นายกฯ อนุทิน ควง ศุภจี หารือเอกอัครราชทูตจีน เร่งส่งออกข้าวล็อตแรก 4 หมื่นตันภายใน ก.พ.นี้

นายกฯ อนุทิน ควง ศุภจี หารือเอกอัครราชทูตจีน เร่งส่งออกข้าวล็อตแรก 4 หมื่นตันภายใน ก.พ.นี้

นายกฯ อนุทิน ควง ศุภจี หารือเอกอัครราชทูตจีน เร่งส่งออกข้าวล็อตแรก 4 หมื่นตันภายใน ก.พ.นี้

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.14 น.

นายกฯ อนุทิน ควง ศุภจี หารือเอกอัครราชทูตจีน เร่งส่งออกข้าวล็อตแรก 40,000 ตันภายใน ก.พ.นี้ ตั้งเป้าครบ 500,000 ตันในสิ้นปี เดินหน้าการค้า–ลงทุนไทย–จีน

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำและเข้าหารือตามคำเชิญของ นายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณฝ่ายจีนที่ให้การสนับสนุนการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยประมาณวันละ 30,000 คน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือความคืบหน้าความร่วมมือด้านการค้า โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไทยไปยังจีน ภายใต้กรอบความร่วมมือจำนวน 500,000 ตัน ซึ่งมีกำหนดส่งมอบล็อตแรกภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ปริมาณ 40,000 ตัน โดยฝ่ายจีนแสดงความตั้งใจที่จะเร่งรัดการสั่งซื้อเพิ่มเติม เพื่อให้ครบตามเป้าหมายภายในปี 2569 พร้อมย้ำความพร้อมในการเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกของไทย

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจและการลงทุน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการกำกับดูแลนักธุรกิจและนักลงทุนที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฝ่ายจีนยืนยันไม่สนับสนุนการกระทำดังกล่าว และพร้อมให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการบริหารจัดการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน ฝ่ายจีนยังสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งมีแนวโน้มที่บริษัทชั้นนำของจีนจะขยายการลงทุนมายังประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่าหมื่นล้านบาท พร้อมทั้งสร้างการจ้างงานและเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย

พร้อมกันนี้ ฝ่ายจีนย้ำจุดยืนของรัฐบาลจีนว่าไม่สนับสนุนสินค้าด้อยคุณภาพหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และพร้อมประสานความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการกำกับดูแลกระบวนการศุลกากรและการนำเข้าให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น และได้ระบุถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งถือเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค และแสดงความพร้อมที่จะผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

โดยในการหารือ ฝ่ายจีนได้กล่าวชื่นชมบทบาทของนายกรัฐมนตรีไทยในฐานะผู้นำที่สามารถแสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์ภายในเวลาอันสั้น มีความตรงไปตรงมา จริงจังต่อการปฏิบัติหน้าที่ และมีความเป็นกันเอง

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ในการกระชับความสัมพันธ์ไทย–จีนในทุกมิติ จากสถานการณ์สงครามทางการค้า จีนพร้อมที่จะเป็นตลาดสำคัญในการนำเข้าสินค้าจากไทย

ไทยโกยรายได้เฉียด 3 แสนล้าน ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมพุ่งทะลุเฉียด 6 ล้าน

ไทยโกยรายได้เฉียด 3 แสนล้าน ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมพุ่งทะลุเฉียด 6 ล้าน

ไทยโกยรายได้เฉียด 3 แสนล้าน ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมพุ่งทะลุเฉียด 6 ล้าน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.10 น.

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย รัฐบาลปลื้ม ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 5,947,434 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 293,119 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 969,505 คน มาเลเซีย 573,323 คน รัสเซีย 457,250 คน อินเดีย 376,738 คน และเกาหลีใต้ 283,623 คน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-22 ก.พ. 2569) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 879,587 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,969 คน หรือ 0.34% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 125,655 คน นักท่องเที่ยวมาเลเซียและรัสเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.02% และ 7.57% ตามลำดับ จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาแตะระดับ 1.1 แสนคน ในรอบ 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 33.02% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ อินเดีย และจีน ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 18.19% 10.78% และ 0.68% ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนชะลอเดินทางหลังจากเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของวันหยุดต่อเนื่องในประเทศ แต่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับกว่า 2 แสนคน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 199,078 คน มาเลเซีย 111,581 คน รัสเซีย 60,442 คน อินเดีย 42,893 คน และเกาหลีใต้ 34,318 คน

อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์

“สำหรับสัปดาห์นี้ (23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้และอาเซียนมากขึ้น การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

ท่องเที่ยวไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รัฐบาลโวการค้าผ่านแดนไทย เดือนมกราคม 2569 โต 10.9%

รัฐบาลโวการค้าผ่านแดนไทย เดือนมกราคม 2569 โต 10.9%

รัฐบาลโวการค้าผ่านแดนไทย เดือนมกราคม 2569 โต 10.9%

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.00 น.

