ถก‘ไทย-เขมร’ล่ม ไร้ข้อสรุป/ยังไม่มีการลงนาม 2ฝ่ายเห็นต่างมีประเด็นคุยเพิ่ม

ถก‘ไทย-เขมร’ล่ม  ไร้ข้อสรุป/ยังไม่มีการลงนาม  2ฝ่ายเห็นต่างมีประเด็นคุยเพิ่ม

ถก‘ไทย-เขมร’ล่ม ไร้ข้อสรุป/ยังไม่มีการลงนาม 2ฝ่ายเห็นต่างมีประเด็นคุยเพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทภ.1 เผยผลประชุม RBC ไทย-เขมร ยังไม่บรรลุข้อตกลง ไร้การลงนาม เพราะมีประเด็นที่ต้องหารือเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 29 มกราคม กองทัพภาคที่ 1 แจ้งผลการประชุมกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดน ส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 ว่า ตามที่มีการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 ที่ทำการจุดผ่านแดนถาวรปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เพื่อลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนในพื้นที่ให้สอดคล้องตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568

โดยวันที่ 27-28 มกราคม 2569 คณะกองเลขานุการฯ ซึ่งมีเสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานกองเลขานุการฯ ฝ่ายไทยและรองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 เป็นประธานกองเลขานุการฯ ฝ่ายกัมพูชา ได้จัดประชุมหารือ การแก้ปัญหาในพื้นที่และจัดทำร่างบันทึกข้อตกลง ซึ่งหากทั้งสองฝ่าย เห็นพ้องตามร่างบันทึกข้อตกลงที่จัดทำขึ้น ก็จะลงนามร่วมกันวันนี้ (29 มกราคม) เพื่อยึดถือปฏิบัติต่อไปนั้น

ผลการประชุมของคณะกองเลขานุการฯดังกล่าว ยังไม่สามารถจัดทำบันทึกข้อตกลง ให้บรรลุตามความมุ่งหมายของทั้งสองฝ่ายได้ ยังมีประเด็นที่ต้องหารือเพิ่มเติม จึงยังไม่มีการลงนามตามที่กำหนดไว้ โดยคณะกองเลขานุการฯ จะกำหนดการหารือ เพื่อจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงให้บรรลุตามความมุ่งหมายอย่างแท้จริงของทั้งสองฝ่าย ในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้ ในการปฏิบัติปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 1 ยังปฏิบัติภารกิจรักษาอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยวางกำลังดูแลพื้นที่ในความรับผิดชอบ ให้สงบเรียบร้อย และประชาชนปลอดภัยอย่างสูงสุดเช่นเดิม โดยยึดถือตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568

ด้านพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีปรากฏข่าวว่ามีเสียงปืนดังที่บริเวณพระวิหาร 7 นัด เมื่อคืนวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมาว่า ยังไม่ได้รับรายงานกรณีดังกล่าว โดยให้มุมมองว่าในบริเวณพื้นที่ชายแดน เสียงในลักษณะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น จากการซ้อมใช้อาวุธ แต่ยืนยันว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังไม่มี 1 อะไรจำเป็นต้องกังวล

ส่วนที่มีข่าวลือเรื่องปะทะบริเวณชายแดนรอบใหม่โดยเฉพาะช่วงใกล้การเลือกตั้งทั่วไปนั้น ยืนยันว่า กองทัพบกพร้อม ไม่ได้หย่อนกำลัง ยังคงเฝ้าระวังตรวจตรา ทำหน้าที่เสริมความมั่นคง แต่สถานการณ์ก็ยังคงไม่แน่นอน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะมีการปะทะหรือไม่ แต่ย้ำว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังถือว่าไม่น่ากังวล เนื่องจากการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาขณะนี้ ยังอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ไม่ได้อยู่ในพื้นที่คาดเขียวหรือรุกล้ำอธิปไตยไทยอย่างที่ผ่านมา

กรณีมีการขุดคูเลตและการสนับสนุนอาวุธจากต่างประเทศ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ยังไม่มีข้อมูลปรากฏว่าเป็นการเสริมกำลังเพื่อเตรียมการรบพร้อมเท้าความว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดการปะทะกันครั้งก่อน ฝ่ายกัมพูชามักมีลักษณะที่จะชอบขุดคูเลตอยู่แล้ว แม้บรรยากาศไม่ได้มีความตึงเครียดก็ตาม จึงคาดว่าเป็นการสร้างภาพในประเทศ เป็นประเพณีปฏิบัติของกัมพูชา ที่ชอบถ่ายภาพโชว์ เพื่อสื่อสารถึงประชาชนกัมพูชาได้ทราบว่าทหารกัมพูชายังคงดำเนินการต่างๆ อยู่ ไม่ได้นิ่งเฉย ยังมีศักยภาพทางทหารพร้อมต่อกรกับประเทศไทย แต่ยืนยันว่าหากปฏิบัติการต่างๆ เกินกว่าระดับที่ไทยตั้งเป้าไว้ ก็จะต้องมีการพูดคุย และย้ำว่าฝ่ายทหาร มีวิธีในการมองปฏิบัติการต่างๆ ว่ามีความน่ากังวลเพียงใด

นอกจากนี้ โฆษกกองทัพบกไม่ได้แสดงความกังวลต่อกรณีฝ่ายกัมพูชา ร้องเรียนไปยังองค์การระหว่างประเทศว่าไทยรุกรานกัมพูชาว่า จะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเปิดการปะทะ
ครั้งใหม่ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีพฤติกรรมชอบร้องเรียนเช่นนี้อยู่แล้ว เนื่องจากกัมพูชาอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคและการสนับสนุนจากนานาชาติ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการโต้แย้งประเด็นต่างๆ ที่กัมพูชานำไปร้องเรียนในเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

