อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ยศชนัน ถึงกับเกร็งคอแข็ง

อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ยศชนัน ถึงกับเกร็งคอแข็ง

อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ยศชนัน ถึงกับเกร็งคอแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ‘ยศชนัน’ ทำเจ้าตัวเกร็งคอแข็ง ลั่นพร้อมพาสินค้าเกษตรสู่สายตาโลก อ้อนเลือก ‘รวี เล็กอุทัย’ ให้ถล่มทลายทําลายสถิติพ่อ 

29 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ปราศรัยช่วย น.ส.อัญชิสา ศุภรักษ์จินดา ผู้สมัคร สส. อุตรดิตถ์ เขต 1 เบอร์ 3 นายวารุจ ศิริวัฒน์ ผู้สมัคร สส. จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 2 เบอร์ 5 และนายรวี เล็กอุทัย ผู้สมัคร สส.จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 3 เบอร์ 1 หาเสียง ที่ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยร่วมลงพื้นที่ด้วย

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาฟังการปราศรัยเต็มพื้นที่ ทันทีที่นายยศชนันมาถึง ได้มีประชาชนต่างรุมกอดหอม ถ่ายรูป พร้อมมอบดอกไม้ มอบพวงมาลัยดาวเรือง พวงมาลัยหอมกระเทียม ลูกประคำ และพวงมาลัยทุเรียนหลิน-หลงลับแล เมืองอุตรดิตถ์ เมื่อนายยศชนัน ได้รับพวงมาลัยทุเรียน ถึงกับกล่าวว่าหาเสียงมายังไม่เคยเจอประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน ทำตนคอแข็งเกร็ง เนื่องจากมีพวงมาลัยห้อยที่คอ

นายยศชนัน กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า วันนี้จะทําให้ผลงานของอุตรดิตถ์ไปสู่สายตาคนทั้งโลก วันนี้ตนมากับผู้สมัครทั้ง 3 เขต ซึ่งพี่น้องชาวอุตรดิตถ์สนับสนุนพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ปี 2544 – 2548 และ ปี 2550 สนับสนุนพรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทยก็เหมาทั้งจังหวัด แลนด์สไลด์ทั้งจังหวัด ขอโอกาสอีกครั้งวันนี้จะทํางานเต็มที่เพื่อชาวอุตรดิตถ์ ซึ่งจังหวัดนี้มีความพิเศษอย่างหนึ่ง คือ ถ้าเลือก 3 จะได้อีก 2 เพราะมีผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ  

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ในปี 2548 นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ได้คะแนนทะลุ 64,000 ขอให้ครั้งนี้เลือก นายรวี ถล่มทลาย เพื่อทําลายสถิติได้หรือไม่ เนื่องจากพี่น้องชาวอุตรดิตถ์เคยเทใจให้พวกเรา วันนี้เราจะทํางานให้หนักขึ้นเพื่อพ่อแม่พี่น้อง เลือกเราทุกคนให้ถล่มทลายทําลายสถิติได้หรือไม่ วันนี้ตนจึงอยากสื่อสารให้กับพี่น้องทุกคนว่า หากเลือกพรรคเพื่อไทยแล้วพี่น้องชาวอุตรดิตถ์จะได้อะไร คือการส่งมอบนโยบายให้พี่น้องชาวเกษตรมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการไม่มีหนี้ ตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 อุตรดิตถ์นักท่องเที่ยวหายขาดรายได้ พรรคมีนโยบายจะสนับสนุนการปิดหนี้ทั้งระบบ และช่วยเหลือเกษตรกร โดยจะมอบหมายให้นายสมศักดิ์เข้าไปดูแลเกษตรกรให้ราคาข้าว อ้อย ข้าวโพดดีขึ้น รวมถึงราคาทุเรียนที่แปรผันตามความต้องการ ซึ่งจะเก็บไว้อย่างเดียวไม่ได้ต้องนําสู่สายตาโลก ขณะเดียวกัน ราคาพืชผลเกษตร อาทิ หอมแดง ลางสาด ลองกอง ผลไม้ของอุตรดิตถ์ รวมถึงดูแลปัญหาเรื่องน้ำ เราจะดูแลให้ เพราะพรรคเพื่อไทย หัวใจคือชาวเกษตรกร

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนัก หากพบอมเบี้ยเลี้ยง ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนัก หากพบอมเบี้ยเลี้ยง ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนัก หากพบอมเบี้ยเลี้ยง ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.53 น.

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนักหากพบใคร “อมเบี้ยเลี้ยง” ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า ติดขั้นตอนจัดทำงบประมาณเหตุใช้กำลังพลเพิ่มถึง  40,000 นาย แก้ปัญหาเฉพาะหน้าควักงบสำรองจ่ายก่อน เฉลี่ยให้พลทหารก่อนนายสิบ รอรัฐบาลอนุมัติเบิกงบกลางคืน 

29 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 14.40 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบ  พล.ต.วินทัย สุวารี เลขานุการกองทัพบกและ โฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงกรณีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงของทหารในพื้นที่สู้รบชายแดนไทยกัมพูชาที่ล่าช้า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำในเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้าง ว่าทันทีที่ทราบเรื่องผู้บัญชาการทหารบกได้ดำเนินการทันที เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นก่อนหน้านี้หน้าสองถึง 2-3 สัปดาห์ ถ้ามองตามหลักธรรมชาติเราต้องสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับเพื่อนร่วมงานอยู่แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีการจัดกำลังขึ้นไปสมทบเป็นจำนวนมากใช้บุคลากรรวมแล้วประมาณ 30,000-40,000 นาย จึงไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณใช้จ่ายประจำปีซึ่งงบประมาณประจำปีได้จัดไว้สำหรับกำลังพลปกติจำนวน 7,000-8,000 นาย