การค้าผ่านแดนไทยเดือนมกราคม 2569 โต 10.9% ไทยเกินดุลกว่า 1.48 หมื่นล้านบาท จีนยังครองแชมป์ตลาดผ่านแดน

วันที่  25 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวม การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทย ในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 161,135 ล้านบาท ขยายตัว 10.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 87,977 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% และการนำเข้า 73,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 14,819 ล้านบาท

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สำหรับ การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สปป.ลาว เมียนมา และ กัมพูชา เดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 68,613 ล้านบาท หดตัว 18.2% เป็นการส่งออก 38,748 ล้านบาท (-23.4%) และการนำเข้า 29,865 ล้านบาท (-10.3%) โดยไทยยังเกินดุลการค้า 8,883 ล้านบาท

ประเทศคู่ค้าชายแดนที่มีมูลค่าสูงสุดคือ มาเลเซีย 30,043 ล้านบาท รองลงมาคือ สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท และ เมียนมา 14,434 ล้านบาท ขณะที่การค้าชายแดนไทย–กัมพูชาอยู่ที่ 0 บาท

สินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่
– น้ำมันดีเซล 3,652 ล้านบาท
– แผงวงจรไฟฟ้า 1,232 ล้านบาท
– น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,214 ล้านบาท

ขณะที่ การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนเดียวกัน มีมูลค่าการค้ารวม 92,522 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 50.7% เป็นการส่งออก 49,229 ล้านบาท (+78.9%) และการนำเข้า 43,293 ล้านบาท (+27.8%)

ตลาดผ่านแดนสำคัญอันดับหนึ่งยังคงเป็น จีน มูลค่า 50,547 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.8% รองลงมาคือ สิงคโปร์ มูลค่า 18,942 ล้านบาท (+115.9%) และ เวียดนาม มูลค่า 7,367 ล้านบาท (+41.1%)

สินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่
– ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท
– เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท
– ทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าของภูมิภาค โดยเฉพาะการค้าผ่านแดนที่เติบโตโดดเด่น ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้า พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาโมเมนตัมการส่งออกและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

“รัฐบาลมุ่งใช้การค้าชายแดนและผ่านแดนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เชื่อมโยงตลาดภูมิภาค และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐสภาเตรียมพร้อม! เปิดรับรายงานตัว สส.ใหม่ 26 ก.พ. นี้ (ประมวลภาพ)

รัฐสภาเตรียมพร้อม! เปิดรับรายงานตัว สส.ใหม่ 26 ก.พ. นี้ (ประมวลภาพ)

รัฐสภาเตรียมพร้อม! เปิดรับรายงานตัว สส.ใหม่ 26 ก.พ. นี้ (ประมวลภาพ)

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.46 น.

‘สภาฯ​‘ จัดสถานที่​รับรายงานตัวผู้แทนฯใหม่​ เจ้าหน้าที่เตรียมงานฉุกละหุก​ เหตุก่อนหน้านี้ประสาน ‘กกต.’ แจ้งจะรับรอง​ 15 มี.ค.​

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่อาคารรัฐสภา ชั้น​ B1 ซึ่งเป็นสถานที่รองรับการรายงานตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง​(กกต.) รับรองผล​ ที่มีรายงานว่ากกต.จะประกาศรับรองในวันนี้(25 ก.พ.) ทำให้บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเย็ยวันที่ 24 ก.พ.และเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่สภาฯ ทะยอยจัดเตรียมสถานที่​ ตั้งโต๊ะและอุปกรณ์​คอมพิวเตอร์ ​เพื่อรับรายงานตัว​สส.ใหม่​ ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ​ เพราะหากกกต.ประกาศรับรองจริงในวันนี้(25 ก.พ.)​ บรรดาสส.​ใหม่​ จะต้องไปรับใบ​รับรอง​ที่สำงาน​ กกต.​ เพื่อมารายงานตัวที่รัฐสภา​ ในวันที่ 26 ก.พ.
        
