“รุทธพล” แจงสอบ “ผอ.ยักษ์” ปมคดีแตงโม ยันทำตามระเบียบ-ปัดเกมการเมืองสกัดเก้าอี้

2 กันยายน 2569 เวลา 13:19 น.

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 2 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีปลัดกระทรวงยุติธรรม ตั้งกรรมการสอบ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม หรือ “ผอ.ยักษ์” ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จากปมให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องคดีแตงโมย้อนหลัง โดยไม่ได้รับอนุญาต ว่า เท่าที่ทราบมีการร้องเรียนมาเมื่อ 8 เดือนก่อน ในยุคของปลัดกระทรวงยุติธรรมคนก่อน แต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการอะไร แต่หลังจากปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ได้มีการร้องเรียนเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งตั้งแต่ครั้งแรกก็มีการแนบหลักฐานมาด้วยอยู่ก่อนแล้ว ปลัดกระทรวงยุติธรรมจึงจำเป็นต้องตั้งกรรมการสอบ เนื่องจากตามระเบียบแล้ว ผอ.ยักษ์ เป็นข้าราชการระดับ 9 จึงต้องให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้ตั้งกรรมการสอบ

เมื่อถามถึงประเด็นที่ร้องเรียนเป็นเรื่องใด พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นเรื่องให้สัมภาษณ์คดี น.ส.ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ หรือ แตงโม ดาราสาว ซึ่งตนไม่ทราบรายละเอียดว่าสัมภาษณ์เมื่อไหร่ อย่างไร

เมื่อถามว่ากระแสข่าวตั้งกรรมการสอบ เพื่อขัดขวางไม่ให้ ผอ. ยักษ์ ขึ้นตำแหน่งรองอธิบดี เพราะเคยตรวจสอบเกี่ยวกับผู้มีอำนาจทางการเมือง พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ตนได้สอบถามทางกระทรวงแล้ว ยังไม่มีการดำเนินการเรื่องแต่งตั้งรองอธิบดี และเรื่องกดดันทางการเมือง คิดว่าคงไม่ใช่ เพราะเรื่องทางการเมืองที่ดีเอสไอเคยตรวจสอบ ตอนนี้ก็ไปอยู่กับหน่วยงานอื่นหมดแล้ว

คดีแตงโมรุทธพล เนาวรัตน์

‘ภราดร’ เผยเตรียมคุย ‘รมช.มท.’ แก้กฎกระทรวงดันให้อำนาจ ‘ท้องถิ่น’ กำหนด ‘เรทค่าจัดการขยะ’ ได้เอง

2 กันยายน 2569 เวลา 13:12 น.

วันที่ 2 ก.ย.2569 เมื่อเวลา11.10น. ที่รัฐสภา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย รับมอบหนังสือจากนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล กรณีขอขยายเวลาประกาศกฎกระทรวง เพิ่มอัตราการเก็บค่าจัดการขยะของประชาชน อัตรา 50 บาท ไปอีก 1 ปี หรือ หรือหากจะออกเป็นกระกฎกระทรวงจริงๆ ก็ขอให้ท้องถิ่นเป็นผู้พิจาณรากำหนดอัตราที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

นายภราดร กล่าวว่า ปัญหาวันนี้อยู่ที่กฎกระทรวงใหม่ในการกำหนดอัตราค่าเก็บขยะและกำจัดขยะ เดิมอยู่ที่ 20 บาท เพิ่มมาเป็น 50 บาท ซึ่งเงิน 20 บาท 30 บาท สำหรับพี่น้องในชนบท ถือว่าเป็นเงินที่มีค่ากับเขาพอสมควร ฉะนั้นสิ่งที่สมาคม อบต. เรียกร้องให้มีการทบทวนค่าเก็บขยะ 50 บาท โดยให้ท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นคนกำหนดเอง ซึ่งบางที่อาจจะคิดมากกว่า 50 บาท หรือบางที่อาจจะกำหนดขั้นต่ำที่น้อยกว่า 50 บาท ก็สุดแท้แต่ความสามารถของประชาชนในเขตชุมชนของเขานั้น ๆ เมื่อเรากระจายอำนาจแล้ว การจะให้เขามีอำนาจตัดสินใจเองบ้าง แต่คิดว่าควรมีเพดาน โดยจากนี้ตนจะหารือกับนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลเรื่องนี้โดยตรง ให้ไปหารือกับทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในการปรับกฎกระทรวงนี้ ให้มีความคล่องตัว แล้วก็ยืดหยุ่นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งการแก้ไขต้องไม่ใช่การผ่อนผันทุกๆ ปี

“ทั้งหมดนี้ ผลประโยชน์มันไม่ได้อยู่ที่ อบต. ผลประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลประโยชน์ก็คือไปลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดลง” นายภราดร กล่าว

คัดแยกขยะภราดร

นายกฯ ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคต

2 กันยายน 2569 เวลา 13:08 น.

