เอกนิติ เผยถกผู้ว่าแบงก์ชาติ ดัน ดาต้าบูโร ช่วยเช็ค หลังพบเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง

เอกนิติ เผยถกผู้ว่าแบงก์ชาติ ดัน ดาต้าบูโร ช่วยเช็ค หลังพบเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง

เอกนิติ เผยถกผู้ว่าแบงก์ชาติ ดัน ดาต้าบูโร ช่วยเช็ค หลังพบเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

‘เอกนิติ’ ขอรอ ‘กกต.’ สอบปม ‘แบงก์ชาติ’ ปูดพบมีถอนเงินสดผิดปกติลามโยงเลือกตั้ง เผยคุย ‘ผู้ว่าฯธปท.’ ดัน ‘ดาต้าบูโร’ ช่วยเช็คธุรกรรมจากธนาคารที่เอี่ยว ‘ทุนเทา’ ป้องไทยถูกตกเป็นศูนย์กลาง

วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ร้านมิตร อารีย์ เขตพญาไท กทม. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบความผิดปกติมีการเบิกเงินสดในช่วงเลือกตั้งว่า ได้คุยกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แล้ว และได้เข้ามาร่วมดูเรื่องดาต้าบูโร ซึ่งใช้กลไกให้ธนาคารพาณิชย์ต้องรายงานข้อมูล และจะส่งให้กับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง วันนี้ธุรกรรมที่ผิดปกติจะถูกส่งไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุนเทา แต่ต้องดูเป็นกรณีๆไป ทราบว่าทางกระทรวงยุติธรรมได้ใช้กลไกของดีเอสไอ เข้าไปตรวจสอบ และน่าจะใกล้เสร็จแล้ว 

“เรื่องของการทำดาต้าบูโร เพื่อเชื่อมโยงป้องกันทางระบบไม่ให้ไทยเป็นศูนย์กลางทุนเทา วันนี้ต้องร่วมมือกัน สิ่งสำคัญคือเป็นการเพิ่มขั้นตอนการยืนยันตัวตน การเช็คพฤติกรรมการถอนเงิน ส่วนเรื่องการถอนเงินสดที่ผิดปกติ จะเป็นการซื้อเสียงช่วงเลือกตั้งหรือไม่นั้น ก็ต้องให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ที่เป็นผู้เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบในเรื่องนี้” นายเอกนิติ กล่าว

ปัันภาพ หมอฮีโร่โควิด เปลือยตัวตนพรรคส้ม

ปัันภาพ หมอฮีโร่โควิด เปลือยตัวตนพรรคส้ม

ปัันภาพ หมอฮีโร่โควิด เปลือยตัวตนพรรคส้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

การเมืองไทยมีปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดซ้ำอยู่เสมอ คือการแปร “บทบาทในยามวิกฤต” ให้กลายเป็น “ทุนทางการเมือง” และกรณีของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ คือภาพสะท้อนที่เพิ่งถูกดันขึ้นมาอย่างชัดเจน ภายหลังเกิดกระบวนการตรวจสอบทางวินัยและมีมติให้ออกจากราชการ

ภาพจำของเขาในพื้นที่สาธารณะไม่ได้เริ่มจากสนามเลือกตั้ง ไม่ได้เริ่มจากเวทีนโยบาย และไม่ได้เริ่มจากบทบาททางการเมือง หากแต่ค่อย ๆ ถูกยกขึ้นผ่านกรอบคำว่า “หมอฮีโร่” ควบคู่ไปกับการสื่อสารว่ากำลังเผชิญแรงกดดันจากระบบอำนาจ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แพทย์ควรเล่นการเมืองได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ใครเป็นผู้สร้างภาพนั้น และภาพดังกล่าวถูกหยิบมาใช้งานทางการเมืองในจังหวะใด

ในช่วงการระบาดของโควิด การทำงานในระบบสาธารณสุขเป็นภารกิจของทั้งระบบ ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล บุคลากรหน้าด่าน เจ้าหน้าที่ห้องแล็บ อสม. ไปจนถึงประชาชนที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการ

ไม่มีใครแบกรับวิกฤตไว้เพียงคนเดียว และผลลัพธ์ก็ไม่อาจยกให้บุคคลใดเป็นเจ้าของ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความร่วมแรงของทั้งระบบกลับถูกย่อให้เหลือเพียงชื่อเดียว ภาพของ “หมอฮีโร่” ถูกขยายขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงหลังมีมติทางวินัย ไม่ใช่ในช่วงที่ระบบสาธารณสุขต้องรับแรงกดดันสูงสุด ภาพนี้จึงทำหน้าที่ใหม่ ไม่ใช่เพื่อเล่าวิกฤตที่ผ่านมา แต่เพื่อสร้างน้ำหนักทางการเมืองในปัจจุบัน

จากจุดนี้ เนื้อหาของเรื่องเริ่มถูกดึงออกจากข้อเท็จจริง

เรื่องการใช้งบประมาณรัฐและดุลพินิจของผู้บริหาร ค่อย ๆ ถูกเล่าใหม่ให้เป็นเรื่องการถูกสกัด จากการตรวจสอบตามระเบียบ กลายเป็นคำอธิบายเรื่องสิทธิผู้สมัครและจังหวะทางการเมือง ภาพของ “หมอฮีโร่” จึงทำหน้าที่เป็นทุนทางศีลธรรม และถูกแปลงต่อเป็นทุนทางการเมืองอย่างเป็นระบบ

กรอบเรื่องเล่านี้สอดรับกับการก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ในนามพรรคประชาชน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “พรรคส้ม” ซึ่งสืบทอดมาจากพรรคก้าวไกล ทั้งในเชิงแนวคิด เครือข่าย และฐานผู้สนับสนุน

ความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มแพทย์ชนบทกับขั้วการเมืองก้าวไกลไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันในช่วงเลือกตั้ง หากแต่มีการทำงาน การสื่อสาร และการแสดงจุดยืนร่วมกันมาตั้งแต่ช่วงโควิด ผ่านกิจกรรมและพื้นที่สาธารณะหลากหลายรูปแบบ ความสัมพันธ์นี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการลงสมัคร

เมื่อบทบาทข้าราชการถูกตรวจสอบ เรื่องเล่าทางการเมืองจึงถูกยกขึ้นมานำหน้าเนื้อหา ภาพ “หมอฮีโร่” กลายเป็นแกนหลักของการสื่อสาร มากกว่าการอธิบายสาระของกระบวนการตรวจสอบนั้นเอง

จุดนี้เองที่คำถามย้อนกลับไปยังพรรคส้ม

พรรคที่สร้างภาพจำจากการตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามอย่างเข้มข้น ไล่ตั้งคำถามกับเอกสาร ตัวเลข และการใช้อำนาจรัฐ แต่เมื่อผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้สมัครในเครือข่ายเดียวกัน น้ำหนักของคำอธิบายกลับเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด

การตั้งคำถามเชิงเนื้อหาถูกลดลง ขณะที่การพูดถึงสถานะและบริบททางการเมืองถูกยกขึ้นมาแทน มาตรฐานที่เคยใช้กับฝ่ายอื่น ไม่ถูกหยิบมาใช้กับคนของตัวเองในระดับเดียวกัน

ในทางการเมือง การเลือกตั้ง สส. เพียงหนึ่งเขตไม่ได้เปลี่ยนดุลอำนาจระดับประเทศ และไม่ได้การันตีชัยชนะ ผู้สมัครรายนี้ก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ชี้ขาดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล

การจะอธิบายว่ามีใครยอมขยับกลไกรัฐทั้งระบบเพื่อสกัดผู้สมัครรายเดียวที่อาจไม่ได้รับเลือกตั้งด้วยซ้ำ จึงฟังยากในเชิงเหตุผลทางการเมือง

แต่กรอบการอธิบายแบบนี้กลับให้ผลอีกแบบหนึ่ง คือช่วยเปลี่ยนสนามจากข้อเท็จจริงไปสู่ความรู้สึก จากคำถามเรื่องการใช้อำนาจและความคุ้มค่า ไปสู่ภาพของผู้ถูกกระทำทางการเมือง

เมื่อภาพ “หมอฮีโร่” ถูกวางทับบนเวทีการเมือง พรรคส้มจึงไม่ได้แค่ปกป้องผู้สมัครของตัวเอง หากแต่กำลังเลือกใช้มาตรฐานทางการเมืองอีกชุดหนึ่ง มาตรฐานที่ผ่อนคลายกว่าที่เคยใช้กับฝ่ายตรงข้าม

