ไชยชนก ลั่นตายตาหลับทำเพื่อชาติ ขวางขบวนการสแกมเมอร์ ฟอกเงินออนไลน์

ไชยชนก ลั่นตายตาหลับทำเพื่อชาติ ขวางขบวนการสแกมเมอร์ ฟอกเงินออนไลน์

ไชยชนก ลั่นตายตาหลับทำเพื่อชาติ ขวางขบวนการสแกมเมอร์ ฟอกเงินออนไลน์

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.52 น.

ตายตาหลับทำเพื่อชาติ ‘ไชยชนก’ ลั่นรู้สึกดีทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้ขวาง ‘ขบวนการสแกมเมอร์-แหล่งฟอกเงินออนไลน์’ ยันเดินหน้าสานงานต่อย้ำ ‘ภูมิใจไทย’ ไม่เอา ‘กาสิโน-ทุนเทา’ ยันไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องบ้านเมือง ปลุกปชช.ออกมาใช้สิทธิ์เลือกพรรคที่ควรเลือก ช่วยป้องภัยมั่นคง-ชายแดน

3 กุมภาพันธ์ 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ร่วมกับนายโกศล ปัทมะ ผู้สมัครสส.นครราชสีมา เขต 6 พรรคภูมิใจไทย และ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 9 พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่พบปะและพูดคุยกับประชาชนที่จ.นครราชสีมา

ซึ่งนายไชยชนก กล่าวช่วงหนึ่งว่า ย้อนกลับไปพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย การที่เราย้ายออกมาจากการร่วมรัฐบาลตอนนั้น จุดเริ่มต้นมาจากการคัดค้านเรื่องกาสิโน ทุกคนในพรรคไม่มีใครเห็นด้วย จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจว่าถ้ามีเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยคิดว่ามันดีแล้ว อยากจะทำ แต่ถ้าประชาชนคิดว่ามันไม่ดีหรือไม่เอา เราฟังและหยุดทันที นี่คือจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย หลังจากนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ขณะนั้นเป็น รมว.มหาดไทย ถูกบีบให้ออกจากตำแหน่ง วันนี้พอตนได้มาเป็นรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีการยกเลิก MOU ไปฉบับหนึ่งที่เป็นเหมือนประตูให้สแกมเมอร์เข้ามาอยู่ในบ้านเรา และอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกยกเลิกคือเรื่องการพนันออนไลน์ ที่มีทั้งการสแกนม่านตา การทำดิจิทัลวอลเล็ตหรือการทำโทเค็น พูดง่ายๆ คือเป็นระบบที่จะทำให้ฟอกเงินแบบออนไลน์ได้ ซึ่งไทยจะกลายเป็นแหล่งให้กลุ่มสแกมเมอร์เข้ามาฟอกเงินออนไลน์ของทั่วโลกทันที 

“วันนี้ที่ได้เข้าไปยกเลิกรู้สึกว่าดีใจที่ได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่ และตายตาหลับ อย่างน้อยก็มีสิ่งหนึ่งที่ได้ทำเพื่อชาติบ้านเมืองแล้ว และสัญญาว่าจะทำต่อไป อยากจะย้ำว่า ที่มายืนตรงนี้ ไม่ได้มาสาดโคลนใส่ใคร ทุกอย่างที่บอกล้วนเป็นเรื่องจริงที่เจอในตอนทำงาน มีหลักฐานชัดเจนทุกอย่าง ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว และเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เรื่องเงินสแกมเมอร์ เงินเทา ที่กลายเป็นเงินสนับสนุนให้ประเทศเพื่อนบ้านเรามีเงินไปซื้ออาวุธมาทำร้ายประเทศไทย นี่คือผลงานในช่วงเวลา 3 เดือนของรัฐบาลนายกอนุทินที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังไปไล่ดูข้อมูลการเงินกลุ่มต่างๆ จนนำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์กลุ่มเบนสมิท และอีกหลายกลุ่ม ซึ่งเราเพิ่งเริ่มทำ ดังนั้น เราต้องกลับมาสานต่อ เพื่อทำให้เรื่องนี้หมดไป” นายไชยชนก กล่าว

นายไชยชนก กล่าวด้วยว่า ในช่วงการรบระหว่างไทย-กัมพูชา ตนมาเป็นรมว.ดิจิทัลฯ ได้ไปช่วยในเรื่องของการส่งเสริมพัฒนาอุปกรณ์โดรน ครั้งแรกรบไปไม่มีใครทราบ พอมารบกันครั้งที่ 2 แม้เราจะมีทั้งเครื่องบินรบ มีกริพเพ่น แต่ถ้าเรารบครั้งที่ 2 ทันที ต่อให้เรารบชนะ เราจะสูญเสียทหารแนวหน้าเยอะมาก เพราะตอนนั้นสิ่งที่เราสู้ไม่ได้คือเรื่องโดรน เลยชะลอสถานการณ์ เพื่อเติมทัพให้พร้อม เมื่อพร้อมแล้วก็รบในรอบสุดท้ายที่เด็ดขาดเบ็ดเสร็จไปตอนนั้น ซึ่งทำให้มีคนคิดไปว่าเราไม่เอาจริง ทั้งที่ไม่ใช่ เพราะเราเห็นว่าชีวิตของคนไทยทุกคนมีค่า 

“ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ทำไมถึงเป็นเรื่องสำคัญเป็นพิเศษ และที่ต้องมาขอให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียง แล้วเลือกพรรคที่ควรจะเลือก เพราะวันนี้เรามีภัยความมั่นคง เรารบกับกัมพูชา แต่มันยังไม่จบ ยังมีสถานการณ์โลกที่กำลังเกิดขึ้น และกำลังจะร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ” นายไชยชนก กล่าว

ทวี ชง พ.ร.บ.สันติภาพ ดับไฟใต้ ดึงกัญชา-กระท่อม กลับไปเป็นยาเสพติด

ทวี ชง พ.ร.บ.สันติภาพ ดับไฟใต้ ดึงกัญชา-กระท่อม กลับไปเป็นยาเสพติด

ทวี ชง พ.ร.บ.สันติภาพ ดับไฟใต้ ดึงกัญชา-กระท่อม กลับไปเป็นยาเสพติด

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.35 น.

ประชาชาติ เร่งโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง! ทวี ชง พ.ร.บ.สันติภาพ ดับไฟใต้แทน กฎอัยการศึก ลั่นประกาศสงครามยาเสพติด นำกัญชา-กระท่อม กลับไปเป็นยาเสพติด – ล้างหนี้กยศ.

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงยุทธศาสตร์พรรคฯ มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ชูนโยบายแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกฎหมายใหม่ “พ.ร.บ.สันติภาพ” แทนกฎอัยการศึก พร้อมประกาศสงครามยาเสพติด นำกัญชากลับเข้าบัญชียาเสพติด และผลักดันระบบการเงินปลอดดอกเบี้ยเพื่อแก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน

พ.ต.อ.ทวี กล่าวถึงทิศทางและยุทธศาสตร์ของพรรคในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 โดยเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเลือกญาติพี่น้องหรือคนรู้จักเข้าไปเป็น ส.ส. แต่เป็นการเลือกเพื่ออนาคตที่ดีและการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานาน

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า ในประเด็นปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาภาคใต้ไม่ใช่เรื่องของคนในพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นวาระของรัฐบาลไทยและคนทั้งประเทศ, โดยเสนอว่ากฎหมายความมั่นคงเดิมที่ใช้อยู่ เช่น กฎอัยการศึก หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างกฎหมายใหม่ อาจตราเป็น “พ.ร.บ.สันติภาพ” หรือ “พ.ร.ก.สันติภาพ” เพื่อเปิดทางให้มีการพูดคุยและสร้างสันติสุขอย่างแท้จริง ขณะที่ด้านเศรษฐกิจและปากท้อง เราเน้นแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งปัจจุบัน มีลูกหนี้กว่า 3.5 ล้านรายที่กำลังติดอยู่ในกับดักหนี้ที่ไม่มีวันจบสิ้น จากการกู้ยืมมาเพื่อการศึกษา เพื่อสร้างอนาคต 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่า เงินก้อนนี้ถูกกู้ยืมมาเพราะความจำเป็น ไม่ใช่เพราะความฟุ่มเฟือย แต่ด้วยโครงสร้างที่บิดเบี้ยว เงินเหล่านั้นกลับกลายเป็นโซ่ตรวนทำให้การใช้หนี้คืนเป็นเรื่องยาก เราจึงจำเป็นต้องแก้ไขความผิดพลาดเชิงระบบให้ยั่งยืน และมีแผนปฏิบัติการอย่างชัดเจน

