สภาฯพร้อมเปิดประชุม! เลขาฯเผยไม่ต้องรอรายงานตัวถึง 95% แค่ได้จำนวนที่เหมาะสม

สภาฯพร้อมเปิดประชุม! เลขาฯเผยไม่ต้องรอรายงานตัวถึง 95% แค่ได้จำนวนที่เหมาะสม

สภาฯพร้อมเปิดประชุม! เลขาฯเผยไม่ต้องรอรายงานตัวถึง 95% แค่ได้จำนวนที่เหมาะสม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

“เลขาสภาฯ”เผยพร้อมเปิดประชุมสภา หลัง กกต.รับรอง สส.แล้ว แจงไม่ต้องรายงานตัวถึง 95% แค่ได้จำนวนที่เหมาะสม ระบุภาพรวมการรายงานตัวเรียบร้อยดี

5 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนหลังการประกาศรับรอง สส.ไปแล้ว 499 คน ว่า สภาฯ เตรียมการรองรับให้สมาชิกมารายงานตัว ซึ่งการรายงานตัวของสมาชิก ก็ไม่ต้องมีจำนวนถึง 95% หรือ 499 คน แต่เอาเฉพาะได้สมาชิกจำนวนหนึ่งที่มากเพียงพอที่จะถวายประกอบการทูลเกล้าฯ ของนายกรัฐมนตรี ส่วนรัฐบาล ยังไม่ได้ประสานมาโดยตรง แต่อาจจะประสานกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ โดยหลังจากนี้ หากมีการรายงานตัวของสมาชิกพอสมควร เราก็ทำหนังสือไปถึงสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ทราบว่า ขณะนี้สภาได้รับรายงานตัวสมาชิกเท่าไหร่

เมื่อถามว่า พรรคประชาชน (ปชน.) จะมารายงานตัวปิดท้ายวันที่ 9 มี.ค.นั้น จะสามารถทำได้โดยไม่ต้องรอหรือไม่ นายศิโรจน์ กล่าวว่า พรรคจะมาวันไหน เราไม่ได้ขัดข้อง แต่แค่ขอจำนวนสมาชิกที่มารายงานตัวในขณะนี้ อาจจะเป็นวันที่ 5 – 6 มี.ค.69 มากพอสมควรที่จะมีการเปิดพิธีให้มีความเหมาะสม

เมื่อถามถึงไทม์ไลน์หลังจากนี้ นายศิโรจน์ กล่าวว่า วันแรกจะมีพิธีเปิดประชุมรัฐสภา มีรัฐพิธี จากนั้น มีการประสานงานกับพรรคการเมือง ที่รวบรวมสมาชิกได้มากที่สุด ก็มีการประสานงานมาว่าจะมีความพร้อมที่จะเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ในวันไหน และช่วงเวลาอะไร และเราจะทำหนังสือนัดประชุม เพื่อปฏิญาณตน โดยประธานสภาฯ ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน และหลังจากนั้น จะใช้ดุลย์พินิจในการนัดวันประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป

นายศิโรจน์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมการรายงานตัวในช่วงที่ผ่านมาก็เรียบร้อยดีสมาชิกก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่จำนวนอาจจะน้อยไปหน่อย แต่วันนี้คาดว่าจะมาเกิน 300 คน โดยที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มาวันนี้ เราก็มีความพร้อม ได้ประสานกับทางพรรค ให้สมาชิกกรอกผ่านฟอร์ม ทำให้เมื่อถึงแล้ว แค่ตรวจข้อมูล เซ็นชื่อ และมอบบัตรสมาชิกไป

ส่วนการโหวตเลือกประธานสภาฯ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้มีนาคมนี้ นายศิโรจน์ ระบุว่า เป็นไปได้หมด ทุกสมัยที่ผ่านมา เมื่อมีการเปิดพิธีประชุมเมื่อไหร่ ในวันต่อไป ก็มีการเรียกประชุมสภาฯ ก็แล้วแต่ความพร้อมของแต่ละพรรคในการรวมเสียงข้างมาก

เอกนิติ เผยนำผู้แทน IMF เข้าพบนายกฯ เตรียมพร้อมจัดประชุมธนาคารโลกที่ไทย ต.ค.นี้

เอกนิติ เผยนำผู้แทน IMF เข้าพบนายกฯ เตรียมพร้อมจัดประชุมธนาคารโลกที่ไทย ต.ค.นี้

เอกนิติ เผยนำผู้แทน IMF เข้าพบนายกฯ เตรียมพร้อมจัดประชุมธนาคารโลกที่ไทย ต.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

เอกนิติ เผยนำผู้แทน IMF เข้าพบนายกฯ เตรียมพร้อมจัดประชุมธนาคารโลกที่ไทย ต.ค.นี้ 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในเวลา 10.45 น. วันเดียวกันนี้ ตนจะนำกรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อหารือกรณีที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมธนาคารโลก และ IMF ของทั้งโลกในช่วงเดือนตุลาคม วันนี้เขาจะเข้ามาตรวจความพร้อมของสถานที่ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันนอร์ ขึ้นตึกไทยฯ คุย​ นายกฯ​ สถานการณ์ตะวันออกกลาง​ มองรัฐบาลวางตัวเหมาะสม​-เป็นกลาง

วันนอร์ ขึ้นตึกไทยฯ คุย​ นายกฯ​ สถานการณ์ตะวันออกกลาง​ มองรัฐบาลวางตัวเหมาะสม​-เป็นกลาง

วันนอร์ ขึ้นตึกไทยฯ คุย​ นายกฯ​ สถานการณ์ตะวันออกกลาง​ มองรัฐบาลวางตัวเหมาะสม​-เป็นกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.36 น.

