ศบก.เล็งปรับลดวัน-เวลาแถลงข่าว ให้หน่วยงานได้ปฎิบัติงาน-เพื่อเก็บข้อมูลแจงสื่อ

ศบก.เล็งปรับลดวัน-เวลาแถลงข่าว ให้หน่วยงานได้ปฎิบัติงาน-เพื่อเก็บข้อมูลแจงสื่อ

ศบก.เล็งปรับลดวัน-เวลาแถลงข่าว ให้หน่วยงานได้ปฎิบัติงาน-เพื่อเก็บข้อมูลแจงสื่อ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.44 น.

“พิพัฒน์” มอบ ปลัดพลังงาน นั่งหัวโต๊ะศบก. แทน โฆษกฯ รับ อาจปรับเวลาประชุม  ลดแถลงข่าว เหลือจันทร์-พุธ-ศุกร์

วันที่ 1 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม มอบหมายให้นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายประเสริฐ ระบุว่า มาเป็นประธานการประชุมแทน เนื่องจากนายพิพัฒน์ติดภารกิจ

น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษก ศบก. กล่าวก่อนประชุมว่า ในอนาคตมีการหารือนอกรอบกันว่า อาจจะมีการปรับเปลี่ยนเวลาประชุม เพื่อให้สอดคล้องกับเวลานำเสนอข่าวของสื่อมวลชนด้วย แต่ต้องหารือกันอีกครั้ง ซึ่งช่วงนี้เป็นรอยต่อรัฐบาล หากมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือแจ้งเปลี่ยนกะทันหัน ต้องขอภัยด้วย

ด้าน นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า ความเหมาะสมการแถลงข่าวอาจจะมีการเว้นระยะ เพื่อให้แต่ละหน่วยไปปฏิบัติงาน จะได้มีข้อมูลข้อเท็จจริงมานำเสนอประชาชน และมีช่วงเวลาที่เราคิดว่า อาจจะเป็นวันประชุม และแถลงข่าว คือ วันจันทร์ พุธ หรือศุกร์

นายกฯให้โอวาทวันข้าราชการพลเรือน ปรับตัวให้ทันโลก-มองประชาชนเหมือนญาติพี่น้อง

นายกฯให้โอวาทวันข้าราชการพลเรือน ปรับตัวให้ทันโลก-มองประชาชนเหมือนญาติพี่น้อง

นายกฯให้โอวาทวันข้าราชการพลเรือน ปรับตัวให้ทันโลก-มองประชาชนเหมือนญาติพี่น้อง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.33 น.

นายกฯ ให้โอวาทข้าราชการพลเรือนดีเด่น เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 69 ย้ำ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล พร้อมปรับตัวให้เท่าทันโลก – มองประชาชนเหมือนญาติพี่น้อง ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อเวลา 14.00 น.ที่หอประชุมใหญ่ กรมประชาสัมพันธ์ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ยืดมั่นความดี มีจิตมุ่งบริการ สืบสานงานเพื่อปวงประชา” 

ทั้งนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงได้รับชมวิดีทัศน์ของกระทรวงศึกษาธิการ จากนั้นได้กล่าวมอบโอวาทแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น โดยระบุว่า ตนมีความยินดีที่ได้มาเป็นประธานมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี พ.ศ. 2569 ขณะเดียวกันขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น อันเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นตั้งใจ ความอุตสาหะ และการอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ราชการให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า รางวัลที่ทุกท่านได้รับในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของตนเองและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงการเป็นข้าราชการที่ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทั้งความสามารถในการครองตน ครองคน และครองงานได้อย่างสมบูรณ์

พร้อมย้ำว่า ข้าราชการคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐให้ไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงมีความยั่งยืน เพราะในยุคปัจจุบันบริบทของการทำงานของข้าราชการได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก และการมีส่วนร่วมของสังคมอยู่ในระดับที่สูงขึ้น อีกทั้งยังมีการตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งเหล่านี้จึงขอให้ทุกท่านอย่าได้ถือเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีความตั้งใจที่จะพิสูจน์ถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเรา คือการให้บริการพี่น้องประชาชนคนไทยให้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถเรามีอยู่

