Baby Boomer คืออะไร? เถกิง ฉายภาพ 5 ความยิ่งใหญ่ สะพานจากโลกเก่าสู่โลกใหม่

Baby Boomer คืออะไร? เถกิง ฉายภาพ 5 ความยิ่งใหญ่ สะพานจากโลกเก่าสู่โลกใหม่

Baby Boomer คืออะไร? เถกิง ฉายภาพ 5 ความยิ่งใหญ่ สะพานจากโลกเก่าสู่โลกใหม่

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นายเถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Baby Boomer คืออะไร?

Baby Boomer คือชื่อเรียก กลุ่มคนที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทั่วไปหมายถึงผู้ที่เกิดประมาณ ค.ศ. 1946–1964 (พ.ศ. 2489–2507)

ทำไมเรียกว่า “Baby Boomer”
• หลังสงครามโลก เศรษฐกิจฟื้นตัว
• ครอบครัวมีลูกมากขึ้นอย่างรวดเร็ว (เกิด “เบบี้บูม”)
• จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

ลักษณะเด่นของ Baby Boomer (ภาพรวม)
• เติบโตในยุคเศรษฐกิจขยายตัว งานมั่นคง
• ให้คุณค่ากับ ความขยัน อดทน ความมั่นคง
• เชื่อในระบบลำดับขั้น องค์กร และประสบการณ์
• คุ้นเคยโลก ก่อนดิจิทัล (เริ่มใช้เทคโนโลยีตอนโต)


ความยิ่งใหญ่ของ Baby Boomers
1.สร้างประเทศจากความขาดแคลน
ในบริบทไทยและโลก
• เติบโตหลังสงคราม / ความยากจน / โครงสร้างพื้นฐานแทบไม่มี
• ถนน เขื่อน ไฟฟ้า ระบบราชการ การศึกษา มหาวิทยาลัย
*สิ่งที่คนรุ่นหลัง “ใช้เป็นเรื่องปกติ” คือสิ่งที่ Boomer ลงแรงสร้าง
ประเทศไม่ได้ “เกิดมาเป็นประเทศ”
แต่ถูกสร้างด้วยแรงงานของคนรุ่นนี้

2.วัฒนธรรม “อดทนก่อน เจริญทีหลัง”
• ทำงานหนัก ชั่วโมงยาว
• อดออม สร้างบ้าน ส่งลูกเรียน
• ยอมเสียปัจจุบันเพื่ออนาคตของครอบครัว
นี่คือเหตุผลที่ Boomer ให้คุณค่ากับคำว่า
ความมั่นคง / ความเสียสละ / หน้าที่

3.เป็นสะพานจากโลกเก่าสู่โลกใหม่
• เกิดในโลกอนาล็อก
• ทำงานในยุคอุตสาหกรรม
• ต้องปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลตอนอายุเพิ่มแล้ว
ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คนรุ่นนี้จำนวนมาก ปรับตัวสำเร็จ
และทำให้การเปลี่ยนผ่าน “ไม่ล่ม”

4.ความกล้าที่แบกรับภาระ
• สร้างองค์กร
• สร้างระบบ
• แบกครอบครัว + สังคม + ประเทศ
Boomer คือรุ่นที่ “แบก” มากกว่ารุ่นอื่น
แม้จะไม่เรียกร้องคำชม

5.ความยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมข้อจำกัด
ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา:
• ระบบที่ Boomer สร้าง เหมาะกับยุคของเขา
• เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว ระบบเดิมเริ่มไม่พอ
• นี่ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือ ข้อจำกัดของยุคสมัย
ไม่มีรุ่นไหนถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาทุกยุค

อัษฎางค์ สวน สุทธิชัย หยุ่น คนรุ่น Baby Boomers คือฟันเฟืองหลัก-ผู้บุกเบิก

อัษฎางค์ สวน สุทธิชัย หยุ่น คนรุ่น Baby Boomers คือฟันเฟืองหลัก-ผู้บุกเบิก

อัษฎางค์ สวน สุทธิชัย หยุ่น คนรุ่น Baby Boomers คือฟันเฟืองหลัก-ผู้บุกเบิก

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Baby Boomers คือรุ่นล้มเหลว? จริงมั้ย?

ผมเห็นว่า ถึงมันจะมีส่วนจริง แต่อีกอย่างที่สำคัญคือ คนรุ่น Boomer ไม่ได้ล้มเหลวในหน้าที่ “ผู้สร้าง” คนรุ่นดังกล่าว คือผู้บุกเบิก และชาติไทยพัฒนามาไกลได้ขนาดนี้ ก็เพราะคนรุ่นนั้นมีส่วนสำคัญในการต่อสู้กับการแก้ปัญหาดังกล่าว

ผมเห็นว่า ควรให้ความเป็นธรรมกับประวัติศาสตร์

เพราะหากเรามองภาพกว้างในเชิงการพัฒนาชาติไทย เราจะพบความจริงที่ปฏิเสธว่า “คนรุ่น Baby Boomers คือผู้บุกเบิก”

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยที่ก้าวขึ้นมาเป็น “ศูนย์กลางของภูมิภาค” ได้ในวันนี้ คือหยาดเหงื่อของคนรุ่น Boomer เป็นหลัก

ยุคแห่งการสร้างรากฐานและโครงสร้างพื้นฐาน

คนรุ่น Baby Boomer (เกิดช่วง พ.ศ. 2489 – 2507) คือฟันเฟืองหลักในยุคที่ไทยเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมและการส่งออก พวกเขาคือกลุ่มคนที่ทำให้เกิด:

พวกเขาคือกลุ่มคนที่เปลี่ยนไทยจากประเทศเกษตรกรรมยากจน ให้กลายเป็น “เสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย” ผ่านการวางรากฐานเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Seaboard)

ระบบสาธารณสุขที่ดีอันดับต้นๆ ของโลก ถนนหนทางที่เชื่อมโยงถึงกัน และระบบการศึกษาที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ล้วนเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการและแรงงานของคนรุ่นนี้

คนรุ่นนี้คือผู้ประคับประคองประเทศผ่านยุคสงครามล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศเพื่อนบ้านและภัยคอมมิวนิสต์ จนทำให้ไทยมีความมั่นคงมาถึงปัจจุบัน

การต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาในยุคของเขา

พวกเขามีส่วนในการแก้ปัญหาให้หมดไปหรือดีขึ้นนั้นมีส่วนจริงในหลายมิติ เช่น:

• การลดช่องว่างความยากจนในช่วงทศวรรษที่ 2530-2540

• การยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เข้าถึงคนส่วนใหญ่

• การร่วมต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยในหลายเหตุการณ์สำคัญ

_______________________________________________

สาเหตุที่เกิดกระแส “รุ่นที่ล้มเหลว” ในโพสต์ของคุณสุทธิชัย น่าจะมาจาก “ความคาดหวังที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง” ในยุคปัจจุบัน โพสต์ของคุณสุทธิชัยเน้นไปที่ “สถานะปัจจุบัน” ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน

ส่วนผมมองในแง่ “ผลงานในอดีต” (Legacy) ที่สร้างความมั่นคงให้ชาติจนถึงวันนี้

ถ้ามองอย่างเป็นกลาง ทั้งสองมุมคือความจริงคนละด้าน

ชาติไทยต้องการ “รากฐาน” ที่คนรุ่น Boomer สร้างไว้ แต่คนรุ่นใหม่ต้องการ “การปฏิรูป” เพื่อก้าวข้ามปัญหาเก่าๆ

แต่ไม่ควรมองอดีตหรือคนรุ่นเก่าว่าก่อปัญหาเหล่านั้นไว้ และคนรุ่นใหม่ต้องตามมาแก้ เพราะความจริงคนรุ่นเก่าคือคนที่ต่อสู้กับปัญหาเหล่านั้นมาก่อน และยังไม่รู้ว่าคนรุ่นใหม่จะแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ และถึงแม้ว่าคนรุ่นใหม่สามารถที่จะขจัดปัญหานี้ได้ในที่สุด ผลงานนั้นคนรุ่นเก่าย่อมมีส่วนในความสำเร็จนั้นในฐานะผู้บุกเบิกที่กรุยทางไว้ให้

