ราชภัฏสงขลาโพล เผยผลสำรวจเจาะสนามสงขลา แบ่งเค้ก ปชป.4 ภท.4 กธ.1

ราชภัฏสงขลาโพล เผยผลสำรวจเจาะสนามสงขลา แบ่งเค้ก ปชป.4 ภท.4 กธ.1

ราชภัฏสงขลาโพล เผยผลสำรวจเจาะสนามสงขลา แบ่งเค้ก ปชป.4 ภท.4 กธ.1

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.18 น.

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา รศ.บูฆอรี ยีหมะ ในฐานะ ผู้อำนวยราชภัฏสงขลาโพล แถลงข่าวร่วมกับ ดร.ไชยา เกษารัตน์ รองคณบดีฝ่ายบริหารและวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา รายงานผลการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง จังหวัดสงขลา ในการเลือกตั้งส.ส.โดยได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจำนวน 3,709 ตัวอย่างครอบคลุมทั้ง 16 อำเภอ ทุกอายุและอาชีพ โดยมี 3 คำถามให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งตอบ ประกอบด้วย ท่านจะเลือกพรรคการเมืองใด ท่านจะเลือกผู้สมัครส.ส.คนใด และท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ผลการสำรวจทั้งจังหวัดพบว่ายังมีประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจจำนวน 877 คนหรือคิดเป็นร้อยละ 23.65 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ 1,375 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 37.07 พรรคประชาชน 534 คน คิดเป็นร้อยละ 14.40 พรรคภูมิใจไทย จำนวน 391 คนคิดเป็นร้อยละ 10.5 พรรคเพื่อไทยจำนวน 161 คนคิดเป็นร้อยละ 4.34 พรรคกล้าธรรม จำนวน 157 คน คิดเป็นร้อยละ 4.23 พรรคประชาชาติ จำนวน 86 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 2.32 เป็นต้นส่วนคำถามเรื่องเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ประชาชนร้อยละ 37.13 ไม่เห็นชอบร้อยละ 24 ยังไม่ตัดสินใจและร้อยละ 38.85 เห็นชอบ

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 ร้อยละ 26.15 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 18.16 พรรคภูมิใจไทย  ร้อยละ 12.57 เลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 33.93 ยังไม่ตัดสินใจ

ส่วนแบบแบ่งเขต ร้อยละ 29.54 เลือก นายสรรเพชญ บุญญามณี จากพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 14.97 เลือกนาย พิเชฐ พัฒนโชติ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.98 เลือกนายนายสักกพันธุ์ อนันตพงศ์ พรรคประชาชน ที่เหลือเป็นพรรคอื่นๆร้อยละ 6.39 ร้อยละ 40.12 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 2 เลือก พรรคประชาชน ร้อยละ 30.77 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 23.08 และพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 19.35 ที่เหลือพรรคอื่นๆร้อยละ 15.15 ร้อยละ 11.66 ยังไม่ตัดสินใจ

ส่วนแบบแบ่งเขตเลือกนายจุรี นุ่มแก้ว ปชป.ร้อยละ 27.27  นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากพรรคประชาชนร้อยละ 26.57 และนายศาสตรา ศรีปาน พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 21.45 ประชาชนร้อยละ 13.5 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 3  เลือกพรรคประชาธิปัตย์  ร้อยละ 35.47 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 11.33 และ พรรคประชาชนร้อยละ 9.36 ร้อยละ 37.68 ยังไม่ตัดสินใจ

ส่วนแบบแบ่งเขต เลือกนายทนายอาร์ม สุวรรณรักษา พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 24.14  นายสมยศ พลายด้วง พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 17.73 นพ.นวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ ร้อยละ 9.61 ร้อยละ 44.09 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 4 ร้อยละ 32.41 ยังไม่ตัดสินใจเลือก พรรคพรรคกล้าธรรม ร้อยละ 10.13 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 8.84

ส่วนแบบแบ่งเขต เลือก นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 26.15 นายสิทธิพัฒน์ เสนเนียม พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 15.47 นายโยธิน ทองเนื้อแข็ง พรรคภูมิใจไทยร้อยละ 10.13 นายชัยวัฒน์ อินศรีไกร พรรคประชาชน ร้อยละ9.21 ร้อยละ 33.70 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 5 ร้อยละ 44 57 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 20.82 เลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 26.98 ยังไม่ตัดสินใจ