การเมืองที่ย้ำเรื่องความโปร่งใส ย่อมถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ เมื่อคำถามชุดเดียวกันย้อนกลับมาหาคนในเครือข่ายของตนเอง

สิ่งที่สังคมกำลังรอ ไม่ใช่เสียงที่ดังขึ้นในโลกออนไลน์ แต่คือความพร้อมในการยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน เมื่อบทบาทเปลี่ยนจากผู้ตั้งคำถาม มาเป็นผู้ที่กำลังถูกตั้งคำถามเสียเอง.

เอกนิติ เดินสายคุย เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ ตอกย้ำนโยบาย ไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ

เอกนิติ เดินสายคุย เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ ตอกย้ำนโยบาย ไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ

เอกนิติ เดินสายคุย เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ ตอกย้ำนโยบาย ไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.58 น.

‘ภูมิใจไทย’ เดิยสายคุย ‘เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ’ ตอกย้ำนโยบายไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ แต่ดันช่วยทำให้เติบโตไปแข่งขันในเวทีโลก

วันที่ 29 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำของพรรค อาทิ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงกทม. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แม่ทัพหาเสียงกทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ น.ส.พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่หาเสียงช่วย นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ ผู้สมัครสส. กทม.เขตพญาไท-ดินแดง เบอร์ 13 โดยเป็นการมาล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มสตาร์ทอัพ ที่ร้านมิตร อารีย์ 

นายเอกนิติ กล่าวว่า นโยบายที่เราทำพยายามส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย เราไม่ได้แจกเงินให้ไปแล้วจบ แต่เป็นการเพิ่มทักษะ หาตลาดให้ เพราะเราเชื่อว่าสตาร์ทอัพไทยคือหัวใจสำคัญ ที่จะเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ และเมดอินไทยแลนด์ เอสเอ็มอีพลัสก็จะช่วยคนไทยจริงๆ พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เน้นแจก แต่เน้นช่วยธุรกิจให้เข้าถึงโอกาส จับมือกันให้ตลาดสตาร์ทอัพโตไปด้วยกัน

“ตัวเลขจีดีพีวันนี้ไตรมาส 4 คาดการณ์เดิม 0.3% ก็ขึ้นไปเป็น 1.8% เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 2.2% ช่วยดันเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หลังจากนี้เราจะติดอาวุธให้คนไทย ในเชิงการเพิ่มทักษะ เพิ่มโอกาสของคนไทยทุกอาชีพทุกระดับ อย่างคนละครึ่งพลัสถ้ากลับมารอบหน้าจะเน้นเพิ่มทักษะสอนขายออนไลน์ เพื่อจะได้ช่วยลดค่าครองชีพ หลักคิดโครงการคนละครึ่งพลัสของเราคือ เงินไปหมุนกับคนตัวเล็กตัวน้อย” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า เจตจำนงใครก็พูดได้ แต่เรามาพูดแล้วทำให้เห็น สิ่งสำคัญคือการมาฟังที่จะได้ฟีดแบ็กกลับมา ที่ผ่านมาพิสูจน์มาแล้วว่าสตาร์ทอัพไทยเก่ง และเราต้องลงมาทำกับเขาจริงๆ พูดแล้วทำพลัส คือการต่อยอดไปเรื่อยๆ ที่ถามว่าใช้เงินจากภาครัฐมาช่วยได้หรือไม่ ต้องบอกว่าระบบราชการตีกรอบเอาไว้ ถ้าเงินหายเพราะการโกงต้องจัดการ แต่เราต้องดึงออกมาบางส่วน การสร้างสตาร์ทอัพมีความเสี่ยง ดังนั้นต้องมีการตั้งกองทุนที่ต้องยอมรับว่าเสี่ยงและอาจจะไม่ได้คืน ซึ่งก็มีกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอยู่

