อัษฎางค์ ยก สีหศักดิ์ การทูตชั้นครู วิเทศสัมพันธ์เชิงรุก โต้เขมรสุภาพแต่เด็ดขาด

อัษฎางค์ ยก สีหศักดิ์ การทูตชั้นครู วิเทศสัมพันธ์เชิงรุก โต้เขมรสุภาพแต่เด็ดขาด

อัษฎางค์ ยก สีหศักดิ์ การทูตชั้นครู วิเทศสัมพันธ์เชิงรุก โต้เขมรสุภาพแต่เด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.49 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว การทูตชั้นครู: วิเทศสัมพันธ์เชิงรุก 

สุนทรพจน์ของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในที่ประชุม UNHRC ครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างชั้นครูของการดำเนินวิเทศสัมพันธ์เชิงรุก โดยเฉพาะในการจัดการกับประเด็นขัดแย้งทวิภาคีบนเวทีพหุภาคีระดับโลก

เริ่มต้นด้วยการ “สร้างความน่าเชื่อถือ” ก่อนพูดอะไรทั้งนั้น

สิ่งแรกที่ท่านทำคือการย้อนรำลึกถึงบทบาทในอดีตที่เคยดำรงตำแหน่งประธาน UNHRC และมีส่วนร่วมในการปฏิรูปองค์กร ซึ่งฟังดูเหมือนการเกริ่นนำธรรมดา แต่แท้จริงแล้วเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมาก เพราะมันเปลี่ยนภาพลักษณ์ของไทยจาก “ฝ่ายที่ถูกกล่าวหา” ให้กลายเป็น “ผู้อาวุโสในวงการ” ที่เข้าใจกลไกสิทธิมนุษยชนอย่างถ่องแท้ ส่งผลให้ทุกคำพูดหลังจากนั้นมีน้ำหนักมากกว่าการแก้ต่างทางการเมืองทั่วไปอย่างชัดเจน

การดึงประสบการณ์ที่เคยนำการปฏิรูปองค์กรมาใช้นั้น ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก “คู่ขัดแย้ง” ให้กลายเป็น “ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการ” ที่มีความเข้าใจในกลไกสิทธิมนุษยชนอย่างถ่องแท้ ทำให้คำพูดหลังจากนั้นมีน้ำหนักมากกว่าเพียงการแก้ต่างทางการเมืองทั่วไป

ตอบโต้กัมพูชาอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด 

เมื่อถึงจุดที่ต้องรับมือกับการโจมตีจากกัมพูชา ท่านเลือกใช้เทคนิค “การเปลี่ยนกรอบความคิด” แทนการโต้เถียงตรงๆ

ท่านระบุก่อนเลยว่าเรื่องทวิภาคีไม่ควรถูกนำมา “เสียเวลา” ในเวทีนี้ ซึ่งเป็นการตำหนิอีกฝ่ายอย่างมีชั้นเชิงว่าไม่เข้าใจมารยาทสากล จากนั้นจึงยกประวัติศาสตร์ที่ไทยเคยให้ที่พักพิงและช่วยฟื้นฟูกัมพูชาหลังสงครามกลางเมือง ซึ่งไม่ใช่การอวดดี แต่เป็นการ “เตือนสติ” สังคมโลกถึงบทบาทผู้ให้ของไทย และตั้งคำถามถึงความกตัญญูทางการเมืองของอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็นต้องพูดตรงๆ แม้แต่น้อย

การย้อนเกล็ดด้วยประวัติศาสตร์ ด้วยการยกเรื่องที่ไทยเคยให้ที่พักพิงและช่วยฟื้นฟูกัมพูชาหลังสงครามกลางเมือง เป็นการเตือนสติสังคมโลกถึงบทบาท “ผู้ให้” ของไทย และตั้งคำถามถึงความกตัญญูทางการเมืองของอีกฝ่ายโดยไม่ต้องใช้คำหยาบคาย

การโยงเรื่องอธิปไตยเข้ากับมนุษยธรรม แทนที่จะแข็งกร้าวฝ่ายเดียวคือฝีมือระดับสูงที่น่าสังเกตมาก 

แทนที่จะพูดถึงเรื่องเขตแดนอย่างเดียว (ซึ่งอาจทำให้ดูเอาแต่ผลประโยชน์ตัวเอง) ท่านโยงเรื่องการป้องกันประเทศเข้ากับความปลอดภัยของประชาชนและภัยจากทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นที่สมาชิก UNHRC เข้าใจและเห็นใจได้ง่ายกว่าการโต้เถียงเรื่องแผนที่มาก 

การประกาศว่าไทยจะปกป้องอธิปไตย โดยท่านใช้คำว่า “Defend our sovereignty… at all cost” ก็ทำหน้าที่ส่งสัญญาณว่าไทยจะไม่ถอยในหลักการ ขณะที่ยังเปิดประตูไว้สำหรับการเจรจาควบคู่กันไป

