แอ๊ด คาราบาว คืนสังเวียนการเมือง! ปล่อยเพลงใหม่ ธรรมาธิปไตย เตือนสติคนไทยอย่าเชื่อแค่คำหวาน

แอ๊ด คาราบาว คืนสังเวียนการเมือง! ปล่อยเพลงใหม่ ธรรมาธิปไตย เตือนสติคนไทยอย่าเชื่อแค่คำหวาน

แอ๊ด คาราบาว คืนสังเวียนการเมือง! ปล่อยเพลงใหม่ ธรรมาธิปไตย เตือนสติคนไทยอย่าเชื่อแค่คำหวาน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.47 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 ศิลปินเพื่อชีวิตชื่อดัง “ยืนยง โอภากุล” หรือ “แอ๊ด คาราบาว” ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก “Add Bao” ระบุว่า  ผมเคยบอกว่าจะไม่ยุ่งการเมืองแล้ว แต่พอเห็นความเป็นไปของบ้านเมืองก็อดห่วงไม่ได้ เลยต้องแต่งเพลง “ธรรมาธิปไตย” ขึ้นมา ธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบการปกครอง แต่เป็นแนวคิดจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าประเทศคุณจะปกครองด้วยระบอบอะไรก็ตามต้องมีธรรมาธิปไตยกำกับควบคู่ไปด้วย สังคมถึงจะเจริญก้าวหน้าและผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ธรรมาธิปไตยคืออะไร

คำว่า ธรรมาธิปไตย แยกได้เป็น
 • ธรรม = ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม หลักศีลธรรม
 • อธิปไตย = อำนาจสูงสุดในการตัดสินใจหรือปกครอง

ดังนั้น

ธรรมาธิปไตย หมายถึง การใช้อำนาจหรือการตัดสินใจโดยยึด “ธรรม” เป็นใหญ่

ไม่ใช่ยึดคนเป็นใหญ่ หรือเสียงข้างมากเป็นใหญ่โดยปราศจากศีลธรรม ถึงเวลาหรือยังที่คนไทยจะตระหนักถึงสิ่งนี้ ตัดกิเลส ตัณหาส่วนตนออกไป ไม่ต้องไปเชื่อคำหวานๆของนักการเมืองที่มันเป็นไปไม่ได้ จงเชื่อมั่น“ในธรรม”ก่อนหย่อนบัตรครับ…..พี่น้อง

สรยุทธ พลาด แชร์เฟคนิวส์ รีบแก้ข่าว พิพัฒน์ นั่งเฟิร์สคลาส

สรยุทธ พลาด แชร์เฟคนิวส์ รีบแก้ข่าว พิพัฒน์ นั่งเฟิร์สคลาส

สรยุทธ พลาด แชร์เฟคนิวส์ รีบแก้ข่าว พิพัฒน์ นั่งเฟิร์สคลาส

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.29 น.

จากรณีที่ ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ออกมาโพสต์กล่าวหา นาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม นั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาสไปดูงานเมืองนอกนั้น แม้กระทั่งตัว สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดังยังออกมาพูดถึงกรณีนี้กลางรายการข่าว จนเมื่อโลกออนไลน์มีการแชร์และโพสต์กันขึ้นมาว่า ข่าวนั้นไม่เป็นความจริง อีกทั้งตัวของนาย พิพัฒน์ ที่ถูกกล่าวหาก็ออกมาคอมเมนต์ในเพจดังชี้แจงเรื่องดังกล่าว จนเกิดกระแสสังคมบนโลกออนไลน์ตีกลับ ทำเอา ไอซ์ รักชนก ต้องแก้ไขโพสต์ของตัวเอง และนาย พิพัฒน์ ได้เข้าไปคอมเมนต์แสดงความขอบคุณที่แก้ไขโพสต์กล่าวหาตนเอง ก่อนที่ในเวลาต่อมา ไอซ์ รักชนก จะลบโพสต์นั้นออกไปจากโลกออนไลน์ ในขณะที่ชาวเน็ตต่างก็เชียร์ให้รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ฟ้องกลับ

ล่าสุดวานนี้ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 สรยุทธ สุทัศนะจินดา โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวกับคำชี้แจงของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถึงกรณีดังกล่าว ว่า “คุณพิพัฒน์ เคยมาออก ‘คุยนอกจอ’ ยืนยันว่า ไม่เคยใช้เฟิร์สคลาส แม้จะเป็นสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งตำแหน่งทางราชการ มีระบุไว้ว่าระดับไหน ใช้เฟิร์สคลาสได้ ซึ่งถ้ามีการใช้ในการบินดูงาน ก็ต้องไปเทียบเคียงกับกฎหมายดังกล่าว วันที่ 26 ม.ค.69 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม โพสต์

สรยุทธ สุทัศนะจินดา

“จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับผมออกสู่สาธารณชน ผมขอชี้แจงความจริงว่า ในการเดินทางไปประชุมต่างๆ ผมเลือกที่จะนั่งบิสซิเนสคลาสเท่านั้น และยึดหลักการใช้เงินกองทุนฯ อย่างประหยัดและเท่าที่จำเป็นมาโดยตลอด เพราะเป็นเงินของผู้ประกันตนที่ต้องนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทุกท่าน ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน รวมถึงเพจต่างๆที่ได้ช่วยกันยืนอยู่ข้างความจริงและความถูกต้อง กำลังใจและความไว้วางใจที่ได้รับจากท่านมีความหมายอย่างยิ่ง และเป็นพลังให้ผมเดินหน้าทำงานต่อไป

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความรับผิดชอบของผู้เผยแพร่ข้อมูล การตรวจสอบข้อมูลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง การไม่บิดเบือน กล่าวหาผู้อื่นโดยขาดจิตสำนึกและความเป็นธรรม ผมขอฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ใช้วิจารณญาณก่อนเชื่อหรือแชร์ข้อมูลจากผู้เผยแพร่เหล่านี้ที่กระทำผิดซ้ำๆอยู่ตลอดเวลา

สรยุทธ สุทัศนะจินดา

ผมขอยืนยันว่าจะยังคงทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไปครับ”

ขณะเดียวกัน คณะทำงานฯ ของนายพิพัฒน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายพิพัฒน์ เข้าทำงานที่กระทรวงแรงงาน วันที่ 7 กันยายน 2566 แต่ทริปที่มีการออกมาแฉนั้น คือ ทริปในห้วงวันที่ 16-22 สิงหาคม 2566″

สรยุทธ สุทัศนะจินดา
สรยุทธ สุทัศนะจินดา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว, เฟซบุ๊ก พิพัฒน์ รัชกิจประการ Phiphat Ratchakitprakarn} อินสตาแกรม sorrayuth9111

เพื่อไทย ร่อนแถลงการณ์ ‘สจ.เนย์’ เคยเป็นสมาชิกพรรคจริง แต่ปัจจุบันลาออกแล้ว

เพื่อไทย ร่อนแถลงการณ์ ‘สจ.เนย์’ เคยเป็นสมาชิกพรรคจริง แต่ปัจจุบันลาออกแล้ว

เพื่อไทย ร่อนแถลงการณ์ ‘สจ.เนย์’ เคยเป็นสมาชิกพรรคจริง แต่ปัจจุบันลาออกแล้ว

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.27 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก พรรคเพื่อไทย ชี้แจงกรณีการออกหมายจับนักการเมืองท้องถิ่นมีส่วนเกี่ยวข้องเว็บพนัน โดยระบุว่า คำชี้แจงกรณีการออกหมายจับนักการเมืองท้องถิ่นมีส่วนเกี่ยวข้องเว็บพนัน

พรรคเพื่อไทยขอชี้แจงต่อสาธารณชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และยุติการเชื่อมโยงที่คลาดเคลื่อน ในกรณีของนายปฐนัญ จันดอน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน โดยมีข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