ภท.เฟิร์มนัดสวนลุม 30 ม.ค.นี้ อนุทินนำทัพดรีมทีม เอกนิติ-ศุภจี เปิดปราศรัยใหญ่ครั้งแรก

ภท.เฟิร์มนัดสวนลุม 30 ม.ค.นี้ อนุทินนำทัพดรีมทีม เอกนิติ-ศุภจี เปิดปราศรัยใหญ่ครั้งแรก

ภท.เฟิร์มนัดสวนลุม 30 ม.ค.นี้ อนุทินนำทัพดรีมทีม เอกนิติ-ศุภจี เปิดปราศรัยใหญ่ครั้งแรก

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

“ภท.”เฟิร์มนัดสวนลุม 30 ม.ค.นี้ “อนุทิน”นำทัพดรีมทีม”เอกนิติ-ศุภจี” เปิดปราศรัยใหญ่การเมืองครั้งแรกกลางกรุง ชูนโยบายครอบคลุม”เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ภัยธรรมชาติ-สังคม” มั่นใจพาคนเมืองอยู่ดีกินดี ได้กลิ่นความเจริญ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ กรรมการบริหารพรรค และแม่ทัพสนามเลือกตั้งพื้นที่ กทม.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 ม.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 17.30 – 20.00 น.ที่บริเวณสวนลุมพินี หลังพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พรรคภูมิใจไทยพร้อมด้วยผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33 เขต จะร่วมกันจัดเวทีปราศรัยใหญ่ เพื่อสื่อสารนโยบายและสร้างความมั่นใจกับประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งสำคัญของการเลือกตั้ง โดยในการปราศรัยครั้งนี้มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะขึ้นเวทีปราศรัยทางการเมืองเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ยังมีแกนนำและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อาทิ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ , นายวราวุธ ศิลปอาชา , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และตน ร่วมขึ้นเวที นำเสนอนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย ในการรับมือปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และปัญหาสังคม

“เวทีนี้ถือเป็นการปราศรัยใหญ่ครั้งแรกของพรรคภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ที่มีนายอนุทิน นำทัพขุนพลพรรค มาสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและปากท้อง ซึ่งนายเอกนิติ ผู้ผลักดันนโยบายคนละครึ่งพลัส และนางศุภจี จะร่วมสะท้อนแนวคิดและทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เป็นทีมเศรษฐกิจที่หลายคนบอกว่า แค่ได้ยินชื่อก็ได้กลิ่นความเจริญแล้ว” น.ส.ศุภมาส กล่าว

แม่ทัพสนามเลือกตั้งพื้นที่ กทม.พรรคภูมิใจไทย กล่าวด้วยว่า ขอเชิญชวนพี่น้องชาวกรุงเทพฯ เข้าร่วมรับฟังการปราศรัย พบตัวจริงบุคลากรคุณภาพที่เป็นคนนอกวงการการเมือง ซึ่งอาสาเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน มุ่งสร้างความอยู่ดี กินดี อย่างเป็นรูปธรรม ที่สวนลุมพินี ในวันและเวลาดังกล่าว

พรรคเป็นธรรม กางนโยบาย ปชช.เป็นใหญ่-ปชต.เป็นธรรม เรียนฟรี มีงาน ดันยกระดับชีวิตคนไทย

พรรคเป็นธรรม กางนโยบาย ปชช.เป็นใหญ่-ปชต.เป็นธรรม เรียนฟรี มีงาน ดันยกระดับชีวิตคนไทย

พรรคเป็นธรรม กางนโยบาย ปชช.เป็นใหญ่-ปชต.เป็นธรรม เรียนฟรี มีงาน ดันยกระดับชีวิตคนไทย

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

’พรรคเป็นธรรม‘ โวลั่น ’ทำเป็น–ทำจริง–ทำได้‘ กางนโยบาย ปชช.เป็นใหญ่ -ปชต.เป็นธรรม เรียนฟรี มีงาน ดันยกระดับชีวิตคนไทย

วัที่ 26 มกราคม 2569 นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม กล่าวบนเวทีแสดงวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในงาน “Festival กป.อพช. Kick Off” พร้อมดันนโยบายรื้อโครงสร้างรัฐเพื่อคืนอำนาจให้เจ้าของประเทศตัวจริง พรรคเป็นธรรมยึดถือรากฐานทางความคิดจากผู้นำจิตวิญญาณประชาธิปไตยไทย ทั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และท่านปรีดี พนมยงค์ โดยย้ำว่าอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง

อำนาจของประชาชนต้องไม่สิ้นสุดเพียงแค่การกาบัตรในคูหาเลือกตั้ง แต่ต้องถูกออกแบบให้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องในโครงสร้างรัฐ ผ่านกลไกทางการเมือง กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ

นายปิติพงศ์ กล่าวว่า เพื่อตอบโจทย์ทางออกของประเทศ พรรคเป็นธรรมประกาศ 3 จุดยืน 

1. รื้ออำนาจนอกระบบ: ยุติการสืบทอดอำนาจจากคณะปฏิวัติ และปฏิรูปองค์กรอิสระที่ลดทอนเสียงของประชาชน

2. ถอนบทบาทกองทัพ: การเมืองต้องเป็นพื้นที่ของพลเรือน ไม่ใช่กลไกของอำนาจนอกระบบ

3. สร้างรัฐธรรมนูญใหม่: พรรค “เห็นชอบ 100%” กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยเร่งด่วน เพื่อให้กติกาหลักของบ้านเมืองมาจากประชาชน

นายปิติพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนนโยบายด้านความมั่นคงของมนุษย์ ตนเสนอนิยามใหม่ของการศึกษาภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีฟรี มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” โดยชี้ว่าคำว่า “เรียนฟรี” อย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องเป็นการศึกษาที่เรียนจบแล้วมีงานทำ มีรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริงตามมาตรฐานสากล สำหรับปัญหาชายแดนใต้ พรรคเสนอใช้ “เศรษฐกิจนำการเมืองและความมั่นคง” เลิกใช้งบประมาณละลายแม่น้ำไปกับความมั่นคงที่ไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เน้นสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่

ขณะที่ประเด็นสิ่งแวดล้อม พรรคเป็นธรรมยืนยันว่าจะต้องถูกผนวกเข้าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของกฎหมายทุกฉบับและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อความสมดุลยั่งยืนในระยะยาว
“ยืนยันว่านโยบายของพรรคเป็นธรรมคือคำตอบของข้อเรียกร้องภาคประชาชน ภายใต้คำมั่นสัญญาทำเป็น ทำจริง และทำได้พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมกำหนดอนาคตประเทศในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ พรรคเป็นธรรม Party List บัตรสีชมพู เบอร์ 45″นายปิติพงศ์ กล่าว


 

ธรรมนัส แจงถอนฟ้องหมิ่นประมาท ไอซ์ รักชนก เหตุเป็นการแจ้งความซ้ำ ปัดรวยแสนล้าน

ธรรมนัส แจงถอนฟ้องหมิ่นประมาท ไอซ์ รักชนก เหตุเป็นการแจ้งความซ้ำ ปัดรวยแสนล้าน

ธรรมนัส แจงถอนฟ้องหมิ่นประมาท ไอซ์ รักชนก เหตุเป็นการแจ้งความซ้ำ ปัดรวยแสนล้าน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

‘ธรรมนัส’แจงถอนฟ้องหมิ่นประมาท’ไอซ์ รักชนก’เนื่องจากเป็นการแจ้งความซ้ำ พร้อมปฏิเสธกรณีมีทรัพย์สินกว่าแสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดเผยถึงจากกรณีที่มีการรายงานว่าได้มีการถอนฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ในฐานหมิ่นประมาท หลังจากวันนี้ น.ส.รักชนก ได้เดินทางรับทราบข้อกล่าวหาที่ จ.พะเยาแล้วนั้น ว่าเรื่องการถอนแจ้งความ เป็นเรื่องที่เข้าใจผิด โดยเท่าที่ทราบว่ามีการถอนแจ้งความเพราะเป็นการแจ้งความซ้ำ จึงต้องมีการถอนแจ้งความ

อย่างไรก็ตามจะต้องสอบถามกับฝ่ายกฏหมายอีกครั้งถึงความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว เพราะตนเองได้มอบอำนาจให้ฝ่ายกฏหมายเป็นผู้ดำเนินการ

