อนุทิน เดินตลาดหัวรอ-อยุธยาซิตี้พาร์ค วัยรุ่นนำภาพมาขอลายเซ็น-มอบรูปวัดไชยวัฒนารามให้เป็นที่ระลึก

อนุทิน เดินตลาดหัวรอ-อยุธยาซิตี้พาร์ค วัยรุ่นนำภาพมาขอลายเซ็น-มอบรูปวัดไชยวัฒนารามให้เป็นที่ระลึก

อนุทิน เดินตลาดหัวรอ-อยุธยาซิตี้พาร์ค วัยรุ่นนำภาพมาขอลายเซ็น-มอบรูปวัดไชยวัฒนารามให้เป็นที่ระลึก

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

‘อนุทิน’ ลุยหาเสียงต่อ ‘ตลาดหัวรอ – อยุธยาซิตี้พาร์ค’ วัยรุ่นนำภาพมาขอลายเซ็น-มอบรูปวัดไชยวัฒนารามให้เป็นที่ระลึก

วัยที่ 28 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะ เดินทางต่อมาที่ตลาดหัวรอ ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ขอคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครสส.พระนครศรีอยุธยาของพรรค ภูมิใจไทย มีประชาชนมารอรับพร้อมมอบดอกกุหลาบให้กำลังใจ

โดยช่วงหนึ่งที่นายอนุทินกำลังช่วยผู้สมัครหาเสียง มีเด็กวัยรุ่นได้นำภาพของนายอนุทินมาให้นายอนุทินเซ็นเป็นที่ระลึกขณะที่ประชาชนบางคน ได้นำภาพวาดสีน้ำ รูปวัดไชยวัฒนารามมามอบให้ พร้อมให้กำลังใจเช่นกัน โดยคณะใช้เวลาเดินทักทายพูดคุยประชาชน ประมาณ 30 นาที ก่อนเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวผักหวานและ ลงพื้นที่พบปะประชาชนพ่อค้าแม่ค้าภายในห้างอยุธยา ซิตี้ พาร์ค

กกต. คุมเข้มเลือกตั้ง-ประชามติ ป้องกันซื้อเสียง ขีดเส้นข้อห้าม วัน-เวลา ห้ามหาเสียง-ขายเหล้า

กกต. คุมเข้มเลือกตั้ง-ประชามติ ป้องกันซื้อเสียง ขีดเส้นข้อห้าม วัน-เวลา ห้ามหาเสียง-ขายเหล้า

กกต. คุมเข้มเลือกตั้ง-ประชามติ ป้องกันซื้อเสียง ขีดเส้นข้อห้าม วัน-เวลา ห้ามหาเสียง-ขายเหล้า

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.00 น.

กกต.กำชับทุกพื้นที่คุมเข้มโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งและประชามติ ระดมผู้ตรวจการเลือกตั้ง–ตร.ชุดเคลื่อนที่เร็ว ป้องกันซื้อสิทธิขายเสียง ย้ำประชาชนพบเบาะแสแจ้งทันที เผยมีร้องเรียนจนท.ไม่เป็นกลางที่จ.พิจิตรแล้ว พร้อมขีดเส้นข้อห้าม’เลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.’ ห้ามหาเสียง–จัดเลี้ยง–แจกสุรา ตั้งแต่เย็น 31 ม.ค.

วันที่ 28 มกราคม 2569  นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)  กล่าวถึง การกำชับการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติว่า เราได้กำชับทุกพื้นที่ในเรื่องของการป้องกัน และให้การเลือกตั้งออกมาอย่างสุจริตเที่ยงธรรม โดยในช่วงการหาข่าวช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งนั้นเราก็ได้เน้นการทำงานของผู้ตรวจการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งเรากกต. พยายามทำให้การเลือกตั้งไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียงเกิดขึ้น

เมื่อถามว่า เราจะสร้างความมั่นใจได้อย่างไรกับที่ว่าการซื้อสิทธิขายเสียงประชาชนเห็นแต่กกต.เท่านั้นที่ไม่เห็น นายณรงค์ กล่าวว่า ก็จะได้เป็นแนวทางที่ว่าประชาชนหรือผู้ทราบเบาะแสการซื้อสิทธิ์ขายเสียงให้แจ้งเบาะแสเข้ามาแล้ว กกต. จะเรียกมาให้ข้อมูลและดำเนินการต่อ

เมื่อถามว่ามีเรื่องร้องเรียนการวางไม่เป็นกลางเข้ามาแล้วหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า ทราบว่ามีที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ที่วางตัวไม่เป็นกลางไปแล้ว นอกนั้นยังไม่มี และในส่วนของกกต. เราได้เน้นย้ำว่าการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ต้องวางตัวเป็นกลางอยู่แล้ว