1) พรรคเพื่อไทยได้ตรวจสอบแล้วพบว่า บุคคลดังกล่าวเคยเป็นสมาชิกพรรคจริง ทั้งนี้ กระบวนการรับสมัครสมาชิกพรรคเป็นไปตามหลักการเปิดกว้าง และเป็นไปตามกฎหมาย โดยพรรคพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครจากข้อเท็จจริง ณ วันที่สมัคร เมื่อไม่ปรากฏคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมายและข้อบังคับพรรค และให้การรับรองตนเองแล้ว บุคคลดังกล่าวจึงมีสิทธิในการเข้าเป็นสมาชิกพรรค 

2) กรณีที่ปรากฏภาพบุคคลดังกล่าวลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยสวมใส่เสื้อหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย สมาชิกพรรคสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นผู้มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคจริงในขณะนั้น ซึ่งเป็นการสมัครรับเลือกตั้งในฐานะสมาชิก ไม่ได้ลงสมัครในนามพรรคแต่อย่างใด

3) ในส่วนของสถานะปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยได้ตรวจสอบแล้วพบว่า บุคคลดังกล่าวได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคก่อนหน้านี้ โดยพรรคไม่ได้รับแจ้งเหตุผลในการลาออก และบุคคลดังกล่าวไม่มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคอีกต่อไป

4) พรรคเพื่อไทยขอยืนยันจุดยืนว่า พรรคให้ความสำคัญสูงสุดต่อความถูกต้อง โปร่งใส และความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นกับบุคคลที่ยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรค พรรคจะไม่เพิกเฉย โดยจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น รอบด้าน และตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคม ไม่ปกป้องหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้ใด พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายอย่างแน่นอน

26 มกราคม 2569

ผลิตสื่อโดย พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้

ปลด‘หมอสุภัทร’จริง สธ.ยันไม่ได้แกล้ง ชี้ยังยื่นอุทธรณ์ได้

ปลด‘หมอสุภัทร’จริง สธ.ยันไม่ได้แกล้ง ชี้ยังยื่นอุทธรณ์ได้

ปลด‘หมอสุภัทร’จริง สธ.ยันไม่ได้แกล้ง ชี้ยังยื่นอุทธรณ์ได้

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปลด‘หมอสุภัทร’จริง สธ.ยันไม่ได้แกล้ง ชี้ยังยื่นอุทธรณ์ได้ เจ้าตัวโวยถูกตัดขา

หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ”ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน เชื่อโดนเตะตัดขาโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง หลังทวงเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมให้คน จนถูกอ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุขมีมติให้ ‘ปลดออกจากราชการ’ย้อนหลังปมจัดซื้อATKด้าน‘รมว.สาธารณสุข’ยันเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไม่มีแทรก ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ“เปิดความจริง ยุทธการเตะตัดขา ไม่ให้ผมเข้าสภา”โดย นพ.สุภัทรระบุว่า เมื่อวานเดินหาเสียงอยู่เช่นทุกวัน มีโทรศัพท์เข้ามาถี่ๆ บอกว่าหมอรู้ข่าวยัง “กระทรวงฟันหมอแล้ว” ผมเดินหาเสียงจนเสร็จตามแผน แล้วมาอ่านข่าว “ผมก็รู้จากข่าวนี่แหละ” “ค่ำๆจึงได้เช็คข่าว ถึงชัดว่า ถูกจัดเต็ม”

พอผมกับธนาธรทวงเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมหลังละ 49,500 บาท ให้คนหาดใหญ่ที่ยังไม่มีใครได้เลยแม้แต่หลังเดียว จากที่เคยบอกว่า “รักผมจะตาย” เกิดหงุดหงิดอย่างหนัก

เริ่มต้นด้วยการแทรกวาระประชุม 22 มกราคม 2569 เข้ามาวาระแทรกนี่แหละ คือ ความไม่เป็นธรรม เอกสารแจกในที่ประชุมมีเพียงเอกสารสรุปผลโดยย่อที่กรรมการสอบวินัยสรุปมา โดยที่คณะกรรมการทั้ง 7 คนไม่มีใครได้เห็นเอกสารฉบับเต็ม ทั้งข้อกล่าวหา เอกสารตอบชี้แจงของผม และเอกสารประกอบอื่นใด

ในที่สุดที่ประชุมมีมติ 3:3โดยมีกรรมการที่ยังเป็นข้าราชการ สธ. 3ท่าน จำต้องลงมติว่าให้ปลดออก แต่กรรมการอีก 3ท่านที่เป็นคนนอก สธ.คือผู้ทรงคุณวุฒิจาก กพ.ผู้ทรงด้านบริหารจัดการ และผู้ทรงด้านกำลังคน ลงมติ ไม่เห็นด้วยกับการปลดออก ประธาน คือ รัฐมนตรีจากภูมิใจไทยจึงยกมือให้ปลดออกด้วย มติจึงเป็น4:3ในที่สุด

“ถ้าถูกปลดออกจากราชการ จะทำให้ผมเข้าข่ายอาจขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (8) คุณสมบัติต้องห้าม เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ แปลว่า ถ้าทำสำเร็จ ผมก็ล้มคะมำ จะถูกตัดสิทธิการเป็นผู้สมัครผู้แทน (แม้จะยังไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายขั้นตอนตามกระบวนการตามกฎหมาย)

แต่ในบรรดากรรมการฝั่งข้าราชการที่ยกมือให้ปลดผมจากราชการนั้น มีท่านหนึ่งที่ไปราชการที่ตรัง ได้เข้าประชุมทางออนไลน์ เหมือนจำใจต้องเข้าประชุม เพราะมิเช่นนั้น มติปลดจะไม่สำเร็จ

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก กพ.ทนดูความอยุติธรรมไม่ไหว จึงแจ้งที่ประชุมว่า ขอนำเรื่องนี้ไปพิจารณาในคณะกรรมการของ กพ.ใหญ่แทน ทำให้ที่ประชุม อกพ.สธ. ไม่สามารถมีข้อสรุปได้

โดยสรุป ตอนนี้ผมยังเป็นผู้สมัคร สส.เช่นเดิม ยุทธการเตะตัดขาเกือบสำเร็จ แม้ที่ประชุมมีมติ 4:3 ปลดผมออกจากราชการจริง แต่สุดท้ายยังไม่สามารถปลดผมออกจากราชการได้ เพราะ ผู้แทน กพ.ขอนำเรื่องไปพิจารณาในกรรมการใหญ่อีกชุดที่เป็นธรรมกว่า

สำหรับผม นี่คือ แผนสกัดไม่ให้ผมเข้าสภาอย่างแน่นอน เพราะกระแสผมมาแรงมาก และตัดโอกาสผมในการเข้าไปปัดกวาดการเมืองสีเทาใน สธ. จึงจัดยุทธการเตะตัดขา หวังทำให้ผมขาดคุณสมบัติลง สส.

“ผมยืนยัน คนเปิดเกมส์นี้คิดผิดแน่นอน ผมยิ่งมุ่งมั่น ยิ่งเดินเต็มที่เพื่อหาเสียง พี่น้องชาวหาดใหญ่ล้วนมีความรู้ เข้าใจความจริง คนหาดใหญ่และคนไทยทั้งประเทศรักความเป็นธรรม การใช้วิชามารแบบนี้ ทำให้กระแสสีส้มยิ่งแรงขึ้นทั้งพรรคและผู้สมัคร ผมเปิดปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง ช่วงโควิดระบาดหนักในปี 2564 มาถูกสอบวินัยในปี 2566 หลังผมค้านนโยบายกัญชาเสรี แล้วมาชี้ขาดในปี 2569 เพียง 15 วันก่อนเลือกตั้ง ช่างประจวบเหมาะเกินไปไหม?

