากเดิมที่จะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่11ม.ค.69 นี้ เนื่องจากสถาน การณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา 

โดย อบต.ทั้ง 15 แห่ง ได้แก่ อบต.กระแซง อบต.บึงมะลู อบต.สังเม็ก อบต.ภูเงิน อบต.ทุ่งใหญ่ อบต.จานใหญ่ อบต.ขนุน อบต.เสาธงชัย อบต.ตระกาจ อบต.ละลาย อบต.โนนสำราญ อบต.เมือง อบต.รุง อบต.ชำ และ อบต.ภูผาหมอก

อย่างไรก็ตาม  ในส่วนของอบต.ในพื้นที่อื่นๆของจังหวัดศรีสะเกษทั้ง 156 แห่ง จะยังคงมีการเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาองค์ การบริหารส่วนตำบลในวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค.นี้

เจษฎ์ ฝากข้อคิดวันเด็ก ชวน เยาวชนรำลึกบุญคุณ ทหาร-บูรพมหากษัตริย์ ปกป้องแผ่นดินนให้ลูกหลาน

เจษฎ์ ฝากข้อคิดวันเด็ก ชวน เยาวชนรำลึกบุญคุณ ทหาร-บูรพมหากษัตริย์ ปกป้องแผ่นดินนให้ลูกหลาน

เจษฎ์ ฝากข้อคิดวันเด็ก ชวน เยาวชนรำลึกบุญคุณ ทหาร-บูรพมหากษัตริย์ ปกป้องแผ่นดินนให้ลูกหลาน

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

“เจษฎ์” ฝากข้อคิดวันเด็ก ชวน เยาวชนรำลึกบุญคุณ “ทหาร-บูรพมหากษัตริย์” ปกป้องแผ่นดินนให้ลูกหลาน

วันที่ 9 มกราคม 2569 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ได้ฝากข้อความถึงพ่อแม่ผู้ปกครองรวมถึงเด็กและเยาวชน เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้ โดยเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันรำลึกและไว้อาลัยแก่เหล่าทหารหาญที่เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติ โดยระบุว่าความสงบสุขที่พวกเรามีอยู่ทุกวันนี้ แลกมาด้วยความยากลำบากของทหารที่ต้องห่างไกลครอบครัวและคนอันเป็นที่รัก เพื่อปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองขอบขัณฑสีมาทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งเป็นภารกิจที่ทำต่อเนื่องมานับพันปีภายใต้การนำของบูรพมหากษัตริย์ไทยในฐานะจอมทัพ จึงขอให้คนไทยทุกคนสำนึกในบุญคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์และทหารกล้าที่เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม

นายเจษฎ์ ยังได้ฝากข้อคิดถึงน้องๆ เยาวชนที่จะเดินทางไปเที่ยวชมสถานที่ราชการทหารหรือชมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของกองทัพ ทั้งทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ ว่าขอให้ตระหนักว่าสรรพาวุธเหล่านี้คือเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีความสุข เพราะเศรษฐกิจของประเทศจะไม่มีทางเดินหน้าไปได้หากปราศจากความมั่นคง หากประเทศอ่อนแอจนถูกรุกราน แม้กระทั่งจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกำลังรบไม่มาก ความสงบสุขย่อมไม่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงขอฝากให้เด็กและเยาวชนทุกคนร่วมกันรักชาติ และช่วยกันรักษาบ้านเมืองให้มั่นคงสืบไป

ชูวิทย์ ลั่น 30 วันอันตราย คำขอโทษของ พิธา สายไปแล้ว บาดแผลนี้เสียหายเกินการควบคุม

ชูวิทย์ ลั่น 30 วันอันตราย คำขอโทษของ พิธา สายไปแล้ว บาดแผลนี้เสียหายเกินการควบคุม

ชูวิทย์ ลั่น 30 วันอันตราย คำขอโทษของ พิธา สายไปแล้ว บาดแผลนี้เสียหายเกินการควบคุม

