ลดทอนพระราชอำนาจ ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัดแนวคิด ปิยบุตร ยกเลิก คณะองคมนตรี ขัดรัฐธรรมนูญ

ลดทอนพระราชอำนาจ ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัดแนวคิด ปิยบุตร ยกเลิก คณะองคมนตรี ขัดรัฐธรรมนูญ

ลดทอนพระราชอำนาจ ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัดแนวคิด ปิยบุตร ยกเลิก คณะองคมนตรี ขัดรัฐธรรมนูญ

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ชัด แนวคิด “ปิยบุตร” ใช้ “คณะรัฐมนตรี” แทน “คณะองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ขัดต่อหลักความเป็นกลางทางเมือง

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า “อภิรัฐมนตรี” เป็นคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์มีหน้าที่ การถวาบคำปรึกษา แนะนำข้อราชการแผ่นดิน และพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระพระมหากษัตริย์ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะการปกครองสยามสมัยนั้น อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการจนถึงคณะราษฎร์ อภิวัฒน์สยาม นำไปสู่เปลี่ยนแปลงปกครองในระบอบใหม่ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยรูปแบบการปกครองให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและทรงใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2475 ไม่ได้นำ “อภิรัฐมนตรี” มาบัญญัติไว้ ต่อมาได้นำมาบัญญัติไว้  ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492  โดยเปลี่ยนชื่อจาก อภิรัฐมนตรี เป็น องคมนตรี โดยรูปแบบองค์คณะ ปรากฏใน มาตรา 13 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอีกไม่มากกว่าแปดคน  ประกอบคณะองคมนตรี”

“คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”

สาระสำคัญ “องคมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองอื่น สมาชิกวุฒิสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองและต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ” ปรากฏในมาตรา 15 ทั้งบัญญัติให้การเลือกและการแต่งตั้งองคมนตรี การให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งก็ดี  “เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย”  โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปรากฏหลักคุ้มครองพระพระมหากษัตริย์ ในมาตรา 5 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้  สืบเนื่องถึงปัจจุบัน”

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า หากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เกี่ยวกับคณะองคมนตรี ได้บัญญัติไว้ในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ได้แก่ มาตรา 6 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 กรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล คณะก้าวหน้า มีแนวคิด ยกเลิก “องคมนตรี” โดยให้ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาพระมหากษัตริย์แทนคณะองคมนตรี ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 12 เพราะสถานะผู้ให้คำปรึกษาพระราชกรณียกิจ จะต้องมีความกลางทางการเมือง เพราะสถานะการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์มิได้ทรงใช้อำนาจบริหารประเทศ เพราะระบบรัฐสภา เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ทั้งในมาตรา 12 คำว่า องคมนตรี ต้องไม่เป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น” หมายรวมถึง คณะรัฐมนตรีด้วย

ข้อเสนอ “ยกเลิกองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ เพราะการให้เสนอแนวคิดให้นำ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่แทน “คณะองคมนตรี” ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะระบอบการปกครองไทย เป็นลักษณะ “ระบบไฮบริด” ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ระบอบประชาธิปไตย และ พระมหากษัตริย์ ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ทั้งพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคแรก

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า คำว่า “ให้คำปรึกษาพระราชกรณียกิจทั้งปวง” หมายถึง เฉพาะพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ มิใช่การบริหารราชการรแผ่นดิน ดังนั้น การมอบหมายให้คณะองคมนตรีติดตามภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม จาก กรม ภป.กระทรวงมหาดไทยและร่วมเข้าฟังติดตามและให้ข้อสนอแนะ มิใช่ เป็นการแทรกแซงในการทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของรัฐบาล แต่เพื่อปัดป้องมิให้ประชาราษฎร์ พสกนิกร ตระหนักถึงภัยและเตรียมความพร้อมภัยที่เกิดจากธรรมชาติ ในโครงการพระราชดำริ มาประยุกต์ใช้และแนะนำ ประจำทุกปี  เป็นพระราชกรณียกิจหนึ่ง ของพระมหากษัตริย์ มิใช่ เข้าไปกำกับ แทรกแซงและบังคับให้ปฏิบัติตาม ข้อเสนอให้ยกเลิก “คณะองคมนตรี” และให้ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่แทน ย้อนแย้งหลักการปกครองในระบบรัฐสภา ฝ่าฝืนและขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 12