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนเรื่องของการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกมไทยนั้น เราเชื่อในศักยภาพของคนไทยว่าเก่งมาก ทั้งการดีไซน์ออกแบบ ไม่แพ้ใครในโลก จึงต้องตั้งกองทุนส่งเสริมให้เกมไทยเติบโตได้ เพราะใช้งบประมาณตรงๆ ไม่ได้  นอกจากส่งเสริมเรื่องเกม อีกมุมหนึ่งคือวัฒนธรรม ที่สามารถสร้างสรรค์เชิงท่องเที่ยวไปใส่ในเกม จึงเห็นด้วยในการตั้งกองทุนมาช่วยสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ ต้องส่งเสริมและพัฒนาทักษะให้เด็กไทยที่ชอบเล่นเกมอยู่แล้ว นอกจากนี้ จากการได้เข้าไปคุยกับนักลงทุนที่จะมาลงทุนในไทยว่าติดปัญหาตรงไหน อย่างหนึ่งคือการมีระบบหลายขั้นตอน ซึ่งก็จะไปปลดล็อกให้ โดยจะเริ่มทำคือศูนย์ดูแลนักลงทุน มีระบบดิจิทัลดูแลอย่างฟาสพาร์ท และการแก้กฎหมายที่เป็นภาระซ้ำซ้อนในระยะยาว

จากนั้นช่วงเที่ยง นายเอกนิติ และแกนนำของพรรคภูมิใจไทยไปเดินพบปะพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของช่วงพักกลางวันในตลาดนัดกระทรวงการคลัง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูป พร้อมให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีเสียงเรียกร้องให้ทำโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต่อ เพราะจากครั้งแรกช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ทำให้ตลาดคึกคัก 

คนหล่อเค้าแซวกัน พี่มาร์ค สายปั่น พี่โอ๋ สายเขิน ชาวบ้านขำกระจาย

คนหล่อเค้าแซวกัน พี่มาร์ค สายปั่น พี่โอ๋ สายเขิน ชาวบ้านขำกระจาย

คนหล่อเค้าแซวกัน พี่มาร์ค สายปั่น พี่โอ๋ สายเขิน ชาวบ้านขำกระจาย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. พรรครักชาติ (เบอร์ 35) นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ เดินทางไปยังตลาดเจ้าพรหม ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง  ซึ่งบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความคึกคักเป็นพิเศษ ตลอดเส้นทางการเดินของทีมพรรครักชาติ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หลายคนรู้จักพรรครักชาติจากคลิปไวรัลต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย พร้อมเข้ามาขอเต้นถ่ายคลิปด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ ชื่นชมนายเจษฎ์ ว่าตัวจริงหล่อมาก 

พรรครักชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างเดินขอคะแนนเสียง ปรากฎว่า ทีมพรรครักชาติ ได้พบกับขบวนหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งนำทีมมาโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายชัยวุฒิ  บรรณวัฒน์ ที่กำลังลงพื้นที่อยู่ในบริเวณเดียวกันโดยบังเอิญ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ทักทายกันอย่างเป็นกันเอง และมีมิตรภาพที่ดี 

นอกจากนี้ยังมีโมเมนต์เรียกรอยยิ้ม เมื่อนายอภิสิทธิ์ แซว นายชัยวุฒิ ให้ “เต้นโชว์” ทำให้กองเชียร์เฮ พร้อมบอกให้ “เต้นด้วยกัน” ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะ จับมือ และแยกย้ายกันไป 

พรรครักชาติ
พรรครักชาติ
พรรครักชาติ

ธนกร วอน ปชช.อยากเห็น ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯต่อ ต้องกล้าเลือกคน-พรรคภูมิใจไทย

ธนกร วอน ปชช.อยากเห็น ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯต่อ ต้องกล้าเลือกคน-พรรคภูมิใจไทย

ธนกร วอน ปชช.อยากเห็น ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯต่อ ต้องกล้าเลือกคน-พรรคภูมิใจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

“ธนกร” ย้ำ “ภูมิใจไทย” เดินหน้าหาเสียงเต็มที่ ชี้เลือกตั้งต้องเลือกด้วยยุทธศาสตร์ วอนอยากเห็น “อนุทิน” เป็นนายกฯ ต่อ ต้องกล้าเลือกให้ชัดทั้งคนและพรรค

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ยังคงยึดแนวทางการเมืองสร้างสรรค์ ไม่เน้นการโจมตีหรือด้อยค่าพรรคการเมืองอื่น แต่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อเท็จจริงและนโยบายกับพี่น้องประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