โดยแบ่งดังนี้ กลุ่มผู้กู้อายุ 35 ปีขึ้นไปต้องปลดหนี้ทันที เพราะถ้าคำนวนจากการเรียนจบอายุ 22 ปี เริ่มใช้หนี้จริง 24-25 ปี เมื่อนับถึงอายุ 35 ปี เท่ากับว่าต้องแบกหนี้ก้อนนี้มาแล้วกว่า 10 ปี จึงควรจะต้องระงับการส่งเงิน ปิดบัญชีทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ คืนศักดิ์ศรีและโอกาสให้คนวัยสร้างตัว กลับมาดูแลครอบครัวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลัง

กลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปี หากชำระหนี้ตามกำหนด จะปลดหนี้ให้ทั้งหมดทันที เพื่อให้เงินส่วนนี้กลับไปเป็นต้นทุนในการดูแลบุตรหลานและสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง 

กรณี อายุต่ำกว่า 35 ปี และค้างชำระ จะปลดหนี้แบบมีเงื่อนไข มี 2 ทางเลือกที่เป็นธรรม

1) ชำระคืนเฉพาะเงินต้นเพียง 10% (ฟรีดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ) หรือ 

2) เลือกทำงานทดแทนให้ภาครัฐเป็นเวลา 2 ปี ในงานบริการสาธารณะหรือพัฒนาชุมชนที่มีค่าตอบแทนให้ เพื่อเปลี่ยนแรงกายเป็นโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ต้องยืนยันว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน รัฐต้องให้ความคุ้มครองความยากจน ความยากไร้จะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาไม่ได้ และต้องไม่มีการลงโทษที่เกิดจากความตั้งใจเพื่อการศึกษา

การล้างหนี้ กยศ. คือการปลดโซ่ตรวนตลอดชีวิต ให้คน 3.5 ล้านคนได้รับความเป็นธรรม กลับสู่ระบบเศรษฐกิจ ลดภาระคดีความในศาล เพิ่มกำลังซื้อ คืนคนมีคุณภาพให้ประเทศ ทรัพย์สินที่แพงที่สุดของคนคือมันสมอง ที่เป็นจุดกำเนิดของความคิดและปัญญา การด้อยการศึกษาคือด้อยการคิดและโอกาส พรรคประชาชาติจึงเน้นการพัฒนาการศึกษาอย่างครบวงจร หาทุนให้เรียน ติดหนี้เพราะเรียน ต้องล้างให้ และยกเลิกอย่างถาวร”หนี้การศึกษาไม่ควรติดตัวคนไปจนตาย” แต่ควรเป็นบันไดที่ส่งให้ทุกคนก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม และความยุติธรรมที่ดีที่สุด คือการให้โอกาส คนได้กลับมาตั้งตัวใหม่ได้ครับ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังเสนอโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิม คือระบบการเงินที่ “ปลอดดอกเบี้ย” และการผลักดันให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตการค้าเสรี (Free Trade) เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับคุณภาพชีวิต 

“พรรคประชาชาติจะผลักดันระบบเศรษฐกิจทางเลือกที่ไม่หากินกับดอกเบี้ย เช่น สหกรณ์อิสลาม หรืออุตสาหกรรมการเงินอิสลาม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและช่วยให้คนตั้งตัวได้ และสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เสนอให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอ เป็นเขตการค้าเสรีและลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อชดเชยความสูญเสียจากเหตุการณ์ความไม่สงบตลอด 20 ปีที่ผ่านมา”

สำหรับปัญหาสังคม พ.ต.อ.ทวี แสดงจุดยืนชัดเจนเรื่องนโยบาย “กัญชา” โดยระบุว่าต้องนำกัญชากลับมาเป็นยาเสพติดให้ได้ เพราะการปลดล็อกกัญชาเสรีในปี 2565 ส่งผลกระทบทำให้ยาเสพติดระบาดหนักในภาคใต้ สร้างความทุกข์ให้กับครอบครัว โดยพรรคตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ผู้ค้ายาเสพติดเป็นศูนย์ และนำผู้เสพไปบำบัดรักษาให้ได้ 100%

“เราต้องยึดถือความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง เลือกความถูกต้องมากกว่าบุญคุณ และเลือกระบบคุณธรรมเหนือระบบอุปถัมภ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” พ.ต.อ.ทวี ระบุ

นายกฯ กำชับครม. เต็มประสิทธิภาพ จนกว่าจะมีการถวายสัตย์

นายกฯ กำชับครม. เต็มประสิทธิภาพ จนกว่าจะมีการถวายสัตย์

นายกฯ กำชับครม. เต็มประสิทธิภาพ จนกว่าจะมีการถวายสัตย์

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.17 น.

นายกฯ กำชับครม. เต็มประสิทธิภาพ จนกว่าจะมีการถวายสัตย์ สั่งเร่งช่วยเหลือ พร้อมให้คำแนะนำครอบครัวทหาร ให้ได้รับค่าเยียวยาโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมครม.ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานการประชุมครม. กล่าวก่อนเข้าวาระการประชุมโดยได้กำชับให้รัฐมนตรีทุกคน ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ แม้ว่าเป็นสัปดาห์สุดท้าย ก่อนการเลือกตั้ง แต่ภารกิจหน้าที่ความเป็นคณะรัฐมนตรี จะต้องบริหารราชการด้วยความพร้อมและเต็มประสิทธิภาพ จนกว่าจะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ

นอกจากนี้ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปีถือเป็นวันทหารผ่านศึก โดยได้มอบหมายให้ รมว.กลาโหม เป็นตัวแทนวางพวงมาลา ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และในวันนี้มีกิจกรรมพิเศษที่จัดโดยองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ มีพิธีบรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา จำนวน 42 นาย ซึ่งได้รับการบรรจุในหอเกียรติยศภายในอนุสาวรีย์ ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่รัฐบาล โดยกระทรวงกลาโหมได้คำนึงถึงวีรกรรมทหารที่เสียชีวิตปกป้องอธิปไตย และได้กล่าวขอบคุณกระทรวงกลาโหมที่ได้จัดกิจกรรมอย่างสมเกียรติ 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กำชับรมว.กลาโหม เกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของทหารที่ยังไม่ได้รับค่าเยียวยาในส่วนต่างๆ ซึ่งแต่ละครอบครัวอาจจะมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคต่างๆ กัน โดยขอให้กระทรวงกลาโหมสั่งการไปยังหัวหน้าหน่วยต่างๆ ให้ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ หรือเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหา ให้ได้รับเงินเยียวยาโดยเร็วและครบถ้วน และให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยกำชับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอที่ครอบครัวอาศัยอยู่ เร่งสรุปดำเนินการเงินเยียวยาโดยเร็วเช่นกัน

คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.11 น.