พิพัฒน์ พา​ วันนอร์ ขึ้นตึกไทยฯ คุย​ นายกฯ​ สถานการณ์ตะวันออกกลาง​ มองรัฐบาลวางตัวเหมาะสม​-เป็นกลาง​ หนุนตั้งรัฐบาล​โดยเร็ว ชี้ต้องเร่งสร้างความน่าเชื่อถือ​ เดินหน้าแก้เศรษฐกิจ​ 

เมื่อเวลา 08.47 น​. วันที่ 5 มี.ค.2569 นายอนุทิน  ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล​ โดยทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึง ได้เข้าสักการะองค์นรสิงห์จำลอง​ ซึ่งปฏิบัติเป็นปกติทุกวันก่อนปฏิบัติหน้าที่

จากนั้นเมื่อเวลา 08.50 น.นายพิพัฒน์​ รัช​กิจ​ประการ​ ​รองนายก​ รมว.คมนาคม​ นำนายวัน​มูหะมัดนอร์​  มะ​ทา​ อดีตประธานรัฐสภา​ เข้าพบนายกรัฐมนตรี​บนตึกไทยคู่ฟ้า​ โดยนายวันนอร์​ เปิดเผยว่า​ นายกรัฐมนตรีเชิญตนมาหารือถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม แต่อาจจะมีผลกระทบ ในฐานะที่ตนพอจะรู้เรื่อง ประเทศมุสลิม นายกฯ จึงเชิญมาหารือ ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ชาวมุสลิมในประเทศไทยไม่ต้องกังวลอะไร​ เนื่องจากประเทศเรามีกำหนดท่าทีที่เป็นกลาง และเราพร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงของสหประชาชาติ และอาเซียน​ เราไม่มีปัญหา เพราะสนับสนุนการการเจรจา เพื่อให้เกิดสันติภาพ

เมื่อถามว่า ประเมินสถานการณ์การสู้รบจะยืดเยื้อหรือไม่นายวันมูหะมัดนอร์  กล่าวว่า​ ไม่มีใครทราบได้ เพราะเป็นเรื่องของ 2-3 ประเทศ ที่เกี่ยวข้อง แต่การกำหนดท่าทีของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในประเทศเหล่านั้นให้มีความปลอดภัย หรือประชาชนมีความประสงค์จะเดินทางกลับไทย ก็ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องรีบดูแล​ และมองว่าขณะนี้ทางอาเซียนมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแล้ว​ และมีการวางท่าทีและบทบาทที่เหมาะสม​ รวมไปถึงเป็นประโยชน์​ต่ออาเซียน​ 

นายวันมูหะมัดนอร์​ กล่าวด้วยว่า​ เชื่อว่าหลายประเทศพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการให้ความช่วยเหลือคนไทย เพราะทุกครั้งที่เกิดปัญหาทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่สันติสุขสันติภาพ และเราไม่มีปัญหากับประเทศใด เขาก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“คนไทยส่วนใหญ่ที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง 80% เป็นนิกาย​สุหนี่​ แต่อิหร่านเป็นนิกายชีอะห์ กว่า 90%  ว่าความเห็นในด้านศาสนาจะแตกต่างแต่ความเป็นอยู่ก็ใกล้เคียง ไม่ได้มีความขัดแย้งในทางนิกาย ที่จะนำไปสู่ความไม่สงบสุขได้ อยู่ด้วยกันได้ไม่มีปัญหา ซึ่งในประเทศไทยเองนิกายชีอะห์มีอยู่ประมาณ 10 %”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการหารือเรื่องงานสภากับนายกฯด้วยหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้กกต.รับรอง สส.ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อครบแล้ว  นายวันมูหะมัดนอร์  กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี แต่คิดว่างานสภาไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะขณะนี้ กกต.รับรอง สส. ครบถ้วน และพร้อมที่จะเปิดสภาแล้ว ซึ่งตามขั้นตอนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะทำหนังสือถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อกราบบังคมทูลฯ เปิดสมัยประชุม โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนจะต้องปฏิญาณตนก่อนปฎิบัติหน้าที่

เมื่อถามว่าพรรคประชาชาติ เข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ด้วย จะมีการพูดคุยเรื่องตำแหน่งอย่างไรหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เราฟังเสียงประชาชน และเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ประชาชนเลือกมากที่สุด มาเป็นอันดับหนึ่ง จึงเป็นหน้าที่พรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล และมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ และเมื่อภาวะสงครามตะวันออกกลางยิ่งต้องจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จโดยเร็ว เพราะการเจรจาในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการอาจจะลดความเชื่อถือลง

เมื่อถามว่าไทม์ไลน์การเปิดประชุมสภานั้น นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่าเป็นเรื่องของสภากับรัฐบาลเนื่องจากต้องมีการกราบบังคมทูลฯ ไม่สามารถกำหนดเองได้

ทั้งนี้ภายหลังการหารือ โดยเมื่อเวลา 9.50 น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและมว.มหาดไทย รวมถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกและรมว.คมนาคมได้เดินลงมาส่งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ขึ้นรถก่อนเดินทางกลับ

สมชัย ซัด กกต. บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 69 คือรหัสมรณะ

สมชัย ซัด กกต. บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 69 คือรหัสมรณะ

สมชัย ซัด กกต. บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 69 คือรหัสมรณะ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.44 น.

5 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความระบุว่า บาร์โค้ด คือ รหัสมรณะ

การตัดสินใจให้มีบาร์โค้ดในส่วนล่างของบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในการเลือกตั้ง ปี 2569 ที่พิสูจน์ให้เห็นด้วยการทดลองแล้วว่า สามารถเชื่อมโยงกลับไปสืบหาตัวผู้ลงคะแนนได้จริง

ขณะนี้ ข้อสรุปที่มองกลับไปยัง กกต. จึงเหลือเพียง 2 ทาง

1. จัดการเลือกตั้งแบบประมาทเลินล่ออย่างร้ายแรง โดยขาดการไตร่ตรอง ขาดการกลั่นกรองจากทั้งสำนักงานและตัวคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า การมีบาร์โคดจะนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและคดีต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย

2. การมีบาร์โค้ดดังกล่าว อาจไม่ใช่การประมาทเลินเล่อ แต่ อาจกระทำโดยเจตนา ของบุคคล กลุ่มบุคคล ขบวนการ ที่ต้องการใช้บาร์โค้ด เป็นเครื่องมือในการควบคุมการลงคะแนนเสียงที่สามารถตรวจสอบได้ หรือเพื่อใช้วางแผนการเลือกตั้งในอนาคต หากเป็นบุคคลเดียวก็เป็นความผิดเฉพาะตัว หากเป็น 2-4 คน กม. อาญาเรียก อั้งยี่ แต่หาก 5 คนขึ้นไป เรียกซ่องโจร

3. การพิสูจน์ว่า การมีบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง เป็นการประมาทเลินล่อ หรือ เป็นเจตนากระทำความผิด จะเป็นขบวนการอั้งยี่หรือซ่องโจรหรือไม่ ต้องพิสูจน์ในศาล โดยต้องมีผู้ฟ้อง กกต. ในคดีอาญา มาตรา 209 ซึ่งศาลจะสามารถเรียกเอกสาร เช่น สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง รายงานการประชุมทุกระดับ รายงานการตรวจรับ บันทึกการให้ความเห็นของผู้เกี่ยวข้องทุกระดับมาประกอบคำวินิจฉัย

4. อั้งยี่มา ก็อั้งยี่กลับ ฟ้องประชาชนได้ ประชาชนก็ฟ้องกลับได้

ปชน.ประกาศเดินหน้าต่อ โชว์ 120 สส.พรรค ลั่นเราพร้อมเริ่มบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

ปชน.ประกาศเดินหน้าต่อ โชว์ 120 สส.พรรค ลั่นเราพร้อมเริ่มบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

ปชน.ประกาศเดินหน้าต่อ โชว์ 120 สส.พรรค ลั่นเราพร้อมเริ่มบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.03 น.