ส่วนประเด็นที่มีการพาดพิงในสังคมออนไลน์ว่าตนเองมีทรัพย์สินกว่แสนล้านบาท ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง แต่ก็ต้องขอบคุณที่ทำให้สังคมมองว่าตนเองเป็นคนรวย

ทูตสหรัฐ โปรยยาหอม สัมพันธ์ไทยแน่นปึ๊กเหนือชาติใดในเอเชีย

ทูตสหรัฐ โปรยยาหอม สัมพันธ์ไทยแน่นปึ๊กเหนือชาติใดในเอเชีย

ทูตสหรัฐ โปรยยาหอม สัมพันธ์ไทยแน่นปึ๊กเหนือชาติใดในเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

ทูตสหรัฐ เชื่อ สถานการณ์โลกผันผวน ไม่กระทบสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ชี้ แน่นปึ๊กกว่าชาติใดในเอเชีย ย้ำ คอบบร้าโกลด์ ใหญ่สุดภูมิภาค หลังฟื้นฟูฝึกกัมพูชา

26 ม.ค.2569 เวลา 08.30 น.ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ  นาย ฌอน เค. โอนีลล์ (SEAN K. O’NEILL) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวถึง  ข้อกังวลต่อสถานการโลกที่มีความผันผวน และภัยคุกคามหลากมิติ จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐว่า 
ไทยและสหรัฐเป็นหุ้นส่วนทางความสัมพันธ์ทางการทูตมาอย่างยาวนาน เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ยิ่งกว่าประเทศอื่นในเอเชีย และนอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นภาคีเดียวในสนธิสัญญาแห่งภาคพื้นทวีปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

เอกอัครราชทูตสหรัฐ ย้ำว่า ความสัมพันธ์นี้ ยั่งยืนยาวนานมาหลายชั่วอายุคนด้วยกัน และในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราต้องเผชิญวิกฤตและความท้าทายต่าง ๆ ด้วยกัน ดังนั้นพันธไมตรีระหว่างไทยสหรัฐ ตนจึงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแข็งแกร่งและความเป็นพันธมิตรร่วมกันนั้นต้องพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายในทุกๆรูปแบบที่จะเข้ามาในทุกขณะ

พร้อมยกตัวอย่างการฝึกคอบบร้าโกลด์ มีมาถึง 45 ปี เพื่อให้ทหารทั้งไทยและสหรัฐ และทุกภาคีของประเทศนั้นมีความพร้อมที่จะรับมือกับวิกฤติทุกอย่างและความท้าทายทุกอย่างที่จะเข้ามา 
ขอเน้นย้ําอีกครั้งเหตุผลหลักที่เราฝึกร่วมกันเพื่อผดุงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่งคั่งทั้งของไทยและสหรัฐและทุกประเทศในภูมิภาคนี้

เมื่อถามว่า สหรัฐได้ฟื้นฟูการฝึกกัมพูชา ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย จะส่งผลกระทบไทยในอนาคตหรือไม่

 นาย ฌอน เค. โอนีลล์ กล่าวว่า
แน่นอนว่าการฝึกคอบบร้าโกลด์ เป็นการฝึกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการฝึกที่มีมาอย่างยาวนานที่สุดในภูมิภาค ในระดับพหุภาคี นอกจากนี้ไม่มีประเทศอื่นใดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะมีความแข็งแกร่งในเชิงความสัมพันธ์เทียบเท่ากับประเทศไทยในภาคพื้นทวีปของภูมิภาคนี้ ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณอันชัดเจนว่ามีความสําคัญยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ

พร้อมเน้นย้ําอีกว่าความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยและกองทัพสหรัฐนั้นเข้มแข็ง อย่างที่ไม่มีประเทศใดที่เท่าได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเราฝึกอบรมร่วมกัน รบร่วมกัน ให้การสนับสนุนในเชิงอาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้เป็นการยืนยันความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งลึกซึ้งต่อไป แน่นอนว่าเราก็มีเพื่อนร่วมทหารที่มานั่งในโต๊ะแถลงข่าวแห่งนี้ ซึ่งเป็นพยาน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐมีมาอย่างหลายปี

นาย ฌอน เค. โอนีลล์  ยัง กล่าวถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐ ในการปราบปรามอาชญากรรม ข้ามชาติสแกมเมอร์ ร่วมกับไทยว่า
สแกมเมอร์ สดุดีทหารไทยนอกเหนือจากมิตรความร่วมมืออย่างดีทางด้านการทหารแล้ว เรายังมีความร่วมมืออันดี หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่มีมาร่วมกันหลายปีแล้ว

ดังนั้นที่ผ่านมาไทยและสหรัฐมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทั้งการรับมือค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ การเครือข่ายหลอกลวงต่างๆ เหล่านี้ ดังนั้นเรายังมุ่งมั่นต่อไปที่จะร่วมมือประเทศไทยรับมือจัดการอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆเหล่านี้ที่ทําให้ผู้เสียหายมีจํานวนมากที่ได้รับผลกระทบทั้งไทยและสหรัฐ

หมอสุภัทร โวยโดนเตะตัดขา มติ อ.ก.พ.ปลดปมจัดซื้อ ATK ยันยังไม่ขาดคุณสมบัติลง สส.

หมอสุภัทร โวยโดนเตะตัดขา มติ อ.ก.พ.ปลดปมจัดซื้อ ATK ยันยังไม่ขาดคุณสมบัติลง สส.

หมอสุภัทร โวยโดนเตะตัดขา มติ อ.ก.พ.ปลดปมจัดซื้อ ATK ยันยังไม่ขาดคุณสมบัติลง สส.

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.เขต 2 หาดใหญ่ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เปิดความจริง ยุทธการเตะตัดขา ไม่ให้ผมเข้าสภา

เมื่อวานเดินหาเสียงอยู่เช่นทุกวัน มีโทรศัพท์เข้ามาถี่ๆ บอกว่าหมอรู้ข่าวยัง “กระทรวงฟันหมอแล้ว” ผมเดินหาเสียงจนเสร็จตามแผน แล้วมาอ่านข่าว “ผมก็รู้จากข่าวนี่แหละ” “ค่ำๆจึงได้เช็คข่าว ถึงชัดว่า ถูกจัดเต็ม”

พอผมกับธนาธรทวงเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมหลังละ 49,500 บาท ให้คนหาดใหญ่ที่ยังไม่มีใครได้เลยแม้แต่หลังเดียว จากที่เคยบอกว่า “รักผมจะตาย” เกิดหงุดหงิดอย่างหนัก

เริ่มต้นด้วยการแทรกวาระประชุม 22 มกราคม 2569 เข้ามาวาระแทรกนี่แหละ คือ ความไม่เป็นธรรม เอกสารแจกในที่ประชุมมีเพียงเอกสารสรุปผลโดยย่อที่กรรมการสอบวินัยสรุปมา โดยที่คณะกรรมการทั้ง 7 คนไม่มีใครได้เห็นเอกสารฉบับเต็ม ทั้งข้อกล่าวหา เอกสารตอบชี้แจงของผม และเอกสารประกอบอื่นใด

ในที่สุดที่ประชุมมีมติ 3:3 โดยมีกรรมการที่ยังเป็นข้าราชการ สธ. 3 ท่าน จำต้องลงมติว่าให้ปลดออก แต่กรรมการอีก 3 ท่านที่เป็นคนนอก สธ. คือ ผู้ทรงคุณวุฒิจาก กพ. ผู้ทรงด้านบริหารจัดการ และผู้ทรงด้านกำลังคน ลงมติ ไม่เห็นด้วยกับการปลดออก ประธาน คือ รัฐมนตรีจากภูมิใจไทย จึงยกมือให้ปลดออกด้วย มติจึงเป็น 4:3 ในที่สุด

ถ้าถูกปลดออกจากราชการ จะทำให้ผมเข้าข่ายอาจขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (คุณสมบัติต้องห้าม เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ แปลว่า ถ้าทำสำเร็จ ผมก็ล้มคะมำ จะถูกตัดสิทธิการเป็นผู้สมัครผู้แทน (แม้จะยังไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายขั้นตอนตามกระบวนการตามกฎหมาย)

