ชูวิทย์ จัดหนัก พรรคส้ม บอกคนไทยจะเอา อนาคตลูกหลาน ฝากไว้กับคนไม่มีอนาคตได้ยังไง?

ชูวิทย์ จัดหนัก พรรคส้ม บอกคนไทยจะเอา อนาคตลูกหลาน ฝากไว้กับคนไม่มีอนาคตได้ยังไง?

ชูวิทย์ จัดหนัก พรรคส้ม บอกคนไทยจะเอา อนาคตลูกหลาน ฝากไว้กับคนไม่มีอนาคตได้ยังไง?

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.54 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสค์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ฝากอนาคต กับคนไม่มีอนาคต

หากเราจะฝากชีวิตลูกหลานไว้กับใครสักคน คนคนนั้นต้องมีอนาคตที่สดใสให้เราหวังพึ่งได้ แต่สภาพพรรคส้มที่ปราศรัยหาเสียงใหญ่โต จะปฏิรูประบบ รื้อโครงสร้างประเทศ มาลองดูว่า “เราจะฝากอนาคตไว้กับพรรคส้มได้ไหม?” แรกเริ่มเปิดตัว “The Professionals“ เสียใหญ่โต หลังจากนั้นหายจ้อยเงียบสนิท  ขึ้น “Miss called“ ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่รู้ว่าไปไหนหมด  ตอนนี้จึงกลายเป็น “The Invisibles” หายตัวไปหมดแล้ว

จากการคิดปฏิรูปทุกอย่างตั้งแต่การเมืองใหม่ ระบบราชการ คอร์รัปชัน เรื่องสีเทา ตามที่พรรคส้มหาเสียงไว้  ท้ายสุดแล้วจาก “หนังฮอลลีวู้ด” ลงทุนสร้างเป็นพันล้าน  กลับเป็นแค่ “ละครลิง“ ค่าตั๋วเข้าดูแค่ 10-20 บาท ใช้แค่ฉากผ้าม่านสีส้ม เพราะทั้งพรรคมีแค่ เท้ง ไอซ์ โรม วิโรจน์ ไหม และนอมินีธนาธรเท่านั้น ที่วิ่งโหมโรงตั้งแต่ต้นม้วนยันจบ โดยมีพิธาโผล่มาแจมตอนท้าย หนังใหญ่ฟอร์มยักษ์แต่ไฉนลงทุนน้อยค้ากำไรเกินควร แล้วบทละครก็ย้ำแต่ “อนาคตลูกหลาน“ แต่ไม่บอกว่าเอาไปฝากแล้วจะทำยังไง? อนาคตของลูกหลาน จึงถูกฝากไว้กับคนที่ล้วนไม่มี “อนาคต“ ทั้งสิ้น 

ธนาธร โดนโทษแบน 10 ปี  ชัยธวัช โดนโทษแบน 10 ปี  พิธา โดนโทษแบน 10 ปี  ช่อ คนนี้พิเศษ หมดสิทธิ์ตลอดชีวิต กลับเป็นภาระให้ลูกหลานด้วยซ้ำในยามแก่ชรา 

ส่วนอนาคตของพรรคส้มคนที่เหลือจ่อคิวอีก หาก ป.ป.ช. ส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฟัน 44 อดีต สส. พรรคส้มเรื่องฝ่าฝืนมาตรฐาน จริยธรรมร้ายแรง จากการเสนอชื่อแก้ ม.112  ก็เข้าแถวเรียงตัวถูกเชือดหมดอนาคตกันไปอีก ไล่ตั้งแต่ เท้ง ไหม โรม วิโรจน์ และอีก 40 พรรคส้มตัวตึงเต็มจำนวนไม่ขาดตกบกพร่อง แปะข้างฝาไว้ได้ว่า ”อนาคตริบหรี่“ คงไปฝากอนาคตไม่ไหว เพราะขนาดอนาคตตัวเองยังไปไม่รอด  ส่วนอนาคต ”ดาวกฤษ์“ อย่างไอซ์ รักชนก ก็โดนศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 6 ปี 2 ข้อหา ม.112 กับ พรบ.คอม ไปแล้ว หากอุทธรณ์ลงยืนตามศาลชั้นต้น คงต้องเข้าคุกก่อนจนถึงฎีกา  คดี ม.112 จบไม่สวยสักคน อนาคตตัวจี๊ดดับไปอีก  กลับมาการเมืองได้อีกที ไอซ์พ้นโทษคุก และหมดโทษแบน อายุคงใกล้ 50 ปี “พรรคส้ม“ จึงไม่เหลืออนาคตที่ไหนให้ฝาก ในเมื่อแต่ละคน “ไม่มีอนาคต” กันทั้งนั้น

เมื่อเริ่มด้วยการไปแตะ ม.112 กลับหมดอนาคตด้วย ม.112 อนาคตที่กำหนดด้วยตัวเอง ไม่มีศัตรูคู่แข่งทางการเมืองพรรคไหนไปทำลาย แล้วพวกเราคนไทยจะเอา ”อนาคตของลูกหลาน“ ไปฝากไว้กับคนไม่มีอนาคตของตัวเองได้ยังไง?

ปชน. ป้อง หมอสุภัทร ถูกปลดออกจากราชการ ส่อเจตนากลั่นแกล้ง ลั่นพร้อมสู้ถึงที่สุด

ปชน. ป้อง หมอสุภัทร ถูกปลดออกจากราชการ ส่อเจตนากลั่นแกล้ง ลั่นพร้อมสู้ถึงที่สุด

ปชน. ป้อง หมอสุภัทร ถูกปลดออกจากราชการ ส่อเจตนากลั่นแกล้ง ลั่นพร้อมสู้ถึงที่สุด

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน – People’s Party เผยแพร่แถลงการณ์พรรคประชาชน กรณีการปลดนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ โดยระบุว่า

ตามที่มีข่าวปรากฏว่า ในวันที่ 22 มกราคม 2569 อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข ที่มีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน มีมติเสียงข้างมากให้ปลดนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีต ผอ. โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ออกจากราชการ ซึ่งปัจจุบันนายแพทย์สุภัทรได้ลาออกจากราชการมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนในจังหวัดสงขลา เขต 2

พรรคประชาชนขอแถลงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

1. พรรคยืนยันว่า ในขณะนี้ นายแพทย์สุภัทร ยังมีสถานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ในจังหวัดสงขลา เขต 2 โดยชอบด้วยกฎหมาย ตราบเท่าที่ศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งให้นายแพทย์สุภัทร พ้นจากสถานะการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตดังกล่าว

2. พรรคยืนยันว่า หากกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งให้นายแพทย์สุภัทร พ้นจากราชการด้วยเหตุผิดวินัยร้ายแรง พรรคประชาชนและนายแพทย์สุภัทร จะดำเนินการต่อสู้ในกรณีดังกล่าว ทั้งในชั้นกระบวนการภายในของระบบราชการ ในกระบวนการชั้นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเขต 2 จังหวัดสงขลา และในชั้นกระบวนการทางศาลอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุผลทางข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวางบรรทัดฐานไว้

3. พรรคประชาชนเห็นว่า หากการออกคำสั่งให้ปลดนายแพทย์สุภัทรออกจากราชการ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรม และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ออกคำสั่งมีเจตนากลั่นแกล้งให้นายแพทย์สุภัทร ต้องเสียหาย ไม่สามารถเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไปได้ พรรคประชาชนและนายแพทย์สุภัทรก็จำเป็นต้องต่อสู้อย่างถึงที่สุด เพื่อประโยชน์ในการรักษาความยุติธรรมในระบบราชการ รักษาสิทธิโดยชอบของนายแพทย์สุภัทร และรักษาสิทธิของประชาชนที่ประสงค์จะใช้สิทธิเลือกตั้งให้นายแพทย์สุภัทร เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสงขลา เขต 2

แถลง ณ วันที่ 27 มกราคม 2569

พี่ดี้ ลั่น! 3 ก.พ.ปีนี้ งานวันทหารผ่านศึก จะไม่เหมือนเดิม ปลุกคนไทยรำลึก รั้วของชาติ ผู้เสียสละ

พี่ดี้ ลั่น! 3 ก.พ.ปีนี้ งานวันทหารผ่านศึก จะไม่เหมือนเดิม ปลุกคนไทยรำลึก รั้วของชาติ ผู้เสียสละ

