แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กองทัพเรือขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ควบคุมดูแลการใช้ทรัพยากรและการปฏิบัติกิจกรรมในพื้นที่ทางทะเลให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายรวมทั้งไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์

โฆษกกองทัพเรือ

ลั่นจะอยู่ครบเทอม4ปี ‘หนู-เชน’หารือชื่นมื่น เคลียร์ใจเรื่องในอดีต

ลั่นจะอยู่ครบเทอม4ปี  ‘หนู-เชน’หารือชื่นมื่น  เคลียร์ใจเรื่องในอดีต

ลั่นจะอยู่ครบเทอม4ปี ‘หนู-เชน’หารือชื่นมื่น เคลียร์ใจเรื่องในอดีต

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทำเนียบฯเตรียมพร้อมที่ประชุมครม.นัดพิเศษ 6 เมษายนนี้ ภายหลังเข้าถวายสัตย์ฯ วงมื้อเที่ยง “หนู-เชน-หนิม” ชื่นมื่นเสิร์ฟ“อนุทิน” บอกไม่ใช่คนไกลคุ้นกันตั้งแต่ช่วยงานช่วงโควิด เคลียร์ใจไปถึงเรื่องอดีตย้ำมีอะไรโทรคุยได้ตลอด“ยศชนัน”ชี้เวลานี้ต้องแก้ปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่เวลาการเมือง โวทำงานร่วมกันซัพพอตซึ่งกันและกัน มั่นใจอยู่ครบ4ปี ร่วมรักษาเสถียรภาพ สร้างความมั่นใจนักลงทุน”รองฯปกรณ์”เผยเหตุร่วม”ครม.หนู2” ลั่นขอสนองงานเพื่อประเทศชาติ-ไม่สนองการเมือง ไม่สังกัดพรรค-ไม่ยุ่งการเมือง-คดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล มีการเตรียมความพร้อมในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ในวันที่ 6 เม.ย.นี้ หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่ ภายในตึกสันติไมตรี สำหรับใช้ในการประชุม รวมถึงห้องรับรอง และห้องสำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรีแล้ว 

ทั้งนี้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลค.) เตรียมแจ้งครม.ชุดใหม่ ถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรี และตรวจคัดกรองโควิด-19 เวลา 15.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี โดยก่อนไปเข้าเฝ้าฯจะถ่ายรูปหมู่ ครม.คณะใหม่ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้าก่อนที่ เวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรี นำ ครม.ชุดใหม่ เดินทางไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นนายกฯจะเป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี เพื่อขอมติรับรองร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เบื้องต้นคาดว่าจะมีการแถลงนโยบาย ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้

‘เชน-หนิม’มาตามนัดคำเชิญนายกฯ

เมื่อเวลา11.30น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาล และขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตามคำเชิญ เพื่อพูดคุยถึงการทำงานร่วมกันในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

เวลา 11.35 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลเช่นกัน ก่อนเดินเข้าไปสมทบภายในตึกไทยคู่ฟ้าโดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รอต้อนรับ

วงมื้อเที่ยง”หนู-เชน-หนิม”ชื่นมื่น

ต่อมาเวลา 12.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ได้ลงมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายอนุทิน กล่าวว่าวันนี้นัดกันมาหารือแนวทางการทำงานร่วมกันโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ได้พูดกันหลายเรื่องและทั้งพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยเคยมีพื้นฐานการทำงานร่วมกันมา คิดว่าเมื่อรัฐบาลชุดใหม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณและเริ่มทำงาน การทำงานก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น

เมื่อถามว่าบรรยากาศการทานอาหารเป็นไปอย่างชื่นมื่นใช่หรือไม่ นายอนุทิน หันไปอมยิ้มให้กับนายจุลพันธ์ ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนที่นายจุลพันธ์และนายยศชนันจะพร้อมใจกันยิ้มจากนั้นนายอนุทิน กล่าวว่า“ก็ยืนไหล่ชนไหล่กันอย่างนี้แล้ว”

หนูบอกคุ้นเคยช่วยงานช่วงโควิด

เมื่อถามว่าในการพูดคุยได้เน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และนายยศชนัน ไม่ใช่คนใหม่ มีความคุ้นเคยกันมาก่อน สมัยตนเป็นรมว.สาธารณสุข สู้กับโควิด ก็ได้นายยศชนันมาให้คำแนะนำหลายอย่างจึงคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เมื่อถามว่านโยบายไหนจะเป็นนโยบายเร่งด่วนหลังเข้าทำหน้าที่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกเรื่อง นโยบายของแต่ละพรรคเป็นเรื่องที่เราต้องทำด้วยกัน

เคลียร์ใจย้ำมีอะไรโทรคุยได้ตลอด

เมื่อถามว่าการทำงานหลังจากนี้จะทำงานร่วมกันในนามคณะรัฐมนตรี โดยไม่ยึดถือความเป็นพรรคใช่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ได้พูดคุยกันและพูดไปถึงขนาดว่าก่อนหน้านี้เคยมีอะไรที่ไม่เข้าใจกันในการทำงานเพราะมีปัญหาใจอะไรต่างๆ แต่จากนี้ไปหวังว่าคงจะไม่มีเพราะตอนนี้เปิดเส้นทางตรง นายยศชนัน นายจุลพันธ์หรือใครก็ตามที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยสามารถมาคุยกับตนได้ตลอด เราไม่ได้เจอกันเฉพาะตอนประชุมคณะรัฐมนตรีตนบอกนายยศชนันว่ามีอะไรไม่ต้องไลท์ให้โทรศัพท์มา หรือมาหากันเลย จะมาหาหรือให้ตนไปหาเป็นเรื่องปกติ เราทำงานแบบเอาผลของงานเป็นเป้าหมาย