2 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์

ทั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคตขณะมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา โดยสำนักพระราชวังในกรุงออสโลระบุว่า พระองค์เสด็จสวรรคตอย่างสงบเมื่อเวลา 06.35 น. ตามเวลาท้องถิ่นของนอร์เวย์ (11.35 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ของวันศุกร์ที่ 28 ส.ค. ณ โรงพยาบาลแห่งชาติในกรุงออสโล หลังจากทรงเข้ารับการรักษาพระอาการประชวรจากภาวะความผิดปกติของพระโลหิตชนิดหายาก

ผอ.JIC เผย ไทยพร้อมโต้กลับ หลัง กัมพูชา เตรียมใช้เวทีฝรั่งเศส โจมตีปมชายแดน ย้ำไม่กังวลหากพูดข้อเท็จจริง

2 กันยายน 2569 เวลา 11:45 น.

ผอ.JIC เผย ไทยพร้อมโต้กลับ หลัง กัมพูชา เตรียมใช้เวทีฝรั่งเศส โจมตีปมชายแดน ย้ำไม่กังวลหากพูดข้อเท็จจริง ลั่นอย่าใช้เวทีทางการเมืองระหว่างประเทศ แทนกลไกทวิภาคี

2 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC ไทย) กล่าวถึงกรณีกัมพูชา เตรียมนำข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นหารือบนเวที Francophonie หรือ องค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส พร้อมกล่าวหาว่าไทยพยายามล็อบบี้ไม่ให้ดำเนินการว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าใครพูดในเวทีไหน แต่คือพูดอะไร และสิ่งที่พูดนั้นสามารถตรวจสอบได้หรือไม่

ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่เคยกลัวการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศ แต่ยืนยันว่าปัญหาเขตแดนควรได้รับการแก้ไขผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกัน ไม่ใช่พยายามทำให้เวทีทางการเมืองระหว่างประเทศกลายเป็นผู้ตัดสินเขตแดนแทนกลไกที่มีอยู่

เมื่อถามว่า แสดงว่าไทยไม่ต้องการให้กัมพูชาพูดเรื่องนี้บนเวทีโลกหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ใช่ กัมพูชามีสิทธิที่จะพูด และไทยก็มีสิทธิที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างสิทธิในการพูดกับอำนาจในการตัดสินเขตแดน

“การกล่าวบนเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะกล่าวกี่ครั้งว่าพื้นที่นี้เป็นของฉัน หรือเรียกอีกฝ่ายว่า ผู้รุกรานก็ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวกลายเป็นข้อยุติทางกฎหมาย”

ส่วนกรณีที่ทางการทูตกัมพูชาระบุว่าไทยเป็น “Aggressor”ผู้รุกราน ขณะที่กัมพูชาเป็น “Victim” หรือเหยื่อ นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า คำว่า ผู้รุกรานและเหยื่อเป็นคำที่มีน้ำหนักสูงมากในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ใช่เลือกเฉพาะบางช่วงของเหตุการณ์

“หากต้องการให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้าใจสถานการณ์จริง เราพร้อมเสนอลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำร่วมกัน อย่าเริ่มเรื่องจากวันที่ไทยตอบโต้ แล้วลบสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นออกจากประวัติศาสตร์” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยกำลังสร้าง “fait accompli” หรือเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในพื้นที่เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านเขตแดน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การใช้คำว่า fait accompli ไม่สามารถใช้แทนหลักฐานได้

“สถานะของเขตแดนไม่ได้เปลี่ยนเพราะตู้คอนเทนเนอร์ ลวดหนาม ถนน บังเกอร์ หรือคำแถลงข่าวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากมีความเห็นต่างเรื่องพื้นที่ สิ่งที่ควรทำคือนำข้อมูลเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับและตรวจสอบร่วมกัน ไม่ใช่ประกาศคำตัดสินผ่านสื่อก่อนที่กระบวนการจะทำงาน”