“คุณหญิงกัลยา” ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก ลั่นลูกหลานต้องไม่เริ่มชีวิตด้วยหนี้ มั่นใจ “ดร.เอ้” แก้ปัญหา กทม.จมน้ำได้ ชาวบ้านชมตัวจริงสวยดูดีกว่าในทีวี

3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เขตหนองจอก กทม.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, ดร.ธีระวิทย์ วงเพชร ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 18 และ นายพงศ์ปณตพล รักสกุลกานต์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 20 ลงพื้นที่หาเสียงในเขตหนองจอกบริเวณโรงเรียนวัดทิพพาวาส พูดคุยกับผู้ปกครองที่เดินทางมาส่งลูกหลานเข้าเรียน โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น หลายคนเข้ามาชื่นชมและแซวว่า “ตัวจริงสวยกว่าในทีวี” พร้อมบอกว่าจะลงคะแนนให้พรรคไทยก้าวใหม่ทั้ง 2 ใบ เพราะชอบนโยบายด้านการศึกษาของพรรค

คุณหญิงกัลยา เน้นย้ำนโยบายปฏิรูปการศึกษาที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาคนและประเทศ โดยระบุว่าพรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายสนับสนุนให้เรียนฟรีจนจบปริญญาเอกในทุกสาขาวิชา ไม่ว่าจะเรียนแพทย์หรือสายวิชาใด เพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เรียนในระดับสูงสุด และลดภาระพ่อแม่และป้องกันไม่ให้เด็กต้องเริ่มชีวิตวัยทำงานด้วยหนี้ กยศ. พร้อมให้กำลังใจเด็กที่มีความฝันจะเป็นแอร์โฮสเตส โดยยกตัวอย่างตนเองที่มาจาก “เด็กบ้านนอกคอกหมูสีคิ้วสู่ทำเนียบรัฐบาล” ได้เพราะการศึกษา

“พ่อแม่จะเหนื่อยที่สุดตอนที่ต้องส่งลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาจ่าย หากการศึกษาดีจริงต้องทำให้ครอบครัวสบายขึ้น ไม่ใช่เป็นหนี้เพิ่ม ดังนั้นพรรคไทยก้าวใหม่จะทำให้เรียนฟรีจริง ทำให้ลูกหลานจบแล้วมีงานทำ ไม่ต้องเริ่มชีวิตด้วยหนี้ กยศ. และการศึกษาที่ดีต้องทำให้บ้านเราสบายขึ้น ถ้าเรียนแล้วทำให้พ่อแม่ลำบาก แบบนั้นไม่เรียกการศึกษา แบบนั้นเรียกว่าหนี้” คุณหญิงกัลยา กล่าว

จากนั้นคุณหญิงกัลยายังเดินเข้าไปทักทายพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในตลาดละแวกใกล้เคียงอย่างเป็นกันเอง ซึ่งชาวบ้านแซวว่า “เห็นแต่ในทีวี เพิ่งเคยเจอตัวจริง สวยกว่าในรูป” พร้อมยืนยันว่าจะลงคะแนนให้พรรคไทยก้าวใหม่ทั้ง 2 ใบ

นอกจากนี้ มีชาวบ้านสะท้อนถึงความกังวลว่ากรุงเทพฯ น้ำจะท่วมในอนาคต คุณหญิงกัลยาจึงให้ความมั่นใจว่า หากเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ กรุงเทพฯ จะไม่จมน้ำแน่นอน เนื่องจากมี นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งมีความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติให้กับคนกรุงเทพฯ ขอให้มั่นใจในพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมกันนี้ ยังมีชาวบ้านฝากให้พรรคเข้าไปแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งราคาเพียงแค่ 20 บาทก็ซื้อได้ เมื่อแจ้งหน่วยงานไปก็ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่พร้อมอาสาเข้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้พื้นที่อย่างจริงจัง ต่อมา ดร.คุณหญิงกัลยาขึ้นรถแห่หาเสียงไปยังตลาดเย็นวิลล่า ขอคะแนนจากพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ โดยพ่อค้าแม่ค้าต่างเข้ามาให้กำลังใจบอกว่ารู้จัก ดร.สุชัชวีร์ และ ดร.คุณหญิงกัลยาอยู่แล้ว เลือกแน่นอน

จากนั้นคุณหญิงกัลยาลงพื้นที่ซอยฉลองกรุง 29 บริเวณนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง พบปะกับชาวบ้านในพื้นที่ มีชาวบ้านบางรายนำดอกไม้มามอบให้ บางรายระบุว่าติดตามมานาน เป็นคนโคราชบ้านเดียวกัน จึงเน้นย้ำถึงการผลักดันการศึกษาของลูกหลานซึ่งจะเป็นบันไดสู่อนาคตที่ดีของประเทศต่อไป

ในตอนท้าย คุณหญิงกัลยา ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ช่วงที่ผ่านมา ได้ไปเดินสายมาสัก 4-5 จังหวัด ทั้งขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และโคราช เพราะอยากให้คนโคราช 1 คน ผู้หญิง จากสีคิ้ว จะทำประโยชน์ตอบแทนคุณแผ่นดิน อีสาน และประเทศไทยให้ได้ จะทำให้อีสานรวยได้ และทำสำเร็จมาแล้วดูได้จาก ชุมแพโมเดล

คุณหญิงกัลยา ยังกล่าวถึงนโยบายหลัก 3 ด้านของพรรค ได้แก่ 1.การพัฒนาคน ให้มีความรู้ทันสมัย 2.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยจะผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือภัยพิบัติ เพื่อไม่ให้คนไทยต้องตายฟรี 3.การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การซ่อมบำรุงรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อลาวและจีน ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ของเด็กอาชีวะและวิศวะให้สูงขึ้นเป็นหลักแสนบาท

“การตอบรับดีมาก ไปเจอนักเรียน นักเรียนก็มีความฝัน อยากจะเป็นหมอบ้าง อยากจะเป็นแอร์โฮสเตสบ้าง ก็บอกเขาว่า เรียนไปเลย เรียนแล้วสิ่งที่เขาอยากจะเป็น เขาต้องเป็นให้ได้ พรรคไทยก้าวใหม่สนับสนุนให้เรียนฟรี ถึงปริญญาเอก ถ้าคนอยากเรียนหมอ ก็เรียนไปเลย ขอให้สอบให้ได้ พรรคไทยก้าวใหม่จัดให้ค่ะ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

อนุทิน ย้ำพรรคอันดับหนึ่งชอบธรรมตั้ง รบ.ก่อน ไม่ปิดประตูจับมือน้ำเงิน-แดง

อนุทิน ย้ำพรรคอันดับหนึ่งชอบธรรมตั้ง รบ.ก่อน ไม่ปิดประตูจับมือน้ำเงิน-แดง

อนุทิน ย้ำพรรคอันดับหนึ่งชอบธรรมตั้ง รบ.ก่อน ไม่ปิดประตูจับมือน้ำเงิน-แดง

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.05 น.

อนุทิน ย้ำพรรคอันดับ 1 ชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่มีใครแย่ง หากถูกชวน ต้องดูรับเงื่อนไขได้หรือไม่ ชม MOA-MOU พรรคส้มเข้าท่า จะได้ไม่โดนเบี้ยวสัญญาลูกผู้ชายตอนหลัง ลั่นไม่ปิดประตูจับมือน้ำเงิน-แดง ชี้ ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร ไม่คิดแก้แค้น เหตุไร้ประโยชน์ ไม่หวั่นถูกเช็กบิลเขากระโดง-ฮั้วสว. เผย 8 ก.พ.เกาะติดอยู่บุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแคนดิเดตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีระบุพรรค ภท.จะได้ สส.แบบแบ่งเขต 200 ที่นั่ง และสส.บัญชีรายชื่อ 20 ที่นั่ง ว่า ตนไม่เคยปราศรัยแบบนี้ แต่เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ไปปราศรัยที่ จ.สุพรรณบุรี มีแต่บอกเป็นสำเนียงเหน่อแบบสุพรรณบุรีว่า พ่อก็หมา แม่ก็หมา ลูกก็หมา หมากันทั้งบ้าน ไม่เคยพูดตัวเลขในการปราศรัย 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินหรือไม่ ตัวเลขล่าสุดของพรรค ภท.จะได้ สส.เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาประเมินก็ต้องเล็งผลเลิศไว้ก่อน เพราะเรามีการติดตามรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร สส.เราทุกเขตทั่วประเทศ เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้มีพรรคการเมืองใดมาทาบทามร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน ร้องโอ้ย พร้อมระบุว่า เอาให้ผ่านวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ให้ได้ก่อนเถอะ 

เมื่อถามถึงกรณีนายกฯระบุพรรค ภท.จะเป็นที่ 1 ในขั้ว หมายความว่าจะพยายามรวบรวมเสียงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราพยายามรักษากติกาทางระบอบรัฐสภาให้มากที่สุด ซึ่งกำหนดไว้ว่าเลือกเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เป็นรัฐบาลก็ควรมีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าจะเป็นแกนนำรัฐบาลควรจะเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐบาล ตรงไปตรงมาที่สุด ปฏิบัติมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม เมื่อถามว่า หลังปิดหีบเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. จะเห็นภาพการจับขั้วรัฐบาลได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่ารอให้ตัวเลข จำนวน สส.ของแต่ละพรรคมันนิ่งก่อน ซึ่งกว่าจะนิ่งหลังจากปิดหีบ 17.00 น. ตัวเลขที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างน่าจะมี 21.00-22.00 น.