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

วันที่ 9 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กว่า 30 วันอันตราย คำขอโทษที่สายไป

นักการเมืองไม่พักหาเสียง ยัดเยียดนโยบายสารพัดโยนใส่ประชาชน

นำเสนอขายโดยมี “เซลล์แมน” เดินเร่ตามตลาดบ้าง ตระเวนรถบ้าง หรือโฆษณาในโลกโซเชียลบ้าง (นอกนั้นไม่เคยเห็นหัวตามเคย)

เอามาผสมรวมทุกอย่างเป็น ”เกาเหลา“ หม้อใหญ่

บางพรรคนโยบายก็เป็น ”ส้มตำ“ แบบไทยๆ

บางพรรคลอกไอเดียฝรั่งมังค่ามานำเสนอเสมือน ”พิซซ่า“

ประชาชนอย่างพวกเกล้ากระผมได้แต่ ”ดูและดม“ หรือทำได้แค่ชิมแล้วบ้วนทิ้ง

เพราะเลือกตั้งครั้งนี้ผลออกมาต้องเป็น “รัฐบาลเกาเหลา“ แน่นอน

เราจะได้ของไม่ตรงปก โฆษณาเป็นของฝรั่งแพ็คเกจสวย แต่พอแกะดูข้างในคุณภาพเป็นของจีนไปเสียฉิบ

ผมในฐานะ ”ราษฎรเต็มขั้น” จึงจะทำหน้าที่ใน 30 วันอันตรายควบคู่ไปกับพรรคการเมือง ไม่หยุดไม่หย่อนทั้งวันทั้งคืนเช่นกัน

ถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองอย่างผม ที่ไม่ได้รับคะแนนเสียง ไม่ต้องการความนิยมใดๆ

แต่ต้อง “บริโภคนโยบาย“ ของผู้ที่จะขึ้นมาปกครอง

ต่างกับบรรดานักการเมืองที่ล้วนได้รับผลประโยชน์จากการขาย คือคะแนนเสียงของประชาชน

ผมเน้น ”พรรคส้ม“ เป็นพิเศษมากกว่าพรรคอื่น เพราะเห็นว่า “นโยบายหาเสียงของพรรคส้มเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ”

ทำไมถึงกล่าวหาเช่นนั้น มีเหตุผลสำคัญดังนี้

การหาเสียงของพรรคส้มมักยกเอา “การเมืองใหม่“ นำเสนอเป็น “เมนู Signature” ชวนให้ประชาชนชิม

ทั้งที่ ”วิธีการหาเสียง“ นั้นนอกจากไม่สามารถทำได้จริง แต่กลับสร้าง “บาดแผลความแตกแยก” ทุกครั้ง

เริ่มจาก “สถาบัน” ในครั้งพรรคอนาคตใหม่ มาถึง “ทหาร” ในครั้งพรรคก้าวไกล

จนมาถึง “รัฐธรรมนูญ” ในคราวนี้

ทุกครั้งเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าพรรคส้มจะทำได้

ไม่ใช่พรรคส้มไม่ทราบ แต่เป้าหมายอยู่ที่ “คะแนนเสียง” ในการเลือกตั้งทุกครั้ง

หากพรรคส้มยังเป็นอย่างนี้ต่อไป จะไม่ได้สร้าง ”ความฝันอันยิ่งใหญ่ที่คนไทยต้องการ“

แต่จะกลับกลายเป็นสร้าง ”ฝันร้ายบนความแตกแยกของคนในสังคมไทย”

อันถือเป็นเรื่องอันตรายต่อการเลือกโหวตให้พรรคส้ม

วันนี้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์“ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่เคยหาเสียงเมื่อปี 2566

ออกมาขอโทษจากการชี้นำประชาชนที่เบื่อ “ลุงตู่“ ที่อยู่ปกครองประเทศมาถึง 8 ปี โดยปราศรัยหาเสียงด้วยวาทกรรม

“ทหารมีไว้ทำไม?”

