นักวิเคราะห์ดึงสติคนไทย ยอมรับความจริง ตลาดน้ำมันโลกปั่นป่วน

นักวิเคราะห์ดึงสติคนไทย ยอมรับความจริง ตลาดน้ำมันโลกปั่นป่วน

นักวิเคราะห์ดึงสติคนไทย ยอมรับความจริง ตลาดน้ำมันโลกปั่นป่วน

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.53 น.

วันนี้ 1 เมษายน 2569  สมภพ พอดี นักวิเคราะห์สถานการณ์สังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์สถานการณ์ความปั่นป่วนของตลาดปิโตรเลียมโลก หลังเหตุการณ์ยิวและอเมริกาถล่มอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ปั่นป่วน  ภาพปลากกรอบ​ เป็นรายงานข่าวความปั่นป่วนชุลมุนวุ่นวายของการค้าผลิตภัณฑ์​ปิโตรเลียม​ ตั้ง​แต่นํ้ามันดิบ​ นํ้ามันเชื้อเพลิ​ง​ ก๊าซธรรมชาติ​ ฯลฯ​ นับแต่ยิวและอเมริกันรุมถล่มอิหร่านเมื่อวันที่​ 28​ กุมภาพันธ์ ปั่นป่วน​ ชุลมุน​ วุ่นวาย​ ขนาดที่เรือบรรทุกปิโตรเลียมเหล่านี้ถูกคนขายสั่งให้เปลี่ยนทิศทางไปลูกค้ารายอื่นแทน​ เพราะได้ราคาสูงกว่าบ้าง​ ได้เงื่อนไขการชำระเงินที่ดีกว่าบ้าง​ ปล่อยให้ลูกค้าที่คาดหวังว่าจะได้รับสินค้าตามที่ตกลงกันต้องรอเก้อ​ ต้องเสี่ยงกับภาวะขาดแคลน​ เพราะหาซื้อจากที่อื่นมาทดแทนไม่ทัน​ เช่น เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐ​และแคนาดาเบี้ยวลูกค้าในยุโรป​ เอาไปส่งให้ลูกค้าในเอเซียที่จ่ายราคาสูงกว่าแทน เรือบรรทุกนํ้ามันดิบจากอิหร่าน​ไปจีนแทนอินเดียที่ตกลงกันก่อน​ เพราะเงื่อนไขชำระเงินที่ดีกว่า เรือบรรทุกนํ้ามันดีเซลหันหัวเรือไปแอฟริกาใต้​ เบี้ยวยุโรป​ เพราะได้ราคาสูงกว่า ฯลฯ

ถ้าใครสนใจ​ กูเกิลด้วยคำว่า​ Oil tankers diverted to higher bidders ได้เลยครับ​ มีข่าวแบบนี้ให้อ่านเยอะแยะ ที่เอามาเล่าเพราะ​ นี่คือความเป็นจริงของโลกวันนี้​ คนซื้อในยุโรป​ ในอินเดีย​ และที่อื่นๆ​ โดนคนขายเบี้ยวแล้ว​ทั้งที่มีสัญญาซื้อขาย​หรือมีสัญญาส่งมอบแต่ยังเจรจาราคาไม่จบซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติของการซื้อขายปิโตรเลียม และวันหนึ่งในอนาคต​ ไทยเราอาจจะโดนเบี้ยวได้เช่นกัน​ หากการขาดแคลนพลังงานรุนแรงขึ้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลหรือความสัมพันธ์​ระหว่างประเทศ​ แต่เป็นเรื่องของธุรกิจเอกชน​ ถ้าเรามีกำลังซื้อมากกว่า​ เรามีโอกาสถูกผิดสัญญาถูกเบี้ยวน้อยกว่า​ ความน่าจะเป็นที่ต้อวประสบภาวะขาดแคลนก็น้อยกว่า แต่ความเป็นจริงต่างออกไป​ เราไม่รวย​ แถมประชาชนจำนวนมากยังหน้าโง่​ ยังเรียกร้องโง่ๆว่านํ้ามันเชื้อเพลิงต้องราคาถูก​ๆเพื่อให้ได้ฟุ่มเฟือย​ ได้ใช้ชีวิตสบายๆต่อไป​โดยไม่รับรู้​ว่าโลกมีสงคราม​มีความยากลำบากมีการขาดแคลน หมายเหตุ​ สำนักข่าวไหนเอาไปอ่าน​ กรุณาชำระค่าหมูกระทะด้วย”

สมภพ พอดี

หลังจากโพสต์ของ สมภพ พอดี เผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวอย่างกว้างขวาง โดยมองว่าเป็นการตีแผ่ความจริงที่หลายคนไม่ยอมรับ เช่น