ขณะที่บริเวณลานจอดรถมีการปิดแผนป้ายประกาศ​ แจ้งเคลื่อนย้ายรถบริเวณล​านจอดรถชั้น B1 ภายในวันที่​ 25 ก.พ.เพื่อใช้สถานที่ลานจอดรถรับรองสส.รายงานตัววันที่​ 26 ก.พ.-​ 6 มี.ค. ลงท้าย​ ตร.จร.สผ.​ 24/02/2569  และปิดแผ่นป้ายที่จอดรถ สส.รายงานตัว​ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่ากันพื้นที่จอดรถไว้บริเวณ​ล็อก​  M11 – M15  
          
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่าการจัดเตรียมสถานที่​รับการรายงานตัวของสส.ใหม่ แม้ทางสภาฯจะยืนยันถึงความพร้อม แต่เกิดความฉุกละหุก เนื่องจากทางสภาฯมีการประสานกับกกต.ตลอดเวลา ว่าจะรับรองสส.เมื่อใด​ ซึ่งทางกกต.ยืนยันว่าเป็นวันที่​ 15 มี.ค.ทำให้สภาฯยังไม่ได้เตรียมสถานที่ แต่เมื่อข่าวออกมาว่าจะมีการรับรองในวันที่​ 25 ก.พ.และสส.จะต้องมารายงานตัวในวันที่​ 26 ก.พ. ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งรีบจัดสถานที่​ ซึ่งจะเสร็จสมบูรณ์ในคืนวันนี้ อย่างไรก็ตามยังไม่ได้รับการยืนยันจาก กกต.อย่างเป็นทางการว่าจะรับรองผลในวันนี้หรือไม่​ 

นายกฯ ถก ก.ตร. พิจารณา ตำแหน่งควบ-ปรับระดับได้เอง ของพนักงานสอบสวน

นายกฯ ถก ก.ตร.  พิจารณา ตำแหน่งควบ-ปรับระดับได้เอง ของพนักงานสอบสวน

นายกฯ ถก ก.ตร. พิจารณา ตำแหน่งควบ-ปรับระดับได้เอง ของพนักงานสอบสวน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.36 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ พิจารณากำหนดตำแหน่งสายงานสอบสวนเป็น “ตำแหน่งควบ” ปรับระดับได้ในตัวเอง พร้อมวางหลักเกณฑ์ประเมินความรู้ความสามารถ เลื่อนตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 ขณะถูกสื่อถามเหตุระเบิดคลังสรรพาวุธ จ.สุรินทร์ เจ้าตัวชี้ให้โฆษก ตร. ชี้แจงแทน

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 1/2569 ก่อนประชุมต่อเนื่องคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 2/2569

วาระสำคัญอยู่ที่การกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจสายงานสืบสวนสอบสวน ให้เป็น “ตำแหน่งควบ” ที่สามารถปรับระดับเพิ่ม–ลดได้ในตัวเอง เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ เพื่อใช้ประกอบการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีเหตุระเบิดที่คลังสรรพาวุธ กก.ตชด.21 ตำบลเฉนียง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยนายกรัฐมนตรีพยักหน้า ก่อนชี้ไปยังโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดในประเด็นดังกล่าวแทน

ทั้งนี้ การพิจารณาปรับโครงสร้างตำแหน่งสายงานสอบสวนครั้งนี้ ถูกจับตาว่าจะเป็นอีกก้าวสำคัญของการปฏิรูปตำรวจ โดยมุ่งเน้นสร้างความก้าวหน้าในสายวิชาชีพ และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการสอบสวนให้เป็นธรรมและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.22 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ ความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนามหน่วยทหาร รักษาพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 8 (2) มาตรา 10 (5) มาตรา 15 และมาตรา 17 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนาม หน่วยทหารรักษาพระองค์ จำนวน 14 หน่วย ดังนี้

1.กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

2.กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

3.กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

4.กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

5.กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

6.กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

7.กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

8.กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

9.กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

10.กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

11.กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

12.กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

13.กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

14.กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

สุทิน ฟาดแรง ขบวนการ ซ้ายไวน์แดง ทำตัวเหมือนอั้งยี่ จ้องจับผิดล้มเลือกตั้ง

สุทิน ฟาดแรง ขบวนการ ซ้ายไวน์แดง ทำตัวเหมือนอั้งยี่ จ้องจับผิดล้มเลือกตั้ง

สุทิน ฟาดแรง ขบวนการ ซ้ายไวน์แดง ทำตัวเหมือนอั้งยี่ จ้องจับผิดล้มเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.00 น.