”ถึงรบก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ“

”ไม่มีการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้านแล้ว”

พรรคส้มกล้าทำในสิ่งที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เป็นพรรคการเมืองเก่า และยกตัวเองเป็น “พรรคการเมืองใหม่”

ด้วยการนำ ”สถาบัน“ ต่างๆ ของสังคมไทยมาขึ้นเขียงสับ เพียงเพื่อแลกกับคะแนนเสียง

ในภาวการณ์ที่จับกระแสได้ว่า ”คนเบื่อลุงตู่“ แต่กลับเอาทหารทั้งกองทัพมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง

หรือแม้แต่ “สถาบัน“ ที่สูงส่ง ยังตกเป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคส้ม

การหยุดหาเสียงด้วยการโจมตีสถาบัน ไม่ได้เกิดจากเจตนารมย์ของพรรคส้มเอง

แต่มาจากคำสั่ง ”ศาลรัฐธรรมนูญ“

พรรคส้มต้องการสร้างการเมืองใหม่ ที่แตกต่างจากพรรคการเมืองเก่าอื่นๆ

เอา ”ความศรัทธา“ ของผู้คน สร้างความแตกแยก แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงของพรรค

จนเมื่อเกิด “สงครามชายแดน ไทย-กัมพูชา”

บาดแผลนี้จึงเริ่มปรากฏผลเสียออกมาให้เห็น

ไม่ใช่จากคำพูด แต่ด้วยชีวิตของทหารที่บาดเจ็บล้มตาย เป็นแรงสะกิดเปิดแผลย้อนคำปราศรัยของพิธาหัวหน้าพรรคก้าวไกลอย่างรวดเร็ว

แม้ธนาธร และแกนนำจะแถไถว่า “หมายถึงให้ทหารทำหน้าที่รบปกป้องประเทศ ไม่ใช่ไปทำสนามกอลฟ์ หรือหมายถึงการปกป้องสิทธิของทหารชั้นผู้น้อย“

แต่ใครๆ ก็รู้ว่าความหมายของพิธาในการหาเสียงคือจับกระแสเบื่อลุง โดยเอา ”สถาบันทหาร“ มาถล่มเพียงเพื่อแลกกับ “คะแนนเสียง” และได้ผล

เพราะวันนั้นไม่มีใครคาดว่าจะเกิดสงคราม

คนไทยโหวตให้พรรคส้มล้นหลามถึง 14.4 ล้านเสียง ได้ สส. ถึง 151 คน

ทว่าเมื่อมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ “แผลของการเล่นกับศรัทธาของคน” กลับกลายเป็น “แผลเน่า“

จนยากเกินที่พรรคส้มจะเยียวยาได้ทันในระยะเวลา 30 วันก่อนเลือกตั้ง

พรรคส้มพยายามนำเรื่องราวใหม่มากลบ หรือพยายามชี้แจง แต่ไม่เป็นผล

ท้ายสุดให้พิธาออกมาขอโทษประชาชน แต่บาดแผลนี้เสียหายเกินการควบคุมไปแล้ว

ด้วยการปราศรัยที่ชัดเจนทั้งคำพูด ประโยค ข้อความบนเวทีที่มุ่งทำลาย “สถาบันทหาร“

แทนที่จะมุ่งตรงไปที่ทหารอย่าง ”ลุงตู่และคณะ” เพียงกลุ่มเดียว

เมื่อผลของสงคราม ไทย-กัมพูชา โหมพัดกระแสเปลี่ยน

การหาเสียงแบบทุ่มหนักหมดน่าตักด้วยฉากบังหน้า “การเมืองใหม่“ จึงส่งผลกระแทกรุนแรงต่อคะแนนเสียงของพรรคส้มเอง

แม้ว่าพิธา ธนาธร แกนนำ ผู้ช่วยหาเสียง หรือผู้สมัคร จะขอโทษอีกสักกี่ครั้ง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างไปทุกที่

