ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศผลการออกเสียงประชามติ อย่างเป็นทางการ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศผลการออกเสียงประชามติ อย่างเป็นทางการ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศผลการออกเสียงประชามติ อย่างเป็นทางการ

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.37 น.

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการออกเสียงประชามติ 

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีประกาศให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 224 ของรัฐธธรรมนูญ 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

จึงประกาศผลการออกเสียงประชามติ ดังนี้

1.จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ 52,933,610 คน (ห้าสิบสองล้านเก้าแสนสามหมื่นสามพันหกร้อยสิบคน)

2.จำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 36,870,266 คน (สามสิบหกล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นสองร้อยหกสิบหกคน)

3.ผลของการออกเสียงประชามติ ในประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ปรากฏดังนี้

เห็นชอบ 21,621,638 (ยี่สิบเอ็ดล้านหกแสนสองหมื่นหนึ่งพันหกร้อยสามสิบแปดคะแนน)

ไม่เห็นชอบ 11,241,653 (สิบเอ็ดล้านสองแสนสี่หมื่นหนึ่งพันหกร้อยห้าสิบสามคะแนน)

ไม่แสดงความคิดเห็น 3,075,330 (สามล้านเจ็ดหมื่นสี่พันสามร้อยสามสิบคะแนน)

บัตรเสีย 932,583 (เก้าแสนสามหมื่นสองพันห้าร้อยแปดสิบสามบัตร)

ประกาศ ณ วันที่ 4 มีนาคม 2569 ลงนามโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

พิพัฒน์ ย้ำ ไทยมีน้ำมันสำรอง 90 วัน วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนก

พิพัฒน์ ย้ำ ไทยมีน้ำมันสำรอง 90 วัน วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนก

พิพัฒน์ ย้ำ ไทยมีน้ำมันสำรอง 90 วัน วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนก

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.44 น.

เมื่อเวลา 18.15 น. วันที่ 4 มี.ค.69  ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ได้มีการพูดคุยในที่ประชุมหลายมิติและสามารถบอกได้หนึ่งประโยคคือ ในเรื่องของคำว่าพลังงาน ขอให้พี่น้องคนไทยอย่าได้ตระหนก เรามีการเตรียมความพร้อมที่จะหาพลังงานในส่วนต่างๆ เข้ามาเพื่อทำการชดเชย ในเบื้องต้นพลังงานที่มีการประกาศไปคือ เราสามารถรองรับได้ 60 วัน หมายความว่าไม่มีพลังงานหรือน้ำมันดิบเข้าสู่ประเทศไทยจะสามารถยืนได้ 60 วัน แต่ในขณะที่เรามีการใช้ พร่องไปในวันต่อวัน แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะมีการปิดตัวลง แต่กระทรวงพลังงานยังมีความสามารถที่จะหาน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ ประมาณ 50% ซึ่งมีการซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นอยู่แล้ว ไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลาง 100% ฉะนั้น ถึงแม้ว่า 60 วันจะหมดไป แต่ยังมีน้ำมันสำรองอีก 50% แม้จะไม่มีพลังงานตะวันออกกลางมาแต่เรายังต้านได้อีก 30 วัน รวมเป็น 90 วัน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ รมว.พลังงาน พยามประสานในหลายตลาด ในการหาน้ำมันดิบหรือแก๊ส LNG และอื่นๆ เข้ามาเพื่อรันเข้าสู่โรงไฟฟ้า เพื่อปั่นกระแสไฟฟ้าออกมาให้ได้ แต่คำว่ากระแสไฟฟ้าตรงนี้เรามีพลังงานจากแสงอาทิตย์โซลาร์ฟาร์ม มีพลังงานลม มีการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาวโดยพลังงานน้ำ และยังมีเขื่อนอีกหลายแห่งในประเทศไทยที่ทำการปั่นกระแสไฟฟ้าได้ และที่สำคัญเรามีน้ำมันดิบที่เป็นของเราเอง ซึ่งเป็นน้ำมันดิบจากน้ำมันปาล์ม สามารถนำมาปั่นกระแสไฟฟ้า ซึ่งเคยใช้ในขณะที่เกิดปัญหา ยูเครน-รัสเซีย ขณะนี้เครื่องตัวนี้ยังอยู่ที่บางปะกง นอกจากนี้ ยังมีกองทุนที่เข้ามาช่วยเหลือเรื่องราคาน้ำมัน ที่จะประกันว่าการตรึงราคาพลังงาน 15 วัน ที่นายกฯประกาศจะคงรักษาไว้ ขอให้ประชาชนอย่าได้กังวลว่าใน 15 วันนี้เรามีกองทุนน้ำมันเป็นผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว เราเคยมีกองทุนที่ติดลบระดับแสนล้าน แต่ขณะนี้มีผลบวกอยู่ประมาณ 2,500 ล้าน ฉะนั้นการที่จะคงน้ำมัน ไว้ ตนเชื่อว่าเรายังตรึงได้อีกนานพอสมควร 

พิพัฒน์

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องแรกที่ต้องเข้มงวดที่ติดตามอย่างใกล้ชิดคือ เรื่องราคาสินค้าและการกักตุนสินค้า ตอนนี้ให้ทางกรมการค้าภายในเข้าไปติดตามอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการกักตุนสินค้าที่ไม่มีเหตุสมควร และร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เข้าไปตรวจสอบทั่วทุกพื้นที่ โดยใช้พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าและบริการเข้าไปควบคุม ซึ่งถ้ามีเหตุการณ์ที่ประชาชนหรือผู้ใดเห็นสิ่งผิดสังเกตสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 จะรีบส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล 
รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องเกี่ยวกับเรื่องการขนส่ง ตนได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมมือประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น การขนส่งทางเรือ ทางอากาศ เพื่อหาแนวทางเฝ้าระวังและดูแลต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกวันศุกร์ที่ 6 มี.ค. ที่กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า เราจะต้องดูในเรื่องของการขนส่ง ที่ควบคุมได้อย่างไม่ติดขัด ถ้ามีข้อร้องเรียนหรือข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและส่งออกก็สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1569 เช่นกัน

รมว.พาณิชย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของต้นทุนสินค้า อย่างเช่น เรื่องปุ๋ยที่มีการนำเข้าจากหลายประเทศพอสมควร ซึ่งต้องเร่งเจรจากับตลาดอื่นเพื่อให้มีปุ๋ยเข้ามาในราคาที่เหมาะสมและช่วยเกษตรกรได้ และเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน รวมถึงเรื่องการสนับสนุนการใช้ปาล์มเข้ามาทดแทนด้านพลังงานต่าง ๆ เป็นต้น 

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก พิพัฒน์ รัชกิจประการ Phiphat Ratchakitprakarn

เช็กที่นี่! เปิด 100 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หลัง กกต. รับรอง

เช็กที่นี่! เปิด 100 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หลัง กกต. รับรอง

เช็กที่นี่! เปิด 100 รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หลัง กกต. รับรอง

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.40 น.

