กกต.ยืนยันสั่งลบคลิปเพจ แม่แนน น้องสมาร์ท เหตุข้อมูลไม่ถูกต้อง

กกต.ยืนยันสั่งลบคลิปเพจ แม่แนน น้องสมาร์ท เหตุข้อมูลไม่ถูกต้อง

กกต.ยืนยันสั่งลบคลิปเพจ แม่แนน น้องสมาร์ท เหตุข้อมูลไม่ถูกต้อง

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.47 น.

กกต. ยืนยันคำสั่งลบคลิปวิดีโอเพจ “แม่แนน น้องสมาร์ท” เหตุเนื้อหาบางส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติไม่ถูกต้อง

26 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณี กกต.มีคำสั่งลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลง ภาพ ข้อความ และวิดีโอ ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 16 เรื่อง ที่อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนกฎหมายตามที่คณะทำงานติดตามเกี่ยวกับการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์เสนอ ซึ่งวิดีโอที่กรรมการการเลือกตั้งได้มีคำสั่งลบ เป็นคลิปวิดีโอจากเพจ “แม่แนน น้องสมาร์ท” โดยมีการนำเสนอเนื้อหาบางส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชา มติที่ไม่ถูกต้อง

โดยการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 77 (5) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอันเป็นเท็จ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปีด้วยก็ได้ และมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถือเป็นความผิดอันยอมความได้

ภูมิใจไทยอ้อนขอชาวกรุง ช่วยเทใจมุมน้ำเงิน ให้โอกาสปักธงแจ้งเกิดใน กทม.

ภูมิใจไทยอ้อนขอชาวกรุง ช่วยเทใจมุมน้ำเงิน ให้โอกาสปักธงแจ้งเกิดใน กทม.

ภูมิใจไทยอ้อนขอชาวกรุง ช่วยเทใจมุมน้ำเงิน ให้โอกาสปักธงแจ้งเกิดใน กทม.

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.46 น.

“ภูมิใจไทย”อ้อนขอชาวกรุง อย่าเสียงแตก ช่วยเทใจให้”มุมน้ำเงิน” ให้โอกาสปักธงแจ้งเกิดใน กทม. ยันบุคลากรมีคุณภาพ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย , น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียง กทม. , น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่ กทม. , นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วย น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตสาทร-ปทุมวัน-ราชเทวี เบอร์ 4 พรรคภูมิใจไทย ที่มัสยิดดารุลฟะละฮ์ และที่ศูนย์เรียนรู้ศาสนาประจำมัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์ (สุเหร่ากองอาสาจาม) โดยมีการเดินพบปะประชาชนตามบ้านภายในชุมชนบ้านครัวเหนือ ขอเสียงสนับสนุนเลือกพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

น.ส.ศุภมาส ให้สัมภาษณ์ถึงการปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 ม.ค.นี้ ที่สวนลุมพินี ว่า เชิญชวนชาวกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง มาร่วมรับฟังการปราศรัยใหญ่ ที่จะมีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจปากท้องนโยบายต่างๆ นำทีมโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งแกนนำของพรรค โดยเฉพาะ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย มาร่วมขึ้นเวทีตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป

น.ส.ศุภมาส กล่าวด้วยว่า ประชาชนจะได้เห็นว่าในช่วงเวลาที่นายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง และถูกใจประชาชนแม้เพียงไม่กี่เดือน โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส ดังนั้น ถ้าเราได้มีโอกาสเข้ามาทำงาน 4 ปี จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยยังไม่เคยมี สส.กรุงเทพฯ เลย ยืนยันว่าเราคัดเลือกบุคลากรที่ล้วนมีคุณภาพ ครั้งนี้ขอโอกาสให้ภูมิใจไทยได้แจ้งเกิดในกรุงเทพฯ ไปรับใช้พี่น้องประชาชน อย่างที่หัวหน้าพรรคได้พูดว่า อย่าไปปันใจให้คนอื่น อย่าให้เสียงแตก ขอให้รวมใจกันที่มุมน้ำเงิน เพื่อให้หัวหน้ามุมน้ำเงิน คือนายอนุทิน

– 006

นายกฯชี้MOU43ไม่ใช่มูลเหตุสู้รบ เทคโนโลยีกำหนดเขตแดนชัดเจน ย้ำยึดแผนที่1:50,000

นายกฯชี้MOU43ไม่ใช่มูลเหตุสู้รบ เทคโนโลยีกำหนดเขตแดนชัดเจน ย้ำยึดแผนที่1:50,000

นายกฯชี้MOU43ไม่ใช่มูลเหตุสู้รบ เทคโนโลยีกำหนดเขตแดนชัดเจน ย้ำยึดแผนที่1:50,000

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.18 น.

นายกฯ ชี้ MOU 43 ไม่ใช่มูลเหตุปัญหาของการสู้รบ – ความขัดแย้ง มอง มีประโยชน์ เหตุ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยกำหนดหลักเขตแดนได้ชัดเจนขึ้น ขอเพียงยอมรับกัน ย้ำไทยยึดแผนที่ 1:50,000 เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดเขตแดน

26 มกราคม 2569 เมื่อเวลาม 18.30 น. โดมสวนกาญจนาภิเษก ร.9 อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ชายแดน อำเภอตาพระยา และบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ว่าครั้งนี้ก็เป็นการลงพื้นที่ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 ครั้งแรกของตน เพราะก่อนหน้านี้มีสถานการณ์ที่ยังไม่เอื้ออำนวย กลัวว่ามาแล้วจะเป็นภาระของผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาความปลอดภัย

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า วันนี้มาเพื่อตรวจเยี่ยมและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน โดยพื้นที่ตอนนี้ก็เหมือนกับพื้นที่ภาคอีสานใต้ คือการดูแลพื้นที่ชายแดนให้กับพวกเราอย่างเต็มที่ ประสิทธิภาพ ความสามารถ ความพร้อมของกำลังพล ในการดูแลพื้นที่ของเรา ทั้งกองทัพบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการที่นายกรัฐมนตรีไปถ่ายภาพคู่กับธงชาติไทยในการลงพื้นที่ทุกจุด มันัยยะอะไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกคนมีความภาคภูมิใจ ในความเป็นไทยอยู่แล้ว เราเจอธงชาติไทยที่ไหนที่โบกสะบัด โดยเฉพาะพื้นที่ที่เรากลับมาควบคุมได้ นำกลับมาคืนสู่ประเทศไทยได้ ทุกคนก็มีความภาคภูมิใจไม่ได้มีนัยยะใดๆ ต่อให้มาคนเดียวก็อยากถ่ายรูปเก็บเอาไว้ เพื่อเป็นความภาคภูมิใจ และกำลังใจให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณากำหนดยุทธการต่างๆ ด้วย ไม่มีนัยยะอื่น

ส่วนจากการลงพื้นที่ในวันนี้มีอะไรน่าเป็นห่วงอยู่อีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ก็คงได้เห็นแล้วว่าเรื่องการเยียวยาพี่น้องประชาชน ที่ประสบสภาวะภัยจากการสู้รบ เราได้ดำเนินการไปเกือบ 100% แล้ว ตอนนี้ก็จะไปต่อยอดถึงการเยียวยาบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และทรัพย์สิน อย่างเช่นสัตว์ที่เลี้ยงไว้และเกิดความเสียหาย ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ และเราก็มีงบประมาณอยู่แล้ว ไม่ต้องไปคิดในเรื่องมาตรการใหม่ใดๆ ซึ่งมีอยู่ในระเบียบของการช่วยเหลือ โดยเราจะระดมความช่วยเหลือต่างๆ และให้ประชาชนมาลงทะเบียน ซึ่งทุกคนที่ได้รับเงินเยียวยาไปมีมากน้อยต่างกัน โดยเฉพาะผู้ที่บาดเจ็บทุพพลภาพหรือเสียชีวิตก็จะได้เงินที่มากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เราเสียไป 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากการลงพื้นที่เห็นหน้างานจริงเป็นอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ถ้าดูหน้างาน และผู้สื่อข่าวก็เห็นพร้อมตนว่า โดยภาพรวมแล้ว พวกเรารู้สึกถึงความปลอดภัยมากที่สุด อย่างน้อยในพื้นที่ที่เคยเป็นปัญหาที่เราได้ควบคุม คนที่เคยอยู่ตรงนั้นก็ได้กลับประเทศไปแล้ว ส่วนคนของเราก็ได้อยู่ในบริเวณปลอดภัย ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ การทหารก็มีความพร้อม และเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะรักษาสถานการณ์ และความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า อย่างบ้านหนองจาน บริเวณฐานปฏิบัติการนันทะวงศ์ ฝ่ายกองทัพแจ้งให้ตนทราบว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารผู้สละชีวิต และสมควรเป็นอย่างยิ่งที่ชื่อของพวกเขาจะได้ถูกจารึกเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ยกย่องสรรเสริญ

เมื่อถามว่า เรื่อง MOU 43 จะมีการพิจารณาอย่างจริงจังหรือไม่ เพราะอาจจะส่งผลกระทบเรื่องของพื้นที่เขตแดนอีกในอนาคต นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่อง MOU 43 ตอนนี้มีความคืบหน้า ซึ่ง MOU 43 ไม่ใช่มูลเหตุแห่งปัญหาของการสู้รบหรือความขัดแย้ง ซึ่งเรื่อง MOU 43 เราก็คุยกันมาอยู่ตลอด ในเรื่องปักปันเขตแดนต่างๆ ส่วนไหนที่ไม่มีปัญหาเราก็ทำไปอยู่ตลอดเวลา และก็มีประโยชน์ที่ในช่วงนี้ที่เราได้มีการตกลงในเรื่องการใช้เทคโนโลยีในการกำหนดหลักเขตแดน ซึ่งในตอนนี้สามารถตรวจสอบได้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และขออย่างเดียวคือขอให้ยอมรับกัน และประเทศไทยยืนยันว่า เราใช้หลักแผนที่ 1:50,000 และชัดเจนเลยว่า เรายึดหลักนี้เป็นมาตราส่วนนี้เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดเขตแดนของประเทศ

รองเลขาฯกกต.ตอบปมหมอสุภัทร ชี้หากทุจริตเข้าข่ายขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส. แต่ย้ำต้องดูรายละเอียด

รองเลขาฯกกต.ตอบปมหมอสุภัทร ชี้หากทุจริตเข้าข่ายขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส. แต่ย้ำต้องดูรายละเอียด

รองเลขาฯกกต.ตอบปมหมอสุภัทร ชี้หากทุจริตเข้าข่ายขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส. แต่ย้ำต้องดูรายละเอียด

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

“รองเลขาฯ กกต.”ตอบปม”หมอสุภัทร”ผู้สมัคร สส.สงขลา ปชน.ถูกฟันวินัยร้ายแรง ระบุหากทุจริตเข้าข่ายขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส. แต่ย้ำต้องดูรายละเอียด

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคประชาชน (ปชน.) ถูกคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมติตามคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นพ.สุภัทร สมัยดำรงตำแหน่งราชการเป็น ผอ.รพ.จะนะ จ.สงขลา ในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ว่ามีความผิดให้ปลดออกจากราชการ ซึ่งกระทบกับคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร สส.หรือไม่ ว่า กรณีเช่นนี้ต้องไปดูว่า นพ.สุภัทร ถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งจากเหตุการณ์ทุจริตหรือไม่ เพราะกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 42 (10) ระบุว่า เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ อย่างไรก็ตาม การทุจริตประพฤติชอบในวงราชการนั้นเราก็ต้องไปดูว่าข้อเท็จจริงเขาถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่อย่างไร หรือสั่งให้พ้นจากเหตุอะไร