พรรคส้มจึงกลายเป็น “คนแปลกหน้า“ แทน ”ความคุ้นเคย“ ของสังคมไทย เฉกเช่นการหาเสียงของนักการเมืองทั่วไป

จากวันนี้จนถึงวันที่ประชาชนกากบาทลงในบัตรเลือกตั้ง

คำปราศรัยของพิธา อดีตหัวหน้าพรรคส้ม ที่รับโพยมาจากแกนนำพรรคในการโจมตี “สถาบันทหาร“ ด้วยแผนการตลาดหาเสียง ที่เสี่ยงทุกครั้งต่อความมั่นคงของชาติ

มันจะเป็นหมุดที่ตอกลงกลางหัวใจคนไทย

ด้วยการสนับสนุนของบรรดาอาจารย์ นักวิชาการหัวก้าวหน้า (ที่บางคนเลือกหนีไปต่างประเทศ)

ใช้ ”กระแส“ ของการเมืองใหม่ที่มีความเสี่ยง มาเอาชนะ ”กระสุน“ ของการเมืองเก่าที่ไม่กล้าเดิมพันสู้

มันเป็น “ธาตุแท้“ ของพรรคส้ม ที่กล้าเอาทุกอย่างแม้แต่ ”สถาบันหลักของประเทศ“ ไปแลกกับ ”คะแนนเสียง“ ทุกครั้งในช่วงเลือกตั้ง

พรรคส้มจึงเป็นพรรคที่อันตราย ไม่ใช่ในความคิดของผมเท่านั้น

แต่เป็นความคิดของคนไทยที่เริ่มเห็นปรากฏการณ์นี้เด่นชัดขึ้นในช่วงหาเสียงครั้งนี้

พรรคส้มไม่ได้สร้างสิ่งใหม่ แต่กลับสร้างความแตกแยกบาดลึกให้สังคมไทยในยุคสมัยปัจจุบัน

การหาเสียงครั้งนี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะ ”กู้ศรัทธา“ คืนจากประชาชน เพราะรู้เช่นเห็นชาติ

และผมจำต้องแปรสภาพจากผู้สนับสนุน เป็นผู้ต่อต้าน

ปลุกสังคมให้เข้าใจเนื้อแท้ เปลือยตัวตนของแกนนำพรรคส้ม

อันมี ”ผู้ช่วยหาเสียง“ อย่างธนาธร ที่หิวโหยคะแนนเสียงเป็นผู้นำจิตวิญญาณ

ถึงขนาดยอมเอาทุกอย่างเป็นเดิมพันเพื่อให้พรรคส้มได้เป็นรัฐบาล

บิ๊กเล็ก ย้ำ กองทัพ วางตัวเป็นกลาง เลือกตั้ง69 พร้อมสนับสนุนกําลังพลไปใช้สิทธิ์

บิ๊กเล็ก ย้ำ กองทัพ วางตัวเป็นกลาง เลือกตั้ง69 พร้อมสนับสนุนกําลังพลไปใช้สิทธิ์

บิ๊กเล็ก ย้ำ กองทัพ วางตัวเป็นกลาง เลือกตั้ง69 พร้อมสนับสนุนกําลังพลไปใช้สิทธิ์

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.17 น.

รมว.กลาโหม ย้ำ กองทัพ วางตัวเป็นกลาง เลือกตั้ง69 พร้อมสนับสนุนกําลังพลไปใช้สิทธิ์ เปิดหน่วยทหารหากมีการร้องขอ ย้ำยึดตามระเบียบ-กฎหมาย

วันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 16.20 น. ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม แถลงข่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหมว่า ได้เน้นย้ําในเรื่องการเลือกตั้งที่จะมาถึงนั้น กองทัพในยึดมั่นระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยสนับสนุนในทุกมิติของระบอบประชาธิปไตยและสนับสนุนกําลังพลให้ไปใช้สิทธิ์ และการใช้พื้นที่ทหาร เมื่อได้รับการประสาน แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบ จึงขอให้เจ้ากรมรัฐธรรมนูญออกวิทยุแจ้งหลักการหลักปฏิบัติเน้นย้ําให้ทุกหน่วยยึดถือปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป จุดยืนของกองทัพต้องวางตัวเป็นกลางรักษาความเสมอภาคทางการเมือง 

