‘โกศล’ลากไส้บ้านเก่า บอกมี 12 สส. 2 รัฐมนตรี แต่โคราชไม่มีประโยชน์เป็นรูปธรรม

'โกศล'ลากไส้บ้านเก่า บอกมี 12 สส. 2 รัฐมนตรี แต่โคราชไม่มีประโยชน์เป็นรูปธรรม

‘โกศล’ลากไส้บ้านเก่า บอกมี 12 สส. 2 รัฐมนตรี แต่โคราชไม่มีประโยชน์เป็นรูปธรรม

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

โคราชเลือกตั้ง”โกศล ปัทมะ”โวภูมิใจไทยมั่นใจเป็นแกนหลักจัดตั้งรัฐบาล ร่ายยาวพรรคภูมิใจไทยมีพื้นที่ให้ผมได้มีโอกาสทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ระบุผมอยู่เดิม(พรรคเพื่อไทย) เดิมมี สส. 12 คน มีรัฐมนตรี 2 คน แต่สุดท้ายไม่ได้อะไรให้เกิดประโยชน์แก่ชาวโคราชที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

วันที่ 28 มกราคม 2569 จ.นครราชสีมา การหาเสียงของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในช่วงโค้งสุดท้าย ผู้สมัครของแต่ละพรรคการเมืองลงพื้นที่กันอย่างขมักเขม่นเรียกว่าถี่เดินเข้าหาพี่น้องประชาชนเคาะประตูบ้านเกาะรั้วแบบถี่ยิบแนะนำตัวเองสองสามสี่รอบแจกแผ่นพับนโยบายพรรคตัวเองแจกแล้วแจกอีก โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ อาทิ พรรคเพ่อไทย , พรรคภูมิใจไทย , พรรคประชาชน , พรรคกล้าธรรม , พรรคโอกาสใหม่ โดยแต่ละเวทีที่ไปปราศรัยมีพี่น้องประชาชนชาวบ้านในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าไปฟังการปราศรัยจนเต็มอย่างเนื่องแน่นทุกเวทีก็ว่าได้ ในส่วนผู้สมัคร สส.ของแต่ละพรรคการเมือง แตละเขตเลือกตั้งก็ต้องทำการบ้านให้กับตัวเอง ต้องหาเสียงด้วยตัวเองเป็นอีกทางเลือกโจทย์ใหญ่ที่คนในพื้นที่รู้จักมักคุ้นใกล้ชิดติดดิน

ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา จากพรรคภูมิใจไทย นายโกศล ปัทมะ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย เขต 6 เบอร์ 4 เปิดเผยว่า ตนเองมีความมั่นใจว่าพี่น้องชาวโคราช พี่น้องชาวอำเภอบัวใหญ่ , อ.สีดา , อ.บัวลาย และ อ.แก้งสนามนาง จะให้ความไว้วางใจให้เข้าไปทำงานในสภาในฐานะผู้แทนราษฏรตัวแทนของพี่น้องประชาชนไปทำงานต่อไป โดยสิ่งที่จะต้องทำต่อเนื่องนั้น จ.นครราชสีมา เราต้องยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องภัยแล้ง เรื่องสาธารณูปโภคพื้นที่ฐาน เรื่องสินค้าเกษตร ปัญหาพืชผลการเกษตร ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย เรื่องปัญหายาเสพติด ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เหล่านี้ที่เราอยากเข้าไปแก้ไขปัญหาทำให้กับพี่น้องประชาชน

โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยมีสโลแกนว่า พูดแล้วทำ ตนอยากให้พี่น้องประชาชนชาวโคราชได้ให้ความไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยและผู้สมัครของพรรคฯเราทุกเขต และขอยืนยันว่าพวกเราจะทำงานทุ่มเททำงานให้กับพี่น้องอย่างเต็มกำลังความสามาถ เราจะทำสุดความสามารถ ทำงานด้วยความจริงใจ โดยเฉพาะตนสิ่งที่ได้ทำไว้ก็มีมาก แต่สิ่งที่อยากจะทำต่อก็ยังมีอีกมากที่ยังไม่ได้ทำ อย่างไรก็ตามมาถึงช่วงใกล้โค้งสุดท้ายเป๋นห่วงเรื่องการซื้อเสียง ซึ่งตั้งแต่ตนทำงานการเมืองมาก็ตั้งใจตลอดว่า การทำงานการเมืองต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม ตนมีความมั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศและเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล

“สิ่งที่ผมเดินออกมาจากพรรคเดิม(พรรคเพื่อไทย)แล้วมาพรรคภูมิใจไทย ผมคิดว่า พรรคภูมิใจไทยมีพื้นที่ให้ผมได้มีโอกาสทำงานให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องชาวภาคอีสานที่ผมตั้งใจจะทำเรื่องน้ำ โครงการโขง ชี มูล เลย และแม่น้ำสงคราม เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบให้กับพี่น้องชาวภาคอีสาน และในเชิงพื้นที่โคราช ลุ่มน้ำลำตะคอง ลุ่มน้ำลำเชิงไกรตอนบน-ตอนล่าง ลุ่มน้ำมูล ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ โขง ชี มูล ทั้งหมด ซึ่งเป็นน้ำอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการเกษตร และการอุตสาหกรรม เป็นต้น ทั้งนี้สองปีที่ผ่านมาพรรคที่ผมอยู่เดิม(พรรคเพื่อไทย) มี สส. 12 คน มีรัฐมนตรี 2 คน แต่สุดท้ายเราไม่ได้อะไรให้เกิดประโยชน์แก่ชาวโคราชที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน และแก่นของโคราชอย่างการศึกษา อุตสาหกรรม ไฮเทคโนโลยีต่างๆก็ไม่เกิดขึ้น แค่ถนน M6 มอเตอร์เวย์ยังล่าช้า ซึ่งทำให้ชาวโคราช ชาวภาคอีสานขาดโอกาส รถไฟความเร็วสูงที่ล่าช้าออกไปทำให้คนโคราชขาดโอกาสเช่นกัน “ นายโกศลฯกล่าว

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย สลัดคิวลงการเมือง ซบ รวมไทยสร้างชาติ ชูนโยบายพิฆาตคนชั่ว

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย สลัดคิวลงการเมือง ซบ รวมไทยสร้างชาติ ชูนโยบายพิฆาตคนชั่ว

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย สลัดคิวลงการเมือง ซบ รวมไทยสร้างชาติ ชูนโยบายพิฆาตคนชั่ว

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.53 น.

นายวัฒนา ภู่โอบอ้อม หรือ ‘ต๋อง ศิษย์ฉ่อย’ นักสนุกเกอร์ระดับตำนานของไทยที่สร้างชื่อเสียงในเวทีระดับโลก เปิดเผยถึงการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า  ตนมีความชื่นชมในการทำงานของหัวหน้าพรรค  คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  ซึ่งมีความชัดเจนและตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผลงานการลดค่าไฟที่ทำมาแล้ว  ผนวกกับความศรัทธาในตัวของ นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรคซึ่งเป็นผู้ปิดทองหลังพระที่ทำงานช่วยเหลือคนจนและผู้ยากไร้มาตลอด  ตนจึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นผู้สมัครในบัญชี สส. ปาร์ตี้ลิสต์ ด้วยความเชื่อมั่นในอุดมการณ์รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของพรรค ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อของตน 

“ประเทศไทยมีทรัพยากรจำนวนมาก แต่ราคาน้ำมันกลับแพง คุณพีระพันธุ์เป็นคนแรกที่ออกมาพูดอย่างชัดเจนและตั้งใจทำจริง” นายวัฒนากล่าว

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย

นอกจากนี้  นายวัฒนายังสนับสนุนนโยบาย “พิฆาตคนชั่ว” ของพรรคในการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันและสแกมเมอร์ โดยระบุว่า ตนเคยตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์จนสูญเงินไปเกือบ 6,000,000 บาท พร้อมย้ำว่าปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเด็ดขาดจริงจัง

นายวัฒนายังตั้งความหวังเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตในวงการกีฬาซึ่งมีงบประมาณและเงินสนับสนุนจากรัฐบาลปีละ 4,000-5,000 ล้านบาท โดยยกตัวอย่าง ปัญหาการโกงเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา เช่น นักกีฬาที่ควรได้รับเงินเดือน 27,000 บาท กลับได้จริงเพียง 20,000 บาท หรือบางรายเหลือเพียง 15,000 บาท ทั้งที่ต้องเสียสละเวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อรับใช้ชาติ

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย

“ปัญหานี้ไม่ได้มีเสียงของผมเพียงคนเดียว นักกีฬาหลายประเภทได้พูดมาแล้วหลายสมัย แต่ไม่มีใครรับฟัง จึงได้แต่ภาวนาว่า หากมีรัฐบาลใหม่จะต้องเป็นรัฐบาลของพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายวัฒนาระบุ

ในประเด็นเกี่ยวกับกีฬาสนุกเกอร์  นายวัฒนาได้ตั้งคำถามถึงการปลดล็อกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพนัน โดยชี้ว่า ปัจจุบันมีมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกที่ยอมรับกีฬาประเภทนี้ และสามารถที่จะพัฒนาไปสู่ระดับโอลิมปิกได้ ขณะที่ประเทศไทยมีนักสนุกเกอร์ระดับโลกมาแล้วเกือบ 40 ปี และสร้างแชมป์โลกไม่ต่ำกว่า 20 คน แต่กีฬาสนุกเกอร์กลับยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเรียกร้องให้มีผู้ใหญ่ที่กล้าและเด็ดขาดเข้ามาช่วยยกระดับกีฬาสนุกเกอร์ให้เป็นกีฬาเต็มตัว

สุดท้าย นายวัฒนาได้เชิญชวนประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยสนใจการเมือง ให้เข้าไปศึกษานักการเมืองแต่ละคนด้วยตัวเอง ไม่ใช่เลือกเพราะเงิน 500 หรือ 1,000 บาท พร้อมย้ำว่าจากการติดตามนักการเมืองเกือบทุกพรรค ตนเห็นว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคที่ชัดเจน กล้าพูด กล้าทำ และมีความเด็ดขาด

“ถ้านึกอะไรไม่ออก นึกถึงเบอร์ 6 หากประชาชนเลือกพรรคที่ดี ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างแน่นอน” นายวัฒนากล่าว

รัฐบาลแนะประชาชน จองตั๋วล่วงหน้าเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ.

รัฐบาลแนะประชาชน จองตั๋วล่วงหน้าเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ.

รัฐบาลแนะประชาชน จองตั๋วล่วงหน้าเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ.

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

รัฐบาลแนะประชาชนจองตั๋วล่วงหน้า เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 บขส. เตรียมพร้อมรถโดยสาร – พนักงาน – สถานีขนส่งฯ อำนวยความสะดวก ปลอดภัยอย่างเต็มที่  

วันที่ 28 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กระทรวงคมนาคม เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางกลับไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  โดย บขส. คาดการณ์ว่าผู้โดยสารจะทยอยเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 6 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งผู้โดยสารใช้บริการในเที่ยวไป – กลับ เฉลี่ยวันละ 130,000 คน ใช้รถโดยสาร (รถ บขส. และรถร่วมฯ) เฉลี่ยวันละ 7,000 เที่ยว และในเที่ยวกลับ วันที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ 2569 คาดว่ามีผู้โดยสารเดินทางในเที่ยวไป – กลับ เฉลี่ยวันละ 100,000 คน ใช้รถโดยสารประมาณวันละ 6,000 เที่ยว

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันผู้โดยสารตกค้าง บขส. ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการนำรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถทะเบียน 30) มาจัดเสริมในเส้นทางต่าง ๆ ประมาณ 350 คัน ขอเชิญชวนประชาชนที่ประสงค์เดินทางในช่วงเวลาเลือกตั้งดังกล่าว จองตั๋วล่วงหน้า ได้ที่ เว็บไซต์ บขส. https://tcl99web.transport.co.th, Application E – ticket, Facebook Page : บขส. (www.facebook.com/BorKorSor99), Line : บขส.99 (Id : @TCL99) และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร บขส. ทั่วประเทศ หรือ โทร. 0 – 2936 – 3660

รัฐบาลกำชับดูแลรถโดยสาร สถานีขนส่งผู้โดยสาร และพนักงาน ตามมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น ตรวจความพร้อมรถโดยสารตรวจเช็คอุปกรณ์ส่วนควบ ก่อนนำออกมาให้บริการ ส่วนพนักงานขับรถต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสารเสพติด และตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

ศุภชัย ฮึ่ม ฟ้อง สุทิน ปราศรัยใส่ร้าย ภูมิใจไทย ปม เงินสีน้ำเงิน

ศุภชัย ฮึ่ม ฟ้อง สุทิน ปราศรัยใส่ร้าย ภูมิใจไทย ปม เงินสีน้ำเงิน

ศุภชัย ฮึ่ม ฟ้อง สุทิน ปราศรัยใส่ร้าย ภูมิใจไทย ปม เงินสีน้ำเงิน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.28 น.

วานนี้ (27 ม.ค.2569) นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทยโพสต์ เฟซบุ๊ก ถึงคำปราศรัยของ นายสุทิน คลังแสง ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่จ.ขอนแก่น ว่าเอาเงินหมากาเพื่อไทย พูดใหม่ เอาเงินสีเทามากาสีแดง เอาให้ชัดกว่านั้นอีก เอาเงินสีน้ำเงินมากาสีแดง 

นายศุภชัย ระบุว่า เป็นที่เข้าใจกันทั้งประเทศว่า “สีน้ำเงิน”  “พรรคสีน้ำเงิน” คือพรรคภูมิใจไทย การกล่าวของ นายสุทิน คลังแสง  เป็นการใส่ร้ายด้วยความอันเป็นเท็จ เป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สส. มีความผิดทางอาญา และถูกตัดสิทธิทางการเมือง พรรคภูมิใจไทยจะดำเนินคดีกับนายสุทิน คลังแสง ต่อไป

ศุภชัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Suphachai Jaismut,

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก สุทิน คลังแสง 

มาร์คฟีเวอร์! เทพไท ฟันธง ปชป.กวาดปาร์ตี้ลิสต์ภาคใต้ แต่ ส.ส.เขตยังต้องลุ้น

มาร์คฟีเวอร์! เทพไท ฟันธง ปชป.กวาดปาร์ตี้ลิสต์ภาคใต้ แต่ ส.ส.เขตยังต้องลุ้น

มาร์คฟีเวอร์! เทพไท ฟันธง ปชป.กวาดปาร์ตี้ลิสต์ภาคใต้ แต่ ส.ส.เขตยังต้องลุ้น

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.22 น.

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความระบุว่า ภาคใต้:ปาร์ตี้ลิสต์ ปชป.ที่1 แต่ส.ส.เขตยังต้องลุ้น

ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ได้เช็คกระแสทางการเมืองแล้ว พบว่ากระแสความนิยมของคนนครศรีธรรมราช ต่อพรรคประชาธิปัตย์ ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีสูงมาก ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจของนิด้าโพล ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่ทำการสำรวจความนิยมเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ของคนนครศรีธรรมราช ตอบคำถามว่า บุคคลที่คนนครศรีธรรมราช จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้เป็นใคร พบว่า อันดับ1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับคะแนนนิยม 51.45% อันดับ2 นายอนุทิน ชาญวีรกุล 16.40% อันดับ3 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 14.34% ซึ่งเห็นได้ว่าคะแนนนิยมของนายอภิสิทธิ์ สูงเกิน 50% ถือว่าสูงมาก

เมื่อดูผลการสำรวจเกี่ยวกับพรรคการเมือง ที่คนนครศรีธรรมราช จะเลือกส.ส.ในระบบเขต พบว่า เลือกผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ สูงถึง 51.08% พรรคภูมิใจไทย 16.87% พรรคประชาชน 15.18% ถ้าหากพิจารณาจากผลการสำรวจเกี่ยวกับการเลือกส.ส.ในระบบเขตออกมาเช่นนี้ แสดงว่าผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งยกจังหวัด

ส่วนคะแนนนิยมพรรคการเมือง ที่คนนครศรีธรรมราช มีแนวโน้มจะเลือกส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พบว่าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ 53.70% เลือกพรรคภูมิใจไทย 16.31% เลือกพรรคประชาชน 15.93% 

การที่ผู้สมัครส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่สูง 53.70% ไม่ได้เหนือความคาดหมาย ซึ่งอาจจะได้สูงมากกว่านี้อีกก็ได้

แต่สิ่งที่เห็นว่าอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง  คือกรณีการเลือกส.ส.ระบบเขต เข้าใจว่านิด้าโพลไปสำรวจความเห็น ในระหว่างที่ยังไม่มีการจดรายชื่อเพื่อซื้อเสียง และยังไม่มีการปล่อยอาวุธ ปล่อยกระสุนดินดำ จึงทำให้ผลออกมาเช่นนี้ แต่ถ้าหากมีการปล่อยกระสุนดินดำ ออกอาวุธใช้เงินซื้อเสียงในโค้งสุดท้าย เชื่อว่าการเลือกตั้งส.ส.ในระบบเขต ผลจะมีการเปลี่ยนไป  แต่ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ คงจะไม่เปลี่ยนไปมากกว่านี้ 

ถ้าผลการสำรวจของนิด้าโพลจะคลาดเคลื่อน ก็เฉพาะการเลือกตั้งส.ส.ในระบบเขตเท่านั้น ถ้าดูความนิยมของนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้จังหวัดใหญ่ๆ ที่มีส.ส.จำนวนมาก คือจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลานั้น

จะพบว่าที่จังหวัดสงขลา มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ได้ทำโพลสำรวจความนิยมทางการเมืองเช่นเดียวกัน ผลปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความนิยมเป็นอันดับ1 คือ 37.07% อันดับ2 ยังไม่ตัดสินใจ 23.65% อันดับ3 พรรคประชาชน 14.40% และอันดับ4 พรรคภูมิใจไทย 10.54% แสดงว่าในจังหวัดสงขลาคะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ ยังสูงอยู่เช่นเดียวกัน และมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ยังได้ทำการสำรวจความนิยม ส.ส.ระบบเขต ที่จะได้รับการเลือกตั้งออกมาด้วย ปรากฏว่าเป็นผู้สมัครส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ 4 คน เป็นผู้สมัครส.ส.พรรคภูมิใจไทย 4 คน และผู้สมัครส.ส.พรรคกล้าธรรม 1 คน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่จังหวัดสงขลา คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์เป็นอันดับ1 แต่ส.ส.เขตได้เพียง4คน 