เมื่อถามว่า กรณี นพ.สุภัทร ลาออกจากราชการ ก่อนผลการสอบสวน และนำมาสู่มติดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว จะนับด้วยหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ต้องดูว่าคำสั่งที่สั่งให้พ้นนั้นเมื่อไหร่ อย่างไร ในกฎหมายเขียนว่า “เคยถูกสั่งให้ออกจากราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่” คำว่า “เคย” นั้นจะเคยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ถ้า “เคย” ปุ๊บก็เข้าลักษณะต้องห้ามทันที อย่างไรก็ตาม กฎหมายจะนับหลังจากที่มีการลงนามในคำสั่งนั้นอย่างเป็นทางการก่อน หากบอกว่าเป็นมติ แต่ยังไม่มีการลงนามคำสั่งก็ยังไม่นับ

ส่วนกรณีนี้ ตอนนี้เลยเงื่อนเวลา ถ้าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจริง จากข้อเท็จจริงก็เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตที่จะยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาในการพิจารณาถอนจากการเป็นผู้สมัคร สส. หากผู้อำนวยการเขตฯ ท่านตรวจสอบ ท่านอาจจะมีข้อมูล มีอะไรที่บอกว่าเป็นแบบนี้ ก็เป็นอำนาจของผู้อำนวยการที่จะยื่นได้เลยถือว่าเหตุปรากฏ และกฎหมายเขียนว่า “ก่อนวันเลือกตั้ง”

เมื่อถามต่อว่า หากการลงนามคำสั่งหลังการเลือกตั้ง แล้วผู้นั้นได้รับเลือกเป็น สส. จะเป็นเหตุอย่างไรต่อไป ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ถ้าได้รับการรับเลือกในกรณีนี้หมายความว่า เป็นลักษณะต้องห้ามที่เกิดขึ้น ก็ยังเป็นอำนาจของ กกต.ในการพิจารณาเรื่องนี้ ว่าจะรับรองหรือไม่รับรอง

อนุทิน พบ ชรบ.สระแก้ว สดุดีร่วมปกป้องบ้านเมือง ลั่นไม่ลืมคุณงามความดีทำเพื่อประเทศ

อนุทิน พบ ชรบ.สระแก้ว สดุดีร่วมปกป้องบ้านเมือง ลั่นไม่ลืมคุณงามความดีทำเพื่อประเทศ

อนุทิน พบ ชรบ.สระแก้ว สดุดีร่วมปกป้องบ้านเมือง ลั่นไม่ลืมคุณงามความดีทำเพื่อประเทศ

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.24 น.

“อนุทิน”พบ”ชรบ.สระแก้ว” สดุดีร่วมปกป้องบ้านเมือง ลั่นไม่ลืมคุณงามความดีทำเพื่อประเทศ บอกมีวาสนากลับมาเป็นนายกฯ กำหนดนโยบายทดแทนพระคุณดูแลเงินค่าตอบแทนให้เป็นธรรม สั่ง มท.เสนอ รบ.หน้า พิจารณาเหมาะสม ขณะที่ชาวบ้านโผล่ร้องปมแรงงาน “เลขาฯกวาง”รับเรื่องเอง

เมื่อเวลา 17.50 น.วันที่ 26 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางต่อไปยังโดมสวนกาญจนาภิเษก ร.9 จ.สระแก้ว ให้กำลังใจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

โดย นายกฯ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ทุกท่านได้มามากันอย่างพร้อมเพรียง และได้ให้การต้อนรับด้วยความอบอุ่น เมื่อสักครู่นี้หลังจากที่ตนและคณะได้เดินทางมาถึง อ.ตาพระยา ได้พบ ชรบ.และกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ไปกลุ่มหนึ่ง หลังจากนั้นเดินทางไปที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และ บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว เพื่อไปตรวจเยี่ยมแนวชายแดน และพี่น้องทหาร ร่วมกับคณะของกองทัพบก รวมถึงตรวจเยี่ยมพี่น้องทหาร ตำรวจตระเวนชายแดนที่ตรึงกำลังเฝ้าชายแดนอยู่ และเดินทางมาที่จุดนี้ ต้องขออภัยด้วยที่มีความล่าช้า ซึ่งการที่มาอยู่ในสถานการณ์จริงมาอยู่ในพื้นที่ที่เคยมีการสู้รบ ถึงแม้ว่าเราจะได้ทำการควบคุมพื้นที่ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว เราก็ยังต้องไปมอบขวัญ และกำลังใจซึ่งกันและกันให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลชายแดนสถานการณ์ ณ ขนาดนี้ ถือว่าความสงบ ความเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติถือว่าน้อยมาก แต่แปลว่าเราไม่สามารถที่จะประมาทได้ ดังนั้น ภารกิจในวันนี้ของตนจึงครบถ้วน ที่ตนได้มีโอกาสได้พบกับผู้ที่ทำหน้าที่รักษาแผ่นดินทั้งผู้ที่เป็นทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและชาวบ้านซึ่งก็คือพี่น้องชรบ.ทุกคนที่ทำให้ประเทศของเราปลอดภัยมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรีว่าประเทศไทยของเรานั้นถึงแม้ว่าเราจะรักสงบ เราไม่เคยคิดก้าวล่วงดินแดนของแผ่นดินอื่น แต่ถ้าเราถูกคุกคามพวกเราก็พร้อมที่จะตอบโต้และไม่มีวันที่จะยอมให้ใครเข้ามารุกรานแผ่นดินของเรา