สำหรับการดูแลความปลอดภัยประชาชน ที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชานั้น เรื่องเลือกตั้งมี 2 ส่วน ตามแนวชายแดนเป็นหน้าที่กองทัพที่ต้องรับผิดชอบอธิปไตย ไม่ให้กําลังของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะด้านใดก็ตามรุกล้ําอธิปไตย ส่วนกําลังชั้นในเข้ามาเป็นเรื่องของตํารวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คือกระทรวงมหาดไทย

ป้ายกับดักคนร้อนตัว ดร ณัชร ชี้เหมือนป้ายบอกทาง

ป้ายกับดักคนร้อนตัว ดร ณัชร ชี้เหมือนป้ายบอกทาง

ป้ายกับดักคนร้อนตัว ดร ณัชร ชี้เหมือนป้ายบอกทาง

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

จากรณีกระแสไวรัลชั่วข้ามคืนเกี่ยวกับป้ายหาเสียงแผ่นหนึ่งริมข้างถนน จนเกิดการถกเถียงกันยกใหญ่บนโลกออนไลน์ โดยบนป้ายหาเสียงแผ่นนั้นมีข้อความว่า “เราไม่เลือกพรรคขายชาติ”, “เราไม่เลือกพรรคด้อยค่าทหาร”, “เราไม่เลือกพรรคล้มล้างสถาบัน”

วันนี้ 9 มกราคม พ.ศ. 2569 ดร.ณัชร สยามวาลา นักเขียนนักแปลชื่อดังของเมืองไทย โพสต์ภาพพร้อมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับป้ายหาเสียงแผ่นหนึ่ง ที่กำลังเป็นกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ โดยมีข้อความว่า “เห็นแล้วอมยิ้ม ตัวป้ายเหมือนเป็นกับดัก ที่ทำให้ผู้ร้อนตัวถึงกับไปร้องเรียน เป็นการเปิดหน้าให้คนรู้ว่าลักษณะที่ป้ายนี้บรรยายคือพวกตัวเองนี่แหละ

ป้ายกับดักคนร้อนตัว

ช่วงนี้เห็นมีคนประกาศ unfriend คนรู้จักไปหลายคน ช่างใจดีจัง ผมบล็อกไปเลยครับ พระพุทธองค์เคยทรงเตือนแล้วว่า มิจฉาทิฏฐินี่อันตรายกว่าอนันตริยกรรมอีก และพระคาถาธรรมบทก็ระบุชัด ถ้าต้องไปไหนกับคนพาล ให้ไปคนเดียวดีกว่า นี่ี่พระพุทธเจ้าทรงเตือนเองเลย

มงคลสูงสุด ๓๘ ประการก็ทรงจัดข้อ พึงไม่คบคนพาล เป็นอันดับแรกเลยด้วย เพราะนำความอัปมงคลมาให้ชีวิตหนักมาก ถ้าข้อแรกนี้ยังทำไม่ได้ อย่าหวังเลยว่าจะเข้าถึงปัญญาทางธรรมและความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง ความเป็นเสนียดมันบล็อคมงคลอีก ๓๗ ข้อที่เหลือราบคาบครับ

ป้ายกับดักคนร้อนตัว

ไปอ่านเจอเม้นท์นึงยกคำท่านปยุตโตมาได้เหมาะเหม็งกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงขอก๊อปมาดังนี้

——-

จริงๆ ป้ายแบบนี้ .. ต้องถือว่า ให้ “ธรรม เป็น ประมาณ” ให้ “หลักการ เป็น เกณฑ์” แก่พหูชน นะคะ การเมืองจะดีได้ ย่อมต้องมาจาก เหตุปัจจัยสำคัญ ที่ พหูชน ต้องมี “ความรู้”