แต่เมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบผู้บัญชาการทหารบกจึงมีการตัดสินใจจัดไปจำนวนมากขึ้น ซึ่งพอจำนวนมากขึ้นแต่การพิจารณางบประมาณปกติได้ผ่านไปแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปีในเดือนมิถุนายน จึงต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามที่รัฐบาลออกแบบไว้คือการใช้งบกลาง แต่ในส่วนของเดือนตุลาคมทางกองทัพบกได้ทราบจำนวนแล้วจึงได้ทำของบประมาณไปตามขั้นตอนและได้งบประมาณมาในช่วงสัปดาห์ที่แล้วก่อนที่จะนำส่งไปยังหน่วยต่างๆ

โดยขั้นตอนต่อจากนี้ทางหน่วยจะจ่ายให้กับกำลังพล แต่ก่อนนั้นทางกองทัพบกได้แก้ปัญหาโดยใช้เงินสำรองจ่ายทั้งหมดไปดูแลเป็นเบี้ยเลี้ยงเพราะงบกลางที่กองทัพบกได้ขอรัฐบาลยังอยู่ในขั้นขั้นตอนการรออนุมัติ ซึ่งได้ใช้ งบไปทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่บาทเดียวโดยนำไปเฉลี่ยให้กับกำลังพลซึ่งเป็นพลทหารเป็นหลักก่อนส่วนกำลังพลนายสิบจะได้แค่บางส่วนก่อนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นวิธีการบริหารจัดการ บางครั้งทางหน่วยอาจสื่อสารได้ไม่ละเอียด เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้ความสำคัญเพราะหัวใจหลักของกองทัพบกคือการดูแลกำลังพล จึงนำเงินสำรองจ่ายไปเฉลี่ยให้กับกำลังพล แต่กำลังพลก็อาจจะยังรับทราบไม่ทั่วถึง

พล.ต.วินทัย กล่าวต่อว่า ประเด็นอื่นๆที่มีความตั้งใจจะไม่ทำตามแนวทางนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ถ้าเกิดมีการกระทำที่ผิดไปจากนี้ต้องได้รับโทษหนักอย่างแน่นอนเพราะถือว่าไม่สามารถบริหารจัดการสิ่งที่ควรจะทำได้เหมาะสม

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์อมเบี้ยเลี้ยงในครั้งนี้จะให้ความมั่นใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างไรบ้าง พล.ต.วินทัย กล่าวว่า เรื่องแบบนั้นเป็นการทำผิดกฎระเบียบ หากถามว่ามีหรือไม่ถ้าทางกองทัพบกทราบก็ถือว่าต้องดำเนินการลงโทษในอดีตยอมรับว่าน่าจะมีแต่ในปัจจุบันน่าจะเกิดขึ้นได้ยากแต่ด้วยที่กองทัพบกมีกำลังพลเป็นจำนวนมากเพราะฉะนั้นการดูแลจึงเป็นความท้าทายพอสมควรแต่ในท้ายที่สุดก็ต้องทำให้เรื่องนี้เหลือศูนย์ อย่างกรณีกำลังพลที่มีประวัติ กระทำความผิด ส่วนใหญ่จะเป็นระดับนายสิบหรือพลทหารด้วยกัน ถ้ามี 1% ใน 100,000 คนในทางทหารเราก็ถือว่ายอมรับไม่ได้ปัจจุบันหากรวบรวมมาก็น่าจะ 0.1% ในทางสันติก็น่าจะพอยอมรับได้แต่มันต้องไม่มีเลยในที่สุดตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก

เคลียร์แผลกองทัพห้วงเลือกตั้ง โฆษก ทบ.ย้ำ!ไร้ชี้นำกำลังพล-ยึด 4 หลักทำงาน

เคลียร์แผลกองทัพห้วงเลือกตั้ง โฆษก ทบ.ย้ำ!ไร้ชี้นำกำลังพล-ยึด 4 หลักทำงาน

เคลียร์แผลกองทัพห้วงเลือกตั้ง โฆษก ทบ.ย้ำ!ไร้ชี้นำกำลังพล-ยึด 4 หลักทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

โฆษก ทบ.เคลียร์แผลกองทัพห้วงเลือกตั้ง ไร้ชี้นำกำลังพล ไม่กังวล ปชน.เป็นรัฐบาล ย้ำกองทัพยึด 4 หลักทำงาน ชี้หาเสียงกระทบองค์กร พร้อมตอบโต้ รักษาเกียรติปกป้องศักดิ์ศรี

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึง การเลือกตั้งและการลงประชามติ วันที่ 8 ก.พ.ว่า กำลังพลของกองทัพบกก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง พลเอก พนา แค้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ให้ความสำคัญ ให้กําลังพลทุกคนและครอบครัวไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และลงประชามติ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีการชี้นํา เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการเลือกตั้ง จะมีการให้ข้อมูลกระทบองค์กร และสร้างความเข้าใจผิด ในขณะที่หน่วยทหารมีแนวปฏิบัติให้พรรคการเมืองเข้าไปหาเสียงโดยให้เวลาเท่ากัน และต้องไม่สร้างเงื่อนไขมาตีกลับ ทําเป็นประเด็น จนมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งต้องระมัดระวัง

เมื่อถามว่า การหาเสียงของพรรคการเมือง มีการดึงทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง พลตรี วินธัย กล่าวว่า การเลือกตั้งปัจจุบันจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ซึ่งขณะนั้นอารมณ์ในนามของบุคคลมากกว่า มากกว่าที่จะสื่อให้เห็นว่าประชาชน จะได้อะไร เมื่อถามว่า ภาพลักษณ์ของกองทัพกรณีชายแดนไทย – กัมพูชา ส่งผลให้นโยบายหาเสียงกระทบกองทัพ ไม่ได้ผลเท่าที่ควรหรือไม่ พลตรี วินธัย กล่าวว่า ยอมรับว่าการหาเสียงเมื่อปี 2566 กระทบกระทบต่อกองทัพมาก เช่น ที่ดินที่อยู่ในความดูแลของกองทัพ ซึ่งถูกโจมตีจากฝ่ายการเมืองว่ากองทัพรวย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ที่ดินเหล่านั้นเป็นที่ดินหลวง กองทัพทําหน้าที่เพียงผู้ดูแล ใช้ประโยชน์ในบางส่วน ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน

พลตรี วินธัย ย้ำว่า ไม่เคยคิดว่าข้อสงสัยของประชาชนบางกลุ่มจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้กองทัพได้มีโอกาสได้ชี้แจง เพียงแต่อยากให้เปิดรับฟังกันอย่างตรงไปตรงมา เราไม่ได้ทําอะไรแตกต่างไปจากเดิม แต่ด้วยบริบทอื่นมากกว่า

ทั้งนี้ หน้าที่หลักของกองทัพบก ที่ ผบ.ทบ.เน้นย้ำมี 4 ประการ คือ 1.สถาบัน 2.งานป้องกันประเทศ 3.การรักษาความมั่นคงภายใน กองกําลังที่อยู่ตามแนวชายแดนจัดกําลังให้กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า 4.งานช่วยเหลือประชาชน

“เพียงแต่งานป้องกันประเทศ เพิ่งมาให้เราได้สัมผัสจริงๆ เราทํามาตั้งแต่อดีต แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้รบจริง ไม่ได้ลั่นไกไปหาข้าศึก แต่มีการฝึกที่เข้มข้น ภายใต้งบประมาณที่จํากัด ต้องสร้างระบบการฝึกให้ได้ และเมื่อเราปฏิบัติจริง สังคมได้เห็นว่าเราทําได้จริง มันเป็นสิ่งที่สั่งสม เกิดจากการพัฒนาตัวเอง เมื่อเราเผชิญสถานการณ์เราก็ปฏิบัติงานได้สมบูรณ์แบบตามเป้าหมาย กองทัพไม่ได้ทําอะไรแตกต่างไปจากเดิม” พลตรี วินธัย กล่าว และว่า เรื่องไอโอ เช่นเดียวกัน เมื่อมีความเห็นในโซเชียลอาจจะไม่ตรง ท่านก็คิดเลยว่า เป็นปฏิบัติการนั้น ปฏิบัติการนี้ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับหน่วย ในสังคมปัจจุบัน เสรีภาพในการนําเสนอ ไม่ว่าจะเป็น ทหารข้าราชการ ประชาชน แสดงออกได้ ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย การให้ข้อมูลในลักษณะกระทบคนอื่น อาจดูแล้วก็ไปหมิ่นเขา หรือไปนําข้อมูลเท็จ ให้คนตกใจ กระทบความมั่นคง ก็เข้าข่ายกฎหมายพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์

กรณีล่าสุด ที่พูดถึงปฏิบัติการไอโอ อย่างนี้กระทบแล้ว ในขณะที่ข้อมูลไม่ครบ ต้องระมัดระวัง ในปัจจุบันการรับรู้ของสังคมในเรื่องข่าวสารละเอียดอ่อน เราก็มีหน้าที่ต้องบอกกล่าวในวินาทีแรกที่พบว่ามีความเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้ ส่วนเรื่องอื่นในอดีต ที่หยิบมาพูดในช่วงเลือกตั้ง การซ้อมทรมานการปฏิบัติไม่เหมาะสมต่อเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกําลังพลในระดับชั้นประทวน เราพยายามทําให้สังคมเห็นอยู่แล้วว่า ผู้ที่เสียผลประโยชน์คือกองทัพบก ถ้าเรามีกําลังพลไม่อยู่ในระบบกองทัพบกได้ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติวินัยทหาร ก็ถือว่าท่านไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับกองทัพบกได้อยู่แล้ว และยิ่งไปกระทําต่อกําลังพล ที่เพิ่งเข้ารับราชการ หรือพลทหาร เขาคือบุคคลที่กองทัพบกต้องการ นํามาเป็นเพื่อนร่วมงานในการปฏิบัติราชการเพื่อกองทัพบกและประเทศชาติ หากมีใครคนใดคนหนึ่งไปรังแกในทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กองทัพบกคือผู้ที่เสีย เราต้องการคนมาทํางาน ไม่ได้ต้องการให้ไปกระทําในสิ่งไม่เหมาะสมกับเขา จะเห็นได้ว่าใน 2 – 3 เคสที่ผ่านมา กองทัพบกเป็นผู้เสียหายคนแรก ที่ต้องไปแจ้งความดําเนินคดีร้องทุกข์ กล่าวโทษ เพราะฉะนั้นสถานะของบุคลากรในองกรค์นั้น ว่าเป็นอีกสถานะผู้กระทําความผิดทันที ท้ายที่สุดกระบวนการศาลตัดสินก็ต้องออกจากราชการ

พลตรี วินธัย ย้ำต่อว่า หากกําลังพลไม่มีประสิทธิภาพมาอยู่ในองค์กรวิธีทางธรรมชาติ ไม่มีใครอยากได้ไว้ แต่เมื่อมีประเด็นในลักษณะแบบนี้ อาจจะมีคนบางกลุ่มนําเรื่องนี้ไปสื่อสารเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์กร ก็ไม่เป็นธรรม บางครั้งคิดเองไม่ได้ แต่เราต้องพยายามสื่อสารว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกองทัพบก ไม่ใช่เพียงแค่ครอบครัวเท่านั้น

