ภท.ยกทัพบุกบุรีรัมย์ คิกออฟนัดประชุม 192 สส. 8-9 มี.ค.นี้

ภท.ยกทัพบุกบุรีรัมย์ คิกออฟนัดประชุม 192 สส. 8-9 มี.ค.นี้

ภท.ยกทัพบุกบุรีรัมย์ คิกออฟนัดประชุม 192 สส. 8-9 มี.ค.นี้

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.07 น.

“ภท.”ยกทัพบุกบุรีรัมย์ คิกออฟนัดประชุม 192 สส. 8-9 มี.ค.นี้ จับตาไฮไลต์เคาะเลือก”พรรคร่วมฯ”จัดตั้งรัฐบาล – สะท้อนความต้องการ ปชช.จัดทำนโยบายแถลงต่อรัฐสภา

25 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างวันที่ 8 – 9 มี.ค.นี้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมจัดประชุมสัมมนา สส.ของพรรคอย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยการประชุมครั้งนี้นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ รวมถึง สส.ของพรรคทั้ง 192 คน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

สาระสำคัญของการสัมมนาครั้งนี้ นอกจากเป็นการกำหนดทิศทางการทำงานของ สส.ในฐานะแกนนำรัฐบาลแล้ว หัวหน้าพรรคจะนำเสนอข้อมูลสะท้อนความต้องการของประชาชนจากทั่วประเทศ ให้ที่ประชุมรับทราบอย่างรอบด้าน เพื่อกำหนดกรอบนโยบายและลำดับความเร่งด่วนในการบริหารประเทศเพื่อนำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ขณะเดียวกัน จะเปิดโอกาสให้ สส.แต่ละพื้นที่สะท้อนปัญหาและความต้องการของประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนเอง เสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อรวบรวมเป็นข้อสรุปเชิงนโยบาย และใช้เป็นฐานประกอบการตัดสินใจทางการเมือง

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การประกาศความชัดเจน และมีมติจัดตั้งรัฐบาล โดยจะเลือกพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมรัฐบาล โดยคณะกรรมการบริหารพรรคจะรับฟังความเห็นจาก สส.ก่อนพิจารณามีมติในทิศทางเดียวกัน เพื่อเดินหน้าเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

เท้ง โยนบาป ปค. แจงปม ปชน.ขอ Laser ID ย้ำพรรคไม่เก็บข้อมูล

เท้ง โยนบาป ปค. แจงปม ปชน.ขอ Laser ID ย้ำพรรคไม่เก็บข้อมูล

เท้ง โยนบาป ปค. แจงปม ปชน.ขอ Laser ID ย้ำพรรคไม่เก็บข้อมูล

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.32 น.

25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการที่พรรคขอรหัส 12 หลัก หลังบัตรประชาชน หรือ เลเซอร์ ไอดี (Laser ID) จากผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคกว่า 1.1 แสนคน ว่าอาจเข้าข่ายละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือ PDPA และอาจถูกพรรคนำข้อมูลสมาชิกพรรคและใช้เลเซอร์ ไอดี ที่ได้ไปลงทะเบียนออนไลน์กับแพลตฟอร์มอื่นๆ ในลักษณะแอบอ้างใช้ประโยชน์หลายรูปแบบ เช่น เพื่อแสดงความเห็นโพลล์ออนไลน์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยเจ้าของบัตรประชาชนนั้นๆ ไม่ทราบ ไม่ได้อนุญาต แม้พรรคจะอ้างว่าการขอเลเซอร์ ไอดี ดังกล่าว เพียงเพื่อนำไปตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในการยืนยันตัวตน อีกทั้งกรมการปกครองระบุว่าหากประชาชนเจ้าของบัตรยินยอมให้ พรรคก็สามารถนำไปใช้ไดก็ตาม

ล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าวผ่านรายการ “สมมุติว่า” ตอน “เลือกตั้งใหม่” เมื่อวันที่ 22 ก.พ.69 โดยระบุตอนหนึ่งว่า เลเซอร์ ไอดี พรรคไม่เคยจัดเก็บอยู่ในระบบฐานข้อมูล ไม่ว่าจะสมัยพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชน ซึ่งการสมัครสมาชิกพรรคของประชาชนต้องใช้เลเซอร์ ไอดี เป็นรหัสที่เอาไว้ยืนยันกับกรมการปกครอง และเป็นวิธีเช็คว่าคุณถือบัตรตัวจริงใบล่าสุดจริงหรือไม่ เพราะกฎหมายเลือกตั้ง สส.และกฎหมายพรรคการเมือง บีบบังคับให้พรรคต้องรัดกุมในเรื่องการสมัครสมาชิกพรรคต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย กำหนดว่าขั้นต่ำกี่ปี เผื่อมีการเปลี่ยนสัญชาติ เงินที่พรรคจะรับมาได้ต้องไม่ใช่เงินสีเทา ถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำธุรกิจผิดกฎหมาย และมีการบริจาคเข้าพรรคแม้แต่บาทเดียว ถ้าตรวจสอบเเละยื่นร้องอาจจะถึงขั้นยุบพรรคได้ ซึ่งพรรคประชาชนมีสมาชิกมาก การจะเอาคนมานั่งตรวจได้ ยืนยันว่าเป็นบัตรประชาชนจริง หรือปลอม ในทางปฏิบัติทำไม่ได้ จึงต้องเอาระบบไปชนกัน

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังรับว่า ช่วงรอยต่อที่เกิดจากการยุบพรรคก้าวไกล มาเป็นพรรคประชาชน ทำให้การเชื่อมระหว่างระบบของพรรคกับกรมการปกครองขาดลง โดยตอนที่มาเป็นพรรคประชาชน พรรคได้ทำหนังสือถึงกรมการปกครองแล้ว แต่โดยกระบวนการในการประสานงานพูดง่ายๆ คือ ยังไม่ได้คุยกันต่อ ยังเชื่อมระบบกลับมาไม่สมบูรณ์ หน้าเว็บไซต์ของพรรค ระบบสมัครสมาชิกพรรคก็ยังค้างอยู่แบบนั้น ไม่มีการบันทึกข้อมูลในฐานข้อมูล แต่ว่ามันยังไม่ได้เชื่อมกับกรมการปกครอง จึงเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นตามหน้าข่าว และกำลังเร่งแก้ไขอยู่