ไฮไลท์สำคัญ คือดึงประเด็น Scam ขึ้นเวทีโลกได้อย่างแยบยล

นี่คือจุดที่น่าชื่นชมที่สุดของสุนทรพจน์ทั้งหมด ท่านไม่ได้มองปัญหา Online Scam ในฐานะประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติธรรมดา แต่นำเสนอมันในฐานะ วิกฤตสิทธิมนุษยชนระดับโลก ที่ทุกประเทศควรร่วมกันแก้ไข

ยิ่งไปกว่านั้น การระบุว่าเครือข่ายเหล่านี้เติบโตได้เพราะ “ขาดหลักนิติธรรมในประเทศที่ดำเนินการ” คือการส่งแรงกดดันโดยนัยไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีฐานปฏิบัติการเหล่านี้ โดยใช้กรอบของสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือแทน

การกล่าวหาตรงๆ ซึ่งทำได้สง่างามและปลอดภัยทางการทูตกว่ามาก

สรุป: สุนทรพจน์ที่บรรลุเป้าหมาย 3 ประการในคราวเดียว

1) สุนทรพจน์นี้ไม่ใช่แค่การอ่านถ้อยแถลง แต่คือ Strategic Communication ที่ทำสำเร็จพร้อมกันทั้งการรักษาหน้าตาประเทศโดยไม่ยอมตกเป็นเป้าโจมตีฝ่ายเดียว 

2) การชิงความพึงพอใจจากประชาคมโลกด้วยการยกประเด็น Scam ที่ทุกคนกำลังเดือดร้อน 

3) การวางสถานะไทยไม่ใช่แค่ผู้ปกป้องตัวเองแต่เป็นผู้เสนอทางออกให้ภูมิภาคด้วย

ในโลกที่การทูตมักดูแห้งแล้งและน่าเบื่อ สุนทรพจน์นี้พิสูจน์ว่าความสุภาพและความเด็ดขาดสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม

สุทิน ซูฮก สีหศักดิ์ ตอกหน้าเขมรกลางเวทียูเอ็น คมกริบเจ็บแสบ

สุทิน ซูฮก สีหศักดิ์ ตอกหน้าเขมรกลางเวทียูเอ็น คมกริบเจ็บแสบ

สุทิน ซูฮก สีหศักดิ์ ตอกหน้าเขมรกลางเวทียูเอ็น คมกริบเจ็บแสบ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.48 น.

หลังจากที่ รมว.ต่างประเทศไทย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ตอกหน้ารมต.เขมรกลางเวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนยูเอ็น ซัดบิดเบือนใส่ร้ายไทย ยั่วยุซ้ำซากแฉซ้ำแทรกแซงการเมืองภายในของไทย ต้นตอแห่งความตึงเครียดชายแดน ถามกลับเขมรจะเลือกสันติภาพและความขัดแย้ง

ล่าสุดวันนี้ 26 กุมภาพันธ์ 2569 กลายประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ เมื่อคนข่าวรุ่นใหญ่ นาย สุทิน วรรณบวร ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแบบเผ็ดร้อน ถึงประเด็นของท่านทูตสีหศักดิ์ถามเขมรในที่ประชุมยูเอนเอชซีโดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ฟังคลิปทูตสีหศักดิ์ถามเขมรในที่ประชุมยูเอนเอชซีว่า เลือกจะเผชิญหน้าหรือเดินหน้าไปด้วยกันแล้ว ทำให้รำลึกถึงตอนท่านสวนกลับสำนักข่าวยูพีไอ เรื่องมนุษย์เรือเวียดนามแล้วยอมรับว่า “ยังคมกริบเจ็บแสบเหมือนเดิม” “

สุทิน วรรณบวร
สุทิน วรรณบวร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Sutin Wannabovorn

ประเดิมคนแรก! สุชาดา พรรคภูมิใจไทย รายงานตัว สส.

ประเดิมคนแรก! สุชาดา พรรคภูมิใจไทย รายงานตัว สส.

ประเดิมคนแรก! สุชาดา พรรคภูมิใจไทย รายงานตัว สส.

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.35 น.

แต่ไก่โห่! ‘เด็กภท.‘ ชิงมารอรายงานตัวสส.คนแรก เผยพร้อมทำงานเป็นผู้แทนฯหญิง ผลักดันปัญหา ’โครงสร้างพื้นฐาน-ราคาเกษตร‘

วันที่ 26 กุมภาพันธ์  2569  เวลา 08.30 น. ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดรายงานตัว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ชุดที่27 เป็นวันแรก โดยมีน.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย มารอรายรายงานเป็นคนแรก ตั้งแต่เวลา 08.20 น.