ส่วนข้อห้ามปฏิบัติในการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ.2569 ว่าถ้าเป็นกรณีการทำประชามติสามารถรณรงค์ได้ตลอดเวลา แต่ในเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้าสส. จะมีข้อห้ามในเรื่องของการจัดเลี้ยง แจกจ่ายสุรา ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 31 ม.ค.จนถึง 18.00 น. วันที่ 1 ก.พ. ส่วนการหาเสียงนั้นไม่ให้หาเสียงตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 31 ม.ค. จนถึง 24.00 น. ของวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งในส่วนของสื่อมวลชนที่จะจัดเวทีดีเบตในช่วงเวลาดังกล่าวก็ต้องดูว่าจัดเรื่องอะไรเป็นการหาเสียงหรือไม่ ซึ่งคิดว่าคนที่จัดดีเบตก็ต้องดูว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน

จุลพันธ์ นำทัพเพื่อไทย ช่วย จิรายุ ชูนโยบาย รถบดอัดฟาง แทนการเผาลด PM2 5

จุลพันธ์ นำทัพเพื่อไทย ช่วย จิรายุ ชูนโยบาย รถบดอัดฟาง แทนการเผาลด PM2 5

จุลพันธ์ นำทัพเพื่อไทย ช่วย จิรายุ ชูนโยบาย รถบดอัดฟาง แทนการเผาลด PM2 5

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เขตคลองสามวา กทม. เขตเลือกตั้งของนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคเพื่อไทย เขต 16 คลองสามวา เบอร์ 7 โดยนายจุลพันธ์ พร้อมผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของพรรคและนายจิรายุ ได้พบปะพี่น้องประชาชน ที่ตลาดหทัยมิตร ถนนหทัยราษฎร์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และเชียร์ให้นายจิรายุ ซึ่งเป็นลูกหลานในพื้นที่เขตคลองสามวา ให้กลับมาเป็นสส.ของเขตคลองสามวาอีกครั้ง

จากนั้น นายจุลพันธ์ พร้อมคณะ และนายจิรายุ เดินทางต่อมาที่บริเวณทุ่งนาถนนเลียบคลองสอง คลองสามวา เพื่อชมการสาธิต “รถบดอัดฟาง” เป็นนโยบายในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่อยู่อาศัยในเขตคลองสามวา ซึ่งผู้ทำเกษตรกรรมชานเมืองกรุงเทพมหานคร เห็นว่าการบดอัดฟางแทนการเผา ทำให้ช่วยลดมลพิษในพื้นที่กทม.ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นนโยบายหลักสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ซึ่งที่ผ่านมานายจิรายุในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมเขตคลองสามวาและรองประธานสภาวัฒนธรรม กทม. และ นางสาวนฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตคลองสามวา ได้สนับสนุนให้ประชาชนที่ทำเกษตรกรรมในโซนติดกับจังหวัดฉะเชิงเทราและปทุมธานี ลดการเผาฟางหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ได้นำรถบดอัดฟางมาใช้ ทำให้มลพิษของเขตคลองสามวาลดน้อยลง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน

จุลพันธ์

ด้านนายจิรายุ กล่าวว่า “ ส่วนการแก้ไขปัญหาอื่นๆเชิงโครงสร้างนั้น คลองสามวาเป็นเขตที่มีประชากรมากที่สุดของ กรุงเทพฯ จาก 50 เขต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประสานนโยบายระดับท้องถิ่นกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการจราจร เช่นการเพิ่มถนนสายใหญ่สายใหม่,ส่วนต่อขยายทางด่วน รามอินทรา -อาจณรงค์ การจัดทำสะพานข้ามแยกบนถนนที่มีการจราจรหนาแน่น ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ เป็นไปตามข้อเสนอของนาย จิรายุ ห่วงทรัพย์ เมื่อปี 2565 และการเสนอส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีสีชมพูบนถนนนิมิตใหม่ไปเชื่อมกับสายสีเขียวที่ลำลูกกา เพื่อการคมนาคมที่ดียิ่งขึ้น และรองรับประชากรที่เข้ามาอยู่ในเขตคลองสามวามากเป็นอันอับ 1 ของกทม.” 

จุลพันธ์
จุลพันธ์
จุลพันธ์
จุลพันธ์

ทบ.โต้กลับนักการเมือง! ยันไร้ IO แทรกแซงการเมือง ชี้วิจารณ์ไร้หลักฐาน สะท้อนอคติส่วนตัว

ทบ.โต้กลับนักการเมือง! ยันไร้ IO แทรกแซงการเมือง ชี้วิจารณ์ไร้หลักฐาน สะท้อนอคติส่วนตัว

ทบ.โต้กลับนักการเมือง! ยันไร้ IO แทรกแซงการเมือง ชี้วิจารณ์ไร้หลักฐาน สะท้อนอคติส่วนตัว

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.55 น.

โฆษก ทบ. ติง นักการเมือง กล่าวหา กองทัพ ขวางการเมือง ไร้การพิสูจย์ สะท้อน ทัศนคติมีต่อองค์กรทหาร  ชี้การวิพากษ์วิจารณ์ควรตั้งอยู่บนจริยธรรม ความจริง และความรับผิดชอบ

วันที่ 28 มกราคม 2569  ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีนักการเมืองบางท่านได้แสดงทัศนคติส่วนตัว เชิงตำหนิกองทัพ โดยระบุว่า กองทัพมีการแทรกแซงและขัดขวางกระบวนการทางการเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์ โดยใช้การปฏิบัติการข่าวสาร (IO : Information Operation) หลังพบว่ามีกำลังพลของกองทัพเผยแพร่ข้อความในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์ (Line) ที่มีเนื้อหาให้ความรู้เชื่อมโยงประเด็นการเมืองการปกครองว่า

การด่วนสรุปว่าเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับความเห็นส่วนตัวเป็นการดำเนินการของกองทัพนั้น สะท้อนถึงอคติส่วนบุคคลที่มีต่อองค์กรทหาร ในขณะที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ การนำข้อมูลมาวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะชี้นำสังคมจึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้วิพากษ์วิจารณ์เป็นบุคคลสาธารณะ หรือนักการเมือง การพาดพิงองค์กรอื่นให้เกิดความเสียหายควรตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม ความเป็นจริง และความรับผิดชอบ เพื่อร่วมกันรักษาบรรยากาศที่ดีของสังคม

คุมเข้มโค้งสุดท้าย! กกต.เยี่ยมการติว กปน.-กปส. บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา จัดเลือกตั้ง-ประชามติ

คุมเข้มโค้งสุดท้าย! กกต.เยี่ยมการติว กปน.-กปส. บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา จัดเลือกตั้ง-ประชามติ

คุมเข้มโค้งสุดท้าย! กกต.เยี่ยมการติว กปน.-กปส. บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา จัดเลือกตั้ง-ประชามติ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

ประธาน กกต.ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมอบรม กปน.-กปส. อ.บางน้ำ เปรี้ยว จัดการเลือกตั้งและประชามติ กำชับออกหาข่าวซื้อเสียง วอน ปชช.เข้าใจตั้งด่านสกัดอาจกระทบสิทธิ แต่เพื่อการเลือกตั้งชอบกฎหมาย

วันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ว่าการอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา นายณรงค์  กลั่นวารินทร์  ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรวจเยี่ยมการอบรมกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และกรรมการประจำหน่วยออกเสียง (กปส.) และมอบนโยบายให้แก่ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และชุดเคลื่อนที่เร็วของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ

น.ส.ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่าจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต 2 อำเภอบางน้ำเปรี้ยวถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง  แต่ทางจังหวัดก็ให้ความเป็นธรรมและให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน โดยจังหวัดได้มีการกำชับส่วนราชการต่างๆผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการเลือกตั้งให้วางตัวเป็นกลาง   ต้องไม่เลือกปฏิบัติทั้งนี้แม้ว่าพื้นที่จะมีการแข่งขันให้การเลือกตั้งผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

นายณรงค์  ได้มอบนโยบายว่า กกต. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออก จนมาสิ้นสุดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยอยากฝากให้ทุกฝ่ายช่วยจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกพร้อมกับการออกเสียงประชามติ จึงอยากให้มีการระดมทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งจังหวัด ฝ่ายปกครอง และเครือข่าย เพื่อจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  พร้อมยอมรับว่า กกต.ส่วนกลางก็มียังข้อห่วงใยและข้อกังวล โดยฝากกำชับเจ้าหน้าที่ออกตรวจและดูพื้นที่สภาพความเป็นจริง ในขณะเดียวกันขอเน้นย้ำกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่จะช่วยจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดังนั้นการทำหน้าที่ของ กปน.ทั้งคนที่เคยจัดการเลือกตั้งและเป็น กปน.ใหม่ ก็ต้องศึกษาแนวทางปฏิบัติ และรับการอบรมจากวิทยากร เพื่อให้การทำหน้าที่เป็นไปด้วยความสมบูรณ์ ไม่มีข้อบกพร่อง ดังนั้นจึงฝากว่าหากมีข้อบกพร่องด้านใด สามารถสอบถามผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดให้เกิดความเข้าใจและไม่เกิดข้อผิดพลาด เพราะบางเรื่องอาจจะเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย โดย กกต.ได้กำหนดแนวทางไว้แล้ว ไม่ควรจะเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นอีก เพื่อจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จ ลดเรื่องร้องเรียน  พร้อมขอขอบคุณจังหวัด ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และเครือข่ายที่มาช่วยจัดการเลือกตั้ง การอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เนื่องจาก กกต.มีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอที่จะจัดการเลือกตั้งทั้งประเทศ

นายณรงค์  ให้สัมภาษณ์ว่า ได้มีการกำชับเจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่ให้มีการดำเนินการป้องปราม ให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ส่วนแนวทางการเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย กกต.ได้กำชับให้ผู้ตรวจการเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็ว ให้ออกตรวจพื้นที่พร้อมกับหาข่าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมยอมรับว่าการตั้งด่านจุดสกัดตรวจค้นในช่วงนี้ สังคมตั้งคำถามว่า กกต. ทำอะไรบ้าง  ซึ่งขณะนี้พยายามทำทุกวิถีทางว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงต้องเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด ส่วนหนึ่งคือการใช้มาตรการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ซึ่งจะมีการตั้งด่านร่วมกับหน่วยงานอื่นแม้จะกระทบกับสิทธิของประชาชนบ้าง แต่คิดว่าประชาชนจะยอมรับได้ เพื่อให้การเลือกตั้งนั้นบริสุทธิ์ยุติธรรม

ส่วนข้อสังเกตที่ว่าประชาชนเห็นการเลือกตั้งแต่ กกต.ไม่เห็น และในการเลือกตั้งครั้งนี้จะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้หรือไม่ในการดูแลไม่ให้เกิดการซื้อเสียง นายณรงค์ กล่าวชี้แจงว่า ประชาชนหรือคนที่ทราบเบาะแสในการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ขอให้แจ้งมายังสำนักงาน กกต.ให้รับทราบและก็จะมีการเรียกมาให้ข้อมูล และพร้อมที่จะดำเนินการสอบสวนต่อไป

ตั๊ก อัยรินทร์ ควง โย คณากร บุกตลาดปู่โพธิ์ ชู สโลแกน ‘คนบ้านใหม่ เลือกผู้แทนคนใหม่’

ตั๊ก อัยรินทร์ ควง โย คณากร บุกตลาดปู่โพธิ์ ชู สโลแกน ‘คนบ้านใหม่ เลือกผู้แทนคนใหม่’

ตั๊ก อัยรินทร์ ควง โย คณากร บุกตลาดปู่โพธิ์ ชู สโลแกน ‘คนบ้านใหม่ เลือกผู้แทนคนใหม่’

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

ที่ตลาดนัดปู่โพธิ์ ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ หรือ “ตั๊ก อัยรินทร์” ผู้สมัคร ส.ส. เขต 5 ปทุมธานี พรรคกล้าธรรม หมายเลข 8 พร้อมด้วย นายคณากร คงประทีป หรือ “โย คณากร” อินฟลูเอนเซอร์สายข่าว ลงพื้นที่พบปะประชาชน ขอคะแนนเสียง พร้อมชูสโลแกน “คนบ้านใหม่ เลือกผู้แทนคนใหม่”

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีการแบ่งเขตใหม่ ทำให้พื้นที่ ต.บ้านใหม่ เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับตน จึงต้องเริ่มต้นลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างจริงจัง โดยเลือกชวน “โย คณากร” มาร่วมกิจกรรม เพื่อช่วยสื่อสารนโยบายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตประชาชน

ตั๊ก อัยรินทร์

สำหรับนโยบายพรรคกล้าธรรม อาทิ การปรับเบี้ยผู้สูงอายุเป็นถ้วนหน้า 1,000 บาท และเพิ่มเบี้ยคนพิการจาก 800 เป็น 1,000 บาท รวมถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจและสวัสดิการประชาชน

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มาขายฝัน แต่มาเพื่อทำงานจริง พร้อมระบุว่ามีประชาชนจดจำตนได้จากบทบาทรองโฆษกรัฐบาล และเข้ามาให้กำลังใจจำนวนมาก ส่งผลให้บรรยากาศในตลาดเป็นไปอย่างคึกคัก

ตั๊ก อัยรินทร์
ตั๊ก อัยรินทร์
ตั๊ก อัยรินทร์
ตั๊ก อัยรินทร์

นราพัฒน์ นำทัพคาราวาน รทสช. ลุย อ.แกลง ชูนโยบาย 6 เสาหลัก

นราพัฒน์ นำทัพคาราวาน รทสช. ลุย อ.แกลง  ชูนโยบาย 6 เสาหลัก

นราพัฒน์ นำทัพคาราวาน รทสช. ลุย อ.แกลง ชูนโยบาย 6 เสาหลัก

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.43 น.

“นราพัฒน์” นำทัพคาราวาน รทสช. ลุย อ.แกลง หนุน “หมอบัญญัติ” เบอร์ 3 ชูนโยบาย 6 เสาหลัก กู้เศรษฐกิจ-แก้พลังงาน

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยนายอดิศร โพธิ์อ่าน รองโฆษกพรรค  นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ ผู้สมัคร สส. ระยอง เขต 3 “เบอร์ 3” นำขบวนคาราวานรวมไทยสร้างชาติลงพื้นที่จ.ระยอง พบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายภายใต้แนวทาง “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” ผ่านนโยบาย 6 เสาหลักของพรรค ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและการตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชน

ขบวนคาราวานได้ลงพื้นที่ย่านเศรษฐกิจและตลาดสำคัญใน อ.แกลง จ.ระยอง หลายแห่ง อาทิ ตลาดสดสิริภิบาล ตลาดสามย่าน ตลาดคลองถม ตลาดนัดต้นเลียบ และตลาดบ้านกร่ำ เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนปัญหาปากท้อง ทั้งค่าครองชีพที่พุ่งสูง ราคาพลังงาน ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ และปุ๋ยราคาแพง โดยประชาชนในพื้นที่ได้ฝากความหวังให้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พร้อมส่งกำลังใจให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

นายนราพัฒน์ ย้ำถึงความตั้งใจของพรรคในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่อง “พลังงาน” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิตและอาชีพ โดยประกาศนโยบายที่จับต้องได้จริง ได้แก่ น้ำมัน 25 บาท/ลิตร, ค่าไฟ 3.3 บาท/หน่วย, ก๊าซหุงต้ม 360 บาท/ถัง และนโยบายภาคเกษตร ปุ๋ยรัฐ 500 บาท/กระสอบ เพื่อลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตของพี่น้องชาวระยอง นอกจากนี้ยังพร้อมเดินหน้าปราบปรามทุนเทา สแกมเมอร์ และทุนผูกขาดที่เอาเปรียบประชาชนอย่างเด็ดขาด
.
“สำหรับการพัฒนาพื้นที่จังหวัดระยอง ต้องเดินหน้าเศรษฐกิจผสมผสาน ทั้งภาคอุตสาหกรรม พลังงาน การท่องเที่ยว และเกษตรมูลค่าสูง โดยยกระดับ EEC ให้สร้างรายได้แก่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง ผลักดันโซลาร์เสรีและธุรกิจบริการ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเลให้ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เพิ่มมูลค่าผลไม้ และเกษตรแปรรูป ควบคู่การสร้างเมืองน่าอยู่และสังคมสุขภาพดีให้ชาวระยอง” นายนราพัฒน์กล่าว

นักวิชาการ มธ. ชงพรรคการเมือง แก้กฎหมายปลดล็อก ประกันสังคม พ้นระบบราชการ

นักวิชาการ มธ. ชงพรรคการเมือง แก้กฎหมายปลดล็อก ประกันสังคม พ้นระบบราชการ

นักวิชาการ มธ. ชงพรรคการเมือง แก้กฎหมายปลดล็อก ประกันสังคม พ้นระบบราชการ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

นักวิชาการ มธ. ชงพรรคการเมือง ถือธงนำปฏิรูป ‘ประกันสังคม’ ชงโมเดล ‘กบข.+สปสช.’ ใช้มืออาชีพลงทุน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอพรรคการเมืองสร้างความเปลี่ยนแปลงระบบประกันสังคม แนะแก้กฎหมายเปลี่ยนสถานะ สปส. เป็นหน่วยงานในกำกับรัฐ เพิ่มอิสระ-คล่องตัว คาดใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีจบ ชงโมเดล “สปสช.” ดูแลสิทธิรักษาพยาบาล–ดึงมืออาชีพบริหารเงินลงทุนเหมือน “กบข.”

ผศ. ดร.ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า หนึ่งในแนวทางยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพระบบประกันสังคม ทั้งในมิติความโปร่งใส ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ประสิทธิภาพการลงทุน ฯลฯ คือการปรับแก้ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เพื่อเปลี่ยนสถานะของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จากเดิมที่เป็นหน่วยงานในระบบราชการภายใต้กระทรวงแรงงาน มาเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐแทน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จได้ไม่เกิน 2 ปี ซึ่งจะทำให้ สปส. เป็นนิติบุคคลที่มีความเป็นอิสระ โปร่งใส และคล่องตัวมากขึ้น โดยใช้กลไกการกำกับควบคุมเดิมของรัฐที่มีอยู่ ไม่ใช่การให้เอกชนมาบริหาร สปส. แทน

“การเปลี่ยนแปลงนี้พรรคการเมืองต้องเป็นคนนำ ต้องใช้แรงผลักดันจากพรรคการเมืองจึงจะสำเร็จได้ ฉะนั้นตอนนี้อยากให้ทุกพรรคมองนโยบายการปฏิรูปประกันสังคมเป็นนโยบายหลัก เพราะถ้าไม่มีแรงผลักจากผู้นำทางการเมือง คงไม่ง่ายที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้น” ผศ. ดร.ธร กล่าว

ทั้งนี้ การจะดำเนินการเพื่อให้ สปส. กลายมาเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐนั้น ไม่จำเป็นต้องไปศึกษาโมเดลจากต่างประเทศ แต่สามารถศึกษาได้จากหน่วยงานในรูปแบบเดียวกันอย่างเช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้ปิดช่องโหว่ที่เคยเกิดขึ้นกับหน่วยงานเหล่านั้นได้ด้วย
“หลังจากที่ สปส. กลายเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐที่มีอิสระมากขึ้นแล้ว ให้ค่อยๆ ปรับบทบาทการบริหารในแต่ละส่วนที่รับผิดชอบ โดยแยกให้ชัดและจัดหามืออาชีพมาบริหาร ทั้งสวัสดิการรักษาพยาบาล เงินบำเหน็จบำนาญชราภาพ การลงทุนต่างๆ” ผศ. ดร.ธร กล่าว

ผศ. ดร.ธร กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของสวัสดิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนนั้น อาจจะอาศัยการบริหารจัดการระบบเดียวกันไปกับ สปสช. แต่ต้องพยายามให้สิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมีบางส่วนที่ดีกว่า ส่วนการบริหารจัดการการลงทุนและระบบบำเหน็จบำนาญชราภาพ อาจเป็นไปในลักษณะเดียวกับ กบข. เพื่อให้การลงทุนเกิดผลกำไรและผลตอบแทนที่เหมาะสม เพราะกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่มากมียอดลงทุนสะสมถึง 2.9 ล้านล้านบาท แต่ที่ผ่านมาการนำไปลงทุนจนเกิดเป็นผลกำไรไม่ได้มากเท่าที่ควร 

นอกจากนี้ ควรให้มืออาชีพเข้ามาช่วยดำเนินการในเรื่องการดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมให้มากขึ้น ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ไม่เช่นนั้นในอนาคตเมื่อแรงงานนอกระบบเข้าสู่วัยสูงอายุ รัฐจะต้องรับภาระทางงบประมาณจากการจัดสรรเบี้ยยังชีพให้เป็นจำนวนมาก ซึ่งอัตราเบี้ยยังชีพก็อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และหากจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มอัตราเบี้ยผู้สูงอายุให้มากขึ้น รัฐต้องใช้เงินมากกว่าการปรับระบบบำนาญในประกันสังคมให้มีความเข้มแข็งขึ้น

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงสร้างการบริหารหลักๆ อย่างคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ควรคงไว้ซึ่งการเลือกตั้งกรรมการสัดส่วนผู้ประกันตนในรูปแบบเดิม เพื่อให้เป็นผู้สะท้อนเสียงของผู้ประกันตนในบอร์ด สปส. และคณะอนุกรรมการต่างๆ และหากกังวลเรื่องความหลากหลายของกรรมการก็อาจแก้ได้จากการเพิ่มจำนวนกรรมการทั้งในฝ่ายผู้ประกันตนและนายจ้าง 

ส่วนปัญหาใหญ่ที่สุดของ สปส. เมื่อมีการเปลี่ยนมาเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐอย่างบุคลากรผู้ปฏิบัติงานที่เดิมเป็นข้าราชการ แต่จะต้องเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการจ้างงานอื่น ก็ต้องมีการสร้างแรงจูงใจในแง่สวัสดิการที่ไม่ให้น้อยกว่าการเป็นข้าราชการ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สปส. กับ กระทรวงแรงงานที่อาจเกิดประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการสูญเสียอำนาจ และความทับซ้อนของบทบาท คล้ายกับตอนแยก สปสช. จากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งก็ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากภาคการเมืองในการผลักดัน

ดร สามารถ ฟาด รัฐ สื่อสารล้มเหลว ทำพระราม 2 วินาศสันตะโร เสียโอกาส เสียเวลาชีวิต

ดร สามารถ ฟาด รัฐ สื่อสารล้มเหลว ทำพระราม 2 วินาศสันตะโร เสียโอกาส เสียเวลาชีวิต

ดร สามารถ ฟาด รัฐ สื่อสารล้มเหลว ทำพระราม 2 วินาศสันตะโร เสียโอกาส เสียเวลาชีวิต

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.20 น.

วันนี้ 28 มกราคม พ.ศ. 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความพร้อมภาพร่ายยาวถึง พระราม 2 โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “ปิดพระราม 2 ไม่ว่า “แต่อย่าบอกตอนรถติด” การปิดถนนพระราม 2 บริเวณที่เครนถล่มในช่วงเช้าวันที่ 15 มกราคม 2569 เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคัดค้าน
ประชาชนเข้าใจดี และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะทุกคนอยากเห็นมอเตอร์เวย์ M82 บนถนนพระราม 2 ที่ล่าช้ามานาน เสร็จเสียที ที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่มีใครกล้าเอาชีวิตไปฝากไว้กับการก่อสร้างอีกต่อไปแล้ว

เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา อุบัติเหตุจากการก่อสร้าง M82 ไม่ได้เป็น “เหตุสุดวิสัย” แต่กลายเป็น “เหตุซ้ำซาก” มีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ความเชื่อมั่นต่อผู้รับเหมาจึงแทบไม่เหลือ
สิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้ ไม่ใช่การปิดถนน แต่คือ การรู้ว่าถนนปิด… เมื่อไปถึงหน้างานแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การปิดถนน แต่อยู่ที่ “การสื่อสารของรัฐ” การปิดถนนในเมืองใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องวิศวกรรม แต่คือเรื่องการบริหารเวลาและชีวิตของประชาชน ถ้าจะปิด ต้องบอกให้ชัด ต้องบอกให้เร็ว และต้องบอกให้ทั่วถึง

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

1. ปิดถนน อย่าปิดข้อมูล ข้อมูลต่อไปนี้ ไม่ใช่เรื่องพิเศษ แต่เป็น “ข้อมูลขั้นต่ำ” ที่ประชาชนควรได้รับ ควรสื่อสารพร้อมภาพประกอบ หรือทำเป็น Infographic ที่เข้าใจง่าย

(1) ทำไมต้องปิด เช่น เพื่อความปลอดภัยสูงสุดขณะรื้อถอนสะพาน และเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่นส่วนที่เหลือ ไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำ

(2) ปิดตรงไหน ระบุพิกัดชัดเจน ตั้งแต่กิโลเมตรที่เท่าไหร่ ถึงจุดใด

(3) ปิดกี่เลน ปิดบางเลน หรือปิดทั้งหมด รถเล็ก รถใหญ่ ใช้ได้หรือไม่

(4) ปิดช่วงเวลาใด กลางวัน กลางคืน หรือ 24 ชั่วโมง

(5) ปิดถึงวันที่เท่าไหร่ มีวันสิ้นสุดชัดเจน ไม่ใช่ “จนกว่าจะแล้วเสร็จ”

(6) เส้นทางเลี่ยง บอกเส้นทางที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่มีอยู่บนแผนที่

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

2. ช่องทางสื่อสาร “บอกให้รู้ ไม่ใช่ให้เจอเอาดาบหน้า” การสื่อสารต้อง “ซ้ำให้มากพอ” จนไม่มีใครอ้างว่าไม่รู้

(1) สื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook / X (Twitter) ของกระทรวงคมนาคม เพจกรมทางหลวง เพจตำรวจทางหลวง LINE Official Account ของหน่วยงานรัฐ ประสานเพจข่าวจราจร เช่น FM91, JS100, จส.100 Influencers ด้านข่าว/จราจร/โลจิสติกส์

(2) ทีวี และวิทยุ เข่น ข่าวเช้า ข่าวเย็น วิทยุจราจรช่วงเร่งด่วน

(3) ป้ายประกาศล่วงหน้า ตั้งก่อนถึงจุดปิดหลายกิโลเมตร ไม่ใช่เห็นป้ายอีกที… ตอนเบรกไม่ทันแล้ว

3. ถนนปิด แต่เมืองไม่หยุด ผลลัพธ์ที่ควรได้หากรัฐทำตามข้อเสนอข้างต้น

(1) รถไม่ติดวินาศสันตะโรเหมือนที่ผ่านมา ไม่ใช่รถจอดนิ่งนานเป็นชั่วโมง เพราะหลายคน “เพิ่งรู้ว่าถนนปิด” เมื่อไม่มีทางหนี ไม่มีทางเลี่ยง

(2) ประชาชนวางแผนชีวิตได้ ออกจากบ้านเร็วขึ้น เปลี่ยนเส้นทางได้ ธุรกิจโลจิสติกส์คำนวณเวลาได้ คนทำมาหากินไม่ต้องเสียต้นทุนเพิ่มโดยไม่จำเป็น

(3) ความเชื่อมั่นต่อรัฐเพิ่มขึ้น แม้จะยังไม่เชื่อผู้รับเหมา แต่ถ้ารัฐสื่อสารตรงไปตรงมา ประชาชนก็พร้อมร่วมมือ

4. ปิดถนนได้ แต่ต้องบอกก่อน ถ้าจะปิดถนนเพื่อความปลอดภัย อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องเสี่ยงกับ “ข้อมูลที่มาช้า” เพราะอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง อาจทำให้เสียชีวิต แต่การสื่อสารที่ล้มเหลว ทำให้คนทั้งเมือง “เสียเวลา เสียโอกาส และเสียความเชื่อมั่น” ขอทิ้งท้ายว่า “ปิดถนนไม่ว่า แต่อย่าบอกตอนรถติด””

ทำเอาชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกับโพสตดังกล่าวของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ที่ออกมาวิเคราะห์เกี่ยวกับ พระราม 2 เช่น

“กรรมของประชาชนเพราะคนไม่มีมันสมองมาบริหารงาน”

“ผมคิดว่า นักการเมืองโดยขรก.ประจำหลอก (ป้อนข้อมูลผิดหรือไม่ครบ) แล้วนักการเมืองดันไม่มีสมองพอดี”

“ผมว่า ภาครัฐควรหาแนวทางการสัญจรทางน้ำไว้บ้างก็ดี นะครับ. สำหรับบางจังหวัดที่มี แม่น้ำ คูคลองที่สามารถจะปรับปรุง พัฒนาได้ มีไว้ยามจำเป้นเช่น ปิดทาง อุบัติเหตุใหญ่ น้ำท่วม เป้นต้น .”

“คนสั่ง ก็ไม่รู้อะไรเลยที่หน้างาน ไม่เคยมีประสบการณ์ตรงกับปัญหาชาวบ้าน คนรับคำสั่ง ก็กลัวเสียผลประโยชน์ตัวเอง เรื่องของคนอื่น เป็นยังไงไม่รู้แล้ว ช่องทางการสื่อสารก็มากมายให้เลือกใช้
แต่ เก็บข่าวสารไว้ ให้ตรัสรู้เองสภาพ ปล. บอกตรงๆ ฮะ ผม “เบื่อ” การเมืองมาก ถ้าระบบมันป่วยขนาดนี้ จิตใจคนมัน “ต่ำ” ลงแบบนี้ ซ่อนเงื่อนงำ ปม ผลประโยชน์กัน ผมจะไปเลือกตั้งให้เสียเวลาทำไม แล้วเรื่องจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คุณโหวตไป ใครจะทำให้คุณครับ ถามจริงๆ”

“ทุกวันนี้เลยไปติดเส้นทางเลี่ยงแทน เพราะมันแค่4-6เลนเอง ประเด็นคือผู้รับเหมาไม่รักษากฎปลอดภัย รัฐเองหย่อนยานเรื่องนี้มานาน ควายหายจึงล้อมคอกทุกที่ เคยไปซุ้มเช็คไหมไม่มี นี้ควรมีหน่วยงานกลางมาจัดไป เพราะหากเข้มงวดเหมือนนานาชาดคงไม่มีโศกนาฏกรรมสีคิ้ว ถนนปิศาจแน่นอน”

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte 

8 กุมภา 69 ไปลงประชามติเรื่องอะไร? วัส ติงสมิตร สรุปให้ 5 ข้อแบบเน้นๆ

8 กุมภา 69 ไปลงประชามติเรื่องอะไร? วัส ติงสมิตร สรุปให้ 5 ข้อแบบเน้นๆ

8 กุมภา 69 ไปลงประชามติเรื่องอะไร? วัส ติงสมิตร สรุปให้ 5 ข้อแบบเน้นๆ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

วันที่ 11 มกราคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า 8 กุมภา 69 นี้… ไปลงประชามติเรื่องอะไร? (สรุปจบในโพสต์เดียว!)

หลายคนอาจเริ่มเห็นข่าวใหญ่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ นอกจากเราจะไปเลือกตั้ง ส.ส. กันแล้ว ยังมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ “การลงประชามติ”
แต่อาจจะยังงงว่า “ไปทำไม?” “เลือกอะไร?” และ “เปลี่ยนอะไรบ้าง?” 
วันนี้สรุปมาให้แบบเน้นๆ ครับ

1. ไปทำอะไร? (คำถามคืออะไรกันแน่)

ที่หน่วยออกเสียงประชามติ ซึ่งอยู่ถัดจากหน่วยลือกตั้ง ส.ส. 
เขาจะถามเราว่า:
“ท่านเห็นชอบว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ถ้าสงสัยว่า “อ้าว! แล้วไหนล่ะร่างรัฐธรรมนูญใหม่? ไม่เห็นมีมาให้ดูเลย” 
ความจริงคือ: รอบนี้ไม่ใช่การโหวต “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ครับ แต่เป็นการถามเพื่อ “ขอเปิดประตู” เท่านั้น

2. “เปิดประตู” หมายความว่าอย่างไร?

รัฐธรรมนูญปัจจุบัน (ปี 2560) มีช่องให้ “แก้ไขรายมาตราในหมวด 15” (เหมือนซ่อมบ้านทีละจุด) แต่ไม่มีช่องให้ “ร่างใหม่ทั้งฉบับ” (เหมือนสร้างบ้านใหม่ทั้งหลัง) 
การลงประชามติครั้งนี้ คือการไปขออนุญาตเพิ่ม “หมวด 15/1” เพื่อสร้างกติกาในการตั้งองค์กรและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับใหม่นั่นเองครับ

3. ตัดสินใจจากอะไรดี? (Checklist ประกอบการตัดสินใจ)

ถ้าเลือก “เห็นชอบ”: เพราะอยากเห็นกติกาใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน และแก้จุดที่ “แก้รายมาตรา” ได้ยากมาก หรือแก้ไม่สำเร็จ (บางครั้ง “ซ่อมบ้าน” อาจแพงกว่ารื้อสร้างใหม่) เช่น:
(1)ที่มาของ ส.ว.: ระบบเลือกกันเองที่แปลกประหลาด และถูกตั้งคำถามเรื่องการฮั้ว (มากถึง 70% ของวุฒิสภา) มานานนับปี
(2) ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ: ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจกว้างขวางและทับซ้อนกับองค์กรตุลาการอื่น, ป.ป.ช. ที่งานล้นจนช้า หรือ กกต. ที่ประชาชนอยากเห็นความโปร่งใสและรวดเร็วมากกว่านี้ 

ถ้าเลือก “ไม่เห็นชอบ”: เพราะมองว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ยังใช้งานได้ดีอยู่ ไม่มีปัญหาอะไรที่ต้องเปิดประตูให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

4. กาครั้งเดียว ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลยไหม?

คำตอบคือ: ยังครับ! นี่เป็นเพียงก้าวแรกจากทั้งหมด 3 ก้าว (ต้องทำประชามติรวม 3 ครั้ง) กว่าจะได้ใช้จริงอาจต้องรออีกเป็นปีครับ หรืออาจไม่ได้รัฐธรรมนูญใหม่เลย เพราะไม่ผ่านประชามติครั้งที่ 2 หรือ 3

5. เปลี่ยนรูปแบบประเทศได้ไหม?

คำตอบคือ: “ไม่ได้เด็ดขาด” ครับ รัฐธรรมนูญล็อคตายตัวไว้เลยว่า “ห้าม” เปลี่ยนแปลง:  การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  รูปแบบของรัฐ (ต้องเป็นรัฐเดี่ยวเท่านั้น) 
ใครกังวลเรื่องนี้ สบายใจได้ครับ มีความปลอดภัยทางกฎหมายสูงสุด

ปักหมุดไว้เลย: 8 กุมภาพันธ์ 2569 

1 เสียงของคุณ คือการตัดสินใจว่าจะ “เปิดประตู” บานใหม่เพื่อแก้ทางตันของประเทศหรือไม่

อย่าลืมออกไปใช้สิทธิกันนะครับ! 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

28/1/69