นายกฯ กล่าวต่อว่า พี่น้อง ชรบ.ทุกคน วันนี้ตนต้องขอพูดว่า ในนามของรัฐบาลและในนามของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ต้องขอบคุณความเสียสละของท่านการที่ตนได้มาหน้างานแบบนี้ ทำให้ตนได้เห็นว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงกองกำลังที่เรียกตัวเองว่า ชรบ. แล้วคอยเฝ้าหมู่บ้านคอยประสานงานอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนเท่านั้น วันนี้ตนนั่งอยู่ในรถฟังคนอธิบายให้ตนได้ฟังถึงความทุ่มเทเสียสละของพวกท่าน ท่านเสียสละแม้กระทั่งความปลอดภัยของตัวเอง เพราะในขณะที่มีสถานการณ์สู้รบ การดำเนินการอพยพพี่น้องประชาชนไปยังศูนย์อพยพ เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา แต่พี่น้อง ชรบ.ทั้งหลายก็ยังคงอยู่ในหมู่บ้าน เพื่อทำให้พวกเขาได้มั่นใจว่าบ้านเรือนทรัพย์สิน เงินทองของพวกเขาว่ามีคนคอยดูแล ถ้าไม่ได้พวกท่านคอยดูแลอยู่เราจะไม่สามารถทำให้เขาได้สบายใจได้เลย ในขณะที่ชาวบ้านต้องอพยพไปยังศูนย์อพยพนี่คือความเสียสละความทุ่มเท และความที่ทุกท่านมีจิตอาสาที่จะทำให้พี่น้องประชาชนได้เกิดความสบายใจ ในขณะที่เขาต้องจากบ้านเรือน เพื่อไปหลบภัยจากการสู้รบ ภัยจากสงคราม

“ผมขอให้คำยืนยันกับท่านว่าจากการที่ผมไปเห็นการปฎิบัติของ ชรบ.ทั้งหลาย ผมจะดำเนินการในทุกความสามารถที่มีอยู่ที่จะให้การดูแลตอบแทนเยียวยา และสร้างขวัญกำลังใจให้กับพวกท่านให้ท่านได้มีกำลังใจ และมีจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้เสียสละดูแลพี่น้องประชาชนลูกบ้านของพวกท่านให้มีความปลอดภัย สิ่งที่ท่านได้ทำทำให้ภาระของพี่น้องทหาร ตำรวจ อส.และฝ่ายปกครอง ท่านได้แบ่งเบาภาระลงไปเป็นจำนวนมาก ทำให้เขาได้ไปสู้รบอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ผมเชื่อว่าพี่น้องทหาร ต่างมีญาติอยู่ในชายแดนอยู่ในหมู่บ้านของพวกท่าน ถ้าเขาไปรบแล้วยังต้องห่วงว่าญาติของเขาจะมีความเป็นอันตรายหรือไม่ การรบของเขาคงไม่สามารถที่จะมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ด้วยความร่วมมือการสนับสนุนของพี่น้อง ชรบ. ทำให้ผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องรักษาดินแดนให้กับประเทศสามารถทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย ผมในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลไม่อาจละเลยเพิกเฉยหรือลืมคุณงามความดีของพวกท่านได้เป็นอันขาด” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็แล้วแต่ ตนได้มอบหมายเป็นข้อสั่งการให้ทางปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง ได้ถือเป็นนโยบายที่จะต้องให้การดูแลพี่น้อง ชรบ.ให้มีความเป็นธรรมมากที่สุด ถ้าตนมีวาสนากลับมาทำงานร่วมกับท่านอีก จะทำอย่างเต็มที่ที่จะให้ความสำคัญ และกำหนดนโยบายที่สร้างขวัญกำลังใจ และเป็นนโยบายที่สามารถทดแทนพระคุณของท่านที่ท่าน ได้มอบให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งเปรียบเสมือนท่านได้มอบให้กับแผ่นดินของเราเหมือนกัน

“ผมขอแสดงความชื่นชม และขอเรียกว่าเซอร์ ชรบ. เสียสละไม่ไปอยู่ศูนย์อพยพ เสียสละสิทธิที่จะไม่ได้เงินเยียวยา ค่าตอบแทน ผมขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาเรื่องนี้เป็นพิเศษ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลกระทรวงมหาดไทยจะต้องนำเสนอเพื่อให้ ชรบ. พวกเราไม่มีวันลืมท่าน ผมฟังแล้วรับไม่ได้เหมือนกัน เพราะท่านก็คือชาวบ้านคนหนึ่ง แต่ท่านทำหน้าที่มากกว่านั้นคือช่วยให้ชาวบ้านมาอยู่ที่ที่ปลอดภัยแล้วท่านยอมอยู่ในที่ที่อันตราย แต่ท่านไม่ได้สิทธิ์ของการเป็นผู้อพยพ อันนี้ไม่มีเหตุผล ผมจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ หวังว่าจะดำเนินไปสู่การปฎิบัติให้เร็วที่สุดเพื่อตอบแทนบุญคุณงามความดี ขอขอบพระคุณในนามของประชาชนคนไทยทุกคนที่ท่านทั้งหลายได้ปกป้องบ้านเมืองให้กับเรา รวมทั้งมีกำลังใจและอุดมการณ์ มีจิตอาสาที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองดูแลพี่น้องประชาชนเพื่อร่วมชาติของเรา ให้มีความปลอดภัยสมดังเจตนารมณ์ที่ท่านเป็น ชรบ.” นายกฯ กล่าว