ผมขอไปเดินหาเสียงต่อก่อนนะครับพี่น้อง พลิกวิกฤตเป็นโอกาส กาส้มไปล้มเทา ผมยิ่งมั่นใจ คนเขต 2 สงขลา เลือกกาหมอสุภัทรเบอร์ 5 และพรรคประชาชนเบอร์ 46 กาเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเลือกผู้สมัครพรรคประชาชนในเขตของท่าน ช่วยกันให้พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายนะครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็น ประชุมคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ออกจากราชการ จากข้อกล่าวหาจัดซื้อชุดตรวจ ATKในโครงการหมอชนบทบุกกรุงปี 2564 ผิดระเบียบ

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ชี้แจงว่า เป็นไปตามกระบวนการปกติของคณะกรรมการสอบสวนแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่ง อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข ได้พิจารณาเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมฯมีมติตามที่คณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าให้พิจารณา “ปลดออกจากราชการ”โดยเรื่องนี้มีการนำเข้าสู่บอร์ดตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว ซึ่งผู้ถูกร้องสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตามกระบวนการของกฏหมาย

รมว.สาธารณสุข ยืนยันว่า การพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของคณะกรรมการ ไม่มีการแทรกแซงหรือพูดคุยเป็นการส่วนตัว และไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง แม้จะมีการเชื่อมโยงจากการที่ นพ.สุภัทร ลงสมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำสั่งตามขั้นตอนต่อไป

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ระบุว่าเป็นเรื่องในกระทรวงสาธารณสุข ตนไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ตอนนี้มาอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลแล้วไม่ได้อยู่ที่กระทรวง ส่วนเรื่องการทวงถามค่าซ่อมบ้าน มติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ทางกรมโยธาธิการจึงไปดำเนินการต่อในการสำรวจความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายให้ไม่เกิน49,000 บาท แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกหลังจะได้ 49,000 บาทเหมือนกัน แต่จะเป็นการจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นตามเกณฑ์ บางหลังอาจได้หลักพัน บางหลังอาจได้หลักหมื่น หรือแม้กระทั่งหลักร้อย ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่สำนักงานกรมโยธาธิการได้สำรวจในพื้นที่ไว้ ส่วนงบประมาณที่อนุมัติ ก็ได้ส่งและชี้แจงไปยังกกต.แล้วเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่ายืนยันได้หรือไม่ ว่ามติปลดนพ.สุภัทร ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง นายอนุทินกล่าวว่า ต้องไปถามกระทรวงสาธารณสุข ตนยืนยันอะไรไม่ได้ เพราะตนไม่มีข้อมูล พร้อมย้ำว่า “ถ้าหากถามว่ากลั่นแกล้ง ไม่มีหรอกครับ มีแต่คนกลั่นแกล้งผม ผมไม่เคยกลั่นแกล้งใคร”

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“(สถานการณ์ไทย-กัมพูชา) เราต้องพิจารณาจากทุกสิ่งทุกอย่าง และตั้งสมมุติฐานของเรา หากตั้งสมมุติฐานถูกก็เตรียมการถูก หากตั้งสมมุติฐานผิดก็ต้องแก้ไข ดังนั้น จึงต้องเตรียมไว้ทุกกรณี ซึ่งไม่แน่นอน เราอาจจะตั้งสมมุติฐานคลาดเคลื่อนไปก็ได้ แต่ก็ต้องเตรียมแผนรองรับ”

พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ร้องกกต.สอบนโยบายสุ่มแจกเงิน9ล้าน ชงฟัน‘เพื่อไทย’ เข้าข่าย‘สัญญาว่าจะให้’

ร้องกกต.สอบนโยบายสุ่มแจกเงิน9ล้าน ชงฟัน‘เพื่อไทย’ เข้าข่าย‘สัญญาว่าจะให้’

ร้องกกต.สอบนโยบายสุ่มแจกเงิน9ล้าน ชงฟัน‘เพื่อไทย’ เข้าข่าย‘สัญญาว่าจะให้’

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ร้องกกต.สอบนโยบายสุ่มแจกเงิน9ล้าน ชงฟัน‘เพื่อไทย’ เข้าข่าย‘สัญญาว่าจะให้’ TDRIสับรวยแค่บางกลุ่ม ‘กรณ์’ถล่มยับไม่โปร่งใส

อนุทิน”ขอไม่วิจารณ์“ปชน.”หาเสียงเหมือนด้อยค่าทหาร เชื่อปชช.มีข้อมูลตัดสินมั่นใจนโยบาย“ภท.”ดีเหมาะสม-ปฏิบัติได้จริง หลัง พท.ผุด “เศรษฐีเงินล้าน”ด้าน“อภิสิทธิ์”นำทัพลุยชุมพร ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาปากท้อง-ต้านโกง-การเมืองสุจริต ขณะที่’เรืองไกร’ร้องกกต.สอบนโยบายพท.สร้างเศรษฐีเงินล้าน9วัน9คน แจ้งก่อนเลือกตั้ง20วันตามกฎหมายหรือไม่ ระบุโทษปรับ5แสนบาท ปรับเพิ่มวันละ1หมื่นบาท จนกว่าจะทำถูกต้อง’ศรีสุวรรณ’ร้องสอบ เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่

เมื่อวันที่ 26มกราคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการปราศรัยของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ระบุว่า ทหารมีไว้ปกป้องประเทศไม่ใช่ครอบครองประเทศ เหมือนเป็นการด้อยค่าทหารหรือไม่ ตรงนี้มองอย่างไรว่า พี่น้องประชาชนเข้าใจดี แต่เราจะไปวิพากษ์วิจารณ์ความคิดหรือแนวทางของแต่ละพรรคไม่ได้ เขาก็มีความเชื่อของเขาแบบนั้นในแต่ละพรรค ซึ่งเราต้องให้เกียรติกัน ส่วนคนที่จะตัดสินใจอยู่ที่พี่น้องประชาชนที่จะใช้ข่าวสารที่ได้รับมาในการตัดสินใจ

อนุทิน’ยันนโยบาย’ภท.’ดีอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้ช่วยปราศรัยหาเสียง ซึ่งมีคนมาฟังค่อนข้างเยอะกังวลหรือไม่ว่ากระแสส้มจะมาแซงทางโค้งพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวย้อนว่า คุณไม่ดูเวทีภูมิใจไทยที่หนองคาย ก็เยอะนะ เมื่อถามว่าดูเหมือนพรรคประชาชนมั่นใจว่าครั้งนี้จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ นายอนุทิน กล่าวว่า “ทุกคนก็ต้องมั่นใจ ใครจะขึ้นเวทีไปแล้วบอกว่าโอเคเลือกผมนะ ผมจะไปเป็นฝ่ายค้าน” เมื่อถามว่า กระแสพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างไรหลังได้เดินสายขึ้นเวทีปราศรัยต่างจังหวัดหลายจุด นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ดีนะครับ ไปที่ไหนคนก็เดินเข้ามาและบอกขอให้ประสบความสามเจ็ด นายอนุทินกล่าวพร้อมหัวเราะ

เมื่อถามว่าโค้งสุดท้ายจะมีการเสนอนโยบายอะไรใหม่หรือไม่ เพราะพรรคเพื่อไทยมีการเสนอนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ1ล้านบาท นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายเราดีแล้วและปฏิบัติได้ เมื่อถามย้ำว่า จะมีนโยบายอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวร้องเพลงให้ฟังเลย นโยบายดีแล้วเหมาะสมปฏิบัติได้ เป็นที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมไม่ทำให้ประเทศเสียหาย และสามารถที่จะกระตุ้นในมิติทางด้านเศรษฐกิจสังคม ความสุขของพี่น้องประชาชน เมื่อถามว่า มั่นใจว่าไม่มีนโยบายอะไรล่อเป้าที่ทำให้เสียคะแนนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีครับ

ปราศรัยใหญ่สวนลุมฯ30มกราคมนี้

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแม่ทัพสนามเลือกตั้งกทม.พรรค ภท.เปิดเผยว่า วันที่ 30ม.ค.นี้ เวลา 17.30-20.00น.ที่บริเวณสวนลุมพินี หลังพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 พรรคภท.พร้อมผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33เขต จะร่วมกันจัดเวทีปราศรัยใหญ่ เพื่อสื่อสารนโยบายและสร้างความมั่นใจกับประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งสำคัญของการเลือกตั้ง โดยในการปราศรัยครั้งนี้มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะขึ้นเวทีปราศรัยทางการเมืองเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ

อภิสิทธิ์’ลุยชุมพรย้ำแก้ปากท้อง-ต้านโกง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงพื้นที่ จ.ชุมพร ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคปชป.พร้อมคณะ เป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะที่ตลาดนัดท่าแซะ ซึ่งมีพี่น้องประชาชนมารอให้การต้อนรับอย่างมืดฟ้ามัวดิน พร้อมเสียงตะโกน “คิดถึงนายกฯ อภิสิทธิ์”ดังสนั่นตลอดเส้นทาง นายอภิสิทธิ์ กล่าวทักทายพี่น้องชาวท่าแซะบนรถขยายเสียง โดยหยิบยกเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นทันทีที่เดินทางมาถึง โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ในพื้นที่มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเครื่องบินแตะพื้นดินชุมพร ฝนกลับหยุดตกในทันที

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า’ทำไมฝนถึงตกแบบนี้ ผมอธิบายให้ฟังว่า ก่อนผมจะมาแม่พระธรณีเอาน้ำมาไล่พวกเทาไปให้หมดเดี๋ยวฝนก็หยุดเอง ก็หยุดจริงๆครับ”สร้างเสียงฮือฮาและรอยยิ้มให้กับชาวบ้านที่มารอฟังปราศรัยเป็นอย่างมาก ช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้ย้ำถึงเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องกลับมาทำงานรับใช้ประชาชนอีกครั้ง โดยชี้ให้เห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องชาวใต้และคนไทยทั่วประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่มุ่งเน้นแต่เรื่องผลประโยชน์และการทุจริตคอร์รัปชัน โดยยืนยันว่าพรรคพร้อมจะเข้ามาปั๊มหัวใจเศรษฐกิจและคืนความสุจริตให้กับการเมืองไทย

“ขอบคุณสำหรับดอกไม้สำหรับพวงมาลัย ขอบคุณหลายๆ คนที่บอกว่าคิดถึงกัน ขอบคุณทุกคนที่กอด คนชุมพรนี่กอดแรงจริงๆ พี่น้องครับวันนี้ประชาธิปัตย์กลับมาเพราะรู้ว่าพี่น้องที่นี่และพี่น้องคนไทยเดือดร้อน เดือดร้อนจากการที่ประเทศไทยของเราในช่วงที่ผ่านมา เจอกับการเมืองที่มีแต่เรื่องผลประโยชน์ เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น และทำให้เศรษฐกิจปัญหาปากท้องของพี่น้องรุนแรงขึ้น”นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ

ชวน’ลุยอุบลฯปลุกสกัดทุจริตเลือกตั้ง

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อช่วย นายธนพร สมศรี ผู้สมัคร สส. หมายเลข 7 เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายชวนได้พูดคุยกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง นายชวน กล่าวว่า นายธนพรเป็นหนึ่งความหวังสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสาน คนจ.อุบลราชธานี มีความสำคัญกับพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากนายฟอง สิทธิธรรม และนายเลียง ไชยกาล ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ถือเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคน จ.อุบลราชธานี ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์มี สส.ใน จ.อุบลราชธานีและในภาคอีสานมาโดยตลอด แต่หลังจากที่เกิดการย้ายพรรคของอดีต สส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญในพื้นที่นี้เป็นอย่างมาก เพราะเราต้องการยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องภาคอีสานตอนนี้ประเทศมีความเจริญในหลายด้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เป็นที่น่าเสียใจที่การเมืองของไทยกลับถดถอยไปสู่ภาวะของการทุจริตในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสียงหรือการใช้เงินสีเทาเข้ามาในระบบ จึงอยากขอให้คนไทย ร่วมกันตระหนักในปัญหานี้และหยุดยั้ง กระบวนการที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่การเมืองไทยและประเทศชาติกันโดยเร็ว

ยศชนัน’ทัวร์โคราชชูแจกเงินล้าน9คน

เวลา 09.30น.ที่ลานกิจกรรมเอนกประสงค์ หน้าสระใหญ่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย(พท.) เปิดเวทีปราศรัยช่วยหาเสียงให้ นางพัชราวรรณ ภิญโญ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 6 เบอร์1 พรรคเพื่อไทย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เมื่อ นายยศชนัน เดินทางมาถึง ประชาชนได้คล้องพวงมาลัยซาลาเปา พวงมาลัยถั่วกรอบ พวงมาลัยขนมปัง พวงมาลัยกล้วยฉาบ พวงมาลัยดอกจาน โดยชาวบ้านได้คล้องจนล้นคอและเข้ามีบางส่วนเข้าไปในปากของ นายยศชนัน ด้วย

จากนั้น นายยศชนัน ปราศรัย ว่า รอบนี้ตนจะเข้าไปแก้หนี้ทั้งระบบ หากหนี้เสียจะปลดหนี้ให้ผู้สูงอายุ ในวงเงิน 100,000 บาท ส่วนเรื่องดินและปุ๋ย ตนพร้อมรับจบ โดยพรรคจะขอกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ รอบนี้ขอกระตุ้นเพิ่มเติมผ่านนโยบายคนละครึ่ง 70 เปอร์เซ็นต์ของรัฐบาล 30 เปอร์เซ็นต์ของประชาชน อย่างไรก็ตาม เรื่องนโยบายเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ขอแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ให้คนเข้าสู่ระบบฐานภาษีเราจะดูแลสวัสดิการให้กับประชาชน เพื่อเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยจะใช้งบฯไม่เยอะจูงใจคนเข้าระบบ แก้ปัญหาทุจริตทุนเทาอย่างยั่งยืน แก้คอร์รัปชันยั่งยืน และจะทำให้ประเทศมีรายได้สูงขึ้น คนโคราชต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีเลือกพรรคเพื่อไทยเบอร์9 เลือก นางพัชราวรรณ เบอร์1 ให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี

บุกบุรีรัมย์ลั่น’ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่’

เวลา 12.40น.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียงในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่5 ของ นายใหม่ สุขเดชะ (ใหม่ ไอน้ำ) ผู้สมัคร สส.จังหวัดบุรีรัมย์ เขต5 เบอร์1พรรคเพื่อไทย โดยขึ้นรถแห่เดินทางไปยังตลาดพุทไธสง เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน โดยตลอดเส้นทางทั้งสองได้ผลัดกันปราศรัยเสนอนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย และทักทายชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนออกมาโบกมือทักทาย ให้กำลังใจ และบางส่วนได้เดินตามขบวนรถแห่มาจนถึงตลาด เมื่อเดินทางถึงตลาดพุทไธสง นายยศชนัน ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่นำพวงมาลัยมามอบให้ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือแม่ค้าขายผลไม้ได้มอบ”ส้มจิ๊ด”ให้แก่ นายยศชนัน ระหว่างเดินทักทายประชาชน เพื่อเป็นการส่งกำลังใจ

นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลในการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและโอกาสปักธง สส.ว่า ตนคิดว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของถิ่น นี่คือแผ่นดินไทย ในการเลือกตั้งทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ตนตั้งใจมาสื่อสารนโยบายกับพี่น้องประชาชนและเชื่อว่าคนไทยให้โอกาสกันเสมอ ไม่มองว่าใครเป็นคนของใคร แต่จะตัดสินกันที่นโยบาย ประชาชนกำลังรอนโยบายอยู่ ทั้งเรื่องการแก้หนี้นอกระบบ การประกันกำไรสินค้าเกษตร30% รวมถึงเรื่อง 30บาทAIและการพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมทุกที่