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประเทศขาติบ้านเมือง จะอาศัยเพียงพลังของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องร่วมกันทั้งสังคม นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณสมบัติของข้าราชการในวันนี้ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม ประยุกต์ หรือ จะเรียกว่า“พลัส”ก็ได้ เพราะข้าราชการทุกคนยังคงต้องมีคุณสมบัติพื้นฐาน ซึ่งก็คือความซื่อสัตย์ สุจริต ความเที่ยงธรรม ความมีวินัย ความมีจิตสำนึกในการให้บริการประชาชน ส่วนสิ่งที่ต้องมีเพิ่มขึ้นอีกนั้น คือความเท่าทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี รวมถึงมีความรู้สึกไวต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน สามารถมองเห็นความท้าทายได้ล่วงหน้า และพร้อมรับสถานการณ์อย่างทันท่วงที ด้วยวิธีคิดที่ทันสมัย เชิงรุกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินของพวกเรา ให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส ได้รับความเชื่อถือและศรัทธาจากสังคม

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า แนวคิดการจัดงานข้าราชการพลเรือนในปีนี้คือ ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ยึดมั่นความดี มีจิตมุ่งบริการ สืบสานงานเพื่อปวงประชา ถือเป็นการสะท้อนคุณค่าหลักของการเป็นข้าราชการที่พึงประสงค์ในทุกยุคทุกสมัย และสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการบริหารงานตามหลักนิติรัฐ และนิติธรรม ตนจึงอยากให้ทุกคนมองพวกตนที่เป็นข้าราชการการเมือง ว่ามาทำงานด้วยกัน มีความเป็นพลเรือนอยู่ มีเครื่องแบบสีเดียวกัน มีเหรียญตรา มีเครื่องประดับเชิดชูเกียรติ ไม่แตกต่างไปจากท่าน และมีสัญลักษณ์ของการเป็นข้าราชการใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก  ดังนั้นตรงนี้จึงอยากให้ทุกคนได้แชร์ความรู้สึกและมีจิตสำนึก พร้อมมองประชาชนเป็นพี่เป็นน้อง เพื่อจะได้รู้สึกว่าไม่เพียงแต่ให้บริการประชาชนตามหน้าที่ตามภารกิจที่มีเท่านั้น แต่เราพร้อมที่จะดูแลพวกเขาในฐานะที่เป็นญาติและเป็นพี่น้องให้พ้นทุกข์ รวมถึงประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา เพราะเรามีเป้าหมายร่วมกัน คือจะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับความสะดวก และกระจัดความทุกข์ร้อน จึงขอให้สร้างบรรยากาศใหม่ๆในการทำงาน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำงานแก้ปัญหาของประเทศ รวมถึงเสริมสร้างเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศชาติให้ยั่งยืน พร้อมขอให้ทุกคนรักษาคุณงามความดีให้มั่นคง ยึดมั่นในเกียรติ ในศักดิ์ศรี และยึดมั่นในปณิธาน ข้าราชการ ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ รอบคอบ และมุ่งประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง 

สำหรับพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี พ.ศ. 2569 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องสดุดีข้าราชการดีเด่นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ข้าราชการตระหนักถึงเกียรติ รวมถึงความรับผิดชอบของตนเอง โดยกระทรวงศึกษาธิการได้มีการคัดเลือกข้าราชการที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 623 ราย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการ

ปชป. ชี้วิกฤตฝุ่นไทยพุ่ง 50 เท่าของเกณฑ์โลก ชง 6 มิติแก้-ขีดเส้น พ.ร.บ.อากาศ ใน 6 สัปดาห์

ปชป. ชี้วิกฤตฝุ่นไทยพุ่ง 50 เท่าของเกณฑ์โลก ชง 6 มิติแก้-ขีดเส้น พ.ร.บ.อากาศ ใน 6 สัปดาห์

ปชป. ชี้วิกฤตฝุ่นไทยพุ่ง 50 เท่าของเกณฑ์โลก ชง 6 มิติแก้-ขีดเส้น พ.ร.บ.อากาศ ใน 6 สัปดาห์

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.15 น.