โวทำงานต้องซัพพอตซึ่งกันและกัน

มั่นใจอยู่ครบ4ปีมีเสถียรภาพ สร้างความมั่นใจนักลงทุน

เมื่อถามว่านายยศชนัน จะกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าครับ คุมกระทรวงทั้งหมดที่พรรคเพื่อไทยกำกับดูแลและยังมีหน่วยงานต่างๆในสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่าการลงพื้นที่จะชวนรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลร่วมลงพื้นที่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ระหว่างทานอาหารได้แจ้งนายยศชนันว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจทุกวันจันทร์รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยทั้งแรงงาน เกษตรและสหกรณ์และอว.ต่างมีความสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจก็ต้องมาร่วมประชุม

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าการจับมือทำงานร่วมกันครั้งนี้รัฐบาลจะอยู่ถึง4 ปี นายอนุทินหัวเราะไม่ตอบคำถาม เช่นเดียวกับนายยศชนันที่หัวเราะแล้วกล่าวว่า”เราต้องซัพพอร์ทกัน ผมว่ารัฐบาลต้องการเสถียรภาพ ตอนนี้ประชาชนสำคัญมาก และเสถียรภาพทางการเมืองจะทำให้หลายประเทศเชื่อมั่นเข้ามาลงทุนฉะนั้นตอนนี้เราต้องร่วมกันรักษาเสถียรภาพไว้ให้ประเทศเดินก้าวหน้าไปให้ได้“

ภาวะวิกฤตต้องพร้อมทำงานทันที

ด้านนายยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันภาวะวิกฤติมีหลายเรื่องเราไม่สามารถทำงานแบ่งกระทรวงได้บางเรื่องจำเป็นต้องหารือในภาพรวม เพราะความเดือดร้อนเมื่อรัฐบาลพร้อมทำงานเมื่อไหร่วันแรกต้องพร้อมทำงานทันทีจึงอยากหารือแนวทางให้ชัดเจนเพื่อเตรียมความพร้อมว่าวันนี้เมื่อเข้ามาทำงานทุกกระทรวงสามารถทำงานสอดรับกันได้และเป็นไปในแนวทางที่แถลงต่อรัฐสภา เพราะสิ่งที่แถลงเป็นมติของทุกคนที่พร้อมทำงานไปข้างหน้าให้บ้านเมืองและประชาชน โดยนายอนุทิน ได้ชวนคุยทิศทางและแนวทาง เพื่อให้เวลาที่เราสื่อสารออกไปจะได้เป็นเนื้อเดียวกันและเรื่องเดียวกัน ประเทศไทยต้องหลุดพ้นจากเรื่องความขัดแย้งแล้วมุ่งหน้าไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน เมื่อถามว่าจากการพูดคุยวันนี้เรื่องใดที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นายยศชนัน ตอบว่า “ผมคิดว่าเป็นเรื่องความอ่อนไหวของสถานการณ์โลกที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ต้องช่วยกันบริหารจัดการให้ดี”

ยศชนันชี้ต้องแก้ปัญหาบ้านเมือง

นายยศชนัน กล่าวว่า เราต้องแยกการเมืองกับการบริหารบ้านเมืองเพราะตอนนี้ความมั่นใจของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญมาก พอเรารับจะบริหารบ้านเมืองต้องแยกเรื่องการเมืองออกไปเพื่อทำให้บ้านเมืองกลับมา เรื่องการเมืองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองฉะนั้นเวลาเราทำงานในโหมดของรัฐบาล นี้คือภาษีของประชาชนและการทำงานไม่สามารถที่จะขัดแย้งแล้วเอาการเมืองมาผสมได้ ฉะนั้นเวลาตอบคำถามในหลายประเด็นต้องตอบในโหมดเกี่ยวกับรัฐบาล เรามีหน้าที่ในเดือนนี้ ในสัปดาห์นี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประชาชนในหลายเรื่องตรงนี้เป็นสิ่งที่คุยกับนายอนุทินว่า เราพร้อมเดินหน้าทันทีและก้าวข้ามสิ่งที่เป็นอุปสรรคไปให้ได้

ยอมรับเศรษฐีเงินล้านไปยาก

เมื่อถามว่านโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ9คนจะดำเนินการหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่าเรื่องนี้ตนคิดว่าเป็นรายละเอียดเกินไป แน่นอนว่าเรื่องนี้เราหาเสียงไว้แต่สุดท้ายต้องเป็นไปตามคำแถลงนโยบายที่แถลงต่อสภาฯ รวมถึงเรื่องงบประมาณซึ่งในปัจจุบันเราไม่ได้เป็นพรรคแกนนำเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจึงต้องเคารพสิทธิ์ของทุกฝ่าย

ย้ำครม.นัดพิเศษเพื่อเคาะนโยบาย

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยใช่หรือไม่ถึงการยกเลิกMOU44 นายยศชนันตอบว่าเป็นเรื่องที่ต้องหารือในองค์รวมเพราะเป็นเรื่องเปาะบางสำหรับประชาชนด้านนายอนุทินกล่าวเสริมว่าเป็นเรื่องนโยบาย ที่เราจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯก็ต้องหารือกัน ถ้าเรามาอยู่ในรัฐบาลร่วมกันแล้วนโยบายพรรคร่วมเราก็ต้องนำมาปฏิบัติด้วย

เมื่อถามว่าสำหรับวันแถลงนโยบายประสานไปทางประธานรัฐสภาฯแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าประสานเบื้องต้นไปแล้วโดยจะมีขึ้นก่อนสงกรานต์ เมื่อเราถวายสัตย์ปฏิญาณวันที่ 6เม.ย.แล้วจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบร่างนโยบายของรัฐบาลก่อนส่งต่อไปยังสภาฯ