เรืองไกร’จี้สอบแจ้งก่อน20วันหรือไม่

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือไปรษณีย์EMS เพื่อขอให้ กกต.ตรวจสอบนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านพรรคเพื่อไทย เป็นการจัดทำนโยบายพรรคที่ได้รายงานต่อ กกต.ก่อนวันเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปไม่น้อยกว่า 20วัน ตามประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ.2568 ข้อ4วรรคสองหรือไม่ หากมีการฝ่าฝืนประกาศฯดังกล่าวจะเข้าข่ายความผิดพรป.พรรคการ เมือง พ.ศ.2560 มาตรา57วรรคสองหรือไม่และจะมีโทษตามมาตรา121หรือไม่ นโยบายนี้ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก จากการแจกรางวัลเงินล้านแก่ผู้โชคดีวันละ9คน เพื่อกระตุ้นประชาชนเข้าระบบภาษีและเศรษฐกิจในระบบ ที่สำคัญตั้งข้อสงสัยว่า พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการรายงานต่อ กกต.ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20วันก่อนวันเลือกตั้ง ส.ส.ตามที่กำหนดใน ประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 ข้อ 4 วรรคสองหรือไม่

หากพรรคเพื่อไทยไม่ได้แจ้งรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนด เช่น วงเงินที่ใช้ ที่มาของเงิน ความคุ้มค่า ประโยชน์ ผลกระทบ พร้อมเรียกร้อ.ห้ กกต.ตรวจสอบว่ากระทำดังกล่าว ซึ่งมีความเสี่ยงอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา57 วรรคสอง ซึ่งหาก กกต.ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบการฝ่าฝืนให้ กกต.สั่งให้ดำเนินการให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา หากไม่ปฏิบัติตามอาจมีความผิดตาม มาตรา 121 มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับเพิ่มวันละ10,000บาท จนกว่าจะดำเนินการถูกต้อง

ศรีฯ’ร้องเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้สอบสวนและไต่สวนพรรคเพื่อไทยในกรณีการหาเสียงโดยนำนโยบายแจกเงินสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ9คน เข้าข่ายหาเสียงสัญญาว่าจะให้ และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการ เมือง อันเข้าข่ายข้อห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ประกอบ พรบ.การพนัน พ.ศ.2478 หรือไม่ สืบเนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งที่ 2 ที่พารากอนเมื่อ 23 ม.ค.69 ที่ผ่านมา โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยได้กล่าวปราศรัยหาเสียงโดยประกาศนโยบายแจกเงินสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม โดย 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่มเกษตรกร 2.กลุ่มคนที่เสียสละเพื่อสาธารณะประโยชน์ 3.กลุ่มผู้สูงอายุ 4. ประชาชนผู้ยื่นภาษี ส่วนกลุ่มที่ 5คือ กลุ่มประชาชนที่จับจ่ายซื้อขายโดยมีใบเสร็จผ่านระบบภาษี ซึ่งคาดว่าจะใช้จ่ายเงินงบประมาณเฉลี่ยปีละ3,240ล้านบาท ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี จะเป็นเงิน 12,960ล้านบาท โดยมีประชาชนถูกสุ่มแจกได้ประโยชน์เพียง12,960คน จากประชากรทั้งประเทศเกือบ 70ล้านคน

สงสัยหาเสียงโดยมอมเมาประชาชน

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า การชูนโยบายหาเสียงดังกล่าวของพรรคเพื่อไทย จึงอาจเข้าข่ายเป็นการหาเสียงโดยมอมเมาประชาชนให้เฟ้อฝันคอยมาลุ้นถูกรางวัลเงินล้านในทุกวัน อันอาจถือได้ว่าเข้าข่าย “สัญญาว่าจะให้” และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ซึ่งเป็นห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส.พ.ศ.2561 ประกอบกับอาจเข้าข่ายเป็นการพนัน ตาม พรบ.การพนัน2478 ซึ่งเป็นข้อห้ามอันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และมีผลกระทบของสังคมส่วนรวม องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนต่อ กกต.เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนและไต่สวนนโยบายดังกล่าว หากพบว่าเป็นข้อห้ามให้ดำเนินการเอาผิดผู้ที่นำนโยบายดังกล่าวไปหาเสียงต่อไป และให้เอาผิดพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนตามมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92(3) ของ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ต่อไปด้วย

จุลพันธ์’โวเปลี่ยนประเทศรายได้สูง

ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวชี้แจงนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท ว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทยและเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายสำหรับการทำให้วิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง โครงการนี้เป็นการจูงใจให้คนเข้าระบบสร้างฐานข้อมูล เพื่อกลับมาสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นในการสร้างแรงจูงใจในทางบวก มากกว่าใช้การบังคับโดยการลงโทษเพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบนโยบายนี้ จึงไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่าแต่เป็นการใช้ความหวังกับการเป็นเศรษฐีเงินล้านเป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนเข้าสู่ฐานระบบข้อมูลรัฐ ด้วยความสมัครใจ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการ สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ที่แข็งแรงเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดการเรื่องสวัสดิการให้แม่นยำ

หาเงินให้รัฐ-ดึงปชช.เข้าระบบภาษี

นายจุลพันธ์ ยังอธิบายว่า นโยบายนี้คือการเปิดโอกาสให้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ทุกวัน วันละ9รางวัล รางวัลละ1ล้านบาท นโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อหาเงินให้รัฐ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน ทำฐานข้อมูลที่เรียกว่าBig Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี และระบบฐานข้อมูลของรัฐ วิธีการคือสุ่มรายชื่อจาก 2กลุ่มหลัก คือ 1.สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จหรือ E-Receipt จำนวน 5 รางวัล เพียงแค่ประชาชนขอใบเสร็จจากร้านค้า โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้ 2.สุ่มจากข้อมูลเลขบัตรประชาชน 4รางวัล แบ่งออกเป็น4กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน,กลุ่มอาสามสมัคร,กลุ่มผู้สูงอายุเกิน60ปีขึ้นไปและกลุ่มประชาชนผู้ยื่นแบบภาษีทุกคน

เก็บภาษีได้2แสนล้าน-แจกแค่3พันล้าน

จุดประสงค์หลักของนโยบาย คือ จูงใจให้คนเข้าระบบภาษี เนื่องจากเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 9 ล้านล้านบาท การที่รัฐไม่สามารถเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ ซึ่งนโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จในต่างประเทศมาแล้วทั้งบราซิลและไต้หวัน สามารถเพิ่มรายได้จากภาษีถึง20% หากนโยบายนี้ช่วยให้การจัดเก็บได้รัฐจะมีรายได้จัดเก็บในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ต่ำกว่า 2แสนล้านบาท ขณะที่ต้นทุนของนโยบายรวมแล้วอยู่ที่ 3พันกว่าล้านบาทเท่านั้น มองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ส่วนการสร้างฐานข้อมูลหรือ Big Data หัวใจสำคัญคือการนำคนเข้าระบบเพื่อสร้างฐานข้อมูล และนำข้อมูลไปต่อยอดนโยบายอื่นให้มีประสิทธิภาพ ข้อมูลรายได้สายอาชีพต่างๆจะช่วยส่งเสริมโครงการคนไทยไร้จน ทำให้รัฐเติมเงินให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ 3,000บาทต่อเดือนได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น การสร้างรัฐบาลดิจิทัลเพื่อแก้คอรัปชั่นจำเป็นต้องมีข้อมูล ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหาเงินให้กับรัฐด้วยซ้ำเป็น การดึงเศรษฐกิจนอกระบบกลับมาเพื่อสร้างรายได้และสวัสดิการที่ยั่งยืนให้ประเทศและเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง

ไม่สร้างหนี้ให้ปชช.-แต่เก็บจัดภาษีเพิ่ม

นโยบายนี้เป็นการสร้างหนี้ให้ประชาชนหรือไม่ เพราะเป็นการไปซื้อสินค้า เพื่อมีสิทธิ์ชิงรางวัลจากใบเสร็จ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขที่เราบอกคือการที่ทำในเรื่องของเศรษฐกิจอยู่ข้างล่างขึ้นมาเป็นข้างบน เพื่อที่รัฐจะสามารถเก็บรายได้จากVat เพิ่มขึ้นได้ และในส่วนของการบริโภคนโยบายนี้ไม่ได้เป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เพราะคนก็ยังจับจ่ายใช้สอยตามปกติเพราะการกระตุ้นการบริโภคจะเป็นนโยบายที่กระตุ้นเติมไปภายหลัง