น.ส.สุชาดา ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตั้งใจมารายงานตัวแต่เช้า เพราะวันนี้ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ จึงเดินทางมารายงานตัวสส.ให้เรียบร้อยก่อน และในช่วงบ่ายต้องพาลูกอายุ 2 เดือนไปรับวัคซีนในตอนบ่ายด้วย 

น.ส.สุชาดา  กล่าวว่า ตนมีความตั้งใจทำงานในสภาผู้แทนราษฎร เพราะมีหลายปัญหาในพื้นที่เขต 4 จ.ชัยภูมิ เช่นโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ได้รับการพัฒนามานานกว่า 30 ปี จะเป็นหนึ่งเรื่องที่จะตั้งกระทู้หารือ เพื่อทำให้เกอดประโยชน์แก่พื้นที่ ขณะเดียวกันก็จะผลักดันประเด็นสินค้าทางการเกษตรด้วย ซึ่งในจ.ชัยภูมิ ประชาชน 70% มีอาชีพเกษตรกรรม มากกว่างานบริการ หรืออื่นๆ จึงตั้งใจ จะใช้ประสบการณ์การทำงานในกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงดีอี นำความรู้ที่มีในแต่ละกระทรวงมาผลักดันให้ประชาชนมีอาชีพมีรายได้ 

เมื่อถามว่าบทบาทการทำงานในสภาในฐานะสส.หญิง น.ส.สุชาดา กล่าวว่า ไม่ว่าจะเพศใด ไม่ได้เป็นปัญหาหรืออุปสรรคต่อความตั้งใจในการทำงานขับเคลื่อน โดยตนเองได้ทำงานในกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่อายุ 26 ปี ได้เห็นสัดส่วนการทำงานในสภาของผู้หญิง ที่ผู้หญิงนั่งทำงานแถวหน้าน้อย แต่ปัจจุบันเห็นว่าสส.หญิง ที่สามารถทำงานได้มีมากมาย มีบทบาทในการทำงานขับเคลื่อน 

ทั้งนี้ น.ส.สุชาดา ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมกับ ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เพียงแต่กล่าวว่า ให้ถามผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย

อัษฎางค์ สับเละ ตั้งนายกฯ มายุบสภา ประชาธิปไตยภาคพิสดาร ย้อนแย้งตรรกะ-ทำลายระบบนิติรัฐ

อัษฎางค์ สับเละ ตั้งนายกฯ มายุบสภา ประชาธิปไตยภาคพิสดาร ย้อนแย้งตรรกะ-ทำลายระบบนิติรัฐ

อัษฎางค์ สับเละ ตั้งนายกฯ มายุบสภา ประชาธิปไตยภาคพิสดาร ย้อนแย้งตรรกะ-ทำลายระบบนิติรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.02 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประชาธิปไตยภาคพิสดาร?”

การนำข้ออ้างเรื่อง “ความไม่ชอบมาพากลของการเลือกตั้ง” (เช่น เรื่อง QR Code บนบัตรที่อาจละเมิดสิทธิการลงคะแนนลับตาม รธน. มาตรา 85) มาเป็นเหตุผลในการ “ตั้งนายกฯ เพื่อยุบสภา” นั้น หากวิเคราะห์แยกแยะระหว่าง “ตัวปัญหา” กับ “วิธีการแก้ปัญหา” จะพบความย้อนแย้งทางตรรกะและกฎหมายหลายจุด

1) การใช้ “อำนาจบริหาร” แก้ “ปัญหากฎหมาย”

ถ้าการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม หน้าที่ในการสั่งให้ “เลือกตั้งใหม่” คืออำนาจของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” หรือ “กกต.” (แจกใบแดง/ใบส้ม หรือสั่งโมฆะ) ไม่ใช่อำนาจของนายกรัฐมนตรี

การให้นายกฯ ยุบสภา เป็นการแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการเมือง ซึ่งเท่ากับยอมรับกลายๆ ว่ากระบวนการยุติธรรมปกติ (ศาล/กกต.) ไม่ทำงาน หรือหวังพึ่งไม่ได้ จึงต้องใช้แท็กติกนี้แทน

2) ปริศนาไก่กับไข่

หากการเลือกตั้งมีปัญหาจนถึงขั้นต้องเลือกตั้งใหม่ “สส. ชุดนี้” (ที่มาจากการเลือกตั้งที่มีปัญหานั้น) เอาความชอบธรรมจากไหนมาโหวตเลือกนายกฯ?

ถ้าการเลือกตั้งเสีย สส. ก็ต้องเสียสถานะไปด้วย การให้ สส. (ซึ่งเป็นผลไม้พิษ) มาโหวตเลือกนายกฯ ย่อมขัดแย้งในตัวเองว่า “คุณยอมรับอำนาจของ สส. ชุดนี้เฉพาะตอนโหวตนายกฯ แต่ไม่ยอมรับผลเลือกตั้งในภาพรวม

3) ความสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

กระบวนการเลือกนายกฯ ต้องมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ฯ ฯลฯ หากทำทั้งหมดนี้เพียงเพื่อจะ “ยุบสภา” ในวันรุ่งขึ้น เป็นการทำให้กระบวนการบริหารราชการแผ่นดินกลายเป็น “พิธีกรรม” ที่สูญเสียทรัพยากรและเวลาโดยไม่จำเป็น สู้รอคำวินิจฉัยศาลให้เลือกตั้งโมฆะจะเป็นทางตรงกว่า

4) การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเพียงเพื่อจะใช้อำนาจนั้น “ยุบสภา” เป็นสถานการณ์ที่ “ผิดเพี้ยน”

ในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการดูถูกผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และทำให้กระบวนการประชาธิปไตยกลายเป็นเพียงเกมที่นักการเมืองเล่นกันเองโดยไม่สนใจต้นทุนของประเทศ (ค่าจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้งหลายพันล้านบาท)

5) การผิดเพี้ยนใน “กลไกการถ่วงดุลอำนาจ”

อำนาจยุบสภา เป็น “วาล์วนิรภัย” ที่นายกรัฐมนตรีใช้เมื่อเกิดทางตันทางการเมือง อำนาจยุบสภาไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นแท็กติกในการจัดสรรเก้าอี้ดนตรี นี่คือการใช้กฎหมายตามตัวอักษร แต่ขัดแย้งกับ “เจตนารมณ์ของกฎหมาย” อย่างสิ้นเชิง เพราะ

6) การลดทอนคุณค่าของสถาบันนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีคือประมุขฝ่ายบริหาร เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและมีความรับผิดชอบสูงสุด แต่การเสนอชื่อคนมาเป็นนายกฯ เพียงเพื่อเซ็นยุบสภาแล้วจบกันไป เป็นการลดทอนตำแหน่งนายกฯ ให้เหลือเป็นเพียง “ตัวกดปุ่มระเบิด” ขาดความศักดิ์สิทธิ์และความสง่างามในการเป็นผู้นำประเทศ

ตัดขาด! พี่เต้ประกาศไขก๊อกพรรคทางเลือกใหม่ นัดลาออก 2 มี.ค. นี้

ตัดขาด! พี่เต้ประกาศไขก๊อกพรรคทางเลือกใหม่ นัดลาออก 2 มี.ค. นี้

ตัดขาด! พี่เต้ประกาศไขก๊อกพรรคทางเลือกใหม่ นัดลาออก 2 มี.ค. นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.33 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีพรรคทางเลือกใหม่ ได้ออกประกาศคำสั่งพรรค ฉบับที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่อง ระงับการปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการพรรค โดยมีสาระสำคัญคือการสั่งพักงาน นาย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ จากตำแหน่งเลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่เป็นการชั่วคราว โดยมีผลบังคับใช้ทันที

ล่าสุด  นาย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า วันจันทร์ ที่ 2 มี.ค.69 เวลา 09.30 น. ผมจะเดินทางไป กกต. เพื่อลาออกจากสมาชิก พรรคทางเลือกใหม่

หลังจากข้อความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก เช่น  สร้างพรรคใหม่ครับพรรคทางเดินใหม่ , ตั้งเองครับ ผมรอเป็นผู้แทนพี่ , ลงผู้ว่า​ กทม.ครับพี่เต้

ราชกิจจาฯ ประกาศ กกต. ผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 396 คน

ราชกิจจาฯ ประกาศ กกต. ผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 396 คน

ราชกิจจาฯ ประกาศ กกต. ผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 396 คน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.24 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา  เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ประกาศโดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๘ และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 396 คน ดังนี้ 

ส่อง 2 สุดยอดสภา 2569 ไพโรจน์ อาวุโสสูงสุด 89 ปี หลานเนวิน เลือดใหม่วัย 25 ปี

ส่อง 2 สุดยอดสภา 2569 ไพโรจน์ อาวุโสสูงสุด 89 ปี  หลานเนวิน เลือดใหม่วัย 25 ปี

ส่อง 2 สุดยอดสภา 2569 ไพโรจน์ อาวุโสสูงสุด 89 ปี หลานเนวิน เลือดใหม่วัย 25 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.05 น.

หลังจากที่วานนี้ (25 ก.พ. 2569 ) คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตทั้งหมด 396 เขต ไปแล้วนั้น และล่าสุด นาย ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ ยืนยันความพร้อมเปิดรับรายงานตัว สส. ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ไปจนถึง 6 มีนาคม 2569 โดยเปิดทำการไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.

ตามระเบียบการคัดเลือกผู้ทำหน้าที่ประธานสภาชั่วคราวนั้นจะคัดเลือกจาก สส. ที่มีความอาวุโสสูงสุดซึ่งอยู่ในห้องประชุมในวันดังกล่าว โดย สส. ที่ได้รับการทำหน้าที่นี้คือ นาย ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร หรือ เตี่ย ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4 จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 89 ปี ถือเป็น สส. ที่มีอายุมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ในขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของสภาฯ กลับมีแรงกระเพื่อมที่น่าสนใจจากคลื่นลูกใหม่ พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร ว่าที่ สส. อายุน้อยที่สุดในชุดนี้ด้วยวัยเพียง 25 ปี จากพรรคภูมิใจไทย หลานสาวของนายเนวิน ชิดชอบ ที่คว้าชัยชนะในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดบุรีรัมย์มาได้อย่างท่วมท้น