กกต.รับรอง 100 สส.ปาร์ตี้ลิสต์แล้ว พร้อมสส. 3 เขต ยกเว้นสุพรรณบุรี เหตุพบกปน.ส่อทำเลือกตั้งไม่สุจริต เผยเรื่องร้องเรียนเลือกตั้ง สส. 246 ซื้อเสียงมากสุด ส่วนประชามติมี 6 คำร้อง // เตรียมฟันอาญา “หมอเกศ” เพิ่ม พร้อมให้ข้อมูลหลักฐานพนักงานสอบสวนปมดำเนินคดี 6 บุคคลขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กปน.

วันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าที่ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า กกต.มีมติประกาศรับรองสส.แบบแบ่งเขตเพิ่มอีก 3 เขต คือ พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 และจันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขต2 ส่วนจ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 กกต.ยังไม่ประกาศรับรอง เนื่อง จากพบว่าการปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.) ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การสืบสวนไต่สวนต่อไป ซึ่งกรณีนี้เป็นความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ามีผลการนับคะแนนที่เปลี่ยน แปลงฉะนั้นขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการสืบสวนไต่สวนของคณะกรรมการและผู้ที่เกี่ยวข้องส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็จะได้มีการสรุปให้กับกกตได้พิจารณาโดยตามกฎหมายแล้วกกต.มีเวลาในการสอบสวน60วัน

อย่างไรก็ตาม  ตามที่มีกระแสข่าวว่ากกต. โยนบาปหรือลอยแพ กปน.นั้น ขอชี้แจงว่า การทำหน้าที่ของกปน.ซึ่งอาสาเข้ามาทำหน้าที่ ทางกกต. และสำนักงานฯ ได้ให้ความสำคัญกับ กปน. เพราะฉะนั้นแล้ว กปน.เมื่อได้รับการแต่งตั้งเขาถือว่าเป็นพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เขาจึงมีศักดิ์มีสิทธิ์ตามอำนาจหน้าที่ ฉะนั้นถ้าเขาเดินไปตามระเบียบที่กฎหมายให้แบบนี้กฎหมายจะคุ้มครองเขา แต่ถ้าดำเนินไปเพื่อประโยชน์ หรือช่วยเหลือพรรคการ เมืองใดแบบนี้ก็ต้องเป็นการรับผิดชอบต่อกฎหมาย

นอกจากนี้ กกต.มีมติประกาศผลสส.แบบบัญชีรายชื่อครบ100 คน โดยคำนวนจากคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ลงให้กับทุกพรรคจำนวน 35,030,579 หารด้วยจำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อที่พึงมีได้ค่าเฉลี่ย 350,305.79 คะแนนต่อ 1 คน จึงพบว่า เมื่อคำนวณตามค่าเฉลี่ยตามค่ากฎหมาย แบ่งจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ได้แก่ ลำดับที่ 1 พรรคประชาชน 32 คน พรรคภูมิใจไทย 19 คน พรรคเพื่อไทย 16 คน พรรคประชาธิปัตย์ 11 คน พรรคเศรษฐกิจ 3 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน พรรคกล้าธรรม 2 คน และอีก 13 พรรคการเมือง พรรคละ 1 คน ได้แก่ พรรครวมใจไทย พรรคประชาชาติ พรรคใหม่ พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคประชาธิป ไตยใหม่ พรรคมิติใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคไทยสร้างไทย พรรครวมพลังประชาชน พรรคเสรีรวมไทย พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทรวมพลัง และพรรคพลังประชารัฐ รวมแล้ว จำนวน 100 คน 

ส่วนจำนวน สส.แบบแบ่งเขต พรรคภูมิใจไทย 172 คน พรรคประชาชน 88 คน พรรคเพื่อไทย 58 คน พรรคกล้าธรรม 56 คน พรรคประชาธิปัตย์ 10 คน พรรคไทรวมพลัง 5 คน พรรคพลังประชารัฐ 4 คน พรรคประชาชาติ 4 คน พรรคไทยสร้างไทย 1 คน และพรรคโอกาสใหม่ 1 คน

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ยืนยันว่า ระยะเวลาในการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งและกระบวนการจัดการเลือกตั้ง. เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมายกรณีที่พบว่ามีจำนวนบัตรไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิ์ก็ได้สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ไปไหนหลายหน่วยเลือกตั้ง ดังนั้นการรับรองสส.แบบบัญชีรายชื่อและ สส.แบบแบ่งเขตจึงดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง

ว่าที่ร.ต.ภาสกร กล่าวว่าผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิ์จำนวน 52,933,610 คน มาใช้สิทธิ์ 37,807,816 คน คิดเป็นร้อยละ 71.43 บัตรดี 35,030,579 ใบ คิดเป็นร้อยละ 92.65 บัตรเสีย 1,669,106 ใบ คิดเป็นร้อยละ 4.42 บัตรไม่เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด 1,108,123 ใบ คือเป็นร้อย 2.93 

ส่วนการใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์จำนวน 52,933,610 คน มาใช้สิทธิ์ 37,807,812 คน คิดเป็นร้อยละ 71.43 บัตรดี บัตรดี 34,862,091 ใบ คิดเป็นร้อยละ 92.21 บัตรเสีย 1,337,452 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.54 บัตรไม่เลือกผู้ใด 1,608,250 ใบ คือเป็นร้อย 4.25 ทั้งนี้ผลต่างของผู้มาใช้สิทธิ์ สส.ทั้งสองแบบ มีความแตกต่างกัน เป็นผลมาจากรณีดังต่อไปนี้ เช่น กรณีบัตรเลือกตั้งนอกเขต นอกราชอาญาจักร มีการส่งบัตรกลับมาไม่ครบ 2 ใบ และกรณี กปน.ขอเพิ่มชื่อที่หน่วยเลือกตั้งที่ไปปฎิบัติหน้าที่ ซึ่งตามกฎหมายเขียนไว้ชัดเจน ว่าเขามีสิทธิเลือกตั้งคนละเขตที่ปฎิบัติหน้าที่ จะมีสิทธิ์เพิ่มเฉพาะแบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น และกรณีผู้มาใช้สิทธิกับบัตรไม่ตรงกัน ที่ กกต.สั่งให้ลงคะแนน หรือ นับคะแนนใหม่            

สำหรับ 10 ลำดับ ของผู้มาใช้สิทธิมากที่สุด ได้แต่ อันดับ 1 จ. พัทลุง 2. จ. ลำพูน 3.จ. นครนายก 4. จ. นครปฐม 5. จ. สงขลา 6.จ.พระนครศรีอยุธยา 7.จ. ราชบุรี 8. จ.สระบุรี 9.จ.เชียงใหม่ และ 10. จ.เพชรบุรี

