ไทยก้าวใหม่ ปราศรัยใหญ่ ตั๊น จิตภัสร์ เผยย้ายค่ายเพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

ไทยก้าวใหม่ ปราศรัยใหญ่ ตั๊น จิตภัสร์ เผยย้ายค่ายเพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

ไทยก้าวใหม่ ปราศรัยใหญ่ ตั๊น จิตภัสร์ เผยย้ายค่ายเพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.41 น.

“ไทยก้าวใหม่”ขนทัพใหญ่ปราศรัยใต้พระราม 8 “ตั๊น จิตภัสร์”เผยย้ายค่ายเพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ชูเรียนฟรีจริง-ลดเหลื่อมล้ำ ซัดเล่นเกมการเมืองจนเศรษฐกิจพัง เยียวยาไม่ตอบโจทย์

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่สะพานพระรามแปด เขตบางพลัด กรุงเทพฯ พรรคไทยก้าวใหม่ จัดเวทีปราศรัยเขตฝั่งธนบุรี นำโดย นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ , คุณหญิงกัลยา โสภนพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรค 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยก้าวใหม่ , น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร หัวหน้าทีมเสมอภาคและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อและผู้สมัคร สส.กทม.ทั้ง 33 เขตใน กทม.พร้อมประชาชนผู้สนับสนุนร่วมงานจำนวนมาก บนเวทีมีการแนะนำตัวของผู้สมัคร สส.กทม.ทั้ง 33 เขต และเน้นย้ำแนวนโยบายของพรรคที่ชูเรื่องการสร้างทุนมนุษย์ เพื่อสร้างอนาคตและเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใน กทม.รวมถึงภัยพิบัติธรรมชาติ

โดย น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคไทยก้าวใหม่ ขึ้นปราศรัยตอนหนึ่งว่า ขอบคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ได้ให้การต้อนรับพรรคใหม่ พรรคเล็กน้องใหม่พรรคไทยก้าวใหม่เข้าคูหากาเบอร์ 49 ตนอยู่วงการการเมืองมาเป็นปีที่ 19 แล้ว เริ่มตั้งแต่ตอนอายุ 22 ปี เป็นตำแหน่งประจำสำนักนายกฯ เลขารัฐมนตรี ได้มีโอกาสลงสมัคร สส.เขตดุสิต ราชเทวี แล้วก็ได้มาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ แต่วันที่ตนได้ตัดสินใจร่วมทำงานกับ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพราะอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ที่ไม่เหมือนเดิม

น.ส.จิตภัสร์ กล่าวต่อว่า 19 ปีที่ทำงานการเมืองมาเราให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชน ซึ่งมันทำให้เกิดปัญหาของเรื่องปากท้อง โดยวันนี้ไม่ต้องพูดถึงว่าปากท้องเป็นอย่างไร เศรษฐกิจเป็นอย่างไร เพราะเราเห็นแล้วว่าเวลาไปเดินตลาดที่ไหนก็เงียบ ไปท่องเที่ยวที่ไหนก็เงียบ ธุรกิจตกต่ำ พี่น้องประชาชนมีปัญหาเรื่องปากท้อง ล้วนมาจากความเหลื่อมล้ำ และเราจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยนโยบายอันแรกของเราคือการเรียนฟรี ที่ไม่ใช่การเรียนฟรีเหมือนที่ทุกพรรคพูด เพราะ 18 – 19 ปี ที่ทำงานการเมืองมา ไม่เคยมีพรรคไหนไม่พูดถึงเรื่องการเรียนฟรี แต่ไม่เคยได้เรียนฟรีจริง เพราะมีทั้งค่าอุปกรณ์ ค่ายูนิฟอร์ม ค่าการเดินทางและเด็กกว่า 8 ล้านคนเป็นหนี้ กยศ.อยู่ทุกวันนี้ และเราต้องผ่ากระทรวงศึกษา กำจัดหนี้ กยศ. ยกหนี้ กยศ.ให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทย และต้องเรียนฟรีจริง ที่ฟรีแบบมีคุณภาพ ถ้าไม่มีคุณภาพเราก็จะไม่สามารถขจัดเรื่องของความเหลื่อมล้ำเรื่องของความเสมอภาคได้ และเราไม่สามารถที่จะมีสังคมที่มั่นคงได้

“วันนี้น่าเศร้า เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่เกมการเมือง หันไปทางซ้ายก็เจอพรรคที่เสนอตัวเป็นรัฐบาลแต่ยุบสภาหนี เวลาจะมีอภิปรายไม่ไว้วางใจ หันไปอีกทางหนึ่งก็ด้อยค่าทหาร แล้ววันนี้เราจะยืนตรงจุดไหน ตั๊นมาตรงนี้เพราะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ตอนลงพื้นที่จริง ที่ จ.สระแก้ว พร้อมกับผู้สมัคร สส.พรรคไทยก้าวใหม่ ได้เห็นบ้านเรือนประชาชนที่ BM-21 ของกัมพูชายิงเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน นั่งเศร้าอยู่ในมุมบ้านเพราะหลังคาหายไป โดยรัฐบาลมีนโยบายเยียวยาแบบให้เงิน แต่ให้เงินโดยที่ไม่ลงไปดูสถานการณ์จริง โดยมีการอนุมัติมา 5,000 บาท แต่อยากถามว่ารัฐบาลเคยลงไปดูหรือยังว่าความเสียหายมันมากขนาดไหน ตัวเลขที่ไม่ตรงกับสถานการณ์จริง และไม่ต้องพูดถึง อ.หาดใหญ่ ที่ถูกน้ำท่วมเพราะตอนนี้ อ.หาดใหญ่ เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นและยังไม่มีนโยบายที่จะไปเยียวยาพ่อแม่พี่น้องที่หาดใหญ่เลย สำหรับ 2 สถานการณ์นี้จะทิ้งพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่ให้กลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางขึ้นมา และประชาชนของก็จะโดนตกหล่นไปข้างหลัง แต่ถ้าเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ ตั๊นมั่นใจว่า ด้วยการนำของ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ เราจะเดินไปข้างหน้าและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกต่อไปอนาคตของพรรคไทยก้าวใหม่ และผู้สมัคร สส.ทุกท่าน อยู่ในมือของพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งที่ตัดสินใจแล้ว และที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ วันนี้ตนอยากฝากอนาคตของพรรคน้องใหม่ พรรคน้องเล็ก แต่เราจะไม่เล็กอีกต่อไป” น.ส.จิตภัสร์ กล่าว

– 006

ภูมิใจไทยลุยหาเสียงสีลม เอกนิติ ล้อมวงคุยนโยบายเศรษฐกิจ

ภูมิใจไทยลุยหาเสียงสีลม เอกนิติ ล้อมวงคุยนโยบายเศรษฐกิจ

ภูมิใจไทยลุยหาเสียงสีลม เอกนิติ ล้อมวงคุยนโยบายเศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.06 น.