โดยในเรื่องของการเก็บเป็นความลับ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า อยากให้สังคมตั้งคำถามเดียวกันอย่างนี้กับบริษัทเอกชนอื่นๆ เช่น การสมัครทำธุรกรรมออนไลน์ใน Mobile Banking เพราะหลายๆ บริษัทก็ขอเลเซอร์ ไอดี ไปยืนยันในการทำธุรกรรม และมองว่าถ้าจะตั้งคำถามนี้ว่ามันผิดที่ไหน มันผิดที่การออกแบบระบบของกรมการปกครองตั้งแต่แรก

“คือถามว่าระบบของกรมการปกครองออกแบบไม่ดีเช่นใด ผมขอให้ความเห็นคือพวกเขาออกแบบระบบมาว่าพรรค ธนาคาร บริษัทที่ต้องการยืนยันด้วยเลเซอร์ ไอดี ต้องทำตัวเป็นท่อกลาง คือ ให้ประชาชนกรอกเลเซอร์ ไอดี มาที่เว็บของพรรค ของธนาคาร ของบริษัทก่อน แล้วตัวกลางค่อยส่งข้อมูลเลเซอร์ ไอดี พร้อมข้อมูลหน้าบัตรประชาชน ไปยืนยันกับกรมการปกครอง กรมฯ จะตอบกลับมาว่าถูกต้องไหม กับข้อมูลที่คุณส่งมาว่า ถูกหรือไม่ถูก ถ้าไม่ถูกก็ไม่ให้ผ่าน ถ้าถูกก็ให้ผ่าน ซึ่งการออกแบบระบบแบบนี้มันทำให้คนกลางถ้าทุจริต สามารถที่จะดักจับข้อมูลเก็บไว้ได้หมด”

นายณัฐพงษ์ ยังมองว่า ระบบที่ดี ขอให้นึกภาพเวลาเราล็อกอินด้วย Apple ID ล็อกอินด้วย Google Account ล็อกอิน Facebook ID เวลาเราจะล็อกอินด้วย ID ต่างๆ เหล่านี้ ระบบมันจะพาเราไปที่หน้าเว็บของเว็บเหล่านี้ เพราะฉะนั้นคนที่จะเก็บข้อมูล Username Password ของเราคือ Google / Facebook / Apple ข้อมูลจะถูกส่งไปที่นั่น และพอเราล็อกอินสำเร็จผุ้ให้บริการแต่ละรายจะตอบกลับมาว่าล็อกอินสำเร็จแล้ว เชื่อถือได้ เพราะยืนยัน Username และ Password แล้ว ฉะนั้น เส้นการวิ่งของข้อมูลมันจะไม่ผ่านตัวกลางเลย จะวิ่งไปที่ตรงนั้นเลย เพราะฉะนั้นถามว่าความที่มันไม่ปลอดภัยของเลเซอร์ ไอดี ที่มันอาจจะหลุดได้จากตัวกลาง ถ้าจะตั้งคำถามนี้กับพรรคประชาชนนั้น ทำไมไม่ตั้งคำถามกับธนาคาร บริษัท ซึ่งผมไม่ได้โทษธนาคาร หรือบริษัทอื่นๆ พวกเขาต้องทำระบบให้เป็นแบบนี้ เพราะกรมการปกครองออกแบบระบบการยืนยันมาเป็นแบบนี้

จับตาชายแดนศรีสะเกษ ทบ.ยันกัมพูชายิงรุกล้ำ พร้อมใช้มาตรการตอบโต้ตามแผนเผชิญเหตุ

จับตาชายแดนศรีสะเกษ ทบ.ยันกัมพูชายิงรุกล้ำ พร้อมใช้มาตรการตอบโต้ตามแผนเผชิญเหตุ

จับตาชายแดนศรีสะเกษ ทบ.ยันกัมพูชายิงรุกล้ำ พร้อมใช้มาตรการตอบโต้ตามแผนเผชิญเหตุ

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.37 น.

โฆษก ทบ. ชี้ กัมพูชายิงปืน ค. ใส่ไทย ในช่วงหยุดยิงเป็นช่วงเวลาเปราะบาง ลั่นพร้อมใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองตอบโต้ทันทีหากตั้งใจคุกคาม ย้ำกำลังพลหน้าแนวอดทนอดกลั้น เพราะอยู่พื้นที่เผชิญหน้า

25 กุมภาพันธ์ 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังวานนี้ฝ่ายกัมพูชายิง ค.40 มม. เข้ามาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีการพูดคุยกันอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก ว่า ชุดประสานงานได้ทำงานตลอดอยู่แล้ว มีการประสานงานตลอดเวลา แต่ต้องยอมรับว่าพื้นที่ตลอดแนวชายแดนค่อนข้างยาว มีหน่วยย่อยหลายหน่วย ขณะที่ฝั่งไทยเคร่งครัด ดูแลทหารให้อยู่ในระเบียบวินัย โดยเฉพาะการทำงานในพื้นที่ละเอียดอ่อนอย่างชายชาย แต่ฝั่งกัมพูชาจะมีการก่อเหตุให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ด้วยวัตถุประสงค์และสาเหตุที่หลากหลาย ตามที่หน่วยในพื้นที่ของกัมพูชาชี้แจง ซึ่งหน่วยประจำพื้นที่ของฝ่ายไทยก็รู้อยู่ และต้องมีวิธีสื่อสารกันให้ได้ ทำความเข้าใจกันให้ได้ เพื่อให้งานที่รับผิดชอบต้องเรียบร้อยกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพราะอยู่ในช่วงของข้อตกลงยิง ดังนั้นต้องมีการเฝ้าระวังและระมัดระวังต่อการเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกำลังพลที่จะไปปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่เหล่านี้ จะต้องผ่านการฝึกและมีมาตรฐานการทำงานในพื้นที่อ่อนไหวนี้ได้ มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดปัญหา และอาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงต่อกัน