ส่วนแบบแบ่งเขตนายปรีชา สุขเกษม จากพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 26.39 นายสุวรรณ อ่อนรักษ์ จากพรรคประชาชนร้อยละ 18.77 และนายวงศ์วชิระ ขาวทอง จากพรรคกล้าธรรม ร้อยละ 9.68 ร้อยละ 41.64 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 6 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 49.88 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 11.55 พรรคประชาชน ร้อยละ 9.09 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 6.88 อื่นๆร้อยละ 6.63 พรรคเพื่อไทยร้อยละ 6.14 และพรรคกล้าธรรม ร้อยละ 5.90 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 3.93

ส่วนแบบแบ่งเขต นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 35.63 นายพิพัฒน์ เจือละออง พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 17.20 นายบารมี ขาวทอง พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 16.22 เลือกอื่นๆร้อยละ 14.50 และ นายสมพร แซ่ลิ่ม พรรคประชาชนร้อยละ 11.30 ร้อยละ 5.16 ยังไม่ตัดสินใจ

เขตเลือกตั้งที่ 7 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 40.10 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 12.44 และพรรคประชาชนร้อยละ 7.61 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 32.23

ส่วนแบบแบ่งเขต เลือกนายณัฐนนท์ ศรีก่อเกื้อ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 36.29 นายศิริโชคโสภาร้อยละ 22.0 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 27.92

เขตเลือกตั้งที่ 8 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 51.14 พรรคประชาชนร้อยละ 16.44  พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 9.36 และ พรรคกล้าธรรมร้อยละ 6.85 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 10.50

ส่วนแบบแบ่งเขต นายบังลี ฆอซาลี พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 30.14 นายธีรพงศ์ ดนสวี พรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 16.89 พล.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 14.16 นายกรธัช พัชนี พรรคประชาชนร้อยละ 13.24 ประชาชน ร้อยละ 20.09 ยังไม่ตัดสินใจตัดสินใจเลือก

เขตเลือกตั้งที่9 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 50.80 พรรคเพื่อไทยร้อยละ 8.40 พรรคภูมิใจไทยร้อยละ 7.60 พรรคประชาชนร้อยละ 6.80 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 18.80

แบบแบ่งเขตประชาชน นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง พรรคประชาธิปัตย์  ร้อยละ 46.00 นายธนธร แก้วอนุรักษ์ พรรคประชาชน ร้อยละ 7.60 พันเอกสนิท บุญวงศ์ พรรคเพื่อไทยร้อยละ 6.80 พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 6.00 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 29.60

อนุทิน ควง ศุภจี หาเสียงอุบลฯ ปชช.แห่ต้อนรับ บอกถ้าได้เป็นนายกฯให้กลับมาบ่อยๆ

อนุทิน ควง ศุภจี หาเสียงอุบลฯ ปชช.แห่ต้อนรับ บอกถ้าได้เป็นนายกฯให้กลับมาบ่อยๆ

อนุทิน ควง ศุภจี หาเสียงอุบลฯ ปชช.แห่ต้อนรับ บอกถ้าได้เป็นนายกฯให้กลับมาบ่อยๆ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.56 น.

“อนุทิน”ควง”ศุภจี”หาเสียงอุบลฯ ปชช.แห่ต้อนรับ บอกถ้าได้เป็นนายกฯให้กลับมาบ่อยๆ เดินช้อปอุดหนุนน้ำอ้อย ขณะคนรุมเรียก”ศุภจี”บอกขวัญใจเลย

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย 2 เขต ได้แก่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 8 และ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 7 โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย และ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายอนุทิน ร่วมคณะด้วย

โดยนายอนุทิน เดินทางด้วยรถยนต์โตโยต้าเวลไฟร์ ทะเบียนป้ายแดง บ 6091 กรุงเทพมหานคร มาจุดแรกที่ตลาดเทศบาลพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี หาเสียงช่วย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 8 เมื่อมาถึง นายอิสสระ สมชัย อดีต สส.อุบลราชธานี หลายสมัย ซึ่งเป็นบิดา น.ส.บุณย์ธิดา มาต้อนรับ พร้อมมีประชาชนมาขอถ่ายภาพเซลฟี่ ขอจับมือและเข้าสวมกอดนายอนุทิน ช่วงหนึ่งมีประชาชนกล่าวกับนายอนุทินว่า ถ้าได้เป็นนายกฯอีกให้มาบ่อยๆ ก่อนนายอนุทินเขียนลายเซ็นบนหมวกให้ประชาชนที่มารอให้กำลังใจ