แม้สมาชิกรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ จะมีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ทั้งกลไกรัฐธรรมนูญ  ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรมนูญ มีกฎเหล็กไว้ถึง 2 ชั้น ในมาตรา 256(3) และ (8) ต้องผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาหนึ่งในสามหรือจำนวน 67 คน และผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนด่านสุดท้าย เพราะเป็นบทบังคับหากแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ จะต้องจัดออกเสียงประชามติและผ่านความเห็นชอบจากประชาชน     

โปรดเกล้าฯ ให้ พล.ท. พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ให้ พล.ท. พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ให้ พล.ท. พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ ราชองครักษ์ประจำพระองค์

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569  เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้ นายทหารสัญญาบัตร พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์ 

ความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารสัญญาบัตร พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 6 มาตรา 9 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลโท พงษ์ศักดิ์ เปรมทองสุข ตำแหน่ง เจ้ากรมฝ่ายกำลังพล (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการ ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ภราดร เผย คลัง ยังไม่ได้ส่งคำขออนุมัติใช้งบฯ เงินกู้เพิ่มเติม ต้องรอ ปลัดคลัง กลั่นกรองโครงการก่อน

ภราดร เผย คลัง ยังไม่ได้ส่งคำขออนุมัติใช้งบฯ เงินกู้เพิ่มเติม ต้องรอ ปลัดคลัง กลั่นกรองโครงการก่อน

ภราดร เผย คลัง ยังไม่ได้ส่งคำขออนุมัติใช้งบฯ เงินกู้เพิ่มเติม ต้องรอ ปลัดคลัง กลั่นกรองโครงการก่อน

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ภราดร เผยรัฐบาลพร้อมส่งคำชี้แจงออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ตามกำหนด เผย คลัง ยังไม่ได้ส่งคำขออนุมัติใช้งบฯ เงินกู้เพิ่มเติม ต้องรอ ปลัดคลัง กลั่นกรองโครงการก่อน  

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการส่งคำชี้แจงและเอกสารเพิ่มเติม เรื่องการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลว่ารัฐบาลมีความพร้อมจะส่งเอกสารให้กับศาลรัฐธรรมนูญตามกำหนดระยะเวลา 7 วันซึ่งคือในวันนี้

นายภราดร กล่าวว่า ที่ผ่านมา ครม.ได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รวบรวมคำชี้แจงในการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านจากหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ และจัดส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนต่อไป 

นายภราดร กล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าเรื่องการอนุมัติโครงการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.4 แสนล้านบาท ในส่วนของวงเงินที่ยังเหลืออยู่ในส่วนแรก 2 แสนล้านบาท ที่เหลืออยู่ประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาทนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเสนอขอการใช้เงินกู้ในส่วนนี้มายัง ครม. เนื่องจากเพิ่งผ่านไปเพียงโครงการเดียว ซึ่งต้องรอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางกลับจากต่างประเทศก่อน เนื่องจากต้องเสนอให้กับคณะกรรมการการกรองโครงการใช้เงินกู้ฯ ที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ก่อนที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง

บุญยอด จี้ เท้ง พูดให้ชัด ระบอบสีน้ำเงิน สื่อถึงใคร สถาบันไหน !?

บุญยอด จี้ เท้ง พูดให้ชัด ระบอบสีน้ำเงิน สื่อถึงใคร สถาบันไหน !?

บุญยอด จี้ เท้ง พูดให้ชัด ระบอบสีน้ำเงิน สื่อถึงใคร สถาบันไหน !?

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

บุญยอด จี้ เท้ง พูดให้ชัด ระบอบสีน้ำเงิน สื่อถึงใคร สถาบันไหน !?

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ที่ปรึกษากรรมาธิการ การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่าา ” เท้ง” ถ้าแน่จริง พูดให้ชัด “ระบอบสีน้ำเงิน” คือใคร? สถาบันไหน? “

ภราดร เผย พ.ร.บ.โอนงบปี69 ได้แค่ 2 หมื่นล้าน เหตุมีบางโครงการผูกพันงบไว้แล้ว

ภราดร เผย พ.ร.บ.โอนงบปี69 ได้แค่ 2 หมื่นล้าน เหตุมีบางโครงการผูกพันงบไว้แล้ว

ภราดร เผย พ.ร.บ.โอนงบปี69 ได้แค่ 2 หมื่นล้าน เหตุมีบางโครงการผูกพันงบไว้แล้ว

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

“ภราดร​” เผย​ พ.ร.บ.โอนงบฯ​69  ได้แค่​ 20,000 ล้าน​ เหตุ​ มีบางโครงการผูกพันธ์งบประมาณไปแล้ว​ บอก​ ไม่คืบชงโครงการใช้งบฯกู้เฟส​ 2 