เพราะฉะนั้นคะแนนนิยมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ เชื่อว่าได้รับความนิยมเกิน 50% แต่จำนวนส.ส.ในระบบเขต จะต้องลุ้นต่อไปว่า กระแสของนายอภิสิทธิ์จะพัดพาทำให้ส.ส.เขต ได้รับการเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าผลการสำรวจเป็นเช่นนี้จริง เชื่อว่าส.ส.เขตของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ อาจจะมีถึง 20 คน ก็มีความเป็นไปได้สูง

ชัยวุฒิ ฟาดแรง เกรียนคีย์บอร์ด IO ด้อมส้ม หลังแกล้ง น็อต รุมป่วนโพล ปั่นเฟคนิวส์

ชัยวุฒิ ฟาดแรง เกรียนคีย์บอร์ด IO ด้อมส้ม หลังแกล้ง น็อต รุมป่วนโพล ปั่นเฟคนิวส์

ชัยวุฒิ ฟาดแรง เกรียนคีย์บอร์ด IO ด้อมส้ม หลังแกล้ง น็อต รุมป่วนโพล ปั่นเฟคนิวส์

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.06 น.

“ชัยวุฒิ” ฟาดแรง เกรียนคีย์บอร์ด-อวตาร-io-ด้อมส้ม-อินฟลู หลังเกิดเหตุแกล้ง “น็อต”รุมป่วนโพล ด้อยค่า ปั่นเฟคนิวส์ ลั่น จ่อฟ้องคนด่า ‘อ.เจษฎ์’

วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และคณะผู้สมัคร ของพรรครักชาติ ลงพื้นที่หมู่บ้านสหกรณ์เคหะสถาน 4 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำตัว นายสัญชัย บัตรตรา ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 15 เบอร์ 1 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวบ้านให้การต้อนรับทีมพรรครักชาติ แวะทักทาย พูดคุย พร้อมให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจมาทำการเมือง

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์เดือดถึงกรณีกลุ่ม เกรียนคีย์บอร์ด-IO-อวตาร รวมไปถึงอินฟลูเอนเซอร์ และ “ด้อมส้ม” เข้าไปถล่มรีวิว ดิสเครดิต และดาวน์เกรด ร้านอาหารของ “น็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์” ว่าไม่อร่อย เพียงเพราะมีความเห็นต่างทางการเมือง โดยนายชัยวุฒิ ระบุว่า “เป็นการกระทำที่ต่ำมาก” และเรียกร้องให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว หันมาทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ พร้อมเตือนสติให้หยุดพฤติกรรมคุกคามผู้เห็นต่าง ชี้เป็นการเมืองแบบ “ชั้นต่ำ” ไม่ใช่ประชาธิปไตย

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มคนเข้าไปโหวตในโพลสำรวจต่าง ๆ ว่าจากการตรวจสอบพบว่าเป็น “บอท” (Bot) ไม่ใช่คนจริง 

“แต่อยากทำก็ทำไปครับ เป็นความสุขของพวกคุณ แต่ว่าการที่เอาด้อม เอา IO เอาอวตารเนี่ย ไปถล่มฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง อันนี้มันเป็นการเมืองแบบ ‘ชั้นต่ำ’ ครับ มันไม่มีประโยชน์หรอกครับ มันไม่ใช่ประชาธิปไตย”

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ เปิดเผยว่าที่ผ่านมาพรรครักชาติ และ “นายเจษฎ์ โทณะวณิก” แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ตกเป็นเป้าโจมตีจากกลุ่ม IO และ Influencer บางกลุ่มอย่างหนัก ซึ่งทางพรรคเตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อนุทิน-ธนาธร ประจันหน้ากลางกรุงเก่า ยิ้มแย้มจับมือทักทาย ก่อนแยกย้ายหาเสียง (คลิป)

อนุทิน-ธนาธร ประจันหน้ากลางกรุงเก่า ยิ้มแย้มจับมือทักทาย ก่อนแยกย้ายหาเสียง (คลิป)

อนุทิน-ธนาธร ประจันหน้ากลางกรุงเก่า ยิ้มแย้มจับมือทักทาย ก่อนแยกย้ายหาเสียง (คลิป)

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.53 น.