ส่วนที่ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการยิงกลับไปนั้น ก็เป็นไปตามมาตรการที่วางไว้กับทางกัมพูชา แต่ตำบลกระสุนตกที่กัมพูชายิงเข้ามา ยังห่างไกลที่จะทำอันตรายกับกำลังพลฝ่ายไทย แต่เราถือว่าถ้ามีอาวุธหลุดเข้ามาในพื้นที่ที่เราเคยบอกไว้แล้วว่าไม่ควรเกิดเหตุ เราก็จำเป็นต้องตอบโต้กลับไป แต่เป้าหมายในการตอบโต้กลับจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาหน่วยในพื้นที่

ส่วนที่กัมพูชายังคงใช้ข้ออ้างซ้ำๆ ในการก่อเหตุ เช่นความไม่มีระเบียบวินัยนั้น พลตรี วินธัย ยืนยันว่า พิจารณาแล้วแต่หน่วยในพื้นที่จะพิจารณาอย่างไร เช่นหากมีหน่วยหน่วยหนึ่งเคยใช้เหตุผลในลักษณะนี้แล้ว ถ้าพิจารณาแล้วฟังไม่ขึ้น มองว่าเกิดจากความตั้งใจต้องการกระทำต่อทหารไทย ก็สามารถใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองได้ ซึ่งทุกหน่วยมีมาตรการป้องกันตนเองอยู่แล้ว

ส่วนที่พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงว่าฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ยิงโจมตีไทยนั้น พลตรี วินธัย กล่าวว่า พลโทหญิง มาลี อาจจะอยู่ไกลจากพื้นที่หน้าแนว และตั้งข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่ข่าวที่มาจากพลโทหญิง มาลี มักไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของข่าว

ส่วนที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย กล่าวถ้อยแถลงโต้ตอบฝ่ายกัมพูชา บนเวที การประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นชนวนเหตุให้เกิดการปะทะรอบที่ 3 หรือไม่ พลตรี วินธัย กล่าวว่า ไม่น่าจะสัมพันธ์กันโดยตรง ยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารจะขึ้นอยู่กับปัจจัยในพื้นที่มากกว่า เพราะเป็นลักษณะของการป้องกันตามแผนเผชิญเหตุ จึงอาจไม่ได้เชื่อมโยงกันโดยตรง และด้วยข้อมูลการข่าวของฝ่ายไทย พบว่าทางกัมพูชายังไม่ได้มีท่าทีที่จะคุกคามด้วยกำลังทางทหาร และหลายหน่วยก็อยู่ค่อนข้างไกลจากบริเวณชายแดนไทย เพียงแต่อาจมีการเริ่มเดินมาสำรวจบ้างตามแนวรั้วลวดหนาม และแนวคิดมีเครื่องกีดขวางป้องกันอยู่ หลังพื้นที่ฝั่งกัมพูชาเริ่มโล่งเตียนจากการเผา เพียงแต่ยังไม่มีลักษณะของความตึงเครียดอย่างที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า นอกจากผู้บังคับหน่วยในพื้นที่จะพูดคุยกันเองแล้ว จะมีการใช้กลไกระดับ RBC หรือไม่ พลตรี วินธัย ยืนยันว่า เป็นไปได้ที่จะมีการรวบรวมรายละเอียดต่างๆ ในห้วงเวลาที่เกิดขึ้น เพื่อไปพูดคุยกัน พร้อมยอมรับตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน เพราะอยู่ในช่วงข้อตกลงหยุดยิง 

ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำกำลังพลอยู่แล้ว ในเรื่องความอดทนอดกลั้น โดยเฉพาะกำลังพลที่อยู่หน้าแนว และต้องมีความระมัดระวังในทุกเรื่อง เพราะถือว่าเป็นพื้นที่เผชิญหน้า มีความละเอียดอ่อน โดยเชื่อมั่นว่ากำลังพลฝ่ายไทยอยู่ในระเบียบและวินัยที่จะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

กกต.ร้องกองปราบฯ เอาผิดขบวนการ ถ่ายบัตร-ถอดรหัส QR Code ดิสเครดิตเลือกตั้ง

กกต.ร้องกองปราบฯ เอาผิดขบวนการ ถ่ายบัตร-ถอดรหัส QR Code ดิสเครดิตเลือกตั้ง

กกต.ร้องกองปราบฯ เอาผิดขบวนการ ถ่ายบัตร-ถอดรหัส QR Code ดิสเครดิตเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.28 น.

กกต.ส่งตัวแทนแจ้งความกองปราบฯ เอาผิดกลุ่มบุคคล 4-5 ราย เหตุพบพฤติการณ์ทำเป็นขบวนการ เข้าถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด หวังดิสเครดิตความโปร่งใสช่วงลงคะแนนใหม่ เขตคันนายาว 22 ก.พ. ยันตรวจสอบได้แต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย

25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กทม.) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามการมอบอำนาจจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล จากกรณีเหตุการณ์ความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายครรชิต เปิดเผยว่า ทาง กกต.ได้ตรวจสอบพบพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่กระทำกันเป็นขบวนการ โดยมีการเข้าไปถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ถ่ายภาพคิวอาร์โค้ด (QR Code) และพยายามถอดรหัสเพื่อพิสูจน์ผลการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตของกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กกต. ทั้งที่ขอยืนยันว่าการทำงานของ กกต.มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้อยู่แล้ว