กรณ์’ชี้พท.แจกเงินเสี่ยงทำไม่ได้จริง

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค หลังจากกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยออกมากล่าวอ้างว่า นโยบายการแจกเงินในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีความคล้ายคลึงกับนโยบายปัจจุบัน โดยระบุว่า เรื่องเช็คช่วยชาติของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่มีข้อสรุปไปนานแล้วในแง่ผลบวกต่อการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2552 เป็นโครงการที่ได้ผลชัดเจนและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับรางวัล Global Finance Minister of the Year แต่วันนี้ มีคนตั้งคำถามว่า ทำไมเช็คช่วยชาติ มีอะไรต่างกับที่เพื่อไทยหาเสียงสุ่มแจกเงินล้านทุกวัน เห็นได้ว่าเป็นความพยายามโต้กลับแบบไม่ทำการบ้านมาเลย นโยบายสุ่มแจกของเพื่อไทย ผู้ได้เงินล้านอาศัยดวง หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยที่จะมีคนไทยเพียง 3,285 คน ที่จะได้รับเงิน หรือคิดเป็น 0.005% ของประชากร ซึ่งในกลุ่มนี้ไม่ได้มีการแยกแยะว่าจะเป็นคนรวยหรือจน ไม่ได้แยกแยะว่าใครเดือดร้อน ใครรวยอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงความโปร่งใสว่า วิธีการสุ่มจะทำอย่างไร ชาวบ้านตาดำๆ จะมีโอกาสได้รางวัลจริงหรือไม่และผมต้องขอเรียนว่า Big Data จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าอยู่ในมือของคนที่คิดวิเคราะห์อะไรไม่เป็น

ยศชนัน ปิดทริปอีสาน ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33

ยศชนัน ปิดทริปอีสาน ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33

ยศชนัน ปิดทริปอีสาน ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“ยศชนัน”ปิดทริปอีสาน ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 เปิดโรดแมป”เพื่อไทยทำได้”พลิกฟื้นประเทศทันที

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 26 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมคณะ ได้เดินทางมาสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางไปตลาดเซฟวัน เพื่อปิดทริปการปราศรัยหาเสียงพื้นที่ภาคอีสานกลาง-ใต้ ในตลอด 3 วันที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ไปแล้ว 9 จังหวัด กว่า 20 จุด

บรรยากาศที่ตลาดเซฟวันมีประชาชนมารอต้อนรับนายยศชนัน และผู้สมัคร สส. นครราชสีมา ทั้ง 16 เขต เนืองแน่นเต็มพื้นที่นับหมื่นคน มีการมอบพวงมาลัยและของดีเมืองโคราช ทั้งหมี่โคราช, มาลัยแคบหมู, น้ำพริกปลาร้า, กุนเชียง, ข้าวตัง และหมูแท่ง นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้เปิดตัวเพลงหาเสียงใหม่ชื่อ “อาจารย์เชน” เป็นครั้งแรก ซึ่งมีจังหวะสนุกสนาน (โจ๊ะ) หวังเจาะฐานเสียงและใช้รณรงค์ในช่วงโค้งสุดท้าย โดยช่วงก่อนขึ้นเวที ประชาชนต่างพากันอุ้ม นายยศชนัน ขึ้นสู่เวทีท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกึกก้อง

นายยศชนัน ขึ้นปราศรัยโดยระบุว่า มาในฐานะลูกหลานคนโคราช และพร้อมแล้วที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของชาวโคราช หลายคนฝากความหวังไว้กับพวกเรา และเรามั่นใจว่าในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะสานฝันของประชาชนให้เป็นจริง โดยขอประกาศสัญญาใจว่า จะขอกวาดที่นั่ง สส. โคราช ยกจังหวัดทั้ง 16 เขต เพื่อให้พรรคเพื่อไทยกลับมาสานต่อนโยบายตั้งแต่สมัยไทยรักไทย ด้วยขุมกำลังที่สมบูรณ์ที่สุด พร้อมทำงานทันทีเพื่อชาวโคราช

“โคราชจะต้องเป็นมหานครแห่งเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และกีฬา ต้องเป็นเมืองสร้างสรรค์และเมืองแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน พรรคเพื่อไทยทำได้และพร้อมสานต่อวิสัยทัศน์นี้”

นายยศชนัน กล่าวต่อถึงปัญหาปากท้องว่า เกษตรกรคือกระดูกสันหลังของชาติ แต่กลับต้องแบกรับภาระหนี้สินเรื้อรัง ตนจึงขอประกาศทำสงครามกับความยากจน และจะล้างหนี้ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นหนี้เกษตรกร หนี้ กยศ. หรือหนี้ครู พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้โคราชกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่พื้นที่ ด้านการคมนาคมขนส่ง มีแผนพัฒนารถรางไฟฟ้าวิ่งในเมืองโคราช ในราคา 10 บาทตลอดสาย ซึ่งได้ศึกษาความเป็นไปได้ไว้แล้ว รวมถึงแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมและการจราจรติดขัดอย่างเป็นระบบ

จากนั้น นายยศชนัน ยังได้เปิดโรดแมป “ไทม์ไลน์นโยบายเพื่อไทยทำได้” ซึ่งจะเริ่มนับหนึ่งทันทีตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยแบ่งระยะการดำเนินงาน ดังนี้

– ทำทันที : ปราบปรามยาเสพติด ยึดทรัพย์ผู้ค้าให้เสร็จใน 6 เดือน และกวาดล้างแหล่งผลิตใน 1 ปี, ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์ พร้อมเยียวยาเหยื่อ, และนโยบายรัฐเป็นลูกค้า SME เพื่อกระจายรายได้สู่รายย่อย

– ภายใน 3 เดือน : โครงการ “คนไทยไร้จน” เติมรายได้ 3,000 บาท/เดือน (ลงทะเบียนใน 3 เดือน จ่ายใน 6 เดือน), สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน, หวยเกษียณ, สานต่อโครงการ SML/กองทุนหมู่บ้าน, รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, และมาตรการล้างหนี้-พักหนี้เกษตรกร-แก้หนี้นอกระบบ

– ภายใน 6 เดือน : ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%, ลดค่าไฟเหลือ 3.70 บาท/หน่วย, สร้าง e-Commerce สัญชาติไทย, โครงการ “เรียนได้งบ จบได้งาน”, ทุน ODOS, 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย AI, ยกระดับเกษตรกรและ SME ด้วย AI, และ Smart City เมืองปลอดอาชญากรรม

– ภายใน 1 ปี : โครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” ขยายโอกาสการมีที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา

นายยศชนัน ย้ำว่า นโยบายทั้งหมดออกแบบมาให้ทำได้จริงและเห็นผลจริง โดยมีหัวใจสำคัญคือการใช้ “รัฐบาลดิจิทัล” เป็นกลไกขับเคลื่อน

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นปราศรัยพาดพิงถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวหาว่าตนปราศรัยไม่พูดเรื่องนโยบาย โดยนายณัฐวุฒิชี้แจงว่าพรรคเพื่อไทยมีการแบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน และยืนยันว่าเพื่อไทยคือพรรคที่สื่อสารนโยบายชัดเจนที่สุด ส่วนกรณีที่นายอนุทินกล่าวว่า “หากเป็นนายกฯ ครบ 4 ปี ประชาชนจะไม่มีที่เก็บเงิน” นั้น ตนฟังแล้วตกใจและตั้งคำถามกลับว่า ประชาชนที่ว่าจะไม่มีที่เก็บเงินนั้นนามสกุลอะไร อยู่จังหวัดไหน ใช่แถวอีสานใต้หรือไม่ พร้อมฝากวาทะเด็ดว่า “ใครจะได้เข้ามาทำงาน ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน แต่อย่าทำให้ทำเนียบรัฐบาล กลายเป็นทำเนียบรับประทาน”