เมื่อถามว่า เหตุใดไทยจึงไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกทำให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิเสธประชาคมระหว่างประเทศ แต่ต้องแยกระหว่างการสร้างความโปร่งใส กับ การทำให้ข้อพิพาททวิภาคีกลายเป็นเวทีแข่งขันทางการเมือง

“ประชาคมระหว่างประเทศสามารถสนับสนุนสันติภาพ การลดความตึงเครียด และการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่การกำหนดเขตแดนต้องเป็นไปตามกฎหมาย ข้อตกลง และกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ตัดสินด้วยจำนวนเวทีที่ฝ่ายหนึ่งสามารถนำข้อกล่าวหาไปกล่าวซ้ำได้” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ส่วนกรณีที่กัมพูชานำเรื่องดังกล่าวขึ้นเวที Francophonie จริง ไทยกังวลหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่กังวล หากเป็นการพูดบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยไทยพร้อมอธิบายต่อทุกประเทศว่า ไทยต้องการสันติภาพที่มีหลักประกัน การลดความตึงเครียด การเคารพข้อตกลง และการแก้ปัญหาผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ สิ่งที่เราไม่ต้องการคือการเปลี่ยนเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศให้กลายเป็นเวทีตัดสินว่าใครผิดใครถูกจากข้อมูลของฝ่ายเดียว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันว่าใครสามารถพูดได้มากเวทีกว่า แต่ควรแข่งขันกันว่าใครทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้จริง โดยกัมพูชามีสิทธิพูด และไทยมีสิทธิชี้แจง แต่ท้ายที่สุดประชาชนของทั้งสองประเทศไม่ได้ต้องการ “สงครามถ้อยคำ” แต่ต้องการชายแดนที่สงบและปลอดภัย รวมถึงต้องการให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศสามารถนั่งลงแก้ปัญหาด้วยข้อเท็จจริงและกลไกที่ตกลงกันไว้

“กัมพูชามีสิทธิพูดทุกเวที ไทยก็พร้อมชี้แจงทุกเวที แต่ไม่มีเวทีใดทำให้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวกลายเป็นเส้นเขตแดนได้ เขตแดนต้องตัดสินด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริง และกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ ไม่ใช่ด้วยจำนวนครั้งที่กล่าวซ้ำผ่านสื่อ”

กัมพูชา,ชายแดนไทยกัมพูชา,JIC,

ไร้เงา หมอสรณ ศาลปกครองสูงสุดงดอ่านคำสั่ง คดีเพิกถอนมติพ้นประธาน กสทช.

2 กันยายน 2569 เวลา 11:25 น.

2 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลาง งดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา กรณีฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น

โดย นพ.สรณ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว และให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลัง นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย เสมือนว่าไม่เคยมีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาก่อน

สำหรับสาเหตุที่ศาลปกครองสูงสุด งดการอ่านคำสั่งในวันนี้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีคือ นพ.สรณ ไม่ได้เดินทางมาศาล และไม่ได้มอบอำนาจให้บุคคลใดมารับฟังคำสั่งแทน ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีคือคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีตัวแทนเดินทางมารับฟังคำสั่ง โดยจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดจะดำเนินการแจ้งคำสั่งให้ นพ.สรณ ในฐานะผู้ฟ้องคดีได้รับทราบต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า นพ.สรณ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้งดการเผยแพร่คำสั่งหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ต่อสาธารณะ ขณะที่ในการนัดอ่านคำสั่งวันนี้ มีสื่อมวลชนเดินทางมาเฝ้ารอติดตามและรายงานข่าวเป็นจำนวนหนึ่ง

ศาลปกครองสูงสุด,หมอสรณ,นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์,กสทช,

รัฐบาลเร่งอัดฉีด 40 ล้าน ช่วยโรงเรียนเอกชนชายแดนใต้ ก่อนปิดปีงบฯ ดูแลผู้ได้รับผลกระทบกว่า 3 หมื่นคน

2 กันยายน 2569 เวลา 11:14 น.