แต่ในบรรดากรรมการฝั่งข้าราชการที่ยกมือให้ปลดผมจากราชการนั้น มีท่านหนึ่งที่ไปราชการที่ตรัง ได้เข้าประชุมทางออนไลน์ เหมือนจำใจต้องเข้าประชุม เพราะมิเช่นนั้น มติปลดจะไม่สำเร็จ

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก กพ. ทนดูความอยุติธรรมไม่ไหว จึงแจ้งที่ประชุมว่า ขอนำเรื่องนี้ไปพิจารณาในคณะกรรมการของ กพ.ใหญ่แทน ทำให้ที่ประชุม อกพ.สธ. ไม่สามารถมีข้อสรุปได้

โดยสรุป ตอนนี้ผมยังเป็นผู้สมัคร สส.เช่นเดิม ยุทธการเตะตัดขาเกือบสำเร็จ แม้ที่ประชุมมีมติ 4:3 ปลดผมออกจากราชการจริง แต่สุดท้ายยังไม่สามารถปลดผมออกจากราชการได้ เพราะ ผู้แทน กพ.ขอนำเรื่องไปพิจารณาในกรรมการใหญ่อีกชุดที่เป็นธรรมกว่า

สำหรับผม นี่คือ แผนสกัดไม่ให้ผมเข้าสภาอย่างแน่นอน เพราะกระแสผมมาแรงมาก และตัดโอกาสผมในการเข้าไปปัดกวาดการเมืองสีเทาใน สธ. จึงจัดยุทธการเตะตัดขา หวังทำให้ผมขาดคุณสมบัติลง สส.

ผมยืนยัน คนเปิดเกมส์นี้คิดผิดแน่นอน ผมยิ่งมุ่งมั่น ยิ่งเดินเต็มที่เพื่อหาเสียง พี่น้องชาวหาดใหญ่ล้วนมีความรู้ เข้าใจความจริง คนหาดใหญ่และคนไทยทั้งประเทศรักความเป็นธรรม การใช้วิชามารแบบนี้ ทำให้กระแสสีส้มยิ่งแรงขึ้นทั้งพรรคและผู้สมัคร

ผมเปิดปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง ช่วงโควิดระบาดหนักในปี 2564 มาถูกสอบวินัยในปี 2566 หลังผมค้านนโยบายกัญชาเสรี แล้วมาชี้ขาดในปี 2569 เพียง 15 วันก่อนเลือกตั้ง ช่างประจวบเหมาะเกินไปไหม?
ผมขอไปเดินหาเสียงต่อก่อนนะครับพี่น้อง พลิกวิกฤตเป็นโอกาส กาส้มไปล้มเทา ผมยิ่งมั่นใจ คนเขต 2 สงขลา เลือกกาหมอสุภัทรเบอร์ 5 และพรรคประชาชนเบอร์ 46 กาเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเลือกผู้สมัครพรรคประชาชนในเขตของท่าน ช่วยกันให้พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายนะครับ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ที่ประชุม อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ สมัยดำรงตำแหน่งราชการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา จากกรณีจัดซื้อชุดตรวจ ATK

นายกฯ พบชาวบ้านตาพระยา ขอโทษปชช.ทำไม่ถูกใจ-เสียความรู้สึก-เสียอารมณ์

นายกฯ พบชาวบ้านตาพระยา ขอโทษปชช.ทำไม่ถูกใจ-เสียความรู้สึก-เสียอารมณ์

นายกฯ พบชาวบ้านตาพระยา ขอโทษปชช.ทำไม่ถูกใจ-เสียความรู้สึก-เสียอารมณ์

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

‘นายกฯ’ถึงชายแดนสระแก้วแล้ว พบชาวบ้านตาพระยา ขอโทษปชช.ทำไม่ถูกใจ-เสียความรู้สึก-เสียอารมณ์ เปรียบการรบ ปชช.ทำให้ชนะ ไม่ถูกคุกคาม-ไม่เสียอธิปไตย พร้อมขอบคุณให้ความร่วมมือ ไม่ห่วงหน้า-พะวงหลัง ลั่นไม่ประมาท รักสงบ แต่ถ้ามีรบเมื่อไหร่ เราไม่ถอย เร่ง’มท.’ซ่อมแซมบ้านเสียหาย จัดสรรอีกหมู่บ้านละ 5 พัน เริ่มจ่ายม.ค.นี้ ขอบริหารจัดการให้ดี

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงเทศบาลตำบลตาพระยา จ.สระแก้ว เพื่อพบปะและให้กำลังใจแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ภายหลังจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก  ร่วมด้วย

เมื่อเดินทางถึงนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว รายงานภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ โดยนายกฯได้สอบถามประชาชนที่บ้านเเสียหายอย่างหนักทั้ง 3 หลัง ซึ่งถือภาพถ่ายบ้านของตัวเอง ถูกลูกหลงจากเหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่สระแก้ว

โดยนายกฯ กล่าวว่า กองทุนผู้ประสบภัยสำนักนายกรัฐมนตรีได้จ่ายเงินเยียวยาแล้ว แต่อันนี้เป็นเงินเยียวยาในส่วนของกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ต้องสนับสนุนค่าซ่อมแซมบ้านให้กลับมาในสภาพเดิม และให้เร่งจ่ายเงินเยียวยา

โดยนายกฯ ได้หันไปสอบถามกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ว่างบประมาณได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครบ 100 % แล้วหรือไม่ ทางผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันว่า ผ่านครบหมดแล้ว พร้อมกันนี้ นายกฯ ยังกล่าวอีกว่า เงินในส่วนนี้เป็นอำนาจของนายอำเภอ ในการจ่ายค่าเยียวยาซ่อมแซมบ้าน ทุกคนจะได้รับเงินค่าซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายมูลค่าจริง โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ในบ้านตอนเกิดเหตุ พร้อมกันนี้ นายกฯยังสอบถามว่าเกิดเหตุตอนไหน ชาวบ้านบอกว่า เดือนธันวาคม2569 

จากนั้น นายกฯกล่าวพูดคุยกับประชาชน ว่า วันนี้ตนตั้งใจที่จะมาพบกับทุกคน โดยผู้ว่าฯ สระแก้ว ได้แจ้งให้ตนได้มา เพราะถึงเวลาแล้วที่ต้องมาพบกับประชาชน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบทั้งหลายน่าจะอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้แล้ว มีความปลอดภัย ตนเชื่อว่าความอดทนอดกลั้นของพวกเรา ไม่ใช่สิ่งที่ง่าย ทุกคนต้องอพยพออกไปยังศูนย์อพยพ แน่นอนว่ารัฐจะต้องจัดการเรื่องการดูแลให้ประชาชนที่อพยพออกไปได้รับความสะดวกสบายได้มากที่สุด แต่มีอุปสรรคอยู่บ้าง รัฐบาลเข้าใจดีในฐานะที่เป็นนายกฯ และเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องขอบคุณในความร่วมมือในความอดทนของประชาชนทุกคน ในส่วนที่เป็นประชาชนก็ให้ความร่วมมือไปปลอดภัย ส่วนที่เป็นเจ้าหน้าที่ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำนันผู้ใหญ่บ้านสมาชิกสภาองค์กรส่วนท้องถิ่น ก็ต้องขอขอบคุณมาก ๆ ที่ทุกคนได้ให้การอำนวยความสะดวกให้ความดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ต้องไปหลบภัย ตนเข้าใจถึงความรู้สึกของประชาชนทุกคน เมื่อได้กลับมาเห็นสภาพบ้านที่ถูกทำลายโดยอาวุธหนัก