‘รองฯปกรณ์’เผยเหตุร่วมครม.หนู2

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เปิดเผยถึงเหตุผลการตัดสินใจร่วม”รัฐบาลอนุทิน2”ว่าหลังจากที่มีข่าวว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แสดงความประสงค์ไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯได้มาทาบทามให้มาช่วยทำงานยอมรับว่าเมื่อถูกทาบทามตนคิดหนักเพราะเป็นข้าราชการมา 30 กว่าปี มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ดำรงตำแหน่งเลขากฤษฎีกา 6 ปีและตำแหน่งเลขาธิการกฤษฎีกาก็ไม่ได้มีการกำหนดวาระด้วย ช่วงแรกยืนยันกับนายกฯว่าขอช่วยในฐานะเลขากฤษฎีกา แต่ได้รับคำตอบกลับจากนายกฯว่าควรมาช่วยลงมือทำและผลักดันงานต่างๆที่ยังคงต้องขับเคลื่อนอีกหลายอย่าง หากอยู่เฉพาะกฤษฎีกาคงผลักดันเรื่องต่างๆได้น้อย จากนั้นจึงมานั่งไตร่ตรองกับครอบครัวว่าหากจะผลักดันงานด้านกฎหมายของประเทศต่างๆก็ต้องลงมือทำเอง จึงได้ตอบตกลง

“ทั้งนี้ผมได้ยืนยันกับนายกรัฐมนตรีว่าไม่ขอเป็นสมาชิกพรรคและปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วย เพราะส่วนตัวไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง จึงเข้ามาเป็นข้าราชการการเมืองอย่างเดียวผมขอเป็นข้าราชการการเมือง ไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่สังกัดพรรค” นายปกรณ์ กล่าว

เป้าดันก.ม.ไทยเป็นที่ยอมรับสากล

นายปกรณ์กล่าวอีกว่าส่วนสิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำคือ เรื่องการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (OECD) และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ให้สำเร็จ เพราะจะเป็นการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายของประเทศให้อยู่ในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับเพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในจอเรดาร์โลก

ส่วนหลักการทำงานด้านกฎหมายในตำแหน่งรองนายกฯ นั้น นายปกรณ์ ระบุว่า ตนก็ยังคงทำเหมือนเดิม และตั้งใจมาผลักดันงานที่ยังค้างอยู่ รวมถึงดูแลทางด้านกฎหมายของรัฐบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ใช่นึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียนหรืออยากเสนออะไรก็เสนออันนี้มันผิดหลัก แต่ก็จะพยามเท่าที่ทำได้ให้เต็มที่ไป

ทำงานเพื่อชาติไม่สนองการเมือง

เมื่อถามว่าจะเป็นเนติบริกรเพื่อทำงานสนองภาคการเมืองหรือไม่ นายปกรณ์ ระบุว่า “ผมสนองอย่างเดียวคือประเทศชาติ ผมไม่ได้สนองการเมืองเพราะเป็นนักการเมือง ผมเป็นข้าราชการการเมือง คือข้าราชการประเภทหนึ่งแต่งตั้งโดยฝ่ายการเมือง และทำหน้าที่เหมือนกับข้าราชการในการผลักดันแต่จะมีส่วนในการกำหนดร่วมในการกำหนดนโยบายทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน แทนที่จะทำตามคำสั่งฝ่ายการเมืองหรือนโยบายอย่างเดียว คราวนี้ก็จะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางต่างๆ แต่ยืนยันว่า ผมไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและไม่มีใบสั่ง ผมยังคงเป็นผม”

ลั่นไม่ยุ่งคดีฮั้วสว.-เขากระโดง

เมื่อถามถึงหลักการทำงานต่อคดีฮั้วเลือกสว.,คดีเขากระโดงหรือคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ แม้กระทั่งตอนที่เป็นข้าราชการประจำตนก็ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ผมตรงไปตรงมา หากเรื่องอยู่ในกระบวนการศาลก็ต้องรอคำวินิจฉัย หากไปให้สัมภาษณ์อะไรที่ไม่ถูกต้องก็จะทำให้สังคมเกิดความสับสน และจะเป็นการชี้นำสังคม ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้ตนจะไม่ทำ “หน้าที่ผมไม่เกี่ยวกับเรื่องคดีใดๆ”

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ช่อง คนละครึ่ง ยามวิกฤต! ต้อง ประคอง ไม่ใช่ กระตุ้น เพื่อความรอดมหภาค

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ช่อง คนละครึ่ง ยามวิกฤต!  ต้อง ประคอง ไม่ใช่ กระตุ้น เพื่อความรอดมหภาค

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ช่อง คนละครึ่ง ยามวิกฤต! ต้อง ประคอง ไม่ใช่ กระตุ้น เพื่อความรอดมหภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.23 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนละครึ่ง ควรเป็นอย่างไรในยามวิกฤต

ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ  ประชาชนควรจะประหยัดด้วยการลดการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นรายได้ที่แท้จริงย่อมลดลง 
การที่รัฐบาลจะออกนโยบายคนละครึ่งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เกิดการใช้สอยและบริโภคมากขึ้น จะเป็นการย้อนแย้งขัดกันในนโยบายหรือไม่?