พี่ดี้ ลั่น! 3 ก.พ.ปีนี้ งานวันทหารผ่านศึก จะไม่เหมือนเดิม ปลุกคนไทยรำลึก รั้วของชาติ ผู้เสียสละ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  มีคนถามกันมาเยอะ เพราะคุณน้องปองอันลีของฉัน  ป่าวประกาศไปทั่วละ  ว่าปีนี้ งานวันทหารผ่านศึกจะไม่เป็นแบบที่เคยเป็นมา

3 กุมภาของทุกปี เป็นวันทหารผ่านศึก เป็นวันที่ทุกคนจำไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยอิน ฉันเองก็ด้วย ก็เห็นแต่เขาขายดอกป๊อบปี้กัน เคยซื้อบ้าง ไม่ซื้อบ้าง แล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรต่อ  คนไทยเราไม่อินกับวันทหารผ่านศึก เพราะบ้านเราไม่เคยมีศึก มานาน  นึกภาพทหารที่ต้องผ่านศึกไม่ออก จะมีความไม่สงบบ้างที่ด้ามขวาน แต่ก็ยังไม่รู้สึกกันว่าเป็น “ศึก”วันทหารผ่านศึกที่ผ่าน ๆ มา จึงเป็นแค่ภาพข่าว  มีพิธีการรำลึกแบบเงียบ ๆ ง่าย ๆ แล้วก็จะเห็นภาพทหารเก่าสูงวัยบนรถเข็น ใส่หมวกแกริสัน (หมวกพับ) มีเหรียญตราติดเต็มไปหมดแล้วก็จบ วันทหารผ่านศึก 

แต่ปีนี้ มีศึก จากประเทศข้างบ้าน ที่ไม่เคยนึกถึงข้าวแดงแกงร้อน ไม่นึกถึงบุญคุณ ไม่นึกถึงเหี้ยอะไรทั้งนั้น เข้ามาเกเร สถุลถ่อย กับบ้านเรา เราจึงมีศึก หลังจากที่ไม่เคยมีนับห้าสิบกว่าปีหลังจากสงครามเวียดนาม และสงครามคอมมิวนิสต์

เมื่อมีศึก จึงเห็นค่าทหาร และค่าชีวิตของทหารก็คือเท่ากันกับพวกเราแนวหลัง  มีเลือดมีเนื้อ มีครอบครัว เหมือนกับพวกเราที่มีชีวิตหากินปรกติ นอนหลับ กินอิ่มในบ้านอย่างอุ่นใจ แต่เหล่าทหาร  เอาชีวิตร่างกายไปเป็นรั้วให้

ปีนี้ จะเป็นปีที่มีพิธีการบรรจุอัฐิ และสลักชื่อทหารผู้สละชีวิต ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  มากที่สุดในรอบห้าสิบปี

ฉันบอกตัวเองว่า จะทำไงดี ที่จะไม่ปล่อยให้วันทหารผ่านศึก เป็นวันรำลึกหงอยๆ อย่างเดิมอีกต่อไป ปีนี้คนไทยจะต้องมองเห็นทหารผ่านศึกได้มากกว่าที่ผ่านมา  แล้วก็คุยกับเพื่อน  ลุงแต๋ง ภูษิต ไล้ทอง  ลุงเจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม ปรึกษาน้องปองอันลีของฉัน ว่าทำไงดี

ทุกคนเห็นด้วย แล้วก็เริ่มถามหาแนวร่วมพี่ ๆ น้อง ๆ  เงินทองก็ยอบแยบกันแหละ แต่มันต้องมีคนที่ไม่ยอบแยบ เห็นด้วยมั่งสิน่า น้องปองมาก่อนเลย  มีเงินแฟนคลับแนวหน้าอยู่สี่แสน  พร้อมลงขัน จากนั้นก็ช่วยกันไปถามไถ่ผู้ไม่ยอบแยบทั้งหลาย  ว่าสนใจจะลงขันมั่งไหม  ก็ลงขันกันมา ทั้งปัจจัยสี่ ทั้งแรง ทั้งความคิด ได้ทีมงานมืออาชีพน้อง ๆ มาช่วยจัดการในราคาย่อมเยา  ได้วงดนตรีมาราคายิ้มแย้ม  จะมีแสงเสียง  ถล่มภูเขาเผากระท่อม ขนาดไหน ก็แล้วแต่น้องจะกรุณา  แต่ขออย่าให้เข้าเนื้อละกัน

ได้น้อง ๆ ศิลปินที่จะขึ้นเวที ร้องเพลงที่ไม่ใช่เพลงของตัวเอง   แต่เป็นเพลงที่รำลึกถึงอัฐิทุกชิ้นในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั่น ซึ่งต้องซ้อม  ต้องจำเนื้อเพลง ใครสะดวกก็มา  ใครไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร มาด้วยใจ  แต่ก็มีค่าเหนื่อยให้เหมาะสม ไม่มีการเรียกใครมาฟรี

จนถึงคืนนี้  นาทีนี้ คิวงาน ยังไม่สรุปเป๊ะ   วันซ้อมยังจัดตารางอยู่ แต่แหม น้องปองอันลีของกูเอาไปแพร่หมดละ น่าจะมีถ่ายทอดด้วย แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะมีช่องไหน  ก็คงช่องออนไลน์ที่ไหนสักช่องแหละ เดี๋ยวบอกอีกที แต่จัดไว้ละ วันศุกร์ที่ 30 นี่  เวลาบ่ายโมงจะแถลงข่าวและรายละเอียด  ที่ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ซึ่งนี่ก็ยังไม่ได้ติดต่อเขาเลย  แต่คิดว่าเขาคงไม่ว่าไร นักข่าวถ้ามาอ่านเจอ ก็ช่วยกันมาได้ตามสะดวก.

วันเสาร์ ถึงจะได้ซ้อมเพลงกันเป็นครั้งแรก 5555 วุ่นวายขายปลาช่อนน่าดู

วันอังคารที่ 3 นะ วันทหารผ่านศึก มารำลึกถึงพวกเขาทั้งหลายตั้งแต่สงครามโลก สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม  สงครามคอมมิวนิสต์ แล้วก็มีสงครามการเมืองกันเองในบ้าน มาอีกห้าสิบปี จนวันนี้ เราได้เห็นสงครามอีกครั้งแล้ว

ใครอยากมาร่วมรำลึกถึงทหารกัน มาเจอกันนะ  วันอังคารที่ 3 ตั้งแต่ 16.00 น.เป็นต้นไป ที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

‘หมอสุภัทร’ระทึก ลุ้นศาลชี้ขาดคุณสมบัติชิงสส.

‘หมอสุภัทร’ระทึก  ลุ้นศาลชี้ขาดคุณสมบัติชิงสส.

‘หมอสุภัทร’ระทึก ลุ้นศาลชี้ขาดคุณสมบัติชิงสส.

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประธานกกต.ไฟเขียว ส่งศาลฎีกาชี้ขาดปม นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ขาดคุณสมบัติลงสมัครสส.สงขลา พรรคประชาชน หรือไม่ หลัง อกพ.สาธารณสุขปลดออกจากราชการ ด้าน รมว.สธ.ยันไม่ได้กลั่นแกล้ง

เมื่อวันที่ 26 มกราคมนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุขมีมติปลดนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ออกจากราชการ จากข้อกล่าวหาจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในโครงการหมอชนบทบุกกรุงปี 2564 ผิดระเบียบ ว่า ตนทราบจากข่าวจากสื่อมวล ชน แต่ทั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของผอ.กกต.จังหวัดสงขลา ถ้าเขาขาดคุณสมบัติจริง ผอ.กกต.สงขลา ก็จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อดำเนินการถอนชื่อการเป็นผู้สมัครสส. ทั้งนี้ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเขาถูกปลดออกจากราชการจริงหรือไม่ เมื่อถามย้ำว่า มติของบอร์ดกระทรวงสาธารณสุข มีความชัดเจนแล้วว่าให้ออกจากราชการ หมายความว่า นพ.สุพัฒน์ กล่าวว่า เราต้องยื่นคำร้องไปยังศาลฎีกา

ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ยืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้งหมอสุภัทร ซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมการสอบสวนและนำเข้าที่ประชุม อ.ก.พ. เป็นไปตามวาระปกติ ไม่ใช่วาระเร่งด่วน ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและข้อเท็จจริง ตามที่มีการสอบสวนมา โดยมีการเรียกผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจง ผู้สื่อข่าวถามว่านายแพทย์สุภัทร ออกมาระบุว่าไม่มีการเรียกเข้าไปชี้แจง รมว.สาธารณสุขตอบว่า มีการเรียกเข้ามาตามขั้นตอนปกติ