นายธนกร กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองต่างมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แม้อาจมีบางพรรคที่ขับเคลื่อนนโยบายไปเพื่อเป้าหมายเฉพาะกลุ่มมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว ผลการเลือกตั้งจะตัดสินจากความเชื่อมั่นของประชาชนว่า พรรคใดจริงใจและทำงานได้จริง

นายธนกร กล่าวอีกว่า เราไม่จำเป็นต้องเดินตามแนวทางของพรรคอื่น เพราะภูมิใจไทยมีจุดยืนและแนวทางของเราเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือ พรรคไหนจริงใจกับประชาชนมากที่สุด พรรคนั้นย่อมได้รับโอกาสจากประชาชนให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนต้องเลือกด้วยยุทธศาสตร์ และไม่ควรปล่อยให้ความลังเลเปิดทางให้กลุ่มหรือบุคคลที่ไม่จริงใจต่อการแก้ปัญหาประชาชนกลับเข้าสภาฯ

“ถ้าประชาชนอยากเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ต้องกล้าเลือกให้ชัด เลือกภูมิใจไทยทั้งคนและพรรคไปในทิศทางเดียวกัน เพื่ออนาคตของประเทศไทย” นายธนกรกล่าว

สีหศักดิ์-วิเวียน พร้อมร่วมมือผลักดันการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ในภูมิภาค

สีหศักดิ์-วิเวียน พร้อมร่วมมือผลักดันการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ในภูมิภาค

สีหศักดิ์-วิเวียน พร้อมร่วมมือผลักดันการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ในภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

”สีหศักดิ์-วิเวียน“ พร้อมร่วมมือผลักดันการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ในภูมิภาค

วันที่ 28 มกราคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทวิภาคีกับ ดร. วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ทั้งสองฝ่ายย้ำความสำคัญที่ไทยและสิงคโปร์จะประสานท่าทีกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับอาเซียนในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นภูมิภาค อาทิ พัฒนาการในเมียนมาภายหลังการเลือกตั้ง และสถานการณ์ไทย – กัมพูชา โดยทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันผลักดันการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค
 

พรรคเป็นธรรม ปล่อยหมัดเด็ด ชู ‘หมูปิ้ง-ไก่ย่าง’ แก้หนี้นอกระบบ ดันเกษตรพรีเมียม

พรรคเป็นธรรม ปล่อยหมัดเด็ด ชู ‘หมูปิ้ง-ไก่ย่าง’ แก้หนี้นอกระบบ ดันเกษตรพรีเมียม

พรรคเป็นธรรม ปล่อยหมัดเด็ด ชู ‘หมูปิ้ง-ไก่ย่าง’ แก้หนี้นอกระบบ ดันเกษตรพรีเมียม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

นโยบายหมูปิ้ง-ไก่ย่าง! “พรรคเป็นธรรม” ปล่อยหมัดเด็ดชูนโยบาย “หมูปิ้ง-ไก่ย่าง” แก้หนี้นอกระบบ – ดันเกษตรพรีเมียม ปูทางร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

วันที่ 29 มกราคม 2569 นายปิติพงศ์  เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม พร้อมทีมแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  เปิดวิสัยทัศน์ใหญ่ในสนามเลือกตั้ง 69 ภายใต้สโลแกน “เปลี่ยนการเลือกตั้ง เป็นการกำหนดอนาคตประเทศ” ชูไฮไลท์นโยบายเศรษฐกิจฐานรากที่จับต้องได้จริง พร้อมปฏิรูปโครงสร้างประเทศผ่าน 4 เสาหลัก หวังสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้คนตัวเล็กทั่วประเทศ โดยจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน 

นายปิติพงศ์ กล่าวว่า โดยการเสนอ นโยบาย“หมูปิ้ง-ไก่ย่าง” ซึ่งเป็นเงินทุนตั้งต้นที่เป็นธรรม โดยการให้ยืม 10,000 – 20,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องมีหลักประกัน คืนเงินแบบยืดหยุ่น หักรายได้จากการขายเพียง “10 ไม้แรก” หรือประมาณ 5-10% ต่อวันผ่านแอปฯ เป๋าตัง หากวันไหนขายไม่ได้ สามารถพักชำระได้ทันทีโดยไม่มีดอกเบี้ยทบต้น  และสร้าง Credit Score เปลี่ยนประวัติการคืนเงินให้กลายเป็น Digital Statement เพื่อให้คนตัวเล็กสามารถเข้าสู่ระบบสินเชื่อธนาคารได้ในอนาคต คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจได้กว่า 200,000 ล้านบาท