2 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้เร่งรัดการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเร่งปรับโอนเงินสนับสนุนวงเงินประมาณ 40 ล้านบาท ภายในก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2569 นี้ เพื่อใช้ดูแลนักเรียนและผู้ได้รับผลกระทบรวมกว่า 30,000 คน ในจังหวัดชายแดนใต้

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการเร่งรัดการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่โรงเรียนเอกชนในพื้นที่ที่มีความจำเป็น เพื่อบรรเทาภาระด้านการจัดการศึกษาและดูแลนักเรียนให้สามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมสภาพคล่องและความมั่นคงในการดำเนินงานของสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งบรรเทาภาระของสถานศึกษาและรักษาความต่อเนื่องของการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่

นอกจากนี้ ในเรื่องของสวัสดิการบุคลากรทางการศึกษา รัฐบาลยังได้รับฟังข้อเสนอให้ขยายสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและการเข้าถึงสถานพยาบาลให้แก่บุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชนให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อเสริมหลักประกันด้านสุขภาพ ลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยรัฐบาลจะนำข้อเสนอที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ย้ำว่า มาตรการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนในชายแดนใต้ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อดูแลผู้เรียนและบุคลากรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์เฉพาะด้าน ขณะเดียวกันก็ยังเดินหน้าพัฒนาสวัสดิการครูเอกชนในภาพรวมควบคู่กันไป เพื่อสร้างความมั่นคงและคุณภาพให้ระบบการศึกษาเอกชนทั้งประเทศ

รัฐบาล,โรงเรียนเอกชนชายแดนใต้,กระทรวงศึกษาธิการ,จังหวัดชายแดนภาคใต้,

กองทัพเรือ จับตาเข้ม! ช่องแคบฮอร์มุซ-อ่าวเปอร์เซีย พบตึงเครียดสูง หลังมีเรือถูกโจมตีต่อเนื่อง ย้ำเรือไทยเพิ่มความระมัดระวัง-หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

2 กันยายน 2569 เวลา 11:07 น.

2 กันยายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์ทางทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง พบว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ยังคงมีความตึงเครียดสูง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของการเดินเรือพาณิชย์ระหว่างประเทศ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีรายงานจาก United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกอาวุธไม่ทราบชนิดจำนวน 3 ลูกโจมตี ขณะเดินเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ บริเวณห่างจากเมืองคาซับ (Khasab) ประเทศโอมาน ไปทางตะวันออกประมาณ 17 ไมล์ทะเล โดยเบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการถึงชนิด แหล่งที่มา หรือผู้ก่อเหตุ

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงระดับความเสี่ยงต่อการเดินเรือในพื้นที่ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงระดับวิกฤติ โดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ระบุว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งในภูมิภาคเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงปลายเดือนสิงหาคม มีเหตุโจมตีเรือเดินทะเลระหว่างประเทศที่ IMO ตรวจสอบยืนยันแล้วอย่างน้อย 70 ครั้ง และมีคนประจำเรือเสียชีวิต 19 ราย นอกจากนี้ ยังมีเรือและคนประจำเรือจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยในพื้นที่

กองทัพเรือประเมินว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิใช่ความเสี่ยงเฉพาะจุดหรือเหตุการณ์ชั่วคราว แต่สะท้อนถึงภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในการเดินเรือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์และเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก จึงอาจส่งผลทั้งต่อความปลอดภัยของเรือและคนประจำเรือ ตลอดจนการขนส่งทางทะเล ห่วงโซ่อุปทาน และราคาพลังงานในตลาดโลก

กองทัพเรือจึงขอให้เรือไทย รวมถึงเรือที่มีคนประจำเรือชาวไทย หรือเรือที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับประเทศไทย หลีกเลี่ยงในการเดินเรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่ใกล้เคียง ขอเพิ่มระดับความระมัดระวัง และติดตามประกาศและคำเตือนด้านความปลอดภัยทางทะเลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินให้พร้อมอยู่เสมอ และแจ้งให้ทางกองทัพเรือทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการประสานงานให้ความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ กองทัพเรือจะติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อเสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเรือ คนประจำเรือ และผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป

“ทะเลไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในทะเล ส่งผลถึงทุกคน”

กองทัพเรือ,ช่องแคบฮอร์มุซ,อ่าวเปอร์เซีย,เรือถูกโจมตี,เรือไทย,

‘ทนายตั้ม’ ขุดอีก เปิดข้อมูล ‘กลุ่ม12’ รวมคนดังตั้งพรรค แต่วงแตกเพราะ ‘กัน’ ดึงไปเชื่อมกับ ‘ผู้กอง’