วันนี้ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ เมื่อคนข่าวรุ่นใหญ่ นาย สุทิน วรรณบวร ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแบบเผ็ดร้อน ถึงสถานการณ์หลังการเลือกตั้งที่ดูเหมือนจะมีขบวนการ บางอย่างพยายามถ่วงเวลาและจ้องจับผิดเพื่อล้มผลการเลือกตั้ง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ความพยายามล้มการเลือกตั้งของคนแพ้แล้วพาล ทำเป็นกระบวนการคล้ายอังยี่ซ่องโจรขึ้นทุกวัน จัดตั้งคนจับผิดการนับคะแนนใหม่ เลือกตั้งใหม่บางหน่วย บางเขตเลือกตั้ง จัดคนไปถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งขณะนับคะแนนใหม่ตั้งใจหาข้อบกพร่องให้ได้ เป็นความพยายามเกินไปไหม อาจทำผิดกฎหมายเสียเอง หรือตั้งใจจะให้ผิดกฎหมายเพื่อได้ถูกดำเนินคดีใช้เป็นอ้างถ่วงเวลาไม่ให้กระบวนการเดินหน้าได้ เอากันพอดีได้ไหมสหายซ้ายไวน์แดง”

สุทิน
สุทิน
สุทิน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Sutin Wannabovorn

สุขุมพันธ์ุ โทรให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา สู้ศึกผู้ว่าฯกทม.

สุขุมพันธ์ุ โทรให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา สู้ศึกผู้ว่าฯกทม.

สุขุมพันธ์ุ โทรให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา สู้ศึกผู้ว่าฯกทม.

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.33 น.

หลังจากการเปิดตัวว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ของ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 69 ที่ผ่านมา นับเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้แก่ผู้ที่สนใจติดตามการเมือง ตลอดจนแฟนคลับของดร.มัลลิกาที่มีอยู่มากมาย ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ โดยหลังจากที่มีความชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับการตัดสินใจลงสู้ศึกผู้ว่า กทม.ในครั้งนี้ ดร.มัลลิกา เปิดเผยกับแนวหน้าออนไลน์ ว่า หลังสื่อหลายสำนักได้นำเสนอข่าวออกไป มีการสอบถามเข้ามาทางช่องทางการสื่อสารต่างๆ จากบรรดา FC และเพื่อนๆ ตลอดจนผู้ใหญ่ที่เคารพมากมายว่า ข่าวดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ ซึ่ง เมื่อได้รับการยืนยันว่าการตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯกทม.เป็นความจริง ก็ได้รับกำลังใจจากบรรดาFC และเพื่อนๆหลากหลายวงการ รวมถึงผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมากมาย หลายคนแสดงความจำนงว่ายินดีสนับสนุนในด้านต่างๆเท่าที่จะทำได้

และหนึ่งในบุคคลสำคัญที่โทรศัพท์มาสอบถามและให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา ก็คือ มรว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2 สมัย โดย ดร.มัลลิกา เปิดเผยกับ “แนวหน้าออนไลน์” ว่า “ท่านเห็นข่าวจากสื่อ เลยโทรมาถามเรื่องราวต่างๆว่าเป็นอย่างไร ซึ่งดิฉันก็ได้เรียนท่านว่า เป็นความจริงและได้คิดเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลาพอสมควรก่อนตัดสินใจและประกาศให้สังคมรับทราบซึ่ง ท่านเองก็ได้ให้กำลังใจ และอวยพรให้ประสบความสำเร็จ และดิฉันก็ได้กราบเรียนท่านว่าจะขออนุญาตไปกราบสวัสดีและขอคำแนะนำจากท่านด้วย ทั้งในฐานะที่ท่านเป็นเจ้านายเก่าของดิฉัน และเป็นอดีตผู้ว่าฯกทม.ถึง 2 สมัย ประสบการณ์การทำงานของท่านจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำมาใช้ในการหาเสียงและในการทำงานในของกทม.ในอนาคต”