‘สส.บอล’โต้เอี่ยวเว็บพนัน โร่แจ้งความ-ยืนยันบริสุทธิ์

‘สส.บอล’โต้เอี่ยวเว็บพนัน  โร่แจ้งความ-ยืนยันบริสุทธิ์

‘สส.บอล’โต้เอี่ยวเว็บพนัน โร่แจ้งความ-ยืนยันบริสุทธิ์

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“พลากร พิมพะนิตย์” ผู้สมัครสส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าพบตำรวจสภ.ยางตลาด เพื่อลงบันทึกประจำวันยืนยันความบริสุทธิ์ หลัง “สจ.เนย์” ทีมงานที่ร่วมงานทางการเมือง ถูกตำรวจออกหมายจับ และตนเองถูกพาดพิง เชื่อมโยงจนเกิดความเสียหาย ลั่นหากพัวพันพนันออนไลน์พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่มีหลบหนี ตัดพ้อเป็นเกมการเมือง หวังทำลายชื่อเสียงก่อนการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 29มกราคม2569 ที่ สภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายพลากร พิมพะนิตย์ หรือบอล ผู้สมัคร สส.กาฬสินธุ์ เขต 2 พรรคเพื่อไทย พร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ นามวิเศษ พนักงานสอบสวน สภ.ยางตลาด เพื่อขอลงประจำวันคดีไว้เป็นหลักฐาน กรณีส.จ.เนย์หรือ นายปฐนัญส.จ.เขตอำเภอฆ้องชัย ถูกกล่าวหาไปพัวพันเว็บพนันออนไลน์และสื่อต่างๆ ได้พาดพิงมาถึงตน ทำให้เกิดความเสียหาย รู้สึกไม่สบายใจ และเชื่อว่าเป็นเกมการเมืองเนื่องจากอยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง

การเข้าพบพนักงานสอบสวนครั้งนี้ นายพลากรใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยมี พ.ต.ท.เดชา เกียวรัตน์ รอง ผกก.สอบสวน และ พ.ต.อ.ไทรัฐ สมฤทธิ์ ผกก.สภ.ยางตลาด ร่วมพูดคุย ภายหลังลงบันทึกประจำวันนายพลากรได้เดินแจกแผ่นพับแนะนำตัวเองด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

นายพลากรกล่าวว่า การเข้ามาแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันในครั้งนี้เพื่อขอลงประจำวันคดีไว้เป็นหลักฐาน กรณีที่ ส.จ.เนย์ถูกกล่าวหาไปพัวพันเว็บพนันออนไลน์และสื่อต่างๆ ได้พาดพิงมีการสื่อมาถึงตน โดยมีการเสนอข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามขอออกหมายจับตนหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติหมายจับจากศาล ทั้งนี้ หากในอนาคตปัญหาดังกล่าวไปพัวพันกับตน ก็พร้อมชี้แจงและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฏหมาย และจะไม่หลบหนี พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกกรณีด้วยความบริสุทธิ์ใจ

นายพลากรกล่าวถึงความสัมพันธ์กับ ส.จ.เนย์ว่า ส.จ.เนย์เป็นน้องที่ร่วมงานกันทางการเมืองด้วยกัน และส่วนตัวเห็นว่า ส.จ.เนย์เป็นคนชอบช่วยเหลือสังคม เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ จึงชักชวนมาลงสมัครการเมือง แต่ตอนนี้สังคมก็ได้ตัดสิน ส.จ.เนย์ไปแล้ว

“การเดินทางออกไปต่างประเทศของ ส.จ.เนย์ ส่วนตัวเชื่อว่า ส.จ.เนย์ลาไปเที่ยวต่างประเทศ และหาก ส.จ.เนย์ทราบข่าวคงจะกลับมาต่อสู้คดี ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้เห็นว่าเป็นเกมการเมือง เชื่อว่าตอนนี้ประชาชนทุกคนรู้ว่าใครเป็นคนคุมอำนาจของรัฐ และขอตั้งข้อสังเกตว่าผู้สมัครเขต 2 นี้เป็นใคร และใครเป็นคนสนิทกับผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในรัฐบาล และทำไมถึงได้พุ่งเป้ามาที่เขตนี้ เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยยังมีอยู่ แต่หากวันไหนกระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยว เชื่อว่าพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งจะแสดงให้เห็นว่าการทำร้ายหรือรังแกคนที่ไม่มีความผิด จะเห็นได้จากผลการเลือกตั้งที่จะมีชัด” นายพลากรกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีนายปฐนัญ จันดอน หรือ ส.จ.เนย์ สจ.เขต อำเภอฆ้องชัย, นายเจริญ จันดอน หรือ ส.จ.นุ ส.จ.เขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เขต 2 และนายปฐมพงษ์ ภูเต้าเงิน หรือ ส.จ.เปียว ส.จ.เขตอำเภอยางตลาด เขต 4 ดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทางจังหวัดเตรียมที่ให้สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าการเดินทางทำให้รัฐเสียหายหรือเสียประโยชน์หรือไม่

ส่วนกรณี ส.จ.ที่หากมีปัญหาทางคดีไปพัวพันกับเว็บพนันออนไลน์ หรือฟอกเงิน จะเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ในการพิจารณาในเรื่องคุณสมบัติ ตาม พ.ร.บ.อบจ. พ.ศ.2540 เกี่ยวกับคุณสมบัติต้องหา และการพิจารณาให้พ้นจากตำแหน่ง หากพบว่ามีความประพฤติในทางเสื่อมเสียและก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ก็เป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์เสนอชื่อให้สภา อบจ.พิจารณาต่อไป

อนุทินลั่น ​ภูมิใจ​ไทยไม่มีซื้อเสียง​ หลังผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ปูดมีถอนเงินสด​ 450 ล้าน

อนุทินลั่น ​ภูมิใจ​ไทยไม่มีซื้อเสียง​ หลังผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ปูดมีถอนเงินสด​ 450 ล้าน

อนุทินลั่น ​ภูมิใจ​ไทยไม่มีซื้อเสียง​ หลังผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ปูดมีถอนเงินสด​ 450 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.56 น.