ขณะเดียวกันการที่รัฐนำเงินภาษีมาจ่ายให้กับการบริโภคครึ่งหนึ่ง ก็เท่ากับช่วยลดภาระประชาชน

หากรัฐบาลจะมีมาตรการคนละครึ่ง ควรมีวัตถุประสงค์อย่างไร ควรจะใช้กับกลุ่มบุคคลทั่วไป หรือควรให้เฉพาะกลุ่มบุคคลใด เน้นที่การบริโภคหรือการผลิตอะไร 

แนวนโยบายคนละครึ่งในยามวิกฤตนี้ เป็นการปะทะกันระหว่าง “การประหยัดในระดับปัจเจก” กับ “ความอยู่รอดในระดับมหภาค” ซึ่งหากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่ามีความย้อนแย้งและคำตอบที่ควรจะเป็นดังนี้:

1. ความย้อนแย้งของนโยบาย: ช่วยลดภาระ หรือ กระตุ้นการใช้จ่าย?

ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์ที่ทุกคนแห่กันประหยัดพร้อมกัน  คือถ้าทุกคนหยุดใช้จ่ายเพราะสินค้าแพง ร้านค้าจะขายไม่ได้ โรงงานจะลดการผลิต และสุดท้ายคนจะตกงาน รายได้รวมของประเทศก็จะยิ่งลดลงไปอีก
ดังนั้น นโยบาย “คนละครึ่ง” ในสภาวะเงินเฟ้อสูงจากสงคราม จึงทำหน้าที่ “สองขั้ว” ในเวลาเดียวกัน:

• ในมุมการคลัง: เป็นการจ่ายเงินอุดหนุน (Subsidy) เพื่อเพิ่มรายได้ที่แท้จริง (Real Income) ให้ประชาชนมีกำลังซื้อของจำเป็น (เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช) ในราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่ง ถือเป็นการประคองค่าครองชีพ

• ในมุมการบริโภค: หากรัฐบาลไม่ออกแบบเกณฑ์ให้ดี เงินนี้อาจถูกนำไปใช้กับ “สินค้าฟุ่มเฟือย” หรือการบริโภคเกินความจำเป็น ซึ่งจะไปซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อให้สูงขึ้นไปอีก เพราะมีความต้องการซื้อ (Demand) มากเกินไปในขณะที่ของมีน้อย

สรุป: นโยบายนี้จะย้อนแย้งทันทีหากรัฐบาลเน้น “การกระตุ้น” (Stimulus) เพื่อความคึกคัก แต่จะสมเหตุสมผลหากปรับจุดประสงค์เป็นการ “บรรเทาทุกข์” (Relief) เพื่อการดำรงชีพพื้นฐาน

2. หากจะทำ “คนละครึ่ง” ในยามนี้ ควรทำกับกลุ่มใด?

ในสภาวะที่งบประมาณมีจำกัดและต้องรักษาความมั่นคงทางคลัง การทำแบบ “ถ้วนหน้า” อาจไม่ตอบโจทย์และสิ้นเปลืองเกินไป รัฐบาลควรพิจารณา Targeted Policy หรือการระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนี้

กลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับ (Target Group)

1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: ซึ่ง เป็นกลุ่มคนรายได้น้อย เงินทุกบาทที่ได้มาจะถูกนำไปซื้อของอุปโภคบริโภคทันที ช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

2. กลุ่มแรงงานนอกระบบ/อาชีพอิสระที่มีรายได้น้อย: กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโดยตรง (เช่น วินมอเตอร์ไซค์ พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย) เพื่อให้เขาสามารถรักษาสภาพคล่องในการประกอบอาชีพได้

กลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องให้

• กลุ่มผู้มีรายได้ประจำระดับกลาง-สูง: 

กลุ่มนี้ยังมีเงินออมและสามารถปรับตัวได้ การให้เงินอุดหนุนกลุ่มนี้อาจกลายเป็นการกระตุ้นการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น และเป็นการนำภาษีไปช่วยคนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว

3. ควรเน้น “กระตุ้นเศรษฐกิจ” หรือไม่ในยามนี้?

คำตอบคือ “ไม่ควรเน้นการกระตุ้นเพื่อความเติบโต (Growth) แต่ควรเน้นการประคอง (Stability)” 

รัฐบาลควรเปลี่ยนทิศทางจากการกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วไป มาเป็นการ “ลงทุนเพื่อลดต้นทุนระยะยาว” แทน เช่น:

• แทนที่จะนำเงินภาษีไปจ่ายค่ากับข้าวครึ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว    ควรแบ่งงบส่วนหนึ่งมาทำ “คนละครึ่งเพื่อการผลิต” เช่น ช่วยอุดหนุนค่าปุ๋ยชีวภาพหรือโซลาร์เซลล์สำหรับเกษตรกรและ SMEs

• การสร้างงานในชุมชน: เน้นโครงการที่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ (เช่น การจ้างงานปรับปรุงสาธารณูปโภคในระดับตำบล) แทนการแจกเงินเพื่อไปซื้อของเพียงอย่างเดียว

• คนละครึ่งเพื่อการฝึกทักษะอาชีพสำรอง เตรียมไว้ในยุคสังคมสูงวัยเพื่อใช้ในช่วงสูงอายุ หรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป

หากรัฐบาลจะเดินหน้า “คนละครึ่ง” หรือนโยบายอุดหนุนในลักษณะนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในยามที่สงครามยืดเยื้อ ควรพิจารณา 3 องค์ประกอบหลัก

1. การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย (Targeting)

• ใช้ฐานข้อมูลภาษี (PND) + ประกันสังคม  ใช้ระบบ “Digital Wallet” หรือแอปพลิเคชันเดิมที่มีฐานข้อมูลอยู่แล้ว มาเชื่อมโยงกับข้อมูลรายได้ที่แท้จริง จะช่วยอุดช่องโหว่เรื่องการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ได้ดี
คัดกรองผู้ที่มีรายได้เกินเกณฑ์ออกไป เพื่อประหยัดงบประมาณและนำเงินไปช่วยกลุ่ม “เส้นเลือดฝอย” (แรงงานอิสระ, ลูกจ้างรายวัน) ที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพหนักที่สุด