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ยังประกาศการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยผู้มีสิทธิ์ออกเสียงมีจำนวน 52,933,610 คน ผู้มาใช้สิทธิ์ จำนวน 36,870,266 คน คือเป็นร้อยละ 69.65 เห็นชอบประเด็นที่ออกเสียงประชามติ 21,621,638 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 58.64 ไม่เห็นชอบประเด็นออกเสียงประชามติ 11,241,653 คะแนน คือเป็นร้อยละ 30.49 และไม่แสดงความคิดเห็นออกเสียงประชามติ 3,074,330 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 8.34 มีบัตรเสียอยู่ที่ 932,583 ใบ คิดเป็นร้อยละ 2.43  

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ยังยืนยันว่ากกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองผู้มาใช้สิทธิ์ พร้อมกับจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นไปโดยตรงและรับตามเจตนาของรัฐธรรมนูญ และยืนยันเคารพในการแสดงความคิดเห็น แต่การตั้งข้อสงสัยหรือการตั้งข้อสังเกต ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่บ่อนทำลายต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย 

ด้านนายครรชิต เจริญอินทร์ ร้องเลขาธิ การฯกกต. กล่าวว่าในส่วนเรื่องร้องเรียน ร้องคัดค้านการเลือกตั้งมีทั้งสิ้น 246 เรื่องในจำนวนนี้ร้อยละ 30 เป็นการร้องเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งเรื่องร้องทุจริตทุกเรื่องอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนชั้นของสำนักงานฯซึ่งมีขั้นตอนในการดำเนินการ ต้องเปิดโอกาสผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง จึงต้องใช้เวลากกต.จึงเห็นว่าการพิจารณาภายในระยะเวลา 60 วันดำเนินการไม่ทันจึงประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปก่อน แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจกกต.ในการสืบสวนสอบสวนในภายหลัง

ส่วนคำร้องกรณีการกระทำผิดในการออกเสียงประชามติมีทั้งสิ้น 6 คำร้อง ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการโดยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดนั้นน้อยกว่าเรื่องร้องเรียนส.ส.กกต.จึงต้องประกาศผลการออกเสียงประชามติไปก่อน

นอกจากนี้ในวันนี้ศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาให้มีการเพิกถอนสิทธิสมัคร น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว.หลังจากนี้กกต.ก็จะต้องพิจารณาด้วยเรื่องของการดำเนินคดีอาญาฐานรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สมัครแต่ยังลงสมัคร

นายครรชิต ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนกรณีที่พบเอกสารการเลือกตั้งถูกทิ้งที่บ่อขยะในจังหวัดสมุทรปราการ และมีข้อสงสัยว่ากรรมการประจำหน่วยกระทำทุจริตหรือไม่ กกต.รับเป็นความปรากฏอยู่ในระหว่างดำเนินการโดยกกต.มีมติให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าใครเอาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆไปทิ้ง เช่นเดียวกับกรณีที่จ.พะเยาที่พบกปน.เตรียมนำบัตรที่ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว 7 ใบ ใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งก็อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าเกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือไม่ หรือที่อ.พาน จ.เชียงราย ที่มีการจับเงินซื้อเสียงคณะกรรมการสอบสวนก็กำลังดำเนินการอยู่
 
ส่วนกรณีแจ้งความดำเนินคดี 6 บุคคลที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขต 15 คันนายาวกรุงเทพมหานคร ขณะนี้พนักงานสอบสวนให้กกต. ไปให้ถ้อยคำและยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมตนในฐานะผู้ได้รับมอบหมายจากกกต.ก็อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน

เมื่อถามว่ามีข้อสงสัยว่าในวันดังกล่าวสื่อมวลชนปฏิบัติหน้าที่หลายสำนักก็มีการถ่ายรูปเหตุใดจึงดำเนินคดีกับสื่อมวลชนเพียงรายเดียว นายครรชิต กล่าวว่า ที่แจ้งความดำเนินคดีไปเป็นการดูเบื้องต้นและขณะนี้เรามีการเอาวงจรปิดรวมถึงคลิปต่างๆมาดูเพิ่มเติมอยู่ ส่วนที่จะให้มีการถอนแจ้งความในส่วนของสื่อ ก็ต้องอยู่ กกต.พิจารณา เมื่อพยายามถามถึงเหตุผลที่แจ้งความสื่อฯ นายครรชิตก็ตัดบทว่าจะขอไปอธิบายเหตุผลกับพนักงานสอบสวน 

ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อร้องเรียนกรณีบริษัทสเปคเตอร์ซี จำกัด ที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน นายครรชิต กล่าวว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ ก็เหมือนกับที่ร้องเรียนอื่น เพียงแต่เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ส่วนจะมีความเชื่อมโยงกับความวุ่นวายในหลายพื้นที่ เช่น ปทุมธานี เขต 7 ชลบุรี เขต 1 กทม.เขตคันนายาว หรือไม่นั้น ตรงนี้สเปคเตอร์ซีก็เป็นจุดเริ่มต้น ต้องไปดูว่ามีวิธีการดำเนินการอย่างไร   
 

7 วัน สส.ใหม่ รายงานตัวต่อสภา 135 คน พรุ่งนี้ ‘อนุทิน’ ยกทัพ ‘ภูมิใจไทย’ รายงานตัว

7 วัน สส.ใหม่ รายงานตัวต่อสภา 135 คน พรุ่งนี้ ‘อนุทิน’ ยกทัพ ‘ภูมิใจไทย’ รายงานตัว

7 วัน สส.ใหม่ รายงานตัวต่อสภา 135 คน พรุ่งนี้ ‘อนุทิน’ ยกทัพ ‘ภูมิใจไทย’ รายงานตัว

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.03 น.

สภาฯรายงานตัววันที่ 7 ทั้งวันทยอยมา 16 คน รวม135คน ขณะที่ไฮไลท์พรุ่งนี้ ‘อนุทิน’เตรียมนำทีม สส. ภูมิใจไทยนั่งรถบัสเข้ารายงานตัว ด้าน ‘อภิสิทธิ์ -ธรรมนัส‘ ขนทัพมาวันที่ 6 มี.ค.

วันที่ 4 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาถึงการรายงานตัวเป็นสส.ชุดที่ 27ที่เปิดให้รายงานตัวเป็นวันที่7 ในวันที่ 4 มี.ค. ปรากฎว่าตั้งแต่ 08.30-16.30น.มีสส.เข้ารายงานตัว16 คน ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 9 คน อาทิ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี นายวรายุทธ จงอักษร สส.ยโสธร นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายไตรเทพ งามกมล สส.บุรีรัมย์ นายอลงกต มณีกาศ สส.นครพนม น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย มีสส.รายงานตัว 6คน อาทิ นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์ สส.ชัยภูมิ นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง สส.สุโขทัย น.ส.ณัคนางค์ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย และพรรคกล้าธรรม 1คนคน คือนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา รวม 7วัน มี สส.มารายงานตัวแล้วทั้งสิ้น 135 คน 

ทั้งนี้ในวันพรุ่งนี้ (5 มี.ค.)เวลา 10.00 น.นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จะนำสส.เข้ารายงานตัวต่อสภา 

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนายกฯ จะนำสส.ออกเดินทางจากพรรคภูมิใจไทยโดยรถบัสเข้ารายงานตัวต่อสภาฯในเวลา 13.30 น.