“อนุทิน”ลั่น”ภูมิใจ​ไทย​”ไม่มีซื้อเสียง​ หลัง”ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ”ปูดมีถอนเงินสด​ 450 ล้าน​ ชี้หากซื้อ​”หัวหน้าพรรค”คงไม่ต้องตระเวนหาเสียง มอง”อภิสิทธิ์”หาเสียงซ้ำ​ไล่หลัง”ภท”ทุกที่​ ทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเสนอมากขึ้น

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่ นายวิทัย รัตนากร​ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า​ มีผู้กดเงินสดรวมกว่า 450 ล้านบาท ว่า ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย​รายงานให้ทราบแล้ว​ว่า​ หากมีธุรกรรมที่ผิดปกติ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และดำเนินการแจ้งให้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินปอง หรือ​ ปปง.​ , สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ​ กกต.​และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ​ กลต.ทราบต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การซื้อเสียง หรือกดเงินสดมากขนาดนี้ บุคคลในพรรคภูมิใจไทย​ ไม่ทำใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคยเห็นปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นในพรรค ก่อนจะย้อนถามว่า​ หากผู้สมัครในพื้นที่ซื้อเสียงได้ หัวหน้าพรรค​คงไม่ต้องมาตระเวนหาเสียง​แต่ละจังหวัดทุกวันแบบนี้ ส่วนการที่แต่ละพรรคการเมืองปราศรัยสาดโคลนใส่กัน หากถึงคราวต้องจัดตั้งรัฐบาลจะจับมือกันได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคยด่าทอหรือสาดโคลน​ใคร ส่วนจะจับมือได้หรือไม่ได้​ ต้องไปถามคนที่ด่า

เมื่อถามว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาเสียงตามหลัง​ทุกจังหวัดที่พรรคภูมิใจ​ไทย​ลงไป​ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ ประชาชนควรรับรู้​ รับฟัง​ รับทราบข้อเสนอของแต่ละพรรคการเมือง แสดงว่าหัวหน้าทุกพรรคการเมือง ให้ความสำคัญและให้เกียรติประชาชนในการลงไปพื้นที่ด้วยตนเอง

ส่งสัญญาณแรงถึงผู้ว่าฯ นายกฯชี้จังหวัดบกพร่อง เหตุเผากว่าหมื่นไร่นครนายก

ส่งสัญญาณแรงถึงผู้ว่าฯ นายกฯชี้จังหวัดบกพร่อง เหตุเผากว่าหมื่นไร่นครนายก

ส่งสัญญาณแรงถึงผู้ว่าฯ นายกฯชี้จังหวัดบกพร่อง เหตุเผากว่าหมื่นไร่นครนายก

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.48 น.

นายกฯชี้เหตุเผากว่าหมื่นไร่ จ.นครนายก ระบบบริหารจังหวัดบกพร่อง เผยดูภาพถ่ายดาวเทียมแล้ว ก่อนส่งสัญญาณแรงถึงผู้ว่าฯเร่งแก้ไข โว”เลือกผมกลับไปบริหารประเทศ เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นแน่นอน”

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเผาแปลงเกษตรกรรมในพื้นที่ จ.นครนายก จนทำให้จังหวัดใกล้เคียง จ.นครนายก รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อยู่ในระดับสีแดง ว่า ตนได้สั่งการและกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ดำเนินการ ซึ่งเรามีกฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้วว่า “ห้ามเผาเศษซากพืชผลทางการเกษตร”

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนได้มีการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งสัญญาณแรงๆ ไปแล้วในฐานะ รมว.มหาดไทย

ส่วนประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่มบ่นว่ามีปริมาณฝุ่น PM2.5 มากขึ้นนั้น นายกฯ กล่าวว่า “ถูกต้องครับ เราแก้ปัญหาจังหวัดทางภาคเหนือได้ ส่วนที่ จ.นครนายก ผู้ว่าฯ ก็ต้องเร่งแก้ไข พร้อมกำชับในเรื่องของการดำเนินคดี และให้ลดการเผาอย่างเด็ดขาด โดยใครที่ฝ่าฝืนจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องกำชับเจ้าหน้าที่เข้มงวดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายกฯ ตอบทันทีว่า เรื่องนี้ไม่ต้องกำชับ เพราะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้อยู่แล้วด้วยกฎหมาย และเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะทำ อย่าง จ.นครนายก ที่มีการเผากว่าหมื่นไร่ ตนมองว่าเป็นแบบนี้ต้องมีความบกพร่องในการบริหารจังหวัดนั้นแน่นอน แต่ตอนนี้ตนทำอะไรไม่ได้ ตนต้องรอให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตนกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นแน่นอน

ศุภจี ย้ำนโยบายภูมิใจไทย เน้นให้เบ็ดตกปลาไปทำต่อแบบยั่งยืน

ศุภจี ย้ำนโยบายภูมิใจไทย เน้นให้เบ็ดตกปลาไปทำต่อแบบยั่งยืน

ศุภจี ย้ำนโยบายภูมิใจไทย เน้นให้เบ็ดตกปลาไปทำต่อแบบยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.35 น.

“ศุภจี”ย้ำนโยบาย”ภูมิใจไทย” เน้นให้เบ็ดตกปลาไปทำต่อแบบยั่งยืน ยันพูดแล้วทำได้จริง ไม่หวือหวา แต่ตรงจุด รู้สถานะประเทศ ลั่น”การค้าโลก”ไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยแกนนำของพรรค น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียง กทม. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แม่ทัพหาเสียง กทม. นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วย นายฤกษ์อารี นานา ผู้สมัคร สส.กทม.เขตหลักสี่-จตุจักร เบอร์ 13 และ น.ส.ณัฐวรินธร บวรภัควุฒิสิริ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตบางเขน-จตุจักร เบอร์ 6 เดินพบปะพนักงานออฟฟิศ และร้านค้าต่างๆ ที่ตึก S-Oasis เขตจตุจักร กทม.

จากนั้น นางศุภจี ได้ล้อมวงพูดคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย พนักงานออฟฟิศ และกลุ่มสตาร์ทอัพที่ร้าน Hey Beanstro โดยนางศุภจี กล่าวว่า พยายามดูแลเรื่องการลดค่าใช้จ่าย ส่งเสริมการสร้างรายได้ และการเปิดตลาดใหม่ๆ เพราะโลกวันนี้ไม่เหมือนเดิม มีระเบียบโลกที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นอะไรที่สร้างความกดดันให้ประเทศต่างๆ ต้องเลือกว่าจะอยู่ฝั่งไหน ทางด้านอเมริกาก็ประกาศว่าเสียดุลการค้า จึงคิดภาษีหรือปรับสมดุลการค้าใหม่ ส่วนไทยพึ่งพาเรื่องการส่งออกไปอเมริกาอันดับ 1 มูลค่าส่งออกประมาณ 10% จีดีพีของประเทศ พอประกาศว่าไทยอยู่ในกลุ่มภาษี 19% ในฐานะที่เราเข้ามาเป็นรัฐบาลหลังการประกาศภาษี เราก็ต้องติดต่อค้าขายกับเขาอยู่ดี แต่จะพึ่งพาอย่างเดียวไม่ได้ จะไม่เอาชีวิตไปผูกกับใครที่อาจจะมีมาตรการที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้น คนที่เป็นตลาดของเราก็ยังต้องดูแลให้สัมพันธ์ค้าขายกันได้ รวมถึงต้องหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติมด้วย