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลการเลือกตั้งพรรคอันดับ 1 ควรจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นอย่างนั้นมาโดยตลอด พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน เมื่อจัดไม่ได้ก็เป็นสิทธิของพรรคอันดับ 2 เมื่อยังจัดไม่ได้อีกก็เป็นพรรคอันดับ 3 มันไล่ตามลำดับอยู่แล้ว ไม่เคยมีนะใครจะมาแย่งคนแรกจัด มันมีกฎ กติกา มารยาทของมันอยู่ 

เมื่อถามอีกว่า หากพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นพรรคอันดับ 1 พรรค ภท.จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคอันดับที่ 1 สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก่อนอยู่แล้ว ลองดูการเลือกตั้งคราวที่ผ่านมา ทั้งปี 62 และปี 66 เป็นไปตามกลไก พรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังดำรงสภาพเป็นพรรคที่มี สส.ในสภาสูงสุดทุกครั้ง ปี 62 พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ปี 66 พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกน ส่วนปี 69 “ก็” จากนั้นนายอนุทินได้หยุดพูดพร้อมกับพยักหน้า ก่อนจะกล่าวว่า มีแต่รัฐบาลของตนที่กำหนดวาระชัดเจน 4 เดือน มันก็เลยมีสภาพเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ในขั้วรัฐบาลของตน พรรค ภท.ก็มีจำนวนสมาชิกมาก เราอยู่ในกติกา ไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากการฟอร์มรัฐบาลอื่นเลย เมื่อถามย้ำว่า หากพรรค ปชน.มาเป็นอันดับ 1 อาจจะถูกพรรคการเมืองอันดับ 2 3 และ 4 ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล และลอยแพ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเขาจัดได้ใครจะไปลอยแพเขาล่ะ ถ้าเขาจัดได้ สมมุติมาเป็นอันดับที่ 1 แล้วสามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ การฟอร์มรัฐบาลมันก็จบตรงนั้น 

เมื่อถามว่า ในการจับขั้วรัฐบาลจะให้เวลาพรรคอันดับ 1 ในการจับขั้วรัฐบาลกี่วัน พรรคอื่นถึงจะตั้งรัฐบาลแข่งได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนก็เห็นทุกพรรคให้เวลาต่อกันและกันเสมอ อย่างคราวที่แล้วพอพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลต่อได้ก็มีสปิริตดีมาก ออกมาประกาศว่าเขาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และให้ทางพรรค พท.ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลต่อ ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องรอให้พรรคอันดับ 1 ประกาศก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ทราบคำว่าต้องหมายความว่าอะไร เพราะไม่เคยเป็นพรรคอันดับ 1 ไม่ใช่เป็นตัวกำหนดหรือเดินเกม เมื่อถามว่า หากพรรค ปชน.เป็นอันดับ 1 พรรค ภท.จะไปโหวตแคนดิเดตนายกฯจากพรรค ปชน.ให้หรือไม่ นายอนุทิน ย้อนถามกลับว่า เขาเรียกเราไหมล่ะ เขาเชิญเราไหมล่ะ และหากเชิญก็ต้องมานั่งคุยกัน เรายังไม่รู้ใครเป็นพรรคอันดับ 1 อันดับ 2 แล้วเงื่อนไขมีหรือไม่ รับนโยบายของเราได้หรือไม่ ไม่ใช่แบบพอตั้งรัฐบาลก็รับเงื่อนไข แต่พอผ่านไป 1 ปีแล้วเอาออกแบบนี้

“พรรค ปชน.ก็ทำตัวอย่างที่ดีเหมือนกัน ถ้าทำอะไรกับพรรค ปชน.เขาก็จะมี MOA หรือ MOU ซึ่งอย่าไปมองว่าเรื่องเยอะหรืออะไร มันก็ดี เหมือนมีคัมภีร์เอาไว้ให้เดินตาม เพราะบางที Gentleman agreement  ถึงเวลาจริงๆ ก็จะมีเหตุนู่นเหตุนี่ อ้างไปเรื่อย ทำให้เกิดความไม่นิ่งทางการเมือง”นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพรรค ปชน.มาเชิญร่วมรัฐบาล พรรค ภท.จะมี MOA กำกับเขาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เอาไว้รอก่อน อย่าเพิ่งพูดอะไรก่อนผลการเลือกตั้งจะออก เพราะผลการเลือกตั้งมันถูกกำหนดโดยประชาชน เพราะฉะนั้น ไปพูดอะไรชี้นำ สำหรับตนการที่ไปพูดอะไรก่อนเท่ากับไม่รับฟังเสียงประชาชน หรือไม่ให้ความเคารพต่อเสียงประชาชน ตนก็ระมัดระวังตรงนี้มากๆ ผู้สื่อข่าวต้องไม่ถามบ่อยเดี๋ยวเผลอ 

เมื่อถามว่า หากพรรค ภท.มาเป็นอันดับ 1 ทุกอย่างจะง่ายและเร็วใช่หรือไม่ นายอนุทินร้องหึพร้อมกับยิ้ม และไม่ตอบถาม เมื่อถามย้ำ มีพรรคในใจที่จะจับมือร่วมรัฐบาลแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทินหัวเราะ ไม่ตอบคำถาม 

เมื่อถามว่า ถ้าพรรค ภท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะมีการทำ MOA กับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นการป้องกัน ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันจะต้องมีอะไรไว้เป็นถ้อยคำ เมื่อถามอีกว่า การทำ MOA จะเป็นการย้อนเกล็ดกับสิ่งที่เขาเคยทำกับเราตอนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันคนละเรื่องกัน เพราะ MOA นั้นเป็นการบอกกับเขาว่าอย่างไร เราก็อยู่ 4 เดือน แต่พอถึง 2 เดือนกว่า เขามีเงินเงื่อนไขที่อยู่นอก MOA มา ซึ่งเราไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นได้ เขาก็บอกว่าอย่างนั้นให้เรายุบสภาไป ตนก็ยุบสภา เพราะมีคนบอกให้ตนยุบสภา เราเป็นเสียงข้างน้อย

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ หลังการเลือกตั้ง พรรคสีแดงกับพรรคสีน้ำเงินจะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ก็กลับไปคำตอบเดิม ตนต้องรอผลการเลือกตั้งให้นิ่งเสียก่อน ยังมีเวลา รัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องจัดภายในคืนวันที่ 8 ก.พ.หรือในสัปดาห์แรก ครั้งที่แล้วปี 66 ใช้เวลาการจัดตั้งรัฐบาล เกือบ 2 เดือนกว่าจะมีรัฐบาล เมื่อถามว่า จะให้คำมั่นกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) อย่างไร หากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเนื่องจากหลายพรรคประกาศไม่เอาพรรค กธ. นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้เราให้การเลือกตั้งดำเนินไปเสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อน ทุกพรรคควรจะใช้เวลา บริหารจัดการพรรคตัวเอง ให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มากที่สุด