2 กันยายน 2569 เวลา 11:03 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ เมื่อ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม” เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลังของ กลุ่ม 12″ ซึ่งเป็นกลุ่มไลน์ที่รวมตัวกันเพื่อหารือเรื่องการตั้งพรรคการเมือง พร้อมทิ้งปมปริศนาถึงสาเหตุวงแตกที่เชื่อมโยงกับ “กัน จอมพลัง” และบุคคลที่ถูกเรียกว่า “ผู้กอง”

จุดเริ่มต้น “กลุ่ม 12” และความฝันตั้งพรรคการเมืองใหม่

ทนายตั้ม เปิดเผยว่า ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2565 นายกัน จอมพลัง และน้องสนิทอีกหนึ่งคน ได้เข้ามาชักชวนตนซึ่งในขณะนั้นกำลังมีชื่อเสียงให้มาร่วมกันก่อตั้งพรรคการเมือง โดยมีคอนเซปต์หลักคือ การรวบรวมคนดังจากหลากหลายวงการที่ไม่เคยมีประวัติเล่นการเมืองมาก่อนรวมทั้งหมด 12 คน มาร่วมลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อสร้างพรรคการเมืองที่ดูสดใหม่และเป็นทางเลือกให้กับประชาชน จึงเป็นที่มาของชื่อไลน์ กลุ่ม 12″

อุปสรรคและชนวนเหตุ “วงแตก”

อย่างไรก็ตาม ทนายตั้มยอมรับว่าการก่อตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องใช้ทั้งทุนทรัพย์และระยะเวลาในการเตรียมการ ประกอบกับความยุ่งยากซับซ้อนทำให้เกิดความกังวลสำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ จนกระทั่ง นายกัน จอมพลัง” ได้ยื่นข้อเสนอบางอย่างเข้ามา

ทนายตั้มระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ระบุว่าเป็น ผู้กองคนหนึ่ง” ซึ่งกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่ม 12 ต้อง “วงแตก” หรือยุติโปรเจกต์ลงในที่สุด

เตรียมนัดไลฟ์สด ชี้แจงข้อเท็จจริง

ในตอนท้ายของโพสต์ ทนายตั้มระบุว่ารายละเอียดของเรื่องนี้ หากเล่าผ่านตัวอักษรอาจจะไม่ได้อรรถรสและไม่เห็นสีหน้าแววตา จึงเตรียมนัดหมายเปิดไลฟ์สดเพื่อเล่าเหตุการณ์นี้แบบเจาะลึกเป็นครั้งแรก หลังจากที่ไม่ได้ไลฟ์มาเป็นเวลานาน พร้อมเปิดโอกาสให้แฟนคลับของตนและแฟนคลับของนายกัน จอมพลัง ได้เข้ามาร่วมซักถามข้อสงสัย

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมดได้ใน คืนนี้ เวลา 19.00 น. ผ่านทางช่องยูทูปของทนายตั้ม

กันจอมพลังทนายตั้ม

หมายเรียกถึงมือ สมชาติ สส.ภูเก็ต ดีเอสไอนัดเข้าให้ปากคำ 7 ก.ย. คดีนอมินีอสังหาฯ

2 กันยายน 2569 เวลา 10:58 น.

2 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณี นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานในชั้นการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบว่า นายสมชาติ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดใน จ.ภูเก็ต ร่วมกับชาวต่างชาติ ว่า ดีเอสไอได้มีการออกหมายเรียกครั้งที่ 1 แต่เมื่อตรวจสอบสถานะของเอกสาร ได้รับแจ้งว่านำส่งไม่ได้ ทำให้เมื่อวันที่ 31 ส.ค.มีการออกหมายเรียกอีกครั้ง และได้รับแจ้งจากไปรษณีย์ว่า ถึงมือผู้รับแล้ว และดีเอสไอได้ส่งเอกสารบางส่วนให้สถานีตำรวจในพื้นที่ให้นำส่งด้วย โดยนัดหมายให้มาพบดีเอสไอวันที่ 7 ก.ย. ส่วนนายสมชาติจะเดินทางมาพบในวันดังกล่าวหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพราะที่ตรวจสอบไปทราบแค่ว่า ได้รับหมายแล้ว

รุทธพล เนาวรัตน์,กระทรวงยุติธรรม,ดีเอสไอ,สมชาติ เตชถาวรเจริญ,สส.ภูเก็ต,พรรคประชาชน

สมชัย เปิดเอกสาร อัด อนุฯ คดีฮั้ว สว.ชุดที่ 36 ไม่น่าเชื่อถือ

2 กันยายน 2569 เวลา 10:57 น.