“เราต้องหาให้เจอว่าเขาขาดอะไร เราเอาสิ่งที่เรามีไปเติม การเจรจาธุรกิจเราจะไปมุ่งเอาประโยชน์อย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องหาประโยชน์ร่วมและดูว่าสามารถตอบโจทย์ตรงนั้นได้หรือไม่ เราต้องทำตัวให้เราเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานของเขา เพราะโลกตอนนี้ไม่ได้ค้าขายแค่เรากับเขา แต่เราต้องเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ของเขา ถ้าทำได้ประเทศไทยก็จะมีจุดยืนในการทำมาค้าขายกับทุกคนได้ บางคนบอกเราต้องเลือกข้าง ส่วนตัวแล้วมองว่าเราไม่ต้องเลือกข้าง เราคุยได้กับทุกคน” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวต่อว่า เอสเอ็มอีถือเป็นฐานรากของประเทศคิดเป็น 35% ของจีดีพี หากได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ตั้งใจว่าจะทำให้มีรายได้ให้ประเทศ 4 ปี 40% ซึ่งสิ่งที่ต้องทำคือ เรื่องแรกเสริมทักษะ ทำให้เอสเอ็มอีเข้าใจต้นทุนที่แท้จริง ช่วยให้ทำธุรกิจจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ รวมทั้งต้องช่วยให้เข้าถึงตลาด ถ้าเรามีแพลตฟอร์มให้เอสเอ็มอีเอาสินค้ามาแล้วสามารถส่งออกได้ด้วย ช่วยหาตลาด และช่วยดูเรื่องการหาแหล่งทุนให้

“นโยบายของพรรคภูมิใจไทยไม่หวือหวา เพราะเรารู้สถานะของประเทศ ดังนั้นใช้จ่ายต้องประหยัด ต้องแม่นยำตรงจุด เราเน้นเรื่องการให้เบ็ดตกปลา ไม่ได้ให้ปลาอย่างเดียว อย่างโครงการคนละครึ่งพลัสที่จะทำต่อไป ต้องให้เบ็ดตกปลาให้เขาสามารถที่จะไปต่อได้ในแบบที่ยั่งยืน เพราะเรารู้กำลังว่าทำอะไรได้หรือไม่ได้ ในแง่ของเพดานหนี้ สถานะก่อนโควิดอยู่ที่ 60% ตอนนี้ยกขึ้นอยู่ที่ 70% แต่วันนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% เกือบชนเพดานแล้ว กู้อีกก็ไม่ไหว ดังนั้นทุกอย่างต้องทำได้จริง ตอบโจทย์ตอบสนองได้จริง” นางศุภจี กล่าว

ด้าน นายวราวุธ กล่าวว่า มันไม่ง่ายที่จะทำให้คนรุ่นใหม่อยากมีลูก ในประเด็นเรื่องของโครงสร้างประชากรโลก ที่ผ่านมากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีการทำนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยากที่สุด และไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ครอบคลุมทั้งหมด จึงทำให้ยังไม่มีประเทศในโลกประสบความสำเร็จในการเพิ่มประชากรโลก

ขณะที่ น.ส.ศุภมาส ได้เชิญชวนให้ประชาชนไปร่วมฟังปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (30 ม.ค.) ที่สวนลุมพินี ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เพื่อมาฟังแนวนโยบาย สิ่งที่พรรคภูมิใจไทย อยากจะทำให้กับประชาชน

– 006

อนุทิน ปลุกชาวเพชรบูรณ์ สร้างปรากฏการณ์เป็นปึกแผ่น เลือก ภท.ทั้ง 6 เขต

อนุทิน ปลุกชาวเพชรบูรณ์ สร้างปรากฏการณ์เป็นปึกแผ่น เลือก ภท.ทั้ง 6 เขต

อนุทิน ปลุกชาวเพชรบูรณ์ สร้างปรากฏการณ์เป็นปึกแผ่น เลือก ภท.ทั้ง 6 เขต

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.02 น.

“อนุทิน”ปลุกชาวเพชรบูรณ์ สร้างปรากฏการณ์เป็นปึกแผ่น เลือก ภท.ทั้ง 6 เขต ลั่น จว.น้ำไม่ท่วมแน่ ยันไม่สัญญาลมๆแล้งๆ ย้ำปิดด่านไม่มีเปิด จนกว่าเพื่อนบ้านไม่กล้าต่อกรไทย ถ้าเลือกพรรคน้ำเงิน เข้าหัวใจคนทั้งประเทศมากกว่าพรรคอื่น ขอเลือกเป็นนายกฯ เพื่อฟัง ปชช. ไม่ฟังคำสั่ง-เอาใจใคร