ปชน.ประกาศเดินหน้าต่อ โชว์ 120 สส.พรรค ลั่นเราพร้อมเริ่มบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ระบุว่า “พรรคประชาชนพร้อมเดินหน้าต่อ เราพร้อมเริ่มบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลง แนะนำ 120 สส. ผู้แทนประชาชนทั่วประเทศ

ในการเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนได้ประกาศภารกิจตั้งรัฐบาลประชาชน โดยมีเป้าหมายในการสร้างประเทศไทยที่ไม่เทา ประเทศไทยที่เท่ากัน และประเทศไทยที่ทันโลก ถึงแม้ผลการเลือกตั้งจะทำให้เราไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ก็ทำให้รู้ว่าเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชนทั่วประเทศมากกว่า 10.97 ล้านเสียงจาก 398 เขตที่ กกต. ให้การรับรองอย่างเป็นทางการ และได้ สส.เขตมากถึง 88 คน จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ด้วยวิธีการทำงานการเมืองแบบพรรคประชาชนที่ไม่ใช้เงินซื้อเสียง นั่นแสดงว่าทุกหยาดเหงื่อแรงงานที่เราได้ทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่สูญเปล่า

การทำงาน สส. แบบพรรคประชาชน ไม่มีเงินทองของแจก แต่จะแลกด้วยการทำงาน นำปัญหาที่อยู่ตรงหน้าของประชาชนประสานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้รีบเข้าไปแก้ไข ปัญหาอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ก็พร้อมที่จะไปแก้ให้ถึงระดับโครงสร้าง และในระดับประเทศก็พร้อมจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยของเราดีขึ้น นี่คือ สส. ของประชาชน

ในสมัยประชุมสภาที่ผ่านมา เพียงแค่ 2 ปี 6 เดือนของอดีตพรรคก้าวไกล-พรรคประชาชน พวกเราเสนอร่างกฎหมายที่ก้าวหน้าไปกว่า 100 ฉบับ และหลายฉบับนำไปสู่การผลักดันประเด็นที่ก้าวหน้าในสังคม ไม่ว่าจะเป็น สมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้า คุ้มครองแรงงาน ฯลฯ

ในสภาชุดที่ 27 ที่กำลังจะมาถึง พรรคประชาชนขอสัญญาว่าผู้แทนราษฎรของเราจะเดินหน้าใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองระดับประเทศเพียงแห่งเดียวที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในการเสนอร่างกฎหมายที่ก้าวหน้า สะท้อนปัญหาในพื้นที่ ทำงานเชิงรุกในกลไกกรรมาธิการ เพื่อผลักดันความเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาของประชาชน

ขอบคุณประชาชนทุกท่านที่ยังไว้วางใจและเดินทางร่วมไปกับเรา

สู้ต่อไปด้วยกัน

ทำความรู้จักผู้แทนราษฎรของท่านได้ที่ https://peoplesparty.or.th/person/parliament/

เทพไท อัดยับ กกต. รับรอง สส.ปล่อยผียกเข่ง ไม่กล้าสอยคนโกง?

เทพไท อัดยับ กกต. รับรอง สส.ปล่อยผียกเข่ง ไม่กล้าสอยคนโกง?

เทพไท อัดยับ กกต. รับรอง สส.ปล่อยผียกเข่ง ไม่กล้าสอยคนโกง?

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.20 น.

5 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เหตุ กกต.รับรอง ส.ส.แบบปล่อยผี

นับว่าเป็นไปตามกระแสข่าว ที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า คณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต.จะประกาศรับรองส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และรับรองส.ส.เขตที่เหลืออยู่อีก4เขต ในที่สุดคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต. ประกาศรับรองส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ครบ 100 คนจริง ส่วนส.ส.ในระบบเขต รับรองเพียง3คนหรือ3เขต อีก1เขตคือเขต2 สุพรรณบุรี ยังไม่ประกาศรับรอง จึงทำให้มีส.ส.ที่ผ่านการรับรองแล้ว ทั้ง2ระบบจำนวน 499 คน เกิน 95% ซึ่งรัฐสภาสามารถเปิดการประชุมได้ภายในเวลา 15 วัน เพื่อประกอบรัฐพิธี และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรกับรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก2ท่าน

นับว่าเป็นการประกาศรับรองส.ส.ได้อย่างรวดเร็ว ของคณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต. ชุดนี้ ทั้งที่กฎหมายให้ระยะเวลา2เดือน ยังเหลือเวลาอีก1เดือน ที่คณะกรรมการเลือกตั้ง สามารถจะพิจารณาดำเนินการรับรองส.ส.ภายในกรอบของกฎหมายได้ แต่คณะกรรมการเลือกตั้ง เลือกจะใช้วิธีการรับรองทั้งหมดหรือที่เรียกกันว่า ปล่อยผีหรือรับรองยกเข่ง ถ้าหากเขตเลือกตั้งที่2 จังหวัดสุพรรณบุรี ไม่มีปัญหาเรื่องการนับคะแนนก็เชื่อว่า คณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต. คงจะประกาศรับรองครบ 500 คนไปแล้ว

สิ่งที่อยากจะตั้งข้อสังเกต ก็คือการทำหน้าที่ของคณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต. เปรียบเสมือนแค่ผู้จัดการเลือกตั้ง ไม่สามารถทำหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ แม้ว่าก่อนการเลือกตั้งจะมีปรากฏการณ์ให้เห็นเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หรือการกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง เช่น การซื้อเสียง มีกระแสข่าวพูดถึงการซื้อเสียงกันอย่างกว้างขวาง และพูดได้ว่า มีการซื้อเสียงทุกเขตเลือกตั้งด้วยซ้ำไป