อีกประเด็น ทหารชั้นนายพลไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ โดยองค์กรที่เป็นรูปแบบของคณะกรรมการต่างๆ ต้องการความหลากหลาย ต้องกานผู้มีประสบการณ์และรับราชการมานาน ก็มีโอกาสที่จะได้รับเชิญเข้าไปสู่กระบวนการตรงนั้น ซึ่งไม่ใช่มีเพียงทหาร มีจากหลายหน่วยงาน เมื่อไม่ได้ออกระเบียบจํากัดว่าถ้าเป็นทหารต้องมีศักยภาพด้อยกว่าอื่น ไม่สามารถเข้าไปสู่กระบวนการเหล่านั้นได้ ต้องออกหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ถ้าจะกันทหารโดยเฉพาะก็ต้องทําให้ชัดเจนและให้เหตุผล

คณะกรรมาธิการระดับชาติเราจะเห็นความหลากหลายของผู้ที่เข้าไปอยู่ในองค์กร เป็นปรึกษาหลายสาขา ฝ่ายการเมือง ก็มี โดยประสบการณ์ส่วนตัว เคยเข้าไปให้ข้อมูลกับกรรมาธิการทหารและความมั่นคง เราก็เห็น จํานวนพรรคการเมืองมีพรรคเดียวเท่านั้น ไม่มีความหลากหลาย อยากให้มองอย่างเป็นธรรม ความสําคัญไม่ได้มีอยู่ที่ใครเข้าไปนั่งบริหารองค์กร อยู่ที่ว่าเขาทําได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งสําคัญกว่า และหากทําไม่ดี หรือไม่มีศักยภาพ ไม่มีองค์ความรู้ ตรงนี้น่าจะมาดูกัน

อย่างเช่นเดียวกันในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ครั้งที่แล้วที่ไม่เหมือนครั้งนี้ มีการพูดถึงธุรกิจกองทัพ เจตนารมณ์เพื่อนําสวัสดิการ แต่ถูกมองว่าไปเข้ากระเป๋าผู้บังคับบัญชา ยืนยันว่าไม่จริง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะบริหารในรูปแบบขององค์กรเช่นเดียวกัน และนําตัวแทนหน่วยที่มีความหลากหลายเข้ามาบริหาร เพียงแต่ต้องดูว่าทําแล้ว จงเจตนารมณ์ หรือเกื้อกูลสวัสดิการหรือไม่ อย่าไปมองทหารทําอะไรเป็นเรื่องไม่ดี ก็เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม ธุรกิจกองทัพเราไม่ได้คิดเอง ก็เอามาจากกองทัพต่างประเทศ เช่น ที่พัก โรงแรม สนามกอล์ฟ กองทัพในต่างประเทศก็มี ยืนยัน ไม่ใช่เครื่องมือหาประโยชน์ของผู้บังคับบัญชา ปัจจุบันภาครัฐก็ดูแลได้เหมาะสมอยู่แล้ว การนําไปพูดเพื่อหวังผลทางสังคมว่ามันมีลับลมคมในอะไร และเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ของผู้บังคับบัญชา เช่นเดียวกับจํานวนทหาร เราไม่ได้กําหนดขึ้นเอง ไปตามทฤษฎีและการปฏิบัติ หน่วยหน่วยเช่นนี้ต้องมีนายทหาร พลทหาร เท่าไหร่ และทุกคนมีตําแหน่งของตัวเอง

“มีกําลังพลในองค์กรทําผิด แล้วบอกว่าอย่าไปมีองค์กรนี้ไปเลย เช่นเดียวกัน ในแวดวงการเมืองก็มีคนที่กระทําความผิด แล้วบอกไม่เอานักการเมือง มันก็เป็นไปไม่ได้ ในยุคหลังไม่ค่อยมีประเด็นนี้มากนัก ซึ่งผมก็เตรียมพร้อม ทีมงานก็พร้อม หากมีอะไรที่พาดพิงต้องปกป้องศักดิ์ศรี และเกียรติยศขององค์กร” พลตรี วินธัย กล่าว

เมื่อถามว่า กองทัพกังวลหรือไม่หากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เป็นรัฐบาล พลตรี วินธัย กล่าวว่า เราเป็นข้าราชการประจํา งานการเมืองกับการทหารไม่ได้เกี่ยวพันกับโดยตรงส่วน ฝ่ายการเมืองจะเป็นเรื่องของนโยบายและการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนมากกว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับการทํางาน เพราะกองทัพยึด 4 เรื่องหลัก เช่นเดียวกับสถานการณ์ไทย – กัมพูชา บทบาทกองทัพบกมีหน้าที่ตามกฎหมาย ในการปกป้องอธิปไตย หากไม่ทำ ถ้าไม่ทําก็เป็นเรื่องที่ผิดปกติ ในช่วงที่มีสถานการณ์ ก็มีช่วงเปลี่ยนรัฐบาล ก็ไม่ได้มีอะไรที่กระทบการทํางานป้องกันประเทศ จึงมองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบเกี่ยวข้องอะไรโดยตรง ซึ่งงานป้องกันประเทศและงานหลักที่กองทัพบกทําอยู่ตามกฎหมาย เป็นงานที่ไม่ได้มีอะไรที่ดูแล้วไม่ดี เพราะฉะนั้นเชื่อว่าไม่ว่าจะรัฐบาลไหนเราก็คงได้รับการสนับสนุนตามเหตุและผลที่สมควรแน่นอน

คนไปใช้สิทธิอาทิตย์นี้ต้องรู้! กกต.เปิดตัวอย่างซองใส่บัตรเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.

คนไปใช้สิทธิอาทิตย์นี้ต้องรู้! กกต.เปิดตัวอย่างซองใส่บัตรเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.