เมื่อเวลา 19.20 น.วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ลานที่ว่าการอำเภอหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยหาเสียงผู้สมัคร สส.เพชรบูรณ์ทั้ง 6 เขต กล่าวทักทายคนหล่มสัก ว่า ผู้ใด๋มาจากหล่มสักบ้าง และอำเภอเมืองก็มา ถือว่าเราเป็นพี่น้องชาวเพชรบูรณ์ด้วยกัน เพชรบูรณ์เมืองมะขามหวาน ตนมากี่ครั้งก็ได้รับมะขามจากพ่อแม่พี่น้องชาวเพชรบูรณ์กลับบ้านสบายโล่งท้อง โล่งก้นจนเบาหวานขึ้น แต่ทุกครั้งที่มาเพชรบูรณ์มา 3 – 4 ครั้ง ตั้งแต่รู้จัก นายสันติ พร้อมพัฒน์ นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ นายอัครเดช ทองใจสด หรือ นายกด๊อยซ์ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ กินมะขามหวานหลายครั้ง แต่ที่หวานกว่ามะขามคือพี่น้องชาวเพชรบูรณ์ ตนมันคนสมาธิความจำสั้น ใครทำไม่ดีกับตนไว้จำไม่ค่อยได้ แต่ใครทำดี ใครเชียร์ ใครกาให้ จำไม่มีลืม ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นเป็นอย่างมาก ตนบอกกับพี่น้องว่ารู้จักกับนายสันติ หลาย 10 ปีแล้ว ท่านให้ความเมตตาตนมาโดยตลอด ตนมีความอาวุโสน้อยกว่าท่าน ท่านให้โอกาสตนติดขัดอะไรไปหาท่านช่วยเหลืออยู่เสมอ และวันหนึ่งด้วยความสัมพันธ์ที่มีนี้ ตนได้มาเจอกับภรรยาของนายสันติในสภา ทั้งสามีและภรรยาให้ความเมตตากับตน คุยกับนางวันเพ็ญ รู้สึกอบอุ่นเหมือนคุยกับพ่อกับแม่ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีความปลอดภัยมีความอบอุ่น ถ้ามีปัญหาทางการเมืองเป็นคนที่เชี่ยวชาญทางการเมืองคอยให้คำปรึกษาอยู่เสมอ ตนยังแซวนายสันติตลอดเวลาว่า พี่สันติ โอ้โห พี่นี่ทั้งชีวิตพกปากกาด้ามเดียวรู้รึเปล่า พ่อแม่พี่น้องแปลว่าอะไร ก็แกพกวันเพ็ญไง วันแปลว่าหนึ่ง เพ็ญแปลว่าปากกา ถ้าพก 2 – 3 ด้ามเมื่อไหร่ ปากกาจะเป็นไม้หน้าสามกระหน่ำไม่เลี้ยง

นายอนุทิน กล่าวว่า วันหนึ่งความสัมพันธ์ที่มีกับนายสันติแนะนำให้รู้จักกับนายก อบจ.เพชรบูรณ์ นายกด๊อยซ์ และเพชรบูรณ์เป็นจังหวัดที่โชคดีที่มีคนการเมือง ไม่ใช่เฉพาะนายกด๊อยซ์ นายสันติ นางวันเพ็ญ ผู้สมัคร สส.ทั้งหมด แต่ยังมีทีมบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายกเทศบาล นายก อบจ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตนสัมผัสมาเยอะมาก และได้เห็นถึงความทุ่มเทหัวใจที่เขาต้องการ ทำความเจริญให้กับเพชรบูรณ์ และต้องการนำความผาสุกให้กับพี่น้องชาวเพชรบูรณ์ เพชรบูรณ์โชคดีจริงๆ และเคยโชคดียิ่งกว่านี้ ตอนที่เพชรบูรณ์มี สส.เป็นปึกแผ่นทั้งจังหวัด 6 คน เป็นคนที่อยู่ภายใต้ทีมของนายสันติ การขับเคลื่อนอะไรต่างๆ มันก็เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว วันนี้ชาวเพชรบูรณ์ช่วยทำปรากฏการณ์นั้นให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง เลือก สส.พรรคภูมิใจไทย ให้ยกจังหวัด โดยเฉพาะที่ อ.หล่มสัก เหลือที่เดียวพวกตนเข้าไม่ได้ เข้ามาแล้วมาเจอใคร เข้ามาแล้วพ่อแม่พี่น้องจะให้การต้อนรับหรือเปล่า เราอยากให้ทีมของเรามีความพร้อมสมบูรณ์ ฝากไปยังพ่อแม่พี่น้องทั้ง จ.เพชรบูรณ์ ด้วยว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทย มี สส.ยกจังหวัด นายสันติ เป็นของแถม เพราะเป็น สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 4 ถือเป็นผู้ที่มีความสำคัญมาก และเป็นผู้ใหญ่ของพรรค นี่คือความสัมพันธ์ที่พรรคภูมิใจไทย ได้มอบให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวเพชรบูรณ์ได้พิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนของพรรคภูมิใจไทยยกจังหวัด และของแถม แหลก แจกสะบัดให้กับพี่น้องก็คือได้ตนมาอยู่กับพี่น้องด้วย

“ผมกับนายกด๊อยซ์กรีดเลือดเป็นพี่น้องกัน ท่านมีตัวแทนที่ท่านสนับสนุนเติบโตทางการเมืองก็คือลูกชายของท่าน คือ นายอัคร ทองใจสด ผมจะต้องจัดงบประมาณที่มาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความพร้อมเต็มที่ในการรองรับนักท่องเที่ยว พ่อแม่พี่น้องชาวเพชรบูรณ์จะได้มีโอกาสในการสร้างรายได้ ไม่ต้องไปทำมาหากินที่อื่น เที่ยวนี้เรามาอยู่บริหารประเทศแค่ 2 เดือนกว่า แน่นอนคือรัฐบาลประกาศปิดด่านไทย-กัมพูชา ไม่ให้มีการค้าขายข้ามแดน พี่น้องไม่ต้องกังวลในระยะเวลาอันสั้นและอันใกล้นี้จนกว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงในอธิปไตยของเรา จนกว่าประเทศไทยจะมั่นใจว่าเราปลอดจากการคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน จนกว่าประเทศไทยจะมั่นใจว่าจะไม่มีใครกล้ามาต่อกรกับประเทศไทย ด่านไม่มีวันเปิด ขอให้พ่อแม่พี่น้องได้มีความมั่นใจตรงนี้ พวกเราทุกคนไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนอยู่ใกล้หรือไกล พวกเราทุกคนที่เป็นคนไทยรู้สึกเหมือนกันหมด คือ ประเทศของเราเราไม่เคยไปรุกรานใครก่อน และเขาจะไม่มีวันจะมารุกรานเราได้ ถ้าพรรคภูมิใจไทยกลับเข้าไปเป็นรัฐบาล ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผมไม่มีวันให้ประเทศไทยของเราถูกย่ำยีศักดิ์ศรีของพี่น้องประชาชนชาวไทย ในความเป็นไทยจะต้องอยู่บนที่สูงตลอดไป” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า อยากให้ชาวเพชรบูรณ์คิดและพิจารณาว่า การที่ชาวเพชรบูรณ์มีทีมมะขามหวานมาทำงานรับใช้เป็นทีมเดียวกันทั้งจังหวัด ความสะดวกสบายต่างๆ มันจะเกิดขึ้น ถ้าพวกนี้เข้ามา ตนก็ทำงานง่าย เพราะตนมีคนคอยรับผิดชอบเพชรบูรณ์ให้อย่างเต็มที่ มีอะไรที่จะต้องทำให้จังหวัดเพชรบูรณ์เจริญก้าวหน้า ตนยังพิจารณาไม่ได้ ตนต้องเชื่อพวกเขา เพราะพวกเขาคือพี่น้องประชาชน เขาเป็นผู้แทนของท่าน เขาก็คือท่านนั่นแหละ แล้วถ้าท่านพูดตนจะไม่ฟังได้อย่างไร พี่น้องชาวเพชรบูรณ์ อย่าไปเชื่อใครนะว่าตนมาสัญญาลมๆ แล้งๆ ตนปล่อยเพชรบูรณ์น้ำท่วมไม่ได้ เพราะจะทำให้จังหวัดอื่นท่วม ถ้าเลือกตน เลือกยกจังหวัด น้ำจะไม่ท่วมเพชรบูรณ์