“ทราบจากเจ้าของเรือตัวเป็นๆๆว่าเรือขนส่งสินค้าขึ้นราคา 5-10เท่าจากราคาปกติ”

“ขออนุญาตแชร์นะคะเพื่อจะได้ตาสว่างกันบ้าง”

“ขอบคุณค่ะสำหรับข้อมูลข้าวสาร เอ๊ย ข่าวสาร ธุรกิจก็คือ ธุรกิจ ไม่ใช่มูลนิธิ หลายคนในประเทศนี้ยังไม่ยอมเข้าใจค่ะ อ่านไป พิมพ์ไป กินข้าวกับปลาเค็มทอดไปด้วย ประหยัดดีค่ะ กินได้หลายมื้อเลยค่ะ”

“คนที่อยู่บนโลกความเป็นจริง แบบเราๆ จะเข้าใจข่าวแบบนี้ครับ แต่คนจำพวกที่ชอบอะไรแบบว่า “เค้าไม่รบกันแล้ว” อาจไม่เข้าใจ”

“เมื่อวานดูรายการอัญชลีพรเพื่อนเราที่จัดกับต้นวรเทพ เจ้าอัญบอกว่า ใครมาบอกว่าประเทศเราผลิตน้ำมันได้มากมายจนต้องส่งออก ให้เลิกคุยกับมัน”

“ไม่มีใครสนใจความซื่อสัตย์ทางการค้า เพราะได้กำไรสูงกว่า หากมีการฟ้องร้องก็ต่อสู้ว่า เป็นเหตุสุดวิสัยในการส่งมอบตามเวลาอันเนื่องมาจากสงคราม คู่สัญญามีสิทธิขยายสัญญา ได้โดยไม่ผิดสัญญา ไม่ต้องเสียค่าปรับในการส่งมอบล่าช้า
แล้วแต่ลูกเล่นของแต่ละเจ้า ไทยเราเองก็ต้องระวัง จะซื้ออะไรกับใครก็ต้องดูดี ๆ ไม่งั้นน้ำมันขาดช่วง ประชากรโง่ ๆจะออกมาด่าจนขาดใจตายครับ”

“คล้ายตลาดน้ำมันดิบและLNG โลก กำลังถูกบังคับขาย แยกเป็นสองซีกโลกกลายๆ ซีกยุโรป-เมกา กับซีกเอเชีย-ตะวันออกกลาง”

“พวกที่ไม่รู้ตัวว่าทุกประเทศกำลังอยู่ในวิกฤตก็จะออกมาชวนประท้วงขอน้ำมันราคาถูกๆ”

นักวิเคราะห์
สมภพ พอดี
สมภพ พอดี
สมภพ พอดี
สมภพ พอดี
สมภพ พอดี
สมภพ พอดี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Sompob Pordi 

ชัยวุฒิ เตือน สส. ไม่ควรใช้ AI เขียนบทอภิปราย ฝาก ประธานสภาฯ จัดอบรม กฏกติกา มารยาท สส. ใหม่

ชัยวุฒิ เตือน สส. ไม่ควรใช้ AI เขียนบทอภิปราย ฝาก ประธานสภาฯ จัดอบรม กฏกติกา มารยาท สส. ใหม่

ชัยวุฒิ เตือน สส. ไม่ควรใช้ AI เขียนบทอภิปราย ฝาก ประธานสภาฯ จัดอบรม กฏกติกา มารยาท สส. ใหม่

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.03 น.

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 04 เม.ย. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พร้อมฝากข้อคิดการทำหน้าที่ในสภาฯ เน้นย้ำให้อภิปรายด้วยเหตุผลและศึกษาข้อมูลด้วยตนเอง ไม่ควรใช้เทคโนโลยี AI หรือบุคคลอื่นเขียนบทให้ พร้อมฝากประธานสภาฯ หารือแกนนำทุกพรรค จัดอบรมกติกามารยาทให้ สส. ใหม่ เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันดีของฝ่ายนิติบัญญัติ

“การอภิปรายในสภาฯ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ข้อมูลที่นำมาใช้อภิปรายนั้น สส. ควรเป็นผู้ศึกษา วิเคราะห์ และเขียนขึ้นด้วยตนเอง ไม่ใช่การพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือให้บุคคลอื่นเขียนบทให้ เนื่องจากผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องพูดและสื่อสารจากสิ่งที่ตนเองรู้และเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ จึงอยากฝากไปยัง สส.ว่า การอภิปรายในสภาควรพูดด้วยเหตุ ด้วยผล ควรศึกษาข้อมูลต่าง ๆ แล้วก็คิดเองเขียนเอง แล้วจึงนำมาอภิปรายในสภา ไม่ใช่ไปให้ AI หรือไปใช้คนอื่นเขียนมาให้  เราต้องพูดจากสิ่งที่เรารู้สิ่ง ที่เราเข้าใจจริง ๆ” นายชัยวุฒิ กล่าว