“รัฐบาลต้องขอโทษทุกคนด้วยที่เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น รัฐบาลมีความเสียใจ และไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประชาชน ด้วยความร่วมมือความอดทนและความเสียสละของประชาชนทั้งหลายทั้งหลายเหล่านี้ทำให้รัฐบาลกองทัพและตำรวจฝ่ายปกครองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ถ้าหากจะใช้คำว่าถ้าเปรียบเทียบว่านี่คือการรบประชาชนทำให้ผมรบชนะ ทำให้อธิปไตยของประเทศไม่ถูกคุกคาม ทำให้ดินแดนของแผ่นดินของเราไม่ต้องเสียไปให้กับฝ่ายตรงข้าม  ตรงนี้ในฐานะนายกฯไม่ทราบว่าจะขอบคุณอย่างไร เพราะพวกเรานอกจากจะทำหน้าที่ดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัยแล้ว พวกผมทุกคนในที่นี้ทราบดีมาก การศึก การต่อสู้ความเป็นประเทศไทย ศักดิ์ศรีที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของไทยก็แพ้ไม่ได้เช่นกัน คำว่าแพ้ไม่เคยปรากฏอยู่ในความรู้สึกส่วนใดของพวกเรา ยิ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนเช่นนี้ทำให้การดำเนินการต่าง ๆ ไม่ต้องห่วงหัวหน้าพะวงหลัง เราทำหน้าที่ปกป้องอย่างเต็มความสามารถ เพราะรู้ว่าประชาชนปลอดภัยแล้ว เวลาเรามีข้อขัดแย้ง กับใครก็ตาม ถ้าเราในฐานะรัฐไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเราก็จะชนะได้ยากและควบคุมสถานการณ์ได้ยาก” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนจึงขอแสดงความชื่นชมขอขอบคุณและขออภัยในสิ่งที่ก่อให้เกิดความไม่ถูกใจ เสียอารมณ์ เสียความรู้สึกและเสียใจที่พวกท่านได้มีรัฐบาลก็พยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้มีการเยียวยา พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคน แต่พวกเราทราบดีว่าเยียวยาเท่าไหร่ถึงจะต่อให้พวกเราไม่สูญเสียอะไร แต่ก็เสียความรู้สึกและเสียกำลังใจ เสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลได้ทำหน้าที่สุดความสามารถ เพื่อจัดงบประมาณมาเยียวยา เพื่อเยาวชนอย่างน้อยก็รู้สึกดี แต่ดีเล็กน้อยไม่ได้ดีใจ แต่ดีที่เห็นว่าอย่างน้อยสิ่งที่พยายามพยายามการมาเยียวยา เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนได้รับการดำเนินการแล้วด้วยการเยียวยาที่นำเงินมาเป็นรายครอบครัว

นายกฯ กล่าวอีกว่าส่วนคนบ้านเรือนเสียหายจะเร่งดำเนินการในส่วนของกระทรวงให้มีงบซ่อมแซมเบื้องต้นที่ 49,000 บาทและในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีมีงบประมาณของท่าน ตามค่าใช้จ่ายจริง เพราะต่อให้คนที่จะมาซ่อมจะประเมินเท่าไหร่เราก็จะมีตัวแทนของกรมโยธาธิการจังหวัดมาร่วมกันและนำค่าใช้จ่ายนั้นมาพูดคุยกับผู้รับเหมาด้วยเพื่อนำเสนอให้รัฐดำเนินการจัดสรรงบประมาณการซ่อมแซมบ้านให้กับประชาชนทุกคน จากที่เห็นสภาพบ้านของประชาชน 3 หลังแล้ว แต่เขายังมีรอยยิ้มให้กับรัฐบาลก็ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร โชคดีมากที่ได้ให้ความร่วมมือในการออกมายังศูนย์อพยพ จากจังหวัดที่จัดเตรียมไว้ให้นึกสภาพรูปแล้วหากประชาชนยังอยู่ในบ้าน ก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะต้องเสียใจกันอีกมากเท่าไหร่  ใครจะรบก็รบไป ฝ่ายชำนาญการทำเอกสารต่างๆ ในการเจรจา ทำให้เขายอมรับว่า “ถ้าจะสู้เขาจะเจอแบบนี้ จะเอาหรือไม่ จะถอนหรือไม่ จะถอยไหม”

นายกฯ กล่าวอีกว่า เราทุกคนมีความห่วงใยและปรารถนาดีกับทุกคน ต่อจากนี้ตนจะไปตรวจดูสภาพในพื้นที่เพราะยังมีงานอีกมากมายที่ต้องทำ เรื่องที่ต้องให้เกิดความมั่นใจว่าดินแดนของเราได้รับการควบคุมสถานการณ์อย่างเรียบร้อย ต้องไม่ให้เกิดความสูญเสียใดๆ เพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะชีวิตของพี่น้องทหารหาญที่คอยตรึงกำลังอยู่ แม้พวกเราจะกลับมาบ้าน ผ่านปีใหม่และจะเข้าช่วงตรุษจีน สงกรานต์ เราขอคำยืนยันว่า ฝ่ายความมั่นคงของประเทศยังคอยดูแลปกป้องอธิปไตย และสร้างความมั่นใจว่าประชาชนทั้งหลายต้องได้รับความปลอดภัย

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับ อสม. ขอบคุณที่ให้การดูแลด้านสุขภาพเบื้องต้น ในช่วงที่เกิดเหตุ นี่คือกลุ่มคนสำคัญที่คอยดูแลเยียวยาจิตใจ เป็นเพื่อนปลอบขวัญกำลังใจกับประชาชน ตนขอใช้คำเดิม ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาก่อน ไม่เคยมอง อสม. เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเท่านั้น ทุกคนมีประสบการณ์เยอะแยะตั้งแต่สมัยโควิด สำหรับตนท่านคือหมอคนแรกของประชาชน ให้ปฎิบัติหน้าที่ต่อไปในการดูแลเยียวยาจิตใจ สุขภาพพื้นฐานเบื้องต้นของประชาชน สำหรับองค์กรส่วนท้องถิ่น ขอบคุณที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ตนได้รับรายงานมาตลอดว่าท่านทุ่มเทเสียสละ ออกไปดูไปสร้างความมั่นใจ ดูแลพื้นที่ให้ประชาชนที่อพยพออกไปได้รับความสะดวกให้มากที่สุด จำนวนผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. นายกเทศบาลทุกที่ที่ไป ตนมาที่นี่เพราะช่วงที่เกิดเหตุต้องดูทั้งแนว พวกตนต้องไปปักหลักอยู่แถวอีสานใต้มอบหมายให้ฝ่ายกองทัพภาคที่หนึ่งและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ดูแลประชาชนตรงนี้อย่างสุดกำลังความสามารถ 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วน ชรบ. ตนรับทราบว่าพวกท่านเฝ้าหมู่บ้าน เฝ้าครัวเรือนบ้านพักอาศัยให้กับประชาชนทุกคน พวกเขาควรได้รับความขอบคุณจากตัวผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ขอบคุณในความสนับสนุนและความร่วมมือที่พวกท่านทำในนามของรัฐบาลให้กับประชาชนทุกคน จากนี้ไป ขอให้พวกเรามั่นใจว่าท่านจะได้รับความปลอดภัย แต่เราต้องไม่ประมาท “เราไม่ได้ประมาท เรารักสงบ แต่ถ้ามีการรบเมื่อไหร่ เราได้พิสูจน์ให้ท่านเห็นแล้วว่า พวกเราก็ไม่เคยที่จะถอย ไม่เคยคิดที่จะให้เขาคุกคามเราฝ่ายเดียว ขอให้ประชาชนทุกคนมั่นใจใช้ชีวิตจากนี้ไปด้วยความปกติ วางแผนอะไรไว้ก็ทำไป มีปัญหาติดขัดให้แจ้งนายอำเภอ แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด เราจะเข้าดูแลเยียวยาประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

นายกฯ กล่าวว่า สำหรับ ชรบ. เราได้มีการจัดสรรงบประมาณลงที่หมู่บ้านละ 5000 บาทต่อเดือน งวดแรกจะเริ่มจ่ายตั้งแต่เดือนมกราคม เงินเหล่านี้ไม่ได้ตกอยู่ที่คน แต่เป็นกองทุนสะสมไว้เวลาตั้งด่านจุดตรวจจุดสกัด เป็นค่าอาหารให้เพิ่มเติมขึ้นมา ค่าอุปโภคบริโภคเราเพิ่มงบประมาณให้กับทุกคน ขอให้บริหารจัดการให้ดีไม่ใช่เงินจำนวนมากแต่ก็จะมาอำนวยความสะดวกให้ภารกิจของท่านได้คล่องตัวมากขึ้น ในส่วนของหมู่บ้านผู้ใหญ่บ้านเราได้มีการจัดสรรงบประมาณ  ที่หมู่บ้านละ 5,000บาทต่อเดือน จากนี้ไปงวดแรกจะเริ่มจ่ายตั้งแต่เดือนม.ค.นี้ ซึ่งเงินจะไม่ได้ตกไปที่แต่ละคน แต่จะเป็นกองทุนของหมู่บ้าน ซึ่งจะนำไปใช้จ่ายในส่วนรวม ขอให้บริหารจัดการให้ดีแม้จะไม่ใช่เงินจำนวนมากแต่ก็จะนำมาอำนวยความสะดวกให้ภารกิจของประชาชนมีความคล่องตัวมากขึ้น