นายณัฐวุฒิ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า ในช่วง 2 เดือนที่คนของ “พรรคหวยสีส้ม” เป็นนายกฯ กลับมีการเร่งงบประมาณโมโตจีพีสูงถึง 4,000 ล้านบาท ในขณะที่คดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง กลับเงียบหายไป ตนนึกว่าพรรคสีส้มจะออกมาตรวจสอบเรื่องฮั้ว สว. ด้วยกัน แต่กลับเงียบกริบ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ใน จ.นครราชสีมา ที่มีลูกหลานตระกูลรัตนเศรษฐ ลงสมัคร สส. กระจายไปทั้งพรรคสีน้ำเงิน พรรคสีส้ม และพรรคผู้กอง ซึ่งน่าสงสัยว่าจะเป็นหลักประกันทางคดีให้กับนายวิรัช รัตนเศรษฐ หรือไม่

ในช่วงท้าย นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชน พาดพิงพรรคเพื่อไทย เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม (ไม่รวม ม.112) ว่า เหตุใดตอนที่พรรคประชาชนทำ MOU ร่วมรัฐบาลกับนายอนุทิน จึงไม่ใช้เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขในการเจรจาต่อรอง และกรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล วิจารณ์ตนว่า “พูดเหมือนใส่เสื้อเหลืองไม่ใช่เสื้อแดง” นั้น ขอยืนยันว่าตนไม่มีวันเดินไปในแนวทางนั้น แต่ขอย้อนถามกลับว่า ตอนที่พรรคประชาชนไปจับมือทำ MOU เพื่อจัดตั้งรัฐบาล เขาเรียกว่าใส่เสื้อสีอะไร

“หลังการเลือกตั้งปี 66 นายปิยบุตรเคยโทรมาขอโทษที่พาดพิงผมในการหาเสียง ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดใจ เพราะถือว่าจบไปแล้ว แต่สำหรับการหาเสียงรอบนี้ หากมีการพาดพิงมาอีก ผมก็พร้อมจะอธิบายให้ชัดเจน” นายณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

ผบ.ทบ.กำชับทหาร วางตัวเป็นกลางทางการเมือง รับเลือกตั้ง-ลงประชามติ รธน.

ผบ.ทบ.กำชับทหาร วางตัวเป็นกลางทางการเมือง รับเลือกตั้ง-ลงประชามติ รธน.

ผบ.ทบ.กำชับทหาร วางตัวเป็นกลางทางการเมือง รับเลือกตั้ง-ลงประชามติ รธน.

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.36 น.

ผบ.ทบ.กำชับทหาร วางตัวเป็นกลางทางการเมือง รับเลือกตั้ง-ลงประชามติ รธน. ย้ำเรื่องสิทธิและหน้าที่ ควบคู่กับการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ครั้งที่ 4/2569 โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ผู้บัญชาการทหารบก ได้ประกอบพิธีมอบรางวัลผลการประเมินการสวนสนามของกองพันสวนสนาม ในพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพบก ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การทหารม้า จังหวัดสระบุรี แก่หน่วยที่มีผลการปฏิบัติยอดเยี่ยม ได้แก่ กองพันทหารช่างที่ 1, กองพันทหารม้าที่ 17 กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์, กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 และกองพันบริการ กองบริการ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ พร้อมกล่าวชื่นชมและขอบคุณทุกหน่วยที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ส่งผลให้การจัดพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้

จากนั้น ที่ประชุมได้รับฟังการสรุปสถานการณ์สำคัญจากหน่วยขึ้นตรงถึงความก้าวหน้าการจัดตั้งหน่วยศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับกองทัพบก (ศสอร.ทบ.) เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านอากาศยานไร้คนขับ รองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ สนับสนุนภารกิจทั้งในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนในได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการรับสมัครทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการโดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ ประจำปี 2569 ซึ่งเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2569 โดยในส่วนของกองทัพบกมีผู้สมัครจำนวน 29,891 คน คิดเป็นร้อยละ 105.9 ของยอดเปิดรับสมัคร ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของเยาวชนที่มีต่อการเข้ารับราชการทหาร ทั้งนี้ จะดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ผ่านการคัดเลือกฯ และยืนยันจำนวนผู้ผ่านการคัดเลือกฯ อีกครั้งในสิ้นเดือนมกราคมนี้

พร้อมกันนี้ กองทัพบกได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามตามคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ทั้งในกลุ่มของทหารกองประจำการที่สมัครใจขอเลื่อนปลดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และกลุ่มของกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งยังมิได้เป็นข้าราชการ โดยจะมีโควตาเพิ่มเติมในการคัดเลือกเข้ารับราชการ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและตอบแทนความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่

ในช่วงท้ายการประชุม ผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวขอบคุณหน่วยขึ้นตรงทุกหน่วยที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง การป้องกันประเทศ และการสนับสนุนภารกิจของกองกำลังป้องกันชายแดน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาค กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รวมถึงศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อาทิ ปัญหาไฟป่าหมอกควัน ภัยความมั่นคงต่างๆ ตลอดจนการสนับสนุนพระราชพิธีและงานสำคัญของชาติอย่างต่อเนื่อง

ด้านการเตรียมความพร้อมกำลังรบ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยดำเนินการฝึกตามวงรอบอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ความสำคัญกับการวางแผน การจัดการฝึก การประเมินผล และการทบทวนบทเรียน พร้อมบริหารทรัพยากร งบประมาณ เวลา และกำลังพลให้สอดคล้องกับภารกิจและระดับความพร้อมรบ รวมทั้งเปิดโอกาสให้หน่วยสามารถริเริ่มพัฒนาแนวทางเสริมสร้างขีดความสามารถของตนเองได้อย่างเหมาะสม

สำหรับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ผู้บัญชาการทหารบกได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชี้แจงและสร้างความเข้าใจแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างถูกต้อง ให้ตระหนักถึงสิทธิ หน้าที่ และการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมส่งเสริมการใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างสุจริตและมีคุณภาพ สอดคล้องกับนโยบายกองทัพบกที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ควบคู่กับการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง การดูแลกำลังพล และการช่วยเหลือประชาชน โดยเน้นย้ำว่ากำลังพลกองทัพบกคือประชาชนคนไทยที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องปฏิบัติหน้าที่พลเมืองที่ดี ดำรงตนด้วยความรับผิดชอบ ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ และร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจและความสามัคคีในสังคม

ไทยก้าวใหม่ ลุยสมุทรปราการ ชูธนู 4 ดอก แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

ไทยก้าวใหม่ ลุยสมุทรปราการ ชูธนู 4 ดอก แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

ไทยก้าวใหม่ ลุยสมุทรปราการ ชูธนู 4 ดอก แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.18 น.

“ไทยก้าวใหม่” ลุยสมุทรปราการ ชู “ธนู 4 ดอก” แก้น้ำท่วมซ้ำซาก-พลิกโฉมการศึกษาเพื่ออนาคต มั่นใจปักธงปากน้ำได้แน่ เชิญชวนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ขอชาวสมุทรปราการเปิดใจเลือกคนใหม่ๆ มีความรู้ความสามารถ มืออาชีพจากพรรคไทยก้าวใหม่ 

26 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น. ที่ตลาดทิพย์นิมิตร อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยแกนนำพรรค ลงพื้นที่ช่วย นายฐาพล ณ น่าน ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 4 (เบอร์ 3) หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก ดร.เอ้ เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในช่วงเย็น โดยได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น มีประชาชน และเยาวชนเข้ามาขอถ่ายภาพและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันจำนวนมาก ดร.เอ้ ยังได้สื่อสารนโยบาย “ธนู 4 ดอก” โดยเน้นย้ำเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่สมุทรปราการด้วยระบบวิศวกรรมที่ทันสมัย และนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอกเพื่อสร้างโอกาสให้ลูกหลานชาวบางพลี

“สมุทรปราการคือหัวใจของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่คนพื้นที่ยังต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วมและค่าครองชีพที่สูง พรรคไทยก้าวใหม่เราไม่ได้มาเพื่อขายฝัน แต่เรามาพร้อมทางออกที่เป็นวิทยาศาสตร์และจับต้องได้จริง ที่สำคัญพวกเรามีความตั้งใจในการแก้ปัญหา และมาเป็นก้าวใหม่ให้กับคนไทยทุกคน” นายสุชัชวีร์ กล่าว