“ภูมิใจไทย”ลุยหาเสียงสีลม ล้อมวงคุยนโยบายเศรษฐกิจ กับนิสิตนักศึกษา-พนักงานออฟฟิศ-ผู้ประกอบการออนไลน์ ด้าน”เอกนิติ”แนะปฏิรูปประกันสังคม ยึดต้นแบบ”กบข.”อิสระ-โปร่งใส ยันไม่มีแจกเงินสุรุ่ยสุร่าย ต้องใช้ภาษีประชาชนให้คุ้มทุกบาททุกสตางค์

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยแกนนำของพรรค ได้แก่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียง กทม. , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แม่ทัพหาเสียง กทม. , น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายเกรียงยศ สุดลาภา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วย น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ผู้สมัคร สส.กทม.เขตพระนคร-ป้อมปราบศัตรูพ่าย-สัมพันธวงศ์-ดุสิต-บางรัก ที่ลานหน้าอาคาร Park Silom โดยเป็นการมาพูดคุยนโยบายของพรรค พร้อมรับฟังความคิดเห็นกลุ่มนิสิตนักศึกษา กลุ่มพนักงานออฟฟิศ และผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์

นายเอกนิติ กล่าวนำเสนอนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ว่า วันนี้ถ้าดูการหาเสียงของทุกพรรค สิ่งสำคัญคือให้คนไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น ยืนได้บนขาตัวเอง ซึ่งเราจะไม่มีการมาบอกว่าแจกอะไร แต่ทุกนโยบายต้องทำให้คนไทยเติบโต หาโอกาสให้ยืนได้ด้วยตัวเอง จึงมีนโยบาย 10 พลัสที่ออกแบบทำให้คนไทยมีรายได้มากขึ้นในระยะยาว คือต้องทำให้คนไทยเก่งขึ้น ขณะที่โครงการคนละครึ่งพลัส ช่วยลดรายจ่ายของประชาชน และที่สำคัญคือให้ร้านค้ารายเล็กมีรายได้มากขึ้น ส่วนโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ใช้เงินกองทุนฟื้นฟูมาซื้อหนี้ ที่เป็นเงินของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ส่งให้แบงก์ชาติ ไม่ใช่เงินของรัฐบาล ซึ่งหากมีวินัยจ่ายเงินตรง ก็จะลดดอกเบี้ยให้ด้วย เพื่อให้คนที่เป็นหนี้ไม่กลับมาอยู่ในวังวนหนี้อีก

“เราไม่มีนโยบายแจกเงินสุรุ่ยสุร่าย เพราะเงินทุกบาทที่ใช้คือเงินภาษีของประชาชน ต้องใช้ให้คุ้มทุกบาททุกสตางค์จะไม่มีการแจกอะไร ใช้เงินเป็นระบบ ช่วยคนได้จริง ให้มีรายได้ ภูมิใจไทยเบอร์ 37 เลือก 37 แล้วจะสำเร็จ” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวถึงยังนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคม ว่า กระทรวงการคลังดูแลกองทุนบำเหน็จบำบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นระบบที่ดีมาก เพราะให้อิสระ แต่เรากำกับดูแลเอาสมาชิกเป็นที่ตั้ง มองว่าอย่างไรก็ต้องปฏิรูปประกันสังคมโดยดูต้นแบบจาก กบข.ใช้ความโปร่งใส เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบในทุกมิติและต้องได้คนเก่งมาทำงานด้านการบริหารเงิน

“ผมเชื่อว่าถ้าเราปฏิรูปให้กองทุนประกันสังคมบริหารอย่างมืออาชีพได้ จะช่วยดูแลเงินของสมาชิกได้อย่างดี ส่วนภาครัฐเองก็สมทบให้สมาชิกประกันสังคม เพื่อจะได้มีหลักประกันเมื่อเราเกษียณ หรือเจ็บป่วยว่ามีกองทุนคอยดูแล ส่วนตัวเชื่อว่าประกันสังคมต้องปฏิรูป ซึ่งการใช้มืออาชีพมาทำ และหน่วยงานราชการกำกับดูแล จะช่วยทำให้เงินของสมาชิกงอกเงยได้ดีที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงคำถามเรื่องความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ความไม่สงบเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยแต่ปัจจัยหนึ่งคือเรื่องเศรษฐกิจ นโยบายสำคัญของเราคือชุมชนพลัส เชื่อว่าโอกาสที่สำคัญคือการหาอาชีพ โดยเลือกตามวิถีชุมชนของเขา ให้มีรายได้ดีขึ้น ตรงนี้จะเป็นส่วนช่วยให้เกิดความสงบสุข

หลังจากนั้น นายเอกนิติ และคณะผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย ได้เดินพบปะประชาชนพ่อค้าแม่ค้า เพื่อขอเสียงสนับสนุน รวมทั้งยังมีการพูดคุยกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

– 006

ยศชนัน ลุยลพบุรี ประกาศลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 ชูพักหนี้เกษตรกร-จัดการน้ำ

ยศชนัน ลุยลพบุรี ประกาศลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 ชูพักหนี้เกษตรกร-จัดการน้ำ

ยศชนัน ลุยลพบุรี ประกาศลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 ชูพักหนี้เกษตรกร-จัดการน้ำ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ จ.ลพบุรี ปูพรมปราศรัย 3 เวที เพื่อขอคะแนนเสียงช่วยลูกพรรคสู้ศึกเลือกตั้ง ที่สวนสุขภาพตำบลป่าตาล อ.เมือง, ที่ว่าการอำเภอท่าหลวง และเวทีสุดท้ายที่ Tong’au Cafe & Restaurant อ.พัฒนานิคม พบปะประชาชนและปราศรัยหาเสียงช่วย นายสิทธิชัย หล่อประสงค์สุข ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 5, นายวรวงศ์ วรปัญญา ผู้สมัคร สส.เขต 4 เบอร์ 5 และ นายพหล วรปัญญา ผู้สมัคร สส.เขต 3 เบอร์ 2

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชนชาวลพบุรีเดินทางมารอให้การต้อนรับและฟังการปราศรัยจำนวนมาก ช่วงเดินพบปะมีประชาชน นำมาลัยของดีขึ้นชื่อประจำจังหวัด อย่าง “พวงมาลัยลิง” ,”พวงมาลัยไข่เค็ม” , “พวงมาลัยข้าวตัง” และ “พวงมาลัยเมล็ดทานตะวัน” มามอบให้นายยศชนันเป็นสีสัน

นายยศชนัน ปราศรัยว่า จังหวัดลพบุรีเมืองแห่งเกษตรกรรมเมืองแห่งประวัติศาสตร์ เราจะคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลพบุรี และนี่คือสิ่งที่จะเปลี่ยนความฝันความหวังของประชาชนให้เป็นความจริง 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค

สำหรับเรื่องคุณภาพชีวิตนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไม่ว่าประเทศจะร่ำรวยแค่ไหน หากคุณภาพชีวิตของจังหวัดลพบุรีไม่ดีขึ้นด้วยก็ไม่มีความหมาย สิ่งแรกที่จะทำและขับเคลื่อนไปข้างหน้าในฐานะนายกรัฐมนตรี เราจำเป็นต้องแก้หนี้ทั้งระบบ ส่วนเกษตรกร เราเข้าใจในเรื่องความต้องการขวัญกำลังใจในการดำรงชีวิต จังหวัดลพบุรีปลูกข้าว อ้อย และมัน พรรคเพื่อไทยมีนโยบายพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี และประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% สำหรับผู้ที่ทำปศุสัตว์ โคนมและน้ำนมดิบ ก็จะจัดการปัญหาให้อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องของน้ำแล้ง และระบบชลประทาน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้ทำเรื่องระบบน้ำชลประทาน หากพรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งครั้งนี้จะขอเข้าไปทำต่อเพื่อให้น้ำ “ไม่ท่วม-น้ำไม่แล้ง” ในพื้นที่ลพบุรี

นายยศชนัน ยังกล่าวถึงเรื่องการศึกษา ว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป พรรคเพื่อไทยมีนโยบายเรียนได้งบจบได้งาน และจะทำต่อโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษา หรือโครงการ ODOS พร้อมย้ำว่า ครั้งนี้อย่าให้ตื่นเต้น ต้องเลือกแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เอายศชนันเข้าไปนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของลพบุรี ไปทำฝันของคนลพบุรีให้เป็นจริง

ช่วงหนึ่งที่เวที อ.พัฒนานิคม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวกับผู้ร่วมฟังปราศรัยว่า มีกระแสข่าวบางพรรคกำลังเตรียมกระสุนเป็นธนบัตรสีเทา เพื่อทุ่มลงทุกพื้นที่หวังกวาด สส.ยกจังหวัด ซึ่งถ้ามีคนมาซื้อเสียงก็ไม่สามารถห้ามได้ แต่ขอให้ชาวลพบุรีตัดสินใจเลือกพรรคเพื่อไทยทั้งสองใบ เพราะพรรคเพื่อไทยได้คัดสรรผู้สมัคร สส.ลพบุรี ทั้ง 4 เขต ที่เป็นบุคลากรที่ผสมผสานทั้งคนรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่ ที่จะทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ชาวจังหวัดลพบุรี และในสมัยที่ผ่านมาได้นำโครงการพัฒนาลงมาสู่พื้นที่ และไม่เคยทิ้งประชาชน มีประวัติดี ไม่มียุ่งเกี่ยวธุรกิจสีเทา

“ผมเดินทางมาปราศรัยเจอป้ายหาเสียง ก็สงสัยว่าทำไมตำรวจเขาไม่จับพวกสแกมเมอร์บ้าง คนลพบุรีรู้ดีว่าผู้สมัครพรรคไหน นามสกุลอะไร ที่ติดตามป้ายหาเสียง ที่ยุ่งกับสีดำสีเทา ยุ่งเกี่ยวกับสแกมเมอร์ ขอให้ชาวลพบุรีตัดสินใจให้ดีในการเลือกตั้งครั้งนี้”

นายณัฐวุฒิ ย้ำด้วยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องไม่ปล่อยให้ฝ่ายสีน้ำเงินเข้ามามีอำนาจรัฐอีก เพราะคดีสำคัญทั้ง ฮั้ว สว.หรือคดีเขากระโดง ถูกทำให้หายเงียบไป หลังอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลสีน้ำเงิน ที่ควบคุม สว.สีน้ำเงิน ซึ่งจะทำให้ระบบการตรวจสอบความโปร่งใสภาครัฐถูกทำลายไป จึงเป็นการเลือกตั้งว่าจะชี้ชะตาประเทศไปในทิศทางใด

– 006

ธรรมนัส ปราศรัยเดือด! ลั่น สส.ต้องเป็นขี้ข้าประชาชน ซัดบางพรรค ไม่ใช่เทา แต่ดำปิ๊ดปี๋

ธรรมนัส ปราศรัยเดือด! ลั่น สส.ต้องเป็นขี้ข้าประชาชน ซัดบางพรรค ไม่ใช่เทา แต่ดำปิ๊ดปี๋

ธรรมนัส ปราศรัยเดือด! ลั่น สส.ต้องเป็นขี้ข้าประชาชน ซัดบางพรรค ไม่ใช่เทา แต่ดำปิ๊ดปี๋

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.22 น.

“ธรรมนัส”ปราศรัยเดือดมุกดาหาร ลั่น สส.ต้องเป็นขี้ข้าประชาชน ซัดบางพรรค”ไม่ใช่เทา แต่ดำปิ๊ดปี๋” เตือนอย่าหลงนโยบายขายฝัน ชูยกเครื่องสิทธิที่ดินเกษตรกร ส.ป.ก.สู่โฉนดครุฑแดง ดันแก้จนทั้งห่วงโซ่

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 19.00 น.ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร พรรคกล้าธรรม (กธ.) จัดเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้ง นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ปราศรัยช่วยผู้สมัคร สส.มุกดาหาร ของพรรคได้แก่ เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพนมชัย พันธุ์พุทธ หมายเลข 5 และเขตเลือกตั้งที่ 2 นายเลขาดำไตรสรณคมน์ หนอง หมายเลข 1 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเย็น มีการจัดพื้นที่รองรับประชาชนจากหลายอำเภอในจังหวัด

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวตอนหนึ่งว่า เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลแล้ว ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงช่วงหาเสียงที่ลงพื้นที่พบปะจับมือ แต่เมื่อได้รับตำแหน่งแล้วกลับห่างเหิน โดยย้ำว่า สส.ต้องทำงานในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ รับฟังปัญหา ลงไปดูข้อเท็จจริง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน เพราะตำแหน่งทางการเมืองคือความรับผิดชอบ ไม่ใช่เพียงเกียรติยศ แต่ต้องเป็นขี้ข้าประชาชน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อถึงสภาพปัญหาของประชาชนในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและชนบทที่ยังเผชิญปัญหารายได้ไม่เพียงพอ ต้นทุนการผลิตสูง หนี้สินครัวเรือน และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมระบุว่า รัฐบาลครั้งที่แล้วมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนทำให้นโยบายการบริหารราชการไม่ต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนฐานราก โดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพหลักของประเทศ จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ

“พรรคกล้าธรรมจะดูแลทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำต้องลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม กลางน้ำต้องส่งเสริมการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้า และปลายน้ำต้องมีตลาดรองรับที่ชัดเจน ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ไม่ต้องเผชิญปัญหาราคาตกต่ำซ้ำซาก”