นายปิติพงศ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังเป็นการเปลี่ยนภาคเกษตรจากเน้นปริมาณเป็นเน้นมูลค่าด้วยการใช้ข้อมูล (Data) บริหารการจัดการพื้นที่ปลูกเพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด พร้อมผลักดันประกันพืชผล (Crop Insurance)โดยรัฐใช้งบเพียง 1-2% ซื้อประกันกับบริษัทชั้นนำระดับโลก ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมประเมินความเสียหายและจ่ายชดเชยให้เกษตรกรอย่างรวดเร็วและโปร่งใส ส่วนนโยบายด้านสังคม จะมีการยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลทุกกองทุนให้มีมาตรฐานเดียวกันเน้นการป้องกันก่อนป่วย และใส่ใจเรื่องสุขภาพจิต อย่างจริงจัง

นายปิติพงศ์ ยังกล่าวถึงนโยบายด้านการเมือง โดยย้ำจุดยืนชัดเจนเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ต้องมีที่มาจากอำนาจการเลือกตั้งเท่านั้น เพื่อสร้างโครงสร้างประเทศที่แข็งแกร่งทั้ง 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

“8 กุมภาพันธ์นี้ พรรคเป็นธรรม ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกำหนดอนาคตประเทศผ่านบัตรเลือกตั้ง 3 ใบ บัตรสีเขียว เลือก สส. เขตที่ท่านไว้วางใจ บัตรสีชมพู เลือก พรรคเป็นธรรม หมายเลข 45 (บัญชีรายชื่อ)และ บัตรสีเหลือง: ออกเสียงประชามติเพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคเป็นธรรม เพื่อพ่อค้าแม่ค้า เพื่อคนทำมาหากิน เพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่เป็นธรรมและยั่งยืน” นายปิติพงศ์กล่าว

อิ๊งค์ พร้อมสามี เยี่ยม ทักษิณ แย้ม คุณพ่อ ป่วยเล็กน้อย

อิ๊งค์ พร้อมสามี เยี่ยม ทักษิณ แย้ม คุณพ่อ ป่วยเล็กน้อย

อิ๊งค์ พร้อมสามี เยี่ยม ทักษิณ แย้ม คุณพ่อ ป่วยเล็กน้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.04 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหา นคร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ อดีตนายกรัฐมนตรี บุตรสาวคนเล็กของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือปอ สามี ทำหน้าที่เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ โดยเดินทางมาพร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวซึ่งปัจจุบันนายทักษิณ ได้คุมขังอยู่ภายในเรือนจำฯ มาแล้ว 4 เดือน 20 วัน 

ภายหลังจากที่สมาชิกครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ประมาณ 30 นาที น.ส.แพทองธาร  ได้ออกมาเปิดเผยว่าวันนี้(29 ม.ค.)ตนออกมาเร็วเนื่องจากคุณพ่อไม่ค่อยสบาย แล้วคุณพ่อก็เล่าให้ฟังด้วยว่าเมื่อเช้ามีเรียนคลาสทำอาหารด้วย เล่าให้ฟังได้ควงตะหลิวในคลาสเรียนทำอาหารในเรือนจำฯ แต่เท่าที่ตนดูก็พบว่าคุณพ่อไม่ค่อยสบายเท่าไร น่าจะต้องกลับไปนอนพักสักเล็กน้อย

อิ๊งค์

เมื่อถามว่าใกล้โค้งเลือกตั้ง และพบว่าผลโหวตโพลของ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ค่อนข้างดีขึ้นเช่นนี้ ทางคุณพ่อคิดเห็นอย่างไรบ้าง ปรากฏว่า น.ส.แพทองธาร แค่นหัว เราะเล็กน้อย  แล้วตอบว่า“ก็ดีค่ะ คุณพ่อก็ยังคงให้กำลังใจดังเดิม ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม”

อิ๊งค์
อิ๊งค์
อิ๊งค์
อิ๊งค์
อิ๊งค์
อิ๊งค์

อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงกรุงเก่า โวลั่น ปชป. ตั้งใจเข้ามาคุมเกม ทิศทางรัฐบาล

อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงกรุงเก่า โวลั่น ปชป. ตั้งใจเข้ามาคุมเกม ทิศทางรัฐบาล

อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงกรุงเก่า โวลั่น ปชป. ตั้งใจเข้ามาคุมเกม ทิศทางรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.58 น.