• กลุ่มเปราะบาง: เน้นไปที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้พิการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้คงที่แต่ค่าใช้จ่ายผันผวนตามราคาสินค้า

2. การจำกัดประเภทสินค้า (Scope of Subsidy)

• แทนที่จะซื้ออะไรก็ได้ ควรเน้นไปที่ “สินค้าจำเป็นพื้นฐาน” (Food & Essential Goods) เพื่อลดภาระค่าครองชีพจริง ๆ
• ลดการกระตุ้นสินค้าฟุ่มเฟือย: เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ (Demand-pull Inflation) ในขณะที่ราคาสินค้าแพงอยู่แล้ว

3. การเปลี่ยน “การบริโภค” เป็น“การผลิต“ เพือเพิ่มรายได้ (Productive Support) โดยเฉพาะในสถานการณ์สังคมสูงวัย

ขอเน้นย้ำ หากสงครามยืดเยื้อ รัฐบาลควรเปลี่ยนงบส่วนหนึ่งจาก “คนละครึ่งเพื่อกินใช้” มาเป็น “คนละครึ่งเพื่อการผลิต” เช่น อุดหนุนค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ หรือค่าพลังงานสะอาดสำหรับวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านอยู่รอดได้ด้วยตนเองในระยะยาว

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

2 เมษายน 2569

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 2 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 2 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 2 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.52 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ จำนวน 2 ราย ดังนี้

ชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า

1. นางสาวระวีวรรณ คำซู

2. ร้อยตรีหญิง กิตนัดดา กองคำ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2569  เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.28 น.

ปกรณ์วุฒิ โต้คริส ยันเดินไปคุยในฐานะวิปฝ่ายค้าน อีกฝ่ายเล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่ ‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ชี้แจงกรณีนายคริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงกล่าวหาว่าถูกเข้าไปชี้นิ้ว คุกคามในห้องประชุมสภาฯ ว่าในฐานะที่ตนเป็นวิป การเดินเข้าไปคุยกับพรรคอื่น ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องที่ปกติมากๆ ที่ตนก็ทำอยู่ตลอด แทบจะทุกวันที่มีการประชุมสภา  และในหลายๆ ครั้ง ที่มีการประท้วงกันไปมา หรือพูดอะไรที่ทำให้ไม่พอใจกัน หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลง  ทุกครั้งตนก็ใช้วิธีเดินไปถาม และบอกแบบตรงไปตรงมา และถามว่าทำไมถึงต้องมาประท้วงกันประเด็นหยุมหยิมแบบนี้ หรือทำไมถึงไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่คุยกันในวิป เพราะตนคิดว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องใช้เวลาสภามาตอบโต้กัน การเดินไปคุยกันส่วนตัว พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา และทำความเข้าใจกัน หลายครั้งก็จบด้วยการขอโทษขอโพยกัน หลังมีการปะทะคารมกัน ด้วยซ้ำ นี่ก็เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เกิดขึ้นในสภาเช่นกัน  

ประเด็นในวันนี้ ที่เดินไปคุยด้วย คือต้องการทำความเข้าใจว่า ในเหตุการณ์ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ที่ทางพรรคดังกล่าว พยายามจะตั้งใจขัดจังหวะ  พรรคประชาชน โดยเฉพาะ  และไม่เคยประท้วงในลักษณะเดียวกันกับ สส พรรคอื่นๆเลย ตนจึงพยายาม ที่จะเข้าไปบอกว่า การตั้งใจประท้วงขัดจังหวะ เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่งแบบนี้ จะทำให้การประชุมไม่เป็นไปอย่างราบรื่น และ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสมาชิก จะเป็นบรรยากาศที่ไม่ดี และบอกว่า ถ้าหากคุณตั้งใจทำแบบนี้ แล้วทางพรรคประชาชน ทำแบบนี้กับทางพวกคุณทุกครั้งที่คุณอภิปรายบ้าง คุณก็คงไม่พอใจเช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการใช้ chat GPT หรือประเด็นเนื้อหาการอภิปรายใดๆเลยทั้งสิ้น  

“การเดินไปหาทาง สส.กลุ่มดังกล่าว ผมเว้นระยะห่าง อย่างน้อย 1แถว เพื่อพูดคุย สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้น คือ ทาง สส.ทั้ง3คน ลุกขึ้นยืน เดินออกมาจากที่นั่ง  และพยายามส่งเสียงโวยวาย จึงทำให้มีเพื่อนๆ สส.ท่านอื่น เดินเข้ามาห้ามปรามทั้งทางผม และ ทาง 3คนนั้น ทั้งที่จริงๆยังไม่มีเหตุการณ์ที่จะใกล้เคียงการปะทะใดๆกันเลย . ซึ่งภาพที่ปรากฎออกมา อาจทำให้หลายๆคนเข้าใจไปอีกแบบ ผมต้องย้ำว่า การเดินไปคุยกับพรรคใดๆ ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องปกติมากๆ ในสภา” นายปกรณ์วุฒิ ระบุ