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา​ 12.50 น.​ นายภราดร​ ปริ​ศ​นาน​ั​ท​กุล​  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ ในฐานะกำกับสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งคำขอใช้งบฯในพ.ร.ก.กู้เงิน​ 4 แสนล้านบาท​ ของหน่วยงานต่างๆ หลังจากที่เฟสแรกเพิ่งอนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัสไปแล้ว​ ว่า​ ขณะนี้ยังไม่มีการขอโครงการใดเข้ามา​ เนื่องจากเพิ่งผ่านไปเพียงโครงการเดียว ซึ่งต้องรอนายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางกลับจากต่างประเทศก่อน เนื่องจากต้องเสนอให้กับคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีนายลวรณ​ แสงสนิท​ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ก่อนที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง​ 

นายภราดร​ ยังปฏิเสธว่า​ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ไม่ได้มีการพูดถึงการทำคำชี้แจงส่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีวินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีแต่เพียงการหารือนอกรอบ โดยเรื่องกล่าว นายปกรณ์​ นิลประพันธ์​ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะทำร่วมกับ 4 หน่วยงานเศรษฐ​กิจ​ 

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการเสนอ  พ.ร.บ.​โอนงบประมาณ​ ปี 2559 ได้จำนวนตัวเลขเท่าใด นายภราดร​ กล่าวว่า​ ขณะนี้ตนยังไม่เห็นรายละเอียดแต่คาดเดาว่าจะได้ราว 20,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากก่อนหน้านี้ที่มีการประเมินไว้

เมื่อถามว่าพรรคฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกต​ว่าหากรัฐบาลตั้งใจทำพ.ร.บ.โอนงบประมาณ​ จะได้จำนวนมากกว่านี้ รวมไปถึงตั้งคำถามถึงสาเหตที่ไม่โอนงบประมาณกลับมาเพราะอะไร​ นายภราดร​ ยอมรับว่า​ มีเงื่อนไข​ว่าแบบใดโอนได้หรือไม่ ซึ่งหากโครงการใดมีการผูกพันงบประมาณไปแล้วก็ไม่สามารถโอนงบประมาณได้

กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ สว. เดือด ซัด พรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตร ปั้น วาทกรรม ก้าวล่วง องคมนตรี ชิ่ง สถาบันฯ

กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ สว. เดือด ซัด พรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตร ปั้น วาทกรรม ก้าวล่วง องคมนตรี ชิ่ง สถาบันฯ

กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ สว. เดือด ซัด พรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตร ปั้น วาทกรรม ก้าวล่วง องคมนตรี ชิ่ง สถาบันฯ

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

พฤติกรรมตีวัวกระทบคราด! กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ สว. ถึงกับเดือด ซัด พรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตร ปั้น วาทกรรม ก้าวล่วง องคมนตรี กระทบชิ่งลาม สถาบันฯ หวังสั่นคลอนความเชื่อมั่น ขู่เตือนเข้าข่ายผิด ม.112 ซ้ำซาก โยงคดี 44 สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไล่บี้แสดงความรับผิดชอบ ชี้ข้อกล่าวหา ระบอบสีน้ำเงิน กินรวบประเทศ ปชช.รู้หมายถึงใคร 

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญการพิทักษ์ และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำกมธ.ฯ แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับข้อความที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะองคมนตรี ภายหลังปรากฏภาพ 9 องคมนตรี ประชุมร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ที่เห็นว่าเป็นการขัดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และผิดประเพณีการปกครองของประเทศไทย