แต่กกต.ไม่ได้ใช้กลไกทางกฎหมายจัดการบุคคล หรือผู้สมัครที่ซื้อเสียงได้เลย และไม่สามารถพิจารณาในรายละเอียดของผู้สมัคร หรือผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งว่า บุคคลใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้งบ้างหรือไม่ ทั้งที่กฎหมายได้เปิดช่องให้พิจารณาโดยใช้หลักว่า “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้ใดกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง ก็สามารถให้ใบเหลือง ใบส้ม หรือใบแดงได้ แต่กกต.ก็ไม่เลือกที่จะทำเช่นนั้น กลับเลือกวิธีการ รับรองเหมารวมหรือเหมาเข่ง เพื่อไปพิจารณาความผิด หรือที่เรียกกันว่าสอยภายหลัง ในระยะระยะเวลา1ปี

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กกต.ไม่กล้าจะให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ก่อนการรับรองได้ ก็น่าจะมาจากเหตุการณ์เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 ที่กกต.เคยให้ใบส้มผู้สมัครส.ส.รายหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ และในที่สุดผู้สมัครส.ส.รายนั้น ยื่นฟ้องศาล จนศาลมีคำตัดสินว่า ไม่เป็นความผิดและให้กกต.ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงินจำนวน 70 ล้านบาท จึงทำให้กกต.ชุดหลัง เกิดอาการเกรงกลัว หรือหวาดผวา หรือแหยงขยาด ไม่กล้าให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดงกับผู้สมัครส.ส. หรือผู้ได้รับการเลือกตั้งคนใด เพราะเกรงว่าจะเกิดความผิด และจะต้องชดใช้ภายหลัง จึงใช้วิธีการรับรองไปก่อนแล้วค่อยสอยภายหลัง ค่อยรวบรวมพยานหลักฐาน เสนอยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง พิจารณาให้ใบเหลือง ใบส้ม หรือใบแดง เพราะถ้าหากเป็นคำตัดสินของศาล ผู้เสียหายก็ไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดกับกกต.ได้

จึงเป็นทางออกของกกต. ที่เลือกเอาวิธีเซฟตัวเอง หรือเอาตัวรอดไว้ก่อน จึงเป็นที่มาของการทำงานของกกต.เหมือนกับฝ่ายธุรการ ไม่กล้าวินิจฉัย ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่กล้าจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเลย จึงทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยที่สังคมสิ้นหวัง และไม่ได้ทำหน้าที่องค์กรอิสระอย่างแท้จริง และไม่สามารถอำนวยการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมได้ นับว่าผิดเจตนารมณ์ของการมีกกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระในการจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

‘หมอเกศ’จบเห่หลุดสว. ศาลเพิกถอนสิทธิ์10ปี ปมใช้วุฒิฯเก๊ลงสมัคร

‘หมอเกศ’จบเห่หลุดสว. ศาลเพิกถอนสิทธิ์10ปี ปมใช้วุฒิฯเก๊ลงสมัคร

‘หมอเกศ’จบเห่หลุดสว. ศาลเพิกถอนสิทธิ์10ปี ปมใช้วุฒิฯเก๊ลงสมัคร

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘หมอเกศ’จบเห่หลุดสว. ศาลเพิกถอนสิทธิ์10ปี ปมใช้วุฒิฯเก๊ลงสมัคร

กกต.ประกาศรับรองสส.บัญชีรายชื่อครบ 100 คน ปชน.อันดับ 1 ได้ 32 คน อันดับ 2 “ภูมิใจไทย” 19 คน เพื่อไทย อันดับ 3 ได้ 16 คน ด้าน “ปชป.” ได้มา 11 คนขณะที่ 13 พรรคเล็กได้พรรคละ 1 คน ศาลฎีกาฯเพิกถอนสิทธิ “หมอเกศ” 10 ปี ปมทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ไม่ผ่านการรับรองสมัครสว.ชักจูงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดชิงสว.ปี’67

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปฏิเสธกระแสตอบถึงข่าวการวางตัว “บิ๊กแดง” พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบกเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพียงแต่ยิ้มเท่านั้น เมื่อถามว่า ชื่อ “ด”ใช่ “บิ๊กโด่ง” พลเอกอุดมเดช สีตบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ แต่นายกฯ ก็ไม่ได้ตอบคำถามเช่นเดียวกัน
‘โสภณ’ลั่นเปิดสภาฯตั้ง‘รบ.’ได้เลย

ด้าน นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและสส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีชื่อนั่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนไม่รู้แต่ตอนนี้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการรับรอง สส.แล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนของ สส.บัญชีรายชื่อที่จะไปรายงานตัวและขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่จะทำให้หนังสือถึงรัฐบาล เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระบรมราชโองการเรียกประชุมสภาฯ จากนั้นจะมีการเลือกประธานสภาฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากมีข่าว กกต.จะประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะดำเนินการได้เร็วแล้วใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า สภาฯ เปิดก็ตั้งได้เลย แต่เราก็ต้องดูกระแสโลกด้วย เมื่อกระแสโลกเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องมีรัฐบาลโดยเร็วไม่ใช่หรือ เมื่อถามถึงเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ตัวเลข 293 ที่นั่งเพียงพอตั้งรัฐบาลแล้วใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องเสียงตนไม่รู้ เมื่อถามย้ำว่าตกลงจำเป็นต้องเอาพรรคกล้าธรรม (กธ.)ร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่าตนไม่รู้ๆ เมื่อถามว่า ขณะนี้มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทย (พท.)จะเสนอชื่อ นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม รองหัวหน้าพรรคฯเป็นรองประธานสภาฯ ในโควตาพรรคเพื่อไทย นายโสภณ กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคเขา เราไม่รู้ เมื่อถามย้ำว่า แต่ทำงานร่วมกันได้ใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ทำงานร่วมกับทุกคนได้ ถ้าตนได้เป็นนะๆ ต้องดูด้วยว่าได้เป็นหรือไม่