ป้าย เขา ก็ให้ “ความรู้” ชี้ทางว่า “แบบไหน ไม่ควรเลือก” ก็ตามหลักสากลนะคะ ก็จะได้เลือก ได้ถูกต้อง .. เหมือนร้องเพลง “หนักแผ่นดิน” ก็รู้ชัดว่า “อย่างไร คือ หนักแผ่นดิน” น่าจะให้ พี่ดี้ ร้อยเป็น เพลงให้นะคะ 55555
ไม่รู้จะ ดิ้น กันทำไม 

=======================

“สังคมทุกวันนี้ไม่มีหลัก.. สังคมนี้ ถ้าได้หลักแค่ ๓ ข้อต้นของ มงคลสูตร คือ ไม่คบพาล คบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา สังคมก็ไป รอดแล้ว ..

แต่คนไทยเวลานี้ แค่ ๓ ข้อต้นนี้ก็ยังไม่ได้ จะไปรอดได้ อย่างไร นอกจากจะไม่ได้ ยังไปทางตรงข้าม สวนทางไปเสียอีก แล้วจะ พ้นอัปมงคล ได้อย่างไร

สังคมนี่ บางทีต้องถูกกระทบหรือกระแทกอย่างแรง เช่น มี เหตุร้าย มีภัยอันตรายรุนแรง ก็อาจจะตื่นขึ้นมาบ้าง แต่ในระยะยาว ถ้า “กระแสเสื่อม” นี้มันแรง อยู่นานไป เชื้อดีจะพลอยหมดไปด้วย..”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ปยุตฺโต) ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๐

จากหนังสือ เบื่อการเมือง : เรื่องขุ่นใจก่อนเลือกตั้ง – พระบอกวิธีทำใจ”

ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดกันเป็นจำนวนมากับโสต์ของ ดร.ณัชร สยามวาลา ที่มีลักษณะข้อความเห็นด้วยกับเจ้าตัวไปในทิศทางเดียวกัน

ป้ายกับดักคนร้อนตัว
ป้ายกับดักคนร้อนตัว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ดร ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD 

ขอขอบคุณภาพจาก อ. Kitti Gunpai 

รมว.กลาโหม สั่ง คงกำลังทหารชายแดนไทย-กัมพูชา อีก 1 ปี เร่งสร้างรั้วกันพรมแดน

รมว.กลาโหม สั่ง คงกำลังทหารชายแดนไทย-กัมพูชา อีก 1 ปี เร่งสร้างรั้วกันพรมแดน

รมว.กลาโหม สั่ง คงกำลังทหารชายแดนไทย-กัมพูชา อีก 1 ปี เร่งสร้างรั้วกันพรมแดน

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

รมว.กลาโหม สั่ง คงกำลังทหารชายแดนไทย-กัมพูชา อีก 1 ปี จนกว่าคลี่ลาย เร่ง สร้างรั้วกันพรมแดน -สถานที่ท่องเที่ยว ชง นายกฯ ของบแล้ว

วันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 16.20 น. ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม แถลงข่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหมว่า ได้ขอบคุณ รมช.กลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพ ในการปฏิบัติภารกิจในห้วงที่ผ่านมา รวมถึงกําลังพลทุกนายในการปฏิบัติภารกิจคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมชื่นชมในภารกิจที่สําเร็จเรียบร้อยในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ 

นอกจากนี้ยังได้รับฟังสถานการณ์ปัจจุบัน ยืนยันว่าอยู่ภายใต้การควบคุม มีระบบการติดตามและประเมินสถานการณ์ 24 ชั่วโมง และยืนยันว่าไทยยึดมั่นในถ้อยแถลงหยุดยิง และขอยืนยันเพื่อให้ประชาชนสบายใจว่ากองทัพมีความพร้อมสูงสุด หากมีการรุกล้ําอธิปไตย ละเมิดผลประโยชน์ของชาติพร้อมที่จะปฏิบัติการเพราะเรามีกฎการใช้กําลังที่ยึดถืออยู่แล้ว 