เมื่อถามว่าข้อเท็จจริงการจัดซื้อผิดระเบียบราชการใช่หรือไม่นายพัฒนา กล่าวว่า ในรายละเอียดมีหลายอย่าง แต่การจัดซื้อจัดจ้างและข้อเท็จจริงอยู่ในข้อเท็จจริง คือ มีการไปตรวจโควิด โดยเอาเอทีเคมาใช้ และมีการจัดซื้อจัดจ้างในภายหลังหลายครั้ง ซึ่งเป็นไปในลักษณะนั้น และ การจัดซื้อจัดจ้างหากตนจำไม่ผิดมีทั้งหมดจำนวน 5ครั้ง เมื่อซักว่า มีการเบิกเอทีเค ออกมาใช้ และจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลังใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ไม่ได้เบิกของหลวง แต่ตนไม่แน่ใจว่าเอามาจากไหน แต่รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการสอบสวน และการทำหน้าที่ของ อ.ก.พ. ทุกอย่างเป็นไปตามหน้าที่ ซึ่งตนเป็นประธาน

ถามว่ามีการระบุว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างราคาถูก แต่ถูกลงโทษ ไม่ใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่ รมว.สาธารณสุข ระบุว่า คำว่าถูก ต้องไปดูว่านำไปเปรียบเทียบกับอะไร และการจัดซื้อเอทีเคในตอนนั้นตนทราบว่ามีการจัดซื้อในหลายแหล่งที่มา ซึ่งอันนี้เป็นแหล่งหนึ่ง แต่จะถูกที่สุดหรือไม่ขอให้ไปว่ากันในคณะกรรมการสอบสวน

ซักว่านายแพทย์สุภัทรยังสามารถอุทธรณ์มติได้ใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ตามกฏหมายน่าจะเป็นอย่างนั้น ส่วนจะใช้ระยะเวลาอีกนานหรือไม่ต้องดูตามกฏหมายตนไม่ได้รายละเอียดในประเด็นนี้ ตนทำหน้าที่ในฐานะประธาน อ.ก.พ. หน้าที่เราก็คือเมื่อคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งเมื่อมีคณะกรรมการสอบสวนซึ่งตั้งขึ้นมามานานแล้ว และมีข้อสรุปมาระบะหนึ่ง กระทั่งมีการตรวจสอบ และนำเข้าที่ประชุมข้อเท็จจริงก็พิจารณาตามข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า มีการมองว่ามีการตัดขาพรรคประชาชน ที่อาจหาผู้สมัครแทนไม่ทัน รมว.สาธารณสุขปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ และการประชุมเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีวาระนี้ในวาระเร่งด่วน และไม่ใช่วาระเดียวยังมีวาระอื่น ที่เกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาวินัยอีกเกือบ 20 รายการ ซึ่งเป็นวาระประจำของการประชุม อ.ก.พ.อยู่แล้ว ไม่ได้มีวาระเกี่ยวข้องกับการเมือง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีการดำนินวินัยข้าราชการช่วงรัฐบาลรักษาการได้หรือไม่ว่า เรื่องวินัยทำได้ตลอด เพราะไม่ใช่เรื่องที่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะอำนาจการลงโทษทางวินัย เป็นไปตามกฎหมายข้าราชการพลเรือน

เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย – Ramkhamhaeng Network for Democracy โพสต์ข้อความระบุว่า สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอแสดงจุดยืนต่อกรณีมติของคณะกรรมการ อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข ที่มีมติให้ลงโทษวินัยร้ายแรงแก่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากการจัดซื้อชุดตรวจโควิด19(ATK) ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินของการระบาดโควิด19 ในช่วงปี 2564 ซึ่งสังคมกำลังให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยเผชิญวิกฤตด้านสาธารณสุขรุนแรงที่สุด ทั้งผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิต ขณะที่ระบบตรวจคัดกรองและเตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอ ภายใต้บริบทนี้ ชมรมแพทย์ชนบทได้เข้าช่วยเหลือประชาชนในเมืองหลวง ภายใต้ปฏิบัติการ #แพทย์ชนบทบุกกรุง โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาชีวิตประชาชนอย่างเร่งด่วน มิใช่การแสวงหาประโยชน์ใดๆ การดำเนินการจัดซื้อชุดตรวจATKในขณะนั้น เป็นไปภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณการใช้งานล่วงหน้าได้ การจัดซื้อจึงเกิดขึ้นตามความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนที่เข้ารับการตรวจทุกคนสามารถเข้าถึงการคัดกรองได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม กระบวนการสอบวินัยกลับให้ความสำคัญกับการตีความเชิงระเบียบ โดยตั้งข้อกล่าวหาเรื่อง “การแบ่งซื้อ” โดยแทบไม่ปรากฏการพิจารณาเจตนา ความจำเป็น และบริบทของวิกฤตสาธารณสุขในขณะนั้นอย่างรอบด้าน

สภานักศึกษามีความสงสัยต่อจังหวะเวลาของการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วหลายปี และถูกหยิบยกขึ้นมาเร่งรัดในช่วงใกล้การเลือกตั้ง อันอาจส่งผลโดยตรงต่อสิทธิทางการเมืองและคุณสมบัติของผู้ถูกกล่าวหา คำถามสำคัญคือ เหตุใดคดีที่ค้างมานาน จึงถูกเร่งตัดสินในช่วงเวลาที่อ่อนไหวทางการเมือง การบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ เป็นไปอย่างเสมอภาคและปราศจากอคติจริงหรือไม่ หลักนิติธรรมกำลังถูกใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม หรือกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจ สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง เห็นว่า ผู้ที่ตัดสินใจทำหน้าที่เพื่อปกป้องชีวิตประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน ควรได้รับการคุ้มครองตามหลักความเป็นธรรม ไม่ใช่ถูกลงโทษย้อนหลังโดยละเลยบริบทและเจตนา การใช้อำนาจรัฐใด ๆ ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อความเป็นอิสระและความเป็นธรรมของกระบวนการ ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบราชการและประชาธิปไตย สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และยึดหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบจากสาธารณชน เพราะในสังคมประชาธิปไตย ผู้ที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นผู้กระทำผิด #SAVEหมอสุภัทร

เปิดเซฟรมต. ‘ศุภจี’ร่ำรวย307ล้าน ‘เอกนิติ’มี207ล้าน

เปิดเซฟรมต.  ‘ศุภจี’ร่ำรวย307ล้าน  ‘เอกนิติ’มี207ล้าน

เปิดเซฟรมต. ‘ศุภจี’ร่ำรวย307ล้าน ‘เอกนิติ’มี207ล้าน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ป.ป.ช.เปิดเซฟรมต.รัฐบาล“อนุทิน”เผย “วรภัค”อู้ฟู่ 1.39 พันล้าน สะสมนาฬิกาหรู 11 เรือน ขับรถปอร์เช่ 3.5 ล้าน ภริยาเศรษฐินีหุ้นกู้กว่า 900 ล้าน ด้าน ‘เอกนิติ’มีทรัพย์สินรวม207.7 ล้าน ขณะที่ ‘ศุภจี’ รวย 307 ล้าน ส่วน ‘พัฒนา’ ทรัพย์สินกว่า 1 พันล้าน อาจารย์บวรศักดิ์ มีทรัพย์สินกว่า 231 ล้าน

เมื่อวันที่ 27 มกราคมสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568โดยมีรายชื่อที่น่าสนใจ อาทิ นายวรภัค ธันยาวงษ์ เข้ารับตำแหน่ง รมช.คลังแจ้งมีทรัพย์สิน 39,691,712 บาท ได้แก่ เงินฝาก 5,101,220 บาท เงินลงทุน 3,778,451 บาท ที่ดิน 3 แปลง 7,262,040 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เป็นบ้าน 1 หลัง มูลค่า 3 ล้านบาท ยานพาหนะ 1 คันเป็นรถ Porsche Cayenne E-Hybrideมูลค่า 3.5 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 2.4 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 14,650,000 บาท มีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 56,358 บาท แจ้งมีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 1 ล้านบาท เป็นค่าจ้างและเงินเดือน รายจ่ายรวม 1.2 ล้านบาท