‘หมอเกศ’ตัดสิทธิ10ปี-ใช้วุฒิศึกษาปลอม

ศาลฎีกาแผนคดีเลือกตั้ง นัดฟังคำพิพากษา กรณี นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ “หมอเกศ” สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูก กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยตรวจสอบคุณสมบัติ เนื่องจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาที่อาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ เพื่อจูงใจให้มีการเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4) โดย กกต.ยื่นคำร้องวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นางสาวเกศกมล ซึ่งศาลฎีการับคำร้องไว้และพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานจากทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้าน โดยศาลพิพากษาว่า การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการทุจริตในการเลือกสว.อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 226 และตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล ผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา
กมธ.จำลองกาบัตรแบบมีบาร์โค้ด

เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา มีการจำลองการเลือกตั้งโดยภาคประชาชนร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อศึกษาว่า การมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอาทิ ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผอ.ดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น


แค่ศึกษาไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคต

นายเจษฎ์ กล่าวว่า ใครบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โมฆะหรือไม่โมฆะแสดงว่ามีธง ซึ่งตนไม่เคยพูดว่าโมฆะหรือไม่โมฆะ แต่พูดอยู่เสมอว่า ระดับความลับของการเลือกตั้งมีอยู่ 3 ระดับ 1.เดินผ่านด้านหลังคูหาแล้วมีโอกาสเห็น 2.ระดับเจ้าหน้าที่
ที่ถูกตั้งคำถามว่าหัวกับหางมาเจอกันหรือไม่และ 3.ความลับในระบบที่มีถึง 3 ชั้น ที่เป็นข้อถกเถียงกันว่า สแกนบาร์โค้ดแล้วไปเจอหัวในระบบได้อย่างไร
ขณะที่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เจตนารมณ์ครั้งนี้ของ กมธ.เพื่อศึกษาเชิงวิชาการ เพราะขณะนี้ กมธ. ทำรายงานการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม คือการศึกษาการเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้งและขอให้การพิสูจน์ในวันนี้จะนำไปศึกษาและเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะทำอย่างไรในอนาคต
 

กกต.มีมติรับรองสส.บัญชีรายชื่อ100คน

มีรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในช่วงเช้าที่ผ่านมามีมติรับรอง สส. บัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ ครบ 100 คน หลังสำนักงานฯเสนอข้อมูลให้ที่ประชุมพิจารณา หลังมีการ ลงคะแนนและนับคะแนนใหม่ในบางเขต ที่ผ่านมา โดยใน 100 คน เป็นสส.พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม พรรคเพื่อชาติไทย และ พรรครวมไทยสร้างชาติ นอกจากนั้น อีก 13 พรรค เป็นพรรคขนาดเล็ก มี สส.บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 คน ที่ประชุมยังพิจารณารับรองสส.เขต เพิ่มอีก 3 เขต คือ พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 นายอัครา พรหมเผ่าพรรคกล้าธรรม, จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 พล.ต.ท.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ พรรคภูมิใจไทย และเขตเลือกตั้งที่ 2 นายคัมภีร์ ชื่นบาน พรรคภูมิใจไทย 
ส่วน จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณพรรคภูมิใจไทย กกต.ยังไม่ประกาศรับรอง

ปชน.32คน-ภท.19คน-พท.16คน

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ในฐานะโฆษกสำนักงาน กกต.แถลงว่า กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ 100 ราย ดังนี้ พรรคประชาชน 32 คน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ / น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล / นายวีระยุทธ กาญจน์ชูวัตร / นายเซีย จำปาทอง / นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ / นางสาวณัฐยา บุญภักดี / นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ / นางรังสิมันต์ โรม / นายพริษฐ์ วัชรสินธุ / นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ / นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล / นายธีระ สุธีวรางกูร / นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล / นายณัฐวุฒิ บัวประทุม / นายกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ /นายวาโย อัศวรุ่งเรือง / นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ / นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร / นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี / นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ / นายศุภโชติ ไชยสัจ / นายประมวล สุธีจารุวัฒน / นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล / นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ / นางสาวภคมน หนุนอนันต์ / นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ / นายปิยรัฐ จงเทพ / นางสาวรัชนก ศรีนอก / นายรอมฎอน ปันจอ / นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ / นายธีรศักดิ์ จิระตราชู / นางสาวธนพร วิจันทร์

พรรคภูมิใจไทย 19 คน นายอนุทิน ชาญวีรกูล / นายไชยชนก ชิดชอบ /นายวราวุธ ศิลปอาชา / นายสันติ พร้อมพัฒน์ /นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ / นายชลัฐ รัชกิจประการ / นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ /นางสาวศุภมาส อิศรภักดี / นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ / นางสาวไตรศุลี ไตรสนณกุล / นางนันทนา สงฆ์ประชา /นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ / นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ / นางสาวศศิธร กิตติธรกุล / นายศุภชัย ใจสมุทร / นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ / นายเกรียงยศ สุดลาภา / นายธนกร วังบุญคงชนะ / นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ

พรรคเพื่อไทย 16 คน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ / นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ / นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ / นายไพโรจน์ โล่สุนทร / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง / นายจาตุรนต์ ฉายแสง / นายชูศักดิ์ ศิรินิล / นายสุทิน คลังแสง / นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ /นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช / นายสุชาติ ตันเจริญ / นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล /นายธงธรรม เวชยชัย / นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน / นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ / นายอดิศร เพียงเกษ
 

ปชป.11คน-เศรษฐกิจ3-พรรคเล็ก13คน

พรรคประชาธิปัตย์ 11 คนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ / นายชวน หลีกภัย /นายกรณ์ จาติกวณิช / นางการดี เลียวไพโรจน์ / นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ / นายอัมพร พินะสา / นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย /นายชขัยชนะ เดชเดโช / นายสกลธี ภัททิยกุล / นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี / นายอิสรา สุนทรวัฒน์ / พรรคเศรษฐกิจ 3 คน นายคริส โปตระนันทน์ / นายพีรพล กนกวลัย / นางสาวอังสณา นิยมวณิชกุล พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน นายพงษ์ฐวัฒน์ เตชะเดชเรืองกุล / นายอชินาธิรัตน์ ฉัตรทวีวรชัย พรรคกล้าธรรม 2 คน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า / นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค / นายชัชวาลล์ คงอุดม 