เมื่อถามว่า อีก 4 วัน จะถึงวันเข้าคูหาเลือกตั้งแล้วรู้สึกตื่นเต้นหรือไม่ เพราะเป็นพรรคที่มีกระแสนำ นายอนุทิน กล่าวว่า ตื่นตัวมากกว่า คงไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เพราะชีวิตนี้ผ่านการเลือกตั้ง ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ 4 รอบแล้ว ในฐานะสมาชิกพรรคอีก สมัยก่อนตอนเด็กๆ ที่ตามพ่อไปดูการเมืองก็เห็นสภาพนี้มาหลายรอบแล้ว ค่อนข้างที่จะคาดเดาและบริหารความรู้สึก บริหารความคาดหวังได้ระดับหนึ่ง แต่ถามว่าตื่นตัวไหม มีลุ้นไหม ก็มีอยู่แล้ว มนุษย์ปุถุชนแข่งขันกัน เราก็ต้องลุ้น ให้ฝ่ายที่เรารับผิดชอบประสบความสำเร็จให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่า กับพรรค พท.จะลืมเรื่องราวในอดีตที่เขาทำกับเราตอนนั้นแล้วกลับมาจับมือกันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตนเป็นคนที่มีอุปนิสัย คือ คนที่ทำอะไรดีไว้ ก็ไม่ค่อยลืม คนที่ทำไม่ดีกับเราก็ลืมๆ ลืมง่าย เพราะเราอยากเจอหน้าใครเราอยากจะยิ้มและยกมือไหว้ และไม่อยากคิดอะไรให้ขุ่นข้องหมองใจ

 เมื่อถามอีกว่า คำว่าการเมืองไม่มี มิตรแท้และศัตรูที่ถาวรใช้ได้ กับนายกฯหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ศัตรูถาวรตนมีอยู่แล้ว แต่ตนจะแสดงออกหรือเปล่า แล้วมันมีประโยชน์อะไรในการไปทำ ตั้งแต่ที่ตนเป็นนายกฯมา 4 เดือน มีไหม ก็มีอำนาจมีไหม ก็มี คิดแก้แค้นเช็คบิลอะไรใคร ก็สามารถทำได้หมด แต่มันไม่มีประโยชน์ เพราะเราจะทุกข์ไปด้วย เราไปทำอะไรเขาเราก็ต้องระมัดระวังว่าเขาจะสวนกลับมา ทุกคนมีมือมีเท้าเท่ากัน ดีที่สุดคือ คิดแต่เรื่องดีๆ ทุกคนก็มีเรื่องดีๆ ต่อกัน ไอ้เรื่องที่ไม่ดีอย่างไรก็ไม่ลืม ก็อย่าไปเอามันขึ้นมาเป็นประเด็น เมื่อถามว่า พรรค พท.มาง้อหรือยัง นายอนุทินหัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า “อุ้ย ทำไมต้องง้อ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ลงพื้นที่อ่านใจประชาชนได้หรือไม่ ว่าประชาชนจะให้ผ่านโปรหรือไม่ในการทำงานช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา นายอนุทิน กล่าวว่า ตนก็ถามทุกเวทีจะให้ผ่านโปรหรือเปล่า ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็ตบมือและส่งเสียงกรี๊ด ให้กับตน และตนก็ยังเสียงแหบอยู่ตอนนี้

เมื่อถามว่า วันเลือกตั้งจะมีวอร์รูมที่ไหนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ จ.บุรีรัมย์ และวางแผนไว้ว่า จะขับรถตระเวนไปดูพื้นที่เลือกตั้ง ทั้งบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ตนเดินทางไปหาลูกบ้านบ่อยอยู่แล้ว พอถึงเวลาอันควร สอบถามจากเขตอื่นๆ แล้วค่อยตัดสินใจ ว่าจะนอนค้างบุรีรัมย์ หรือจะกลับมาที่กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวไม่ต้องตาม เพราะอาจจะกลับกรุงเทพฯ เมื่อถามว่า จะไม่มาลุ้นหรือจับขั้วที่กรุงเทพฯหรืออย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ อยู่ในบ้านก็รู้สึกโล่งใจ ปลอดภัยดี เมื่อถามอีกว่า ถ้ามีการจับมือหรือจับขั้วจะต้องไปหาที่ จ.บุรีรัมย์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามเพียงแค่หัวเราะในลำคอ

เมื่อถามย้ำว่า แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากต้องรักษาการตำแหน่งนายกฯด้วย จะรู้สึกกดดันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราทำในสิ่งที่ดีที่สุด อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แล้วก็ต้องทำ ไม่ใช่ในฐานะนายกฯ ก็ทำหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ

เมื่อถามว่า หากได้กลับมาเป็นนายกฯอีกรอบกังวลหรือไม่ว่า จะถูกเช็คบินในหลายๆเรื่อง นายอนุทิน ย้อนถามว่า เรื่องอะไรบ้าง ผู้สื่อข่าวตอบว่า หลายๆ เรื่องทั้งเรื่องเขากระโดงและเรื่องฮั้ว สว. นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเขากระโดงการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังฟ้องอยู่ อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนและตามกฎหมาย ไม่มีการชี้นำ ไม่มีการกดดัน หรือแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้น

“ผมพูดได้อย่างเต็มปาก ไม่ว่าจะเป็นตัวของผมเองหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ได้มีเรื่องนี้อยู่ในลำดับความสำคัญเพราะเป็นหน้าที่ของการรถไฟฯถ้าเขาคิดว่าทรัพย์สินนี้เป็นของเขา แล้วเขาคิดว่าถ้ามีใครมาบุกรุก เขาก็ต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การรถไฟฯได้ส่งเรื่องมาที่มหาดไทยแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่จะทำเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทยจะต้องมีคำสั่งศาลสั่งมา ต้องฟ้องศาลให้เรียบร้อย กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยไม่สามารถที่จะไปเพิกถอนที่ดินของใครได้ถ้าไม่มีคำสั่งศาล สมมุติว่าถ้ามีคำสั่งศาลมาเมื่อไหร่ เขาก็ดำเนินการทันทีอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเลย

แม่หน่อย กู้ชีพ30บาทก่อนล่มสลาย เปิดแผนจับ 30บาท ประกันสังคม เพิ่มสิทธิบริการดีขึ้น

แม่หน่อย กู้ชีพ30บาทก่อนล่มสลาย เปิดแผนจับ 30บาท ประกันสังคม เพิ่มสิทธิบริการดีขึ้น

แม่หน่อย กู้ชีพ30บาทก่อนล่มสลาย เปิดแผนจับ 30บาท ประกันสังคม เพิ่มสิทธิบริการดีขึ้น

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.59 น.

สุดารัตน์ ประกาศขอเข้าไปกู้ชีพ 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนล่มสลาย  ลั่นให้ประกันสังคม และ30 บาท จับมือเพื่อเพิ่มสิทธิ์ผู้ประกันตนมั่นใจด้วยความรู้ประสบการณ์ จะทำให้ผู้มีสิทธิ์ 30 บาทและผู้ประกันตน ได้รับสิทธิและบริการดีขึ้นแน่นอน

3 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทยหมายเลข48 แถลงข่าวโดยเปิดเผยถึงวิกฤตงบประมาณและระบบสาธารณสุขไทยที่กำลังเผชิญกับ “ระเบิดเวลา” จากภาระงบประมาณบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรคที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 2.7 แสนล้านบาท แต่กลับส่งผลให้โรงพยาบาลขาดทุนสะสมร่วมหมื่นล้านบาทและบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานหนักเกินขีดจำกัด คนไทยเจ็บป่วยมากขึ้น 

คุณหญิงสุดารัตน์ ชี้ให้เห็นการบริหารจัดการงบประมาณรายหัวที่ปัจจุบันสูงถึง 4,173 บาท แต่เงินกลับไปถึงโรงพยาบาลเพียงน้อยนิดเนื่องจากถูกกักไว้ที่ส่วนกลางโดยเฉพาะเงินส่งเสริมสุขภาพ 681 บาทต่อหัว ไปถึงรพ. น้อยมาก แต่ถูกใช้ตามความต้องการทางการเมือง ซึ่งขัดกับหลักการกระจายอำนาจที่ตนเคยทำไว้ในอดีตที่ส่งงบประมาณตรงถึงโรงพยาบาลถึงร้อยละ 80-90 เพื่อให้โรงพยาบาลมีอิสระในการดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่จนเปลี่ยนจากระบบ “ซ่อมสุขภาพ” (Sick Care) ให้กลายเป็นระบบ “สร้างสุขภาพ” (Health Care) อย่างแท้จริง