ส่วน น.ส.กนกพร ศีตวรรัตน์ คู่สมรสอยู่กินกันฉันสามีภริยา แจ้งมีทรัพย์สิน 1,358,514,930 บาท ได้แก่ เงินฝาก 20,245,806 บาท เงินลงทุน 905 ล้านบาท (ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ในตลาดหลักทรัพย์) ที่ดิน 27 แปลง 211,589,050 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 15 รายการ อาทิ ทาวน์เฮ้าส์ และอาคารชุด รวม 134,676,156 บาท ยานพาหนะ 3 คัน 15.6 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 233,927 บาท ทรัพย์สินอื่น 71,170,000 บาท มีหนี้สิน 9,898,425 บาท มีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 25,995,700 บาท เป็นดอกเบี้ยจากหุ้นกู้ 24,887,500 บาท รายได้จากการให้เช่าห้องชุด 1,108,200 บาท รายจ่ายรวม 16,867,709 บาท จำนวนนี้เป็นค่าเล่าเรียนบุตร 9 ล้านบาทรวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 1,398,206,653 บาท มีหนี้สิน 9,954,783 บาท

สำหรับทรัพย์สินที่น่าสนใจ เงินลงทุนของ น.ส.กนกพร 905 ล้านบาท ส่วนใหญ่คือหุ้นกู้ในตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ดีมีหุ้นสามัญบริษัท TransFi INC ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ในสหรัฐอเมริกา 0.833% ของบริษัท เมื่อวันที่18 มีนาคม 2565 มีมูลค่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน น.ส.กนกพร ยังแจ้งสะสม “งาช้าง” 1 คู่ ระบุจำวันเดือนปีที่ได้มาไม่ได้ มูลค่า 3 ล้านบาท สร้อยคอ 3 เส้น 4,150,000 บาท ต่างหู 24 คู่ 14,140,000 บาท แหวน 27 วง 24,960,000 บาท กำไล 12 วง 8.9 ล้านบาท นาฬิกา 10 เรือน 10 ล้านบาท เป็นต้น

ส่วนนายวรภัค สะสมนาฬิกาหรู 11 เรือน เช่น Patek Philippe รุ่น 5164 มูลค่า 1.5 ล้านบาท รุ่น 5990 มูลค่า 2.5 ล้านบาท รุ่น 5905 มูลค่า 1.7 ล้านบาท รุ่น 5711/1P มูลค่า 3.6 ล้านบาท รุ่น 5712 มูลค่า 1 ล้านบาท รุ่น 5726 มูลค่า 1 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีนาฬิกายี่ห้อ Parmigianiรุ่น 8 day มูลค่า 5 แสนบาท รุ่น Chronograph มูลค่า 3 แสนบาท มีนาฬิกา Grand Seiko รุ่น GMT มูลค่า 2 แสนบาท นาฬิกายี่ห้อ Panaraiรุ่น MGT มูลค่า 1 ล้านบาท และนาฬิกายี่ห้อ A.Lange& shone มูลค่า 9 แสนบาท มีสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท พระเลี่ยมทอง 1 องค์ มูลค่ารวม 3 แสนบาท

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังโดยนายเอกนิติและนางร้อยแก้ว คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม 207,789,386 บาทและมีหนี้สินทั้งสิ้น 1,905,850 บาท

แบ่งเป็นทรัพย์สินของนายเอกนิติ 163, 861,913 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 17,995,542 บาท เงินลงทุนในพันธบัตร ,กองทุนเปิด และหุ้นต่างๆ 119,667,780 บาท ที่ดิน 3 แปลงใน กทม.และ จ.กาญจนบุรีรวมมูลค่า 16,673,095 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 หลังเป็นบ้านพักและห้องชุดใน กทม.รวมมูลค่า 7,580,496 บาท ยานพาหนะ รถยนต์ 2 คัน รวมมูลค่า 150,000 บาทบาท ทรัพย์สินอื่น ได้แก่ นาฬิกา 3 เรือน รวมมูลค่า 1,750,000 บาท แจ้งมีหนี้สิน เป็นเงินกู้ธนาคารอาคารสงเคราะห์เมื่อวันที่25 กันยายน 2555 สัญญาเงินกู้ 3 ล้านบาท และเหลือยอดหนี้คงเหลือ ณ วันที่ 24 กันยายน 2568 รวม 1,905,850 บาท

นายเอกนิติ แจ้งว่ามีรายได้ต่อปีโดยประมาณ 51,314,874 บาท ประกอบด้วย เงินเดือน/เงินประจำตำแหน่ง 1,678,517 บาท ค่าตอบแทนกรรมการ 16,215,637 บาทเบี้ยประชุม/ค่าบรรยาย/สอน 400,000 บาท ดอกเบี้ย/ เงินปันผล 3ล้านบาทขายรถยนต์ 1.8 ล้านบาท ขายหลักทรัพย์/กองทุน 18.5ล้านบาท การรับให้จากบุพการี 9,720,718บาทแจ้งมีรายจ่ายต่อปีโดยประมาณ 18.1 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวและอุปโภคบริโภค 2 ล้านบาท เบี้ยประกัน 150,000 บาท กิจกรรมสังคม 500,000 บาท ค่าผ่อนที่อยู่อาศัย 150,000บาท ค่ารักษาพยาบาล 1.5 ล้านบาท ค่าอุปการะบิดา มารดา 200,000 บาท ค่าเดินทางท่องเที่ยว 800,000 บาท เงินบริจาค 1.3 ล้านบาท ซื้อหลักทรัพย์และกองทุน 11.5 ล้านบาท

ส่วนนางร้อยแก้ว แจ้งมีทรัพย์สินรวม 43, 972,473 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 11,618,827 บาท เงินลงทุนในกองทุนเปิด 15,689,725 บาท ที่ดิน 2 แปลงใน กทม.รวมมูลค่า 6,695,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 หลังใน กทม.7,309,920 บาท ยานพาหนะ รถยนต์ 2 คัน รวมมูลค่า 1.1ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นเช่น นาฬิกา แหวน สร้อยคอ เป็นต้น รวมมูลค่า 1,559,000 บาท

นางร้อยแก้ว แจ้งมีรายได้ต่อปีโดยประมาณ 11,622,131 บาท ประกอบด้วยเงินเดือน/เงินประจำตำแหน่ง 4,065,046 บาท ดอกเบี้ย / เงินปันผล 500,000 บาท ขายหลักทรัพย์/กองทุน 1,057,085 บาท การรับให้จากบุพการี 6 ล้านบาท แจ้งมีรายจ่ายต่อปีโดยประมาณ 5.45 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวอุปโภคบริโภค 2 ล้านบาท ค่าเบี้ยประกัน 50,000 บาท ค่ากิจกรรมสังคม 1 ล้านบาท ค่าอุปการะบิดามารดา 400,000 บาท ค่าเดินทางท่องเที่ยว 500,000 บาท เงินบริจาค 500,000 บาทซื้อหลักทรัพย์และกองทุน 1 ล้านบาท

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ารับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ แจ้งว่า มีทรัพย์สิน 280,109,787 บาท ได้แก่ เงินฝาก 20,881,666 บาท เงินลงทุน 95,918,044 บาท ที่ดิน 1 แปลง 3 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการเป็นห้องชุดมูลค่า 19,132,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 87,546,186 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 53,631,890 บาท มีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 79,887 บาท แจ้งมีรายได้ต่อปีโดยประมาณ 40,155,492 บาท แบ่งเป็น เงินเดือนและโบนัส 13,425,241 บาท ค่าเบี้ยประชุมกรรมการ 8,992,343 บาท เงินที่ได้จากการเกษียณอายุ 17,737,907 บาท รายจ่ายรวม 9,076,000 บาท

ส่วนนายปรีธยุตม์ นิวาศะบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานบริษัท ไลฟ์สแปนแคร์ จำกัด คู่สมรสอยู่กินกันฉันสามีภริยา แจ้งมีทรัพย์สิน 27,610,618 บาท ได้แก่ เงินฝาก 658,774 บาท เงินให้กู้ยืม 2.7 ล้านบาท (ให้แก่ บจ.ไลฟ์สแปนแคร์ บริษัทที่ตัวเองเป็นประธาน) ที่ดิน 3 แปลง 18,666,900 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 หลังเป็นบ้านพักอาศัยตึกสองชั้น มูลค่า 2,374,944 บาท ยานพาหนะ 4 คัน 2,810,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 4 แสนบาท มีหนี้สิน 222,633 บาท เป็นเงินเบิกเกินบัญชี แจ้งมีรายได้ต่อปีโดยประมาณ 2,550,000 บาท เป็นเงินเดือนและโบนัส รายจ่ายรวม 9 แสนบาท รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 307,720,405 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 302,521 บาท

นางศุภจี สะสมเครื่องประดับหลายรายการ เช่น ชุดเครื่องประดับ 8 รายการ 2,458,000 บาท สร้อยคอ 13 เส้น 1,375,000 บาท กำไลและสร้อยข้อมือ 8 อัน 2,505,000 บาท แหวน 25 วง 14,650,000 บาท ต่างหู 39 อัน 20,220,000 บาท เข็มกลัดและจี้ 17 อัน 4,170,000 บาท เครื่องประดับทองคำ 13 รายการ 1,135,000 บาท กระเป๋า เข็มขัด นาฬิกา 7,118,890 บาท