คนไปใช้สิทธิอาทิตย์นี้ต้องรู้! กกต.เปิดตัวอย่างซองใส่บัตรเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชาสัมพันธ์ตัวอย่างซองใส่บัตรเลือกตั้ง (ส.ส.5/2) ที่จะใช้ในการลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้า นอกเขตเลือกตั้ง เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าไปแสดงตนในหน่วยกับกรรมการประจำที่เลือกตั้งกลาง หรือ กปน.ที่เลือกตั้งกลาง โดยจะได้รับบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ และซองใส่บัตรเลือกตั้ง โดย กปน.ที่เลือกตั้งกลางจะเป็นผู้เขียนชื่อจังหวัด เขตเลือกตั้ง และรหัสเลือกตั้งลงบนซองใส่บัตรเลือกตั้ง ก่อนส่งมอบบัตรเลือกตั้ง ซองใส่บัตรเลือกตั้ง พร้อมด้วยหลักฐานแสดงตนคืนให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อไปลงคะแนนในคูหาเลือกตั้ง พร้อมเน้นย้ำผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ตรวจสอบข้อมูลที่อยู่บนหน้าซองใส่บัตรเลือกตั้งให้ถูกตัองครบถ้วนทั้งชื่อจังหวัด เขตเลือกตั้งและรหัสเลือกตั้ง ซึ่งเป็นตัวเลข 4 หลัก ถ้าข้อมูลไม่ถูกต้องให้แจ้ง กปน.ที่เลือกตั้งกลาง ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อให้ซองที่ใส่บัตรเลือกตั้งสามารถส่งกลับไปยังเขตเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง ขณะที่การลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จะไม่ได้รับซองใส่บัตรเลือกตั้ง

สำหรับซองบัตรเลือกตั้ง (ส.ส.5/2) ประกอบด้วย ข้อมูลโดยด้านหน้าซองใส่บัตรเลือกตั้ง จะเป็นข้อมูลชื่อจังหวัด เขตเลือกตั้ง และช่องว่าง 4 ช่อง ให้กรอกรหัสเขตเลือกตั้ง 4 หลัก โดยสามารถดูรหัสเขตเลือกตั้งได้จากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส่วนด้านหลังของซองใส่บัตรเลือกตั้ง จะประกอบไปด้วยข้อมูล ช่องให้ลงลายมือชื่อของ กปน.ที่เลือกตั้งกลางที่ควบคุมคูหานั้นๆ เป็นผู้ลงลายมือชื่อปิดทับด้วยแพรแถบกาว และมีแถบพลาสติกใสและพื้นที่สำหรับบาร์โค้ด

สำหรับขั้นตอนการลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขต เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปถึงหน่วยออกเสียงจะต้องตรวจสอบบัญชีรายชื่อของตนเองบริเวณหน้าเต็นท์หน่วยเลือกตั้ง และเตรียมหลักฐานแสดงตน เช่น บัตรประชาชน บัตรประชาชนหมดอายุก็สามารถใช้ได้ หลักฐานที่ทางราชการออกให้ที่มีหมายเลขประจำตัว 13 หลัก และหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดผ่านแอปพลิเคชัน Thai ID และบัตรอิเล็กทรอนิกส์คนพิการ จากนั้นเข้าไปยื่นหลักฐานแสดงตนแก่ กปน.ดำเนินการตามขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่แนะนำ รับบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภท และซองใส่บัตรเลือกตั้งที่เจ้าหน้าที่ กปน.เขียนรายละเอียดหน้าซองแล้วเสร็จ จากนั้นเข้าคูหาทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภท พับบัตรก่อนบรรจุลงในซอง นำไปให้ กปน.ตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง เมื่อ กปน.เซ็นชื่อกำกับบนซองบัตรเลือกตั้งและปิดทับรอยต่อด้านเทปกาวใสแล้ว ให้นำซองใส่บัตรเลือกตั้งหย่อนลงไปในหีบด้วยตัวเอง

– 006

กกต.เตือนผู้สมัคร-พรรคการเมือง ห้ามหาเสียงก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า

กกต.เตือนผู้สมัคร-พรรคการเมือง ห้ามหาเสียงก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า

กกต.เตือนผู้สมัคร-พรรคการเมือง ห้ามหาเสียงก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

กกต.เตือนผู้สมัคร-พรรคการเมือง ห้ามหาเสียงก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า และหาเสียงใกล้หน่วยเลือกตั้งกลาง ที่จะมีการเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้า ในวันอาทิตย์นี้ รวมทั้งห้ามจำหน่ายจ่ายแจกสุรา

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำแนวทางเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง สส.ในวันออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า ในวันอาทิตย์นี้ (1 ก.พ.) ซึ่งห้ามมิให้ผู้สมัคร พรรคการเมือง ผู้ช่วยหาเสียง หรือผู้ใด ดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น.ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น. ห้ามผู้ใดขาย จำหน่าย จ่าย แจก จัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ตามมาตรา 147 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.

และในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง ผู้ช่วยหาเสียงของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง หรือผู้ใด แจกเอกสาร วีดิทัศน์เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง ใช้พาหนะ ที่ติดป้ายหาเสียง เครื่องขยายเสียง เพื่อช่วยในการหาเสียง จัดเวทีหาเสียง ณ สถานที่เลือกตั้งกลาง หรือ บริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้งกลาง ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ข้อ 5 ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สส.ที่เลือกตั้งกลาง ในวันออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง

ชวน ล่องใต้ ปลุกศรัทธา การเมืองสุจริต วางบรรทัดฐานจริยธรรม แก้ปมเหลื่อมล้ำชายแดนใต้

ชวน ล่องใต้ ปลุกศรัทธา การเมืองสุจริต วางบรรทัดฐานจริยธรรม แก้ปมเหลื่อมล้ำชายแดนใต้

ชวน ล่องใต้ ปลุกศรัทธา การเมืองสุจริต วางบรรทัดฐานจริยธรรม แก้ปมเหลื่อมล้ำชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