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า วันนี้ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถนำที่ดินไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ พรรคจึงได้ผลักดันการจัดการที่ดินอย่างเป็นระบบมาอย่างต่อเนื่อง ให้ประชาชนมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว เราจะยกระดับสิทธิในที่ดินของเกษตรกร ที่ผ่านมาได้ผลักดันการเปลี่ยนเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร และขั้นต่อไปจะเดินหน้าเปลี่ยนจากโฉนดเพื่อการเกษตรให้เป็น “โฉนดที่ดินครุฑแดง” เพื่อเพิ่มความมั่นคงในสิทธิการถือครองของพี่น้องเกษตรกร

“พรรคการเมืองบางพรรค พยายามทำตัวเป็นผ้าขาวบริสุทธิ์ กล่าวหาคนนั้นคนนี่เทา เอาอะไรมาวัด พอพูดไปพูดมาเข้าตัวเองหมด ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ปราศรัยที่จังหวัดลำปาง บอกว่า พรรคบางพรรคไม่ใช่เทา แต่ดำปิ๊ดปี๋ บางพรรคยังไม่ทันเลือกตั้งบอกไม่เอาพรรคกล้าธรรม แต่ตอนนี้คนในพรรคตัวเองกำลังจะถูกหมายจับ อันนี้ดำของจริง”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า เวลาจะพูดอะไร ขอให้พูดบนพื้นฐานความเป็นจริง อย่าโกหกพี่น้องประชาชน เพราะคนไทยไม่ได้โง่ คุณคิดจะปฏิรูปบ้านเมือง คุณต้องดูโครงสร้างบ้านเราก่อนว่าประเทศไทยทั้ง 77 จังหวัด ตั้งแต่ยุคสยามอยู่ได้เพราะอะไร บางพรรคบอกมีทหารไว้ทำอะไร วันนี้เขาโป้ง ๆ กัน คุณรู้รึยังว่า ทหารมีไว้ทำไม บางคนไปถึงพะเยา แต่อยากจะบอกว่า ผมไม่ให้เครดิตคุณ

“ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อพวกนโยบายที่ดูดีแต่ทำไม่ได้จริง สุดท้ายก็ ขายฝันหลอกลวงประชาชน ผมขอปักธงที่จังหวัดมุกดาหาร ขอให้ประชาชนจังหวัดมุกดาหารให้โอกาสผู้สมัครของพรรคทั้ง 2 เขต เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นกระบอกเสียงสะท้อนปัญหาของพื้นที่” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้าย

– 006

‘อนุทิน’เว้าอีสาน อ้อนคนอุบลฯ‘เทวดาเอ้ย’เข้าคูหากาเบอร์ 1 เด้อ

‘อนุทิน’เว้าอีสาน อ้อนคนอุบลฯ‘เทวดาเอ้ย’เข้าคูหากาเบอร์ 1 เด้อ

‘อนุทิน’เว้าอีสาน อ้อนคนอุบลฯ‘เทวดาเอ้ย’เข้าคูหากาเบอร์ 1 เด้อ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.48 น.

‘อนุทิน’เว้าอีสาน อ้อนคนอุบลฯ ‘ซำบายดีบ่ คิดฮอดบ่’ ปราศรัยขอใช้หนี้ ‘เฮียกุ่ย’รับ ‘กานต์-สุดารัตน์’หลานรักซบ ภท. ชู ‘ศุภจี’ขายของเก่ง ชาวบ้านตะโกนหน้าเวที ข้าวหมดราคาถึงขึ้น ตอบทันที‘บ่แม่นรัฐบาลเฮา’ ยกชาวอุบลฯ‘เทวดาเอ้ย’เข้าคูหากาเบอร์ 1 เด้อ

27 มกราคม 2569 18.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางถึงที่ว่าการอำเภอศรีเมืองใหม่ อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับน.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้สมัคร สส. อุบลราชธานี เขต 7 พรรคภูมิใจไทย  

โดยนายอนุทิน ขึ้นเวทีปราศรัยทักทายพี่น้องศรีเมืองใหม่ โขงเจียม สิรินธร ด้วยภาษาอีสานว่า ซำบายดีบ่ คิดฮอดบ่ วันนี้ต้องมาที่นี้ให้ได้ ตนเร่งขับเครื่องบิน มาเอง ขับไปหลับไป ง่วงก็ง่วง แต่ต้องมา เพื่อยืนยันกับพ่อแม่พี่น้องอุบลราชธานี ว่า “อีกานต์” หรือ สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ มันหลานรักของผม ใจเด็ดยิ่งกว่าผู้ชาย มีความรู้สึกที่ดีคุ้นเคยกับพ่อของเขา คือ เฮียกุ่ย นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ซึ่งเป็นรุ่นพี่สส.รุ่นใหญ่“

“คราวนั้น แม้เป็นฝ่ายค้าน ก็งดออกเสียงให้ตน ลึกๆในใจ ติดหนี้บุญคุณเฮียกุ่ย ครั้งนี้ขอใช้หนี้ รับลูกเฮียกุ่ย มาอยู่ในพรรคภูมิใจไทย คุณสมบัติเพียงพอ คนอุบลฯ มี สส.งาม และหล่อ ตั้งใจทำงานให้พ่อแม่พี่น้อง”นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนรู้สึกมีบุญ ที่ชาวอุบลมีน้ำใจกับตน ศรีเมืองใหม่ นามมงคล มาเมืองนี้ ก็มีแต่สิริมงคลเกิดขึ้นกับตัว หรือพิบูลย์มังสาหาร อาหารการกินสมบูรณ์ ไปอีก คืออำเภอตระการพืชผล หรือวาริณชำราบ ดังนั้น ต้องมีศุภจี สุธรรมพันธุ์ คนขายของเก่งๆ กลับมาเป็นรัฐบาล 

ก่อนที่ ชาวบ้านจะแซว ขายข้าวหมดแล้ว ราคาถึงขึ้น นายอนุทิน ตอบทันทีนั่นมันรัฐบาลที่แล้ว บ่แม่นรัฐบาลเฮา ตอนนี้ราคาดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าพี่น้องให้เราเป็นรัฐบาลต่อ ราคาจะตกได้อย่างไร เพราะเรากล้าปิดด่าน ทำให้ราคาพืชผลดีขึ้น ก่อนจะถามประชาชน ข้างหลังให้เปิดด่านบ่ ถ้า “อนุทิน” ขึ้นเวที พอบอกปิดด่าน ทุกคนตบมือ แต่ถ้าบอกเปิด กลัวทุกคนจะตบตีนให้ ซึ่งตนก็เลือกมืออยู่แล้ว ตนสร้างกำแพงให้พี่น้องแน่ๆ และที่บอกกันว่า กลัวเขาจะมายิงกำแพง นายอนุทิน บอกเขาไม่กล้าหรอก และมั่นใจว่าเขาไม่กล้าทำ ตรงไหนสงสัย เราก็ไปเอาไว้ก่อน เรียบร้อยหมดแล้ว พูดแล้วขนลุก เราสถาปนาอธิปไตยของไทย ได้หมดตั้งแต่ อุบลราชธานีไป ถึง จันทรบุรี และตราด ตนให้ความมั่นใจ เรามีความแข็งแรงพอ ที่จะไม่ยอมให้เกิดการคุกคาม