สำหรับหลักฐานที่นำมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนในครั้งนี้ ประกอบด้วย หลักฐานที่ทางเจ้าหน้าที่บันทึกภาพไว้เอง และการรวบรวมข้อมูลจากสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยในเบื้องต้นจะดำเนินคดีกับกลุ่มภาคประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์วันดังกล่าวประมาณ 4 – 5 คน และจะมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมเพื่อนำข้อมูลมามอบให้พนักงานสอบสวนในภายหลัง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการปิดกั้นการตรวจสอบความโปร่งใสของภาคประชาชนหรือไม่ นายครรชิต ระบุว่า การตรวจสอบหรือการพิสูจน์หากอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนดก็สามารถกระทำได้ แต่พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ในวันนั้นถือว่าอยู่นอกกรอบและล่วงละเมิดกฎหมาย ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีความเห็นให้มาร้องทุกข์ในหลายข้อหา โดยมีข้อหาหลักคือ การขัดขวางการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมถึงจะมีการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญาควบคู่ไปด้วย

นอกจากนี้ นายครรชิต ยังย้ำด้วยว่า หากตรวจสอบพบว่ามีบุคคลอื่นมีการโพสต์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในสื่อโซเชียลมีเดียจนสร้างความเสียหาย ก็จะมีการดำเนินคดีทั้งหมด โดยเบื้องต้นจะเน้นไปที่เหตุการณ์ในพื้นที่เขตคันนายาวก่อน แต่หากพบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นอีก ก็พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ส่วนเรื่องบทลงโทษว่าจะมีโทษจำคุกหรือถึงขั้นตัดสิทธิทาง การเมืองหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเริ่มต้นดำเนินคดี ซึ่งต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการของทางกฎหมายต่อไป

สภาฯเตรียมพร้อม! จัดสถานที่รับรายงานตัว สส.ใหม่ ชุดที่ 27

สภาฯเตรียมพร้อม! จัดสถานที่รับรายงานตัว สส.ใหม่ ชุดที่ 27

สภาฯเตรียมพร้อม! จัดสถานที่รับรายงานตัว สส.ใหม่ ชุดที่ 27

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.50 น.

“เลขาสภาฯ”ลงตรวจความเรียบร้อยสถานที่รับรายงานตัว สส.ใหม่ ยันพร้อมแล้ว 80% ติดขัดแค่”บัตรประจำตัว สส.”เร่งดำเนินการให้ทัน พร้อมอำนวยความสะดวกจัดคิวเข้ารายงานตัวรอบละ 40 คน – ขอร่วมมือผู้แทนฯกรอกข้อมูลผ่านระบบ e-form ล่วงหน้า

25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่รัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเจ้าหน้าที่ และคณะ เดินตรวจสอบความเรียบร้อย เช็คอุปกรณ์ต่างๆ ที่ห้องประชุมชั้น B1 เตรียมความพร้อมรับรายงานตัว สส.แบบแบ่งเขต ชุดที่ 27 ที่จะเข้ารายงานตัว ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรอง สส.จำนวน 396 เขตเลือกตั้ง

จากนั้น นายศิโรจน์ ให้สัมภาษณ์ว่า ความพร้อมในการรับรายงานตัว สส.ใหม่ ทางสำนักงานเลขาฯ ได้เตรียมการเพื่อรองรับการรายงานตัวของ สส.ที่ได้รับการรับรองจาก กกต.โดยสภาฯ จะเปิดให้รายงานตัวเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ.เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.รวมถึงวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ก็จะเปิดรับรายงานตัวเช่นกัน ส่วนจะเปิดรับรายงานตัวกี่วันนั้น ต้องดู กกต.จะให้การรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ เมื่อใด หาก กกต.ยังไม่รับรอง สส.บัญชีรายชื่อ แต่เมื่อมี สส.เขต มารายงานตัวครบแล้ว ก็อาจหยุดการรายงานตัวไว้ก่อน ซึ่งขณะที่สถานที่และระบบต่างๆ พร้อมแล้ว 80% แต่มีอุปสรรคเล็กน้อยที่พบคือเรื่องบัตรประจำตัว สส.ที่กำลังเร่งประสานให้เสร็จทันกำหนด หากไม่ทันในวันแรกจะดำเนินการจัดส่งตามไปให้ในภายหลัง

เลขาธิการสภาฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นยังมีการจัดห้องรับรองไว้ให้สมาชิกที่มารายงานตัว เพื่อลดความแออัด กรณีที่ สส.เดินทางมาเป็นกลุ่มใหญ่ หรือมาเป็นพรรค โดยจะแบ่งการเข้ารายงานตัวเป็นรอบ รอบละประมาณ 40 คน ทั้งนี้ ตนขอความร่วมมือให้ สส.กรอกข้อมูลผ่านระบบ e-form ล่วงหน้า เพื่อความรวดเร็วในการตรวจสอบข้อมูล

นายศิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรนั้น ทางฝ่ายรักษาความปลอดภัยได้จัดเตรียมพื้นที่จอดรถไว้รองรับ บริเวณด้านหน้าของชั้น B1 และ B2 ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก และนำทาง สส.จากจุดจอดรถไปยังสถานที่รายงานตัว เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับ สส.ใหม่

เลขาธิการสภาฯ กล่าวต่อว่า ส่วนขั้นตอนการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องดูว่า กกต.จะประกาศรับรอง สส.ได้เกินกว่า 95% เมื่อใด ถ้า กกต.ประกาศรับรองครบ 95% แล้ว สภาฯ จะประสานสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกภายใน 15 วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 121 ส่วนผู้ทำหน้าที่เป็นประธานสภาฯ ชั่วคราว ในวันโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะเลือกจาก สส.ที่มีอาวุโสสูงสุด และอยู่ในห้องประชุมในวันดังกล่าวด้วย

– 006

ไอซ์นัดกินข้าว ก.แรงงาน บุกพบ ตรีนุช จี้เปิดผลประชาพิจารณ์

ไอซ์นัดกินข้าว ก.แรงงาน บุกพบ ตรีนุช จี้เปิดผลประชาพิจารณ์

ไอซ์นัดกินข้าว ก.แรงงาน บุกพบ ตรีนุช จี้เปิดผลประชาพิจารณ์

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.32 น.