จากนั้น นายอนุทิน เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในตลาด ระหว่างเดินได้แวะร้านน้ำอ้อยสด สั่ง 2 แก้ว ของตนเองและให้นางศุภจีด้วย นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้ซื้อน้ำเขียว ที่ทำจากเครื่องทำน้ำอัดลมวุ้น ช่วงหนึ่งนายอนุทินยังได้ร่วมถ่ายรูปแบบบูมเมอแรงกับเด็กนักเรียนที่มาขอถ่ายด้วย ขณะเดียวกันในการลงพื้นที่ประชาชนและเด็กๆ ยังให้ความสนใจมาขอถ่ายภาพกับนางศุภจี พร้อมบอกว่าเป็นขวัญใจเลย จนช่วงหนึ่งนายอนุทินถึงกับแซวนางศุภจีว่า ดังมากเลย

– 006

จ่อขอหมายแดง-ยึดทรัพย์ เลขาฯสมช.แจงฟ้อง ฮุนเซน-ฮุนมาเนต

จ่อขอหมายแดง-ยึดทรัพย์ เลขาฯสมช.แจงฟ้อง ฮุนเซน-ฮุนมาเนต

จ่อขอหมายแดง-ยึดทรัพย์ เลขาฯสมช.แจงฟ้อง ฮุนเซน-ฮุนมาเนต

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

เลขาฯสมช.ระบุยื่นฟ้องฮุนเซน-ฮุน มาเนต ทั้งแพ่งอาญา จ่อขอหมายแดง-ยึดทรัพย์ในประเทศ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้อธิบายเพิ่มเติมกับ “แนวหน้าออนไลน์” เรื่องที่ระบุว่า ได้เดินทางไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อฟ้องร้องฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการในเหตุปะทะชายแดน ว่ายื่นฟ้องต่อศาลไทยทั้งทางอาญาและทางแพ่ง โดยให้ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับความเสียหายแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจท้องที่ จากนั้นสำนักงานอัยการสูงสุดได้รวบรวมทำสำนวนส่งฟ้องศาล

นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า หากมีการออกหมายจับก็จะมีการยื่นเรื่องให้ออกเป็นหมายแดงอินเตอร์โพล ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่ถูกออกหมายจับเดินทางไปต่างประเทศได้ยาก ส่วนทางแพ่งหากผู้ถูกออกหมายจับมีทรัพย์สินอยู่ในเมืองไทยเราสามารถยึด อายัด นำไปสู่การขายทอดตลาดเพื่อแปลงเป็นเงินมาเป็นค่าชดเชยกับผู้ได้รับความเสียหาย

รุมจวก กูรูไพศาล ลงภาพกองเชียร์บอลเกาหลี บอกโคราชแลนด์สไลด์

รุมจวก กูรูไพศาล ลงภาพกองเชียร์บอลเกาหลี บอกโคราชแลนด์สไลด์

รุมจวก กูรูไพศาล ลงภาพกองเชียร์บอลเกาหลี บอกโคราชแลนด์สไลด์

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

ชาวเน็ตจับผิด”กูรูไพศาล” ลงภาพอ้างโค้งสุดท้ายสีแดงแลนด์สไลด์ที่โคราช ที่แท้เป็นภาพกองเชียร์ฟุตบอลเกาหลีใต้ นัดเจอสเปนปี 2002

นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายที่ได้รับการตั้งฉายากูรูการเมืองไทย ซึ่งช่วงหลังแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ค ลงภาพคนสวมเสื้อสีแดงจำนวนมาก พร้อมระบุข้อความ “ช่วงโค้งสุดท้ายก็แลนสไสด์” ต่อเนื่องจากโพสซ์ก่อนหน้านั้นที่ได้ลงคลิปการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่นครราชสีมา

อย่างไรก็ตาม ภาพที่นายไพศาล ระบุว่า “ช่วงโค้งสุดท้ายก็แลนสไสด์” ได้มีชาวเน็ตมาคอมเมนต์จำนวนมาก โดยต่อว่านายไพศาล ไม่ตรวจสอบข้อมูลก่อนโพสต์

เช่น “อย่าอวยกันจนเกินจริงเลยครับนี่มันแข่งขันฟุตบอลโลก เกาหลีใต้ VS สเปน, รอบก่อน รองชนะเลิศ, ฟุตบอลโลก FIFA ปี 2002 ไม่เนียนเลยนะครับไอ้คนเชื่อแม่งก็โง่ไม่ลืมหูลืมตา โทรศัพท์มันก็ค้นหารูปภาพได้ในกูเกิ้ล”