‘อภิสิทธิ์’ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องเมืองกรุงเก่า โวลั่นปชป.ตั้งใจเข้ามาคุมเกม ‘ทิศทางรัฐบาล’ ต้องซื่อสัตย์-ยึดประโยชน์ส่วนรวม ไม่สร้างแตกแยก ย้ำการเมืองสุจริตคือหัวใจ ชูโมเดลปลดล็อกท้องถิ่น ดันท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สร้างรายได้ยั่งยืน ยกระดับอยุธยาด้วยพลังท้องถิ่น

วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่จ.พระนครศรีอยุธยา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวกรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยมีไฮไลท์สำคัญคือภาพความประทับใจเมื่อ “น้องแทนไท” เยาวชนวัย 16 ปี นำภาพถ่ายคู่กับคุณอภิสิทธิ์เมื่อครั้งตนเองอายุเพียง 3 ขวบมาให้ชม พร้อมเล่าอย่างตื้นตันใจว่าเคยได้พบกับนายอภิสิทธิ์ ในงานสัปดาห์หนังสือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  พอทราบข่าวว่านายอภิสิทธิ์จะมาอยุธยาเลยมารอพบให้กำลำลังใจ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า ต้องการดึงศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอแนวทาง “กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” เพื่อให้คนในพื้นที่ที่มีความเข้าใจปัญหาดีที่สุด สามารถบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาการท่องเที่ยวได้แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ลดความซ้ำซ้อนระหว่างกระทรวง ในส่วนของรัฐบาลกลาง ตนพร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ “ระบบราง” เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปวางแผนต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถามถึงประเด็นการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนให้คำมั่นชัดเจนถึงจุดยืน การเมืองสุจริต ตนได้ร่วมกับพี่น้องภาคใต้ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างจริงจัง พร้อมตั้งเป้าหมายนำพรรคประชาธิปัตย์เข้ามากำกับทิศทางรัฐบาลให้เป็น รัฐบาลแห่งความซื่อสัตย์ ที่ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และไม่สร้างความขัดแย้งในสังคม

“วันนี้สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจ ก็คือเราจะเข้ามาคุมเกมในเรื่องของทิศทางของรัฐบาล ให้เป็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ ให้เป็นรัฐบาลที่ยึดประโยชน์ของส่วนรวม ให้เป็นรัฐบาลที่ไม่สร้างความแตกแยก ซึ่งจะทำให้เราสามารถที่จะผลักดันนโยบายสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นอร์ทแบงค็อกโพลชี้ ณัฐพงษ์-ยศชนัน หายใจรดต้นคอ โค้งสุดท้ายว่างแคบลงจนน่าตกใจ

นอร์ทแบงค็อกโพลชี้ ณัฐพงษ์-ยศชนัน หายใจรดต้นคอ โค้งสุดท้ายว่างแคบลงจนน่าตกใจ

นอร์ทแบงค็อกโพลชี้ ณัฐพงษ์-ยศชนัน หายใจรดต้นคอ โค้งสุดท้ายว่างแคบลงจนน่าตกใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

ผลการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “โค้งสุดท้ายการเมืองไทย : คนไทยต้องตัดสินใจ” ณัฐพงษ์ และพรรคประชาชนยังคงนำแต่ช่องว่างแคบลง พรรคการเมืองที่อยากให้จับมือกันในการจัดตั้งรัฐบาลคือ พรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทย

ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น นอร์ทแบงค็อกโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทมกรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ระหว่างวันที่ 20 – 27 มกราคม 2569 จากจำนวน 2,157 ตัวอย่าง จากกลุ่มตัวอย่างทุกภูมิภาคทั่วประเทศในประเด็น “ความนิยมในพรรคการเมืองและว่าที่นายกรัฐมนตรี” ต่อข้อคำถาม