ทั้งนี้ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ กล่าวประกาศจุดยืนของ กมธ.ฯว่า จากกรณีที่พรรคประชาชนมีการนำภาพองคมนตรี 9 คน ที่เข้าร่วมประชุมฯ กับบกปภ.ช. พร้อมกับโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กพรรคฯว่า รัฐบาลกำลังกำลังทำการมิบังควร และละเมิดหลักประชาประชาธิปไตยฯ นอกจากนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยังให้สัมภาษณ์ว่า บุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากจะไม่ควรห้อยโหน หรือดึงฟ้าต่ำแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางเพื่อดันฟ้าให้สูงขึ้น รวมถึงกรณีของนายปิยบุตร ที่ให้ยกเลิกคณะองคมนตรี พร้อมระบุอีกว่า เรื่องทั้งหมดขัดต่อหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 10 ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี และมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ และอ้างถึงมาตรา 11 การเลือก การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และมาตรา 12 องคมนตรีจะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และข้าราชการในพระองค์ และองคมนตรียังปฎิบัติหน้าที่แทนพระองค์ ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ และติดตามความคืบหน้าโครงการที่พระมหากษัตริย์ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อรายงานต่อพระมหากษัตริย์ และองคมนตรีเป็นโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการประชุมติดตามการรับมือสาธารณภัย โดยมีคณะองคมนตรีเข้าร่วมสังเกตการณ์ และดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมดังกล่าวของพรรคประชาชน และแกนนำ เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี มีเจตนา หรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเป็นพฤติกรรมเดิมต่อเนื่อง ตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีว่า เป็นการลดสถานะ และการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และชี้ว่า เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ 

“ดังนั้นกมธ.ฯพิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาชน ให้แสดงความรับผิดชอบ ไม่นำสถาบันมาโจมตี หรือใช้ทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกระหว่างประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ กมธ.ฯจะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวข้างต้น และพรรคประชาชนต่อไป เพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศูนย์รวมของชาติไทยสืบไป“ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า ภายหลังจากที่คณะองคมนตรีได้ร่วมประชุมกับ บกปภ.ช มีการกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ภายใต้การชี้นำขององคมนตรี ไม่ใช่การปรึกษาหารือ หรือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และอ้างถึงโพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพงษ์ ที่โพสต์รำลึก 12 ปีเหตุการณ์รัฐประหารปี2557 ซึ่งมีข้อความที่ระบุว่า ”ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมที่จะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลบิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบ หรือถอดถอนไม่ได้ ผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินไม่จำเป็นต้องตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่มีความมุ่งหมายกินร่วมประเทศทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ“ ข้อความดังกล่าว ตนในฐานะประธานกมธ.องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริจ ประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เห็นว่า มีการเน้นย้ำเรื่องระบอบสีน้ำเงิน กินรวบประเทศไทย ซึ่งแสดงภายหลังหลังจากที่คณะองคมนตรีร่วมประชุมกับ บกปภ.ช. หากตีความแล้วคำว่า ระบอบหมายถึงการคงมีอยู่ และการอยู่ต่อไป สีน้ำเงินคือ สีแถบธงชาติไทย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปทราบอย่างดีว่า หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และการกล่าวว่า กินรวบประเทศไทยหมายถึงพฤติกรรมการผูกขาด หรือการใช้โอกาสเอามาเป็นผลประโยชน์ของตนทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ เข้าใจได้ว่า เป็นความพยายามสร้างวาทกรรม พยายามทำให้สถาบันฯ ดูสั่นคลอนในสายประชาชนใช่หรือไม่ 

“การนำการทำหน้าที่ขององคมนตรี ที่อยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย ตามโครงการของพระมหากษัตริย์ การโจมตีกล่าวหา ไม่มีมูลค่าซ้ำซ้อน การบริหารงานของรัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณหรือไม่ เป็นการตีวัวกระทบคราดหรือไม่ว่า ต้องการสื่อถึงใคร วิญญูชนย่อมเข้าใจได้โดยรู้ดีว่า วาทกรรมนั้น อาจกระทบกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นความพยายามใช้วาทกรรมทำให้สถาบันสั่นคลอนในสายตาประชาชน ต้องการให้บ้านเมืองปั่นป่วนหรือไม่ ทำให้คนไทยแตกแยกต่อไปหรือไม่” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ระบถ

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ ไม่ใช่การวิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นความพยายามในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมือง และการโยงสี โยงคนรอบสถาบัน ปล่อยให้สังคมตีความกันเอง แบบมีนัยยะซ่อนเร้น เชื่อได้ว่า เป็นการหมิ่นสถาบันหรือไม่ เป็นการ ตีวัวกระทบคราด เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมาตรา 112 โดยเฉพาะ การสร้างความเข้าใจผิดต่อองคมนตรีว่า มีการเข้าแทรกแซง สั่งการรัฐบาลการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการแสดงความเห็นนำไปสู่การสร้างกระแสสังคมที่วิจารณ์องคมนตรี เพื่อให้ประชาชนไม่ยอมรับองคมนตรีนำไปสู่การเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรี เป็นการเสนอที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาที่ส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน เรียกร้องให้องค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

“พฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรคประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44 สส. ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกา และศาลฯ ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งศาลฯ มีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

ครม.ไฟเขียว บริจาค 9 มูลนิธิใหม่ การแพทย์-ศึกษา ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ผ่าน e-Donation

ครม.ไฟเขียว บริจาค 9 มูลนิธิใหม่ การแพทย์-ศึกษา ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ผ่าน e-Donation

ครม.ไฟเขียว บริจาค 9 มูลนิธิใหม่ การแพทย์-ศึกษา ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ผ่าน e-Donation

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

รัฐบาลหนุนบริจาคเพื่อการแพทย์–สาธารณสุข–การศึกษา เพิ่ม 9 มูลนิธิ หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ผ่าน e-Donation

26 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินหน้าส่งเสริมให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาทางการแพทย์ การสาธารณสุข และการศึกษา ผ่านมาตรการภาษี โดยครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อเพิ่มเติมหน่วยรับบริจาครายใหม่ 9 แห่ง ที่ผู้บริจาคสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไปหักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า

รองโฆษกฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากมาตรการภาษีเดิมที่สนับสนุนการบริจาคให้แก่องค์กรและมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุข 27 แห่ง โดยครั้งนี้เพิ่มเติมหน่วยรับบริจาคอีก 9 แห่ง เพื่อให้การสนับสนุนครอบคลุมมากขึ้น ทั้งด้านการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน การสาธารณสุข และการศึกษา ได้แก่ มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา และมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค แต่เมื่อรวมกับรายการลดหย่อนลักษณะเดียวกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์ การศึกษา หรือกีฬา โดยมาตรการนี้ใช้สำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองว่าการพัฒนาระบบสุขภาพและการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมแรงของทุกภาคส่วน มาตรการภาษีนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริจาคผ่านระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปสู่ประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และโอกาสทางการศึกษาได้มากขึ้น

“มาตรการนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกภาษีเป็นแรงจูงใจให้สังคมร่วมกันลงทุนในสุขภาพและการศึกษาของคนไทย” รองโฆษกฯ กล่าว

ส่งศาลรธน.วันนี้! ร่างคำชี้แจงออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเสร็จแล้ว ส่ง อนุทิน ตรวจข้ามประเทศ

ส่งศาลรธน.วันนี้! ร่างคำชี้แจงออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเสร็จแล้ว ส่ง อนุทิน ตรวจข้ามประเทศ

ส่งศาลรธน.วันนี้! ร่างคำชี้แจงออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเสร็จแล้ว ส่ง อนุทิน ตรวจข้ามประเทศ

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

ร่างคำชี้แจงออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเสร็จแล้ว ส่ง “อนุทิน” ตรวจข้ามประเทศ มีกว่า 20 หน้า ส่งศาล รธน.วันนี้แน่

       26 พฤษภาคม 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า สำหรับการส่งคำชี้แจงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้รวบรวมเอกสารคำชี้แจงของ 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง, สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงบประมาณ และกระทรวงพลังงานซึ่งเป็นเอกสารคำชี้แจงประมาณกว่า 20 หน้า เพื่อตอบคำถาม 3 ข้อที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สอบถามมา

       โดยขณะนี้การตรวจสอบเอกสารชุดดังกล่าว นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว และได้มีการส่งคำชี้แจงทางออนไลน์ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

       และเมื่อนายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ทาง สลค.จะให้เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งคำชี้แจงดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญภายในวันนี้ตามเวลาราชการ เนื่องจากครบกำหนด 7 วันที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ส่งคำชี้แจง ส่วนถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญ เรียกให้บุคคลไปชี้แจงเพิ่มเติม ก็จะเป็นตัวแทนจาก 5 หน่วยงานดังกล่าวไปชี้แจง

ครม. ไฟเขียว ‘ผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เฟส 2’ มุ่งสร้างครูสมรรถนะสูง รับราชการในภูมิลำเนา