สภา

แฟ้มภาพ

การเปิดสภาฯ ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเริ่มต้นภารกิจนิติบัญญัติใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย เมื่อ รุ่นใหญ่ ระดับตำนาน จะได้ทำหน้าที่นำทาง รุ่นใหม่ วัยเบญจเพส ก้าวเข้าสู่เส้นทางการรับใช้ประชาชนอย่างเป็นทางการ

ซึ่ง นาย ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร หรือที่คนในแวดวงการเมืองและพี่น้องชาวลำปางต่างขนานนามด้วยความเคารพรักว่า เตี่ย ย่อมเป็นที่ประจักษ์ดีว่าท่านคืออัญมณีเม็ดงามทางการเมืองที่คร่ำหวอดและหยั่งรากลึกอยู่ในหัวใจประชาชนมาอย่างยาวนาน ท่านสร้างสถาบันครอบครัวที่อบอุ่นเคียงข้างคู่ชีวิต นางรำไพ โล่ห์สุนทร โดยมีทายาทรวม 5 คน ได้แก่ น.ส.ตวงรัตน์, น.ส.ศรินทร, นายกิตติกร, น.ส.ณฐาพร และนายธนาธร ซึ่งในจำนวนนี้มีบุตรถึง 3 ท่านที่มุ่งมั่นเดินตามรอยเท้าของบิดา เข้ามาสืบทอดอุดมการณ์รับใช้ประชาชนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน

ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร

ด้วยความเชื่อมั่นว่า ความรู้คืออาวุธสำคัญในการพัฒนาเมือง นายไพโรจน์จึงให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านรัฐศาสตร์อย่างยิ่งยวด ท่านมุ่งมั่นศึกษาจนสำเร็จการศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต และ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนจะได้รับเกียรติสูงสุดคือ ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันราชภัฏลำปาง (มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางในปัจจุบัน) ซึ่งเปรียบเสมือนตราประทับแห่งการยอมรับในองค์ความรู้และการอุทิศตนเพื่อสังคมในพื้นที่ภาคเหนือมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

บนถนนการเมืองที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ด้วยวัย 89 ปี นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร หรือ เตี่ย ชายผู้เกิดในปี 2479 ผ่านร้อนผ่านหนาวบนเส้นทางอำนาจมาอย่างโชกโชน เขาคือภาพจำของนักการเมืองที่ไม่เคยล้มหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ท่านผ่านทั้งยุครัฐบาลผสม การเมืองเปลี่ยนขั้ว และการเปลี่ยนผ่านพรรคการเมืองมาหลากยุคสมัย ตั้งแต่พรรคเอกภาพ, สามัคคีธรรม, ชาติพัฒนา, ไทยรักไทย จนมาถึงพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเดิมเหนียวแน่นไม่เคยเปลี่ยน คือฐานเสียงในจังหวัดลำปางที่ยากจะสั่นคลอน และบทบาทอันสุขุมในสภาฯ ไพโรจน์เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รวมถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนจะหวนกลับเข้าสภาอย่างสง่างามอีกครั้งในวัย 82 ปี เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 และยังคงยืนหยัดในสนามปี 2566 ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ สมัยที่ 9 จนกระทั่งในปี 2569 นี้ ท่านได้กลับมาใหม่อีกครั้งในฐานะ สส. สมัยที่ 10 ครองตำแหน่งสมาชิกที่อายุมากที่สุดในสภาชุดที่ 27 และการประชุมสภาฯวันแรก นาย ไพโรจ  โล่ห์สุนทร จะทำหน้าที่ เป็นประธานสภาฯ ชั่วคราว เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามระเบียบจะคัดเลือกจาก สส. ที่มีความอาวุโสสูงสุดซึ่งอยู่ในห้องประชุมในวันดังกล่าว 

ซึ่งสำหรับประวัติ สส. อายุน้อยที่สุดของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก คือ พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร จัดว่ามีดีกรีไม่ธรรมดาและถูกจับตาในฐานะลูกไม้ใต้ต้นของตระกูลการเมืองดัง โดยเธอเป็นบุตรสาวของ นายภูษิต เล็กอุดากร นายก อบจ. บุรีรัมย์ และยังมีศักดิ์เป็นหลานสาวของ นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ทรงอิทธิพลแห่งค่ายภูมิใจไทย ด้านการศึกษา พลอย ณัฐธิดา จบปริญญาตรีด้าน Accounting and Finance จาก University of Sussex และปริญญาโทด้าน International Business จาก Hult International Business School ประเทศอังกฤษ ซึ่งถือเป็นสถาบันชั้นนำระดับโลก

พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร

พื้นฐานความเชี่ยวชาญด้านการเงินและธุรกิจสมัยใหม่ของเธอ ถูกมองว่าเป็นอาวุธสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มการทำงานในสภาฯ โดยการนำหลักการวิเคราะห์ข้อมูลและมุมมองของคนรุ่นใหม่มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่ ชัยชนะของเธอจึงไม่ได้สะท้อนเพียงแค่พลังของเครือข่ายทางการเมือง แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการเปิดรับเลือดใหม่ของชาวบุรีรัมย์ที่ต้องการเห็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์จากรุ่นก่อน และความรู้ด้านเทคโนโลยีจากคนรุ่นใหม่