ในส่วนของปัญหาบุคลากรทางการแพทย์นั้น คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่าเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงในการกระจายตัวของแพทย์ โดยในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนแพทย์ 1 คนต่อประชากร 462 คน แต่ในจังหวัดเช่น บึงกาฬกลับมีสัดส่วนสูงถึง 1 ต่อ 5,000 คน ส่งผลให้หมอในต่างจังหวัดต้องทำงานหนักกว่า 80-100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จนเกิดปรากฏการณ์ลาออกเป็นจำนวนมาก พรรคไทยสร้างไทย

จึงเสนอแนวทาง “กู้ชีพ 30 บาท” ด้วยการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนให้บุคลากรในพื้นที่ห่างไกลสูงกว่าในเมืองเพื่อดึงดูดบุคลากรให้อยู่ในระบบ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เช่น ระบบจองคิวผ่านแอปพลิเคชันเพื่อลดการรอคอย และการใช้ AI หรือ Telemedicine เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดภาระงานของแพทย์และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลให้เข้าถึงง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับการปฏิรูประบบประกันสังคมซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านบาทนั้น พรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายชัดเจนในการแยกกองทุนประกันสังคมออกจากการกำกับดูแลของกระทรวงแรงงานเพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และเสนอให้มีการปรับโครงสร้างบอร์ดบริหารโดยลดสัดส่วนตัวแทนภาครัฐลงครึ่งหนึ่งแล้วเพิ่มสัดส่วนตัวแทนจากฝั่งผู้ประกันตนและนายจ้างให้มากขึ้น เพื่อให้เจ้าของเงินตัวจริงมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการประสานความร่วมมือ (Collaboration) ระหว่างกองทุนประกันสังคมและกองทุน 30 บาทในบางกลุ่มการรักษาที่สิทธิประกันสังคมยังด้อยกว่า เช่น สิทธิการทำฟันหรือการเลือกเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาล เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนให้ดียิ่งขึ้น

คุณหญิงสุดารัตน์ยืนยันว่าพรรคไทยสร้างไทยมีความพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ โดยการประสานประโยชน์ระหว่างกองทุนรักษาพยาบาลต่างๆ จะช่วยสร้างพลังทวีคูณ (Synergy) ที่ทำให้ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าและลดความซ้ำซ้อนของภาครัฐ ประชาชนจะได้รับบริการที่เท่าเทียมและมีคุณภาพโดยไม่ต้องรอคิวนาน ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์จะมีขวัญและกำลังใจที่ดีขึ้นจากการจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรมและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแบ่งเบาภาระงาน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบรัฐสวัสดิการด้านสุขภาพที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับคนไทยทุกคนในอนาคต

นายกฯ ลั่นไทยอยู่ในอธิปไตยตัวเอง หลังฮุน มาเนต จ่อประท้วงถูกรุกดินแดน

นายกฯ ลั่นไทยอยู่ในอธิปไตยตัวเอง หลังฮุน มาเนต จ่อประท้วงถูกรุกดินแดน

นายกฯ ลั่นไทยอยู่ในอธิปไตยตัวเอง หลังฮุน มาเนต จ่อประท้วงถูกรุกดินแดน

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.47 น.

นายกฯ ลั่นไทยอยู่ในอธิปไตยตัวเอง หลังฮุน มาเนต จ่อประท้วงถูกรุกดินแดน ย้ำยึดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เตรียมจะประท้วงไทยโดยอ้างว่าไทยรุกรานดินแดนกัมพูชาว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เรายืนยันว่าเราอยู่บนอธิปไตยของเรา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมพร้อมอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขามีการติดตามข่าวสารอยู่แล้ว เมื่อมีอะไรมาก็มีหน้าที่ที่จะไปชี้แจงต่อองค์กรที่มีข้อสงสัย จริงๆ ตนเคยบอกไปแล้วว่า ณ ขณะนี้เรามีข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามร่วมกับทางกัมพูชา เงื่อนไขข้อปฏิบัติต่างๆ อยู่ในบันทึกข้อตกลง ไม่น่าจะมีอะไรที่เป็นข้อสงสัยใดๆ 

เมื่อถามว่า ดูเหมือนทางกัมพูชาพยายามจะสร้างเงื่อนไข ทำให้เกิดสถานการณ์เกิดขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีปัญหาหรอก เราอย่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลง ซึ่งเราดำรงตนตรงนี้มาตลอด เราถึงสามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ให้เป็นที่พึงพอใจของเราได้ 

ปอกเปลือก’ด้อมส้ม’ จาก ‘ดิว’ถึง ‘ซีเค’ ตัวตนที่ซุกซ่อนใต้มายาภาพ

ปอกเปลือก'ด้อมส้ม' จาก 'ดิว'ถึง 'ซีเค' ตัวตนที่ซุกซ่อนใต้มายาภาพ

ปอกเปลือก’ด้อมส้ม’ จาก ‘ดิว’ถึง ‘ซีเค’ ตัวตนที่ซุกซ่อนใต้มายาภาพ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.20 น.

ในการเมืองร่วมสมัย คำว่า “ด้อมส้ม” มักถูกใช้เรียกกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชน หรือพรรคส้ม โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่เคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ คำนี้กลายเป็นฉลากทางการเมืองที่บอกทั้งจุดยืน ตัวตน และเครือข่ายความคิดของผู้พูดโดยปริยาย

กลุ่มนี้มักถูกวางภาพให้เป็นตัวแทนของความฉลาด ความก้าวหน้า และความเข้าใจโลก พูดเรื่องอนาคตได้คล่อง พูดเรื่องโครงสร้างได้ถนัด พูดเรื่องประชาธิปไตยได้เหมือนเป็นภาษาที่ใช้ทุกวัน ภาพที่ถูกส่งออกไปคือ ประเทศควรฝากความหวังไว้กับคนแบบนี้ คนที่ดูพร้อม ดูรู้ ดูทัน และดูเหนือกว่าสังคมส่วนอื่น

แต่เมื่อมองให้ตรง คนรุ่นใหม่ที่ดังบนโลกการเมืองออนไลน์จำนวนหนึ่ง ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบต้องคำนวณค่าใช้จ่ายรายวัน พวกเขามีต้นทุนตั้งแต่ต้น มีฐานะ มีการศึกษา มีเครือข่าย และมีพื้นที่พูดที่ไม่ต้องแย่งกับใคร

ความก้าวหน้าที่ถูกพูดถึงจึงมาพร้อมความมั่นใจที่ล้ำเส้น จนค่อย ๆ กลายเป็นท่าทีเหนือกว่า และเปิดช่องให้การเหยียดผู้อื่นถูกมองเป็นเรื่องปกติ

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัด คือ ซีเค เจิง นักธุรกิจลูกครึ่งไทย–จีน เติบโตต่างประเทศ ทำธุรกิจสำเร็จ มีผู้ติดตามจำนวนมาก และแสดงจุดยืนสนับสนุนพรรคส้มอย่างชัดเจน

ซีเคสื่อสารการเมืองจากฐานของคนที่มีต้นทุนครบ และคุ้นเคยกับการอธิบาย มากกว่าการฟัง เส้นแบ่งระหว่างความมั่นใจและความโอหังค่อย ๆ เลือนหายไปในกระบวนการสื่อสารแบบนี้

ท่าทีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันมาจากความสำเร็จที่ถูกยืนยันซ้ำ มาจากพื้นที่ที่เปิดให้พูดโดยไม่ต้องรอคิว และเมื่อท่าทีเดียวกันนี้ถูกนำเข้าสู่สนามการเมือง ความสำเร็จส่วนตัวก็ถูกใช้เป็นเหตุผลรองรับการตัดสินผู้อื่นจากที่สูง