“ชวน” ล่องใต้ ปลุกศรัทธา “การเมืองสุจริต” ชี้เป็นกุญแจดอกเดียวแก้ไฟใต้ พร้อมผนึกทัพ ปชป. หวังดึง “พลังเงียบ” คืนถิ่น

วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่สมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานีนาย ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยน.ส. พิมพ์รพี พันธุวิชาติกุล และนายสาคร เกี่ยวข้อง ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงเลือกตั้ง

โดยคณะได้เดินทางไปพบปะประชาชนที่สมาคมฮกเกี้ยน ก่อนขึ้นรถแห่ปราศรัยไปตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ โดยขอให้กาเลือกทั้งสองใบยกจังหวัด โดยเฉพาะหมายเลข 27 ซึ่งเป็นหมายเลขของพรรค เพื่อให้พรรคมีจำนวน สส. เพียงพอในการเข้าไปทำหน้าที่ในสภา และร่วมขับเคลื่อนนโยบายกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและการปราบปรามทุนสีเทา

โดยนายชวน กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้เพียงมาหาเสียง แต่มาเพื่อวางมาตรฐานทางจริยธรรม อีกทั้งปัญหาความไม่สงบและความเหลื่อมล้ำที่กัดกินพื้นที่ชายแดนใต้มาอย่างยาวนานนั้น จำเป็นต้องแก้ด้วยกลไกการเมืองที่ยึดหลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ

“ความสุจริตคือรากฐานของความไว้วางใจความไว้วางใจนี้เองคือปัจจัยสำคัญที่จะหลอมรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข“นายชวนกล่าว

อย่างไรก็ตามภาพลักษณ์ความขัดแย้งภายในพรรคดูจะจางหายไป เมื่อทัพประชาธิปัตย์แสดงสัญญาณเอกภาพอย่างชัดเจนในการเยือนครั้งนี้ โดยมีการผนึกกำลังของนักการเมืองหลากรุ่นที่ตบเท้าเข้าร่วมคณะอย่างพร้อมเพรียง

ดร.พิมพ์รพี พันธุวิชาติกุล แกนนำคนสำคัญจากกระบี่ ระบุว่า การลงพื้นที่ของ “นายหัวชวน” ครั้งนี้ว่ามีนัยลึกซึ้ง เป็นการเดินเกมเพื่อดึงศรัทธากลุ่ม “พลังเงียบ” (Silent Majority) และชนชั้นกลางในเขตเมือง ที่เบื่อหน่ายวาทกรรมทางการเมืองและกำลังมองหา “เสถียรภาพ” การยึดโยงภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์และการตรวจสอบได้ของนายชวน ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างในสนามเลือกตั้งที่ดุเดือด

ขณะที่นายสาคร เกี่ยวข้อง แกนนำคนสำคัญจ.กระบี่ ระบุว่า ปัตตานีในวันที่ “ครูการเมือง” กลับมาเยือน ไม่ใช่เพียงเวทีหาเสียงทั่วไป หากแต่เป็นการประกาศจุดยืนว่า ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เชี่ยวกรากว่า “ความสุจริต” ยังคงเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับพี่น้องชาวใต้ และเป็นความหวังที่ประชาธิปัตย์ต้องการมอบให้ประชาชน

‘นฤมล’ ถกบอร์ดคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ

‘นฤมล’ ถกบอร์ดคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ

‘นฤมล’ ถกบอร์ดคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

“รมว.นฤมล’ นั่งหัวโต๊ะประชุมคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ พร้อมผ่านประเมินสมรรถนะครูรุ่นใหม่กว่า 4,100 คน เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

วันที่ 29 มกราคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วย ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 16 แห่ง รวมจำนวน 32 หลักสูตร และให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว จำนวน 2 แห่ง รวมจำนวน 7 หลักสูตร

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 1/2569 จำนวน 4,100 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 4,077 คน ประกอบด้วย 1) หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 2,630 คน 2) หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 1,337 คน และ 3) หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 110 คน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ จำนวน 23 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบการดำเนินงานในหลายประเด็นได้แก่รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ ครั้งที่ 9/2568 การอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้สอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2568 การติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะในรายงานผลการตรวจสอบการบริหารงานการเงิน บัญชี และการพัสดุ ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2568

นักวิชาการ มอง ภูมิใจไทย ขึ้นแท่นพรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม

นักวิชาการ มอง ภูมิใจไทย ขึ้นแท่นพรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม

นักวิชาการ มอง ภูมิใจไทย ขึ้นแท่นพรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

“นักวิชาการ”มอง”ภูมิใจไทย” ขึ้นแท่น”พรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ผ่าจุดอ่อน”ฝ่ายขวา”ศักยภาพสูง แต่เอกภาพอ่อนแอ-แตกกันเอง ทำไม่ชัวร์เข้าวินคว้าชัยเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวให้ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความแตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยได้พัฒนาไปสู่โครงสร้างการแข่งขันแบบ “3 ขั้วอำนาจ” อย่างชัดเจน ส่งผลโดยตรงต่อยุทธศาสตร์ของทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายอนุรักษ์นิยม