‘ปชป.’ ชง 6 มิติ-ตั้งกมธ.วิสามัญเร่งสางแก้ฝุ่นพิษPM2.5 จี้ดัน ‘กม.อากาศสะอาด’ กลับเข้าสภาฯอีกครั้งก่อนเส้นตายอีก6สัปดาห์ ด้าน ’ภท.‘ แนะตั้ง ‘วอร์รูมกลาง’ รวมข้อมูลเป็นหนึ่งเดียวแบบ ‘เรียลไทม์’ หวัง ’รัฐบาลอนุทิน‘ พูดแล้วทำได้จริง ป้องเจอครหาวาทกรรมละเลย ไม่ใส่ใจ

วันที่ 1 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 14.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เข้าสู่การพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอมาตรการเร่งด่วนและนโยบายการจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีสส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล ร่วมเสนอญัตติด่วน 4 คน ได้แก่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 

โดยนางการดี กล่าวเสนอญัตติตอนหนึ่งว่า ฝุ่นPM2.5 อยู่กับเรามาเป็น10ปี เป็นตัวแปรสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และประเทศ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคเหนือวันนี้ จะเห็นได้ว่าจุดความร้อน หรือฮอตสปอต มันอยู่ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบนแทบทั้งหมด พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และป่าสงวน การขยายตัวของฮอตสปอตจากสัปดาห์ที่ผ่านมามากขึ้นกว่า3เท่าตัว เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจว่า ทรัพยากรในการควบคุมไฟป่ามีเพียงพอหรือไม่ หากบริหารจัดการได้ตั้งแต่ต้น ประชาชนภาคเหนือตอนบนก็คงไม่ต้องลำบาก ขณะที่ปริมาณดัชนีคุณภาพอากาศ หรือAQI ที่อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ล่าสุดสูงถึง1,956ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เป็นค่าที่สูงกว่ามาตรฐานของWHOกำหนดไว้กว่า50เท่า และยังไม่สามารถประกาศเขตภัยพิบัติได้ มันส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยเฉพาะทารกในครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรังอย่างเฉียบพลัน นอกจากนี้ยังส่งกระทบไปยังด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในภาคเหนือในช่วงสงกรานต์ที่จะถึงนี้ สถิติการยกเลิกการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นชัดเจน 

นางการดี กล่าวต่อว่า การแก้ไขภัยพิบัติไม่อยากให้เอาการเมืองเป็นตัวนำ อยากให้ใช้ข้อมูลที่แท้จริงมาวิเคราะห์วิจัยให้มีการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น จะแก้ในมิติการเมือง หรือกระทรวงใครกระทรวงมันอย่างเดียวมันเป็นไปไม่ได้ ดิฉันขอเสนอ6มิติ 1.อากาศสะอาดควรเป็นสิทธิพื้นฐานของคนไทยทุกคน ตนขอเสนอให้ควรยื่นร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดอีกครั้งอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะถึงเส้นตายใน6สัปดาห์ข้างหน้า 2.เพิ่มทางเลือก หรือเครื่องมือให้เกษตรกร เช่น การคืนเงินอุดหนุนตัดอ้อยสด การให้สินเชื่อ0เปอร์เซ็นต์ สร้างกลไกใช้เครื่องมือเก็บเกี่ยว เพื่อจูงใจไม่ให้เกษตรกรกำจัดขยะการเกษตรด้วยการเผา 3.รัฐบาลต้องลงมือป้องกันด้านสุขภาพของประชาชนในระดับเฉพาะหน้า เช่น การแจกหน้ากากอนามัย การสร้างพื้นที่อากาศสะอาด ห้องปลอดฝุ่น เป็นต้น 4.เร่งฟื้นการท่องเที่ยว ดึงความเชื่อมั่นให้กลับเข้ามา หามาตรการช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีโดยเฉพาะทางภาคเหนือ 5.ยกระดับข้อมูลที่มี เช่น ข้อมูลของจิสด้า เข้ามาวิเคราะห์เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และ6.เพิ่มขีดความสามารถในการเจรจาระหว่างประเทศโดยเฉพาะหมอกควันเป็นพิษ นอกจากนี้ ตนขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามแก้ไขปัญหาวิกฤตPM.5 เพื่อให้ประชาชนได้สิทธิ์ในอากาศสะอาดอย่างเท่าเทียม