“สถานที่: ลานหน้าศาลาว่าการกรุงโซล (Seoul City Hall Plaza หรือปัจจุบันคือ Seoul Plaza) ประเทศเกาหลีใต้
เหตุการณ์: เป็นการรวมตัวกันของแฟนบอลชาวเกาหลีใต้ที่เรียกตัวเองว่า “Red Devils” (ปีศาจแดง) เพื่อชมการถ่ายทอดสดและเชียร์ทีมชาติเกาหลีใต้ในศึกฟุตบอลโลกปี 2002 (2002 FIFA World Cup) ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมกัน
วันที่: ภาพลักษณะนี้ถูกถ่ายไว้หลายครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2002 โดยเฉพาะในแมตช์สำคัญๆ เช่น นัดที่เจอกับอิตาลี (18 มิถุนายน 2002) หรือสเปน ซึ่งในยุคนั้นปรากฏการณ์ “ทะเลสีแดง” (Red Wave) บนท้องถนนในกรุงโซลโด่งดังไปทั่วโลก เพราะมีผู้คนออกมาเชียร์รวมกันนับล้านคน”

นอกจากนี้ แนวหน้าออนไลน์ได้ตรวจสอบพบว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพกองเชียร์ฟุตบอลเกาหลีใต้ ร่วมกันเชียร์ฟุตบอลนัดที่เกาหลีใต้พบกับสเปน ในรองก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 2002

ศุภชัย ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้าย ภท. ยัน สจ.เนย์ ไม่เคยสังกัดภูมิใจไทย

ศุภชัย ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้าย ภท. ยัน สจ.เนย์ ไม่เคยสังกัดภูมิใจไทย

ศุภชัย ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้าย ภท. ยัน สจ.เนย์ ไม่เคยสังกัดภูมิใจไทย

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

“ศุภชัย”ซัดอินฟลูฯกุเรื่องใส่ร้ายลาม”ภูมิใจไทย” ยัน”สจ.เนย์”ผู้ต้องหาคดีเว็บหวยเป็นอดีตสมาชิกเพื่อไทย ไม่เคยสังกัด ภท. ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด เตือนคนแชร์ผิดด้วย

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า กรณีที่กระทรวงยุติธรรมแถลงข่าวการออกหมายจับเจ้าของเว็บไซต์หวยออนไลน์รายใหญ่ ฉายา “สจ.เนย์ กาฬสินธุ์” ชื่อจริงคือ นายปฐนัญ จันดอน ซึ่งได้หลบหนีออกนอกประเทศแล้วพร้อมกับภรรยา โดยบุคคลดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ใน จ.กาฬสินธุ์ และเป็นทีมงานใกล้ชิดของ สส.พลากร พิมพะนิตย์ หรือ สส.บอล จ.กาฬสินธุ์ รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับ นายวิรัช พิมพ์พะนิตย์ หรือ สส.หมู ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.)

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ผู้ถูกออกหมายจับรายดังกล่าวเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และเพิ่งลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 21 ม.ค.69 หรือเพียง 6 วันที่ผ่านมา ขอยืนยันว่า สจ.เนย์ ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างใด แต่วันนี้มีอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย ใช้ชื่อ “อาร์ต ตะวันโฟโต้” ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook และ TikTok ซึ่งตนได้ดำเนินคดีที่ใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จกับภูมิใจไทยมาก่อนหน้านี้ แต่วันนี้มาลงข้อความว่า “ผู้ถูกออกหมายจับไม่ได้สังกัดพรรคเพื่อไทย ได้ลาออกจากสมาชิกพรรค และย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย”

“การโพสต์ดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เพราะบุคคลนี้ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และทำงานอยู่กับ สส.พรรคเพื่อไทย มาโดยตลอด ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจะดำเนินคดีกับ “อาร์ต ตะวันโฟโต้” ซึ่งถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันไปหลายคดีแล้ว และยังไม่ยุติพฤติกรรมการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ขอเตือนว่าวันนี้กำลังจะถูกหมายจับ ขออย่าหลบหนีไปเสียก่อน” นายศุภชัย กล่าว

ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย กล่าวด้วยว่า ขอให้ยุติการแชร์ข้อมูลเท็จดังกล่าว หากใครยังแชร์ต่อจะมีความผิด และพรรคจะดำเนินคดีกับคนทุกคน

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัด ‘แจกเงินล้าน’ ประชานิยมสุดโต่ง เตือนระวัง ‘โรแมนซ์สแกมการเมือง’