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก ptp.or.th, เว็บไซต์รัฐสภา, เฟซบุ๊ก ณัฐธิดา เล็กอุดากร Fanclub

อดีตผู้พิพากษา เขย่าปมร้อน กกต.ประกาศผลใน 17 วัน กับปริศนา บาร์โค้ด ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

อดีตผู้พิพากษา เขย่าปมร้อน กกต.ประกาศผลใน 17 วัน กับปริศนา บาร์โค้ด ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

อดีตผู้พิพากษา เขย่าปมร้อน กกต.ประกาศผลใน 17 วัน กับปริศนา บาร์โค้ด ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.04 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เจาะปมร้อน! กกต. ประกาศผลไว 17 วัน กับปริศนา “บาร์โค้ด” ที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่?

ท่ามกลางกระแสความคลางแคลงใจต่อการทำงานของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยประเด็นร้อนที่สังคมตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็น…
• บาร์โค้ดเจ้าปัญหา: บนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) 

• ปรากฏการณ์ผิดปกติ: ทั้งบัตรเขย่ง บัตรขย่ม และปมถกเถียงเรื่องต้นขั้วบัตรที่ไม่ระบุเลขที่ในการเลือกตั้งใหม่บางหน่วยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 

แต่แล้วเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. กลับประกาศรับรองผล ส.ส. เขตทันที 396 คน ภายในเวลาเพียง 17 วัน ทั้งที่มีกรอบเวลาตามกฎหมายถึง 60 วัน! ที่น่าสังเกตคือ จนถึงขณะนี้ กกต. ยังไม่ประกาศจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง (8 ก.พ.) ให้ชัดเจน ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ประธาน กกต. แถลงให้ทราบทันทีในวันรุ่งขึ้น

ความเร่งรีบนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า… นี่คือความพยายามเชื่อมโยงกับ “เทคโนโลยีฮั้ว สว.” หรือเป็นการ “เบี่ยงเบนความสนใจ” จากปัญหาบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูที่กำลังเดินทางจากผู

ตรวจการแผ่นดินไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่? 

หากศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ (เฉพาะบัญชีรายชื่อ) จะเกิดอะไรขึ้น?

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้จริง ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ และสั่งให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อใหม่ทั้งประเทศ จะเกิดประเด็นสำคัญ 3 ด้านที่ต้องทำความเข้าใจครับ:

1.สมาชิกภาพเริ่มเมื่อใด และจบพร้อมกันไหม? 

ตามมาตรา 100 ของรัฐธรรมนูญ 2560 สมาชิกภาพเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง ดังนั้น:

• ส.ส. แบบแบ่งเขต: เริ่มสมาชิกภาพ 8 กุมภาพันธ์ 2569

• ส.ส. บัญชีรายชื่อ (เลือกใหม่): เริ่มสมาชิกภาพในวันเลือกตั้งใหม่

• วันสิ้นสุด: แม้จะเริ่มไม่พร้อมกัน แต่ ต้องสิ้นสุดลงพร้อมกัน เมื่อสภาครบวาระ 4 ปี (นับจาก 8 ก.พ. 2569) หรือมีการยุบสภา เนื่องจากอายุสภาต้องยึดโยงกับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกเป็นสำคัญ

2. ทางออกกฎหมาย: การแก้ไข พ.ร.ฎ. ฉบับเดิม 

เมื่อกรอบ 60 วันตาม พ.ร.ฎ. ยุบสภาฯ (12 ธ.ค. 2568) ผ่านพ้นไปแล้ว การจะจัดเลือกตั้งใหม่ให้ชอบด้วยกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญพึงมีคำวินิจฉัยเพื่อเปิดช่องให้มีการ “แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ฎ. ฉบับเดิม” เพื่อเป็น “สะพาน” เชื่อมต่อฐานอำนาจ ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้ กกต. ดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ได้โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 103

3. “บัญชีรายชื่อเดิม” คือความธรรมธรรมที่สุด 

ในส่วนของผู้สมัคร ควรใช้ “บัญชีรายชื่อชุดเดิม” ที่พรรคเคยยื่นไว้ เนื่องจาก:

• ไร้มลทินตัวบุคคล: เหตุที่เลือกตั้งใหม่มาจากกระบวนการจัดการ ไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้สมัคร 

• รักษาสิทธิ: ป้องกันการ “สอดไส้” หรือ “ย้ายพรรคข้ามห้วย” ในช่วงรอยต่อ ซึ่งจะทำให้เจตนารมณ์การเลือกตั้งบิดเบือนไป

• การหาเสียง: ยังคงทำได้ตามปกติเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจจากนโยบายของบัญชีรายชื่อชุดเดิมนั้น

บทสรุป

การบริหารจัดการเลือกตั้งในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ต้องอาศัยศาสตร์หลายแขนง เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อได้โดยไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง การยึดหลักการที่ชัดเจนและโปร่งใสเท่านั้น ที่จะช่วยให้สถาบันนิติบัญญัติมีความมั่นคงและสง่างามอย่างแท้จริงครับ

ทบ.สวนเขมรกลางเวทีโลก! โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดน

ทบ.สวนเขมรกลางเวทีโลก! โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดน

ทบ.สวนเขมรกลางเวทีโลก! โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.16 น.