ทั้งนี้อยากให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและติดตามสถานการณ์ผ่านหน่วยงานรัฐบาล และศูนย์ประสานงานข้อมูลข่าวสารไทย-กัมพูชา เนื่องจากเราให้ความสําคัญและได้ชี้แจงในที่ประชุมว่าการปฏิบัติงานครั้งนี้เราแบ่งสนามรบเป็นสามมิติ คือสนามรบบริเวณชายแดนของ3เหล่าทัพสนามรบที่สองก็คือเวทีการต่างประเทศและสนามรบที่สามคือการตอบโต้ข้อมูลข่าวสาร 

พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงการควบคุมสินค้ายุทธภัณฑ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เป็นการออกรายการเป็นสินค้าควบคุม ซึ่งปัจจุบันเราใช้กฎหมายปี 2524 คือไม่ทันสมัยจึงมีการปรับให้ออกมาลักษณะเดียวกันให้ครอบคลุมรายการสินค้าที่เป็นลักษณะยุทธภัณฑ์ที่จะใช้ในทางผิดกฎหมาย รวมถึงเรื่องสแกมเมอร์ให้ครอบคลุม นอกจากนี้กําหนดตัวผู้อํานวยการควบคุมให้ทันสมัย เช่น ก่อนหน้านี้ มีจังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันเพิ่มจังหวัดสระแก้ว

 และวานนี้(8 ม.ค.)ตนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชายแดนในพื้นที่ช่องบก ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับรายงานในพื้นที่ว่า สถานการณ์อยู่ในการควบคุมคาดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่เราก็ยังไม่ไว้วางใจ กองทัพยังเตรียมพร้อมปฏิบัติการทุกเวลายืนยันว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่ได้รับฟังจากทุกหน่วยรายงาน ท่าทีกําลังประเทศเพื่อนบ้าน ประชาชนสามารถไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างปลอดภัย 

“จากการลงพื้นที่ เน้นน้ำให้ใช้ความอดทนอดกลั้นไม่ได้ยิงตอบโต้ทันที ซึ่งจะทําให้สถานการณ์บานปลายและประชาชนเดือดร้อน  แต่เมื่อไหร่ก็ตาม หากมีครั้งที่2 คงไม่ใช่อุบัติเหตุ เรามีกฎการใช้กําลัง ขอให้มั่นใจ ไม่อยากลงรายละเอียดเพราะเป็นการยั่วยุ ถ้ากําลังพลได้รับบาดเจ็บสาหัสอาจต้องมีการตอบโต้อย่างได้สัดส่วนและจําเป็น ซึ่งคงได้เห็นภาพครั้งที่แล้ว ว่าเป็นอย่างไร” พล.อ.ณัฐพล กล่าวและว่า

ในช่วงที่ผ่านมาการยึดภูมิประเทศว่ายากแล้ว แต่การรักษายากกว่า เพราะฉะนั้นต้องดำเนินการดังนี้

1.คงกำลังไว้อย่างน้อย 1 ปี จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายจริงๆ แต่แนวชายแดนยาว 798 กิโลเมตร จะคงกำลังทั้งหมดคงไม่ได้ ดังนั้นพื้นที่ไหนถ้าต้องคงกำลังก็ต้องคงไว้ 

2.บางพื้นที่ทำรั้วอิเล็กทรอนิกส์ มีกล้องซีซีทีวี

3.บางพื้นที่ทำรั้วถาวร

4.บางพื้นที่ได้คุยกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าจะขอพื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่หวงห้าม อาจจะให้พี่น้องทหารผ่านศึกเข้าไปทำกิน เพราะทหารผ่านศึกยังมีจิตวิญญาณความเป็นทหารในการช่วยดูแลพื้นที่ 

5.อาจทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ได้แจ้งกับรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีแล้ว เนื่องจากต้องของบประมาณ