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัด ‘แจกเงินล้าน’ ประชานิยมสุดโต่ง เตือนระวัง ‘โรแมนซ์สแกมการเมือง’

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัด ‘แจกเงินล้าน’ ประชานิยมสุดโต่ง เตือนระวัง ‘โรแมนซ์สแกมการเมือง’

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

“เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย” ซัดแรง “แจกเงินล้าน” ประชานิยมสุดโต่ง เตือนคนไทย ระวัง “โรแมนซ์สแกมการเมือง” หลอกให้รัก-ให้เลือก สุดท้ายขายฝัน ยัน “ประชาประโยชน์“ ทำปท.ยั่งยืนกว่า

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 23 แสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกแคมเปญหาเสียงของบางพรรคที่จะแจกเงินล้านทุกวัน ว่า เป็นนโยบาย ประชานิยมแบบสุดโต่ง ตนไม่เห็นด้วย เพราะการจะให้ประชาชนมีเงินได้นั้น ต้องมีการพัฒนาคนด้วย ไม่ใช่ประชานิยมแจกไปอย่างเดียว ซึ่งการแจกแบบนี้จะคล้ายกับ  “โรแมนซ์สแกมเมอร์” หรือ สแกมเมอร์การเมือง คือการหลอกให้รักหลอกให้หลง หลอกให้เลือกลงคะแนนให้พรรคนั้น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้อะไรแต่ยิ่งทำให้ประเทศถอยหลังด้วยซ้ำ ในเรื่องนี้พรรคปวงชนไทยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง  

“เราไม่เห็นด้วยกับประชานิยมแบบนี้ แต่เน้นนโยบายประชาประโยชน์ สร้างประเทศไทยให้ยั่งยืนทำให้ทุกคนมีความรู้ความสามารถ ควบคู่กับการมีรายได้ที่สูงขึ้นทำให้เกิดความยั่งยืน”

หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ระบุด้วยว่า การเลือกตั้งทุกครั้ง มีการใช้เงินซื้อเสียง หลายเขตใช้เงินเป็นหลายสิบล้านหรือหลักร้อยล้าน มองได้ว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ต้องการเข้ามาทุจริตคอร์รัปชัน ถ้านักการเมืองคนไหนใช้เงินจำนวนมากแบบนี้ในการเลือกตั้ง แสดงว่ามีเป้าหมายที่จะเข้ามากอบโกยถอนทุนคืนจากประเทศและพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน  

”ขอฝากพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทย อย่าไปรับเงิน หรือหากรับไปแล้ว ก็อย่าเลือกพรรคนั้นโดยเด็ดขาด การเลือกตั้งทุกคนสำคัญมาก เรามีสิทธิ์คนละหนึ่งเสียงเท่ากัน ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีมานานแล้ว ขอให้ทุกคนร่วมกันหยุดเรื่องนี้ให้ได้ ต้องอย่ารับเงินเหล่านี้ เพื่ออนาคตของประเทศไทยต่อไป“

นายเอกสิทธิ์ ย้ำว่า หลายปีที่ผ่านมามีแต่นโยบายประชานิยม ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้พี่น้องประชาชนได้จริง เลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา เลือกมาหลายพรรคแล้ว แต่ปัญหาเศรษฐกิจก็ยังไม่ดีขึ้น ประชาชนยังลำบากและมีหนี้สินเหมือนเดิม วันนี้ พรรคปวงชนไทย ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ไม่ใช่นักธุรกิจการเมืองที่ต้องการเข้ามาหาผลประโยชน์ ซึ่งตนเองมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจสำเร็จมาแล้ว จึงขออาสาเข้ามาแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

เทียบประกันสังคมกับสปสช. หมอเหรียญทองลั่นเฮงซวยเหมือนกัน ชี้ผู้ป่วยบัตรทองเหมือนขอทานใบส่งตัว

เทียบประกันสังคมกับสปสช. หมอเหรียญทองลั่นเฮงซวยเหมือนกัน ชี้ผู้ป่วยบัตรทองเหมือนขอทานใบส่งตัว

เทียบประกันสังคมกับสปสช. หมอเหรียญทองลั่นเฮงซวยเหมือนกัน ชี้ผู้ป่วยบัตรทองเหมือนขอทานใบส่งตัว