โพสต์ที่กลายเป็นชนวน ไม่ซับซ้อน ซีเคเล่าว่าเขาถามยายว่าจะเลือกใคร และอ้างคำตอบว่ายายรับเงินมาแล้ว 2,000 บาท เพื่อเลือกพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรคส้ม เขาใช้ตัวอักษร “xxx” แทนชื่อพรรค แล้วโพสต์ข้อความนั้นออกมากลางช่วงเลือกตั้ง

ไม่มีคำบอกว่าเรื่องแต่ง ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม และไม่มีความรับผิดชอบใดตามมา

ข้อความลักษณะนี้ เมื่อออกมาจากคนที่มีผู้ติดตามจำนวนมากและมีอิทธิพลในโลกออนไลน์ ย่อมถูกแชร์ ถูกพูดต่อ และถูกนำไปใช้ตอกย้ำข้อกล่าวหาเรื่องซื้อเสียงทันที โดยไม่ต้องมีหลักฐานหรือคำอธิบายประกอบเพิ่มเติม

คำถามที่ตามมาไม่ได้ซับซ้อน หากเรื่องนี้เป็นจริง คนที่อ้างว่ารู้ข้อมูลควรทำตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด แต่คำถามนี้ไม่เคยได้คำตอบ

หากไม่จริง การหยิบคำว่ารับเงินเพื่อแลกเสียงมาใช้ในช่วงเลือกตั้งก็ทำหน้าที่ของมันไปแล้ว โดยไม่ต้องระบุชื่อพรรคใดตรง ๆ และทิ้งร่องรอยการเหมารวมให้สังคมตีความต่อ

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือการลบโพสต์ ความเงียบเข้ามาแทนคำชี้แจง วิธีนี้สะท้อนรูปแบบการสื่อสารที่พูดเมื่อได้เปรียบ และถอยเมื่อคำถามย้อนกลับมา โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

ท่าทีเดียวกันปรากฏชัดในโพสต์ข้อความก่อนหน้าของซีเค เมื่อเขาเขียนว่าการที่แฟนคลับของพรรคใดพรรคหนึ่งจะพยายามเห็นต่างจากเขาเป็นเรื่องไม่ฉลาด เพราะเขามีผู้ติดตามจำนวนมาก มีคนฟังอยู่ทุกวัยทุกอาชีพ

ข้อความนี้ไม่ได้ถกเถียงด้วยเหตุผล แต่กดน้ำหนักเสียงผู้อื่นลงไปกลาย ๆ ใต้ภาพความสำเร็จและความดังของตนเอง

จำนวนผู้ติดตามถูกใช้แทนเหตุผล ความดังถูกใช้แทนความถูกต้อง และความก้าวหน้าถูกใช้เป็นเกราะกำบังคำพูด เมื่อการเมืองถูกทำให้เป็นเรื่องของอิทธิพล ความเห็นของคนที่ไม่มีต้นทุนก็ถูกลดคุณค่าลงอย่างเป็นระบบ

ในกลุ่มเดียวกันยังมี ดิว วีรวัฒน์ วลัยเสถียร ที่ใช้ถ้อยคำตรงกว่านั้น ดิวเรียกคนเห็นต่างว่าแก่ แล้วยังจน และตามด้วยคำว่าโง่

คำพูดเหล่านี้สะท้อนท่าทีเหยียดที่ออกมาจากความเชื่อว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นโครงสร้างความคิดที่ฝังอยู่ในภาษา

เมื่อวางซีเคกับดิวไว้ด้วยกัน รูปแบบเดียวกันก็ชัดเจน คนที่มีต้นทุน มีพื้นที่พูด และมีความมั่นใจสูง ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือวัดว่าใครควรถูกฟัง และใครไม่จำเป็นต้องถูกนับรวม

การเมืองคนรุ่นใหม่พรรคส้มในมือคนกลุ่มนี้ จึงไม่ใช่พื้นที่ที่ทุกเสียงมีน้ำหนักเท่ากัน แต่เป็นพื้นที่ที่สถานะส่วนตัวถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์ ใครมีชีวิตพร้อมตั้งแต่ต้นย่อมพูดได้ดังกว่า ใครเคยลำบากย่อมถูกสั่งสอนจากข้างบน

ความก้าวหน้าถูกใช้เป็นเครื่องแบ่งระดับ ใครมีมากกว่าถูกมองว่าเข้าใจมากกว่า ใครพูดได้คล่องกว่าถูกยกว่าเหมาะสมกว่า ใครไม่มีต้นทุนถูกมองว่ายังไม่รู้ ยังไม่ทัน และยังไม่ควรอยู่ระดับเดียวกัน

น้ำเสียงโอหังและการเหยียดค่อย ๆ แทรกอยู่ในท่าทีทางการเมืองแบบนี้

ภาพคนรุ่นใหม่ที่ถูกวางไว้สูงจึงไม่ใช่ภาพของการฟังเสียงที่หลากหลาย แต่เป็นภาพของการกำหนดว่าเสียงแบบไหนควรมีพื้นที่ และเสียงแบบไหนควรถูกมองข้าม ใต้ฉลากความก้าวหน้าเดียวกัน

กรณีของซีเคและดิวจึงเป็นตัวอย่างของวัฒนธรรมทางการเมืองที่ใช้คำสวยเป็นฉากหน้า แต่ซ่อนความโอหังและการเหยียดไว้ในวิธีพูดและท่าที ความเก่งถูกใช้เป็นเกราะ ความรวยถูกใช้เป็นความชอบธรรม ความดังถูกใช้แทนเหตุผล

การเมืองในโลกของด้อมส้มแบบนี้ คือการเมืองของความมั่นใจล้นเกิน ที่ทำให้การมองคนอื่นจากที่สูงถูกทำให้ดูปกติ การดูแคลนถูกทำให้ดูมีเหตุผล และทั้งหมดถูกห่อหุ้มไว้ใต้คำว่าความก้าวหน้า.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ฟาดหนัก แสวง เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาดซ้ำซาก

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ฟาดหนัก แสวง เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาดซ้ำซาก

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ฟาดหนัก แสวง เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาดซ้ำซาก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.33 น.

“ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ฟาดหนัก ‘แสวง’ เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาด เหมือนนักมวยไม่ทันชกก็สะดุดล้ม จี้กกต.ถีบส่งเซ่นความล้มเหลวซ้ำซาก ดักคอ หากยังเอาไว้เพราะมีประโยชน์ เป็นคนรับจบ สวมบทลิงเก็บกล้วย อ่านแค่ไลน์คนอยู่เขากระโดง แอ่นอกรับปล่อยคลิปเสียงนักการเมือง บอกยังมีอีพี 2

3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ พร้อมด้วยเจ้าของเพจแม่แนนน้องสมาร์ท ที่ถูก กกต.สั่งลบคลิปวิดีโอเนื่องจากมีเนื้อหาเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง มายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ไล่นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เนื่องจากมีความบกพร่องในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา รวมถึงข้อให้กกต.ตรวจสอบ กรณีคลิปเสียงการสนทนาการเมือง ที่ปรากฏเป็นข่าว เพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวของ 

นายภัทรพงศ์ กล่าว เนื่องจากนายแสวง นายแสวง มาโดยสัญญาจ้างของ กกต. ทาง กกต.จึงมีอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 55 ซึ่งกำหนดว่า เลขาฯ กกต.ต้องมีความรู้ ความสามรถ มีความเชี่ยวชาญ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานตามที่ กกต.กำหนด แต่การจัดการเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2562 มาถึงปี 2566 ก็เกิดปัญหา รวมถึงการฮั้วเลือกสว.ก็ยังไม่คืบหน้า เรื่องการประชามติ การจัดส่งเอกสารถึงเจ้าบ้านก็ผิดพลา และการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ. ก็เกิดปัญหา นี่ถ้าเป็นนักมวยถือว่าแค่วอมก็สะดุดขาตัวเองล้ม ประชาชนในฐานะที่เสียภาษีเพื่อนำมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับกกต. และนายสวง ยังจะเลี้ยงนายแสวงเอาไว้อยู่หรือ เลี้ยงไว้ก็เปลืองข้าวสุก เราในฐานะที่เป็นเจ้าของข้าวสุก ไม่อนุญาตให้นายแสวง อยู่สถานที่แห่งนี้อีกแล้ว เรามีอำนาจในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นเจ้าของข้าวุก ไม่ต้องการเอาข้าวสุกให้นายแสวงอีกแล้ว 