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า มีอะไรที่ต้องทำเป็นนายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ยังไงก็ไม่พ้น 2 – 3 พรรคนี่หรอก แต่ว่าถ้าพรรคน้ำเงินได้ มันเข้าหัวจิตหัวใจคนเพชรบูรณ์ และพี่น้องประชาชนทั่วประเทศมากกว่า เพราะลงหน้างานด้วยตัวเองมาตลอด ไม่ต้องฟังคำสั่งใคร ไม่ต้องเอาใจคนที่มีอำนาจเหนือกว่า เพราะตนถือว่าในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่มีใครใหญ่กว่านายกฯ แล้ว ไม่ต้องฟังใคร ฟังประชาชนอย่างเดียว ถ้าประชาชนพูดมาเมื่อไหร่ ตนมีความมั่นใจ เมื่อตอนรบกับเขมร ประชาชนบอกให้รบตนก็รบ ประชาชนบอกให้ปิดด่านตนก็ปิดด่าน ประชาชนบอกให้รุกตนก็รุก ประชาชนไม่เคยบอกให้ถอย ตนก็ไม่เคยถอย จนเราชนะเรียบร้อย ทุกอย่างมาจากประชาชน หูผึ่งตลอดเวลา แล้วฟังเสียงพี่น้องประชาชน ไม่ต้องกังวลน้ำอีกต่อไป โดยเฉพาะหล่มสัก ถ้านายยุพราช เป็น สส.น้ำไม่ท่วมเพชรบูรณ์ และถ้าเลือกทั้งจังหวัด น้ำจะไม่ท่วมทั้งจังหวัด

“แค่พี่น้องมารอต้อนรับ ผมอบอุ่นใจ และมีความผูกพัน วันนี้มาที่นี่ก็ฝากหัวใจของผมไว้กับพี่น้องชาวเพชรบูรณ์ด้วย แล้วเรามาทำงานรับใช้บ้านเมืองด้วยกัน ซึ่ง สส.แต่ละคนของท่านมีความพร้อมที่จะพัฒนาจังหวัดทั้งจังหวัด” นายอนุทิน กล่าว

– 006

รทสช.ขอคะแนนดอนเมือง! พีระพันธุ์ เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงานเด็ดขาด

รทสช.ขอคะแนนดอนเมือง! พีระพันธุ์ เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงานเด็ดขาด

รทสช.ขอคะแนนดอนเมือง! พีระพันธุ์ เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงานเด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.43 น.

รทสช.ขอคะแนนดอนเมือง! “พีระพันธุ์”เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงานเด็ดขาด ชูผลงาน 2 ปีตรึงราคาแก๊ส ย้ำทำงานอย่างสุจริต

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมด้วย นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ กรรมการบริหารพรรค , น.ต.ปุณณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรค และ น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค ร่วมลงพื้นที่บริเวณตลาดบุญอนันต์ และตลาดโกสุม เพื่อช่วย นายภูพิพัฒน์ สาวพัฒนะธาดา ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 10 (ดอนเมือง) เบอร์ 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น โดยมีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่เข้ามาทักทาย พูดคุย และให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งฝากความหวังให้นายพีระพันธุ์ยืนหยัดรักษาความถูกต้องให้กับบ้านเมือง และสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพจากราคาแก๊สที่พุ่งสูงขึ้น

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า ตลอด 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่เคยขึ้นราคาแก๊ส และยืนยันว่าหากได้เข้ามาบริหารประเทศอีกครั้งจะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างเด็ดขาด

“ผมทำงานการเมืองแบบสุจริต และตั้งใจทำงานการเมืองรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช้เงินในการขอคะแนนเสียงจากประชาชน พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นคงในแนวทางการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และเพื่อประเทศชาติ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

– 006

ขอเพชรบูรณ์ยกจังหวัด! ‘อนุทิน’ควง‘สันติ-นายกด๊อยซ์’หาเสียงเมืองมะขามหวาน

ขอเพชรบูรณ์ยกจังหวัด! ‘อนุทิน’ควง‘สันติ-นายกด๊อยซ์’หาเสียงเมืองมะขามหวาน

ขอเพชรบูรณ์ยกจังหวัด! ‘อนุทิน’ควง‘สันติ-นายกด๊อยซ์’หาเสียงเมืองมะขามหวาน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

“อนุทิน”ควง”สันติ-นายกด๊อยซ์”หาเสียงเมืองมะขามหวาน เจอเพื่อนเก่านั่งโซ้ยก๋วยเตี๋ยว ก่อนเดินทักทาย ปชช.ตามบ้าน “เจ้าตัว”ขอ”เพชรบูรณ์”ยกจังหวัด ชาวบ้านตอบกลับ”ยกหล่มสักให้ทั้งอำเภอ” อวยพรกลับมาเป็นนายกฯอีก ก่อนโชว์สับไก่ร้านข้าวมันไก่