ส่วน 13 พรรคการเมือง พรรคละ 1 คน ประกอบด้วย พรรคใหม่ นางสาว ณวินดา สวัสดิ์เดชดี พรรคไทยทรัพย์ทวี นายทวีทรัพย์ ตัดสมัย พรรคประชาธิปไตยใหม่ นายสุรทิน พิจารณ์ พรรคมิติใหม่ นายปรีชา ไข่แก้ว พรรคไทยภักดี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคไทยสร้างไทย นายอุดมเดช รัตนเสถียร พรรครวมพลังประชาชน นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ พรรคเสรีรวมไทย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคทางเลือกใหม่ นายราเชน ตระกูลเวียง พรรคไทรวมพลัง นายวศวรรธน์ พวงพรศรี พรรค
พลังประชารัฐ นายภัครธรณ์ เทียนไชย พรรครวมใจไทย นายบุญรวี ยมจินดา พรรคประชาชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

‘วราวุธ’รวยอู้ฟู่ เงิน765ล้าน/ที่ดินเพียบ ‘พล.ต.อ.อัศวิน’มี14ล้าน

‘วราวุธ’รวยอู้ฟู่ เงิน765ล้าน/ที่ดินเพียบ ‘พล.ต.อ.อัศวิน’มี14ล้าน

‘วราวุธ’รวยอู้ฟู่ เงิน765ล้าน/ที่ดินเพียบ ‘พล.ต.อ.อัศวิน’มี14ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘วราวุธ’รวยอู้ฟู่ เงิน765ล้าน/ที่ดินเพียบ ‘พล.ต.อ.อัศวิน’มี14ล้าน

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สินสส.พ้นตำแหน่งอีกลอต“วราวุธ”รวยอู้ฟู่ 765 ล้าน ที่ดินในสุพรรณบุรี 200 ล้าน นาฬิกา 30 เรือน ส่วน“ภราดร”มี 29 ล้าน“สุรเกียรติ เทียนทอง” 254 ล้าน ภรรยาถือทองคำแท่ง 51 บาท “เกรียง” รวย 102 ล้าน โค-กระบือ 312 ตัว “ฐิติมา” 256 ล้าน สามีมีพระเครื่องทองคำเพียบ “พล.ต.อ.อัศวิน” มี 14 ล้าน แจ้งสถานะหย่า “วุฒินันท์” อดีตสส.ประชาชน 52 ล้าน ปืน 3 กระบอก

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีพ้นตำแหน่งสส. เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดย มีบุคคลที่น่าสนใจ ดังนี้

นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ปัจจุบันพรรคภูมิใจไทย) แจ้งว่า ตนและนางสุวรรณา ศิลปอาชา คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 765,381,990 บาท เป็นทรัพย์สินของนายวราวุธ 497,067,166 บาท โดยมีรายการที่น่าสนใจ คือ เงินฝาก 156,059,937 บาท ที่ดินมูลค่า 29 แปลง มูลค่ารวม 201,335,322 บาท ทั้งหมดอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี ทรัพย์สินอื่น มูลค่ารวม 34,718,000 บาท ในจำนวนนี้ มีนาฬิกา 30 เรือน นอกจากนี้ เป็นทรัพย์สินของนางสุวรรณา 264,274,072 บาท ในจำนวนนี้เป็นบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มูลค่า 101,746,300 และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 4,404,752 บาท ไม่มีหนี้สิน

นายภราดร ปริศนานันทกุล อดีต สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย แจ้งสถานะโสด มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 29,986,341 บาท โดยเป็นเงินฝาก 3,984,020 บาท เงินลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด 882 บาท ที่ดิน 2 แปลงที่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง มูลค่ารวม 2,921,289 บาท บ้านพักอาศัย ตึก 3 ชั้น ที่ อ.วิเศษชัยชาญ มูลค่า 2,875,000 บาท รถยนต์ 3 คัน มูลค่า 1,910,000 บาท และมีหนี้สิน48,018 บาท

นายสุรเกียรติ เทียนทอง อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยแจ้งว่าตน และน.ส.วิลันดา รัตนะพร คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 254,783,638 บาท เป็นทรัพย์สินของนายสุรเกียรติ 133,037,301 บาท โดยมีทรัพย์สินที่น่าสนใจคือ เงินให้กู้ยืม 89,373,060 บาท โดยเป็นการให้ บจก.ฮีโร่ เอ็กซ์พีเรียนซ์ กู้ยืม 7 สัญญา ให้นายพีรศักดิ์ จันทร์สิวานนท์ กู้ยืม 1 ล้านบาท นอกจากนี้ มีหนี้สินทั้งสิ้น 20,066,707 บาท โดยเป็นเงินเบิกเกินบัญชี ขณะที่ น.ส.วิลันดา มีทรัพย์สิน 108,438,237 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 4 แปลง มูลค่า 50,220,000 บาท เป็นที่ดินในเขตบางซื่อ กทม. ทองคำแท่ง น้ำหนัก 51 บาท มูลค่า 3,256,350 บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สิน 13,308,100 บาท

นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แจ้งว่ามีทรัพย์สินทั้งสิ้น 102,983,043 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยแบ่งเป็นเงินฝาก 39,855,543 บาท ที่ดิน มูลค่า 54,937,500 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1,600,000 บาท และเป็นทรัพย์สินอื่นมูลค่า 6,590,000 บาท ซึ่งเป็นโคและ กระบือ จำนวน 312 ตัว (ราคาถัวเฉลี่ย)

นางฐิติมา ฉายแสง อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย แจ้งว่า ตนเอง และนายปรีชา บุณยกิดา คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 256,614,512บาท เป็นทรัพย์สินของนางฐิติมา 32,815,503 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 3 แปลง มูลค่ารวม 20,165,000 บาท อยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทราและ ปทุมธานี อาวุธปืนลูกโม่ .357 1 กระบอก หลวงพ่อโสธร เนื้อทองคำ มูลค่า 60,000 บาท ครุฑทองคำ พร้อมสร้อยทองคำ 2 บาท ของหลวงพ่อวราห์ มูลค่า 160,000 บาท ครุฑเงินของ หลวงพ่อวราห์ 4,000 บาท รวมถึงมีเครื่องประดับสุภาพสตรีอีกหลายรายการ