ครม. ไฟเขียว 'ผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เฟส 2' มุ่งสร้างครูสมรรถนะสูง รับราชการในภูมิลำเนา

ครม. ไฟเขียว ‘ผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เฟส 2’ มุ่งสร้างครูสมรรถนะสูง รับราชการในภูมิลำเนา

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

ครม. ไฟเขียว โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เฟส 2 มุ่งสร้างครูสมรรถนะสูง บรรจุเข้ารับราชการในพื้นที่ภูมิลำเนา ตั้งเป้ายกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการดำเนินงาน “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2” ปี พ.ศ. 2569 – 2582   ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอ พร้อมอนุมัติจัดสรรกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,037.96 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นงบดำเนินการในการเพิ่มศักยภาพทักษะความเป็นครู และเป็นงบในการบริหารจัดการโครงการ 

สำหรับโครงการในระยะที่ 2 นี้ เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลนและมีความจำเป็นต่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามความต้องการของพื้นที่ รวมทั้งผลิตครูให้มีทักษะ สมรรถนะ และศักยภาพสูง ทั้งทักษะวิชาชีพครู ทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะการใช้เทคโนโลยี เพื่อร่วมกันยกระดับความฉลาดรู้ของผู้เรียนตามแนวทางของโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA โดยในระยะที่ 2 นี้ตั้งเป้าผลิตครูคุณภาพสูงรวมทั้งสิ้น 16,033 คน (รวม 9 รุ่น)  โดยจะเริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกตั้งแต่ปีการศึกษา 2570 – 2578 และจะเริ่มบรรจุเข้ารับราชการครูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2574 – 2582 ในสถานศึกษาทั่วประเทศ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ แถลงเพิ่มเติมว่า โครงการนี้จะช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาผลิตครูในสาขาและพื้นที่ที่ขาดแคลนให้กับหน่วยงานผู้ใช้ครู ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและ กทม. ได้อย่างมีคุณภาพ โดยเมื่อสำเร็จการศึกษาและผ่านเกณฑ์แล้ว จะได้รับการบรรจุให้เข้ารับราชการครูในพื้นที่ภูมิลำเนาหรือพื้นที่อื่นตามความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้ครู และจะต้องไม่ขอโยกย้ายเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่มีคำสั่งบรรจุเข้ารับราชการ 

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบการผลิตครูและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นอย่างมาก โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2 นี้ จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาครูขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลได้ตรงจุดเท่านั้น แต่จะเป็นกลไกหลักในการสร้างครูยุคใหม่ที่มีสมรรถนะสูง พร้อมเปลี่ยนแปลงห้องเรียนและยกระดับขีดความสามารถของเยาวชนไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

เพื่อไทย จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน. ต้นเดือนหน้า ชี้ ต้องมี ส.ส.ร. จากหลายส่วน

เพื่อไทย จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน. ต้นเดือนหน้า ชี้ ต้องมี ส.ส.ร. จากหลายส่วน

เพื่อไทย จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน. ต้นเดือนหน้า ชี้ ต้องมี ส.ส.ร. จากหลายส่วน

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.31 น.

เพื่อไทย จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน. ต้นเดือนหน้า ขอเสียงหนุนจากพรรคอื่นให้ครบ 100 คน จาตุรนต์ ชี้ ต้องมี ส.ส.ร. จากหลายส่วน หวั่นถูกกำหนดเสียงข้างมากในรัฐสภา ไม่ยึดโยงประชาชน

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 ที่พรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ, นายมนพร เจริญศรี สส.นครพนม, นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ, นายเอกพร รักความสุข อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และนายวิโชติ วัณโณ ฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยนายชูศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และวันนี้จะนำเสนอร่างต่อที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เพื่อให้สส.ร่วมลงชื่อ ซึ่งสาระสำคัญของร่างจะยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด และไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยมีคำวินิจฉัยไว้เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 เรายึดหลักการให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเลือกเบื้องต้นของประชาชนในแต่ละจังหวัด แล้วให้รัฐสภามาเลือกจาก 300 คนเหลือ 100 คน เป็นส.ส.ร. ที่มาจากประชาชน และเลือกโดยรัฐสภาในขั้นตอนสุดท้าย 