ขณะที่น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวเสนอญัตติตอนหนึ่งว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องดำเนินการแบบบูรณาการ ตนขอเสนอให้รัฐบาลมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1.การรวมข้อมูลแพลตฟอร์มกลางแบบเรียลไทม์ รวมทุกกระทรวงอยู่ด้วยกัน หรือวอร์รูมกลางเพียงหนึ่งเดียว ไม่จำกัดแค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง โดยต้องรวมเป็นวาระแห่งชาติจริงๆ และ2.กระทรวงอุตสาหกรรมต้องจูงใจให้เกษตรกรตัดอ้อย สดด้วยการให้สินเชื่อเพื่อลงทุนปรับเปลี่ยนใหม่ให้พร้อมรับกับเครื่องมือ ไม่ใช่แค่ให้เงินชดเชย ขณะที่กระทรวงมหาดไทยควรกระจายอำนาจ โอกาส และประมาณไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนกระทรวงการคลัง ที่ต้องปรับลดภาษี คนดีต้องได้รับการตอบแทนที่ดี คนไม่ดีต้องได้รับการลงโทษ รัฐต้องจัดการ วาระแห่งชาติเราพูดกันมามากแล้ว ตนหวังว่าจะได้เห็นรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ พูดแล้วทำ ทำแล้วแก้ปัญหาได้จริง จะได้ไม่มีใครมาอ้างแล้วใช้วาทกรรมว่าละเลย ไม่ใส่ใจ และไม่แก้ไขปัญหา 

ดาชัย แซะ สุริยะ ดูฮวงจุ้ยเสร็จ ช่วยมาดูชีวิตคนเหนือด้วย จี้แก้ไฟป่า บรรเทา PM2.5

ดาชัย แซะ สุริยะ ดูฮวงจุ้ยเสร็จ ช่วยมาดูชีวิตคนเหนือด้วย จี้แก้ไฟป่า บรรเทา PM2.5

ดาชัย แซะ สุริยะ ดูฮวงจุ้ยเสร็จ ช่วยมาดูชีวิตคนเหนือด้วย จี้แก้ไฟป่า บรรเทา PM2.5

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

“ดาชัย”แซะ“ สุริยะ”ดูฮวงจุ้ยเสร็จ ช่วยมาดูชีวิตคนเหนือด้วย จี้ ใช้ฝนหลวงแก้ไฟป่า บรรเทา PM2.5 อัด รัฐบาลช้า ปล่อยไฟป่าลามเป็น 10 วัน จนเกิดวิกฤติหนัก

วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายดาชัย เอกปฐพี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำปาง พรรคกล้าธรรม อภิปรายญัตติด่วนเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าภาคเหนือว่า ในพื้นที่จังหวัดลำปางที่กำลังเผชิญวิกฤตหนักต่อเนื่องนานกว่า 10 วันสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในลำปางรุนแรงถึงขั้นกระทบสุขภาพประชาชน โดยตนเองได้รับผลกระทบโดยตรงถึงขั้นมีอาการเลือดกำเดาไหลจากมลพิษทางอากาศ พร้อมย้ำว่าประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กเล็ก ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ และมีผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายดาชัย กล่าวต่อว่า แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางจะลงพื้นที่ทุกอำเภอเพื่อควบคุมสถานการณ์ และฝ่ายปกครองในพื้นที่ทั้งอำเภองาว แจ้ห่ม วังเหนือ และเมืองปาน จะระดมกำลังอย่างเต็มที่ แต่ยังพบปัญหาสำคัญคือ งบประมาณไม่เพียงพอ และอุปกรณ์ขาดแคลนอย่างหนัก โดยในปีงบประมาณ 2568 จังหวัดลำปางได้รับงบประมาณด้านไฟป่ารวม 139 ล้านบาท แต่กว่า 80 ล้านบาท หรือ 56% ถูกใช้ไปกับโครงการก่อสร้าง เช่น อาคาร ระบบน้ำ และลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ขณะที่งบสำหรับสนับสนุนจิตอาสาและอุปกรณ์ดับไฟป่ามีเพียง 14 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนงบทำแนวกันไฟมีเพียง 4 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นายดาชัย ระบุต่อว่า วันนี้จิตอาสาไม่มีแม้แต่น้ำดื่ม ต้องขอรับบริจาคทุกวัน อาหารก็ขาด อุปกรณ์ก็ดับไฟไม่พอ แม้แต่หน้ากากป้องกัน PM2.5 ก็ยังไม่เพียงพอ ทั้งที่พวกเขาคือด่านหน้าที่ต้องเสี่ยงชีวิต นอกจากนี้ ยังเปิดเผยเหตุการณ์ที่ตนพบระหว่างเดินทางจากอำเภอเงาเข้าสู่ตัวเมืองลำปาง ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร โดยพบการลักลอบเผาป่าเป็นจุด ๆ มากกว่า 20 จุดตลอดเส้นทาง สะท้อนปัญหาการควบคุมไฟป่าที่ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายดาชัย ยังตั้งคำถามไปยังนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ว่า  เมื่อวานมีข่าวรายงานว่า ท่านให้หมอดูเข้าดูฮวงจุ้ยห้องทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ 