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ จ.เพชรบูรณ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงพื้นที่ อ.หล่มสัก ช่วยผู้สมัคร สส.เพชรบูรณ์ พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 6 เขต ได้แก่ เขต 1 น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ , เขต 2 นายยุพราช บัวอินทร์ โดยเขตนี้ชนกับแชมป์เก่า นายจักรัตน์ พั้วช่วย ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ไม่ได้ย้ายมาอยู่พรรค ภท.โดยย้ายไปลงในนามพรรคกล้าธรรม (กธ.) , เขต 3 นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ , เขต 4 นายวรโชติ สุคนธ์ขจร , เขต 5 นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ซึ่งเป็นภรรยาของ นายสันติ พร้อมพัฒน์ และเขต 6 นายอัคร ทองใจสด

โดย นายอนุทิน เดินทางด้วยรถยนต์โตโยต้าอัลพาร์ ทะเบียน กฉ 988 เพชรบูรณ์ มี นายอัครเดช ทองใจสด หรือ นายกด๊อยซ์ นายก อบจ.เพชรบูรณ์ , นายสันติ พร้อมพัฒน์ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายวรโชติ สุคนธ์ขจร มารอต้อนรับ เมื่อเดินทางถึงชาวบ้านได้ผูกผ้าสไบไส้ปลาไหล ซึ่งถือเป็นผ้าพื้นเมืองของชาวหล่มสัก พร้อมมอบมะขามหวาน กล้วยฉาบ ข้าวโพดต้ม ซึ่งนายอนุทินควักเงินจ่ายอุดหนุนชาวบ้าน ทั้งนี้ ชาวบ้านบอกว่านำมาจากส่วนที่ปลูกเอง โดยนายอนุทินได้หยิบขึ้นมากินทันทีและบอกว่า “อร่อย หวานดี”

จากนั้น นายอนุทิน เดินเข้ามาในร้านก๋วยเตี๋ยวเจ็กจุ้ย ซึ่งเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวตำนานเปิดมากกว่า 60 ปีคู่กับ อ.หล่มสัก โดยสั่งเส้นใหญ่ลูกชิ้นเนื้อสด และไปนั่งทานพร้อมกับแกนนำ และเพื่อนเก่าสมัยเรียน ได้มาทำนักธุรกิจใน จ.เพชรบูรณ์ โดยผู้สื่อข่าวถามว่าสมัยเด็กนายอนุทินเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อนตอบว่า “เรียนเก่ง” ขณะที่นายอนุทิน ตอบว่า “นิสัยดี น่ารัก รักพวกพ้อง”

ก่อนแวะร้านกาแฟโบราณสั่งโกปี๊ (กาแฟโบราณ) มานั่งรับประทานกับขนมเทียน พร้อมบอกว่า “อร่อยไม่หวานมาก” และเดินทักทายประชาชนตามบ้านเรือนและร้านขายของตลอดสองข้างทาง โดยมีประชาชนออกมายืนรอหน้าบ้านและหน้าร้านค้า โดยเรียกนายอนุทินเพื่อขอถ่ายภาพ พร้อมมอบพวงมาลัยดอกดาวเรืองให้ และขอบคุณที่ปราบเขมรให้ราบคราบ พร้อมบอกว่าอย่าให้มีครั้งที่ 3 ติดตามตลอด และบอกว่าซื้อลอตเตอรี่เบอร์ 37 แล้ว

ขณะที่ระหว่างเดินนายอนุทิน ได้ทักทายประชาชน โดยบอกว่า ขอเสียงให้ผู้สมัคร สส.เบอร์ 4 เบอร์ 37 และขอเพชรบูรณ์ยกจังหวัด ซึ่งชาวบ้านตอบกลับว่า ยกหล่มสักให้ทั้งอำเภอ และขอให้ได้เป็นนายกฯ ขณะเดียวกันระหว่างเดินได้มีชาวบ้านมาขอถ่ายภาพเซลฟี่และขอจับมือ โดยนายอนุทินได้จับมือชาวบ้านขึ้นมาหอม ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.เพชรบูรณ์ เป็นพื้นที่ของ นายสันติ พร้อมพัฒน์ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มมะขามหวาน โดยเมื่อปี 2566 สส.ในกลุ่มนายสันติชนะการเลือกตั้งยกจังหวัดทั้ง 6 เขต

จากนั้น นายอนุทิน เดินพบปะประชาชน ต่อมายังร้านข้าวมันไก่สู้ผี โดยนายอนุทิน ได้โชว์สับไก่ใส่จาน ก่อนจะเดินมาพบประชาชนที่ยืนรอขอบคุณนโยบายฟอกไตฟรี ซึ่งนายอนุทิน กล่าวว่า ดูแลสุขภาพ ต่อไปนี้อย่ากินเค็มอีกนะ

อผศ.แจงปมตัดชุดฟอร์ม พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ย้ำทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

อผศ.แจงปมตัดชุดฟอร์ม พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ย้ำทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

อผศ.แจงปมตัดชุดฟอร์ม พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ย้ำทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.46 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีการจัดทำชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม ตามข่าวที่ปรากฏจากสื่อมวลชนในประเด็นดังกล่าว องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอตอบชี้แจง ดังนี้

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2566 สำนักงานประกันสังคม ได้มีหนังสือเชิญชวนให้องค์การฯ เสนอราคาในโครงการชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

วันที่ 15 พ.ย.2566 อผศ. ได้เสนอราคาในโครงการดังกล่าว ซึ่งองค์การฯโดย สำนักงานกิจการโรงงานในอารักษ์ (สง.รอร.) สามารถดำเนินการได้ตามข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย
การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ.2560 ประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการ ส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2566 สำนักงานประกันสังคมได้ประกาศว่าองค์การฯ เป็นผู้ชนะ การเสนอราคาตัดชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่ประกันสังคม

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2567 สำนักงานประกันสังคม ได้ตกลงทำสัญญาจ้างโครงการ ชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม กับองค์การฯ จำนวน 7,000 ชุด ๆ ละ 5,000 บาท ประกอบด้วย

1.ชุดสูท จำนวน 1 ชุด/คน (เสื้อสูท 1 ตัว กางเกง/กระโปรง 1 ตัว) จำนวน 7,000 คน
2.เสื้อเชิ้ตแขนยาว จำนวน 1 ตัว/คน จำนวน 7,000 คน รวม 7,000 ตัว
3.เสื้อเชิ้ตแขนสั้น จำนวน 1 ตัว/คน จำนวน 7,000 คน รวม 7,000 ตัว
4.กางเกงชาย หรือกางเกง/กระโปรงหญิง จำนวน 1 ตัว/คน จำนวน 7,000 ตัว และทำตราสัญลักษณ์ ของสำนักงานประกันสังคมเป็นสแตนเลสชุบสีทอง กลัดแบบมีมุมด้านหลังเพื่อติดกระเป๋าเสื้อสูท จำนวน 7,000 ชิ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 35,000,000 บาท 