นายกฯ ยังได้ขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ตนได้ติดตามการทำงานมาตลอด ที่ทุ่มเทเสียสละ รายงานสถานการณ์ให้ตนรับทราบตลอดเวลา และมีความพึงพอใจอย่างยิ่งในผลงานที่ผู้ว่าได้ร่วมกับฝ่ายปกครองตำรวจและทหาร บริหารพื้นที่บริหารสถานการณ์ ให้ประเทศไทยของเรา ถ้าพูดภาษาระหว่างเราคือ “พวกเราทุกคนในที่นี้ทำให้ประเทศไทยชนะ นี่คือการนำความภาคภูมิใจมาให้กับคนไทยทุกคน ขอถือโอกาสสดุดีคุณงามความดีของพวกท่าน ในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ที่มีส่วนร่วมอยู่ในการตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่ทำให้เกิดปฏิบัติการปกป้องแผ่นดินของเรา และได้รับความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามเป้าหมาย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายอนุทินได้พบปะกับ ชรบ. มีสมาคมชาวไร่อ้อย ได้มายื่นหนังสือร้องเรียน โดย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ เป็นตัวแทนรับหนังสือ เพื่อขอให้นำแรงงานชาวกัมพูชากลับมา เพื่อทำการเกษตรในไร่อ้อย ทั้งนี้ ตามมติ ครม.ประกาศให้ผู้ลี้ภัยสู้รบการสู้รบเมียนมา ได้สิทธิทำงานในไทย แต่แรงงานก็ยังไม่เพียงพอ และเกรงว่าในฤดูเก็บเกี่ยวอ้อยในปีนี้จะทำไม่เสร็จ จึงขอความกรุณาให้นำแรงงานชาวกัมพูชากลับมา รวมถึงราคาอ้อย ที่ต้องการให้เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนในปัจจุบันสูง แต่ราคาขายออกของอ้อยตกต่ำลง อยากให้นายกฯ หาเงินมาชดเชย เร่งเจรจากับคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ให้เพิ่มราคาอ้อยสด โดยในวันที่ 3 ก.พ.สมาคมชาวไร่อ้อย จะไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ได้มีชาวบ้านรอทักทายให้กำลังใจ และขอถ่ายภาพร่วมกับนายกฯ โดยนายกฯ บอกว่า ขอบคุณครับ อยู่กันให้เป็นปกตินะครับ

– 006

อธิบดี DSI รับลูก อัยการคดีพิเศษ เผยสเต็ปสอบเพิ่มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

อธิบดี DSI รับลูก อัยการคดีพิเศษ เผยสเต็ปสอบเพิ่มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

อธิบดี DSI รับลูก อัยการคดีพิเศษ เผยสเต็ปสอบเพิ่มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

อธิบดี DSI เผยสเต็ปสอบเพิ่มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. หลังอัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนสั่งสอบเพิ่ม และสั่งรวมสำนวนกับ กกต. แต่ยังไม่ได้สั่งให้แจ้งข้อหาใครเพิ่ม “ยุทธนา”ย้ำต้องนัดหมายประชุมอัยการ สนง.การสอบสวนก่อน ยืนยันคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.มีความผิดมูลฐานเกิดขึ้นแล้ว จึงแจ้งข้อหาฟอกเงินได้ตามกฎหมาย ยืดอกช้าหรือเร็วก็ต้องสอบสวนอย่างเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ชั้น 1 ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้ส่งหนังสือแจ้งกลับมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.จริง ภายหลังจากห้วงเดือน ธ.ค.68 ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่มีทั้งดีเอสไอและอัยการ สำนักงานการสอบสวน ได้ร่วมกันมีมติลงความเห็นทางคดี สั่งฟ้องแจ้งข้อกล่าวหาการกระทำความผิดทางอาญาฐานอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต่อผู้ต้องหาจำนวน 8 ราย และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการคดีพิเศษดำเนินการตามขั้นตอนตรวจสอบรายละเอียดภายในสำนวนทั้งหมด แต่อัยการคดีพิเศษเล็งเห็นว่าจากพยานหลักฐาน ยังไม่เพียงพอครอบคลุมในการเเจ้งข้อกล่าวหาต่อ 8 ผู้ต้องหานั้น

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า ตนได้รับรายงานว่าพนักงานอัยการได้ส่งสำนวนมาให้ดีเอสไอดำเนินการ ซึ่งประเด็นหลักๆ คืออัยการมองว่าความผิดหลัก ทาง กกต.ยังไม่ได้พิจารณา และนอกจากนี้ พนักงานอัยการก็อยากให้สำนวนของ กกต.มารวมด้วย ซึ่งตรงนี้เราทำแล้ว และได้มีหนังสือแจ้ง กกต.ไปแล้วว่าเราขอรายละเอียด แต่ทาง กกต.ก็ยังไม่ส่งข้อมูลมาให้ ส่วนนี้เราจึงต้องนัดหมายพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อจะได้ประชุม จึงยังไม่สามารถพูดก่อนได้ ขอให้มีการประชุมก่อน

เมื่อถามว่า คำแนะนำของพนักงานอัยการคดีพิเศษ คือให้ดีเอสไอไปสอบปากคำเพิ่มเติม แต่ไม่ได้ให้ไปแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลใดเพิ่มเติมใช่หรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ ยืนยันว่า ใช่ โดยทางอัยการไม่ได้ให้แจ้งข้อหาใครเพิ่มเติม บอกเพียงว่าความผิดหลัก ทาง กกต.ยังไม่ได้พิจารณา เพราะในประเด็นเหล่านี้มันเป็นทั้งเรื่องข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เราจึงต้องร่วมประชุมกับอัยการ สำนักงานการสอบสวนให้เรียบร้อยก่อน

ต่อข้อถามว่ากรณีที่ กกต.บอกว่าทางดีเอสไอส่งไปผิดช่องทางกรณีเรื่องที่ดีเอสไอส่งหลักฐานมาให้ กกต.พิจารณาตามมาตรา 49 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. ทาง กกต.ให้เหตุผลอย่างไรหรือไม่ จึงไม่ได้รับพยานหลักฐานจากดีเอสไอ เพราะ กกต.อ้างว่าไม่เป็นไปตามมาตรา 24 นั้น อธิบดีดีเอสไอ ชี้แจงว่า อย่างไรในทุกๆ ประเด็น เราจะขอคุยกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวนให้เรียบร้อยก่อน

เมื่อถามว่า ทางดีเอสไอมีกรอบเวลาอย่างไรหรือไม่ในการสอบปากคำเพิ่มเติม ภายหลังอัยการคดีพิเศษได้ตีกลับสำนวนคืนมานั้น อธิบดีดีเอสไอ แจงว่า อย่างไรขอร่วมประชุมกับอัยการก่อน โดยจะประชุมให้เร็วที่สุด