25 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กราบขอบพระคุณ รองเลขาประกันสังคม ที่ได้กรุณาออกมายืนยันว่า อำนาจในการเคาะ/ตัดสินใจว่าจะ รับรอง “ระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฉบับใหม่” มาใช้หรือไม่ เป็นอำนาจของรัฐมนตรี

1) นี่ก็ผ่านไป 2สัปดาห์แล้ว แต่ผลการทำประชาพิจารณ์ยังไม่ออกเลย ? ว่าสัดส่วนคนโหวตเป็นเท่าไหร่ยังไง ทั้งๆที่ในรอบการทำประชาพิจารณ์ บำนาญสูตร CARE ใช้เวลา 4วัน เท่านั้น ก็รู้ผลแล้ว ว่าเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วยสัดส่วนเท่าไหร่

ทำไมการทำประชาพิจารณ์ “ระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฉบับให้“ ฉบับลดทอนสิทธิ์ผู้ประกันตน ฉบับรัฐประหารบอร์ด ฉบับคนแพ้เลือกตั้งชงเองกินเอง จะใช้ชื่ออะไรก็ตาม แต่ทำไมผลมันถึงได้ออกช้านัก

เริ่มหวั่นใจ ว่ามีใครพยายามปรับแต่งตัวเลขอยู่หรือไม่ จึงอยากจะไปทวงถามกับรัฐมนตรีรักษาการ ตรีนุช ว่ามีความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างไร ? ผลการทำประชาพิจารณ์สัดส่วนคนเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วยตัวเลขเป็นอย่างไร ? ทางรัฐมนตรีรักษาการยังจะดันทุลังระเบียบเลือกตั้งใหม่ต่อหรือไม่ ?

ตอบให้ผู้ประกันตน หายข้องใจหน่อย

2) ตอนนี้บอร์ดประกันสังคมหมดวาระแล้วนะทุกคน ณ ขณะนี้เป็นการอยู่ในตำแหน่งแบบรักษาการ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องกำหนดการเลือกตั้งบอร์ดเลย ว่าผู้ประกันตนและนายจ้าง จะได้เลือกตัวแทนชุดใหม่ของพวกเค้าวันไหน?

ถ้าเป็นสภาผู้แทนราษฎร หมดวาระเมื่อไหร่ ต้องเลือกตั้งใหม่ภายใน 45วัน ตามกฏหมาย แต่บอร์ดประกันสังคมไม่มีเขียนกำหนดไว้ในกฏหมาย ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ใหญ่มาก ถ้าสำนักงานประกันสังคมไม่ต้องการจัดการเลือกตั้ง จะดึงให้รอกันต่อไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีใครทำอะไรพวกท่านได้หรือไม่?

จึงต้องทวงถามความคืบหน้ากับรัฐมนตรีรักษาการ ตรีนุช ว่าจะเอายังไงกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ?

3) วันพฤหัสนี้ 26 กุมภาพันธ์ 13:00 จะขอเข้าพบท่านรัฐมนตรีรักษาการ ตรีนุช เพื่อยื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าของเรื่องใน ข้อ1) และ ข้อ2)

12:00 ก่อนเวลายื่น ไอซ์ รักชนก , เนม สหัสวัต , ไหม ธนพร จะไปทานข้าวกันที่ โรงอาหารของผู้ประกันตน โรงอาหารกระทรวงแรงงาน ไม่มีอะไร มากินข้าวด้วยกันเฉยๆ ใครว่างแวะมากินด้วยกันได้

อ.อัจฉราวดี คารวะหัวใจ สีหศักดิ์ นักเลงแห่งรัตนโกสินทร์ หลังตอกหน้ากัมพูชากลางยูเอ็น

อ.อัจฉราวดี คารวะหัวใจ สีหศักดิ์ นักเลงแห่งรัตนโกสินทร์ หลังตอกหน้ากัมพูชากลางยูเอ็น

อ.อัจฉราวดี คารวะหัวใจ สีหศักดิ์ นักเลงแห่งรัตนโกสินทร์ หลังตอกหน้ากัมพูชากลางยูเอ็น

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.27 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 อาจารย์ อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า เป็นถ้อยแถลงที่แปลเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า “จะเอายังไงก็บอกมา ไทยพร้อมรบโดยไม่มีเงื่อนไข”

ถ้อยวาจาของท่านเผ็ด องอาจ และได้ใจมาก นี่คือวิถีที่เราภูมิใจ ท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วได้แถลงในที่ประชุมระดับสูงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) โดยตอบโต้รมต.กัมพูชาที่พาดพิงถึงไทยว่า

“กัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือน  เพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย  ต้นเหตุความขัดเแย้งของไทยและกัมพูชา  เกิดจากการละเมิดและการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า  รวมถึงการแทรกแซงการเมืองภายในของไทยโดยฝ่ายกัมพูชา..”

“ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงหยุดยิง แทนที่จะร่วมกันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและก้าวไปข้างหน้า.. กัมพูชากลับบั่นทอนโอกาสสำหรับสันติภาพ”

คนปลิ้นปล้อนต้องเจอคนจริงแบบนี้ จะมาพูดลีลาย้วยไปย้วยมาตีความแล้วตีความอีก สไตล์นักการทูตเดิมๆ ไม่ได้ ยามนี้ซัดได้เป็นต้องซัด ด้วยการเอาความจริงมาพูดกันบนโต๊ะ   ยอดเยี่ยม สง่างาม สยามประเทศ คารวะหัวใจนักเลงแห่งรัตนโกสินทร์ของท่านสีหศักดิ์ค่ะ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ตอกเขมรหน้าหงายกลางUN สีหศักดิ์ ซัดบิดเบือนยั่วยุใส่ร้ายไทย ถามจะเลือกสันติภาพหรือความขัดแย้ง

เปิดชื่อ 4 ว่าที่ สส.เขต กกต.ยังไม่รับรองผล เหตุสั่งลงคะแนน-นับใหม่

เปิดชื่อ 4 ว่าที่ สส.เขต กกต.ยังไม่รับรองผล เหตุสั่งลงคะแนน-นับใหม่

เปิดชื่อ 4 ว่าที่ สส.เขต กกต.ยังไม่รับรองผล เหตุสั่งลงคะแนน-นับใหม่

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.22 น.