ต่อมาเวลา 19.00 น.  นายสุชัชวีร์ ได้เดินทางต่อไปยัง ตลาดนัดเรือบิน เพื่อช่วย นายชวกร อุบลรัตน์ ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 5 (เบอร์ 7) หาเสียง ซึ่งจุดนี้เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นและคนทำงานจำนวนมาก โดย ดร.เอ้ ได้สื่อสารกับประชาชนโดยเน้นนโยบาย Coding และ AI เป็นภาษาที่สาม รวมถึงการผลักดันภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาที่สองในชีวิตประจำวัน และการแนะนำผู้สมัครให้กับคนในพื้นที่

จากนั้น นายสุชัชวีร์ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พรรคไทยก้าวใหม่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความตั้งใจ ความพร้อม และศักยภาพของสมาชิกพรรคคนสำคัญ และการได้รับโอกาสจากประชาชน ที่เริ่มเข้าใจอุดมการณ์ของพรรคที่เน้นการใช้ความรู้และการศึกษาเป็นตัวนำประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่สมุทรปราการที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิต โดยบอกว่า บ้านของตนเองก็อยู่ในโซนนี้ และรับรู้ถึงปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากมานาน พรรคไทยก้าวใหม่ขออาสาหยุดน้ำท่วมซ้ำซากด้วยการแก้ครั้งเดียวจบ พร้อมทั้งขอโอกาสให้ไทยก้าวใหม่ได้เข้ามาทำงานส่วนนี้เพื่อชาวสมุทรปราการ

“ถ้าเกิดท่านยังเลือกเหมือนเดิม เลือกคนเดิม เหมือนปะผุประเทศครับ มันเหมือนเครนที่ถล่มเนี่ย เครนมันผุก็มาทาสีใหม่ สุดท้ายมันรอวันถล่มครับ เปิดใจเลือกคนใหม่ๆ คนมีความรู้ความสามารถ คนมืออาชีพ อย่างพรรคไทยก้าวใหม่ครับ และขอเชิญชวนประชาชนที่มีสิทธิทุกท่านไปใช้สิทธิลงคะแนนทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้าสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนไว้ และเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 8 ก.พ.นี้” นายสุชัชวีร์ กล่าว

พิธา มาแล้ว! ขอชาวระยองกาเพื่ออนาคตของลูกหลาน กาให้ ปชน.ทั้งสองใบ

พิธา มาแล้ว! ขอชาวระยองกาเพื่ออนาคตของลูกหลาน กาให้ ปชน.ทั้งสองใบ

พิธา มาแล้ว! ขอชาวระยองกาเพื่ออนาคตของลูกหลาน กาให้ ปชน.ทั้งสองใบ

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.05 น.

“พิธา”มาแล้ว! ขอชาวระยองกาเพื่ออนาคตของลูกหลาน กาให้พรรคประชาชนทั้งสองใบ ให้พรรคประชาชนได้เป็น สส.ยกจังหวัดอีกครั้ง เพื่อส่ง”เท้ง ณัฐพงษ์”เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) ลงพื้นที่ จ.ระยอง ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน โดยได้เริ่มพบปะประชาชนและปราศรัยที่ลานน้ำพุ สตาร์พลาซ่า ในช่วงบ่าย ตามด้วยตลาดมาบยางพร 23 ในช่วงเย็น

นายพิธา กล่าวว่า ครั้งที่แล้วพี่น้องประชาชนให้คะแนนกับอดีตพรรคก้าวไกล ใน จ.ระยอง มากกว่า 230,000 คะแนน เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศไทยแล้ว ขอบคุณพ่อแม่พี่น้องที่ส่ง สส. 5 คน 5 เขต ยกจังหวัดเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชน โดยครั้งนี้ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ เรามีนัดกันอีกครั้งหนึ่ง ขอให้กาทั้งเบอร์ สส.บัญชีรายชื่อ และ สส.แบบแบ่งเขต จากพรรคประชาชนทั้งสองใบ เพื่อส่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เข้าทำเนียบรัฐบาล

นายพิธา กล่าวว่า มีเรื่องสำคัญที่เราจะต้องผลักดันต่อร่วมกัน นั่นก็คือการทำงานอย่างไร้รอยต่อของ สส.เขต ของ สส.บัญชีรายชื่อ การทำงานของกระทรวง 3 แห่งที่ส่งผลต่อระยองอย่างมีนัยสำคัญแบ่งได้เป็น 3 กระทรวง หนึ่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พี่น้องชาวระยองสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศไทยมาเป็นเวลานานแล้ว แลกด้วยสุขภาพของท่าน แลกด้วยสิ่งแวดล้อมของท่าน ควรมีการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สอง กระทรวงอุตสาหกรรม พี่น้องประชาชนที่นี่ถูกจัดว่าเป็นจังหวัดที่รวยที่สุดในประเทศไทย แต่สิ่งที่เกิดกับเด็กแรกเกิดในระยองนั้น แย่ที่สุดในประเทศไทย ทารกแรกเกิดใหม่ น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ แย่ที่สุดในประเทศไทย 3 อันดับแรกอยู่ที่จังหวัดนี้ ลูกหลานของเราที่อายุ 0 – 5 ขวบ มีพัฒนาการต่ำที่สุดในประเทศไทย อุบัติเหตุที่มาจากการเดินทางออกจากโรงงาน เข้าโรงงาน อันดับที่แย่ที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่ระยอง

สาม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งสามกระทรวงนี้มีผลต่อการแก้ปัญหาให้เกิดความสมดุลระหว่างโครงสร้างเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตชาวระยอง

นายพิธา กล่าวต่อไปว่า ครั้งที่แล้วตนเชื่อว่าชาวระยองเลือกก้าวไกลเพื่ออนาคตของตนเอง แต่คราวนี้ คือการเลือกเพื่ออนาคตของลูกหลานท่าน อย่าให้เงินไม่กี่พันมาซื้อศักดิ์ศรีของพี่น้องชาวระยองไป เพราะเรากำลังซื้ออนาคตให้กับลูกหลานของเรา

วันนี้วันที่ 26 มกราคม เมื่อวานวันที่ 25 มกราคม ครบรอบ 4 ปี น้ำมันรั่วที่หาดแม่รำพึง ถ้าย้อนหลังกันไป 10 กว่าปี น้ำมันรั่วที่อ่าวพร้าว พวกเราไม่เคยลืม นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ สส.เขตของท่านทั้ง 5 คน บางคนก็ดูเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม บางคนก็ดูเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.โรงงาน บางคนก็ดูเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.PRTR เพื่อที่จะดูแลสวัสดิการและสิ่งแวดล้อมของท่าน ดูแลลูกหลานของท่านให้สามารถที่จะลืมตาอ้าปากได้

ทุกคนคือแรงงาน ไม่ว่าท่านจะเป็นมาตรา 33 มาตรา 39 มาตรา 40 ประกันสังคมในประเทศไทยต้องโปร่งใส และมีความเป็นมืออาชีพ และแยกออกจากการเมือง แรงงานทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ระยอง จะสามารถลืมตาอ้าปากได้ มีประกันสังคมที่จ่ายอย่างเป็นธรรม ขยายการดูแลทุกด้าน มีบำนาญตอนแก่ ทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี สามารถให้ลูกหลานของเราโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพ มีสวัสดิการดี

จังหวัดระยอง มีทั้งหมด 5 เขต พรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สส.ครบทุกเขต ดังนี้

– กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล เขต 1 (เบอร์ 1)

– กฤช ศิลปชัย เขต 2 (เบอร์ 1)

– พงศธร ศรเพชรนรินทร์ เขต 3 (เบอร์ 6)

– ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ เขต 4 (เบอร์ 1)

– วัชรพงษ์​ ศิริรักษ์ เขต 5 (เบอร์ 2)

– 006