ต่อข้อถามว่า หมายความว่าดีเอสไอทำสอบสวนเรื่องอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว. ก่อนที่จะปรากฏคดีมูลฐานใช่หรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ ชี้แจงว่า ความผิดมูลฐานมันมีการเกิด อ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นแล้ว จึงสามารถดำเนินคดีความผิดฟอกเงินได้อยู่แล้วตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าอัยการอยากให้ กกต.มีการพิจารณาในเรื่องนี้ก่อน เพื่อจะได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เมื่อถามอีกว่า อย่างนี้ดีเอสไอก็ต้องรอจนกว่า กกต.จะสรุปใช่หรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ ย้ำว่า เราต้องประชุมกับอัยการสำนักงานการสอบสวนให้เสร็จสิ้นก่อน และเมื่อถามว่า จะใช้เวลานานหรือไม่ เพราะ สว.67 ก็ดำรงตำแหน่งมาระยะหนึ่งแล้วนั้น อธิบดีดีเอสไอ ปิดท้ายว่า ในการสอบสวน มันต้องสอบสวนรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม ก็เพื่อความยุติธรรม จะช้าหรือเร็วก็ต้องดูเหตุและผลในแต่ละเรื่อง

ผบ.กองกำลังสหรัฐอเมริกา ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก เข้าเยี่ยมคำนับ’ปลัดกระทรวงกลาโหมไทย’

ผบ.กองกำลังสหรัฐอเมริกา ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก เข้าเยี่ยมคำนับ'ปลัดกระทรวงกลาโหมไทย'

ผบ.กองกำลังสหรัฐอเมริกา ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก เข้าเยี่ยมคำนับ’ปลัดกระทรวงกลาโหมไทย’

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

ผบ.กองกำลังสหรัฐอเมริกา ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก เข้าเยี่ยมคำนับปลัดกระทรวงกลาโหมไทย สานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ร.อ. Samuel Paparo (แชมมูแอล พาพาโร่) ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐอเมริกา ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก (USINDOPACOM) พร้อมคณะเข้าพบ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความมั่นคงในภูมิภาค และกระชับความสัมพันธ์อันดีกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ

การเยือนในครั้งนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตมายาวนานกว่า 193 ปี โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการทหารที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมในหลายมิติ อาทิ การแลกเปลี่ยนการเยือนและการประชุมในทุกระดับ การพัฒนาศักยภาพกำลังพลผ่านการฝึกและการศึกษาในสหรัฐอเมริกา การฝึกร่วม/ผสม Cobra Gold การจัดหายุทโธปกรณ์และการส่งกำลังบำรุง ตลอดจนความร่วมมือด้านความมั่นคงในกรอบพหุภาคี

นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนประเทศไทยในการใช้กลไกอาเซียนเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-ราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างสันติ

การเข้าเยี่ยมคำนับและการหารือในครั้งนี้นับเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นด้านความมั่นคงที่มีความสนใจร่วมกัน และยกระดับความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อันจะเป็นการสนับสนุนเสถียรภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ในระยะยาวต่อไป

– 006
 

นายกฯลุยตาพระยา-บ้านหนองจาน ฟังสรุปสถานการณ์ชายแดน-ให้กำลังใจทหาร

นายกฯลุยตาพระยา-บ้านหนองจาน ฟังสรุปสถานการณ์ชายแดน-ให้กำลังใจทหาร

นายกฯลุยตาพระยา-บ้านหนองจาน ฟังสรุปสถานการณ์ชายแดน-ให้กำลังใจทหาร

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

นายกฯลุยตาพระยา-บ้านหนองจาน รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดน ให้กำลังใจทหาร มอบเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ กำชับนายอำเภอดูแลการใช้เงิน-ไม่ให้ใครยืม ชื่นมื่นกินอาหารร่วมโต๊ะทหารชายแดน

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 26 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ได้เดินทางถึงหน่วยเฉพาะกิจตาพระยา รับฟังบรรยายสรุปจากเจ้าหน้าที่ จากนั้นเดินทางไปยังฐานปฏิบัติการพื้นที่บ้านคลองแผง ต.ทับเสด็จ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ซึ่งแต่เดิมบริเวณนี้ เป็นอาคารศุลกากรของฝั่งกัมพูชามาก่อน ซึ่งทางกองทัพสามารถยึดคืนพื้นที่ และได้ทำลายอาคารศุลกากรหลังลงถาวร

โดยทันทีที่นายกฯ เดินทางมาถึง ได้รับฟังบรรยายสรุปจากทหารในพื้นที่ และได้เดินตรวจพื้นที่โดยรอบ ก่อนจะถ่ายภาพหมู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำฐานปฏิบัติการ พร้อมส่งเสียงปลุกขวัญกำลังใจทหาร สนั่นทั่วบริเวณ โดยมีเสาธงชาติไทยอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะเสาธงนั้นเป็นของเดิมของประเทศกัมพูชา มีรอยกระสุน ที่แสดงให้เห็นถึงการผ่านการสู้รบในพื้นที่นี้ จากนั้นนายกฯ ได้ให้กำลังใจทหารที่ประจำการในจุดฐานปฏิบัติการ ว่า “ขอให้ปลอดภัย” ก่อนเจ้าหน้าที่ทหารจะตอบกลับว่า “ขอบคุณ”

นายกฯ เดินทางต่อไปยังพื้นที่บ้านหนองจาน รับฟังบรรยายสรุปจากเจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมขึ้นไปยืนดูภาพรวมของพื้นที่ควบคุมของหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 บนบังเกอร์ของมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ พร้อมรับฟังรายงานจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ที่ผ่านมาการรบที่บ้านหนองจาน มีทหารเสียชีวิต 5 นาย จึงได้ตั้งชื่อฐานปฎิบัติการทหารเพื่อเกียรติทหารที่เสียชีวิตทั้ง 5 นาย โดยบริเวณใกล้เคียงมีการตั้งป้ายชื่อสามแยกว่า “เอี่ยมสอาด” ซึ่งเป็นนามสกุลของทหารที่เสียชีวิต