สมชัย งัดเอกสารอัด อนุฯ คดีฮั้ว สว.ชุดที่ 36 ไม่น่าเชื่อถือ แฉทำงานแค่ให้ทีมเลขาฯ อ่านสรุปสำนวน-ความเห็นเลขาธิการ กกต. ให้ฟัง แล้วใช้เวลาตัดสินใจแค่ 1% ของเวลาประชุม

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เหตุใด การทำงานของ อนุกรรมการวินิจฉัย ฯ คดีฮั้ว สว. จึงขาดความน่าเชื่อถือ (ตอนที่ 2 วิธีการในการประชุมวินิจฉัย)

การประชุมของอนุวินิจฉัย เริ่มครั้งที่ 1 ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ประชุมครั้งสุดท้ายวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 การประชุม มีทุกวันอังคารและพฤหัส เวลา 13.30-16.00 น. หรือครั้งหนึ่งประมาณ สองชม.ครึ่ง ได้เบี้ยประชุม ประธาน 3,000 บาท กรรมการ 2,500 บาท หนึ่งเดือนจึงเฉลี่ยมีการประชุม 8 ครั้ง เท่ากับอนุ แต่ละคนจะได้ค่าตอบแทนเฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือน

วิธีการดำเนินการประชุม จะมีลำดับที่เป็นแบบแผน (pattern) ประมาณนี้

1. ให้ทีมเลขาอนุ ฯ ซึ่งมีประมาณ 9 คน ผลัดกันนำเสนอสำนวนการไต่สวน ทีละคดี โดยเป็นการอ่านสรุปสำนวน ซึ่งแต่ละคดีจะมีความยาวเฉลี่ย 4-5 หน้า บางคดีอาจยาวถึง 10 หน้า พร้อมระบุ พยานบุคคล เส้นทางการเงิน พยานวัตถุ โพย รูปถ่าย คลิปบันทึกเสียง

2. ให้ทีมเลขา สรุปความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลางคณะที่ 26 และความเห็นเลขาธิการ กกต. (เป็นความเห็นรองเลขา ฯ ฝ่ายสืบสวน ที่ เลขา ฯ มอบหมาย)

3. อนุกรรมการมีมติ หลังจากฟังการนำเสนอ

สัดส่วนของเวลาที่ใช้ ในการนำเสนอ ส่วนที่ 1 และ 2 ประมาณร้อยละ 95 ของการประชุม ส่วนที่ 3 ใช้เวลาแค่ร้อยละ 1 ที่เหลือเป็นการซักถามบ้างและงานธุรการอื่น ๆ

ตัวอย่างหลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้ คือ รายงานการประชุมครั้งที่ 12/2569 วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มประชุมเวลา 14.00 น. สิ้นสุด ประชุมเวลา 16.30 น. ใช้เวลาประชุม 2 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 39 หน้า

1 หน้า คือ หน้าที่ 1 เป็น รายนามผู้เข้าร่วมประชุม วาระที่ 1 เรื่องแจ้งให้ทราบ และ วาระที่ 3 รับรองรายงานการประชุม คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 2.56

38 หน้า คือ หน้า2-39 เป็นวาระที่ 3 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณาต่อเนื่อง โดยฝ่ายเลขา เป็นผู้อ่านเอกสารสำนวนของชุด 26 โดยไม่มีการซักถาม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 95.62

1 บรรทัด คือมติที่ประชุม ที่เขียนว่า “รับทราบข้อเท็จจริงตามที่ผู้ชี้แจงได้แถลง” คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 0.025 (คำนวณจาก 1 หน้า มี 40 บรรทัด)

5 บรรทัด เป็นวาระที่ 4 อื่น ๆ ได้แก่ กำหนดการประชุมครั้งต่อไป คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.125

(จบตอนที่ 2 ติดตามตอนที่ 3 ความเป็นมืออาชีพ ของชุด 26) “

กกตสมชัยฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์