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ใครได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐบ้าง ถ้าใครได้คนละครึ่งก็ไม่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ว่าเราไม่ยอมให้มีใครตกลงถ้าใครแล้วใครไปเที่ยวนี้คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ลดรายได้ ขอโทษพูดผิด เรียกเสียงหัวเราะ จากชาวบ้านที่มาฟังปราศรัย  ตนพูดผิดต้องเพิ่มรายได้ ทำให้คนที่ขายของขายของได้มากขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเงินหมุนเวียน  และถ้าเรามีปัญหากับเพื่อนบ้านให้เขายิงเข้ามาก่อน แล้งบอกเดี๋ยวๆ เดี๋ยวไปซื้ออาวุธก่อน ไปซื้อ F16 ก่อน มันเป็นไปได้ไหม ดีนี่คือเหตุผลพรรคอื่นพูดยังไงไม่รู้ แต่พรรคภูมิใจไทยถึงบอกว่าแม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ พี่น้องประชาชนจะได้มีความอุ่นใจ ไม่ใช่ระเบิดเข้ามาตูมมีอะไรเข้ามายิง เข้ามาระเบิดเข้ามาปืนใหญ่ เข้ามา โอเคพี่น้องประชาชนไม่ต้องห่วงเดี๋ยวมารบให้ก่อน เดี๋ยวขอดูจรวดก่อนไม่มี มา 1 กลับไป 100  น.ส.สุดารัตน์พูดกับตนฉอดๆ ตนบอกกานต์(น.ส.สุดารัตน์)  3 อำเภอจะเอาอะไร เอาไปเลยอาเซ็นให้หมด ที่มาวันนี้เพื่อพูดแค่นี้ว่าผู้แทนของ 3 อ.ศรีเมืองใหม่ อ.โขงเจียม อ.สิรินธร อ.พิบูลมังสาหาร เลือกกานต์ (น.ส.สุดารัตน์)เข้าไปแล้ววางกระดาษเปล่า อยากได้อะไรเขียนมาได้เลย เห็นชอบล่วงหน้า ตนจะเป็นนายกฯหรือเป็นหัวหน้าพรรคตนให้คำมั่นสัญญากับพ่อแม่พี่น้องว่าคนนี้นิสัยตรงไม่ต้องพูดมาก

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนขึ้นมาเพื่อให้พ่อแม่พี่น้องได้มีความมั่นใจว่าถ้าพ่อแม่พี่น้องเลือกพรรคภูมิใจไทย เลือกสส. ของพรรคภูมิใจไทยเข้าไป และที่ตนมาพบกับพ่อแม่พี่น้อง เพื่อให้คำยืนยันเรื่องต่างๆไปเป็นหน้าที่ของตน โดย 1.เรื่องชายแดนไม่ต้องห่วง 2.เรื่องการค้า ราคาข้าว ราคามันสำปะหลังขึ้นแน่นอนไม่ต้องห่วง 3.ปราบปรามยาเสพติด ปราบปรามสแกมเมอร์เชือดหมดทุกรายไม่ต้องห่วง และ 4. เลือกกานต์กลับเข้าไปเป็นสส.อีกครั้งพี่น้องต้องให้แน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายการปราศรัยโดยน.ส.สุดารัตน์ ปราศรัยทิ้งท้ายว่า “ถือว่าพ่อแม่พี่น้องคือเทวดาของตัวเอง เทวดาเอ้ย เข้าคูหากาเบอร์ 1 เด้อ”

สุดารัตน์ ย้ำนักการเมืองถ้าไม่โกง อย่ากลัวการตรวจสอบโดยตรงของประชาชน

สุดารัตน์ ย้ำนักการเมืองถ้าไม่โกง อย่ากลัวการตรวจสอบโดยตรงของประชาชน

สุดารัตน์ ย้ำนักการเมืองถ้าไม่โกง อย่ากลัวการตรวจสอบโดยตรงของประชาชน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.33 น.

“สุดารัตน์”ย้ำนักการเมืองถ้าไม่โกง อย่ากลัวการตรวจสอบโดยตรงของประชาชน เรียกร้องหนุนนโยบายไทยสร้างไทย ให้อำนาจประชาชน 50,000 คน ถอดถอนนักการเมืองโคตรโกง และองค์กรอิสระ รวมทั้งตั้ง ป.ป.ช.ภาคประชาชน เชื่อพลังของประชาชนจะปราบคอร์รัปชั่นได้ ผิดหวังพรรคใหญ่ พรรคเก่าไม่หนุน

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หมายเลข 48 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ย้ำจุดยืนเดินหน้าปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง ระบุชัดว่า นักการเมืองถ้าไม่โกง ไม่ควรหวาดกลัวการตรวจสอบโดยตรงจากประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ทุกพรรคที่กำลังหาเสียงกันอยู่ สนับสนุนการให้อำนาจประชาชน เป็นกลไกหลักในการปราบคอร์รัปชัน

คุณหญิงสุดารัตน์ ชี้ว่า การทุจริตคอร์รัปชันคือรากเหง้าปัญหาที่กัดกินเศรษฐกิจไทย ทำให้ประเทศถดถอย เศรษฐกิจดิ่งเหวประชาชนยากจน จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อสร้างระบบตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง โดยเสนอให้ประชาชนจำนวน 50,000 คน สามารถเข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองที่ทุจริต รวมถึงองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ได้โดยตรง

นอกจากนี้ ยังเสนอจัดตั้ง “ป.ป.ช.ภาคประชาชน” เพื่อเป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจ ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้สังคม ป้องกันการแทรกแซงจากการเมือง และยุติสภาพที่ประชาชนทำได้เพียง “นั่งมองตาปริบๆ” ดูนักการเมืองโกงกินและปล้นเงินในกระเป๋าของคนไทยโดยไม่สามารถทำอะไรได้

คุณหญิงสุดารัตน์ ยกตัวอย่างกรณีอื้อฉาวหลายเหตุการณ์ที่สะท้อนความล้มเหลวของระบบตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นคดีนาฬิกาหรูยืมเพื่อนที่จบลงโดยไม่มีใครต้องรับผิด กรณีโครงการปรับปรุงตึก สตง.จนถล่มมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก กรณีกักตุนหน้ากากอนามัยช่วงโควิดที่สาวไม่ถึงต้นตอ รวมถึงโครงการเสาไฟกินรีที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นหลักฐานว่า องค์กรอิสระถูกกลไกการเมืองแทรกแซง จนไม่สามารถนำตัวคนโกงมาลงโทษได้จริง