และเดินทางต่อไปยังฐานปฏิบัติการนันทะวงศ์ ซึ่งตั้งชื่อตามนายทหารที่เสียชีวิตเช่นกัน โดยนายกฯ มอบเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย กรณีภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังภายนอกประเทศ จากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทยกัมพูชา จ.สระแก้ว จำนวน 5 ราย โดยรายที่ 1.กรณีทุพพลภาพ จำนวน 8,013,300 บาท ส่วนกรณีบาดเจ็บสาหัสอีก 4 ราย จำนวน 804,000 บาท โดยนายกฯ ได้พูดคุยสอบถามอาการบาดเจ็บอย่างห่วงใย ก่อนที่นายกฯ สอบถามว่า ยังได้ค่าซ่อมบ้านไหม โดยเจ้าหน้าที่บอกว่า แยกกัน

ก่อนที่นายกฯ บอกว่า สู้ๆ ต่อไปอย่าไปคิดถึงอะไรที่มันผ่านไปแล้ว ให้เดินไปข้างหน้า พร้อมบอกว่า ห้ามให้ใครยืมเงินเด็ดขาด ต้องเก็บเอาไว้ดูแลตัวเอง ดูแลลูกดูแลหลาน เงินมันเยอะมากพอที่จะดูแลตัวเองและครอบครัวได้ ถ้าไม่คิดถึงคนอื่น มันก็จะทำให้เกิดความลำบากกับเราในอนาคต มันไม่ได้ สิ่งนี้คือรัฐได้ตอบแทนมาแล้ว ทำเต็มที่ ใจแข็ง

นอกจากนี้ นายกฯ ยังสอบชาวบ้านว่า มีหนี้หรือเปล่า ชาวบ้านตอบว่า มีหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ก่อนนายกฯ บอกว่า รีบจ่ายหนี้ไม่ให้มีดอกเบี้ย และเรียกนายอำเภอมาให้ดูแลการใช้เงิน อย่าให้ใครมายืม ตนไม่เคยให้ใครยืมเงิน มะเร็งไม่กลัว กลัวมายืม

จากนั้น ได้ร่วมรับประทานอาหารว่าง อาทิ ป๊อบคอร์น ไอศครีม ขนมบราวนี่ และน้ำอ้อยสด ร่วมกับทหารผู้ปฏิบัติงานประจำฐาน และได้พูดคุยอย่างเป็นกันเอง

– 006

ยศชนัน ลุยประทาย-ชุมพวง ประกาศสงครามยาเสพติด-ล้างหนี้วัยเก๋า

ยศชนัน ลุยประทาย-ชุมพวง ประกาศสงครามยาเสพติด-ล้างหนี้วัยเก๋า

ยศชนัน ลุยประทาย-ชุมพวง ประกาศสงครามยาเสพติด-ล้างหนี้วัยเก๋า

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

“ยศชนัน”ลุยประทาย-ชุมพวง ประกาศสงครามยาเสพติด-ล้างหนี้วัยเก๋า ชูนโยบายรัฐจ่าย 70 ปชช.จ่าย 30 ด้าน”ณัฐวุฒิ”ปลุกคนโคราช กา”เพื่อไทย”ยกจังหวัด สกัดงูเห่าส้ม-น้ำเงิน นามสกุลเดียวกันลงควบหลายพรรค

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำเพื่อไทยเพื่อไทย ลุยหาเสียง จ.นครราชสีมา เดินสายปราศรัยช่วงบ่ายที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอประทาย ช่วย น.ส.ปิยะนุช ยินดีสุช ผู้สมัคร สส.เขต 7 เบอร์ 2 และสนามหน้าที่ว่าการอำเภอชุมพวง ช่วย นายนิกร โสมกลาง ผู้สมัคร สส.เขต 8 เบอร์ 1 และ นางนารดา อึ้งสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.เขต 9 เบอร์ 4 ท่ามกลางประชาชนที่มารรอต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

นายยศชนัน ขึ้นปราศรัยเน้นย้ำถึงความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับเกษตรกร พร้อมนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มผลผลิต ประกาศนโยบาย “ประกันกำไร 30%” สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด และอ้อย เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้จริงแม้ต้นทุนการผลิตจะผันผวน รวมถึงการแก้ปัญหาหนี้สินและปากท้อง ประกาศมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การให้สินเชื่อ 50,000 บาท เพื่อปลดหนี้นอกระบบ และมาตรการ “ตัดจบหนี้เสีย” ให้กับผู้สูงอายุที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนี้ ยังชูนโยบายการันตีรายได้ หากประชาชนมีรายได้ไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน รัฐบาลพร้อมเติมเงินส่วนต่างให้ทันที และเสนอโมเดลกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ “รัฐบาลจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

ช่วงท้าย นายยศชนัน ประกาศทำสงครามกับยาเสพติด ตั้งเป้ากวาดล้างให้สิ้นซากภายใน 3 เดือน พร้อมจัดตั้งศูนย์บำบัด “1 จังหวัด 1 ศูนย์บำบัด” และจะใช้มาตรการปิดด่านชายแดนไม่ให้ผู้กระทำผิดหนีรอดไปได้ พร้อมอ้อนขอคะแนนชาวโคราชเลือกเพื่อไทยทั้ง 16 เขต เพื่อส่งตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นปราศรัยตั้งข้อสังเกตถึงพรรคสีส้ม ที่เคยประกาศจุดยืนไม่เอาลุง แต่กลับมีคนของอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลลุงมาลงสมัคร สส.นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้สมัครนามสกุลเดียวกันลงแข่งทั้งในพรรคสีส้ม และพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสน จึงขอให้ให้ชาวโคราชตัดสินใจเด็ดขาดด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทยยกจังหวัดทั้ง 16 เขต เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ต้องการอย่างแท้จริง และยืนยันว่าจะโหวตให้ ศ.ดร.ยศชนัน เป็นนายกฯ อย่างแน่นอน

จากนั้น คณะจะเดินทางไปปิดท้ายเวทีปราศรัยใหญ่ที่ตลาดเซฟวัน อ.เมือง โดยก่อนขึ้นเวทีจะเข้าสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางไปเวทีปราศรัย

– 006

ธนกร ย้อน ปิยบุตร 8 ก.พ.คนไทยทั้งประเทศพร้อมระเบิดพลังสั่งสอน

ธนกร ย้อน ปิยบุตร 8 ก.พ.คนไทยทั้งประเทศพร้อมระเบิดพลังสั่งสอน

ธนกร ย้อน ปิยบุตร 8 ก.พ.คนไทยทั้งประเทศพร้อมระเบิดพลังสั่งสอน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.29 น.