‘อนุทิน​‘ ลุยหาเสียงเมืองกรุงเก่า ป๊ะเข้ากับ ‘ธนาธร’ กำลังช่วย ‘พรรคส้ม’ ขอคะแนน โบกมือ-จับมือทักทาย ส่งซิกถาม-ตอบ ‘พี่ไปทางโน้น​ใช่ไหม ผมจะได้ไปทางนี้ เสียงจะได้ไม่ตีกัน’ ก่อนแยกย้าย ด้าน  ‘แม่ค้า’ ตะโกน เลือกอยู่แล้ว​ ตั้งแต่ประกาศไม่เอากาสิโน​

วันที่ 28 มกราคม 2568 เมื่อเวลา 07.45 น. ที่ตลาดเจ้าพรหม จ.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์​ พันธ์เจริญวรกุล รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ​นางสมทรง พันธ์​เจริญวรกุล​ นายก อบจ.​พระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ช่วยนายทรงพล สุขสมบูรณ์ ผู้สมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา เขต1 พรรคภูมิใจไทย หาเสียง​ โดยมีประชาขนมารอต้อนรับอย่างอบอุ่น​ โดยทันทีที่มาถึงนายอนุทินได้กราบสักการะพระพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตลาด 

จากนั้นได้เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและ ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย โดยมีแม่ค้ารายหนึ่งบอกกับนายอนุทินว่า​ “เลือกอยู่แล้วตั้งแต่นายไชยชนก​ ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศไม่เอากาสิโน​” ทำให้นายอนุทินตอบกลับว่าพรรคเราไม่เอากาสิโนอยู่แล้ว 

นอกจากนี้ ระหว่างเดินมีประชาชนมาสะท้อนปัญหาตลาดแห่งนี้ที่พบความสกปรก ขณะที่นายอนุทินยอมรับว่า ได้รับการร้องเรียนมามากว่าสกปรก ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าและผู้ใช้ตลาดต้องช่วยกันด้วย ขณะที่พ่อค้ายังกล่าวอีกว่า ปกติมีหนูวิ่งพลุกพล่านมาชนประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยที่ตลาด ดีวันนี้ไม่มีหนูวิ่งมาชนนายกฯ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนายอนุทิน และคณะได้เดินมายังจุดกลางตลาด ได้พบกับนายธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา ของพรรคประชาชน โดยนายอนุทินได้โบกมือทักทายก่อนที่จะเดินมาจับมือกัน​ ซึ่งนายธนาธรได้ยกมือไหว้ในอนุทินพร้อมกับกล่าวว่า “พี่ไปทางโน้น​ใช่ไหม ผมจะได้ไปทางนี้” นายอนุทิน จึงบอกว่า “เสียงจะได้ไม่ตีกัน” พร้อมทักทาย นายทวิวงศ์ โตทวิวงษ์​ ผู้สมัครสส.พระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน ​ว่า “เคยเจอกัน” จากนั้นจึงแยกกันไปในหาเสียงในตลาดต่อ

ขณะเดียวกัน พ่อค้าในตลาดยังสอบถามในอนุทินว่า การที่ชาวนาเผานามันทำให้เกิดมลพิษส่งไปถึงกรุงเทพฯเลยหรือ นายอนุทินยอมรับว่าใช่ มันผิดกฎหมายนะ พ่อค้าจึงถามต่อว่าแล้วโรงงานไฟฟ้า​ โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันล่ะ นายอนุทินจึงชี้แจงว่า มีระบบกรองมลพิษ

ขณะเดียวกัน ช่วงหนึ่งยังมีชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยได้ตะโกน บอกนายอนุทินว่า​ ”ถ้าได้แล้วขอให้มาเดินแบบนี้นะ”

จับตาแผนขจัด เตียบัญ อดีตบิ๊กข่าวกรองชี้ ฮุนเซน ผวาโดนโค่น

จับตาแผนขจัด เตียบัญ อดีตบิ๊กข่าวกรองชี้ ฮุนเซน ผวาโดนโค่น

จับตาแผนขจัด เตียบัญ อดีตบิ๊กข่าวกรองชี้ ฮุนเซน ผวาโดนโค่น

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.43 น.