อย่างไรก็ตามในวันที่( 6 มี.ค.)เวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อม สส.บัญชีรายชื่อ เข้ารายงานตัว รวมทั้งพรรคกล้าธรรม นำโดยร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม จะนำคณะสส.มารายงานตัวต่อสภาฯในเวลา 11.00 น.ในวันที่ (6 มี.ค.)เช่นเดียวกัน 
 

พิพัฒน์-เอกนิติ ประชุมประเมิน ผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง ครบทุกมิติ

พิพัฒน์-เอกนิติ ประชุมประเมิน ผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง ครบทุกมิติ

พิพัฒน์-เอกนิติ ประชุมประเมิน ผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง ครบทุกมิติ

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

“พิพัฒน์-เอกนิติ” ถกประเมินสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง เผยสามารถยืดระยะน้ำมันได้กว่า 60 วัน จ่อตัดการส่งออกแบบไม่มีสัญญา  นายกฯ สั่งกต.เป็นศูนย์กลางข้อมูล กันข่าวบิดเบือน

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 4 มีนาคม ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ร่วมเป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบหมาย โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ขณะที่ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เนื่องจากติดภารกิจที่ต่างประเทศ

นายพิพัฒน์ กล่าวช่วงต้นการประชุมว่า นายกฯได้มอบหมายให้มาประชุมเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกระทบหลายๆด้านกับประเทศไทยโดยเฉพาะเรื่องของน้ำมัน ซึ่งอาจจะมีเรื่องของคำถาม คำตอบ เกี่ยวกับ เรื่องราคาสินค้าเป็นอย่างไร ค่าขนส่งเป็นอย่างไร หรือน้ำมันหน้าสถานีบริการเป็นอย่างไร และพวกเราจะอยู่กันอย่างไร ซึ่งเท่าที่ทราบกระทรวงพลังงานบอกว่าเราสามารถอยู่ได้ 60 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงพลังงานประมาณการไว้ แต่เราอาจจะยืดระยะเวลาได้มากกว่านั้น โดยการตัดบางสิ่งบางอย่างได้หรือไม่ เช่น การส่งออกแบบไม่มีสัญญา แต่เราต้องมาดูต่อว่าน้ำมันที่เรากันไว้ในแต่ละวันมันจะมีน้ำมันส่วนเกิน เราต้องมาดูต่อว่า เมื่อมีน้ำมันเกินแล้วเราไม่ส่งออก เราจะเอาแทงค์ที่ไหนมาเก็บน้ำมัน ซึ่งตนคิดว่ากระทรวงพลังงานจะต้องหารือกับผู้ประกอบการในทุกบริษัทว่าควรมีแทงค์เท่าไหร่ ถ้ามีน้ำมันส่วนเกินจริงๆเราช่วยกันเก็บได้หรือไม่ ถ้าเก็บแบบนี้ก็จะถือว่ารัฐบาลเอาน้ำมันมาฝากไว้ ดังนั้นก็ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ด้วย  ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซ เบนซิน หรือดีเซล และที่สำคัญที่สุดถ้าหากเรายังช็อตต่อไปอีก ซึ่งตอนนี้ดีเซลใช้ B5 เราจะเพิ่มการผลิต B7 หรือ B10 ได้หรือไม่ หรือในส่วนของแก๊สโซฮอล์ เราจะเพิ่มแอลกอฮอล์ไปผสมให้มากขึ้นในเบนซินได้หรือไม่ ดังนั้นเราต้องหารือกันในหลายรูปแบบ 

ทางด้านนายเอกนิติ กล่าวว่า ตนได้ประชุมกับนายกฯ  วงเล็กเมื่อช่วงสายวันนี้(4 มี.ค.) ซึ่งนายกฯ อยากให้พวกเราทุกหน่วยงานและภาคเอกชนมาอัพเดทสถานการณ์ด้วยกัน ทุกคนจะได้มีข้อมูลที่ตรงกัน อย่างที่นายพิพัฒน์ได้พูดไปเรื่องที่จะต้องอัพเดทคือสภาพัฒน์ฯ ที่จะฉายภาพสถานการณ์ล่าสุดว่าเป็นอย่างไร และนายกฯ ยังได้ฝากกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นศูนย์ในการให้ข้อมูลต่างๆเพื่อประสานกับโฆษกกระทรวงต่างๆ ได้ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นแกนกลางในการอัพเดทสถานการณ์ที่อยู่หน้างาน หลังจากที่นายกฯไปประชุมวอร์รูมที่กระทรวงต่างประเทศมา ซึ่งคิดว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคน โดยเฉพาะวันนี้มีสื่อออนไลน์เยอะมาก มีทั้งข่าวจริงและไม่จริงจน ทำให้เกิดการตื่นตระหนก นายกฯ ฝากว่าอยากให้กระทรวงการต่างประเทศอัพเดทสถานการณ์ที่หน้างานว่าเป็นอย่างไร 

นายเอกนิติ กล่าวว่า ตามที่ได้ประชุมวอร์รูมและทางสภาพัฒน์ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งการค้า การลงทุน ในเรื่องที่ 1.คือเรื่องน้ำมัน ซึ่งจะมีกระทรวงพลังงานเข้ามาดูแล  2.เรื่องการขนส่ง ทางกระทรวงคมนาคมเป็นผู้เข้ามาดู และ3.เรื่องของกระทรวงพาณิชย์ที่จะดูเรื่องผลกระทบราคาสินค้าต่างๆ และวันนี้ได้เชิญสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งคงจะคุยเรื่องตลาดทุน นอกจากนี้ยังมีผู้ว่าฯแบงค์ชาติที่ได้ส่งผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มาให้ข้อมูลในเรื่องของค่าเงินด้วย ซึ่งจะประเมินผลกระทบในทุกมิติ ว่าสุดท้ายแล้วเราจะมีมาตรการอะไรรองรับบ้าง

ดร.ณัฏฐ์ ซัด นรเศรษฐ์ เชิญทูตปั่นกระแส ไร้ผลทางกฎหมาย

ดร.ณัฏฐ์ ซัด นรเศรษฐ์ เชิญทูตปั่นกระแส ไร้ผลทางกฎหมาย

ดร.ณัฏฐ์ ซัด นรเศรษฐ์ เชิญทูตปั่นกระแส ไร้ผลทางกฎหมาย

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.48 น.