นายปกรณ์วุฒิ ระบุอีกว่า สิ่งที่คิดว่าทำให้เสียหาย คือการกล่าวหาว่าตนพูดว่า “ระวังตัวไว้ให้ดี” และกล่าวหาอีกด้วยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พูดคำนี้  ซึ่งการกล่าวหานี้ เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง สำหรับตนเหตุการณ์นี้ไม่มีสาระอะไร เพราะเป็นสิ่งที่คนเป็นวิป ทำกันเป็นปกติ แต่มีคนพยายามจะ “เล่นใหญ่” เท่านั้นเอง และจากนี้ จะได้รับทราบว่า ทางพรรคดังกล่าวไม่ยินดีที่จะมีการพูดคุยเจรจาใด ๆ กัน ทางวิปจะได้ยึดถือแนวทางนี้ในการทำงาน แต่เราก็ยังยินดี ที่จะเดินไปสอบถาม เจรจา หรือ พูดคุยทำความเข้าใจกับพรรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เช่นเดิม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

“เอกนิติ”ย้ำคนละครึ่งเฟส 2  มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้ ด้าน”รัชดา”แจงข่าวในโซเชียลฯคลาดเคลื่อน ขอรอฟังรายละเอียดจากรัฐบาล เร็วๆ นี้ 

วันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 18.05 น.นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลโครงการ คนละครึ่ง เฟส 2  ในสื่อโซเซียลฯ ว่า  ข้อเท็จจริง ขณะนี้ โครงการคนละครึ่ง เฟส 2  ซึ่งได้มีการเตรียมไว้แล้วนั้น ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีใหม่  โดยรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง  ขอให้รอการชี้แจงจากรัฐบาลเท่านั้น   รวมทั้งรัฐบาล ยังมีแนวคิดที่จะออกมาตรการอื่นๆ  ควบคู่กัน  เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจและราคาพลังงานที่ผันผวนอีกด้วย  

ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์สี่อ ล่าสุด โดย ยืนยัน โครงการคนละครึ่งเฟส 2  มาแน่ ขณะนี้กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม. 

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.24 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่า ที่ประชุมฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง และหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา กำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7, มาตรการ 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในวันที่ 6 เม.ย. 2569

ทั้งนี้ เข้าใจว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) อย่างมาก และยังส่งผลให้เกิด War Premiun หรือน้ำมันส่วนเกินที่บวกเพิ่มในราคาน้ำมันดิบจริง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องไปเร่งศึกษาเพื่อดูข้อมูลจริงในส่วนนี้ เพราะที่ผ่านมา พบว่า ค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอตัวเลขมา อาจจะยังสูงเกินไปในสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับสถานการณ์สงครามในปัจจุบันอาจส่งผลให้ค่า War Premiun ของน้ำมันดิบในตลาดตะวันออกกลางสูงขึ้นตามความเป็นจริงมาก แต่ในทางปฏิบัติแล้ว พบว่า ทุกวันนี้โรงกลั่นส่วนใหญ่ไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะมีการหาตลาดอื่นเพื่อทำให้น้ำมันเพียงพอใช้ในประเทศไทย จึงเป็นอีกประเด็นที่ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคุยกับโรงกลั่นเพื่อศึกษาต้นทุนแท้จริงที่รวม War Premiun เพื่อจะได้นำมาคำนวณว่าตอนนี้ค่า War Premiun ที่ทุกคนกำลังอ้างถึง แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าตกลงควรจะเป็นเท่าไหร่ จะได้นำมาใช้ในการคำนวณค่าการกลั่น

“วันนี้ได้มีการเชิญโรงกลั่นมาชี้แจง ประเด็นหนึ่งที่พบว่าในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ (ค่าเฟด) ค่าประกันต่าง ๆ ในราคาขายที่ตามปกติปัจจุบันไม่ได้นำมาคำนวณรวมแล้ว ตรงนี้ก็ควรจะถูกตัดออกไป จึงเป็นที่มาว่าให้กระทรวงพลังงานไปทำตัวเลขที่จะต้องไม่นับรวมค่าขนส่ง ค่าเฟด และค่าประกันต่าง ๆ ตรงนี้ ซึ่งจะทำให้ค่าการกลั่นต่าง ๆ ควรลดลง โดยกระทรวงพลังงานจะไปเร่งทำข้อมูลสรุปทั้งหมด เพื่อนำมาเสนอ คตร. ซึ่งเราตั้งใจจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เม.ย. 2569 ยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน จึงต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีค่าการตลาดที่ต้องยอมรับว่ายังมีการคำนวณที่อาจจะสูงและต่ำในบางช่วง ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคำนวณว่าราคาค่าการตลาดที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยการดำเนินการทั้งหมดเชื่อว่าจะส่งผลไปสู่ราคาหน้าปั๊มที่คิดกับประชาชนในราคาที่ลดลง

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมฯ ยังได้มีการพิจารณาและเห็นไปในทิศทางเดียวกันเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องข้อศึกษารูปแบบการกำหนดเพดาน (Ceiling) และราคาต่ำสุด (Floor) สำหรับค่าการกลั่น โดยมองว่าควรมีรูปแบบนี้ในกลไก แต่ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับต้นทุนที่แท้จริงอย่างชัดเจนเพื่อมากำหนด Ceiling และ Floor ที่ชัดเจน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องค่าการกลั่น และค่าการตลาดที่เห็นกันในขณะนี้ เป็นการคำนวณตัวเลขที่เกิดจากราคาขายส่ง ขายปลีกที่เป็นอยู่ ทำให้ราคามีความผันผวนมากในแต่ละวัน โดยในส่วนของค่าการตลาดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 2 เม.ย. 2569 อยู่ที่ 1.95 บาทต่อลิตร