ทบ.สวนกัมพูชากลางเวทีโลก! โฆษกกองทัพบก โต้คำแถลง รมต.ต่างประเทศกัมพูชา ชี้ บิดเบือนข้อเท็จจริงชายแดนไทย–เขมร เผยตัวเลขพลัดถิ่น 6.5 แสน “เกินจริง”ยัน ไทยยึดหลักกฎหมายสากล-ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวานนี้ (24 ก.พ.69) เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพบก ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง และขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วม (Joint statement) เมื่อ 27 ธ.ค.68 ดังนี้ 

1. กรณีที่ นายปรักกล่าวว่า “ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 ที่บรรลุเมื่อปลายปี 2025 นั้นมีความเปราะบาง และเรียกร้องให้ไทยมีการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดอย่างเคร่งครัด”

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) มิได้มีความเปราะบางดังที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวอ้าง หากแต่เป็นกรอบแนวทางปฏิบัติที่ได้ตกลงร่วมกัน มีความเข้มแข็ง ซึ่งสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีได้ หากทุกฝ่ายยึดถือและปฏิบัติตามอย่างจริงใจ ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาได้เห็นชอบยอมรับร่วมกัน ซึ่งได้มีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 
     
โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพไทยได้ให้ความสำคัญและยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่มีพฤติการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนต่อเวทีนานาชาติ, การแสดงพฤติกรรมยั่วยุของกำลังพลในพื้นที่แนวหน้า ตลอดจนการไม่แสดงเจตนารมณ์อย่างจริงใจในการร่วมดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน
     
นอกจากนี้ การที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาออกมากล่าวถ้อยแถลงในลักษณะดังกล่าว ยังสะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญต่อข้อตกลงที่ได้ร่วมกันกำหนดไว้ และไม่เอื้อต่อกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีอย่างแท้จริง

2.กรณีที่ระบุว่า “การปฏิบัติงานของทหารไทยได้ขยายไปยังเขตชายแดนหลายแห่ง ส่งผลให้พลเรือนกว่า 650,000 คนต้องพลัดถิ่น และมากกว่า 80,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ บ้านเรือนถูกทำลาย มีการตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม”

โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า หลายแห่งอยู่ในเขตอธิปไตยไทย แต่ฝ่ายกัมพูชาได้ทำการรุกล้ำมายาวนาน ซึ่งฝ่ายไทยปฏิเสธและไม่ยอมรับมาโดยตลอด
       
สำหรับในบางพื้นที่ ในช่วงที่มีสถานการณ์การสู้รบที่ผ่านมา  ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ ที่กัมพูชาใช้โจมตีทำร้ายทหารและพลเรือนฝ่ายไทย จึงถือเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความสำคัญและเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนชาวไทย ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมเฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าว  เพื่อยับยั้งการถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการโจมตีจากฝ่ายไทย
       
ซึ่งต่อมาภายหลังที่ทั้งสองประเทศได้มีข้อตกลงหยุดยิงกัน เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 ทำให้มีการคงกำลังไว้เพื่อเฝ้าระวังในบางพื้นที่ดังกล่าว โดยเป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในถ้อยแถลงร่วม ข้อที่ 2 ซึ่งระบุว่า “ให้แต่ละฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่เดิมภายหลังการหยุดยิง”  
      
ส่วนการวางเครื่องกีดขวางด้วยตู้คอนเทนเนอร์ และรั้วลวดหนามนั้น ก็เป็นเพียงมาตรการรักษาความปลอดภัยชั่วคราว เพื่อป้องกันการเผชิญหน้า ที่อาจนำไปสู่การกระทบกระทั่งกันในพื้นที่
      
สำหรับกรณีที่อ้างว่ามีพลเรือนกัมพูชาต้องเป็นผู้พลัดถิ่น 650,000 คน นั้น เป็นตัวเลขที่ดูเกินเลยความเป็นจริงไปมาก  เพราะในช่วงที่ทั้งไทยและกัมพูชา มีการใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กัน ฝ่ายไทยได้พยายามจำกัดวงการใช้อาวุธให้อยู่ในขอบเขตเฉพาะเป้าหมายทางทหาร ที่มีผลต่อการคุกคามฝ่ายไทยเท่านั้น การใช้อาวุธจะมีเป้าหมายอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่บริเวณแนวชายแดนเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งจะไม่ส่งกระทบต่อประชาชนกัมพูชาในพื้นที่อื่นๆ  ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล 
     