เผย 4 รายชื่อว่าที่ สส.เขต ที่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง เหตุต้องออกเสียงลงคะแนนใหม่ และนับคะแนนใหม่

25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามที่ กกต.ได้มีมติรับรองรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.รายเขต จำนวน 396 เขต แต่ปรากฏว่า ยังไม่มีการรับรองรายชื่อ สส.อีก 4 เขต เนื่องจากว่าอยู่ระหว่างที่ กกต.สั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ที่ จ.พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 และและนับคะแนนใหม่ ที่ จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 และเขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 8

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชนะการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ทั้ง 4 เขต ที่ยังไม่ได้รับรอง ได้แก่

– จ.พะเยา เขต 1 ผู้ชนะเลือกตั้ง คือ นายอัครา พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม

– จ.สุพรรณบุรี เขต 2 ผู้ชนะเลือกตั้ง คือ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ พรรคภูมิใจไทย

– จ.จันทบุรี เขต 1 ผู้ชนะเลือกตั้ง คือ นายสุรพล วิรัตน์โยสินทร์ พรรคภูมิใจไทย

– จ.จันทบุรี เขต 2 ผู้ชนะเลือกตั้ง คือ นายคัมภีร์ ชื่นบาน พรรคภูมิใจไทย

ทักษิณจ่อพักโทษ 9 พ.ค. ราชทัณฑ์ระบุไม่ต้องติดกำไล EM แต่ต้องรายงานตัว

ทักษิณจ่อพักโทษ 9 พ.ค. ราชทัณฑ์ระบุไม่ต้องติดกำไล EM แต่ต้องรายงานตัว

ทักษิณจ่อพักโทษ 9 พ.ค. ราชทัณฑ์ระบุไม่ต้องติดกำไล EM แต่ต้องรายงานตัว

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.09 น.

“โฆษกกรมราชทัณฑ์”ยืนยัน”ทักษิณ”จ่อพักโทษ 9 พ.ค. แย้ม”คณะกรรมการเรือนจำกลางคลองเปรม”ยังไม่ได้สรุปรายชื่อผู้ต้องขังเข้าเกณฑ์พักโทษส่งมาให้”คณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์”พิจารณา ระบุ”ทักษิณ”โทษน้อย ไม่ต้องติดกำไล EM แต่ต้องรายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติตามนัดหมาย ส่วนใบบริสุทธิ์จะได้รับตอนพ้นโทษแล้ว

25 กุมภาพันธ์ 2569 นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงไทม์ไลน์การพักโทษกรณีทั่วไปของ นายทักษิณ ชินวัตร และขั้นตอนการพิจารณาพักการลงโทษ ว่า ตามขั้นตอนแล้วการพิจารณาโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไปของผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำฯ ว่าใครมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาเนื่องจากมีคุณสมบัติเงื่อนไขเข้าเกณฑ์นั้น ลำดับแรกจะต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการในระดับเรือนจำก่อน และเมื่อมีการรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ได้รับการลงโทษเป็นการทั่วไปเรียบร้อยแล้วว่ามีจำนวนกี่ราย ทางเรือนจำฯ จึงจะนำเสนอรายชื่อผู้ต้องขังทั้งหมดนั้นมายังคณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์เพื่อพิจารณากลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่จะนำเสนอไปยังลำดับสุดท้าย คือ คณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ทางคณะกรรมการเรือนจำกลางคลองเปรม ยังไม่ได้มีการสรุปจำนวนรายชื่อผู้ต้องขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมที่มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไปมายังคณะกรรมการกรมราช ทัณฑ์ว่าจะมีจำนวนทั้งสิ้นกี่ราย แต่โดยหลักการแล้วจะต้องมีการนำรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังเสนอมายังคณะกรรมการกรมราชทัณฑ์ล่วงหน้า 1 – 2 เดือน ซึ่งตนเข้าใจว่าจำนวนผู้ต้องขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษอาจมีไม่ถึง 500 ราย

ทั้งนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี มีโทษ 1 ปี (12 เดือน) ดังนั้น เกณฑ์ 2 ใน 3 ของอัตราโทษดังกล่าว หากจะได้รับการพักโทษคุมประพฤติก็คือต้องคุมขังมาแล้ว 8 เดือน และอดีตนายกรัฐมนตรีได้เข้าสู่กระบวน การยุติธรรมเมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 เมื่อคำนวณดูแล้วก็จะได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติในวันที่ 9 พ.ค.69 อนึ่ง ในการพิจารณาการพักการลงโทษกรณีทั่วไปของผู้ต้องขัง ทางคณะกรรมการจะต้องดำเนินการมีความเห็นชอบให้ครบทั้ง 3 ลำดับชั้นเรียบร้อยก่อน