วานนี้ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาเวทีสภาสะเทือน เมื่อนักกฎหมายมหาชนชื่อดังอย่าง ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ ออกมาฟาดงวงฟาดงาใส่การเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ภายใต้การนำของ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร กรณีเปิดสภาฯ จัดฉากจำลองการเลือกตั้ง โดยมีอดีตบิ๊ก กกต. อย่าง สมชัย ศรีสุทธิยากร มาร่วมแสดงนำในเหตุการณ์นี้

ดร.ณัฏฐ์ เปิดฉากฉะแรงว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นมันคือ ละครลิง ดี ๆ นี่เอง เป็นการใช้สถานที่อันทรงเกียรติมาสร้างคอนเทนต์ตลกบริโภคเพื่อฟอกขาวให้คนบางกลุ่ม โดยลืมไปว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ขีดเส้นตายไว้ชัดเจนว่า กมธ. มีหน้าที่แค่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อรายงานสภา ไม่ใช่มีอำนาจวิเศษไปล่วงล้ำเขตแดนขององค์กรอิสระ

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

แฟ้มภาพ

โดย ดร.ณัฏฐ์ ระบุ “คุณกำลังเล่นบทผู้พิพากษาผ่านโซเชียล ทั้งที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ยกพานถวายอำนาจจัดการและตรวจสอบเลือกตั้งให้ กกต. เพียงผู้เดียว การมาจัดอีเวนต์จำลองแบบนี้มันคือการก้าวก่ายและแทรกแซงหน้าที่อย่างน่าเกลียด” 

ในมิติของพยานหลักฐาน ดร.ณัฏฐ์ ตอกกลับประเด็นบาร์โค้ดที่พยายามปั่นกระแสว่าทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ โดยชี้ให้เห็นว่า การจำลองเหตุการณ์ไม่มีทางเข้าถึง ต้นขั้วบัตร หรือ บัญชีรายชื่อจริง ได้เลย สิ่งที่ทำกันอยู่จึงเป็นแค่การคาดคะเนตามจินตนาการ ข้อมูลที่ได้มาไม่ใช่นิติวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถนำไปยันในชั้นศาลได้แม้แต่น้อย เป็นเพียงการมโนของผู้แพ้ที่ไม่ยอมรับความจริงหรือพวกขี้แพ้ชวนตี ที่พยายามหาเรื่องป่วนสังคม และในส่วนของบาร์โค้ดคือเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ประเทศชั้นนำอย่าง สหรัฐฯ อังกฤษ หรือสิงคโปร์ เขาใช้กันมานานเพื่อกันบัตรปลอม ไม่ใช่เอาไว้ดูว่าใครเลือกใคร

สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือการตั้งคำถามถึง ความเป็นกลาง ของประธาน กมธ. รายนี้ ดร.ณัฏฐ์ ตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมของนายนรเศรษฐ์ดูจะเทใจไปทาง พรรคสีส้ม อย่างออกหน้าออกตา ตั้งแต่กรณีการนับคะแนนที่ชลบุรี จนมาถึงการจัดฉากเชิญทูตต่างชาติมาประจานประเทศตัวเอง ซึ่งเข้าข่ายชักศึกเข้าบ้าน 

ดร.ณัฏฐ์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยคำเตือนระนาบหนักว่า การใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเพื่อสนองความต้องการทางการเมืองส่วนตัว อาจจบลงที่การถูกดำเนินคดีตาม ป.อาญา มาตรา 157 และ กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 172 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งมีโทษหนักถึงขั้นหมดอนาคตทางการเมือง “จะจำลองกี่สิบครั้ง จะเชิญทูตมากี่ประเทศ มันก็คือละครลิงที่ไม่มีผลทางกฎหมาย และไม่มีทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้… เลิกเอาภาษีประชาชนมาทำเรื่องไร้สาระได้แล้ว”

สะเทือนสภา! สมชัย จับมือ กมธ.พัฒนาการเมือง สว. จำลองการเลือกตั้ง ถอดรหัส ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’

สะเทือนสภา! สมชัย จับมือ กมธ.พัฒนาการเมือง สว. จำลองการเลือกตั้ง ถอดรหัส ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’

สะเทือนสภา! สมชัย จับมือ กมธ.พัฒนาการเมือง สว. จำลองการเลือกตั้ง ถอดรหัส ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

‘อดีตกกต. สมชัย’ ผนึก ‘กมธ. พัฒนาการเมืองฯ สว.’ จัดจำลองการเลือกตั้ง ถอดรหัส ‘บาร์โค้ด – คิวอาร์โค้ด’ พบสืบเช็คย้อนหลังได้ ใครกาเบอร์อะไร ครบทั้ง 10 คน ด้าน ‘นรเศรษฐ์’ ยันเจตนารมย์แค่ศึกษา ไม่เกี่ยวตีความข้อกฎหมาย

4มี.ค.2569 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา มีการจัดจำลองการเลือกตั้งโดยภาคประชาชน ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อศึกษาว่าการมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ 

สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผอ.ดีโหวท  มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud พร้อมทีมนักสืบที่จะมาร่วมถอดรหัสบัตรเลือกตั้งจำลอง, นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. , น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว., นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว., นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ, นายธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น.ส.นารากร ติยายน อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาธิปัตย์, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์

โดยนายเจษฎ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า ใครบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โมฆะหรือไม่โมฆะแสดงว่ามีธง ซึ่งตนไม่เคยพูดว่าโมฆะหรือไม่โมฆะ แต่พูดอยู่เสมอว่าระดับความลับของการเลือกตั้งมีอยู่ 3 ระดับ 1. เดินผ่านด้านหลังคูหาแล้วมีโอกาสเห็น 2. ระดับเจ้าหน้าที่ ที่ถูกตั้งคำถามว่าหัวกับหางมาเจอกันหรือไม่ และ 3. ความลับในระบบที่มีถึง 3 ชั้น ที่เป็นข้อถกเถียงกันว่าสแกนบาร์โค้ดแล้วไปเจอหัวในระบบไปตามเจอได้หรือไม่ แล้วจะไปตามเจอได้อย่างไร

ขณะที่นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนได้ประสานนายสมชัย ในแง่ข้อมูลความเสี่ยงในการมีบาร์โค้ดบำบัดเลือกตั้ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นข้อกังวลของหลายคนในตอนนี้ และคิดว่าเป็นการดี หากจะทำให้ข้อมูลนี้ความชัดเจน และน่าจะมีพื้นที่ทำการศึกษาในเชิงวิชาการ  โดยกมธ. สามารถเปิดพื้นที่ตรงนี้ได้ และให้เวทีในวันนี้ เป็นการพิสูจน์ความเสี่ยงว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถถูกตรวจสอบกลับไปจนรู้ว่าผู้มาออกเสียง เลือกใครได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เจตนารมย์ในครั้งนี้ของ กมธ. เพื่อเป็นการศึกษาในเชิงวิชาการ เพราะขณะนี้ กมธ. ทำรายงานการเลือกตั้งที่โปร่งใส และเป็นธรรม คือการศึกษาการเลือกตั้ง ทั้งก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง  และขอให้การพิสูจน์ในวันนี้ ก็จะนำไปศึกษาและเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต

นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ย้ำว่าข้อสรุปในวันนี้จะไม่ใช่ประเด็น หรือการตีความในเรื่องข้อกฎหมายว่าลับหรือไม่ลับ หรือผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่ กมธ. ได้ศึกษาในวันนี้ แต่เราต้องพิสูจน์ความเสี่ยงของการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น

ด้านนายสมชัย ได้กล่าวชี้แจงกติกาว่า ขอตัวแทนประชาชน 10 คน ที่จะแสดงตนเพื่อรับบัตร เข้าไปกาในคูหา และหย่อนบัตร โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 

ทั้งนี้ ในระหว่างที่อาสาสมัครรับบัตรนั้นเกิดไฟดับภายในห้องที่ใช้จำลองสถานการณ์ ทำให้นายสมชัย ถึงกับเอ่ยปากแซวว่า “เป็นการจำลองที่เสมือนจริง”

นายสมชัย กล่าวชี้แจงขั้นตอนต่อไปว่า การเลือกในวันนี้จะเป็นการ ลงคะแนนก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อซึ่งประกอบไปด้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ, ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น, ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ และก๋วยเตี๋ยวเป็ด หลังจากลงคะแนนแล้ว ขอให้อาสาสมัครถ่ายบัตรที่ลงคะแนนไว้และเก็บไว้กับตัวเองเป็นความลับ พร้อมย้ำว่า ตามขั้นตอนของ กกต. แล้ว ไม่มีขั้นตอนนี้ เพราะหากใครละเมิด จะถือว่าผิดกฎหมาย โดยหลังจากอาสาสมัครลงคะแนนแล้ว จะมีทีมนักสืบที่จะถอดรหัส ว่าใครเลือกเมนูก๋วยเตี๋ยวแบบไหน 

ทั้งนี้ อาสาสมัครทั้ง 10 คน ได้มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมี นพ.ทศพร เสรีรักษ์ และรศ.ดร.ธนพร ศรียากูล และยังมีตัวแทนจากสื่อมวลชนด้วย ขณะที่นักสืบ จะมีตัวแทนจากหลากหลายช่วงวัย และหลากหลายอาชีพ จำนวน 5 ทีม

จากนั้น ได้เริ่มนับคะแนน โดยสรุปผลการลงคะแนน พบว่า บัตรดี 7 ใบ บัตรเสีย 2 ใบ และไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ โดยนายสมชายได้ให้ทีมนักสืบถอดรหัสว่าใครเลือกอะไรภายในเวลา 20 นาที

สำหรับผลการทดลองถอดรหัสกับทีมนักสืบคะแนนปรากฏว่า 
คนแรก ทีมนักสืบจาก 5 ทีมตอบถูก 4 ทีม
คนที่สอง ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
คนที่สาม ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
คนที่สี่  ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม
คนที่ห้า ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม
คนที่หก ทีมนักสืบตอบถูก 3 ทีม
คนที่เจ็ด ทีมนักสืบตอบถูก  4 ทีม
คนที่แปด ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
คนที่เก้า ทีมนักสืบตอบถูก  4 ทีม
คนที่สิบ ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม

โดยทีมที่ตอบถูก 10 ข้อ ทั้ง 3 ทีมได้เปิดเผยวิธีการคำนวณ โดยทีมแรก ระบุว่า ใช้วิธีถ่ายภาพและใช้แอปยิงคิวอาร์โค้ด ทั่วไปแต่เจอว่าใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ สแกนง่ายกว่าจึงลองใช้สแกนตัวบัตรเต็ม ๆ ซึ่งไวกว่าถ่ายภาพ และตรวจจับได้ไวมาก ขอแค่ตรวจเก็บคิวอาร์โค้ด ให้ครบรู้เลยว่าบัตรเสียและเสียเพราะอะไร และรู้ได้ว่าเป็นของผู้ที่ลงคะแนนลำดับที่เท่าไหร่ และเหตุผลที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนเพราะอะไร 

ส่วนอีกทีมหนึ่งใช้วิธีถ่ายภาพนิ่งให้ชัดเจนและนำมาสแกนเอารหัสและนำรหัสนั้นไปเทียบ กับรายชื่อคนลงคะแนน แต่จะมีปัญหาในบางคนที่สแกนไม่ติด

ขณะที่อีกทีมหนึ่ง ใช้วิธีการตีตารางและไล่ว่าใบที่ 1 ขานอะไร และเมื่อสแกนแล้วแต่ละใบรหัสอะไร ทำให้รู้ได้ว่าแต่ละลำดับเลือกอะไร ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันกับตอนที่ทีมนี้ใช้ติดตามการลงคะแนนเลือกสว. และใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ถูกทั้งหมด หากมีการเตรียมการล่วงหน้าก็จะสามารถถอดออกมาได้

โดยนายปริญญา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ต้องรอต้นขั้วไม่ต้องมีรายชื่อของผู้ใช้สิทธิ์ ก็สามารถรู้ได้ และถามว่า กกต. จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด หรือเขตใด ที่อาจเป็นหัวคะแนน หรือไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร หากประชาชนเลือกมา ก็ต้องมีมีสิทธิ์ที่จะกากบาทในแบบที่กา หรือแม้แต่อยู่ในเขตอิทธิพล หากจะไม่เลือกตั้งใหญ่ ก็ต้องกล้าไม่เลือก ต้องไม่กลัวว่าพรรคที่เลือกไปจะทำให้เดือดร้อนหรือไม่ เป็นหน้าที่ที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนที่มาใช้สิทธิ์ ขอเพียงรู้ลำดับ ก็รู้แล้วว่าใครเลือกใคร

ด้านนายสมบัติ กล่าวว่า หากสิ่งนี้มีเจตนาซ่อนอยู่เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก หากยืนยันว่าจะใช้วิธีการนี้ต่อไปโดยบอกว่าเป็นการลับ ต่อให้ไม่มีการถ่ายรูปก็คงจะมีวิธีการอื่น พร้อมยกตัวอย่างวิธีการนับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่พบว่าจำนวนบัตรไม่ตรงกันกับการนับครั้งแรก จึงขอเสนอให้กกต. เปิดหีบจำนวนหนึ่ง อาจจะ 100 – 500 หน่วย ทำแบบเป็นทางลับ ไม่สามารถนำกล้องไปถ่ายขณะที่นับได้ แต่เพื่อดูว่าคะแนนที่ต้องการนั้น ตรงกับคะแนนที่รวบรวมไว้ได้หรือไม่ จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะยืนยันว่าสิ่งที่ทำงานอยู่นั้นเป็นไปด้วยความโปร่งใสและอาจเกิดความผิดพลาดมาจากคณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.) 