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ส.ส.ร. มาจากการแต่งตั้งจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อของภาคส่วนต่างๆจำนวน 52 คน รวมแล้วจะมีส.ส.ร. 152 คน เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทยเห็นว่าควรที่จะมีความหลากหลาย จึงเปิดโอกาสให้องค์กรต่างๆทั้งองค์กรวิชาชีพ องค์กรทางการเมือง องค์กรภาคธุรกิจเอกชน สมาคม มูลนิธิ รวมถึงสื่อมวลชน หรือแม้แต่สภานักศึกษา  สามารถเสนอชื่อมาเป็นส.ส.ร.ได้ จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะท้อนความคิดของบุคคลกลุ่มและองค์กรทั้งหลาย ทำให้มีความหลากหลายมากขึ้น 

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ยังคงยืนยันหลักการห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐ ห้ามเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามหลักการทั่วไปของมาตรา 255 นอกจากนั้น เรายังเพิ่มเติมบทบัญญัติว่า ส.ส.ร. ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมีการวางกลไกที่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบที่เข้มแข็ง มีหลักการนิติธรรม ธรรมาภิบาล และที่สำคัญคือต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ส.ส.ร.จะต้องมีแนวเพื่อยึดกรอบในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว อำนาจในการอนุมัติเป็นของรัฐสภา และอำนาจในการอนุมัตินี้ยังรวมไปถึงการให้อำนาจส.ส.ร. ไปแก้ไขเพิ่มเติมได้แล้วนำกลับมาขอความเห็นชอบ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 โดยวางกรอบระยะเวลาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 300 วัน

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือประมาณ 100 คน แต่พรรคเพื่อไทยมีสส. 74 คน จึงมีความจำเป็นต้องขอเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่น ให้ร่วมลงชื่อในร่างของพรรคเพื่อไทยให้ครบตามจำนวน ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้นางมนพร ประสานไปยังพรรคการเมืองต่างๆ เรียบร้อยแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องส่วนรวม เป็นเรื่องของประเทศชาติ พรรคเพื่อไทยจึงไม่คิดว่าเป็นเรื่องของฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล โดยทราบว่าขณะพรรคการเมืองที่มีเสียงไม่ถึง ก็มีการประสานมายังพรรคเพื่อไทย หรือพรรคการเมืองอื่นเพื่อร่วมสนับสนุนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถยื่นต่อประธานรัฐสภาได้ประมาณต้นเดือนมิถุนายน

ด้านนายจาตุรนต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้ร่วมวงเสวนาหลายวงเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความห่วงใยหรือข้อครหาว่าทำเพื่อประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาเองหรือเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง ดังนั้น การยกร่างของพรรคเพื่อไทย จึงมีองค์กรต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเข้ามาเป็นส.ส.ร.ในการยกร่าง ไม่เช่นนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา 256 จนถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจจะถูกกำหนดโดยเสียงข้างมากที่เกิดขึ้นใหม่หลังการเลือกตั้ง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น สำหรับการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะสนับสนุนร่างแก้ไขของพรรคการเมืองอื่น และสส.ไม่มีข้อจำกัด สามารถลงชื่อสนับสนุนร่างของพรรคการเมืองอื่นได้ โดยไม่เลือกว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพียงแค่มีเจตนาร่วมกันเพื่อที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 สู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่ยังขาดเสียงสนับสนุนอยู่ไม่มาก คาดว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นได้ไม่ยากและโดยเร็ว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะแล้วเสร็จในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จเพราะมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้การแก้ไขไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หรือเรื่องข้อจำกัดเรื่อง เสียงสว. ในการให้ความเห็นชอบ ประเด็นเหล่านี้หากทำความเข้าใจกันจริงๆ แล้วลดเงื่อนไขที่คิดว่าไม่น่าจะใช่สาระสำคัญ หรือจำเป็นแบบถึงที่สุด ตนคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้าไปได้  ซึ่งเรามีความพยายามในการจัดทำรัฐธรรมนูญมานานแล้ว แต่ตนก็ยังหวังว่าจะมีความสำเร็จได้ 

เมื่อถามว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้รัฐบาลมีเสียงข้างมากจะทำให้สำเร็จได้ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า หากดูจำนวนเสียงเช่นนั้นก็สามารถมองได้ แต่ตนไม่อยากให้คิดไปว่าที่สำเร็จได้เพราะเสียงข้างมาก แต่ความสำเร็จนั้นต้องได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ถอยหลังลงไปอีก