“ธนกร”ย้อน”ปิยบุตร” 8 ก.พ.คนไทยทั้งประเทศพร้อมระเบิดพลังสั่งสอน คิดถึงความทุกข์ประชาชนได้เมื่อไหร่ค่อยมาขอโอกาสเป็นรัฐบาล มั่นใจ”ภูมิใจไทย”คว้าชัยชนะเก้าอี้ สส.สงขลา จี้”เพื่อไทย”พูดให้ชัด นโยบายรวยทุกวันเงินล้าน 9 คน พิสูจน์อย่างไรไม่ใช่หัวคะแนนตัวเอง เหน็บหลังเลือกตั้งอย่ายกข้ออ้างสารพัด แค่กลยุทธ์หาเสียง

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นรถแห่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 1, 2, 3 และเดินหาเสียงภายในตลาดกิมหยง เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายศาสตรา สีปาน ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 ของพรรคภูมิใจไทย จากนั้นในช่วงบ่ายได้ปั่นจักรยานและเดินหาเสียงภายในตลาดสดเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 6 ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยภายในตลาด รวมถึงเข้ามาทักทาย ขอลายเซ็น และขอถ่ายรูปด้วยเป็นจำนวนมาก

นายธนกร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า เรียกร้องให้ประชาชนระเบิดพลังออกมาพร้อมกันในวันที่ 8 ก.พ.เพื่อบอกว่าคนไทยเจ้าของประเทศออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งรัฐบาล จะไม่มีใครขวางใบอนุญาตนี้ได้ และไม่ต้องไปหาใบอนุญาตที่ 2 มาเพิกถอนใบอนุญาตของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ว่า เชื่อว่าในวันที่ 8 ก.พ.พี่น้องประชาชนจะออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันอย่างล้นหลาม เพื่อแสดงให้นายปิยบุตรได้เห็นว่า ประชาชนทั้งประเทศต้องการพรรคการเมืองที่จะเข้าไปแก้ปัญหาปากท้องให้กับพวกเขา ไม่ใช่เพื่อแก้รัฐธรรมนูญก่อนเป็นอันดับแรก วันที่ 8 ก.พ.พี่น้องประชาชนจะเอาความไม่พอใจที่สะสมมาหลายปี เปลี่ยนให้เป็นพลังเพื่อแสดงให้นายปิยบุตรได้รับรู้ว่า วันนี้พี่น้องประชาชนไม่ยอมให้หลอกอีกแล้วว่าจะเข้าไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้เขา แต่พอเอาเข้าจริงก็สาละวนอยู่แต่กับการจะแก้ไขมาตรา 112 ให้ได้ ดังนั้น ในวันที่ 8 ก.พ.จะมีใบอนุญาตแค่เพียงใบเดียวคือ ใบสั่งสอนนายปิยบุตรให้รู้ว่า ถ้าคิดถึงความทุกข์ประชาชนก่อนเป็นอันดับแรกได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นค่อยมาขอโอกาสเป็นรัฐบาล

ส่วนกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) พยายามออกมาแก้ต่างนโยบายรวยทุกวันเงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท ว่าไม่ใช่แค่การแจกเงินนั้น นายธนกร กล่าวว่า อยากถามพรรคเพื่อไทยว่า ต้องการเห็นภาพคนไทยทั้งประเทศ ทุกวัน 1 – 2 ชั่วโมง ต่างจับจ้องทีวีดูว่ารัฐบาลจะจับสลากหาผู้โชคดี 9 คน คนละ 1 ล้านบาท เพื่อเป็นเศรษฐีใหม่ว่าคือใครอย่างนั้นหรือ พ่อค้าแม่ค้าต้องหยุดหาเลี้ยงชีพ 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อคอยเฝ้าหน้าจอด้วยความฝันว่าวันนี้ตัวเองจะได้เป็นผู้โชคดีหรือเปล่า ช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของรัฐบาล ทุกวันมีแต่รายงานเรื่องรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รางวัล โดยไม่ต้องแยแสรายงานสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ต้องสนใจว่าวันนี้ประเทศไหนจะมาทำร้ายประชาชนของเราอีกใช่หรือไม่ ท่านต้องการให้ประเทศไทยเกิดภาพเหล่านี้ขึ้นจริงๆ หรือ

“คำถามแรกที่พรรคเพื่อไทยต้องตอบให้ได้คือ ผู้โชคดีเหล่านั้นจะพิสูจน์อย่างไรว่าไม่ใช่หัวคะแนนของพรรคเพื่อไทย สุดท้ายผู้โชคดีจะไม่ถูกแฉว่าเล่นเส้นเพื่อมารับรางวัลใช่หรือไม่ เพราะขนาดแค่ปล่อยนโยบายมาไม่กี่วัน เห็นข่าวว่าวันนี้ลมฟ้ายังไม่เป็นใจ พัดเต็นท์ปราศรัยถล่มต่อหน้าต่อตาชาวบ้านที่กำลังฟังปราศรัยจนชุลมุนไปหมด และสุดท้าย อย่าลืมว่า หลังเลือกตั้งเมื่อถึงเวลาจะไม่ยกข้ออ้างสารพัด อ้างว่าเป็นแค่กลยุทธ์หาเสียง หลอกพี่น้องประชาขนไปวันๆ” นายธนกร กล่าว

– 006