ผบ.ทสส. ยันกองทัพสนับสนุน กต.อพยพคนไทย ออกจากพื้นที่ตะวันออกกลาง

ผบ.ทสส. ยันกองทัพสนับสนุน กต.อพยพคนไทย ออกจากพื้นที่ตะวันออกกลาง

ผบ.ทสส. ยันกองทัพสนับสนุน กต.อพยพคนไทย ออกจากพื้นที่ตะวันออกกลาง

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

”ผบ.ทสส.“ ยันกองทัพ พร้อมร่วมสนับสนุน กต.อพยพคนไทย ออกจากพื้นที่ตะวันออกกลาง ยอมรับกังวลความปลอดภัยระหว่างเดินทาง เชื่อทั่วโลกกังวลต่อสถานการณ์  มองยากคาดการณ์สถานการณ์ยืดเยื้อหรือไม่ เปรียบเหมือนน้ำขุ่น ต้องรอตกตะกอน ชี้แต่ไม่ประมาทด้านข่าวกรอง เฝ้าระวังการก่อการร้าย 

วันที่ 4 มีนาคม 2569 พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอพยพคนไทยจากพื้นที่ตะวันออกกลาง ตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการนั้น โดยเปิดเผยว่า เราได้มีการเตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. แต่แนวทางในการปฏิบัติ ยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ โดยกระทรวงการต่างประเทศ  เพื่อวางแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน 

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังระบุว่า กรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องบินของกองทัพในการอพยพคนไทยจะมีความยากในคนละมิติกับการใช้เครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งการใช้เครื่องบินพาณิชย์จะมีความสะดวก แต่เครื่องบินกองทัพก็จะเหมาะอีกบริบทหนึ่ง จึงจำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เช่น กรณีประเทศอิสราเอล กับประเทศอิหร่าน ที่แต่ละประเทศจะมีความเฉพาะเจาะจง ในการเลือกแนวทางปฏิบัติ ซึ่งการที่จะเลือกใช้อะไรก็อยู่ที่ความเหมาะสม รวมทั้งยังระบุอีกว่า การประสานงานกับประเทศต้นทางในการอพยพคนไทย จะดำเนินการผ่านช่องทางการทูตเป็นหลัก 

ส่วนการอพยพ จะขึ้นอยู่กับปริมาณคนที่จะอพยพ  และขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของเครื่องบินที่ใช้เป็นหลัก พร้อมยกตัวอย่างว่า ถ้าเลือกที่จะอพยพด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ โดยจ้างจากประเทศต้นทาง ก็อาจจะใช้เพียงลำเดียว หากเป็นเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะสะดวกต่อการขออนุญาตในการบินผ่านน่านฟ้าด้วย แต่ถ้าใช้เครื่องบินทหารของกองทัพ ก็จำเป็นจะต้องเพิ่มเที่ยวบิน ซึ่งหากมีการอพยพจำนวน 200 คน ก็มีความจำเป็นจะต้องใช้เที่ยวบิน 3-4 เที่ยวบิน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังยอมรับว่า มีความกังวลเรื่องของการเดินทางจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ไปยังชายแดนของประเทศตุรกี ซึ่งมีระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร 

ขณะที่มิติการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศไทย ซึ่งมีชาวอิสราเอล และชาวอิหร่านอาศัยอยู่จำนวนมาก จะมีการเฝ้าระวังด้านข่าวกรองเป็นพิเศษหรือไม่อย่างไรนั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบุว่า มีการเตรียมด้านการข่าว เพื่อรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว ซึ่งไทยมีการเตรียมพร้อม และไม่ประมาทต่อความเป็นไปได้ ที่อาจมีการก่อการร้ายเกิดขึ้น โดยได้กำชับให้ทุกส่วนเตรียมความพร้อม

ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้ เชื่อว่า ทุกประเทศมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นหมุดหมายที่สำคัญของโลก ซึ่งทุกประเทศก็เฝ้าติดตามสถานการณ์ และประเมินว่า อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในระยะสั้น, กลาง และระยะยาว 

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังมองว่า สถานการณ์ในขณะนี้เปลี่ยนแปลง สิ่งที่ทุกประเทศเคยเชื่อมั่น ก็เปลี่ยนไปจากเดิมไปสิ้นเชิง ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือ 

“น้ำที่มันขุ่น ๆ ตอนนี้ มันก็คงจะตกตะกอน และก็คงมองอะไรได้ชัดเจนมากขึ้น ทุกคนก็กำลังประเมิน และประมวลทั้งนั้น” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว 

ส่วนสถานการณ์จะยืดเยื้อยาวนานหรือไม่นั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า กองทัพไทยไม่ใช่ผู้ออกแบบการปฏิบัติการเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถประเมินได้ แต่สิ่งที่คิด และคาดหวังคือ อยากให้สถานการณ์นี้ จบลงโดยเร็ว ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยจะได้น้อย และจะได้ไม่มีเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่า ไม่จำเป็นจะต้องกังวลอะไรมาก เนื่องจากสภาพสภาพแวดล้อมของไทย ยังไม่น่าวิตก แต่ย้ำว่า อย่าประมาท

เปิดคำพิพากษา ศาลตัดสิทธิ 10 ปี หมอเกศ ใช้วุฒิการศึกษาปลอม ลงสมัคร สว.

เปิดคำพิพากษา ศาลตัดสิทธิ 10 ปี หมอเกศ ใช้วุฒิการศึกษาปลอม ลงสมัคร สว.

เปิดคำพิพากษา ศาลตัดสิทธิ 10 ปี หมอเกศ ใช้วุฒิการศึกษาปลอม ลงสมัคร สว.