ขณะเดียวกัน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ซึ่งเข้ารับตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข มีทรัพย์สิน 1,092,128,958 บาท เป็นทรัพย์สินนายพัฒนา 60,185,0820 บาท เช่น เงินลงทุน 43.2 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 6.2 ล้านบาท ทรัพย์สิน น.ส.อัจฉรา รัตนธนาสาร คู่สมรส 1,031,943,875 บาท ที่ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนถึง 940,276,298 บาท เงินให้กู้ยืม 16.9ล้านบาท ที่ดิน 11.8 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นๆ 14.7 ล้านบาท โดยแจ้งว่ามีหนี้สิน 247,616,384บาท

ด้านนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 231,930,848 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินฝาก 10,252,655 บาท เงินลงทุน 51,462,070 บาท ที่ดิน 15 แปลง 144,935,101 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 หลัง เป็นห้องชุดทั้งหมดรวม 10,382,422 บาท ทรัพย์สินอื่นๆ 10,898,600 บาท เช่น พระสมเด็จ พระบูชา หลวงปู่ทวด ท้าวเวสสุวรรณ พระต่างๆ 312 รายการ มูลค่ากว่า 4.4 ล้านบาท และมีนาฬิกา 7 เรือน มูลค่ากว่า 4ล้านบาท

รมว.ยธ.โวยังมีข้อมูลในมือ นักการเมืองเอี่ยวเว็บพนัน

รมว.ยธ.โวยังมีข้อมูลในมือ  นักการเมืองเอี่ยวเว็บพนัน

รมว.ยธ.โวยังมีข้อมูลในมือ นักการเมืองเอี่ยวเว็บพนัน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รมว.ยุติธรรมเผยนักการเมืองกว่า 10 ราย พัวพันเว็บพนัน ศาลออกหมายจับ สจ.เนย์ กาฬสินธุ์ แล้วเจ้าตัวควงภรรยาชิงหลบหนีไปต่างประเทศ แย้มมีรายชื่อในมือ แต่ยังไม่ขอเปิดเผย ยันทำตามหลักฐาน ไม่ใช่เกมการเมือง ด้านพรรคเพื่อไทย ร่อนแถลงการณ์แจง ส.จ.เนย์ ลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว

เมื่อวันที่ 27 มกราคมพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อดีตผู้สมัคร ส.ส.และเครือข่ายนักการเมือง พรรคการเมือง กว่า 10 รายชื่อที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ว่าขณะนี้ศาลได้ออกหมายจับ นายปฐนัญ จันดอน หรือ ส.จ.เนย์สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) กาฬสินธุ์ แล้ว ซึ่งขณะนี้ ส.จ.เนย์ และภรรยา ได้หลบหนีออกนอกประเทศเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ส่วน ส.จ.อีกรายหนึ่ง ก็หลบหนีออกนอกประเทศแล้วเช่นกันโดยยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ ซึ่งจะสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายทั้งหมด

“ขณะนี้มีข้อมูลก้อนใหญ่อยู่ระหว่างการวิเคราะห์เพื่อหาข้อมูลหลักฐานในการดำเนินการกับกลุ่มเครือข่ายนี้ทั้งหมดต่อไป” รมว.ยุติธรรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใดหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขออนุญาตไม่ตอบ เมื่อถามว่า ที่ระบุว่ามี 10 ราย ขณะนี้มีข้อมูลทั้งหมดแล้วหรือไม่ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่ายังอยู่ระหว่างการสืบสวนและยังมีอยู่เรื่อยๆ บางอย่างถ้ายังไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงขนาดออกหมายจับได้ ก็ยังไม่ขอเปิดเผยชื่อ สำหรับกรณีของนายปฐนัญ หรือ ส.จ.เนย์ เมื่อช่วงปีใหม่ ตนเคยพูดว่าบางอย่างไม่อยากให้เป็นประเด็นทางการเมือง แต่เราเคยไปค้นบ้านพักมาแล้วที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเพียงแค่หมายค้น ครั้งแรกที่ค้น พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงยังไม่มีการขออำนาจศาลออกหมายจับ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมเขาและไม่อยากให้ไปพูดว่าเป็นเรื่องการเมือง

ต่อข้อถามว่า ที่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้นั้น ติดขัดในเรื่องใด รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องของข้อมูล เรามีพยานหลักฐาน แต่ยังไม่สามารถขออำนาจศาลออกหมายจับได้ ก็ยังเปิดเผยชื่อไม่ได้ เพราะจะนำไปสู่การฟ้องร้องได้ ส่วนจะมีใครเพิ่มเติมหรือไม่นั้นขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

ขณะที่พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ ชี้แจงกรณีการออกหมายจับนักการเมืองท้องถิ่นมีส่วนเกี่ยวข้องเว็บพนัน โดยระบุว่า เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และยุติการเชื่อมโยงที่คลาดเคลื่อนกรณีของนายปฐนัญ จันดอน ส.จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน โดยมีข้อเท็จจริงดังนี้

1.พรรคเพื่อไทยได้ตรวจสอบแล้วพบว่าบุคคลดังกล่าวเคยเป็นสมาชิกพรรคจริง ทั้งนี้ กระบวนการรับสมัครสมาชิกพรรคเป็นไปตามหลักการเปิดกว้าง และเป็นไปตามกฎหมาย โดยพรรคพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครจากข้อเท็จจริง ณ วันที่สมัคร เมื่อไม่ปรากฏคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมายและข้อบังคับพรรค และให้การรับรองตนเองแล้ว บุคคลดังกล่าวจึงมีสิทธิในการเข้าเป็นสมาชิกพรรค

2.กรณีที่ปรากฏภาพบุคคลดังกล่าวลงสมัครรับเลือกตั้งส.จ.โดยสวมใส่เสื้อหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย สมาชิกพรรคสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นผู้มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคจริงในขณะนั้น ซึ่งเป็นการสมัครรับเลือกตั้งในฐานะสมาชิก ไม่ได้ลงสมัครในนามพรรคแต่อย่างใด

3.ในส่วนของสถานะปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยตรวจสอบแล้วพบว่า บุคคลดังกล่าวได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคก่อนหน้านี้ โดยพรรคไม่ได้รับแจ้งเหตุผลในการลาออก และบุคคลดังกล่าวไม่มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคอีกต่อไปและ 4.พรรคเพื่อไทยขอยืนยันจุดยืนว่าพรรคให้ความสำคัญสูงสุดต่อความถูกต้อง โปร่งใส และความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นกับบุคคลที่ยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรค พรรคจะไม่เพิกเฉย โดยจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น รอบด้าน และตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคม ไม่ปกป้องหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้ใด พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายอย่างแน่นอน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การจะให้ประชาชนมีเงินได้นั้น ต้องมีการพัฒนาคนด้วย ไม่ใช่ประชานิยมแจกไปอย่างเดียว ซึ่งแบบนี้จะคล้ายกับโรแมนซ์สแกมเมอร์หรือสแกมเมอร์การเมือง คือหลอกให้รัก หลอกให้หลงหลอกให้ลงคะแนนให้ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้อะไร ยิ่งทำให้ประเทศถอยหลังด้วยซ้ำ”

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

หัวหน้าพรรคปวงชนไทย

‘นิด้า’กางผลโพล ปชป.ยึดเมืองคอน

‘นิด้า’กางผลโพล  ปชป.ยึดเมืองคอน

‘นิด้า’กางผลโพล ปชป.ยึดเมืองคอน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘นิด้า’กางผลโพล ปชป.ยึดเมืองคอน ทั้งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์ ทิ้งคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น

“นิด้าโพล” กางผลสำรวจ“เลือกตั้งปี’69 ของคนนครศรีธรรมราช”พบประชาชนเทใจให้“ประชาธิปัตย์”กลับมายึดเมืองคอนอีกครั้ง คะแนนนิยมทิ้ง“ภูมิใจไทย”และ“ประชาชน”แบบไม่เห็นฝุ่น ทั้งในส่วนของ นายกรัฐมนตรี, สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ

เมื่อวันที่ 27มกราคม 2569ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนนครศรีธรรมราช” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19- 21 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี 69 ของคนจังหวัดนครศรีธรรมราชการสำรวจอาศัย การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนด ค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนนครศรีธรรมราชจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 51.45 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 2 ร้อยละ 16.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 14.34 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 10.50 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 5 ร้อยละ 1.78 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