ขณะที่ นายปรีชา มีทรัพย์สิน 223,799,009 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 13 แปลง มูลค่ารวม 113,675,000 บาท อยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และเพชรบูรณ์ บ้านพัก  ที่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี มูลค่า 18,000,000 บาท ห้องชุดที่เขตห้วงขวาง กทม. 3,865,403 บาท นอกจากนี้ยังมีพระเครื่องหลายรายการ อาทิ พระบูชาหลวงพ่อโสธร, หลวงพ่อโสธรเนื้อทองคำ, หลวงพ่อโสธรปี 2497 กรอบทอง, พระกริ่งวัดสุทัศน์,ปิดตาหลวงปู่ทิม ทองคำ, พระรอดเลี่ยมทอง, พระสมเด็จวัดระฆัง16 องค์ มูลค่า 8,000,000 บาท, พระวัดปากน้ำรุ่น 1, พระสังกัจจายน์ ทองคำ ปี 2470

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ แจ้งสถานะหย่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2554 มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 14,813,043 บาท ไม่มีหนี้สินทรัพย์สิน ส่วนใหญ่เป็นเงินฝาก 6,793,243 บาท ที่ดิน จำนวน 6 แปลง 5,788,000 บาท อยู่ที่ จ.ชลบุรีและนครปฐม รถยนต์ 1 คัน มูลค่า 1,500,000 บาท ทองรูปพรรณ น้ำหนัก 10 บาท มูลค่า 633,500 บาท

นายวุฒินันท์ บุญชู อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชนแจ้งว่า ตนเอง และนางสุนิดา บุญชู คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 52,589,901 บาท เป็นทรัพย์สินของนายวุฒินันท์ 33,145,878 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 4 แปลง มูลค่ารวม 19,200,000 บาท อยู่ที่ จ.สมุทรปราการ และตรัง รถยนต์ 4 คัน มูลค่ารวม 1,025,000 บาท อาวุธปืน 3 กระบอก มูลค่ารวม 535,000 บาท ขณะที่นางสุนิดา มีทรัพย์สิน 19,444,023 บาท ในจำนวนนี้มีอาวุธปืน 1 กระบอก มูลค่า 25,000 บาทและมีหนี้สิน 173,726 บาท

ทูตสหรัฐโร่เข้าพบนายกฯถกสถานการณ์ เตหะรานประณามอเมริกา ยันคนไทย250ชีวิตปลอดภัย

ทูตสหรัฐโร่เข้าพบนายกฯถกสถานการณ์ เตหะรานประณามอเมริกา ยันคนไทย250ชีวิตปลอดภัย

ทูตสหรัฐโร่เข้าพบนายกฯถกสถานการณ์ เตหะรานประณามอเมริกา ยันคนไทย250ชีวิตปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทูตสหรัฐโร่เข้าพบนายกฯ ถกสถานการณ์ เตหะรานประณามอเมริกา ยันคนไทย250ชีวิตปลอดภัย

ทูตสหรัฐฯเข้าทำเนียบฯพบ“อนุทิน”คาดแจงสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ขณะทูตอิหร่านประจำประเทศไทยแถลงครั้งแรก ประณาม “สหรัฐ-อิสราเอล” โจมตีอิหร่าน ชี้เป็นก่อการร้ายของคนขลาด ต้องรับผิดชอบ พร้อมแจ้งรัฐบาลไทย คนไทย 250 คน ปลอดภัยไร้บาดเจ็บ พาออกพ้นอิหร่าน ถึงตุรกีแล้ว โดยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ด้าน “ผบ.ทสส.” ยันกองทัพพร้อมหนุน กต.อพยพคนไทย พ้นพื้นที่ตะวันออกกลาง รับกังวลความปลอดภัยระหว่างเดินทาง เชื่อทั่วโลกกังวลต่อสถานการณ์ มองยากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือไม่ ย้ำไม่ประมาทด้านข่าวกรอง เฝ้าระวังการก่อการร้าย ด้านตร.ถกเกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง สั่งยกระดับเฝ้าระวัง-รักษาความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 12.19 น. นายฌอน เค. โอ นีล เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เดินทางมาเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล คาดว่าจะมีการหารือ และชี้แจงสถานการณ์ตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารือด้วย

ทูตอิหร่านประณาม‘สหรัฐ-ยิว’

ในช่วงบ่าย ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน นายนาสเซเรดดิน ไฮดารี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย เปิดแถลงครั้งแรกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับอิหร่าน ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนไทยและต่างชาติอย่างมากโดยระบุชัดว่าเป้าหมายของสหรัฐและอิสราเอลที่มุ่งโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นการกระทำที่เลวร้ายถึงขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นการก่อร้าย

ซัดยับเป็นก่อการร้ายของคนขลาด

เอกอัครราชทูตอิหร่านฯกล่าวว่าการกระทำของสหรัฐและอิสราเอลในปฏิบัติการที่เกิดขึ้นรวมทั้งการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่บัญญัติไว้เท่านั้น แต่ยังถือเป็นการก่อการร้ายที่ขลาดเขลาที่ยิ่งกว่าละเมิดหลักการขั้นพื้นฐานความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐที่พึงมีและที่สำคัญจะนำไปสู่หายนะที่ยากจะควบคุม รวมทั้งเป็นการบ่อนทำลายทั้งพื้นฐานความเท่าเทียมทางอธิปไตย และเสถียรภาพของระบบประชาคมโลก

เรียกร้องต้องรับผิดชอบทั้งหมด

“อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไม่เพียงเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดในตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลสำคัญทางศาสนาที่ได้รับการเคารพยกย่องจากประชาชนมุสลิมทั้งในประเทศและทั่วโลก การก่อการร้ายต่ออิหร่านนำมา ซึ่งผลอย่างรุนแรง และแน่นอนว่าความรับผิดชอบทั้งหมด จะต้องตกอยู่กับผู้ก่อเหตุอย่างแน่นอน”เอกอัครราชทูตไฮดารี

เอกอัครราชทูตอิหร่านฯยังระบุว่าปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเกิดขึ้นทั้งๆที่อิหร่านกำลังเจรจากับสหรัฐ จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯเป็นเพียง“ปฏิบัติการลวง” เช่นเดียวกับรอบที่ผ่านมา จึงเห็นได้ว่าอีกฝ่ายได้ตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้วที่จะโจมตีอิหร่าน นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยระบุว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันจากรัฐบาลว่า ได้เลือกตัวผู้นำสูงสุดคนใหม่ตามที่มีข่าวเผยแพร่ทั้งนี้สภาผู้เชี่ยวชาญยังอยู่ในกระบวนการคัดสรรผู้นำสูงสุดคนใหม่