“ในปี 2568 มีการศึกษาว่าค่าการตลาดควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยได้มีการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาคิดทั้งหมด ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่ที่ปั๊มต้องใช้ และค่าใช้จ่ายจิปาถะมาคิด แล้วพบว่าค่าการตลาดควรจะเป็น 2.45 บาทต่อลิตร สำหรับทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน และตัวเลขย้อนหลัง 5 ปี ค่าการกลั่นก็อยู่ระดับใกล้เคียงที่ 2.45 บาทต่อลิตร เช่นกัน ตัวเลขนี้เป็นระดับที่ไม่มีเหตุการณ์ แต่พอมีเหตุการณ์ก็ต้องยอมรับว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจะสูงกว่า 2.45 บาทต่อลิตรที่เคยทำ แต่ช่วงที่ผ่านมา พบว่า ค่าการตลาดอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดว่าค่าการตลาดไม่ได้สูงเลขถ้าดูเลขเฉลี่ยโดยรวม ซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และกระทรวงพลังงานได้ดูแลไม่ให้เกินค่าที่เราศึกษามา และเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ให้นโยบายไว้” ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุ

สำหรับค่าการกลั่นปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 13-14 บาทต่อบิตร ขณะที่เดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 7 บาทต่อลิตร ตรงนี้เป็นส่วนต่าง (Difference) ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไร ซึ่งในส่วนต่างตรงนี้ยังมีค่าวัตถุดิบ Premiun ทั้งหลาย เนื่องจากตอนนี้ของหายาก โรงกลั่นอาจจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาที่มีการประกาศกัน ก็จำเป็นจะต้องมีการบวกค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยเข้าไปด้วย ฉะนั้นต้นทุนเหล่านี้จึงเป็นต้นทุนที่ไม่ปกติที่เพิ่มขึ้นมา

อย่างไรก็ดี ปลัดกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ได้หารือกับโรงกลั่นแล้ว และขอให้โรงกลั่นสำแดงราคาต้นทุน (Declare) ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติสงครามว่าต้นทุน และกำไรคงเหลือเป็นเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการพิจารณากำหนด Ceiling และ Floor ที่เหมาะสมต่อไป

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.32 น.

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน ! “จุติ” จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียนสู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ  ทำงานแบบบูรณาการ  ตั้ง KPI วัดผลงานอธิบดีรายกระทรวง หากไร้ประโยชน์ให้สั่งยุบทิ้งทันที

วันที่ 2 เมษายน 2569  นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายให้ข้อเสนอแนะต่อรายงานการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน โดยเห็นใจอธิบดีกรมบัญชีกลางที่ต้องรับหน้าที่เป็น “หนังหน้าไฟ” ในระบบราชการ แม้จะมีโอกาสทำงานภาคเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ยังคงทำงานเพื่อประเทศ ซึ่งบทบาทดังกล่าวจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เพราะประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต  ต้องทำงานบูรณาการกัน  เช่น กองทุนประกันสังคม กับกระทรวงแรงงาน กองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา กับกระทรวงศึกษาธิการ กองทุนพัฒนา SME กับกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

นายจุติ ยังเสนอให้มีการประเมินบทบาทของแต่ละกองทุนอย่างจริงจัง โดยตั้งคำถามว่า กองทุนมีความจำเป็นต่อการแก้ปัญหาวิกฤตหรือไม่ ประชาชน สังคม และประเทศได้รับประโยชน์อะไร การใช้งบประมาณมีความคุ้มค่าหรือไม่ พร้อมเสนอให้กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน หากกองทุนใดไม่ผ่านเกณฑ์หรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ควรพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิก และควรใช้ KPI เป็นตัววัดผลงานของอธิบดีแต่ละกระทรวง ว่าควรจะต้องปรับปรุง หากไม่สามารถทำให้กองทุนเกิดประโยชน์ได้จริง

นายจุติ ยังฝากถึงอธิบดีกรมบัญชีกลางให้รายงานต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อบูรณาการการทำงานของกองทุนในช่วงวิกฤต โดยเน้น 3 ปัญหาหลักของประชาชน ได้แก่ 1.ปัญหาปากท้อง การมีงานทำ และการปรับโครงสร้างหนี้ 2.การเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่ล้มละลาย โดยเฉพาะบทบาทของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 3.การศึกษา โดยเฉพาะบทบาทของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ในการป้องกันเด็กหลุดจากระบบ ที่จำเป็นมากในยามวิกฤตนี้ 

นายจุติ ระบุว่า ทั้ง 3 เรื่องคือ ความฝันร้ายของประชาชนในช่วงวิกฤต พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ และบริหารกองทุนอย่างรอบคอบ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง

วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4 รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4  รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

วิปสภา วางไม่เป็นทางการรวม 32 ชม. อภิปรายนโยบายรัฐ ฝ่ายค้าน 14 รัฐบาล 5 สว. 4 รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.56 น.

‘วิปสภาฯ’ วางตุ๊กตาจัดเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลอย่างไม่เป็นทางการรวม 32 ชั่วโมง ‘ฝ่ายค้าน’ ได้ 14 ชั่วโมง ‘ฝั่งรัฐบาล’ 5 ชั่วโมง ’ครม‘ 6 ชั่วโมง ขณะที่ ‘สว.’ 4 ชั่วโมง รอเคาะอีกครั้ง 7 เม.ย.นี้