ร้อยละ 5.34 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล (พรรคปวงชนไทย)นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย) พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับพรรคการเมืองที่คนนครศรีธรรมราชมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 51.08 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 2 ร้อยละ 16.87 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.18 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 4 ร้อยละ 8.43 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 5 ร้อยละ 2.25 ระบุว่าเป็นพรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 1.41 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.31 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 3.00 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคโอกาสใหม่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเสรีรวมไทย พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยสร้างไทย พรรคกรีน และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนนครศรีธรรมราชมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 53.70 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 2 ร้อยละ 16.31 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.93 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 4 ร้อยละ 6.95 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 5 ร้อยละ 1.87 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 1.59 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.28 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคทางเลือกใหม่ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘อภิสิทธิ์’เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ขอคุมเกมรัฐบาล มุ่งปราบทุจริต-ปลอดทุนสีเทา

'อภิสิทธิ์’เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย  ขอคุมเกมรัฐบาล  มุ่งปราบทุจริต-ปลอดทุนสีเทา

‘อภิสิทธิ์’เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ขอคุมเกมรัฐบาล มุ่งปราบทุจริต-ปลอดทุนสีเทา

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อภิสิทธิ์’เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ขอคุมเกมรัฐบาล มุ่งปราบทุจริต-ปลอดทุนสีเทา ภท.ชู‘ไม่เลือกเรา.เขามาแน่’ พท.โวทำโพลกวาด150สส.

“ศุภมาส” แม่ทัพกทม.วอนประชาชนเลือกมุมน้ำเงินงัดยุทธศาสตร์โค้งสุดท้าย ปลุก“ไม่เลือกเรา เขามาแน่”ชี้วันนี้มีแค่สองฝั่งซ้าย-ขวาเลือกสีอื่นไปคะแนนแตก ทิ้งน้ำเสียงหาย “ตาอยู่” เอาไปกิน“อนุทิน’ขอหุบปากหลัง “แม่ทัพกทม.” ขุดยุทธศาสตร์โค้งสุดท้าย‘ไม่เลือกเราเขามาแน่’ยัน‘ใช้เงินเป็น’หลังถูกมองใช้เงินหาเสียงน้อย ต้องมีเงินสำรองหากเกิดเหตุคับขัน‘อภิสิทธิ์’นำปชป.เปิดเกมโค้งสุดท้ายจัด‘เดินวิ่งG027 เทาไม่ใช่ทาง’ประกาศเป็นผู้คุมเกมรัฐบาลสุจริตอ้อนปชช.กาเลือก‘ปชป.’ด้าน‘ยศชนัน’รับ’เพื่อไทย’ทำโพลคาดได้สส.ไม่ต่ำกว่า150 หวังทะลุ200เสียง ลั่นจับมือพรรคไหนก็ได้หากนโยบายไปกันได้

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลน.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลพื้นที่กรุงเทพฯพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงความพร้อม การจัดเวทีปราศรัยใหญ่พื้นที่กรุงเทพฯครั้งแรกในวันศุกร์ที่30 มกราคมนี้ เวลา17.30-20.00 น.ที่บริเวณสวนลุมพินี

‘หนู’นำ‘ดรีมทีม’ปราศรัยใหญ่สวนลุมฯ

โดยกล่าวว่าจะนำโดยหัวหน้ามุมน้ำเงิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯพร้อมดรีมทีมเศรษฐกิจซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทยและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทยรวมไปถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทยจะขึ้นเวทีปราศรัยทางการเมืองเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯที่อาจไม่เหมือนกับเวทีอื่นส่วนจะมีนโยบายหรือหมัดเด็ดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ขอให้รอฟังจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่าจะมีสิ่งดีดีอะไรมาเล่าให้ฟังอีกบ้าง เมื่อถามว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังไม่สงบมองว่านายอนุทินดีกว่าแคนดิเดตนายกฯพรรคอื่นอย่างไร น.ส.ศุภมาส กล่าวว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่นำไปเปรียบเทียบกับพรรคอื่นแต่อุดมการณ์และสิ่งที่เราทำที่ผ่านมาหลายปี ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ในการเทิดทูนสถาบัน และดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งจะได้เห็นท่าทีที่เด็ดเดี่ยวของนายอนุทินในการปกป้องอธิปไตย พร้อมย้ำว่าเราไม่ยอมเสียเปรียบ

แนะเลือกเชิงยุทธศาสตร์ลุยต่อ4ปี

ส่วนกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กลับมาปลุกกระแส จะส่งผลต่อคะแนนในพื้นที่ กทม. หรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า เราจะไม่วิจารณ์พรรคอื่น ทั้งในแง่ตัวบุคคลและนโยบาย แต่ยอมรับว่า นายพิธา มีฐานแฟนคลับ แต่ในครั้งนี้ไม่ได้มาในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว รวมทั้งยังไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน ทำให้แฟนคลับรอคอย และอยากมาเจอ ส่วนจะทำให้กระแสดีขึ้นหรือไม่นั้น ก็น่าจะอยู่ที่การนำเสนอนโยบายในช่วงโค้งสุดท้ายมากกว่า ทั้งนี้นโยบายของแต่ละพรรคก็คล้ายกันหมดอาทิ นโยบายเกี่ยวกับคนละครึ่ง ลดค่าไฟและค่ารถไฟ แต่พรรคภูมิใจไทยก็ได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศจึงเชื่อว่าประชาชนจะเลือกพรรคภูมิใจไทย เข้ามาบริหารต่ออีก 4ปี เมื่อถามว่า ประชาชนควรที่จะเลือกในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อไม่ให้เสียงแตกหรือไม่น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ตนและนายอนุทิน ได้พูดมาหลายเวทีแล้ว

ปลุกชู‘ไม่เลือกเราเขามาแน่’

“รอบนี้จริงๆมีแค่สองฝั่ง ฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา ก็มีแค่ฝั่งเราคือมุมน้ำเงิน กับอีกมุมหนึ่งเท่านั้น อย่างที่บอก ไม่เลือกเราเขามาแน่ ฉะนั้น ขอร้องพี่น้องทุกคน ถ้าอยู่ฝั่งเรา ซึ่งประกอบไปด้วยหลายสีด้วยกัน เลือกสีอื่นไปคะแนนแตกเสียงหาย คะแนนทิ้งน้ำแน่นอน ยังไงก็ขอให้ทุกท่านที่อยู่ฝั่งเรา อย่าให้เสียงแตก มาเลือกภูมิใจไทย เพื่อให้ได้อยู่ฝั่งน้ำเงิน เพราะหัวหน้ามุมน้ำเนินก็คืออนุทิน” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ชี้เลือกสีอื่น‘ตาอยู่’เอาไปกิน

น.ส.ศุภมาส กล่าวอีกว่าถ้าท่านไม่ชอบเรามาก แต่ก็ไม่ชอบอีกฝั่งหนึ่งอีกมุมหนึ่งมากกว่าก็ขอให้ท่านมาช่วยเลือกเราไม่อย่างนั้นเสียงแตกแน่นอน สุดท้ายก็คือฝั่งเราแพ้ อีกฝั่งหนึ่งเป็น“ตาอยู่”ก็จะเอาไปกิน พร้อมย้ำว่าไม่เลือกเราเขามาแน่ ฉะนั้นขอโอกาสเชิงมุมน้ำเงิน เพื่อให้เป็นแชมป์ต่อสู้กับอีกมุมหนึ่ง

เมื่อถามย้ำว่า วันนี้ยังมั่นใจใช่ไหมว่ากระแสสีน้ำเงินจะชนะสีส้ม น.ส.ศุภมาสกล่าวว่าต้องอยู่ที่ประชาชนมอง แต่เราในฐานะพรรคก็นำเสนอนโยบายและตัวบุคคล รวมถึงผลงานและวิธีคิดทุกมิติอย่างดีที่สุดแล้ว และก็เชื่อว่าครั้งนี้เราน่าจะได้รับความไว้วางใจกับประชาชน พร้อมมั่นใจว่าในพื้นที่กรุงเทพฯจะได้เก้าอี้สส.ส่วนจะได้เท่าไหร่ก็อยู่ที่ประชาชน

‘หนู’อุบยุทธศาสตร์โค้งสุดท้าย

เวลา13.30น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงกรณีที่มีการประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้ที่นั่งสส.200ที่นั่งว่า“เราต้องทำให้ดีที่สุด”