เริ่มแล้ว! ไทย-สหรัฐฯ เปิดฉาก Cobra Gold 2026 ขน 30 ชาติซ้อมรบไซเบอร์-อวกาศ

เริ่มแล้ว! ไทย-สหรัฐฯ เปิดฉาก Cobra Gold 2026 ขน 30 ชาติซ้อมรบไซเบอร์-อวกาศ

เริ่มแล้ว! ไทย-สหรัฐฯ เปิดฉาก Cobra Gold 2026 ขน 30 ชาติซ้อมรบไซเบอร์-อวกาศ

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

คอบบร้าโกลด์ 2026 สหรัฐ ฉลองครบ 45 ปี และ 250 ปี วันประกาศ อิสรภาพ ตอกย้ำ สัมพันธ์ไทยยืนยาว ด้าน ผบ.ทสส. ย้ำ จุดยืนไทย เป็นมิตรทุกประเทศ รักสงบถึงรบไม่ขลาด

26 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น.ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จังหวัดปทุมธานี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ร่วมกับ นาย ฌอน เค. โอนีลล์ (SEAN K. O’NEILL) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เป็นประธาน แถลงข่าวการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ 2026 พร้อมด้วย ผู้แทนกองทัพสหรัฐอเมริกา และผู้แทนกองทัพมิตรประเทศ ที่เข้าร่วมการฝึกฯ 

นาย ฌอน เค. โอนีลล์ กล่าวว่า เรามาที่นี่ในวันนี้เพื่อฉลองการฝึก คอบบ้าโกลด์ 2026  แสดงออกอย่างชัดเจนถึงพันธไมตรีที่ยืนหยัดระหว่างสหรัฐกับราชอาณาจักรไทย ปีนี้เป็นการฝึกพหุภาคีครั้งที่ 45 ร่วมกับกองทัพไทยที่เป็นเจ้าภาพร่วมกับเรา 

การฝึกคอบบ้าโกลด์ มีมาอย่างยาวนานกว่าการฝึกอื่นๆ มากมาย รวมถึงยาวนานกว่าหลายพันธมิตรอื่น เรามารวมตัวกันในการแถลงข่าวคอบบ้าโกลด์ แต่ตัวคอบบ้าโกลด์ไม่ใช่พิธีการ แต่เป็นการฝึกที่เน้นการปฏิบัติจริงให้ตรงกับบริบทและสอดคล้องกับสถานการณ์จริง ส่งผลลัพธ์ที่สําคัญ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ

ทั้งนี้การฝึกคอบบ้าโกลด์ผ่านความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งจากพันธมิตรและภาคี การฝึกนี้เป็นโอกาสในการฝึกอบรมกับสหรัฐและเทคนิคของภาคีเพื่อให้นักรบของเราได้เผชิญภัยคุกคามร่วมกันในต่างประเทศ และสร้างงานในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทั้งที่นี่และที่สหรัฐ

การฝึกนี้ส่งเสริมให้เกิดสันติภาพผ่านการสร้างความแข็งแกร่ง ช่วยเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติตามธรรมชาติให้กับประชาชนพลเมืองของพวกเราทั้งสองประเทศ รวมถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในอนาคตให้คุ้มค่ากับการลงทุนที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมการฝึกให้กับสหรัฐและไทยและภาคีที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มการฝึกปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกหรือเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบแสดงภาพสถานการณ์ ในสนามรบ

นาย ฌอน เค. โอนีลล์ กล่าวต่อว่า การฝึกคอบบ้าโกลด์ เป็นการเพิ่มพูนขีดความสามารถและศักยภาพในการทํางานร่วมกันในการเพิ่มตระหนักรู้ในมิติต่างๆ และเป็นการเพิ่มความสามารถในการดําเนินการจุดร่วมปฏิบัติการรบ

ปีนี้นอกจากจะเป็นการฉลองฉลองครบ 45 ปีแล้ว ยังเป็นวันครบรอบวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา 250  ปี  สหรัฐเมื่อก่อนนั้นได้ลงนามอิสรภาพในเดือนกรกฎาคม  ในปีนี้ทั้งปีเราจะมีกิจกรรมเฉลิมฉลองทั้งในประเทศสหรัฐ ประเทศไทยและทั่วโลกเพื่อส่งเสริมความร่วมมืออันดีกับประเทศไทยและภาคีต่างๆ ทั่วโลก และเน้นย้ําถึงความเป็นเลิศและประวัติศาสตร์ยาวนานของสหรัฐ  และไม่ใช่แค่อดีตที่ผ่านมา แต่เป็นการเปิดประตูสู่อนาคตที่สดใสร่วมกัน ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ เราจะร่วมกันสานต่อความสัมพันธ์ภาคีกับพันธมิตรทั่วโลก ส่งเสริมนวัตกรรมและก้าวสู่ยุคใหม่แห่งบทบาททางการทูต รวมถึงมุ่งมั่นสู่อีก 250 ปีอันยาวนานร่วมกัน 

ดังนั้นการฝึกคอบบ้าโกลด์ จะมีการมุ่งย้ําการฝึกปฏิบัติและมุ่งเน้นการเป็นเลิศในการปฏิบัติการให้เหมือนกับความเป็นเลิศการปฏิบัติระหว่างไทยกับสหรัฐ  

ด้าน พลเอก อุกฤษฎ์ กล่าวว่า สหรัฐเป็นมิตรประเทศที่ดีของไทยมาอย่างยาวนานการฝึกร่วมผสมคอบบ้าโกลด์ จึงไม่ใช่เพียงแค่การฝึกทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงยุทธศาสตร์การสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคของเราเป็นเวทีที่สําคัญที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ร่วมกันสร้างศักยภาพด้านความมั่นคงผ่านกองกําลังเฉพาะกิจร่วมผสมเพื่อดําเนินการต่อภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ รับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่จะเกิดขึ้น 

สําหรับการฝึกในครั้งนี้ เน้นขีดความสามารถทางทหารในการปฏิบัติการร่วมผสมในทุกมิติ ครอบคลุมการปฏิบัติการร่วมมิติทางบกทางทะเลและทางอากาศ ห้วงอวกาศ และไซเบอร์ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้และรูปแบบการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

ในห้วง 2-3 ปีมานี้ ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กำลังเผชิญกับความท้าทายความมั่นคงที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ภัยคุกคามข้ามชาติ เช่น การก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ ไซเบอร์ สแกมเมอร์ และภัยธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อวกาศได้กลายเป็นมิติสนามรบสมัยใหม่ในปีนี้ เรามีความก้าวหน้าอันสำคัญ ด้วยการบูรณาการมิติใหม่ของความมั่นคง คือการปฏิบัติการทางอวกาศเชิงรุก ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นจริงของสนามรบสมัยใหม่ ที่เป็น พื้นที่ปฏิบัติการที่สำคัญดาวเทียมวงโคจรได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานพื้นที่ปฏิบัติการที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ในการฝึกปฏิบัติการไซเบอร์.ตระหนักดีว่าภัยคุกคามไซเบอร์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของความมั่นคงทางทหาร แต่เพียงอย่างเดียว แต่กระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล อาชญากรรมออนไลน์ การเผยแพร่ข่าวปลอมที่เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ระบบการเงิน การธนาคารที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ หากถูกโจมตี ความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารของเราจะถูกทําลายเราจึงเป็นก้าวสําคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงในเรื่องต่างๆ

เราให้ความสําคัญกับการปฏิบัติการทางมนุษยธรรมจากภัยธรรมชาติ ดังปรากฏในประเทศไทยและภูมิภาคของโลก ที่เผชิญกับวิกฤตภัยธรรมชาติที่ยืดเยื้อ สิ่งเหล่านี้เตือนใจว่าความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การป้องกันดินแดนเท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการตอบสนองต่อ พยานอันตรายหลากหลายและซับซ้อน กองทัพที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่กองทัพที่มีอาวุธทันสมัยอย่างเดียว แต่กองทัพที่สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤติสามารถบรรเทาทุกข์ของผู้ประสบภัยให้ความช่วยเหลือกับผู้คนได้ทันท่วงที