โดยดร.มัลลิกา เล่าว่า ตนเองนั้นเคยเป็นผู้ช่วยดำเนินงาน สส.ของ มรว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร ในสมัยที่ท่านเป็น สส.กทม. และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์มีมติ ส่ง มรว.สุขุมพันธ์ุ ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ดร.มัลลิกา ก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการหาเสียงของ มรว.สุขุมพันธ์ุ ด้วย

ปวิน ฟาด พรรคส้ม เมื่อไหร่จะเลิกบ้ง ปล่อย อมรัตน์ พ่น ขยะทางความคิด ไม่อินความเสมอภาคทางเพศ

ปวิน ฟาด พรรคส้ม เมื่อไหร่จะเลิกบ้ง ปล่อย อมรัตน์ พ่น ขยะทางความคิด ไม่อินความเสมอภาคทางเพศ

ปวิน ฟาด พรรคส้ม เมื่อไหร่จะเลิกบ้ง ปล่อย อมรัตน์ พ่น ขยะทางความคิด ไม่อินความเสมอภาคทางเพศ

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.30 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์  2569 สืบเนื่องจากกรณี นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ส่วนตัวไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ อาจเพราะไม่ เคยรู้สึกว่าไม่เท่าเทียมหรือถูกข่มเหงรังแก ตอนเด็ก ๆ ไปรังแกเพื่อนผู้ชายอีกต่างหาก”

ล่าสุด นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.เกียวโต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อไหร่พรรคประชาชนจะเลิกบ้ง ผลิตนักการเมืองที่ยอมรับอย่างน่าชื่นตาบานว่า “ไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ” นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าผิดหวังอย่างมาก แล้วอีพรรคนี้เสือกมีคนแบบนี้ในพรรคเยอะด้วย

จากนนั้นยังโพสต์อีกว่า การออกมาโพสต์แบบ “หลงทิศผิดทาง” ของอมรัตน์ อดีต ส.ส. พรรคส้มในครั้งนี้ สะท้อนถึงความอ่อนด้อยทางวิชาการและความไม่เข้าใจในคุณค่าพื้นฐานของประชาธิปไตยอย่างรุนแรง การที่ออกมาอ้างว่า “ไม่อิน” กับความเสมอภาคทางเพศเพียงเพราะประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่เคยถูกกดขี่ หรือการที่คนพูดสามารถรังแกเพื่อนผู้ชายได้ในวัยเด็กนั้น เป็นการตรรกะที่วิบัติและเห็นแก่ตัวที่สุด เพราะความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equality) ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกส่วนบุคคล แต่มันคือโครงสร้างสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองทุกคนต้องยึดถือร่วมกัน การที่ผู้หญิงยุคนี้มีสิทธิ์เลือกตั้ง มีสิทธิ์ลาคลอด มีสิทธิ์ในเรือนร่างที่แม้สามีก็ละเมิดไม่ได้ หรือมีอิสระในการใช้ชื่อสกุลหลังแต่งงาน และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดนี้ได้มาจากการต่อสู้ของขบวนการสตรีนิยม (Feminism) ที่ลุกขึ้นมาทวงคืนสิทธิ์ที่ถูกริบไปเพียงเพราะ “ความเป็นหญิง” ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมส่วนตัวที่ใครจะมาเล่นบทผู้ล่าหรือผู้ถูกกระทำในชีวิตประจำวัน

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้หญิงที่มีสถานะเป็นถึง “นักการเมือง” และสังกัดพรรคที่อ้างตัวว่าเป็นหัวก้าวหน้า กลับออกมาพ่นน้ำลายทำลายหลักการที่ตัวเองควรจะปกป้อง ถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของตัวบุคคลและต้นสังกัด คำถามคือพรรคประชาชนจะปล่อยให้คนในชายคาออกมาสื่อสารแบบ “ขยะทางความคิด” และพูดจาเรื่อยเปื่อยไร้สาระแบบนี้อีกกี่ครั้ง? การแยกแยะไม่ออกระหว่าง “ความเสมอภาคทางเพศ” กับ “สิทธิสตรี” รวมถึงการเอาความมั่นหน้าส่วนตัวมาฟอกขาวโครงสร้างที่เอารัดเอาเปรียบ คือการตบหน้าผู้หญิงทั่วประเทศที่ยังคงต้องต่อสู้กับการถูกลดทอนคุณค่าในสังคมชายเป็นใหญ่ทุกวัน หากคนระดับแกนนำยังมองไม่เห็นปัญหาที่อยู่ตรงหน้า และพรรคยังนิ่งเฉยต่อความบิดเบี้ยวนี้ ก็อย่าเรียกตัวเองว่าเป็นความหวังของสังคมสมัยใหม่ — บางทีก็คิดนะว่าพรรคมึงไม่พร้อมที่จะเป็นรัฐบาลจริงๆ