พร้อมกันนี้ คุณหญิงสุดารัตน์แสดงความผิดหวังต่อท่าทีของ พรรคใหญ่และพรรคการเมืองเก่าแก่ ที่ไม่สนับสนุนนโยบายให้อำนาจประชาชนตรวจสอบ โดยอ้างความกังวลว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง

“ดิฉันรู้สึกผิดหวังกับคำตอบของพรรคการเมืองที่บอกว่าหัวใจคือประชาชน และพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด เพราะหากเชื่อว่าหัวใจคือประชาชนจริง ก็ต้องกล้าเชื่อในอำนาจของประชาชน และกล้าที่จะให้อำนาจประชาชนตรวจสอบได้โดยตรง” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่า พรรคไทยสร้างไทยเชื่อมั่นว่า พลังของประชาชนคือคำตอบในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน และเป็นหนทางเดียวที่จะยุติยุคที่นักการเมืองและผู้มีอำนาจโกงแล้วลอยนวล พร้อมเดินหน้าผลักดันการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยืนอยู่ข้างประชาชนอย่างแท้จริง

นาทีชีวิต! อาร์ต ถึงแก่น พักหาเสียง วิ่งฝ่าควันช่วยยาย-หลานหนีไฟไหม้

นาทีชีวิต! อาร์ต ถึงแก่น พักหาเสียง วิ่งฝ่าควันช่วยยาย-หลานหนีไฟไหม้

นาทีชีวิต! อาร์ต ถึงแก่น พักหาเสียง วิ่งฝ่าควันช่วยยาย-หลานหนีไฟไหม้

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

นาทีระทึก! “อาร์ต ถึงแก่น” พักหาเสียง พุ่งเข้าช่วยยาย-หลาน หนีไฟไหม้ นาทีนั้นไม่มีคำว่าเบอร์ 10… มีแต่คำว่า “ต้องรอด! ทุกคนต้องปลอดภัย!”

เพจเฟซบุ๊ก ทีมสุดซอย-ทุบทุนเทา ได้โพสต์เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เวลาประมาณ 15.00 น. ขณะที่ อาร์ต ถึงแก่น อรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง – Art Anthitchan Kuharuengrong #ทีมสุดซอย ผู้สมัคร ส.ส. พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 10 กำลังลงพื้นที่หาเสียงบริเวณซอยสมเด็จพระปิ่นเกล้า 13 เขตบางกอกน้อย แต่จู่ๆ ก็เกิดเหตุไฟไหม้ในชุมชนอย่างกะทันหัน จึงตัดสินใจหยุดหาเสียงทันที วิ่งฝ่าควันเข้าไปช่วยคุณยายและหลานสาวที่กำลังอยู่ในอาการตกใจสุดขีด ท่ามกลางเสียงระเบิดเป็นระยะๆ โดยในบ้านมีเพียงผู้สูงอายุและเด็ก และทางเข้าที่คับแคบทำให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความลำบาก

เปิดใจ “อาร์ต ถึงแก่น” กับวินาทีตัดสินใจ:
“ผมเห็นชาวบ้านวิ่งออกมาตะโกนเรียก ‘คนหาเสียงช่วยหน่อย!’ ผมรีบวิ่งเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกไฟไหม้ แล้วผมก็ได้ยินเสียงระเบิดดัง บึ้ม บึ้ม! ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือต้องช่วยคนออกมาก่อน”
“คุณยายพยายามจะวิ่งกลับเข้าไปหาแมว ทั้งที่ตัวเริ่มแดงและมีแผลพุพองแล้ว ผมต้องใช้เสียงดุและเข้มงวดมาก ล็อกตัวน้องและคุณยายไว้ บอกให้ห่วงชีวิตตัวเองก่อน พอเหตุการณ์สงบผมรีบไปขอโทษน้องเขาที่ต้องดุ เพราะนาทีนั้นถ้าล้มหรือหมดสติไป มันจะช่วยยากมากครับ”

อาร์ตถึงแก่น ได้รีบเข้าช่วยเหลือ และแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางขุนนนท์,บวรมงคล ถึงที่เกิดเหตุภายใน 10 นาที และควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านข้างเคียง โดยคุณอาร์ตกล่าวขอบคุณและชื่นชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที 

หลังเกิดเหตุ คุณอาร์ตตัดสินใจ “ยุติการหาเสียงทันที” เพื่อดูแลผู้บาดเจ็บ, โดยได้ประสานรถฉุกเฉินและติดตามไปดูแลคุณยายต่อที่โรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งลูกชายของคุณยายเดินทางมาถึง นอกจากนี้ยังช่วยประสานเรื่องประวัติการรักษาและยาโรคประจำตัว (เบาหวาน-ความดัน) ที่ถูกไฟไหม้ไปพร้อมกับบ้าน เพื่อให้คุณยายมีใช้ต่อเนื่อง

ถอดบทเรียนจากกองเพลิง:
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นปัญหาความแออัดในชุมชนและทางเดินที่แคบมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระงับเหตุ #อาร์ตถึงแก่น #ทีมสุดซอย ย้ำว่าในสังคมไทยเราต้องเป็นหูเป็นตา ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และอยากให้ทุกคนตั้งสติให้ดีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเช่นนี้

ไม่เลือกเราเขามาแน่! ศุภมาส วอน ปชช.เลือกมุมน้ำเงิน อย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ ตาอยู่เอาไปกิน

ไม่เลือกเราเขามาแน่! ศุภมาส วอน ปชช.เลือกมุมน้ำเงิน อย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ ตาอยู่เอาไปกิน

ไม่เลือกเราเขามาแน่! ศุภมาส วอน ปชช.เลือกมุมน้ำเงิน อย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ ตาอยู่เอาไปกิน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.48 น.