จากกรณีที่เกิดกระแสข่าวลือบนโลกออนไลน์ของ ฮุนเซน พ่อของนาย ฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรของประเทศกัมพูชา โดยให้ นาย เตียบัญ เป็นคนกลางในการโทรศัพท์เจรจาขอเคลียกับประเทศไทยว่าให้เปิดด่านนั้น

ล่าสุดวันนี้ 28 มกราคม พ.ศ. 2569 นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตบิ๊กข่าวกรอง โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “แผนล้ำลึก ฮุนเซนรู้ทั้งรู้อยู่เต็มอก ไทยไม่ยอมเปิดด่านง่ายๆแน่นอน สั่งให้เตียบันมาขอเคลียร์กับไทย คำตอบรู้อยู่แล้วว่า​ ไม่เปิด ด่าเตียบันในที่ประชุมว่าทำงานเหลวนี่เป็นแผนปลดเตียบันหรือเปล่า เจรจาล้มเหลวก็ต้องเปลี่ยนตัว ปลดๆๆๆๆ ตัดตัวอันตรายที่จะมาโค่นอำนาจ ตัดเสี้ยนหนาม​ รักษาเก้าอี้”

นันทิวัฒน์ สามารถ

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนตืแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลายกับโพสต์ของ นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตบิ๊กข่าวกรอง ที่มีต่อ ฮุนเซน เช่น

“กำจัดหอกข้างแคร่”

“ทนได้ก็ทนไป ไม่เกี่ยวกับไทยโว้ย”

“ก็มันเรื่องของคนแก่ปกครองคนโง่ ไม่เกี่ยวกับไทย หรือจะหาเรื่องอีก”

“เตียบัญเองคงคิดได้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป”

นันทิวัฒน์ สามารถ
นันทิวัฒน์ สามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart, เฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen of Cambodia 

เปิดหน้าชก! หมอชนบท สวน หมอเอก ซัด งูเห่า-หนูสั่งมา

เปิดหน้าชก! หมอชนบท สวน หมอเอก ซัด งูเห่า-หนูสั่งมา

เปิดหน้าชก! หมอชนบท สวน หมอเอก ซัด งูเห่า-หนูสั่งมา

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.36 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก ชมรมแพทย์ชนบท ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อหมอเอกภพ  ที่ประชาชนทั้งประเทศรู้จักกันดี ในนาม งูเห่า ขุดคุ้ย กล่าวหาใส่ความ หมอสุภัทร ก็ฝากเตือนสติ  ทุกครั้งที่มีวิกฤติ  คนเป็นผู้นำแก้ไขสถานการณ์อะไรได้บ้าง 

แค่ #โควิดกระจอก  ยังก้องในหู  บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

หลังจากที่มีข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จากแรงงานข้ามชาติที่อพยพเข้ามาภายในประเทศ นายอนุทินจึงได้กล่าวถึงมาตรการป้องกันโควิด-19 ในวันที่ 5 ธันวาคม 2563 ณ สนามหลวง ไว้ว่า

“เวลานี้ความพร้อมของเรามีเต็มที่ อย่างไรก็สามารถควบคุมได้ อีก 6 เดือนก็มีวัคซีนออกมา จึงขอให้มั่นใจไม่จำเป็นต้องปิดจังหวัด เพราะโควิดกระจอก ถ้าเราเข้าใจและมีอาวุธพร้อม สามารถรับมือได้”

คำว่า “กระจอก” เป็นคำพูดที่บุคลากรทางการแพทย์หลายคนไม่เห็นด้วย เช่น รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ใน facebook ถึงสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก โดยส่วนท้ายของโพสต์ มีความว่า 

“หวัดธรรมดา…เห็นคำนี้ก่อนระลอกแรกมาแล้ว โชคดีที่ทุกคนในประเทศช่วยกันเต็มที่จึงรอดมาได้ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่หวัดธรรมดา

“ไวรัสกระจอก…เห็นคำนี้แล้ว เราต้องสู้ทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดระลอกสอง เพราะจะแรง เร็ว คุมยาก ยืนยันว่ามันไม่ใช่ไวรัสกระจอก เห็นชัดๆ ว่าติดไปแล้วเกือบ 76 ล้าน ตายไปแล้วกว่า 1.6 ล้านคนทั่วโลก”

ต่อมาทางเพจยังโพสต์อีกว่า ATK Lepu จีน 70 บาท เกรดC StandardQ 230 บาท เกรดA หมอเอกภพ งูเห่าอนาคตใหม่ ย้ายมาภูมิใจไทย เจตนาพูดความจริงให้คนเข้าใจผิด หนูสั่งมา ให้ออกมาให้ข่าวตีหมอสุภัทร

ทำไมถูกชี้ว่าทำผิด! เพจดังสรุป 5 ข้อหาหนัก ทำ หมอสุภัทร เจอวิบากกรรมวินัย

ทำไมถูกชี้ว่าทำผิด!  เพจดังสรุป 5 ข้อหาหนัก ทำ หมอสุภัทร เจอวิบากกรรมวินัย

ทำไมถูกชี้ว่าทำผิด! เพจดังสรุป 5 ข้อหาหนัก ทำ หมอสุภัทร เจอวิบากกรรมวินัย

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก สมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  70 บาทคือราคาซื้อจริงของรพ.รัฐ  300 บาทคือค่าตรวจ ที่สปสช.จ่ายรพ. 250 บาท คือ ราคาซื้อของ รพ.จะนะ

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ชี้แจงว่า คดีวินัยของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เป็นผลจากข้อเท็จจริงด้านการจัดซื้อและการบริหารงบประมาณสาธารณสุขที่ตรวจสอบได้ โดยสามารถแยกเป็นขั้นตอนชัดเจนดังนี้

ขั้นที่ 1 : ตั้งเงื่อนไข “WHO” โดยไม่จำเป็น
ในช่วงโควิดปี 2564 มีการกำหนดเงื่อนไขให้ ATK ต้องผ่านการรับรองจาก WHO เท่านั้น
ทั้งที่ในทางวิชาการ มาตรฐาน อย.ไทย เพียงพอและใช้กันทั่วไป
ผลที่เกิดขึ้นคือ
ผู้ขายถูกจำกัดเหลือเพียงไม่กี่ราย
เอกชนต่างชาติร้องเรียนว่าเป็นเงื่อนไขไม่เป็นธรรม
สังคมตั้งคำถามว่าเป็นการ “ล็อกสเปก” หรือไม่

จุดนี้ถูกมองว่า เป็นการใช้อำนาจกำหนดสเปกที่ไม่จำเป็นต่อคุณภาพ แต่มีผลต่อราคา

ขั้นที่ 2 : เมื่อไม่ล็อกสเปก รัฐซื้อได้ “ถูกจริง”
ต่อมา องค์การเภสัชกรรม ไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อแบบพิเศษ และตัดเงื่อนไข WHO ออก
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นชัดเจนคือ
ผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้น
เกิดการแข่งขันด้านราคา
รัฐสามารถจัดซื้อ ATK ได้ในราคา ประมาณ 70.09 บาท/ชุด
ต่ำกว่าราคากลาง 120 บาท และต่ำกว่าราคาตลาด 200–300 บาท

จุดนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาด แต่เกิดจากการตั้งเงื่อนไขเอง

ขั้นที่ 3 : แต่ รพ.จะนะ กลับซื้อแพงกว่าเกือบ 3 เท่า
หลังจากรัฐพิสูจน์แล้วว่าสามารถซื้อ ATK ได้ในราคาต่ำ
โรงพยาบาลจะนะ ซึ่ง นพ.สุภัทร เป็นผู้บริหาร กลับจัดซื้อ ATK ในราคาประมาณ 250 บาท/ชุด
คำถามสำคัญคือ
หากรัฐบาลซื้อได้ 70 บาท เหตุใดโรงพยาบาลระดับอำเภอจึงต้องซื้อแพงกว่าเกือบ 3 เท่า
เป็นเพราะคุณภาพสูงกว่า หรือเป็นผลจากสเปกที่ตั้งไว้เฉพาะเจาะจง

จุดนี้เป็นหัวใจของข้อกล่าวหาเรื่อง ความไม่คุ้มค่าและความเหมาะสมในการใช้งบรัฐ

ขั้นที่ 4 : การสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด
นพ.เอกภพ ระบุว่า มีการอ้างต่อสาธารณะว่า
“โรงพยาบาลซื้อ ATK ถูกกว่ารัฐ เพราะรัฐซื้อ 300–400 บาท”
แต่ข้อเท็จจริงคือ
ตัวเลข 300–400 บาท ไม่ใช่ราคาซื้อ ATK ของรัฐบาล
เป็นเพียง ค่าบริการตรวจ ATK ที่ สปสช. จ่ายชดเชยให้โรงพยาบาล

การนำ “ค่าบริการ” มาเปรียบเทียบกับ “ราคาจัดซื้อ” ถูกมองว่าเป็นการ บิดเบือนข้อมูล ทำให้สังคมเข้าใจผิด

ขั้นที่ 5 : ความผิดไม่ใช่จุดเดียว แต่เป็น “พฤติกรรมต่อเนื่อง”
เมื่อพิจารณาร่วมกับประเด็นอื่น เช่น
การจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง
การแบ่งสัญญาไม่เกิน 1.99 ล้านบาท
การทำสัญญาก่อนหรือวันเดียวกับการประกาศซื้อ
อ.ก.พ.จึงมองว่า

 ไม่ใช่ความผิดพลาดเชิงเทคนิค

แต่เป็น พฤติกรรมการบริหารที่ขัดหลักความโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง

สรุปในมุม “หมอเอกภพ”โควิดอาจเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินแต่การตั้งสเปก การใช้เงินรัฐ และการสื่อสารต่อสังคมต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบและนี่คือเหตุผลที่คดีนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้งแต่เป็นการลงโทษทางวินัยจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้