การฝึกร่วมไปสู่ความปรากฎไม่ใช่การฝึกทางทหาร แต่เป็นแพลตฟอร์มการร่วมระดับภูมิภาคที่จะสร้างคุณค่าหลักได้ใน 4 ด้าน

1.ความพร้อมด้านการปฏิบัติการร่วมในโลกที่เชื่อมโยงกันเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤติในประเทศใด จะมีผลกระทบต่อประเทศอื่นได้ จึงไม่มีประเทศใด สามารถรับมือวิกฤติ ตามลําพัง การฝึกนี้จะช่วยให้กองทัพไทยเข้าใจระบบการทํางานวิธีการสื่อสารและวัฒนธรรมองค์กรของมิตรประเทศและหุ้นส่วน เพื่อให้สามารถปฏิบัติการร่วมกันอย่างราบรื่นเมื่อเกิดวิกฤติจริง

2.ความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือ เราสามารถฝึกสถานการณ์จําลองได้หลากหลาย ตั้งแต่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ การปฏิบัติการทางมนุษยธรรม ไปจนถึงการรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงภัยแบบไฮบริด การฝึกนี้จะเสริมสร้างความสามารถกําลังพลให้พร้อมรับมือสถานการณ์

3.หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ นโยบายของประเทศไทยชัดเจน เป็นมิตรกับทุกประเทศ ไม่เป็นศัตรูกับไทย การฝึกคอบร้าโกลด์สะท้อนถึงหลักการนี้ โดยเปิดกว้างให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วมการฝึก ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใคร แต่มุ่งสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นร่วมกัน

4.การพัฒนาที่ยั่งยืน ดํารงกิจกรรมด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างปรับปรุงอาคารโรงเรียนหรือการให้บริการทางการแพทย์ นี่คือการเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงกับการพัฒนา เพราะความมั่นคงที่แท้จริง ต้องตึงจากประชาชน มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เชื่อมั่นว่าในอนาคตเมื่อภูมิภาคนี้ผจญภัยคุกคามรากฐานที่เราสร้างขึ้นผ่านการฝึกวิ่งผสมคอบบร้าโกลด์ จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤติเหล่านั้นไปได้ ความร่วมมือยังคงมีความเข้มแข็งกว่าความขัดแย้ง การฝึกนี้พิสูจน์ว่าประเทศต่างๆ สามารถทํางานร่วมกันเพื่อเป้าหมายที่สูงส่งคือสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค 

ขอย้ําว่าประเทศไทยเป็นชาติที่รักสงบ แต่ถึงรบก็ไม่ขลาด เราพร้อมอยู่เสมอ ไม่ใช่เพื่อสร้างความขัดแย้ง แต่เพื่อรักษาสันติภาพ ปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง ความมั่นคงของประชาชน และสนับสนุนเสถียรภาพของภูมิภาค

ผบ.ทหารสูงสุด ยังกล่าวถึง จุดเริ่มต้นการฝึกคอบร้าโกลด์ ว่า มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างไทยกับสหรัฐ ในการพัฒนาแนวความคิดในการฝึกซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นกําหนดหัวข้อวงที่จะทําการฝึก ซึ่งสอดคล้องกับบริบทแนวโน้มของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในปีนี้ 

ในส่วนปฏิบัติการทางทหาร.ตนอยากเน้นย้ํา การฝึกใช้อาวุธยิงที่แข็งแกร่ง พัฒนาขีดความสามารถทักษะความชํานาญและองค์ความรู้ให้กับกําลังพลที่เข้าร่วมการฝึก เพื่อพัฒนาขีดความสามารถและสอดคล้องสภาวะแวดล้อม

การฝึกการยุทธ์ หรือ การฝึก สะเทือนน้ําสะเทือนบก เรามีการฝึกมาตั้งแต่ครั้งแรก.แต่สิ่งที่เพิ่มเติมความสําคัญการฝึกกันต่อต้านการโจมตีจากชายฝั่งหรือการต่อต้านการยุทธ์สะเทื้อนน้ําสะเทื้อนบกซึ่งมีความสําคัญ พัฒนาองค์ความรู้ ทักษะความชํานาญ

โดยปีนี้เราปรับปรุง การฝึกเพิ่มเติมตามสถานการณ์จริง เป็นการร่วมการฝึกปฏิบัติการทางทหาร และการฝึกบัญชาการในการอํานวยปฏิบัติการในพื้นที่เดียวกันเพื่ออํานวยการปฏิบัติในภาพจริง เช่น ยิงอาวุธระยะไกล การโจมตีการใช้อาวุธทางทะเล หรือเรื่องอื่นๆ ที่เป็นสิ่งนํามาเชื่อมโยงกัน ดังนั้นจึงเกิดความสมจริงสมจังและนําไปต่อยอด รับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การฝึกเราได้องค์ความรู้และประสบการณ์ สิ่งที่เราทําเองของกองทัพไทยนําองค์ความรู้และประสบการณ์นั้นมาประยุกต์ใช้ให้มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ของกองทัพไทย มองว่าสําคัญกว่า

ด้าน CAPT Hugh E.Winkel จัสแมกไทย กล่าวว่า  สิ่งที่เขาจะเพิ่มเติมไฮไลท์ทางไทยและสหรัฐ มุ่งมั่นที่จะเพิ่มการฝึกคอบบร้าโกลด์ให้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นไปฝึกเพิ่มเติม เพิ่มพูนศักยภาพ ทั้งอวกาศและไซเบอร์ ความสามารถในการที่จะรับมือสิ่งที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงของอวกาศและไซเบอร์จะทําให้เรารับมือภัยต่อความมั่นคงที่จะเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่21และแน่นอนว่าการที่ไทยและสหรัฐร่วมมือกันตลอดจนเป็นหุ้นส่วนในนานาประเทศนั้นจะนํามาซึ่งความเข้าใจยิ่งขึ้นในสถานการณ์ต่าง ๆ นํามาซึ่งขีดความสามารถและศักยภาพเพิ่มสูงขึ้นและความปลอดภัยของภูมิภาค ทําให้อินโด-แปซิฟิกของเรานั้นปลอดภัยยิ่งขึ้นและมั่งคั่งยิ่งขึ้น

สำหรับการฝึกคอบร้าโกลด์ เป็นการฝึกร่วมผสมแบบพหุภาคีระหว่างกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกา และกองทัพมิตรประเทศ ในปีนี้ เป็นปีที่ 45 (Heavy Year) มีประวัติยาวนานที่สุดการฝึกหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกองทัพไทยและกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี โดยมีประเทศเข้าร่วมการฝึกหลัก จำนวน 7 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และมาเลเซีย ประเทศร่วมการฝึกเพิ่มเติม จำนวน 3 ประเทศ ประกอบด้วย จีน อินเดีย และออสเตรเลีย 

สำหรับกลุ่มประเทศที่หมุนเวียนเข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ ประเทศในโครงการเสนาธิการผสม ส่วนเพิ่มนานาชาติ หรือ MPAT (Multinational Planning Augmentation Team) จำนวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย บังกลาเทศ แคนาดา ฟิจิ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี มองโกเลีย เนปาล นิวซีแลนด์ และฟิลิปปินส์ ประเทศที่เข้าร่วมในโครงการสังเกตการณ์ การฝึก (Combined Observer Liaison Team : COLT) จำนวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน เยอรมนี จอร์แดน ลาว เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย สวีเดน ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 30 ประเทศ จำนวนผู้เข้าร่วมการฝึกฯ มากกว่า 8,000 นาย เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมิตรประเทศที่เข้าร่วมการฝึกฯ และพัฒนาขีดความสามารถทางทหารด้านการอำนวยการยุทธ์ร่วม และยุทธ์ผสม เชื่อมโยงองค์ความรู้ ประสบการณ์ และรูปแบบการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน ดำเนินการฝึกการปฏิบัติการร่วม/ผสมในทุกมิติ (Combined Joint All Domain Operations : CJADO) โดยครอบคลุมการปฏิบัติการร่วม ทั้งมิติทางบก มิติทางทะเล และมิติทางอากาศ มิติห้วงอวกาศ (Space) และมิติทางไซเบอร์ (Cyber) โดยกำหนดการฝึกหลัก ระหว่างวันที่ 18 กุมภาพัน