“ศุภมาส”ประกาศโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง วอนประชาชนเลือกมุมน้ำเงิน ชี้วันนี้มีแค่สองฝั่ง ซ้าย-ขวา ลั่นไม่เลือกเราเขามาแน่ อย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ”ตาอยู่เอาไปกิน”

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงความพร้อมการจัดเวทีปราศรัยใหญ่พื้นที่กรุงเทพมหานครครั้งแรก
ในวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 17.30 – 20.00 น.ที่บริเวณสวนลุมพินี ว่า จะนำโดยหัวหน้ามุมน้ำเงิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมดรีมทีมเศรษฐกิจ ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย รวมไปถึง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะขึ้นเวทีปราศรัยทางการเมืองเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ ที่อาจไม่เหมือนกับเวทีอื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีนโยบายหรือหมัดเด็ดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ขอให้รอ ฟังจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่าจะมีสิ่งดีดีอะไรมาเล่าให้ฟังอีกบ้าง

เมื่อถามว่า สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ยังไม่สงบ มองว่านายอนุทิน ดีกว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคอื่นอย่างไร น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่นำไปเปรียบเทียบกับพรรคอื่น แต่อุดมการและสิ่งที่เราทำที่ผ่านมาหลายปี ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ในการเทิดทูนสถาบัน และดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งจะได้เห็นท่าทีที่เด็ดเดี่ยวของนายอนุทินในการปกป้องอธิปไตย พร้อมย้ำว่า เราไม่ยอมเสียเปรียบ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) กลับมาปลุกกระแส จะส่งผลต่อคะแนนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า เราจะไม่วิจารณ์พรรคอื่น ทั้งในแง่ตัวบุคคลและนโยบาย แต่ยอมรับว่านายพิธามีฐานแฟนคลับ แต่ในครั้งนี้ไม่ได้มาในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว รวมทั้งยังไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานทำให้แฟนคลับรอคอย และอยากมาเจอ ส่วนจะทำให้กระแสดีขึ้นหรือไม่นั้น ก็น่าจะอยู่ที่การนำเสนอนโยบายในช่วงโค้งสุดท้ายมากกว่า ทั้งนี้ นโยบายของแต่ละพรรคก็คล้ายกันหมด อาทิ นโยบายเกี่ยวกับคนละครึ่ง ลดค่าไฟ และค่ารถไฟ แต่พรรคภูมิใจไทย ก็ได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ จึงเชื่อว่าประชาชนจะเลือกพรรคภูมิใจไทย เข้ามาบริหารต่ออีก 4 ปี

เมื่อถามว่า ประชาชนควรที่จะเลือกในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อไม่ให้เสียงแตกหรือไม่ น.ส.ศุภมาส ย้ำว่า ตนและนายอนุทิน ได้พูดมาหลายเวทีแล้ว

“รอบนี้จริงๆ มีแค่สองฝั่ง ฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา ก็มีแค่ฝั่งเราคือมุมน้ำเงิน กับอีกมุมนึงเท่านั้น อย่างที่บอก ไม่เลือกเราเขามาแน่ ฉะนั้น ขอร้องพี่น้องทุกคน ถ้าอยู่ฝั่งเรา ซึ่งประกอบไปด้วยหลายสีด้วยกัน เลือกสีอื่นไปคะแนนแตกเสียงหาย คะแนนทิ้งน้ำแน่นอน ยังไงก็ขอให้ทุกท่านที่อยู่ฝั่งเรา อย่าให้เสียงแตก มาเลือกภูมิใจใช้เพื่อให้ได้อยู่ฝั่งน้ำเงิน เพราะหัวหน้ามุมดำเนินก็คืออนุทิน”

น.ส.ศุภมาส กล่าวอีกว่า ถ้าท่านไม่ชอบเรามาก แต่ก็ไม่ชอบอีกฝั่งหนึ่งอีกมุมหนึ่งมากกว่า ก็ขอให้ท่านมาช่วยเลือกเรา ไม่งั้นเสียงแตกแน่นอน สุดท้ายก็คือฝั่งเราแพ้ อีกฝั่งหนึ่งเป็น “ตาอยู่” ก็จะเอาไปกิน พร้อมย้ำว่า ไม่เลือกเราเขามาแน่ ฉะนั้น ขอโอกาสเชิงมุมน้ำเงินเพื่อให้เป็นแชมป์ต่อสู้กับอีกมุมนึง

เมื่อถามย้ำว่า วันนี้ยังมั่นใจใช่ไหมว่ากระแสสีน้ำเงินจะชนะสีส้ม น.ส.ศุภมาศ กล่าวว่า ต้องอยู่ที่ประชาชนมอง แต่เราในฐานะอมวลก็นำเสนอนโยบายและตัวบุคคล รวมถึงผลงานและวิธีคิดทุกมิติอย่างดีที่สุดแล้ว และก็เชื่อว่าครั้งนี้เราน่าจะได้รับความไว้วางใจกับประชาชน พร้อมมั่นใจว่าในพื้นที่กรุงเทพจะได้เก้าอี้ สส.ส่วนจะได้เท่าไหร่ก็อยู่ที่ประชาชน

ศุภจี ขึ้นเวทีปราศรัยแรก อ้อนคิดฮอด ชาวอุบลฯขอโอกาสกลับมาเป็น รมต.

ศุภจี ขึ้นเวทีปราศรัยแรก อ้อนคิดฮอด ชาวอุบลฯขอโอกาสกลับมาเป็น รมต.

ศุภจี ขึ้นเวทีปราศรัยแรก อ้อนคิดฮอด ชาวอุบลฯขอโอกาสกลับมาเป็น รมต.

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.36 น.

ศุภจี ขึ้นเวทีปราศรัยแรก อ้อนคิดฮอด ชาวอุบลฯขอโอกาสกลับมาเป็น รมต. สานต่อราคาข้าวหอม ปลุกเลือก ภท.เยอะๆ ดู ก.เกษตรฯ-อุตฯ จัดการราคาวัว-อ้อย 

27 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 17.40 น. ที่ลานที่ว่าการอําเภอศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยช่วย น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือกานต์ ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 8 เบอร์ 1 พรรคภูมิใจไทย โดยนางศุภจี กล่าวว่า คิดฮอตพี่น้อง คิดฮอดหลายๆ กราบสวัสดีทุกท่าน วันนี้ดีใจมากที่ได้มาอยู่ตรงนี้ ต่อหน้าพี่ๆ น้องๆ จังหวัดอุบลราชธานี ถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ําของเรา ปีนี้ข้าวหอมมะลิราคาดีหรือไม่ อยากให้ดีต่อไปหรือไม่ งั้นขออนุญาตกลับมาทํางานให้อีกสักรอบ พี่น้องขายข้าวหมดแล้ว ก่อนที่ข้าวราคาดีขึ้น เดี๋ยวจะช่วยพยุงกลไกตลาดราคา จะให้สส.เข้าไปช่วยดูในชุมชน ขาดเหลืออะไรให้ช่วยทําตลาดบอกมา จะได้ช่วยทําให้ราคาข้าวสูงแบบนี้ขึ้นไปเรื่อย ๆ 

นางศุภจี กล่าวว่า ตอนนี้ราคามันสําปะหลังก็กําลังดีขึ้นใช่หรือไม่ เราปิดด่านตามที่นายกรัฐมนตรีสั่ง ทําให้มันสำปะหลังเราปิดด่านด้วย ตนไปขายของต่างประเทศ ก็เอามันสําปะหลังของเราไปแปรรูปขายให้กับซาอุดิอาระเบีย ปีนี้เขาก็ตั้งใจจะซื้อเราเพิ่มมากขึ้น เพื่อทําให้ราคามันสําปะหลังมีราคาสูงขึ้น ขอโอกาสให้ดูแลเรื่องนี้ด้วย 