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

ด่วน!ศาลฎีกาฯคดีเลือกตั้งสั่ง เพิกถอนสิทธิหมอเกศ รับเลือกตั้ง 10 ปี ปมทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ไม่ผ่านการรับรองสมัครสว.ชักจูงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดการคัดเลือกสว.ปี 67

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 4 มีนาคม ที่ห้องพิจารณาคดี5 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีดำ ลต.สว.11 /2568 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ “หมอเกศ” สมาชิกวุฒิสภา (สว.)  ผู้คัดค้าน เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล เกี่ยวกับการใช้วุฒิการศึกษา ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ในการสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.)ตามพรป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4)

โดยคดีนี้ กกต. ผู้ร้อง ได้มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล พร้อมส่งหนังสือลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ให้ศาลฎีกาฯ ไต่สวนกรณีน.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ใช้คำว่า ‘ศาสตราจารย์’ ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของประเทศไทยลงสมัคร สว. ศาลฎีกาพิพากษา

โดยวันนี น.ส.เกศกมล หรือหมอเกศ ไม่ได้เดินทางมาฟังคำสั่งศาล มีเพียงผู้รับมอบอำนาจมาฟังคำสั่งศาลแทน

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิเคราะห์ข้อเท็จของทั้งสองฝ่ายแล้วฟังเป็นที่ยุติเห็นว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567  ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ 19กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ในแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3) ผู้คัดค้าน ระบุในประวัติการศึกษา ว่า ศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัคร ว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย” สถาบันแคลิฟอร์เนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้ เอฟซีอี ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นสถาบันที่ให้บริการประเมินและเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาโดยได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย และกระทรวงศึกษาธิการรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา มีภารกิจในการเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาและมอบปริญญาบัตรแก่นักศึกษาชาวต่างชาติ ยังไม่มีบุคคลใดนำคุณวุฒิทางการศึกษาจากแคลิฟอร์เนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้เอฟซีอี (California University Foreign Credential Evaluation) ไปยื่นเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาต่อสำนักงาน ก.พ. เพื่อเข้ารับราชการ การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทาง วิชาการ “ศาสตราจารย์” สำหรับกรณีข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มีขั้นตอนการดำเนินการตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

สำหรับกรณีคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีขั้นตอนการดำเนินการตามพ.ร.บสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ทั้งนี้การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง บุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ.2564และระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง สำหรับการขอตำแหน่งทางวิชาการของ บุคลากรที่มีสถานภาพเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น เป็นอำนาจของสภาสถาบันอุดมศึกษาในการออกข้อบังคับและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้คัดค้านไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้คัดค้านให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ 

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่ เห็นว่า ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานเป็นการระบุถึงงานที่ผู้คัดค้านกำลังทำอยู่หรือเคยทำมาแล้วในอดีต เมื่อผู้คัดค้านระบุว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงเกศกมล เปลี่ยนสมัย” ผู้คัดค้านจึงต้องมีประสบการณ์การสอนหนังสือหรือประวัติการทำงาน สอนหนังสือมาก่อน หากผู้คัดค้านไม่เคยทำการสอนหนังสือมาก่อนก็ไม่อาจระบุว่าเป็นศาสตราจารย์ ในเอกสารข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครได้ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องได้มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นศาสตราจารย์ของผู้คัดค้านแล้วโดยผู้คัดค้านทำหนังสือขอหารือไปยังสำนักงานของผู้ร้อง เรื่องการกรอกเอกสารข้อมูลการแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3)

ในส่วนข้อที่1 เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครที่ได้รับคุณวุฒิทางการศึกษาหรือได้รับตำแหน่งทางวิชาการจากต่างประเทศระบุในเอกสารแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3 ) แต่ผู้คัดค้านก็ยังคงมีหน้าที่ต้องระบุข้อมูลด้วยความถูกต้องไม่แอบอ้างตนเองว่ามีประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อให้ ผู้สมัครอื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของประวัติการทำงานของผู้คัดค้าน การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตด้วยการให้ข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่ตรงต่อความจริง เพื่อให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนให้แก่ตนเอง ทำให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคกันบนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานที่ตรงต่อความเป็นจริงของผู้สมัครแต่ละราย ทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่มและเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องการบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป 

การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และตามพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มตรา 62 

พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

อ.ไชยันต์ วิเคราะห์พรรคประชาชน ชี้ปัญหาไม่ซับซ้อน แค่คนคุมทฤษฎี สับสน-ชอบโทษคนอื่น

อ.ไชยันต์ วิเคราะห์พรรคประชาชน ชี้ปัญหาไม่ซับซ้อน แค่คนคุมทฤษฎี สับสน-ชอบโทษคนอื่น

อ.ไชยันต์ วิเคราะห์พรรคประชาชน ชี้ปัญหาไม่ซับซ้อน แค่คนคุมทฤษฎี สับสน-ชอบโทษคนอื่น

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

วันที่ 4 มีนาคม 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า ปัญหาของพรรคประชาชน ไม่ ได้ซับซ้อนอะไร เกิดขึ้นทั่วไปและทั่วโลก 

ที่พรรคฝ่ายซ้ายพยายามต่อสู้ในวิถีทางรัฐสภา  แทนที่จะปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮือ ประท้วง และปฏิวัติยึดอำนาจรัฐ

แนวคิดการต่อสู้ด้วยวิถีทางรัฐสภาของฝ่ายซ้ายเริ่มขึ้นโดย เอดูอาร์ท แบร์นชไตน์ ในปี ค ศ 1902  การตั้งพรรคจึงมีลักษณะของพรรคการเมืองทั่วไปที่เน้นการชนะเลือกตั้ง ไม่ได้เน้นการปฏิวัติล้มล้าง

ส่วนพรรคแนวหน้า หรือ vanguard party ที่มีที่มาจาก เลนิน และเริ่มในปี ค ศ 1902 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับแบร์นชไตน์

พรรคแนวหน้าเกิดขึ้นโดยมีเป้าหมายคือ การปฏิวัติล้มระบบทุนนิยม และสถาปนารัฐสังคมนิยมที่เผด็จอำนาจโดยชนชั้นกรรมาชีพ

ดังนั้น พรรคแนวหน้าจึงจำต้องเป็นองค์กรที่มีการจัดระเบียบวินัยสูงโดยชนชั้นนำ

ชนชั้นนำที่ว่านี้ จะต้องเป็น “นักปฏิวัติมืออาชีพ” ที่มุ่งเน้นการนําชนชั้นแรงงานยึดอํานาจและสร้างสังคมนิยมขึ้น

การดำเนินงานของพรรคจะอยู่บนหลักการการรวมศูนย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ย้อนแย้งกัน แต่มีความจำเป็น
……

ในทางกลับกัน พรรคการเมืองทั่วไปมักเป็นองค์กรมวลชนที่เน้นการชนะการเลือกตั้ง 

จัดตั้งรัฐบาล และเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ที่กว้างขึ้นและมักจะมีความหลากหลายภายในระบบการเมืองที่มีอยู่
…….
ถ้าใครในพรรคประชาชนจะมีความสับสน ก็น่าจะเป็นตัวคนที่เป็นนักทฤษฎีมากกว่าคนอื่นใด 

ไม่ต่างจากนักศึกษาปัญญาชนในช่วง 6 ตุลา 2519 ที่ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด โดยเข้าใจไปเองว่า สถานการณ์สุกงอมแล้ว และตนสามารถประสานทฤษฎีกับการปฏิบัติ (praxis) ได้ถูกต้องจริงๆ

และแทนที่จะยอมรับความผิดพลาด กลับโทษโน่นนี่นั่น ยกเว้นตัวเอง !