เมื่อถามกรณีที่น.ส.ศุภมาศ อิสรภักดี ในฐานะกำกับดูแลรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯของพรรคภูมิใจไทยประกาศช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง“ไม่เลือกเราเขามาแน่-อย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ-ตอนนี้มีแค่2ฝั่งซ้ายกับขวาทางรอดคือน้ำเงินซึ่งมีความชัดเจนขนาดนั้นหรือไม่”นายอนุทินยิ้มก่อนตอบว่า“เวลาที่มีการไปพาดพิงถึงคนอื่นผมคิดว่าผมหุบปากดีกว่าไม่เอาแล้ว ไม่มีแล้ว เราต้องสร้างความสามัคคี”ซึ่งเรามีสิ่งที่จะต้องไปต่อสู้ ไปป้องกันจากประเทศอื่นอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งด้าน เศรษฐกิจและความมั่นคงรวมถึงการได้เปรียบ เสียเปรียบทางการค้า ซึ่งเราต้องใช้หลักเดียวกัน เหมือนกับที่เราต้องต่อสู้กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ต้องทำให้คนในบ้านมีความสามัคคีกัน กองทัพที่เป็นรั้วของชาติ ได้ไปรบจนทำให้ได้รับชัยชนะกลับมาในเวลารวดเร็ว ซึ่งตอนนี้ตนเชื่ออยู่อย่างหนึ่งคือ ขณะที่การเมืองอยู่ ระหว่างการแข่งขันเพื่อมาเป็นผู้แทนราษฎร หากผู้แทนราษฎรทะเลาะกัน ก็เหมือนราษฎรทะเลาะกัน และไม่เกิดผลดีอะไรกับประเทศไทยเลย

ยัน‘ใช้เงินเป็น’หลังถูกมองใช้เงินน้อย

เมื่อถามว่าทำไมการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยใช้งบประมาณน้อย มีความกังวลเรื่องอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ยิ้มและหัวเราะก่อนตอบว่า”เราใช้เงินเป็น อย่าไปพูดว่า ใช้เงินน้อย เวลาใช้เงินมากก็ว่า ใช้เงินน้อยก็ว่า ซึ่งควรจะบอกว่าใช้เงินเป็น ใช้เงินให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เราจะได้มีเงินสำรองเอาไว้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ หากมีเหตุการณ์อะไร หรือมีสิ่งคับขัน จะได้ไม่ต้องพึ่งพาใคร และพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ปชป.จัดเดินวิ่ง‘G027เทาไม่ใช่ทาง’

ที่สวนรถไฟ จตุจักรกทม.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)จัดกิจกรรมGo27แรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่!ซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ตรงกับวันที่ 27 และตรงกับหมายเลขบัญชีรายชื่อของพรรคเบอร์27โดยกิจกรรมมีการเดินวิ่ง”เทาไม่ใช่ทาง” นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯนางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ แคนดิเดตนายกฯพร้อมคณะซึ่งทุกคนสวมเสื้อฟ้าและถุงเท้าหมายเลข27 โดยกิจกรรมเป็นการเดินวิ่งตามระยะทางเป็นเลข27ในเวลา07.27น.และหลังปล่อยตัวนักวิ่ง นายอภิสิทธิ์ พร้อมคณะจะเดินไปขึ้นรถเมล์สาย27ไปยังบิ๊กซีสะพานควาย เพื่อหาเสียงกับประชาชนที่สัญจรไปมา จากนั้นนั่งรถเมล์สาย27ไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิร่วมกิจกรรม‘รถไฟฟ้ามาหา..คุณ’ ร่วมกับผู้สมัครสส.กทม.แนะนำ Applicationลดค่าโดยสารแบบโซนนิ่ง5-30บาทที่สถานี BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตามนโยบายพรรค จากนั้นนายอภิสิทธิ์และคณะ ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงสถานี BTSศาลาแดง เพื่อหาเสียงกับประชาชน ที่ซอยละลายทรัพย์ในช่วงกลางวันทั้งนี้ก่อนเริ่มกิจกรรมนายอภิสิทธิ์พูดแซวพรรคการเมืองใหญ่พรรคอื่นว่า“ขอแสดงความเสียใจที่เขาไม่มีวันที่เหมือนเรา”

ประกาศผู้คุมเกมรัฐบาลสุจริต

ส่วนพี่น้องชาวกรุงเทพฯในช่วงโค้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า เลือกประชาธิปัตย์เข้าไปเยอะๆแล้วเราจะเป็นผู้คุมเกมให้กับท่านคุมเกมว่ารัฐบาลชุดต่อไป จะต้องเป็นรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นไม่มีเรื่องของทุนเทาไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง เพราะการทำงานทุกอย่างจะต้องโปร่งใส คุมเกมไม่ให้มีใครไปใช้นโยบายสร้างความแตกแยกแต่ประเด็นละเอียดอ่อนทั้งหลายควรจะแสวงหาจุดร่วมและคุมเกมไม่ให้มีการเอานโยบายลดแลกแจกแถมทำให้เศรษฐกิจไม่ยั่งยืน คุมเกมให้มียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เป็นความพร้อมของประชาธิปัตย์ ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ผู้สมัครของกทม.และแคนดิเดตนายกฯมาร่วมการแสดงความพร้อม

ปลุกคนใต้ไล่คนซื้อเสียงพ้นพื้นที่

เมื่อถามว่า กระแสตอบรับในกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่างๆ ดูเหมือนว่า เสียงตอบรับประชาธิปัตย์ดีได้มีการนำมาคำนวณหรือวิเคราะห์เป็นตัวเลขหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าไม่ต้องคำนวณ เราเดินหน้าในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนอย่างเดียว เมื่อวานที่เดินทางไปภาคใต้ หลายคนกลัวว่ากระแสประชาธิปัตย์จะดีอย่างไรก็ตาม จะสู้กระสุนไม่ได้ แต่ตนเห็นพี่น้องประชาชนยืนยันกันอย่างหนักแน่นว่าถึงเวลาที่เขาจะเปลี่ยนแปลงแล้ว เขาบอกว่าเที่ยวนี้คนภาคใต้จะไล่คนซื้อเสียงออกจากพื้นที่

“ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้อยากให้ประชาชนมองว่าวันที่ 8 ก.พ.ไม่ใช่แค่วันเลือกตั้ง แต่เป็นโอกาสสำคัญในรอบหลายปี ที่จะตั้งต้นให้ประเทศกลับไปสู่การมีบ้านเมืองที่สุจริต และเราต้องมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ได้พึ่งพาการแจกเงินของรัฐบาล เป็นครั้งเป็นคราวและเป็นการที่จะให้การเมืองของเราหลุดพ้นจากความขัดแย้งเดิมๆให้ได้ จึงเป็นโอกาสสำคัญของพี่น้องประชาชน”นายอภิสิทธิ์กล่าว

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้เดินพบปะประชาชนที่ตลาดหลังปตท. มีประชาชนแม่ค้าพ่อค้าขอถ่ายรูป และมี FC ขอให้นายอภิสิทธิ์อวยพรวันเกิดให้กับคุณพ่อ ที่เกิดวันนี้คือวันที่ 27 มกราคม ซึ่งคุณพ่อเป็นคนกทม. FC ของนายอภิสิทธิ์ รวมถึงแม่ค้าบางคนได้มอบกล้วยให้ บอกเป็นเคล็ดทำอะไรจะได้กล้วยๆ

‘ยศชนัน’รับโพลพท.คาดได้สส.150ที่นั่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวในรายการ‘กรรมกรข่าวคุยนอกจอ’โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการโดยชี้แจงนโยบายเรื่องเศรษฐีเงินล้านระบุว่าอยู่ในแผนนโยบายอยู่แล้วเพื่อดึงคนเข้าระบบภาษีโดยใช้เงินประมาณปีละ 3 พันล้านบาท แต่คาดว่าจะได้รับกลับมาจากการเข้าสู่ระบบภาษีกว่าแสนล้านบาท ยืนยันว่าไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหารายได้เข้ารัฐ ทั้งนี้จะมีการประเมินเป็นปีๆ

นายยศชนันกล่าวตอนหนึ่งว่ายอมรับว่าพรรคเพื่อไทยได้ทำผลสำรวจความเห็นของประชาชนเพื่อรู้ว่าจะสื่อสารอย่างไรกับประชาชนโดยนายสรยุทธถามว่าตัวเลขโพลขณะนี้อยู่ที่เท่าไหร่ เกิน150หรือไม่ซึ่งนายยศชนันยอมรับว่าประมาณนั้นถึง150แน่ บางพื้นที่มีเบียด เราประเมินไว้มั่นใจ 150 นายสรยุทธถามอีกว่าจะถึง 200 ไหม นายยศชนัน ตอบประมาณนั้น ยืนยันไม่ได้เข้าข้างตัวเอง เรานับรวมคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเพิ่มเติมด้วย เรายังมีเวลาสื่อสาร ตนลงพื้นที่ทุกวัน มั่นใจว่าจะอยู่ที่ 150-200 คน

ลั่นไม่ขัดข้องจับมือพรรคไหนก็ได้

เมื่อถามว่าชอบพรรคไหนมากกว่านายยศชนันกล่าวว่า ยาก สิ่งสำคัญที่สุดคือจะดูจากนโยบายของเรา หลายพรรคมีคะแนนที่น่าจะมีแนวโน้มเข้ามาร่วม ไม่ว่าพรรคไหนก็คงไม่ขัดข้อง ขึ้นอยู่กับจังหวะซึ่งครั้งนี้สำคัญจริงๆประเทศไทยชะลอไม่ได้แล้ว ถ้าเราตั้งเป้าชัดๆ คิดว่าเราเปลี่ยนประเทศไทยตอนนี้ได้

‘เท้ง’เมินโต้ กธ.แซะแรง‘ส้มอมดำ’

ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนประกาศจุดยืนว่าจะไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรมและพรรคสีเทา หลังศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรมประกาศบนเวทีปราศรัยว่า“พรรคส้มอมดำ”ว่าตนคงไม่ได้ไปตอบโต้อะไรกับทางฝั่งนั้น เพราะตนเชื่อว่าสิ่งที่จะเป็นบทพิสูจน์ได้ดีที่สุดคือวันนึงที่เราเข้าสู่อำนาจแล้วเราจะจัดการอย่างไรกับคนที่มีประวัติสีเทาการค้ามนุษย์การค้ายา ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้กับตนและพรรคประชาชน วันนึงถ้าเป็นรัฐบาลจะพิสูจน์ให้เห็นเอง

ส่วนกรณีที่พรรคกล้าธรรมบอกว่าหากเลือกท.จะได้ธ.หรือไม่ ตรงนี้มองอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ไม่อยากจะไปตอบโต้ประเด็นนั้น”

ย้ำ‘มีส้มไม่มีเทา’ลั่นไม่เอารมต.เทา

ส่วนกรณีที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมให้สัมภาษณ์ว่าตอนนี้ไม่มีพรรคการเมืองไหนเป็นสีขาวและพรรคไหนที่บอกว่าไม่เอาสีเทาก็จะจบที่เป็นฝ่ายค้านนั้นนายณัฐพงษ์กล่าวว่าอย่างที่ตนได้บอกไปคำว่า“ไม่มีสีเทา คือเจอเทาเราจัดการ” ดังนั้น อย่างที่บอกว่าให้รอดูตอนตั้งรัฐบาล เพราะตนตั้งหลักการไว้หลายข้อ ถ้าพรรคประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างน้อยที่สุด รัฐมนตรีที่มีประวัติสีเทาเราไม่สามารถยอมรับได้ และถ้าเข้าสู่อำนาจแล้วไปทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หรือมีการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ เราก็พร้อมที่จะเปลี่ยนออกเพราะฉะนั้น ในข้อตอบโต้ทางการเมืองที่บอกว่าเลือกคนนี้ได้คนนั้น ก็อยากให้เราพิสูจน์และให้ประชาชนตัดสินผ่านคูหาเลือกตั้ง และวันหนึ่งที่เราเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็จะพิสูจน์ให้ดู

ปวีณาลุยตลาดโกสุม ช่วยผู้สมัคร สส.เขตดอนเมือง ขอโอกาสกล้าธรรมเข้าสภาฯ

ปวีณาลุยตลาดโกสุม ช่วยผู้สมัคร สส.เขตดอนเมือง ขอโอกาสกล้าธรรมเข้าสภาฯ

ปวีณาลุยตลาดโกสุม ช่วยผู้สมัคร สส.เขตดอนเมือง ขอโอกาสกล้าธรรมเข้าสภาฯ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

”ปวีณา“นำคณะลงพื้นที่หาเสียงบริเวณตลาดโกสุม ช่วยผู้สมัคร สส.กทม.พรรคกล้าธรรม เขตดอนเมือง ”ดิษยะฤทธิ์ รู้ดี“ อ้อน 8 กุมภาพันธ์ นี้ขอโอกาสและไว้วางใจ“กล้าธรรม”เข้าสภาฯ

27 มกราคม 2569 นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พรรคกล้าธรรม (กธ.)ในฐานะผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วยนายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อนำคณะลงพื้นที่ตลาดโกสุม แขวงดอนเมือง เขตดอนเมืองเพื่อหาเสียงช่วยนายดิษยะฤทธิ์ รู้ดี ผู้สมัครสส.กทม.เขต10 (ดอนเมือง ) หมายเลข 11 พรรคกล้าธรรม โดยมีบรรดาผู้สมัครสส.กทม.ร่วมลงพื้นที่ให้กำลังใจกันอย่างเต็มที่

โดยนางปวีณา พร้อมด้วยนายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ และ นายดิษยะฤทธิ์ ได้ขึ้นรถแห่หาเสียงจากโรงแรมอมารี แอร์พอร์ต ไปจนถึงทางเข้าตลาดโกสุม ซึ่งระหว่างทาง มีชาวบ้านในพื้นที่ออกมาส่งเสียงเชียร์นางปวีณา และผู้สมัครสส.ของพรรคกล้าธรรม ตลอด2ข้างทาง ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

ทั้งนี้ เมื่อรถแห่มาถึงตลาดโกสุม นางปวีณา พร้อมคณะผูัสมัคร.สส.พรรคกล้าธรรม ได้เดินพบปะทักทายพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนทั่วไปที่มาจับจ่ายสินค้า พร้อมทั้งได้มอบบัตรแนะนำตัวพรรคและของผู้สมัครสส.เขตดอนเมือง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี มีแม่ค้า และประชาชนที่ชื่นชอบในตัวนางปวีณา ต่างเข้ามามอบดอกไม้และขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอย่างเป็นกันเอง

นางปวีณา ได้กล่าวกับพ่อค้า แม่ค้า ในตลาดโกสุม ช่วงหนึ่งว่า วันนี้รู้สึกดีใจมากที่ได้มาพบปะกับทุกคน เหมือนได้กลับบ้านอีกครั้ง และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เพราะตนเคยได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ดอนเมืองแห่งนี้ ให้ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นสส.ในสภาผู้แทนราษฎร หลายสมัย วันนี้จึงมาขอโอกาสให้พี่น้องประชาชน พ่อค้า แม่ค้าทุกท่านให้ความไว้างใจผู้สมัครของพรรคกล้าธรรม เขตดอนเมือง คือคุณ ดิษยะฤทธิ์ หมายเลข11 อีกครั้ง

“ขอขอบคุณพ่อค้า แม่ค้า และชาวบ้านในตลาดโกสุมทุกท่าน ที่ได้สะท้อนถึงปัญหาค่าครองชีพ ปัญหาหนี้สินนอกระบบ ปัญหาปากท้องต่างๆ ซึ่งพรรคกล้าธรรม เรามีนโยบายที่พร้อมตอบโจทย์แก้ปัญหาได้ตรงจุด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ปัญหาหาหนี้สินครู ทั้งหมดนี้เรามีนโยบายแก้ปัญหาเพื่อให้สังคมไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้เข้าคูหา อย่าลืมกาเบอร์ 42 พรรคกล้าธรรมนะคะ“ นางปวีณา กล่าว

นางปวีณา ย้ำว่า ในส่วนของการดูแลเด็ก เรามีเป้าหมายตั้งเด็กเล็กในหน่วยงานราชการ / โรงงาน / ชุมชน ส่วนผู้พิการ มีสถาบันฝึกอาชีพคนพิการ สร้างหมู่บ้านคนพิการ ผ่อนบ้านราคาถูก / ผู้สูงอายุ ผู้สูงวัย เรียนฟรีในสถาบันการศึกษาที่กำหนด – หน่วยราชการเพื่อสร้างอาชีพ หารายได้เพิ่ม เพิ่มโทษกฎหมายทำร้ายเด็กสตรี ข่มขืน ฆ่าโหด โทษประหารสถานเดียว / ช่วยกลุ่มเปราะบาง  ผลักดันธนาคารประชาชน /หยุดเสพยาถาวร ตัดวงจรขายยา หยุดเสพยาถาวร บำบัด ฝึกอาชีพ 1 ปีมีงานทำ ซึ่งนโยบายทั้งหมดที่กล่าวมา ได้รับการตอบรับจากประชาชนทั่วไป