นายยุทธนา เผยอีกว่า นอกจากบทบาทในส่วนของกรมราชทัณฑ์ที่มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขังแล้วนั้น หากผู้ต้องขังรายใดที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการพักการลงโทษ ระหว่างนี้ทางเรือนจำและกรมคุมประพฤติจะเข้ามามีบทบาทร่วมกันในเรื่องของการสืบเสาะในส่วนของผู้อุปการะผู้ต้องขังรายนั้นๆ โดยเรือนจำจะทำหนังสือไปถึงกรมคุมประพฤติ เพื่อขอให้สืบเสาะว่าผู้อุปการะของผู้ต้องขังคือใคร ที่พักอาศัยของผู้อุปการะอยู่ที่ใด ผู้อุปการะมีความสามารถในการดูแลผู้ต้องขังอย่างไรบ้างเมื่อไปอยู่ในสถานที่อุปการะ และสถานที่อุปการะคือที่ใด เป็นต้น จากนั้นกรมคุมประพฤติจึงจะมีการกำหนดพื้นที่ให้ที่แห่งนั้นเป็นสถานที่พักโทษคุมประพฤติ และกรมคุมประพฤติ ก็จะได้ทำหนังสือมาสอบถามเรือนจำว่ามีความเห็นด้วยกับการพักโทษหรือการไม่พักโทษอย่างไรบ้าง ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการในเรือนจำก็จะได้มีการประชุมหารือกัน ซึ่งคณะกรรมการในเรือนจำ นอกจากจะมี ผบ.เรือนจำ/ผอ.ทัณฑสถาน แล้วนั้น ก็ยังมีผู้แทนจากกรมคุมประพฤติ ผู้แทนจากฝ่ายปกครอง ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ส.ร่วมประชุมด้วยกัน 5 ราย เพื่อมีความเห็นควรหรือไม่เห็นควรอนุมัติพักการลงโทษผู้ต้องขังหรือไม่ และจึงส่งความเห็นนั้นไปยังคณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเมื่อเรื่องมาถึงกรมราชทัณฑ์ ก็จะได้จัดการประชุมกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง ก่อนส่งความเห็นไปยังคณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจะมี ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นต้น เพื่อร่วมกันพิจารณา

“แม้ว่าวันที่ 9 พ.ค.69 จะตรงกับวันเสาร์ แต่เราก็มีหน้าที่รักษาสิทธิของผู้ต้องขัง ซึ่งหากบุคคลได้รับการพักโทษคุมประพฤติ ทางเรือนจำฯ ก็มีหน้าที่ต้องปล่อยตัวไปตามขั้นตอน โดยในตอนเช้าประมาณ 07.00 – 08.00 น.เจ้าหน้าที่จะเริ่มตรวจสอบเรื่องเอกสารต่างๆ ของผู้ต้องขัง ก่อนที่ญาติและครอบครัวจะมารับตัวไปพักโทษคุมประพฤติยังสถานที่ที่ผู้อุปการะแจ้งไว้ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการไปพักโทษคุมประพฤติ หากมีการกระทำผิดเงื่อนไขการพักโทษ ก็จะต้องถูกนำตัวกลับมาคุมขังในเรือนจำตามกำหนดโทษที่เหลือทันที โดยในกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความที่มีโทษน้อย 1 ปี ดังนั้น ในเรื่องของการใส่กำไล EM ก็ไม่มีความจำเป็น แต่จะต้องมีการไปรายงานตัวตามกำหนดนัดกับทางสำนักงานคุมประพฤติ อีกทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความที่ในเดือน พ.ค.นี้ ก็จะรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 หรือ 8 เดือน ก็จะได้ไปพักโทษคุมประพฤติอีกเพียง 4 เดือน ก็จะครบตามกำหนดโทษ 1 ปี (9 ก.ย.69) ส่วนเมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีพักโทษคุมประพฤติครบถ้วนแล้ว จึงจะได้รับใบบริสุทธิ์พ้นโทษจากเรือนจำฯ” รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องมาจากวานนี้ (24 ก.พ.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ระบุว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกคุมขังตามคำพิพากษา 1 ปี จะสามารถยื่นขอพักโทษได้ตามปกติหลังจากคุมขังครบ 2/3 ของโทษ หรือ 8 เดือน ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 โดยผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการเรือนจำ กรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรม ตามระเบียบทั่วไปโดยไม่ถือเป็นกรณีพิเศษ

เด็ก ปชน. จี้ กกต.เคลียร์ปมใบคะแนน ถูกทิ้งลงกองขยะสมุทรปราการ หวั่นผู้ชนะมีมลทิน

เด็ก ปชน. จี้ กกต.เคลียร์ปมใบคะแนน ถูกทิ้งลงกองขยะสมุทรปราการ หวั่นผู้ชนะมีมลทิน

เด็ก ปชน. จี้ กกต.เคลียร์ปมใบคะแนน ถูกทิ้งลงกองขยะสมุทรปราการ หวั่นผู้ชนะมีมลทิน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ผู้สมัครสส.ปชน.จี้กกต. เปิดเผยความคืบหน้าใบคะแนนถูกทิ้งลงกองขยะสมุทร ปราการ ชี้หากไม่มีความชัดเจน จ่อดำเนินคดี มองกระบวนการยังไม่เคลียร์ หวั่นผู้ชนะมีมลทิน-ประชาชนขาดความเชื่อมั่น อัด กกต.จัดการเลือกตั้งแบบ “ชุ่ย” ไล่บี้คนตรวจทุจริต

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง (กกต.)นายวีระภัทร คันธะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมุทรปราการเขต6 พรรคประชาชน ยื่นคำร้องต่อกกต. ตรวจสอบหลังพบเอกสารการเลือกตั้งอยู่ในกองขยะที่ จ.สมุทรปรา การ ว่า เนื่องจากกรณีที่มีการทิ้งใบนับคะแนนที่บ่อขยะสมุทรปราการทำให้ตนได้ยื่นร้องต่อ กกต.เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจนขณะนี้ผ่านมา 10 วันแล้วยังไม่มีความคืบหน้าจาก กกต.ในเรื่องของความบริสุทธิ์ยุติ ธรรมในการดำเนินการ หลังจากส่งเรื่องร้องเรียนไปหลังจากนั้น3 วัน กกต.ได้ระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ใบนับคะแนนเป็นใบจริง แต่ผลการนับคะแนนสิ้นสุดลงแล้ว และไม่ส่งผลกับการนับคะแนนและการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่สิ่งที่เจอนั้นเจอใบขีดคะแนน 3 จุดจาก 3 พื้นที่ ซึ่งตนเข้าใจว่าเกิดจากการโอนถ่ายหีบแล้วทิ้งไป เรื่องนี้เป็นเรื่องน่ากังวลเพราะเป็นตัวอย่างที่พบ แล้วที่ยังไม่ได้พบและอาจปรากฎในกองขยะที่ใดที่หนึ่ง จึงตั้งคำถามว่า กกต.จะดำเนินการอย่างไรต่อไป