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมไม่ได้บอกว่าสำนักงานประกันสังคมดีนะครับ แต่ผมจะบอกให้ผู้ประกันตนสิทธิประกันสังคมทราบทั่วกันว่า ทั้ง 2 หน่วยงานนี้เฮงซวยเหมือนกัน เพียงแต่สำนักงานประกันสังคมยังบริหารงานไม่เลวร้ายเท่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) ก็ขอให้ระมัดระวังการโจมตีให้ร้ายเพื่อหาเสียงทางการเมืองกันให้ดี

หาก สปสช ดีกว่าประกันสังคมจริง รพ.เอกชนส่วนใหญ่คงแห่กันเข้าร่วมเป็นคู่สัญญากับ สปสช เข้าร่วมระบบบัตรทองกันเยอะแยะไปนานแล้วครับ สปสช ทั้งเบี้ยวหนี้เหนียวหนี้ยิ่งกว่าประกันสังคมนะครับ

ผู้ประกันตนสิทธิประกันสังคมอยากรู้ซึ้งถึงความยากลำเข็ญของผู้มีสิทธิบัตรทอง ให้ลองไปเยี่ยม รพ. หรือคลินิกไหนก็ได้ตามที่ สปสช จัดให้แก่ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองดูสิครับว่าผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเดือดร้อนทุกข์ยากขนาดไหน

อย่าไปดูคำโฆษณาชวนเชื่อของ สปสช นะครับ มันโกหก สร้างภาพเกินจริง สปสช มันโฆษณาชวนเชื่อเหมือนเผด็จการเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ครับ

ผมบอกเลยว่าผู้ป่วยสิทธิบัตรทองปัจจุบันนี้มีสภาพเหมือน ‘ขอทานใบส่งตัว’ กันอยู่แล้วนะครับ เชื่อพรรคประชาชนได้ แต่อย่าเชื่อทั้งหมด พรรคประชาชนไม่เปิดเผยความเน่าเฟะของ สปสช กันเลย

สรุปให้ง่ายๆ ว่า สำนักงานประกันสังคมยังดีกว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) นะครับ หาก สปสช ดีกว่าประกันสังคม รพ.เอกชน ส่วนใหญ่แห่กันเข้าร่วมบัตรทองกันไปตั้งนานแล้ว

หมอวรงค์ เตือนสติประกันสังคม โยนเอกชนบริหารต้องศึกษาให้ดี ยก ชิลี เป็นบทเรียน

หมอวรงค์ เตือนสติประกันสังคม โยนเอกชนบริหารต้องศึกษาให้ดี ยก ชิลี เป็นบทเรียน

หมอวรงค์ เตือนสติประกันสังคม โยนเอกชนบริหารต้องศึกษาให้ดี ยก ชิลี เป็นบทเรียน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #เตือนสติประกันสังคมให้เอกชนดูแล

กองทุนประกันสังคม เป็นกองทุนสวัสดิการ ที่มีรายรับมาจาก 3 ส่วน รัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง ที่กองทุนต้องรับภารกิจ ด้านสวัสดิการ 7 อย่างคือ

1.เจ็บป่วย

2.คลอดบุตร

3.ทุพพลภาพ

4.ชราภาพ

5.ตาย

6.ว่างงาน

7.สงเคราะห์บุตร

ปัจจุบันขนาดของกองทุนประกันสังคมไทย มีมูลค่าประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท เกี่ยวข้องกับผู้ประกันตนประมาณ 24.5 ล้านคน

เนื่องจากภารกิจของกองทุนมีมาก การลงทุนของประกันสังคม จึงต้องป้องกันความเสี่ยง เพื่อมีงบประมาณเพียงพอ ในการดูแลสวัสดิการทั้ง 7 อย่างนี้

สิ่งที่ต้องแยกแยะวิเคราะห์คือ ปัญหาประกันสังคมเกิดจากอะไรในขณะนี้ นั่นคือความไม่โปร่งใส ประกันสังคมต้องโปร่งใส และตรวจสอบได้

คำถามถามว่าถ้าให้ เอกชนบริหารโดยเอกชน ถ้าการบริหารล้มเหลว หรือมีปัญหาเรื่องการลงทุนขึ้นมา เงินไม่เพียงพอในการจ่ายสวัสดิการทั้ง 7 ใครจะรับผิดชอบ

เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้น ที่กองทุนประกันสังคม ของประเทศชิลี (ขนาดกองทุนประมาณ6.5 ล้านล้านบาท) ที่แยกให้เอกชนมาบริหาร สุดท้ายแล้วผลตอบแทน ไม่เป็นไปตามที่คาด ไม่มีเงินเพียงพอ ในการดูแล สวัสดิการผู้ประกันตน จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วง และเรียกร้องให้รัฐเข้ามาดูแล