วันที่ 2 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนปิดการประชุม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกหารือพร้อมกับแจ้งผลการหารืออย่างไม่เป็นทางการตามที่หารือร่วมกับตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล ต่อการจัดสรรเวลาในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เม.ย. ทั้งนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้นัดหารือพรรคการเมืองและสว. แต่ได้เลื่อนนัดหมายออกไป ดังนั้นขอบันทึกว่าตัวแทนวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านหารืออย่างไม่เป็นทางการ เพื่อลองวางกรอบแบ่งเวลาเบื้องต้นที่ 2 ฝ่ายเห็นตรงกัน โดยเทียบกับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลก่อนหน้านี้  คือ กรอบเวลา 2 วัน วางไว้ 32 ชั่วโมง 30 นาที  แบ่งเป็น 31 ชม. สำหรับการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา และแบ่งให้เวลากับฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง 30 นาที ฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง 30 นาที และ ฝ่ายสว. 4 ชั่วโมง และให้เวลา ครม. ชี้แจง 6 ชั่วโมง และ 1 ชั่วโมงเป็นเวลาของประธาน  ขณะที่นายกฯ จะมีเวลาอ่านคำแถลงนโยบาย จำนวน 1 ชั่วโมง  30 นาทีในช่วงต้น ส่วนการแบ่งกรอบเวลาอภิปราย ในวันที่ 9 เม.ย. จะเริ่มประชุม  08.30 – 02.00 น. ส่วนวันที่ 10 เม.ย.  08.00 – 23.00 น.  

ทั้งนี้น.ส.มัลลิกา ถามย้ำว่าเป็นทางการหรือไม่หรือต้องไปหารืออีกครั้ง ซึ่งนายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นการหารือกรอบเวลาเบื้องต้นที่ควรพิจารณาหากนำไปพูดคุยกับฝั่งวุฒิสภา เพราะกังวลว่าอาจมีความกระชั้นชิดต่อการนัดหมายพูดคุยกับส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้น.ส.มัลลิกา สรุปว่า  ต้องให้เกียรติ สว. ด้วย และต้องให้สว.เห็นตรงกัน  ก่อนจะแจ้งต่อที่ประชุมอีกครั้งว่า ประธานสภาฯ ได้แจ้งให้นัดประชุมหารือตัวแทนพรรคการเมือง และ สว. ในวันที่  7 เม.ย.นี้ เวลา 09.30 น. จากนั้นได้สั่งปิดประชุม ในเวลา17.22น. 

ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI

ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI

ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.41 น.

2 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 16.35 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าประธานการประชุม พิจารณาวาระรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2567 โดยนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า กองทุนดังกล่าว ไม่ใช่กองทุนที่เลี้ยงตัวเองได้ แต่ที่อยู่ได้เพราะมีภาษีประชาชนอุ้มอยู่ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า 90% คือจ่ายให้กับเงินทุนเลี้ยงชีพ ทั้งนี้เป็นระบบประเมินที่คะแนนสวยเกินเป็นจริงเพราะมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล เพราะกรรมการกองทุนประชุมปีละครั้ง ขณะที่กองทุนดังกล่าวมีเงินหลักร้อยล้านบาท ในอนาคตเชื่อว่าสมาชิกเพิ่มขึ้น ต้องใช้งบกลางมาสมทบหลัก 300 ล้านบาทต่อปี ถือว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับไม่มีการรองรับผันผวนทางการเมืองโดยประชาชนจะแบกรับฐานะผู้เสียภาษี 

“ผมขอเสนอให้ระงับการขยายสิทธิทุนเลี้ยงชีพ และให้คงไว้เฉพาะสิทธิจำเป็น รวมถึงต้องแก้กฎหมาย กำหนดอายุงานขั้นต่ำและจำกัดเพดานสิทธิ์ นอกจากนั้นแล้วต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด และบังคับกรรมการประชุมทุกไตรมาส” นายภัณฑิล อภิปราย

ChatGPT

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายภัณฑิลอภิปรายนั้น พบว่าได้อ่านข้อความบนกระดาษ ทำให้นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ประท้วงว่าผิดข้อบังคับ 

ต่อจากนั้นเป็นการอภิปรายของ นายคริส  ซึ่งอภิปรายตั้งคำถามคือ สส.ทำงานที่คุ้มค่าเงินภาษีประชาชนหรือไม่ เพราะใช้แชทจีพีทีเขียนอภิปรายแล้วท่องไม่ได้ กลับมาอ่านในห้องประชุม แบบนี้ถือว่าทำงานคุ้มค่าภาษีที่ประชาชนจ่ายหรือไม่ เมื่อเป็นสส.ต้องทำงานให้สมกับภาษีที่ประชาชนจ่าย แต่ขณะนี้ประชาชนสงสัย สส.สมัยเดียว เป็นสส.ปีเดียว หรือ 2 ปี บางคนเป็นสามล้อถูกหวย เกาะพรรคเข้ามา แต่ไม่เก่งไม่มีความเป็นตัวเอง แต่ได้เข้ามาสู่สภาต้องทำงานให้คุ้มค่าเงินเดือน

ChatGPT

“สส.ใหม่ หรือสส.เก่า เสียสละเพื่อประเทศ ประชาชน ประเทศมีหนี้สาธารณะ  12 ล้านล้านบาท หากสส.ร่วมแรงร่วมใจ ทำให้คล้ายกับไม่กินข้าวฟรี จะทำให้สภาฯควบคุมรายจ่ายของรัฐที่แท้จริงและรักษาประโยชน์ประชาชนที่แท้จริง” นายคริส กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายคริส อภิปรายเสร็จ ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในห้องประชุมสภาฯ เมื่อนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ เดินปรี่เข้ามาหานายคริส และปะทะคารมกันเนื่องจากมีการอภิปรายพาดพิงกัยก่อนหน้านี้ จนส่อที่จะมีการวางมวยกัน ทำให้เพื่อนสมาชิกที่เห็นท่าไม่ดี ต่างกรูกันเข้าไปห้ามทางฝั่งของนายปกรณ์วุฒิ และนายคริส กันยกใหญ่ ก่อนจะแยกย้ายกันออกไป