“ผมรอมาเกือบ 10 วัน ก็ไม่มีการแจ้งใดๆมาเลยจาก กกต.มีเพียงข่าวตามหน้าสื่อเท่านั้น ซึ่งล่าสุดมีรายงานข่าวว่า กกต.มีการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกคนให้การปฏิเสธแน่นอนว่าคงไม่มีใครยอมรับว่าใบขีดคะแนนไปโผล่ที่บ่อขยะได้อย่างไร ดังนั้น ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.ได้ระบุไว้ว่าหากสันนิษฐานว่าหากมีเหตุใดที่ ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมกกต.สามารถสั่งให้นับคะแนนใหม่ได้ แต่กกต.บอกว่าไม่ทราบว่าใครเอาไปทิ้งไว้ และบริสุทธิ์ยุติธรรม แล้วทำลักษณะนี้ไม่ควรมาจากปาก กกต. ตนจึงมายื่นหนังสือติดตามทวงถามในวันนี้ว่าขณะนี้เรื่องต่างๆ ไปถึงไหนและควรจะมีรายงานให้ผู้มีส่วนได้เสียในการลงสมัครรับเลือกตั้งได้รับทราบ  ไม่ใช่รอความคืบหน้าจากหน้าสื่อเท่านั้น ทั้งนี้ หากไม่มีความชัดเจนจากทาง กกต.ตนขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดี

นายวีระภัทร กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ถามกันมาว่าจะมีการนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เขต 6 สมุทรปราการ แทบจะชัดเจนที่สุดว่ามีปัญหาเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องใบขีดคะแนน การนำใบขีดคะแนนไปทิ้งในบ่อขยะและไม่ได้รับคำตอบที่ดี เรื่องนี้ส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกเป็น สส.ว่ามีมลทินหรือไม่ หรือแม้การการเลือกตั้งของ กกต.ก็เกิดคำถามว่ามีความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ ตนเชื่อว่าประชาชนจะขาดความเชื่อมั่นอย่างมาก เพราะแม้แต่เรื่องง่ายๆที่พบไปขีดคะแนนในบ่อขยะ นอก จากนี้ ยังมีกรณีที่จังหวัดปทุมธานี
ยังจัดการไร้ประสิทธิภาพ การจัดการแบบชุ่ย จะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งที่ยุติธรรม

เมื่อถามว่าขณะนี้ กกต.กำลังเดินหน้ารับรอง สส.นั้น นายวีระภัทร กล่าวว่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการจัดการเลือกตั้ง เมื่อกระบวนการต่างๆยังไม่แล้วเสร็จ ยังมีคำถามมากมายในสังคมรวมถึงเรื่องในเขตของตน เข้าใจว่าตอนนี้คะแนนก็ไม่ได้ปรากฎแบบ100% ทีมพรรคประชาชนได้ตรวจสอบว่าใบ 5/18 ก็ไม่ได้ครบแบบที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้ คะแนนที่ปรากฎยังผิดเพี้ยนและบิดเบี้ยว ตนคิดว่าการรับรอง สส.ในช่วงที่กระบวน การยังไม่เรียบร้อยเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

เมื่อถามว่าการที่รับรองแบบนี้เป็นการตอบสนองต่อการเมืองหรือไม่ นายวีระภัทร กล่าวว่า คงตอบไม่ได้ แต่จากพฤติการณ์และพฤติกรรมของ กกต.ในช่วงที่ผ่านมาตนเชื่อว่าประชาชนก็มีคำถามอย่างมาก กกต. ควรตอบคำถามให้ได้อย่างโปร่งใสก่อนที่จะมีการรับรอง

“การรับรองแบบนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของพี่น้องประชาชนที่จะตั้งคำถามนี้ ว่าเป็นการรับสนองกระบวนการทางการเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่” นายวีระภัทร กล่าว

เมื่อถามว่าต้องหาสาเหตุหรือไม่ว่า กกต. เร่งรับรองแบบนี้มาจากสาเหตุใด นายวีรภัทร กล่าวว่า ตนคงตอบแทน กกต. ไม่ได้ เพราะกกต.ก็คงรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำงานรับใช้ใครหรือเพื่อใคร เพื่อประชาชนหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ กกต.เองคงมีคำตอบอยู่ในหัวแล้ว

เมื่อถามว่า กกต.ระบุว่าจะมีการแจ้งความผู้ที่ไปถ่ายซูมบัตรเลือกตั้ง  เพราะถือว่าเข้าข่ายเปิดเผยข้อมูล นายวีรภัทร กล่าวว่า สิ่งที่ กกต. ประกาศออกมาขัดต่อเจตนารมย์ความตั้งใจทำให้โปร่งใสหรือไม่ เพราะที่จริงแล้ว กกต.เองก็ทราบดีว่าตอนนี้กระบวนการบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดเป็นสิ่งที่สังคมตั้งคำถามว่าจะนำไปสู่การแทร็คกิ้งย้อนกลับไปที่ผู้สมัครหรือไม่ กระบวนการทำให้โปร่งใส คือ เน้นนำเสนอให้ตรวจสอบได้ ตนเข้าใจว่ากฎหมายเดิมไม่ได้มีการห้ามที่จะถ่าย แม้แต่หน้าคูหาในการนับคะแนน

“น่าแปลก ว่าถ้ามีการถ่ายรูปก็จะดำเนินคดี นั่นแปลว่ามีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ ที่การถ่ายรูปหรือการถ่ายวิดีโอจะนำกลับไปสู่การแทร็คกิ้งผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง กกต. ควรทำให้โปร่งใสมากกว่ามาไล่จับผู้ที่ทำให้โปร่งใส ผมมองว่า กกต.ก็ไม่มั่นใจ จึงไม่ควรที่จะมาไล่จับประชาชนที่จะทำให้เกิดความโปร่งใส เราไม่ได้จับผิด แต่เราจำเป็นจะต้องทำให้หลักการการลงคะแนนโดยลับเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม” นายวีระภัทร กล่าว