วันนี้ปัญหาของกองทุนประกันสังคมไทย ถ้ามีปัญหาที่ไหนควรต้องแก้ตรงนั้น เพราะอย่างไรเสีย ถ้าเกิดอะไรขึ้นรัฐก็ยังดูแลสิทธิประโยชน์สวัสดิการของผู้ประกันตน ถ้ามีปัญหาเรื่องความโปร่งใส ต้องแก้เรื่องความโปร่งใส

เราจะเอากองทุนประกันสังคม ไปเปรียบเทียบกับกบข.ไม่ได้ เพราะกองทุนกบข. รับผิดชอบแค่เรื่องเดียวคือบำเหน็จบำนาญ การลงทุนที่มีความเสี่ยงอาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะการใช้เงินจะระยะยาวกว่ามาก แต่ของประกันสังคมต้องมีรายจ่ายเชิงสวัสดิการทุกวัน

แม้แต่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกองทุนประกันสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดมูลค่าประมาณ 65-66 ล้านล้านบาท ของประเทศเกาหลี ใหญ่อันดับ 3 ของโลก มีมูลค่าประมาณ 35 ล้านล้านบาท เขายังต้องให้รัฐดูแล เพียงแต่ว่าอาจจะมีกองทุนย่อย ที่รับความเสี่ยงได้ ให้กองทุนเอกชนอื่นๆไปบริหารได้ แต่ภายใต้การดูแลของรัฐ

เพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ประกันตน ต้องได้รับสวัสดิการ ทั้ง 7 อย่างแน่ๆ กองทุนประกันสังคม ควรต้องอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ แต่อาจจะให้กองทุนเอกชนเข้ามาบริหารกองทุนย่อย เหมือนของญี่ปุ่นหรือเกาหลี เพราะอย่างไร รัฐต้องรับผิดชอบ ถ้าให้เอกชน จะไม่มีหลักประกันในปัญหา

ส่วนเรื่องที่ไม่มีความโปร่งใส ทุจริตหรือคอร์รัปชั่น ควรมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง และเอาผิด และต้องทำให้กองทุนโปร่งใส ต้องแก้ให้ถูกจุด แต่ถ้าคิดจะให้เอกชนไปบริหาร อย่าบิดเบือนข้อมูล ลองศึกษากองทุนใหญ่ๆของโลกให้ดี จะได้เป็นบทเรียน โดยเฉพาะจากประเทศชิลี ญี่ปุ่น และเกาหลี

ปปช เปิดบัญชีทรัพย์สิน พัฒนา รมว สธ ทะลุพันล้าน ด้าน บวรศักดิ์ 231ล้าน พระเครื่องดังเพียบ

ปปช เปิดบัญชีทรัพย์สิน พัฒนา รมว สธ ทะลุพันล้าน  ด้าน บวรศักดิ์ 231ล้าน พระเครื่องดังเพียบ

ปปช เปิดบัญชีทรัพย์สิน พัฒนา รมว สธ ทะลุพันล้าน ด้าน บวรศักดิ์ 231ล้าน พระเครื่องดังเพียบ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

วันนี้(27 ม.ค.69 ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งกันทางการเมือง มีบัญชีทรัพย์สินที่น่าสนใจ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีทรัพย์สิน 1,092,128,958 บาท เป็นทรัพย์สินนายพัฒนา 60,185,0820  บาท  เช่น  เงินลงทุน 43.2 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 6.2 ล้านบาท ทรัพย์สิน น.ส.อัจฉรา รัตนธนาสาร คู่สมรส 1,031,943,875  บาท ที่ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนถึง 940,276,298 บาท เงินให้กู้ยืม 16.9ล้านบาท ที่ดิน 11.8 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นๆ 14.7  ล้านบาท โดยแจ้งว่ามีหนี้สิน  247,616,384 บาท

พัฒนา พร้อมพัฒน์

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 231,930,848 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินฝาก 10,252,655 บาท เงินลงทุน 51,462,070  บาท ที่ดิน 15 แปลง 144,935,101 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 หลัง เป็นห้องชุดทั้งหมดรวม 10,382,422 บาท ทรัพย์สินอื่นๆ  10,898,600 บาท เช่น พระสมเด็จ พระบูชา หลวงปู่ทวด ท้าวเวสสุวรรณ พระต่าง ๆ 312 รายการ กว่า 4.4 ล้านบาท มีนาฬิกา 7 เรือน กว่า 4 ล้านบาท