“ไม่ทราบว่า ตอนนี้ดูฮวงจุ้ยเสร็จหรือยัง ถ้าเสร็จแล้ว ในฐานะที่ท่านสุริยะเป็นผู้กำกับดูแลกรมฝนหลวง ฝากลงไปดูพี่น้องเกษตรกรที่ลำปางและภาคเหนือบ้าง วันนี้ท่านจะมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ท่านควรมีมาตรการเชิงรุกในการใช้ฝนหลวงช่วยบรรเทาปัญหาไฟป่าและหมอกควัน“

นอกจากนี้ นายดาชัย กล่าวเรียกร้องไปยังกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เร่งทบทวนการจัดสรรงบประมาณ และสนับสนุนอุปกรณ์จำเป็นให้เพียงพอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่และจิตอาสาสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปี แต่ยังแก้ไม่ได้อย่างยั่งยืน ลำปาง เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน เผชิญเหมือนกันหมด ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนสูดอากาศพิษต่อไป

นายกฯ เซ็นตั้ง คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ‘เอกนิติ’ นั่งประธาน ดึงนักวิชาการร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน

นายกฯ เซ็นตั้ง คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ 'เอกนิติ' นั่งประธาน ดึงนักวิชาการร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน

นายกฯ เซ็นตั้ง คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ‘เอกนิติ’ นั่งประธาน ดึงนักวิชาการร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.46 น.

“นายกฯ” เซ็นตั้งกรรมการ“คตร.”ดูโครงสร้างราคาน้ำมัน มอบ”เอกนิติ” เป็นประธาน ดึงนักวิชาการร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน สั่งเร่งศึกษา ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด-ค่าขนส่ง เชื้อเพลิง ก่อนกำหนดราคาน้ำมันให้เหมาะสมเพื่อเสนอ ครม.ภายใน 15 วัน 

วันที่ 1 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) ให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน และมีรมว.พลังงาน ,รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรมว.พลังงาน, นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารมว.พลังงาน,  นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นอกจากนี้ ยังมีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานร่วมเป็นกรรมการด้วย

สำหรับอำนาจหน้าที่นั้น  คตร.จะมีอำนาจในการศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิงและเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา และศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรง ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้บังคับ พร้อมทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ คตร. มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใด ๆ หรือสั่งให้บุคคลใดได้ให้ข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารใด ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

อนุทิน จี้ PT แก้ด่วน พบข้อมูลปั๊มปิดกว่าร้อยแห่ง แต่ภาพรวมสถานการณ์คลี่คลาย

อนุทิน จี้ PT แก้ด่วน พบข้อมูลปั๊มปิดกว่าร้อยแห่ง แต่ภาพรวมสถานการณ์คลี่คลาย

อนุทิน จี้ PT แก้ด่วน พบข้อมูลปั๊มปิดกว่าร้อยแห่ง แต่ภาพรวมสถานการณ์คลี่คลาย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

1 เมษายน 2569 จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมัน ณ สถานีบริการน้ำมันหลายแห่ง หลังเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบภาพรวมส่วนใหญ่เริ่มคลี่คลาย แต่สั่งจับตาเป็นพิเศษที่สถานีบริการน้ำมัน PT หลังพบตัวเลขการปิดสถานีสูงที่สุด และประสบปัญหาขาดช่วงการขนส่งอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ นายอนุทิน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เป็นรายละเอียดแยกตามแบรนด์ผู้ให้บริการ ดังนี้