กำหนดส่งมอบ วันที่ 17 ม.ค. 2568 อผศ. ได้ส่งมอบชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่ให้กับ สำนักงานประกันสังคม ภายในกำหนดสัญญาครบเรียบร้อย ซึ่งทุกขั้นตอนของอผศ. ไม่ว่าจะเป็นการเสนอราคา หรืออผศ.ได้รับคัดเลือกจากการเสนอราคากับส่วนราชการต่างๆ องค์การฯ ได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ กรณีการจัดทำปฏิทินประกันสังคม

1.สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ (สรพ.) เป็นหน่วยงานกิจการพิเศษขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
มีหน้าที่ในการดำเนินการผลิต ซื้อ ขาย เช่า ให้เช่า จ้าง และรับจ้าง งานพิมพ์ พิมพ์เอกสาร สิ่งตีพิมพ์ กระดาษผลิตภัณฑ์กระดาษ วัสดุสำนักงาน วัสดุคอมพิวเตอร์ บรรจุภัณฑ์ทุกประเภท เครื่องเขียนแบบเรียนและอุปกรณ์การศึกษา รวมทั้งพัสดุเกี่ยวกับการพิมพ์ทุกชนิด จึงสามารถรับจ้างพิมพ์ปฏิทินประกันสังคมได้

2.สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ ได้รับการสั่งจ้างพิมพ์ปฏิทินประกันสังคม จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่

2.1 พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 63โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นเงิน 49,940,000 บาท (สี่สิบเก้าล้านเก้าแสนสี่หมื่นบาทถ้วน)

2.2พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 65 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นเงิน 54,965,000 บาท (ห้าสิบสี่ล้านเก้าแสนหกหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

2.3พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 67 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นเงิน 54,977,000 บาท (ห้าสิบสี่ล้านเก้าแสนเจ็ดหมื่นเจ็ดพันบาทถ้วน)

3.ในการจัดพิมพ์ปฏิทินประกันสังคม สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ เป็นเพียงผู้รับจ้างตามที่สำนักงานประกันสังคมว่าจ้างเท่านั้น

4.การรับจ้างพิมพ์ปฏิทินประกันสังคม สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ มิได้เป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์ปฏิทินฯ ทุกปี เนื่องจากปัจจุบันโรงพิมพ์ของหน่วยงานรัฐ หรือภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐหรือโรงพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ต่างได้รับสิทธิเท่าเทียมเสมอภาคกัน การจัดทำปฏิทินฯ สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยดำเนินการปฏิบัติให้เป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้าง ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการ
จัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มีสถานะเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล มีวัตถุประสงค์
เพื่อการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ 

รวมทั้งผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ในการรักษาความมั่นคงของชาติ และเพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดี ที่ยอมเสียสละแม้กระทั่งเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปกป้องเอกราชอธิปไตยและคงความเป็นไทยมาจวบจนทุกวันนี้ โดยองค์การฯ ได้ให้การสงเคราะห์ แก่ทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึก จำนวน 6 ด้าน ได้แก่ 1.การสงเคราะห์ด้านการเกษตร
2.การสงเคราะห์ด้านการอาชีพ 
3.การสงเคราะห์ด้านการสวัสดิการและการศึกษา 
4.การสงเคราะห์ด้านการให้สินเชื่อ
5.การสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาล 
6.การสงเคราะห์ด้านการส่งเสริมสิทธิและเกียรติ เพื่อให้ทหารผ่านศึก
มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสังคม
ทั้งนี้ องค์การฯ มีหน่วยงานกิจการพิเศษ จำนวน 7 หน่วย ในการดำเนินการจัดหารายได้ ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นของทั้ง 7 หน่วย จะนำมาใช้สมทบกับงบประมาณที่ได้รับเพื่อใช้ในการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ทั้ง 6 ด้าน ตามที่ได้กล่าวในขั้นต้น

รธน.60 ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา อดีตบิ๊กข่าวกรอง ยกเหมือนก้างตำคอ สกัดนักการเมือง

รธน.60 ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา อดีตบิ๊กข่าวกรอง ยกเหมือนก้างตำคอ สกัดนักการเมือง

รธน.60 ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา อดีตบิ๊กข่าวกรอง ยกเหมือนก้างตำคอ สกัดนักการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.34 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่เห็นชอบ(ร่างรธน.ใหม่)

มีเพื่อนๆถามกันมาเยอะ
จะกายังดีแก้รธน.
กาไม่เห็นชอบเลยครับ
รธน.60 ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ดียังไงหรือ

ได้ข่าวซื้อขายเสียงเลือก​ สส.ไหม
คราวนี้ลือซื้อเสียงถึง​ 7 พันบาท
ต้องถามดังๆ​ ซื้อไปทำไม​
ลงทุนมากขนาดนี้​ ต้องถอนทุนแน่ๆ

กินให้อร่อย​คือกินงบประมาณแผ่นดิน
วงเงินงบประมาณเกือบ​ 3 ล้านล้านบาท
กินอร่อยกินคำโตๆ

รธน. 60 ห้ามนักการเมืองและขรก.
แทรกแซงเปลี่ยนแปลงพรบ.งบประมาณ
กินไม่คล่องคอเหมือนเดิม​ ก้างตำคอ
แถมมีความผิด​ ศาลรธน. ถอดถอนได้
รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง
เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

แปลว่า​ หมดอนาคตทางการเมือง
ถ้ามีการร่างรธน.ใหม่​
มาตรานี้จะหายไปแน่นอน

ครม.​รัฐสภาถูกยื่นฟ้องถอดถอน
มาตรา ม.144​ เหลือขั้นตอนสุดท้าย
ตายหมดแผง

มาตราดีๆเช่นนี้​ คนไทยต้องช่วยกัน
กาไม่เห็นชอบ​ ไม่ร่างรธน. ใหม่