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า โครงสร้างอำนาจ 3 ขั้ว ประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งแต่ละขั้วมีฐานอุดมการณ์ ฐานคะแนนเสียง และเครือข่ายทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบการสื่อสารกับประชาชน กลุ่มผู้สนับสนุนหลัก และบทบาทในเชิงโครงสร้างอำนาจของรัฐ ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งกันด้านนโยบาย แต่เป็นการแข่งขันเชิงโครงสร้างอำนาจและเอกภาพทางการเมืองในระยะยาว ในบริบทดังกล่าว ฝ่ายอนุรักษ์นิยมถูกจัดวางให้อยู่ในสถานะที่ “แข็งแรงในเชิงศักยภาพ แต่เปราะบางในเชิงเอกภาพของโครงสร้างอำนาจ” แม้จะมีฐานคะแนนเสียงจำนวนมาก มีเครือข่ายการเมืองระดับพื้นที่ที่เข้มแข็ง และมีความใกล้ชิดกับกลไกรัฐในหลายระดับ แต่ยังไม่สามารถรวมพลังทางการเมืองให้เป็นก้อนเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวอ่กว่า ปัญหาหลักของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในขณะนี้ คือการกระจัดกระจายของพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองท้องถิ่น และเครือข่ายอำนาจย่อยในปีกเดียวกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างดำเนินยุทธศาสตร์ของตนเอง โดยขาดศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางและตัดสินใจร่วมกันในเชิงการเมือง ดังนั้น ในภาพรวม พรรคภูมิใจไทยสามารถถูกมองได้ว่าเป็น “พรรคแกนนำหลักของฝ่ายอนุรักษ์นิยม” จากความได้เปรียบหลายประการ ทั้งเครือข่ายการเมืองระดับพื้นที่ที่ครอบคลุม การสนับสนุนจากกลุ่มบ้านใหญ่และตระกูลการเมือง ความสามารถในการบริหารจัดการเชิงนโยบายแบบปฏิบัตินิยม รวมถึงการสื่อสารทางการเมืองที่เข้าถึงประชาชนในระดับฐานราก

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังได้เปรียบในเชิงภาพลักษณ์จากบทบาทด้านความมั่นคงความชัดเจนด้านจุดยืนเรื่องอธิปไตยและชาตินิยม รวมถึงการจัดการปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันชัยชนะในการเลือกตั้ง หากพรรคภูมิใจไทยยังไม่สามารถดึงพรรคขนาดเล็ก กลุ่มการเมืองท้องถิ่น และเครือข่ายอนุรักษ์นิยมที่กระจัดกระจาย ให้หันมาผนึกกำลังภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกันได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัญหาเชิงโครงสร้างของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดฐานคะแนนเสียง หากแต่อยู่ที่ “การแตกตัวของคะแนนเสียง” หรือ vote splitting ซึ่งเปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ที่มีฐานเสียงเหนียวแน่นและมีเอกภาพทางอุดมการณ์สูง สามารถกุมความได้เปรียบในสนามแข่งขันได้

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวด้วยว่า หากสถานการณ์ดังกล่าวยังดำเนินต่อไป ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอาจเสียเปรียบทางการเมือง ทั้งที่มีศักยภาพเพียงพอในการแข่งขัน แต่ไม่สามารถแปลงศักยภาพนั้นให้กลายเป็นชัยชนะในการเลือกตั้งได้ ด้วยเหตุนี้พรรคภูมิใจไทยจึงจำเป็นต้องปรับบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้แข่งขันรายหนึ่ง” ไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางการรวมพลัง” ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหมด ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมือง

“พรรคภูมิใจไทยควรกำหนดสารทางการเมืองที่ชัดเจน เพื่อทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมก้าวข้ามความขัดแย้งเชิงบุคคลและความแตกต่างทางยุทธวิธีในอดีต แล้วหันมาให้ความสำคัญกับเป้าหมายร่วมของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นหลัก สารทางการเมืองดังกล่าวควรสื่อสารให้ชัดเจนว่า ความแตกแยกภายในฝ่ายอนุรักษ์นิยมย่อมนำไปสู่การสูญเสียอำนาจโดยรวม มากกว่าการได้เปรียบเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะพรรค” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พิพัฒน์ ชู เมกะโปรเจ็กต์ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พื้นที่อีอีซี ไร้กาสิโน

พิพัฒน์ ชู เมกะโปรเจ็กต์ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พื้นที่อีอีซี ไร้กาสิโน

พิพัฒน์ ชู เมกะโปรเจ็กต์ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พื้นที่อีอีซี ไร้กาสิโน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

‘พิพัฒน์’ เล่นใหญ่! ดันเมกะโปรเจกต์ผุด ‘Entertainment Complex plus’ ศูนย์รวมความบันเทิงกลาง EEC ยันไร้‘กาสิโน-สีเทา’ มอมเมาประชาชน มุ่งปั้นไทยสู่ฮับท่องเที่ยวโลก

29ม.ค.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรวม.คมนาคม เปิดเผยถึงแนวคิดการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ฮับเศรษฐกิจระดับโลก” โดบมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ให้เป็นศูนย์กลางความบันเทิงและการท่องเที่ยวครบวงจรว่า โครงการ ‘ดิสนีย์แลนด์เมืองไทย’ และศูนย์รวมความบันเทิง (Entertainment Complex plus ) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง หากมีรัฐบาลที่กล้าตัดสินใจและลงมือทำ ผนึกกำลัง กกท. เตรียมที่ดินในจังหวัดชลบุรีพร้อมลุย

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีความพร้อมในด้านทรัพยากรอย่างมาก โดยเฉพาะที่ดินขนาดใหญ่ในจังหวัดชลบุรีซึ่ง EEC  มีพื้นที่เตรียมรองรับเมกะโปรเจกต์นี้ไว้แล้ว ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานใน EEC ที่มีความพร้อมสูงสุด ทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภา เหลือเพียงขั้นตอนการดึงเอกชนมาร่วมลงทุน (PPP) และการผลักดันเชิงนโยบายอย่างจริงจัง ก็สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า โครงการนี้จะไม่ได้มีเพียงแค่สวนสนุกเท่านั้น แต่ถูกวางแผนให้เป็น “Entertainment & Lifestyle Complex” มาตรฐานสากล ซึ่งภายในจะประกอบด้วย: Concert & Event Hall: พื้นที่จัดแสดงดนตรีและอีเวนต์ระดับโลก National Stadium: สนามกีฬาแห่งใหม่ ความจุ 80,000 ที่นั่ง เพื่อดึงดูดมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ Theme Park: สวนสนุกระดับโลกที่จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

“ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องธุรกิจสีเทา ผมยืนยันหนักแน่นว่า โครงการนี้จะไม่มีกาสิโน และไม่มีการมอมเมาประชาชน จุดประสงค์หลักคือการสร้างพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ ดนตรี และกีฬา สำหรับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งชาวไทยและต่างชาติเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขาวสะอาดและยั่งยืน” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ได้ประเมินว่าหากโครงการนี้สำเร็จ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลเทียบเท่ากับโมเดลความสำเร็จของ Tokyo Disneyland, Shanghai Disneyland หรือ Hongkong Disneyland เกิดการสร้างงาน โดยคาดว่าจะเกิดการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง ทั้งวิศวกร นักแสดง การจัดการอีเวนต์ และภาคบริการ มึเวทีคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีระดับโลก ที่สำคัญมีการกระจายรายได้ เม็ดเงินสู่ชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ยกตัวอย่างความสำเร็จในอดีต ช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ได้ผลักดันโครงการ ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ จนเป็นที่ยอมรับทั่วโลกและกู้เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยกลับมาได้ มั่นใจว่าสิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน ทำได้ คนไทยก็ทำได้ ขอเพียงโอกาสในการผลักดัน เราจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกได้อย่างแน่นอน

ณัฐวุฒิ ฟาด ภูมิใจไทย หนูกินส้ม จนตัวพอง ลั่น แดงไม่ใช่เขากระโดง ยึดไม่ได้ง่าย ๆ

ณัฐวุฒิ ฟาด ภูมิใจไทย หนูกินส้ม จนตัวพอง ลั่น แดงไม่ใช่เขากระโดง ยึดไม่ได้ง่าย ๆ

ณัฐวุฒิ ฟาด ภูมิใจไทย หนูกินส้ม จนตัวพอง ลั่น แดงไม่ใช่เขากระโดง ยึดไม่ได้ง่าย ๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

วันที่ 29 มกราคม 2569  ที่เวทีปราศรัยสนามกีฬาอบจ.แพร่ อ.เมือง จ.แพร่  นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นำทีมเพื่อไทยออนทัวร์ปราศรัยหาเสียช่วยผู้สมัคร สส. แพร่ เขต 1 นางภูวษา สินธุวงศ์ , เขต 2 นพ.นิยม วิวรรธนดิฐกุล และเขต 3 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เบอร์ 2 ทุกเขต บรรยากาศมีประชาชนมารอต้อนรับและรอฟังปราศรัยล้นหลา มีมอบดอกไม้พวงมาลัยของดี จ.แพร่ อาทิ แคปหมู น้ำพริก ทองม้วน และข้าวแต๋นให้กำลังใจ

นายยศชนัน ขึ้นเวทีปราศรัยพร้อม ผู้สมัคร สส.แพร่ทั้ง 3 เขต บอกคนแพร่ว่า พร้อมจะเข้าไปนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย ที่คนแพร่ฝากความหวังความฝันไว้ “แพร่เป็นเมืองน่าอยู่ ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรปลอดภัย ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ ท่องเที่ยวยั่งยืน” พรรคเพื่อไทยจะถือธงนำ เปลี่ยนความหวังความฝันให้เป็นความจริง 8 กุมภาพันธ์ ขอแพร่เลือกเพื่อไทยทั้งจังหวัด 

ยศชนัน

นายยศชนัน กล่าวถึงนโยบายพรรคเพื่อไทยที่จะพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตชาวแพร่ทันทีหากได้เป็นรัฐบาล ทั้งการแก้หนี้ทั้งระบบ มุ่งเน้นดูแลผู้สูงอายุให้สามารถกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง โดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน

การบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ชาวแพร่เผชิญมาตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปี 2568 ซึ่งเป็นวาระระดับชาติ พรรคเพื่อไทยพร้อมเข้าไปดูแลป่าต้นน้ำทั้งประเทศและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบทันที

ยศชนัน

ภาคการเกษตร นอกจากนโยบายประกันสินค้าเกษตร 30% ยังมุ่งส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งผู้สมัคร สส. ของพรรคได้เริ่มดำเนินการในพื้นที่แล้ว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องเผชิญวิกฤตราคาพืชผล การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมยกระดับผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อ เช่น เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ จะผลักดันและไปนำเสนอให้ทั่วโลกรู้จัก 

ยศชนัน

ช่วงท้ายนายยศชนัน ได้ขอให้ชาวจังหวัดแพร่รวมพลังกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง “เลือกยศชนัน ส่งลูกหลานคนเหนือไปเป็นนายกฯ และเลือก สส.พรรคเพื่อไทยให้ถล่มทลาย”

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยถึงภารกิจเลือกตั้งของฝ่ายประชาธิปไตย โดยเปรียบเทียบสถานการณ์ทางการเมืองว่า หลังอำนาจถูกเปลี่ยนมือไปที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ทำให้ “หนู” กลายเป็น “ราชสีห์” เพราะหนูกิน “ส้ม” จนตัวโตขึ้น แต่พอกินส้มแล้วจะหันมากิน “แดง” กลับทำไม่ได้ เพราะแดงไม่ใช่ “เขากระโดง” ที่จะยึดกันได้ง่าย ๆ “สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้ชาวจังหวัดแพร่พิจารณาให้ดี บางคนย้ายพรรคไปแต่ไม่กล้าบอกชื่อพรรคให้ชัด อย่าให้ใครมาหลอกกันง่าย ๆ จำเบอร์จำพรรคให้ดี เลือกเพื่อไทยให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ส่ง ศ.ดร.ยศชนัน ไปเป็นนายกฯ”

ยศชนัน
ยศชนัน