“กกต.ลองไปพิจารณาดู กกต.ต้องเซ่นนายแสวง บุญมี ให้กับความผิดพลาดในการเลือกตั้งหลายปีที่ผ่านมา ถ้ายังเอาไว้ เราก็จะเกิดความเคลือบแคลงสงสัยไปอีกว่านายแสวง มีอะไรดี เพราะในสายตาประชาชน นายแสวง ไม่มีอะไรดีเลย แต่ในฐานะของกกต.นายแสวงอาจจะมีอะไรดี เช่น เรียกง่าย ใช้คล่อง เรียก รับ จบ ปิดจ๊อบ ถ้าเป็นลิงอาจเป็นลิงเก็บกล้วยเปล่า เก็บมะพร้าวให้เจ้าของหรือเปล่า กกต.ครับประชาชนรู้ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซับพอร์ตพวกคุณเป็นเหมือนผนังทองแดง กำแพงเหล็ก แต่วันนี้มันน่าเกลียด ถ้าคุณไม่ถีบนายแสวงออก พวกคุณจะมีปัญหาเสียเอง ฉะนั้นก่อนเลือกตั้ง 4 – 5 วัน อย่าให้มีชื่อนายแสวงเป็นเลขาธิการอีก และหลังการแถลงข่าวของพวกตน หวังว่านายแสวงจะมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมบ้าง ด้วยการลาออกไปเสีย” นายภัทรพงศ์ กล่าว

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้ามีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ทั้งประกาศเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครหาย การใส่รหัสเขตผิด ประชาชนหวังจะเลือกคนดีก็กลับได้คนชั่ว หรือสแกนคิวอาร์โค้ดเข้าไปก็กลายเป็นบัญชีผู้สมัครเมื่อปี 2566 ตนมองว่า เป็นความจงใจใช้อำนาจรัฐเพื่อช่วยพรรคการเมืองใดหรือไม่ อยากจะบอกว่าองค์กรอิสระ แม้จะมีที่มาจากสว. แต่มีหมาสักตัวไหมจ่ายเงินเดือนให้พวกคุณ สว.เป็นคนเห็นชอบให้พวกคุณมีตำแหน่งก็จริง แต่เราเป็นคนให้เงินดือน สำนึกไว้บ้าง ไม่ใช่อ่านแต่ไลน์ แอปเปิลเขียว แอปเปิลแดง อ่านแต่ไลน์คนที่อยู่แถวเขากระโดง ตาแหวงเอ้ย ประชาชนเป็นคนให้เงินคุณ ก่อนหน้านี้เปิดทรัพย์สินรวย 47 ล้าน ตอนนี้ตนเดาว่า คุณมี 300 ล้านบาท เพราะใคร เพราะประชาชน  

เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรกับกรณีมีการล่ารายชื่อไล่กกต. นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่สะท้อนว่าเขาเอือมระอากับกกต.และองค์กรอิสระ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่เปิด และเราก็หวังว่ากกต.และนายแสวง จะมีสำนึก อย่างน้อยคนไทยไม่เห็นหน้านายแสวง หรือไม่ออกมาให้สัมภาษณ์พูดผิด พูดถูก เวลาพูดผิดออกมาขอโทษว่าตัวเองพูดผิดได้ แต่เวลาประชาชนทำคลิปนำเสนออาจจะมีถ้อยคำหมิ่นเหม่บ้าง แต่กลับไม่โอเค เล่นงานพวกเขา ก็แสดงว่าวันนี้คนไทยทั้งประเทศเอือมระอา เพียงแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ปกป้องคนพวกนี้ไว้ ฉะนั้นช่วยกันโหวตเห็นชอบด้วย เพื่อเตะรัฐธรรมนูญนี้ทิ้งไป

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องคลิปเสียงนั้น ตนยอมรับเลยว่า เป็นคนผู้ปล่อยคลิปเสียงสนทนาลงโซเชียลมีเดียเอง ซึ่งเป็นคลิปสนทนา และปล่อยคลิปออกมาวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา คนที่ได้ฟังก็วิพากษ์วิจารณ์ รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังต่อการเมืองไทย และตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการวางแผน มันคือการวางแผนให้ได้มาซึ่งอำนาจ เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เป็นการวางแผนอันชั่วร้ายที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ วันนี้พูดจนเป็นวาระแห่งชาติแล้ว แต่กกต.ยังทำหน้านิ่งๆ  จิบกาแฟเดินหนีนักข่าว ยืนยันว่าไม่ใช้คลิปเสียงตัดต่อ หรือใช้ AI เพราะตนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่สำคัญ คลิปนี้เป็นคลิปวิดีโอการสนทนาทางโทรศัพท์ ที่ชื่อ มีเบอร์ว่าใครโทรมาอย่างไร เข้าใจว่าเป็นการประชุม 3 สาย กับสจ. กับนายก และคนนู้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ซึ่งในการสอเบเชื่อว่าไม่ยาก เพราะมีเบอร์ และหลังตนเปิดคลิปไปก็มีพี่น้องทางภาคตะวันออกส่งข้อมูลมาให้ บอกเลยว่าเป็นการนั่งประชุมในสถานที่ประชุมแห่งหนึ่ง ซึ่งค่อยว่ากันเป็นอีพี (ตอน) ต่อไป

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.32 น.

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่ หวั่นนักโทษการเมืองได้นิรโทษกรรม นัดประชุมใหญ่หารือทิศทางหลังจากนี้

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางยื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อท้วงติงกรณีที่มีบางองค์กรพยายามชี้นำให้ประชาชนเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายพิชิต กล่าวว่า คปท. มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำประชามติ โดยเฉพาะองค์กรอย่างโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ที่พยายามชี้นำให้ประชาชนเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งอาจผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากการทำประชามติจะต้องไม่มีการชี้นำไปทางใดทางหนึ่ง โดยประชาชนบางส่วนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องการปราบคอร์รัปชันหรือความผิดด้านจริยธรรม

อย่างไรก็ตาม การชี้นำโดยไม่มีเนื้อหา และชี้นำไปในทางเห็นชอบ เท่ากับเป็นการล้มรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ คปท. ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติและมีการแก้ไขในส่วนของการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะเป็นอย่างไร ซึ่งกกต. ควรมีการชี้แจงข้อห่วงใยอย่างละเอียด และ ทำความเข้าใจในเบื้องต้นด้วย ส่วนจะดำเนินการอย่างไร ให้รอวันที่ 5 ก.พ.นี้ ซึ่งจะมีการประชุมของ คปท. เพื่อ หารือถึงทิศทางการดำเนินงานต่อไป
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการสังเกตการณ์การเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา นายพิชิต กล่าวว่า นี่เป็น ความไม่พร้อมของ กกต. ซึ่งเป็นข้อกังวลของเรา เพราะแค่การเลือกตั้งล่วงหน้าก็ยังเห็นความไม่พร้อมในหลายพื้นที่ ทั้งเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครก็ไม่ได้โปร่งใส และเกิดความผิดพลาดหลายครั้ง พวกเราจึงมีความห่วงใยในการเลือกตั้ง และการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ว่า จะดำเนินการเป็นอย่างไร

ส่วนกรณีที่ประชาชนไม่สามารถทำประชามติล่วงหน้าเหมือนการเลือกตั้งทั่วไปได้นั้น นายพิชิต มองว่า เรื่องนี้จะนำไปสู่การทำประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเราจะต้องกลับไปหารือและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป