แม่ทัพกุ้ง มองสถานการณ์ไทย-กัมพูชา อยู่ในขั้นหยุดยิง รอเจรจา ชี้ การยั่วยุ อาจมีบ้าง

แม่ทัพกุ้ง มองสถานการณ์ไทย-กัมพูชา อยู่ในขั้นหยุดยิง รอเจรจา ชี้ การยั่วยุ อาจมีบ้าง

แม่ทัพกุ้ง มองสถานการณ์ไทย-กัมพูชา อยู่ในขั้นหยุดยิง รอเจรจา ชี้ การยั่วยุ อาจมีบ้าง

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

“แม่ทัพกุ้ง” มองสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อยู่ขั้นหยุดยิง รอเจรจา บอก การยั่วยุ อาจมีบ้าง แนวชายแดนกว้างกว่า 1000 กิโล แต่ส่วนใหญ่ทหารกัมพูชาเป็นคนเริ่มก่อน

วันที่ 27 มกราคม 2569  ที่โรงเรียนเตรียมทหาร จังหวัดนครนายก พลเอก บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 มองสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เวลานี้ ว่า ยังคงรอการเจรจาให้มันเรียบร้อย ตอนนี้อยู่ในขั้นของการหยุดยิง ตรึงกำลัง ซึ่งต้องรอผู้มีอำนาจของสองรัฐบาลคุยกันว่าจะเดินหน้าสันติภาพอย่างไร

ส่วนที่มีคลิปทหารกัมพูชา ยั่วยุ จะเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นั้น พลโท บุญสิน กล่าวว่า ตอนแนวชายแดนกว้างกว่า 1,000 กิโลเมตร มันก็อาจจะมีบ้าง เหตุการณ์ที่ทหารทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กัน บางส่วนก็มีความสัมพันธ์ที่ดี บางจุดอาจจะมีทหารที่เสียวินัย ซึ่งทหารไทยก็พยายามรักษากติกา ดังนั้นคลิปที่ออกมาส่วนใหญ่จะเป็นการเริ่มต้นของฝ่ายทหารกัมพูชาเป็นหลัก  ซึ่งก็เป็นการพยายามเตือนไม่อยากให้เกิดเรื่อง

ขยายผลเครือข่าย สจ.เนย์ รุทธพล ยันลุยต่อ10นักการเมือง

ขยายผลเครือข่าย สจ.เนย์ รุทธพล ยันลุยต่อ10นักการเมือง

ขยายผลเครือข่าย สจ.เนย์ รุทธพล ยันลุยต่อ10นักการเมือง

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

“รุทธพล” เผย คืบหน้าคดี 2 สจ.โยงพนันออนไลน์ หนีออกนอกประเทศแล้ว บอกยังเปิดเผยชื่ออีกรายไม่ได้ เหตุยังไม่ถูกออกหมายจับ ส่วนผู้สมัคร 10 นักการเมือง  ยังอยู่ในกระบวนการสืบสวน ยันไม่เกี่ยวข้องเรื่องการเมือง 

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 09.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการออกหมายจับนายปฐนัญ จันดอน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือ สจ.เนย์ และภรรยา ว่าจากการตรวจสอบพบว่าเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ส่วน สจ. อีก 1 คน ก็ได้เดินทางออกนอกประเทศแล้วเช่นกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อดำเนินการหาหลักฐาน จะได้ดำเนินการในกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวต่อว่า  สำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 1 คน ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ และขอไม่ตอบว่าเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองหรือไม่ เนื่องจากถ้ายังไม่สามารถออกหมายจับ แม้จะมีหลักฐานก็ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เพราะจะถูกฟ้องร้องได้ แต่ยืนยันว่าเราพยายามอย่างเต็มที่ 
     
เมื่อถามว่าที่เคยบอกว่ามี 10 นักการเมืองที่เกี่ยวข้องด้วยจะสามารถเปิดเผยได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า อยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งจะมีเรื่อยๆ พร้อมยกตัวอย่างว่า เราเคยค้นบ้าน สจ.ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีหลักฐานแค่ออกหมายค้น แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่จะทำการจับกุมได้ ก็เลยไม่เคยเป็นข่าว เพราะต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา จึงไม่อยากให้ถูกพูดว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งกรณีของสจ.เนย์ เราขอออกหมายจับถึง 2 ครั้ง แต่ศาลได้ให้ความเป็นธรรม เพราะครั้งแรกหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะออกหมายจับ จึงมีการยกคำร้อง ซึ่งเห็นชัดว่าเราให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

สธ.แจงมติปลด หมอสุภัทร ออกจากราชการ เซ่นจัดซื้อ ATK จำนวน 5 ครั้ง เป็นไปตามขั้นตอน อ.ก.พ.

สธ.แจงมติปลด หมอสุภัทร ออกจากราชการ เซ่นจัดซื้อ ATK จำนวน 5 ครั้ง เป็นไปตามขั้นตอน อ.ก.พ.

สธ.แจงมติปลด หมอสุภัทร ออกจากราชการ เซ่นจัดซื้อ ATK จำนวน 5 ครั้ง เป็นไปตามขั้นตอน อ.ก.พ.

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.05 น.

“พัฒนา“ แจงมติปลด “หมอสุภัทร”ออกจากราชการเซ่นจัดซื้อ ATK ภายหลัง 5 ครั้ง ยัน เป็นไปตามขั้นตอน อ.ก.พ. ชี้ ราคาถูกสุดหรือไม่ ต้องดูว่าเทียบกับอะไร ยันไร้วาระทางการเมือง ย้ำทุกอย่างเป็นตามวงรอบการประชุมวาระปกติ

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 09.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต2 พรรคประชาชน ออกจากราชการถูกมองเป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่เป็นธรรม ว่า ยืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้ง เป็นไปตามที่คณะกรรมการสอบสวนและนำเข้าที่ประชุม อ.ก.พ. ตามวาระปกติ ไม่ใช่วาระเร่งด่วน ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและข้อเท็จจริง ตามที่มีการสอบสวนมา โดยมีการเรียกผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจง 

เมื่อถามว่า นพ.สุภัทร ออกมาระบุว่าไม่มีการเรียกเข้าไปชี้แจง นายพัฒนา กล่าวว่า มีการเรียกเข้ามาตามขั้นตอนปกติ 

เมื่อถามว่า ข้อเท็จจริงการจัดซื้อผิดระเบียบราชการใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ในรายละเอียดมีหลายอย่าง แต่การจัดซื้อจัดจ้างและข้อเท็จจริงอยู่ในข้อเท็จจริง คือ มีการไปตรวจโควิด โดยเอาATKมาใช้ และมีการจัดซื้อจัดจ้างในภายหลังหลายครั้ง ซึ่งเป็นไปในลักษณะนั้น และ การจัดซื้อจัดจ้างหากตนจำไม่ผิดมีทั้งหมดจำนวน 5 ครั้ง 

เมื่อถามว่า มีการเบิกATKออกมาใช้ และจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลังใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ไม่ได้เบิกของหลวง แต่ตนไม่แน่ใจว่าเอามาจากไหน แต่รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการสอบสวน และการทำหน้าที่ของ อ.ก.พ. ทุกอย่างเป็นไปตามหน้าที่ ซึ่งตนเป็นประธาน 

เมื่อถามว่ามีการระบุว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างราคาถูก แต่ถูกลงโทษ ไม่ใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า คำว่าถูกต้องไปดูว่านำไปเปรียบเทียบกับอะไร และการจัดซื้อATKในตอนนั้นตนทราบว่ามีการจัดซื้อในหลายแหล่งที่มา ซึ่งอันนี้เป็นแหล่งหนึ่ง แต่จะถูกที่สุดหรือไม่ ไปว่ากันในคณะกรรมการสอบสวน

เมื่อถามว่า นพ.สุภัทร ยังสามารถอุทธรณ์มติได้ใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ตามกฏหมายน่าจะเป็นอย่างนั้น ส่วนจะใช้ระยะเวลาอีกนานหรือไม่ต้องดูตามกฎหมาย ตนไม่ได้ลงรายละเอียดในประเด็นนี้ ตนทำหน้าที่ในฐานะประธาน อ.ก.พ. หน้าที่เราก็คือเมื่อคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งตั้งขึ้นมานานแล้ว และมีข้อสรุปมาระยะหนึ่ง กระทั่งมีการตรวจสอบ และนำเข้าที่ประชุมข้อเท็จจริงก็พิจารณาตามข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า มีการมองว่ามีการตัดขาพรรคประชาชน ที่อาจหาผู้สมัครแทนไม่ทัน นายพัฒนา กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ และการประชุมเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีวาระนี้ในวาระเร่งด่วน และไม่ใช่วาระเดียวยังมีวาระอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาวินัยอีกเกือบ 20 รายการ ซึ่งเป็นวาระประจำของการประชุม อ.ก.พ. อยู่แล้ว

สมช. เผยฟ้อง พ่อลูกตระกูลฮุน แล้ว ย้ำปัจจุบันพื้นที่ชายแดนยังจัดเลือกตั้งได้

สมช. เผยฟ้อง พ่อลูกตระกูลฮุน แล้ว ย้ำปัจจุบันพื้นที่ชายแดนยังจัดเลือกตั้งได้

สมช. เผยฟ้อง พ่อลูกตระกูลฮุน แล้ว ย้ำปัจจุบันพื้นที่ชายแดนยังจัดเลือกตั้งได้

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.55 น.

“เลขาฯสมช.” ย้ำ สถานการณ์ พื้นที่ชายแดน ณ ปัจจุบัน ยังจัดการเลือกตั้งได้ บอก ต้องประเมินเป็นรายวัน เผย ฟ้องเอาผิดพ่อลูกตระกูลฮุนแล้ว

เมื่อเวลา09.40 น.วันที่ 27 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีรายงานเรื่องของการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ได้มีการติดตามสถานการณ์อยู่  ส่วนที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีออกมาตำหนิเรื่องการข่าวนั้น เราพยายามเชื่อมกันทุกระดับอยู่แล้ว ทั้งส่วนกลางและส่วนพื้นที่ สร้างเอกภาพในการทำงาน ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม และทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยข่าว ทั้งตำรวจและทหารร่วมทำงานกันอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนในการเข้ามาช่วยเรื่องนี้หรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขอให้ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา หัวหน้าคณะพูดคุยฯ เป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียด 

เมื่อถามถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีการประเมินหรือไม่ว่า ในช่วงก่อนการเลือกตั้งจะมีสถานการณ์เกิดขึ้น นายฉัตรชัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบพื้นที่ชายแดนสามารถจัดการเลือกตั้งได้ ไม่น่ามีปัญหา เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินหรือไม่ว่า จะมีเหตุปะทุขึ้นจนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ นายฉัตรชัย กล่าวว่า กำลังติดตามอยู่ แต่ ณ ปัจจุบัน ยังคงโอเคอยู่ เมื่อถามย้ำว่า ในโซเชียลมีการปั่นว่าจะมีการปะทะรอบสาม ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเตรียมอพยพอีกครั้ง นายฉัตรชัย กล่าวว่า จะต้องประเมินเป็นรายวันไป ต้องติดตามในอนาคตว่ามีปัจจัยรอบด้านอะไรบ้าง เนื่องจากมีความเปราะบางและสุ่มเสี่ยง 

เมื่อถามว่า ในช่วงเลือกตั้งจะต้องเตรียมการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า จริงๆ แล้วในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ด้านในเป็นเรื่องของตำรวจซึ่งดำเนินการอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่กัมพูชาขุดคูเลตใกล้แนว มีนัยยะทางความมั่นคงอะไรหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขอให้ฝ่ายทหารเป็นผู้ชี้แจงดีกว่า จะได้ตรงกับแนวทางที่ได้เตรียมแนวทางไว้ 

เลขาธิการ สมช. เปิดเผยว่า ตนและอัยการได้เดินทางไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อฟ้องร้องฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการในเหตุปะทะชายแดน

ปชป.เปิดเกมโค้งสุดท้าย จัดเดินวิ่ง G0 27 เทาไม่ใช่ทาง อภิสิทธิ์ประกาศเป็นผู้คุมเกมรัฐบาลทุจริต

ปชป.เปิดเกมโค้งสุดท้าย จัดเดินวิ่ง G0 27 เทาไม่ใช่ทาง อภิสิทธิ์ประกาศเป็นผู้คุมเกมรัฐบาลทุจริต

ปชป.เปิดเกมโค้งสุดท้าย จัดเดินวิ่ง G0 27 เทาไม่ใช่ทาง อภิสิทธิ์ประกาศเป็นผู้คุมเกมรัฐบาลทุจริต

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

ถือกฤษ์27 ‘ปชป. ’ จัดกิจกรรมเดินวิ่ง ‘G0 27 เทาไม่ใช่ทาง’ ดัน ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ นั่งรถเมล์สาย 27 ผุดแคมเปญ ‘รถไฟฟ้ามาหานะคุณ’ อ้อนขอประชาชนกาเลือก ‘ประชาธิปัตย์’


วันที่ 27 มกราคม 2569 ที่สวนรถไฟ จตุจักรกทม.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดกิจกรรม Go 27 แรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่!  ซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ตรงกับวันที่ 27 และตรงกับหมายเลขบัญชีรายชื่อของพรรค เบอร์ 27 โดยกิจกรรมมีการเดินวิ่ง”เทาไม่ใช่ทาง” นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ซึ่งทุกคนสวมเสื้อฟ้า และถุงเท้าหมายเลข 27

โดยกิจกรรมเป็นการเดินวิ่งตามระยะทางเป็นเลข 27 ในเวลา 07.27 น. และหลังปล่อยตัวนักวิ่ง นายอภิสิทธิ์ พร้อมคณะจะเดินไปขึ้นรถเมล์สาย 27 ไปยังบิ๊กซีสะพานควาย เพื่อหาเสียงกับประชาชนที่สัญจรไปมา จากนั้นนั่งรถเมล์สาย 27 ไปที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ร่วมกิจกรรมรถไฟฟ้ามาหา..คุณ ร่วมกับผู้สมัคร สส.กทม แนะนำ Application ลดค่าโดยสารแบบโซนนิ่ง 5-30 บาท ที่สถานี BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตามนโยบายพรรค

จากนั้นนายอภิสิทธิ์และคณะ ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงสถานี BTS ศาลาแดง เพื่อหาเสียงกับประชาชน ที่ซอยละลายทรัพย์ในช่วงกลางวันทั้งนี้ก่อนเริ่มกิจกรรมนายอภิสิทธิ์ พูดแซวพรรคการเมืองใหญ่พรรคอื่นว่า “ขอแสดงความเสียใจที่เขาไม่มีวันที่เหมือนเรา”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้ประชาธิปัตย์ถือกฤษ์ในฐานะที่เราหมายเลข 27 ในฐานะบัญชีรายชื่อ เพื่อแสดงความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น เราเดินหน้าสู่เส้นชัยเต็มที่ ซึ่งจะมีกิจกรรมทั้งเดินวิ่งและการเดินทางไปเพื่อเปิดนโยบายสำหรับพี่น้องชาวกรุงเทพฯอยู่ 2 เรื่องคือ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)อากาศสะอาด โดยจะทำควบคู่กับกฎหมายอีก 2 ฉบับคือ กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่ไปกับนโยบายที่จะสนับสนุนเรื่องสิ่งแวดล้อมครบวงจร เพราะเราไม่ควรจะต้องทนกับฝุ่น PM 2.5 ในระดับแบบที่เราเจออยู่ขณะนี้ ส่วนอีกเรื่องคือรถไฟฟ้าซึ่งจะมีการเสนอรายละเอียดในช่วงเที่ยงของวันนี้

ส่วนพี่น้องชาวกรุงเทพฯในช่วงโค้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า เลือกประชาธิปัตย์เข้าไปเยอะๆแล้ว เราจะเป็นผู้คุมเกมให้กับท่าน คุมเกมว่ารัฐบาลชุดต่อไป จะต้องเป็นรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่มีเรื่องของทุนเทา ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง เพราะการทำงานทุกอย่างจะต้องโปร่งใส คุมเกมไม่ให้มีใครไปใช้นโยบายสร้างความแตกแยก แต่ประเด็นละเอียดอ่อนทั้งหลายควรจะแสวงหาจุดร่วม และคุมเกมไม่ให้มีการเอานโยบายลดแลกแจกแถม ทำให้เศรษฐกิจไม่ยั่งยืน คุมเกมให้มียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เป็นความพร้อมของประชาธิปัตย์ ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ ผู้สมัครของกทม.และแคนดิเดตนายกฯ มาร่วมการแสดงความพร้อม

เมื่อถามว่า กระแสตอบรับในกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่างๆ ดูเหมือนว่า เสียงตอบรับประชาธิปัตย์ดีได้มีการนำมาคำนวณหรือวิเคราะห์เป็นตัวเลขหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ต้องคำนวณ เราเดินหน้าในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนอย่างเดียว เมื่อวานที่เดินทางไปภาคใต้ ซึ่งหลายคนกลัวว่ากระแสประชาธิปัตย์จะดีอย่างไรก็ตาม จะสู้กระสุนไม่ได้ แต่ตนเห็นพี่น้องประชาชนยืนยันกันอย่างหนักแน่นว่าถึงเวลาที่เขาจะเปลี่ยนแปลงแล้ว เขาบอกว่าเที่ยวนี้คนภาคใต้จะไล่คนซื้อเสียงออกจากพื้นที่

“ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้อยากให้ประชาชน มองว่าวันที่ 8 ก.พ.ไม่ใช่แค่วันเลือกตั้ง แต่เป็นโอกาสสำคัญในรอบหลายปี ที่จะตั้งต้นให้ประเทศกลับไปสู่การมีบ้านเมืองที่สุจริต และเราต้องมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ได้พึ่งพาการแจกเงินของรัฐบาล เป็นครั้งเป็นคราว และเป็นการที่จะให้การเมืองของเราหลุดพ้นจากความขัดแย้งเดิมๆให้ได้ จึงเป็นโอกาสสำคัญของพี่น้องประชาชน”นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามต่อว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ จะเข้าไปคุมเกมรัฐบาล มีการพูดคุยกันแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้คุย แต่ว่าทุกครั้งที่ไปเวทีดีเบต ที่ผ่านมาพรรคอื่นๆที่แข่งขันกันอยู่ในลำดับต้นๆ จะมีการโจมตีและพูดแซวกันทางการเมือง และทุกคนก็พูดเหมือนกับว่าจะจับมือกันได้ แต่พรรคประชาธิปัตย์พูดเรื่องการจับมือบนพื้นฐานของหลักการ บนทิศทางของประเทศ และทิศทางของเศรษฐกิจดังนั้นขอประชาชนให้โอกาสเรา เราจะไปคุมเกมให้

เมื่อถามว่าทุกวันนี้ กลายเป็น”มาร์ค”ตลาดแตกแล้ว นายอภิสิทธิ์หัวเราะ พร้อมกล่าวว่าวันก่อนห้างก็แตก

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้เดินพบปะประชาชนที่ตลาดหลังปตท. มีประชาชนแม่ค้าพ่อค้าขอถ่ายรูป และมี FC ขอให้นายอภิสิทธิ์อวยพรวันเกิดให้กับคุณพ่อ ที่เกิดวันนี้คือวันที่ 27 มกราคม ซึ่งคุณพ่อเป็นคนกทม. FC ของนายอภิสิทธิ์ รวมถึงแม่ค้าบางคนได้มอบกล้วยให้ บอกเป็นเคล็ดทำอะไรจะได้กล้วยๆ

กฤษฎีกา ชี้ หมอสุภัทร เล่นการเมืองได้ ถ้าไม่โดนปมทุจริต โยน กกต. เป็นผู้ชี้ขาด

กฤษฎีกา ชี้ หมอสุภัทร เล่นการเมืองได้ ถ้าไม่โดนปมทุจริต โยน กกต. เป็นผู้ชี้ขาด

กฤษฎีกา ชี้ หมอสุภัทร เล่นการเมืองได้ ถ้าไม่โดนปมทุจริต โยน กกต. เป็นผู้ชี้ขาด

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.09 น.

“เลขาฯกฤษฎีกา” ชี้ เป็นอำนาจ กกต. ตัดสิทธิ์ “หมอสุภัทร” ลงชิง สส.ได้หรือไม่  แจง ช่วงรบ.รักษาการ ฝันวินัยขรก.ได้

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 09.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติให้ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ในฐานะผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน ถูกปลดออกจากราชการ กรณีจัดซื้อชุดตรวจโควิด จะยังลงสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่ ว่า ต้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วินิจฉัย ตามกฏหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ สว. และตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ มองว่า หากไม่ใช่เรื่องการทุจริตก็สมัครได้ ไม่มีปัญหา เพราะรัฐธรรมนูญระบุหากพ้นหรือออกจากราชการเพราะเหตุทุจริตหรือประพฤติมิชอบ จะต้องถูกตัดสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ตนไม่รู้ข้อเท็จจริงในรายละเอียด ต้องให้ กกต.เป็นผู้ชี้ขาด

เมื่อถามว่า เมื่อ อ.ก.พ.สธ.มีมติแล้ว ต้องส่งเรื่องให้ กกต. ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องไปถาม กกต. แต่ส่วนตัวคิดว่า กกต.ควรทำให้ชัดเจนก่อนการเลือกตั้ง เพราะคะแนนเสียงจะได้ไม่หาย แต่ถึงอย่างไรก็ทำได้ทั้งก่อนและหลัง แล้วแต่ กกต.

เมื่อถามว่า การฟันวินัยสามารถทำได้ในช่วงรัฐบาลรักษาการใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องวินัยทำได้ตลอด เพราะไม่ใช่เรื่องที่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะอำนาจการลงโทษทางวินัย เป็นไปตามกฎหมายข้าราชการพลเรือน

คิดให้ดีๆ เอ็ดดี้ เตือนถ้าสายอนุรักษ์นิยม แห่กัน vote no ส้ม-แดง-เทา จะกวาด สส.ไปหมด

คิดให้ดีๆ เอ็ดดี้ เตือนถ้าสายอนุรักษ์นิยม แห่กัน vote no ส้ม-แดง-เทา จะกวาด สส.ไปหมด

คิดให้ดีๆ เอ็ดดี้ เตือนถ้าสายอนุรักษ์นิยม แห่กัน vote no ส้ม-แดง-เทา จะกวาด สส.ไปหมด

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.40 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อย่า Vote No เด็ดขาด 

ถ้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมแห่กัน vote no ส้ม-แดง-เทา จะกวาด สส.ไปหมด คิดให้ดีๆ ถ้าใครคิดจะ vote no Vote No (ไม่เลือกผู้สมัครใด) ทำให้คะแนนเหล่านั้นจะกลายเป็น “คะแนนเสียเปล่า” ทันที หากฝั่งอนุรักษ์นิยมเสียงแตก
• ส่วนหนึ่งเลือกพรรคหนึ่ง
• ส่วนหนึ่งเลือกอีกพรรคหนึ่ง
• ส่วนหนึ่ง Vote No

ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นและลงคะแนนไปในทิศทางเดียว ผลคือฝั่งที่มีระเบียบวินัยในการลงคะแนนสูงสุดจะเป็นฝ่ายกวาดเก้าอี้ สส. ไป แม้ว่าคะแนนรวมของฝั่งอนุรักษ์นิยม (ถ้ารวม Vote No เข้าไปด้วย) อาจจะมากกว่าก็ตาม

มันจะมีผลกระทบต่อ สส. บัญชีรายชื่อ

คะแนน Vote No ไม่ถูกนำมาคำนวณเพื่อจัดสรรที่นั่ง สส. บัญชีรายชื่อให้กับพรรคการเมือง ดังนั้นการ Vote No จึงเป็นการลดโอกาสที่พรรคฝั่งอุดมการณ์เดียวกันจะได้ที่นั่งในสภาเพื่อไปคานอำนาจส้ม-แดง-เทา

คิดให้ดีๆ ถ้าใครคิดจะ vote no
หากคุณเบื่อการเมือง เบื่อนักการเมือง แต่คุณยังรักชาติ รักพระเจ้าอยู่หัว อย่า  Vote No เพราะเท่ากับทำให้คะแนนของพรรคพวกคิดล้มเจ้า มีโอกาสชนะฝ่ายเราสูงขึ้น เพราะพวกนั้น  มีเสียงที่เหนียวแน่นและลงคะแนนไปในทิศทางเดียว 

ผมขอเสนอทางเลือก 3 พรรค
• พรรคประชาธิปัตย์
• พรรคไทยภักดี
• พรรคภูมิใจไทย
เลือก 1 ใน 3 นี้ที่คุณถูกใจมากที่สุด

ทำไมต้อง ภูมิใจไทย

เพราะภูมิใจไทยมีโอกาสสูงสุดที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสู้กับ ส้ม-แดง และผมว่า เราไว้วางใจคุณอนุทินได้ ภูมิใจไทยยังไงก็มาถึง 1 มีลุ้นแค่ว่า จะเกิน 150 หรือไม่เท่านั้น

ทำไมต้องเลือก ไทยภักดี เพราะคุณหมอวรงค์ มือสะอาดและเป็นมือปราบโจรเทาและพวกล้มเจ้า

ทำไมต้องเลือก ประชาธิปัตย์

เพราะถ้าประชาธิปัตย์ได้ สส เข้าสภาสัก 40/50 คน ก็มีโอกาสสูงที่ภูมิใจไทยจะชวนร่วมรัฐบาลแต่ถ้าได้น้อยกว่าพรรคแป้ง จะทำให้ภูมิใจไทยต้องเอาแป้งร่วมรัฐบาล เพราะเขาต้องการตั้งรัฐบาล ดังนั้น ถ้าจะสกัดแป้ง ต้องเลือกประชาธิปัตย์ อีกเหตุผลคือ ประชาธิปัตย์ ฟ้าใหม่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม และ ประชาธิปัตย์ ชุดนี้ไว้ใจได้เรื่องไม่เทา ไม่ล้มเจ้า ชอบคนไหน อนุทิน อภิสิทธิ์ หมอวรงค์ เลือกพรรคนั้นไปเลย ไม่ต้องคิดมาก และติ่งของทั้ง 3 ท่านนี้
อาจชอบไม่ชอบบางอย่างไม่ตรงกัน แต่อย่าเพิ่งตีกัน  ลำดับความสำคัญให้ดี เรื่องสำคัญสุดตอนนี้คือ การสกัด ส้ม-แดง-เทา

หมายเหตุ ที่ไม่ได้พูดถึงพรรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคพวกล้มเจ้าและหลานอัลเคิล ไม่ไช่เพราะไม่ชอบพรรคเหล่านั้น

กกต.สั่งเชือด 16 คลิป เพจแม่แนน น้องสมาร์ท เปิดเหตุผลให้ลบวิดีโอ ปมบิดเบือนประชามติ

กกต.สั่งเชือด 16 คลิป เพจแม่แนน น้องสมาร์ท เปิดเหตุผลให้ลบวิดีโอ ปมบิดเบือนประชามติ

กกต.สั่งเชือด 16 คลิป เพจแม่แนน น้องสมาร์ท เปิดเหตุผลให้ลบวิดีโอ ปมบิดเบือนประชามติ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.39 น.

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่กรณีมีคำสั่งลบคลิปวิดีโอจากเพจ “แม่แนน น้องสมาร์ท” ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ประชาสัมพันธ์กรณีกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีคำสั่งลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลง ภาพ ข้อความ และวิดีโอ ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 16 เรื่อง ที่อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนกฎหมายตามที่คณะทำงานติดตามเกี่ยวกับการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-War Room) เสนอ ซึ่งวิดีโอที่กรรมการการเลือกตั้งได้มีคำสั่งลบ เป็นคลิปวิดีโอจากเพจ “แม่แนน น้องสมาร์ท” โดยมีการนำเสนอเนื้อหาบางส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติที่ไม่ถูกต้อง

โดยการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 77 (5) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอันเป็นเท็จ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้ และมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถือเป็นความผิดอันยอมความได้ (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444
 

เทพไท ซัดยับ นโยบาย แจกเงินล้าน เพื่อไทย แค่ขายฝัน ไม่ยั่งยืน ซื้อเสียงล่วงหน้า

เทพไท ซัดยับ นโยบาย แจกเงินล้าน เพื่อไทย แค่ขายฝัน ไม่ยั่งยืน ซื้อเสียงล่วงหน้า

เทพไท ซัดยับ นโยบาย แจกเงินล้าน เพื่อไทย แค่ขายฝัน ไม่ยั่งยืน ซื้อเสียงล่วงหน้า

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.24 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า แจกเงินล้าน นโยบายขายฝัน ไม่ยั่งยืน

หลังจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาประกาศนโยบายเศรษฐีพันล้านวันละ9คน โดยเน้นสาระสำคัญเป็นการแจกเงินให้กับประชาชนแบบสุ่ม คนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน มีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้อย่างกว้างขวางว่า เป็นนโยบายประชานิยม เป็นนโยบายใช้เงินของรัฐบาล หรือเงินที่มาจากภาษีของประชาชนซื้อเสียงล่วงหน้า 

ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยมีนโยบายประชานิยมแบบนี้มาแล้วในการเลือกตั้งปี 2566 คือการแจกเงินดิจิทัลวอลแลต คนละ 10,000 บาทให้กับทุกคนที่อายุ 16 ปีขึ้นไป เป็นการนำเงินภาษีของประชาชน และงบประมาณแผ่นดิน มาแจกให้กับประชาชน ถือว่าเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้าเช่นเดียวกัน และเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่สามารถผลักดันนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลแลต คนละ 10,000 บาทให้ประสบความสำเร็จได้ ถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 

เมื่อผลการเลือกตั้งผ่านไป นโยบายก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่ประกาศไว้ในการเลือกตั้ง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นการนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาซื้อเสียง เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นเรื่องที่กกต.ควรจะทบทวนและตรวจสอบ ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ผ่านมาแล้ว กกต.ก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หลอกลวงประชาชน เอาเงินภาษี งบประมาณแผ่นดินมาซื้อเสียงล่วงหน้า 

การผลักดันนโยบายประชานิยม หรือนโยบายซื้อเสียงล่วงหน้า เป็นนโยบายชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่นโยบายที่ยั่งยืน ถ้าหากว่ารัฐบาลชุดใดก็ตาม จะทำนโยบายประชานิยมแบบยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของประชาชน ก็สามารถทำได้โดยไม่มีใครคัดค้าน เห็นได้ว่านโยบายประชานิยมหรือนโยบายรัฐสวัสดิการสำคัญในอดีต ได้รับการต่อยอดและผลักดันจากรัฐบาลชุดต่อมาอย่างเห็นได้ชัด คือ

1.นโยบายแจกเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01 แม้ว่าจะมีปัญหาอยู่บ้างในช่วงเริ่มต้นของโครงการสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่โครงการนี้ก็ไม่ได้ยกเลิก พัฒนาปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนล่าสุดพรรคการเมืองทุกพรรค ก็พยายามผลักดันเรื่องจะนำที่สปก. มาออกเป็นโฉนดให้กับประชาชน

2.เรื่องนโยบายกองทุนกยศ.หรือกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นโครงการที่ช่วยนักเรียน-นักศึกษาฐานะยากจนแบบยั่งยืน จนรัฐบาลชุดต่อมาได้ต่อยอด เพิ่มวงเงินงบประมาณ มีเงื่อนไขช่วยเหลือนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจนเรียนจบในการใช้หนี้คืน

3.นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งได้พัฒนาจากจำนวนผู้สูงอายุหมู่หมู่บ้านละ5คน ได้รับเงินคนละ 200 บาทในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย มาเป็น 500 บาทและได้รับกันอย่างถ้วนหน้า ในสมัยรัฐบาลในอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และปัจจุบันมีการต่อยอดจากรัฐบาลชุดต่อมา เป็นแบบขั้นบันได และยังเป็นนโยบายที่ทุกพรรคใช่หาเสียงเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย

4.นโยบายค่าตอบแทนอสม. ซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเช่นกัน จนถึงบัดนี้อสม.ได้รับการยอมรับ และได้ออกพรบ.อสม.แห่งชาติ เพื่อรองรับองค์กร อสม. และมีการเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการเพิ่มขึ้นด้วย

5.โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เริ่มต้นในรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร มีการต่อยอดมาทุกรัฐบาล มาเป็นบัตรประชาชนหนึ่งใบรักษาทุกโรค จนถึงโครงการบัตรทอง ถือว่าเป็นการต่อยอดจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค

6.โครงการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ ที่เริ่มในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนบัดนี้นโยบายพรรคการเมืองทุกพรรค ที่เน้นเรื่องการการศึกษาเป็นสำคัญ และมีการประกาศนโยบายการเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาตรี

ทั้งหมดนี้ก็คือโครงการที่เรียกว่า รัฐสวัสดิการหรือโครงการประชานิยมแบบยั่งยืน ก็เป็นโครงการหรือนโยบายที่เป็นที่ยอมรับ ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับงบประมาณแผ่นดิน หรือระบบประชานิยมเลย ซึ่งต่างกับนโยบายที่พรรคเพื่อไทยกำลังนำเสนออยู่ในขณะนี้ 

การแจกเงินให้กับประชาชนวันละ9คน คนละ1ล้านบาท เป็นการผลักดันนโยบายที่คิดไม่รอบคอบ ถือว่าเป็นนโยบายหลอกลวงประชาชน เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า ซึ่งกกต.ต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=322&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Freel%2F2095008241256682%2F&show_text=false&width=560&t=0

กวาดเรียบ! นิด้าโพลชี้คนนครศรีธรรมราช หนุนอภิสิทธิ์ นั่งนายกฯ นำขาดทั้งคนทั้งพรรค

กวาดเรียบ! นิด้าโพลชี้คนนครศรีธรรมราช หนุนอภิสิทธิ์ นั่งนายกฯ นำขาดทั้งคนทั้งพรรค

กวาดเรียบ! นิด้าโพลชี้คนนครศรีธรรมราช หนุนอภิสิทธิ์ นั่งนายกฯ นำขาดทั้งคนทั้งพรรค

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.05 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนนครศรีธรรมราช” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19 – 21 มกราคม 2569 จากประชาชน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี 69 ของคนจังหวัดนครศรีธรรมราช การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล”สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนนครศรีธรรมราชจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 51.45 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 2 ร้อยละ 16.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 14.34 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ(พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 10.50 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 5 ร้อยละ 1.78 ระบุว่าเป็นพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) ร้อยละ 5.34 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค(พรรครวมไทยสร้างชาติ) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล (พรรคปวงชนไทย)นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย) พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับพรรคการเมืองที่คนนครศรีธรรมราชมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 51.08 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 2 ร้อยละ 16.87 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.18 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 4 ร้อยละ 8.43 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 5 ร้อยละ 2.25 ระบุว่าเป็นพรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 1.41 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.31 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 3.00 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคโอกาสใหม่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเสรีรวมไทย พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยสร้างไทย พรรคกรีน และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนนครศรีธรรมราชมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 53.70 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 2 ร้อยละ 16.31 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.93 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 4 ร้อยละ 6.95 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 5 ร้อยละ 1.87 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 1.59 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.28 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคทางเลือกใหม่ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยตัวอย่าง ร้อยละ 48.92 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.08 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.78 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.81 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.37 อายุ 36-45 ปี  ร้อยละ 25.96 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 27.08 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 94.75 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.97 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.28 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 31.68 สถานภาพโสด ร้อยละ 66.45 สมรส และร้อยละ 1.87 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.28 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 20.62 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 34.96 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.53 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 32.43 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 3.18 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.88 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 12.65 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.74 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 17.34 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.68 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.37 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 5.34 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 19.40 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.16 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 16.12

รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 35.52 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.62

รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.62 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 1.78

รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 0.85 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.28

รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.28 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.37

ไม่ระบุรายได้