สำหรับกรณีที่อ้างว่ามีประชาชนกัมพูชาบางส่วนไม่สามารถกลับบ้านได้มีจำนวนสูงถึง 80,000 คนนั้น เป็นเรื่องเท็จ โดยเป็นเรื่องที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน ซึ่งในข้อเท็จจริง ในพื้นที่ 3 หมู่บ้านหลักในจังหวัดสระแก้ว จะมีเพียงไม่เกิน 1,000 ครัวเรือน หรือหากคิดเป็นจำนวนบุคคล จะมีเพียงหลักพันคนเท่านั้น
        
ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นประชาชนกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาอยู่อาศัยในเขตพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย จากการที่ไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในอดีต ในสมัยที่กัมพูชามีปัญหาสงครามภายในประเทศ โดยในแต่ละปีที่ผ่านมาได้มีการขยายชุมชนเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฝ่ายไทยจะได้มีการทักท้วงมาตลอด โดยพยายามเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาแก้ไขปัญหา แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย ไม่ให้ความร่วมมือ ดังนั้นกลุ่มบุคคลดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นผู้พลัดถิ่น แต่เป็นผู้ที่บุกรุก หรือผู้รุกล้ำอธิปไตยประเทศไทย 
       
ดังนั้น แทนที่ฝ่ายกัมพูชาจะออกมากล่าวให้ร้ายฝ่ายไทยต่อเวทีนานาชาติต่อกรณีดังกล่าว  กัมพูชาควรหันกลับไปดำเนินการบริหารจัดการ เพื่อดูแลประชาชนกัมพูชาของตนจะดูเหมาะสมกว่าเพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล ให้เหมือนที่ประเทศไทยเคยดูแลพี่น้องผู้อพยพชาวกัมพูชาเมื่อครั้งในอดีต 

“จากเหตุการณ์ทั้งในครั้งนี้และที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าแม้กัมพูชาทราบข้อเท็จจริงของสถานการณ์ดีอยู่แล้ว แต่ยังคงนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนต่อเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามลดความน่าเชื่อถือของไทย หรือนำข้อมูลเพื่อรับการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ให้ร่วมกันไว้ จึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการให้ข้อมูลซ้ำเดิมที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ของทั้งสองประเทศ ทวีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น จึงควรหันมาร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และจริงใจภายใต้กลไกทวิภาคีอย่างสร้างสรรค์” พล.ต.วินธัย กล่าว 

หลุด!โผ ครม.อนุทิน 2 ใครนั่งไหน? ภูมิใจไทย กวาด 19 เก้าอี้ คุมเบ็ดเสร็จ 14 กระทรวง

หลุด!โผ ครม.อนุทิน 2 ใครนั่งไหน? ภูมิใจไทย กวาด 19 เก้าอี้ คุมเบ็ดเสร็จ 14 กระทรวง

หลุด!โผ ครม.อนุทิน 2 ใครนั่งไหน? ภูมิใจไทย กวาด 19 เก้าอี้ คุมเบ็ดเสร็จ 14 กระทรวง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.15 น.

25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (26 ก.พ.) เวลา 11.00 น.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองที่จะแสดงเจตนารมณ์สนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีว่าที่ สส.จำนวน 5 เสียง นำโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ จำนวน 1 เสียง

ส่งผลให้ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี รวมแล้วทั้งสิ้น 292 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง พรรคเพื่อไทย 75 เสียง พรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง

มีรายงานความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย เริ่มเห็นเค้าลาง โดยเริ่มแบ่งโควตาคร่าวๆ เป็นโควตานายกรัฐมนตรี 5 คน ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ , นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ และเก้าอี้ของกระทรวงกลาโหม ที่ยังรอพิจารณาบุคคลความเหมาะสม

ขณะที่โควตาของพรรคภูมิใจไทย มีทั้งหมด 19 ตำแหน่ง เบื้องต้น จะมีกระทรวงที่อยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย , กระทรวงการคลัง , กระทรวงพาณิชย์ , กระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงคมนาคม , กระทรวงพลังงาน , กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , กระทรวงอุตสาหกรรม , กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงวัฒนธรรม , กระทรวงยุติธรรม , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยผู้ที่จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย , นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย , น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย , นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม , นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม , นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา , น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม , นายภราดร ปริศนานันทกุล , น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี , นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ยังมีชื่อ นายวราวุธ ศิลปอาชา ที่เป็นกลุ่มบ้านใหญ่ย้ายเข้ามา ซึ่งรอระบุกระทรวง หลังจากคุยเรื่องโควตากับพรรคร่วมรัฐบาลเสร็จแล้ว

ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้โควตา 8 ที่นั่ง 4 กระทรวง คาดว่าจะได้คุม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม , กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน โดยมีชื่อของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ , นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ขณะที่ อีก 3 เก้าอี้ที่เหลือ จะเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็ก อื่นๆ ที่คาดว่าจะได้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์