สถานการณ์ปั๊มที่ปิด วันที่ 1 เมษายน 2569

บางจาก

– ล่าสุดของบางจากเหลือแค่ 2 แห่งครับ ที่นครปฐมกับศรีสะเกษ

PTT

– จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 12–24 ชั่วโมง ลดลงมาเหลือเพียง 2 สถานี ที่ภาคเหนือครับ

SHELL

– ของไม่ขาด จัดให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งส่งทั้งวันจากคลังต่างๆ

ของมีพอทุกผลิตภัณฑ์ครับ

PT

จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 24 ชั่วโมง ที่ไม่มีการขายต่อเนื่อง และ ลำปางขาดมากที่สุด 62 สาขา ขอนแก่น 32 สาขา สุราษฎร์ 20 สาขา และอื่นๆ

SUSCO

วันนี้กลับมาปกติทุกปั๊มแล้วครับ

รายงานเมื่อบ่ายวันนี้ครับ ได้สั่งการให้ผู้รับผิดชอบได้ประสานงานไปที่ PT เพื่อให้เร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุดครับ

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังไว้ใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังไว้ใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังไว้ใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.47 น.

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2 

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพตัวเอง พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “พวกผมสามคนเข้ากราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ไว้วางใจแต่งตั้งให้พวกผมนั้นได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ”

ทั้งนี้รมช.มหาดไทยทั้ง 3 คนได้นำพวงมาลัย มาขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ภายหลังได้รับโปรดเกล้าเป็นรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 2 

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท 

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงท่าทีของอิหร่านที่จะมีการพูดคุยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งถ้าการพูดคุยตกลงจบกัน ถือว่าดีหรือไม่ นายกฯ หัวเราะก่อนตอบว่า “จบได้มันก็ต้องดีอยู่แล้ว แต่ว่าเราต้องไม่ประมาท เราต้องเตรียมความพร้อมของเราในทุกสถานการณ์ “

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง – แก้ปัญหาได้จริง

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง - แก้ปัญหาได้จริง

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง – แก้ปัญหาได้จริง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง – แก้ปัญหาได้จริง 

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดงาน”ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ถึงโอกาสที่จะลงพื้นที่ซื้อของด้วยตนเอง หรือไม่ ว่า ช่วงวันหยุดตนเตรียมการว่าจะลงพื้นที่ไปหาชาวบ้าน ไปดูสารทุกข์สุกดิบของเขา ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ตนคิดเอาไว้ว่าจะไปตั้งแต่ช่วงบ่ายวันศุกร์เป็นต้นไป เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องไปให้กําลังใจประชาชน 

เมื่อถามว่า สัปดาห์นี้เล็งพื้นที่ไหนไว้ นายกฯ.กล่าวว่า ความจริงตนอยากตระเวน ไปทั้งภาคเหนือและอีสาน ก็วางแผนไว้อยู่แต่จะไปอย่างไม่มีกําหนดการ ไปแบบธรรมดา เพราะตรงนั้นมันจะทําให้เห็นสภาพที่แท้จริง เพื่อนําไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง 

“ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ยิ่งเราอุดหนุนกันมากเท่าไหร่ จะยิ่งทําให้ราคาสินค้าดีขึ้น และเป็นการอุดหนุนสินค้าไทย เพราะสิ่งที่ดีที่สุดใดๆ ในประเทศก็คือคนในประเทศนั้นใช้เงินของประเทศนั้น ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศนั้น เงินทองไม่รั่วไหล แม้จะเกิดขึ้นห่วงโซ่อุปทานเพิ่มมากขึ้น เราสามารถที่จะยืนอยู่บนลําแข้งได้”

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจงเหตุผล

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจงเหตุผล

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจงเหตุผล

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.59 น.

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจ้งเหตุผล เข้าข่ายละเมิดสิทธิ ชี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ เหตุยื่นฟ้องและคดีอยู่ในการพิจารณาศาล ปค.แล้ว

1 เมษายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ในคดีที่ น.ส.ณัฐธิตา นิโครธางกูร ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 1 และคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 2 จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และไม่มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจออกเสียงประชามติ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และลดอำนาจการตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 5 มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 77 มาตรา 140 มาตรา 144 มาตรา 156 และ มาตรา 169

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ผู้ร้องยื่นฟ้องผู้ถูกร้องทั้งสองต่อศาลปกครองกลาง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง กรณีเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213