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ตอนนี้ราคาวัวต่ำใช่หรือไม่ เพราะว่าไม่ได้อยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ต้องขอเลือกท่านนายกฯ เลือกภูมิใจไทยเยอะๆ จะได้ดูกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ด้วย อ้อยก็ไม่ได้อยู่กับกระทรวงพาณิชย์ แต่อยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรม เลือกเบอร์ท่านนายกฯเยอะๆจะได้ไปช่วยดูให้ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง เราจะช่วยกันเต็มที่ ทําให้ราคาสินค้าเกษตรของเรามั่นคง ในเรื่องของการหาตลาด เราจะไปหาตลาดให้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ฝาก สส กานต์ เบอร์ 1 ทุกท่านไว้ ช่วยกันเลือกภูมิใจไทย และเลือกนายกอนุทินเบอร์ 37

พ่อเมืองสมุทรปราการ เซ็นคำสั่งปลด ทรงชัย นกขมิ้น พ้นนายกฯอบต.ราชาเทวะ ปมไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่

พ่อเมืองสมุทรปราการ เซ็นคำสั่งปลด ทรงชัย นกขมิ้น พ้นนายกฯอบต.ราชาเทวะ ปมไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่

พ่อเมืองสมุทรปราการ เซ็นคำสั่งปลด ทรงชัย นกขมิ้น พ้นนายกฯอบต.ราชาเทวะ ปมไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.28 น.

“พ่อเมืองสมุทรปราการ”เซ็นคำสั่งปลด”ทรงชัย นกขมิ้น” พ่อ”ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย” พ้น”นายกฯอบต.ราชาเทวะ” ปมไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ หลังศาลประทับฟ้อง ไม่รายงาน”คดีจัดซื้อเสากินรี”ให้”ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ”รับทราบ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เซ็นคำสั่งเห็นชอบให้ นายทรงชัย นกขมิ้น พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ตามคำสังจังหวัดสมุทรปราการ ที่77/ 2569 เรื่อง ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะพ้นจากตำแหน่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงตามความเห็นและหลักฐานว่านายอำเภอบางพลีได้มีคำสั่งลับ 323 /2568 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน นายทรงชัย นกขมิ้น ตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ โดยกล่าวหาว่า การกระทำของ นายทรงชัย นกขมิ้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามหรือจงใจปกปิดข้อเท็จจริงไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญาและไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ และหรือจงใจปกปิดไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญา ตามมาตรา 93 ประกอบมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 น่าเชื่อว่ามีเจตนาส่อไปในทางละเลยไม่ปฏิบัติการตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยผลการสอบสวนปรากฏ ดังนี้

1.คณะกรรมการสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏรายละเอียดว่า กรณีนี้มีมูลอันเป็นความผิดมาจากการที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ และ หรือจงใจปกปิดไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญา คณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาแล้วพบว่า พยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหารับฟังได้ แต่ไม่เพียงพอที่จะหักล้างข้อกล่าวหาคณะกรรมการสอบสวน มีความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด ในกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดผู้บริหารท้องถิ่นรองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น แล้วส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญา กับบุคคลดังกล่าว และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้ว บุคคลดังกล่าวไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 81 ประกอบมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 อีกทั้งมีการปกปิดข้อเท็จจริงไม่รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอในฐานะผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบ

1.1 ประเด็นข้อกล่าวหาว่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ มีการฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ และ/หรือจงใจปกปิดไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญาปรากฏข้อเท็จจริงว่า

1.1.1 กรณีมีการฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ประกอบกับไม่มีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานอื่นประกอบให้เชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่

1.1.2 เมื่อวันที่ 16  กรกฎาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มีคำสั่งประทับฟ้องตามคดีหมายเลขดำที่ อท.72/2568 ระหว่างอัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 โจทก์ กับนายทรงชัย นกขมิ้น จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 9 คน โดยที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 93 วรรคสองบัญญัติให้นำเรื่องการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 81 มาใช้บังคับกับการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วยโดยอนุโลม

ดังนั้น เมื่อศาลประทับฟ้องโดยไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จำเลยจึงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษาสำนักงาน ป.ป.ช.จึงแจ้งคำสั่งประทับฟ้องดังกล่าวแก่ผู้ถูกกล่าวหาเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย

1.2 ประเด็นข้อกล่าวหาว่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ จงใจปกปิดไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญา ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหามีการปกปิดข้อเท็จจริงไม่รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอในฐานะผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบ ซึ่งกรณีนี้มีมูลอันเป็นความผิดมาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้รับเรื่องกล่าวหานายทรงชัย นกขมิ้นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ กับพวก กรณีจัดทำโครงการ เสาไฟฟ้ากินรีไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 91-1-410/2564 คดีหมายเลขแดงที่ 038 4-1-50/2567 และมีมติขี้มูลและส่งเรื่องให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบภาค 1 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เลขคดีหมายเลขดำที่ อท.72/2568 ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 1 ได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งประทับฟ้องดังกล่าวไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้ นายทรงชัย นกขมิ้น หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 93 วรรคสอง ประกอบมาตรา 81 และมีหนังสือแจ้งคำสั่งประทับฟ้องดังกล่าวไปยัง นายทรงชัย นกขมิ้น ด้วยแล้ว สำหรับการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นให้ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นตามที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแจ้งเวียนให้ปฏิบัติ

2.คณะกรรมการสอบสวนได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานบุคคลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ประกอบคำชี้แจงของ นายทรงชัย นกขมิ้น ผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า นายทรงชัย นกขมิ้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ผู้ถูกกล่าวหา มีพฤติกรรมอันเชื่อได้ว่า มีการฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะและหรือจงใจปกปิดไม่รายงานการถูกฟ้องคดีอาญา การกระทำของ นายทรงชัย นกขมิ้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ผู้ถูกกล่าวหา จึงเป็นการฝ่าฝืนไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ อีกทั้งมีการปกปิดข้อเท็จจริงไม่รายงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอในฐานะผู้กำกับดูแลตามกฎหมายทราบจึงรายงานผลการสอบสวนและความเห็นดังกล่าวข้างตนเพื่อเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการพิจารณาและสั่งให้นายทรงชัย นกขมิ้น ผู้ถูกสอบสวน พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562

3.นายอำเภอพิจารณาแล้ว เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการสอบสวนอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 จึงให้ นายทรงชัย นกขมิ้น พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ

อนึ่ง การโต้แย้งคำสั่งนี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครอง หรือส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน ไปยังศาลปกครองที่มีเขตอำนาจ ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำสั่ง ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2562

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

รายงานข่าวแจ่งว่า สำหรับนายทรงชัย ถือเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ และยังเป็นบิดา นายจาตุรนต์ นกขมิ้น ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับ 63 อีกด้วย

– 006