ไทยก้าวขึ้นอันดับ 7 เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ดร.กอบศักดิ์ ชี้ไทยกำลังเป็นเป้าสายตา ทรัมป์

ไทยก้าวขึ้นอันดับ 7 เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ดร.กอบศักดิ์ ชี้ไทยกำลังเป็นเป้าสายตา ทรัมป์

ไทยก้าวขึ้นอันดับ 7 เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ดร.กอบศักดิ์ ชี้ไทยกำลังเป็นเป้าสายตา ทรัมป์

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.55 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า  ประเทศไทยกำลังจะเป็นเป้า !!!

จากตัวเลขการขาดดุลการค้าสหรัฐที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไทยได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ อันดับที่ 7 จากที่เคยอยู่ที่ อันดับที่ 11  โดยสหรัฐขาดดุลกับเราเพิ่มขึ้นจาก 45.4 เป็น 71.8 พันล้านดอลลาร์ ที่สำคัญ ในกลุ่มประเทศที่สำคัญ 10 อันดับแรก ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตของการขาดดุลเพิ่มเป็นอันดับที่ 2 สูงขึ้น +58% เป็นรองก็เพียงไต้หวันที่เพิ่มขึ้น 99%  ทั้งหมดนี้ เราคงต้องระวังตัวเพิ่มขึ้น  เพราะท่าน President Trump มีความตั้งใจมาก ที่จะลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐลง แต่ตัวเลขที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่ท่านต้องการ การขาดดุลการค้าของสหรัฐโดยรวมยังสูงลิ่วที่ 1.23 ล้านล้านดอลล่าร์ สรอ. เพิ่มขึ้น+2% ไม่ได้ลดลงแม้ว่าจะเพิ่มภาษีการค้าแล้ว

ที่น่ากังวลใจไปกว่านั้น สหรัฐสามารถลดการขาดดุลกับจีนได้ -32% ตามที่หวัง จาก -296 เหลือ 202 พันล้านดอลล่าร์ลดลงประมาณ 94 พันล้านดอลล่าร์กับณี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา เยอรมนี ทุกคนดีขึ้นแต่กลับมาเพิ่มที่

ไต้หวัน +73 พันล้านดอลล่าร์

เวียดนาม +54 พันล้านดอลล่าร์

มาเลเซีย +30 พันล้านดอลล่าร์

ไทย +26 พันล้านดอลล่าร์

อินโดนีเซีย +23 พันล้านดอลล่าร์
กัมพูชา +15 พันล้านดอลล่าร์

อินเดีย +12 พันล้านดอลล่าร์

ฟิลิปปินส์ +9 พันล้านดอลล่าร์

ที่น่ากังวลใจไปกว่านั้น ถ้ามาเทียบกันระหว่าง ที่สหรัฐขายได้ กับที่เราขายได้ ในปี 2025 เราส่งออกไปสหรัฐ 91.3 พันล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้น+38% ส่วนหนึ่งคงมาจากสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ ที่เราส่งไปรับกับ AI Investment ของเขา สหรัฐส่งออกมาได้แค่ 19.5 พันล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้น +8.9% ไม่น่าแปลกใจ ท่าน President Trump คงเคืองตัวเลขเหล่านี้ เจรจากับเราครั้งต่อๆ ไป คงขอว่า ไทย “กรุณา” ซื้อเครื่องบิน ยุทโธปกรณ์ สินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นหน่อย เพราะภาษี Tariffs ที่เพิ่มดูเหมือนจะน้อยไป หรือว่า เป็นเพราะมีคนมาแอบส่งผ่านเรา กรุณาดูให้ดีด้วย ไม่เช่นนั้น คงจะต้องเข้มเรื่อง สัดส่วนของการผลิตในประเทศ ต่อไป คงต้องระวังตัวให้มากครับ เพราะเขาคงกำลังหงุดหงิดใจ !!!
#มุมมองดรกอบ #Trump #TradeDeficit #2025