‘ณัฐพงษ์’เดินสายรอบเมืองคอน-กระบี่ กล่อมหากไม่อยากได้รัฐบาลแบบเดิม กาส้มสองใบ

'ณัฐพงษ์'เดินสายรอบเมืองคอน-กระบี่  กล่อมหากไม่อยากได้รัฐบาลแบบเดิม กาส้มสองใบ

‘ณัฐพงษ์’เดินสายรอบเมืองคอน-กระบี่ กล่อมหากไม่อยากได้รัฐบาลแบบเดิม กาส้มสองใบ

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

‘ณัฐพงษ์’เดินสายรอบเมืองคอน-กระบี่ ชวนคิดถ้าเลือกคนเก่าแล้วเขาจะไปโหวตให้ใครเป็นนายก ชี้ถ้าไม่อยากได้รัฐบาลแบบเดิม-อยากได้’เท้ง’เป็นนายกฯ แบ่งใจไม่ได้เด็ดขาด ต้องกาส้มทั้งสองใบเท่านั้น

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2569 ที่ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.กระบี่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมหาเสียงกับผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช และผู้สมัคร สส.กระบี่ พรรคประชาชน 

กิจกรรมหาเสียงในวันนี้เริ่มต้นด้วยการเปิดเวทีปราศรัยในช่วงสาย ที่บริเวณสวนขวัญ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ร่วมกับ นายปกรณ์ อารีกุล ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 1 เบอร์ 4 พรรคประชาชน ก่อนที่ช่วงบ่ายจะเดินทางไปร่วมพบปะกับตัวแทนหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากนั้นจึงเดินทางไปร่วมเปิดเวทีปราศรัยกับ สมโชติ มีชนะ ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 5 เบอร์ 1 พรรคประชาชน ที่ อ.ทุ่งสง ก่อนที่จะร่วมขบวนแห่หาเสียงไปรอบเทศบาลตำบลท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ และเปิดเวทีปราศรัยที่หน้าตลาดขวัญนรา ร่วมกับ นายพุฒิพงศ์ ลุ่ยจิ๋ว ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 6 เบอร์ 7 พรรคประชาชน

จากนั้นในช่วงเย็น นายณัฐพงษ์ได้เดินทางสู่ จ.กระบี่ ขึ้นรถแห่หาเสียงไปรอบเทศบาลเมืองกระบี่ พร้อมเดินตลาดพบปะประชาชนและแจกแผ่นพับแนะนำตัวผู้สมัคร ก่อนเปิดเวทีปราศรัยที่ลานปฏิมากรรมไม้มะหาด ร่วมกับ นายธนวัช ภูเก้าล้วน ผู้สมัคร สส.กระบี่ เขต 1 เบอร์ 3 พรรคประชาชน, รัตนภรณ์ ณ นคร ผู้สมัคร สส.กระบี่ เขต 2 เบอร์ 5 พรรคประชาชน และ ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้สมัคร สส.กระบี่ เขต 3 เบอร์ 2 พรรคประชาชน

ในช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายณัฐพงษ์ระบุว่า ที่ผ่านมามีคนบอกว่าเกิดเป็นพรรคส้มต้องอดทน เพราะการสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำค่าไฟให้ถูกลงก็โดนฟ้องร้อง อยากทำการเมืองให้ดี อยากปราบปรามทุนสีเทาก็โดนฟ้องร้อง แค่ตั้งใจทำงานการเมืองให้ดีก็เป็นเรื่องยาก เพราะการเมืองประเทศไทยแบบที่ผ่านมามีแต่เรื่องสีเทา มีแต่การเอารัดเอาเปรียบคนตัวเล็กตัวน้อย มีแต่การกระจุกอำนาจและงบประมาณไว้อยู่กับคนไม่กี่คน กดทับการพัฒนาประเทศ และที่ผ่านมามีเพียงพรรคประชาชนที่จุดยืนมั่นคง พูดอย่างไรรักษาคำพูดแบบนั้น ไม่เคยเอาเงินซื้อตัว สส. ย้ายค่ายเพื่อหวังเอาจำนวน สส. ไปต่อรองและเก้าอี้รัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

พรรคประชาชนมีวิธีการทำงานการเมืองที่เปิดกว้าง ให้ทุกคนที่อยากร่วมเดินทางผ่านอุดมการณ์ที่เหมือนกัน ที่ผ่านมามีแต่คนบอกว่าฐานเสียงภาคใต้นั้นเจาะยาก แต่ถ้าจะเจาะให้ได้ประชาชนต้องเลือก สส. เขตให้ครบทุกเขตด้วย เพราะคนที่เลือกนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ประชาชนโดยตรง แต่คือ สส. ที่จะไปเลือกในสภา และหากดูผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้วจะเห็นส่วนต่างอยู่เยอะ ที่ชาวนครศรีธรรมราชเคยมอบคะแนนบัญชีรายชื่อให้มากกว่าผู้สมัครเขต ดังนั้น รอบนี้ต้องการสองใบเท่านั้น ถึงจะได้นายกรัฐมนตรีคนนี้ไปทำหน้าที่

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ใครรู้จักญาติและเพื่อนพี่น้องที่อาจยังลังเลหรือยังเลือกคนเดิม อยากให้ทุกคนลองมองดูว่าคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาที่ผ่านมามีประวัติในการร่วมงานการเมืองกับพรรคใดมาบ้าง แล้วคนเหล่านั้นถึงเวลาหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะไปโหวตให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่อยากได้รัฐบาลหน้าตาแบบเดิมที่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งสัญญากับประชาชนทุกอย่าง แต่พอเข้าไปมีอำนาจก็แทบไม่เคยทำตามคำที่สัญญาเอาไว้ เรื่องสีเทาก็เห็นกันอยู่ว่าใครมีประวัติบ้าง แต่ก็ยังเห็นแก่พวกพ้องและผลลัพธ์ทางการเมืองมากกว่าความถูกต้อง ได้รับการละเว้นการลงโทษอยู่ร่ำไป

ถ้าไม่อยากเห็นการเมืองไทยเป็นแบบนี้ ตนขอชวนให้ทุกคนร่วมกันเป็นหัวคะแนนธรรมชาติช่วยกันบอกต่อ ครั้งนี้อย่างไรก็ต้องกาให้กับพรรคประชาชนทั้งสองใบ ตนยืนยันได้ว่าผู้สมัคร สส. ที่ยืนอยู่ข้างหลังตนทุกคนอาสาเข้ามาทำงานการเมืองในฐานะคนธรรมดา แม้จะมีคนบอกว่าวัฒนธรรมของคนใต้คือความอยากเลือก “นายหัว” แต่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชนเป็นคนธรรมดาที่มองเห็นทุกคนเท่ากัน ทุกคนอยากเข้ามาทำงานเพื่อรับใช้ประชาชน ต้องขอฝากทุกคนช่วยกันเป็นแรงใจให้ผู้สมัครทุกคนด้วย ยังมีหลายอย่างที่เราอยากทำงานร่วมกัน แต่จุดเริ่มต้นที่จะทำให้พรรคประชาชนไปต่อได้ ไปพัฒนาประเทศได้ ก็คือการส่ง สส. เขตเข้าไปนั่งในสภาให้มากที่สุด

นายณัฐพงษ์ยังกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ทุกคนบอกว่าพรรคนี้หวังสูงเกินไป สมัยเป็นพรรคก้าวไกลก็บอกอีกว่าหวังสูงเกินไป ครั้งนี้ก็มีคนบอกอีกว่าหวังสูงเกินไป ไม่ได้เป็นรัฐบาลหรอก แต่ทุกครั้งที่เราหวังสูงเกินไปเราไม่เคยผิดหวัง ครั้งนี้ไม่ผิดหวังได้เป็นรัฐบาลแน่นอน แต่ขออย่างเดียวคือขอให้ทุกคนช่วยกันบอกต่อเยอะๆ วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้พบกันที่คูหา ช่วยกันเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ ปกป้องคะแนนเสียของตัวเอง ช่วยกันเฝ้าหีบเลือกตั้งด้วย