แจ้ง250คนไทยปลอดภัย

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับประเทศไทยนั้น เอกอัครราชทูตไฮดารี กล่าวว่า ได้สื่อสารกับกระทรวงการต่างประเทศ และแจ้งให้รัฐบาลไทยทราบแล้วว่าไม่มีคนไทยในอิหร่าน ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตี ภารกิจสำคัญอันดับแรกสุดที่ได้รับทราบคือ การนำคนไทย 250 คน ออกมาจากอิหร่านอย่างปลอดภัย โดยขณะนี้คนไทยบางส่วนได้เดินทางออกจากกรุงเตหะรานไปยังตุรกีซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับอิหร่านแล้วโดยเครื่องบินเช่าเหมาลำ แต่ประเด็นที่อิหร่านกำลังกังวลอยู่ในขณะนี้คือ ยัง
ไม่แน่ใจว่าจะนำคนอิหร่าน 160 คน ที่ยังติดค้างอยู่ในประเทศไทยเดินทางกลับประเทศได้อย่างไร เนื่องจากขณะนี้ไม่มีเที่ยวบินใดที่บินตรงไปยังกรุงเตหะราน ขณะนี้จึงกำลังหาทางออกที่อาจเป็นไปได้เช่นจัดหาเครื่องบินเช่าเหมาลำเพื่อให้คนอิหร่านที่ติดค้างในไทยเหล่านี้เดินทางไปยังตุรกี

กองทัพหนุนกต.อพยพคนไทย

ด้าน พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.)กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอพยพคนไทย จากพื้นที่ตะวันออกกลางตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการนั้นโดยเปิดเผยว่า เราได้มีการเตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่แนวทางในการปฏิบัติ ยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ โดยกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อวางแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน

“กรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องบินของกองทัพในการอพยพคนไทยจะมีความยากในคนละมิติกับการใช้เครื่องบินพาณิชย์ซึ่งการใช้เครื่องบินพาณิชย์จะมีความสะดวก แต่เครื่องบินกองทัพก็จะเหมาะอีกบริบทหนึ่งจึงจำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เช่น กรณีประเทศอิสราเอลกับประเทศอิหร่านที่แต่ละประเทศจะมีความเฉพาะเจาะจง ในการเลือกแนวทางปฏิบัติซึ่งการที่จะเลือกใช้อะไรก็อยู่ที่ความเหมาะสม รวมทั้งยังระบุอีกว่าการประสานงานกับประเทศต้นทางในการอพยพคนไทย จะดำเนินการผ่านช่องทางการทูตเป็นหลัก”ผบ.ทสส.ย้ำ

รับห่วงความปลอดภัยการเดินทาง

ส่วนการอพยพจะขึ้นอยู่กับปริมาณคนที่จะอพยพและขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของเครื่องบินที่ใช้เป็นหลัก พร้อมยกตัวอย่างว่า ถ้าเลือกที่จะอพยพด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำโดยจ้างจากประเทศต้นทางก็อาจจะใช้เพียงลำเดียว หากเป็นเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะสะดวกต่อการขออนุญาตในการบินผ่านน่านฟ้าด้วย แต่ถ้าใช้เครื่องบินทหารของกองทัพ ก็จำเป็นจะต้องเพิ่มเที่ยวบิน ซึ่งหากมีการอพยพจำนวน 200 คน ก็มีความจำเป็นจะต้องใช้เที่ยวบิน 3-4 เที่ยวบิน และยังยอมรับว่ามีความกังวลเรื่องของการเดินทางจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ไปยังชายแดนของประเทศตุรกีซึ่งมีระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร

ไม่ประมาท-กำชับด้านการข่าว

ขณะที่มิติการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศไทย ซึ่งมีชาวอิสราเอลและชาวอิหร่านอาศัยอยู่จำนวนมากจะมีการเฝ้าระวังด้านข่าวกรองเป็นพิเศษหรือไม่อย่างไรนั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบุว่า มีการเตรียมด้านการข่าวเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว ซึ่งไทยมีการเตรียมพร้อมและไม่ประมาทต่อความเป็นไปได้ ที่อาจมีการก่อการร้ายเกิดขึ้น โดยได้กำชับให้ทุกส่วนเตรียมความพร้อม

เชื่อทั่วโลกกังวลต่อสถานการณ์

ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้ เชื่อว่าทุกประเทศมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นหมุดหมายที่สำคัญของโลกซึ่งทุกประเทศ ก็เฝ้าติดตามสถานการณ์และประเมินว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในระยะสั้น, กลางและระยะยาว โดยมองว่าสถานการณ์ในขณะนี้เปลี่ยนแปลง สิ่งที่ทุกประเทศเคยเชื่อมั่นก็เปลี่ยนไปจากเดิมไปสิ้นเชิง ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือ

“น้ำที่มันขุ่นๆ ตอนนี้มันก็คงจะตกตะกอนและก็คงมองอะไรได้ชัดเจนมากขึ้น ทุกคนก็กำลังประเมินและประมวลทั้งนั้น”ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว

ชี้ประเมินยาก/อยากให้จบโดยเร็ว

ส่วนสถานการณ์จะยืดเยื้อยาวนานหรือไม่นั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกล่าวว่ากองทัพไทย ไม่ใช่ผู้ออกแบบการปฏิบัติการเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถประเมินได้ แต่สิ่งที่คิดและคาดหวังคืออยากให้สถานการณ์นี้ จบลงโดยเร็ว ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยจะได้น้อย และจะได้ไม่มีเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่าไม่จำเป็นจะต้องกังวลอะไรมากเนื่องจากสภาพสภาพแวดล้อมของไทย ยังไม่น่าวิตก แต่ย้ำว่าอย่าประมาท

ตร.สั่งยกระดับเฝ้าระวังคุมเข้ม

วันเดียวกันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.(ด้านความมั่นคง) เป็นประธานการประชุมติดตาม การรายงานการข่าวด้านความมั่นคง และมาตรการป้องกันปราบปรามและรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ อันเกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งของประเทศในตะวันออกกลาง โดยมีผู้แทนหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ ร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทางระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ

โดย พล.ต.อ.สำราญฯสั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัยและป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในทุกพื้นที่ตามสั่งการผบ.ตร.อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สิ่งที่คิดและคาดหวังคือ อยากให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้จบลงโดยเร็ว ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยจะได้น้อย และจะได้ไม่มีเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้”

พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)