ภูมิภาคที่ท่านอาศัยอยู่ในปัจจุบัน พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจพักอาศัยอยู่ในภูมิภาคกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 27.60 ปริมณฑล ร้อยละ 19.50 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 16.80 ภาคเหนือ ร้อยละ 10.30 ภาคกลาง ร้อยละ 9.80 ภาคใต้ ร้อยละ 9.10 ภาคตะวันออก ร้อยละ 6.30 และ ภาคตะวันตก ร้อยละ 0.60

ผลจากการหาเสียงของพรรคการเมือง ข้อมูลข่าวสารจากสื่อและผลของการดีเบตในเวทีต่าง ๆ ส่งผลต่อการตัดสินใจของท่านอย่างไร พบว่าไม่ส่งผลยังคงยึดมั่นในพรรคการเมืองเดิม ร้อยละ 66.50 ส่งผลทำให้เกิดความโลเลไม่สามารถตัดสินใจได้ ร้อยละ 19.50 และ ส่งผลมากหันไปยึดมั่นในพรรคการเมืองพรรคใหม่ ร้อยละ 14.00

พรรคการเมืองที่ท่านอยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งทั่วไป 2569 พบว่าพรรคการเมืองที่อยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.00 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 31.20 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 13.60 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.60 รวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 3.50 พลังประชารัฐ ร้อยละ 2.80 พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 2.40  พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.80  พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.10

ผู้นำทางการเมืองที่ท่านอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปภายหลังการเลือกตั้ง 2569 พบว่าผู้นำการเมืองที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปได้แก่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 33.30 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 31.80 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 14.10 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 7.60 นายพีรพันธุ์ สาลีรัชวิภาค ร้อยละ 3.60 นางสาวตรีนุช เทียนทองร้อยละ 3.00 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ร้อยละ 2.50 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ร้อยละ 2.30 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ร้อยละ 1.80

ท่านตั้งใจจะเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในเขตพื้นที่ของท่านจากพรรคการเมืองใด พบว่า สส.แบบแบ่งเขตที่ตั้งใจจะลือกคือผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 33.80 พรรคประชาชน ร้อยละ 31.50 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 13.20 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.70 รวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 5.20 พลังประชารัฐ ร้อยละ 3.40 พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.30  พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 0.60  พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 0.30        

ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตท่านจะคำนึงถึงสิ่งใดเป็นหลักพบว่าคำนึงถึงพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัดเป็นหลัก ร้อยละ 46.40 ทั้งพรรคการเมืองที่สังกัดและบุคคล ร้อยละ 37.60 และบุคคลเป็นหลัก ร้อยละ 16.00

ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และ ส.ส.แบบแบ่งเขต ท่านจะเลือกทั้งพรรคและบุคคลอย่างไร เลือกทั้งพรรคและบุคคลจากพรรคเดียวกัน ร้อยละ 78.20 และเลือกพรรคหนึ่ง แต่เลือกผู้สมัครอีกพรรคในระบบแบ่งเขต ร้อยละ 21.80

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ท่านตั้งใจจะไปใช้สิทธิ์หรือไม่ พบว่าไปแน่นอน ร้อยละ 82.00 และ ไม่ไปแน่นอน ร้อยละ 18.00

ภายหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ท่านอยากเห็นพรรคการเมืองคู่ใดจับมือกันในการจัดตั้งรัฐบาล (จาก 4 พรรคการเมืองที่คาดว่าจะได้จำนวน สส.มากที่สุด 4 อันดับแรก) พบว่าพรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้จับมือกันเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลคือ

ประชาชน – เพื่อไทย ร้อยละ 31.40 

ภูมิใจไทย – เพื่อไทย ร้อยละ 20.30   

ภูมิใจไทย – ประชาชน ร้อยละ 14.50

ภูมิใจไทย – ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 13.60

ประชาชน – ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 11.30

เพื่อไทย – ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.90

ผศ.ดร.สานิตกล่าว ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ ผศ. ดร. สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นอร์ทแบงค็อกโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ โทร.029727200-9 ต่อ 330