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ดันไทยอยู่ในเรดาร์เวทีโลก เอกนิติ เผยผล WEF ดาวอส ดึงดูดลงทุน 5 แสนล้าน

ดันไทยอยู่ในเรดาร์เวทีโลก เอกนิติ เผยผล WEF ดาวอส ดึงดูดลงทุน 5 แสนล้าน

ดันไทยอยู่ในเรดาร์เวทีโลก เอกนิติ เผยผล WEF ดาวอส ดึงดูดลงทุน 5 แสนล้าน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้นำทีมไทยแลนด์ เข้าร่วมเวที WEF ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีหัวใจสำคัญคือการเป็นเวทีแห่งการพูดคุยของผู้นำเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนของโลก โดยเรื่องแรกประเทศไทยได้แสดงบทบาทอยู่ในเรดาร์ของเวทีโลกอย่างชัดเจน ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และโลกแตกขั้ว

“อาเซียนโดยเฉพาะเมืองไทยที่เป็นศูนย์กลางในอาเซียน เราได้แสดงบทบาทว่าความเป็นกลางของเราเป็นที่ที่ทุกคนพยายามบริหารความเสี่ยงจากโลกแตกขั้วแล้วมาลงทุนค้าขายกับพวกเรามากขึ้น เห้นได้จากตัวเลขคำขอลงทุนในปีที่แล้วอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 60% โดยนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น เกษตรสมัยใหม่ แปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า Smart Electronics และ Data Center” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า จากรายงานของสหประชาชาติที่ออกมาเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ระบุว่าประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลกที่ดึงดูดการลงทุนของ Data Center โดยอันดับ 1 คือฝรั่งเศส อันดับ 2 อเมริกา อันดับ 3 เกาหลี อันดับ 4 บราซิล อันดับ 5 สเปน อันดับ 6 ไทย อันดับ 7 อินเดีย อันดับ 8 อิตาลี อันดับ 9 มาเลเซีย และอันดับ 10 นอร์เวย์

ต่อมาในเรื่องที่สองคือการสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ ในการเดินทางครั้งนี้ ได้มีโอกาสพบกับประธานธนาคารโลก กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF เลขาธิการ OECD และผู้นำของหน่วยงานและรัฐบาลหลายประเทศ โดยไทยได้นำข้อมูลเรื่องการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไปหารือพบกับเลขาธิการ OECD และได้รับการยืนยันว่าจะพยายามขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นสมาชิก OECD ภายใน 5 ปี

ขณะเดียวกันประเทศไทยยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีผู้นำประเทศด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าภาพงานนี้มา 35 ปีแล้ว

ส่วนเรื่องที่สามคือการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ นายเอกนิติระบุว่า ได้พบกับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำประมาณ 30 บริษัทที่สนใจมาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องดิจิทัลและ AI ซึ่งทุกบริษัทยืนยันที่จะลงทุนและจะลงทุนเพิ่มในประเทศไทย รวมมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่

“รัฐบาลไม่ได้ขอให้นักลงทุนมาลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องการให้มาเพิ่มศักยภาพของคนไทยด้วย โดยขอให้มาส่งเสริมการเพิ่มทักษะคนไทยและส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำในโลกยุคใหม่ ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนทุกรายที่พร้อมมาร่วมงาน โดยเฉพาะการสร้างวิศวกรด้าน Data เพื่อให้คนไทยมีงานทำและมีรายได้ที่สูงขึ้นในยุคเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และ Data” นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการเข้าร่วม WEF ครั้งนี้นักลงทุนพร้อมมาลงทุนมากกว่านี้ถ้าประเทศไทยมีพลังงานสะอาดเพียงพอ ซึ่งเป็นนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้หารือในคณะรัฐมนตรีว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม เพื่อเป็นจุดดึงดูดให้ประเทศไทยน่าสนใจยิ่งขึ้น

รองนายกฯ กล่าวว่า ความสำเร็จทั้ง 3 เรื่องที่เกิดขึ้น นั่นคือสามารถสร้างเวทีทีมไทยแลน์ในเวที WEF และเศรษฐกิจโลก การสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรระหว่างประเทศและการเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงานธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมนี้ และการโชว์ศักยภาพการลงทุนของไทยในเรื่องเกษตรสมัยใหม่ ดิจิทัล Data และ Wellness ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย พร้อมทั้งขอให้นักลงทุนมาร่วมพัฒนาทักษะให้กับคนไทยในเรื่อง AI ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียวด้วย