ชัยวุฒิ

หัวหน้าพรรครักชาติ ยังได้เน้นย้ำถึงวุฒิภาวะในการทำหน้าที่สส. ว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ การโต้เถียง หรือการด่าทอกันเพื่อหวังสร้างกระแสต่อหน้าประชาชน เพราะพฤติกรรมดังกล่าวจะส่งผลเสียและทำลายภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของสภาผู้แทนราษฎรโดยรวม ที่สำคัญต้องการเคารพกติกาเรื่องเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันมาในทุกยุค ทุกสมัย เพื่อให้เกิดการจัดสรรเวลาอย่างเป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ สส. ทุกคนได้นำเสนอปัญหาจากทุกจังหวัดและทุกพื้นที่ หากมีบุคคลใดใช้เวลาเกินกำหนดหรือเหมาเวลาพูดเพียงคนเดียว ก็จะทำให้ สส. ท่านอื่นเสียโอกาสในการสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ตนเอง

นายชัยวุฒิ ยังฝากข้อเสนอแนะไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้เร่งหารือกับแกนนำของทุกพรรคการเมือง เพื่อจัดเตรียมการประชุมอบรมให้แก่ สส. โดยเฉพาะกลุ่ม สส. หน้าใหม่ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อบังคับ กฎกติกา และมารยาท ต่าง ๆ ในการประชุมสภาฯ เพื่อให้การขับเคลื่อนงานในสภาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทรงเกียรติสูงสุด

ชัยวุฒิ
ชัยวุฒิ

หมอวรงค์ สวนหมัด ปิยบุตร ตรวจสอบตัวเองให้สะอาดก่อนจะไปจี้งบองค์กรอื่น

หมอวรงค์ สวนหมัด ปิยบุตร ตรวจสอบตัวเองให้สะอาดก่อนจะไปจี้งบองค์กรอื่น

หมอวรงค์ สวนหมัด ปิยบุตร ตรวจสอบตัวเองให้สะอาดก่อนจะไปจี้งบองค์กรอื่น

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.27 น.

วันนี้ 4 เมษายน 2569 วรงค์ เดชกิจวิกรม โพสต์คลิปพร้อมข้อความตอบโต้กรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เรียกร้องให้พรรคไทยภักดีไปตรวจสอบงบประมาณส่วนอื่น เช่น สถาบันฯ ศาล องค์กรอิสระ และกองทัพ แทนการพุ่งเป้าไปที่งบอาหารหรือบำนาญของ สส. โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “#ถึงนายปิยบุตร ตามที่นายปิยบุตรเรียกร้องให้ ส.ส.ไทยภักดี ตรวจสอบงบสถาบันฯ ศาล องค์กรอิสระ และกองทัพบ้าง เอาให้ได้สักเสี้ยวเดียวของการตรวจสอบงบอาหาร บำนาญ และผู้ช่วย ส.ส. โดยอ้างว่ามาจากภาษีประชาชนเหมือนกัน ผมอยากจะบอกนายปิยบุตรว่า คุณรู้ไหมว่าการตรวจสอบที่มีคุณค่าที่สุด คือการตรวจสอบตัวเองให้สะอาดเสียก่อน ก่อนที่จะไปตรวจสอบคนอื่น การที่ผมตรวจสอบสิทธิประโยชน์ของ ส.ส. และ ส.ว. ผมเชื่อว่าจะทำให้ ส.ส. และ ส.ว. สะอาด โปร่งใส และได้รับการยอมรับจากประชาชน พรรคการเมืองก็จะเข้มแข็ง และเมื่อไปตรวจสอบองค์กรอื่น ก็จะได้รับความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เอาแต่ตรวจสอบคนอื่น แต่พวกเราเองยังโกงประชาชนอยู่เลย”

วรงค์ เดชกิจวิกรม

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจ นพ.วรงค์ อย่างล้นหลาม เช่น

“ถูกต้องครับ คนตรวจสอบต้องสะอาดก่อน จึงจะตรวจสอบคนอื่นได้ ยอดเยี่ยมตรงไปตรงมาให้กำลังใจครับหมอ”

“นี่แหละ ผู้ทำงาน ที่มีคุณธรรม และมีจริยธรรม จริงๆ ยกนิ้วให้คุณหมอณรงค์เลย ว่าคุณทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นเพื่อพัฒนาประเทศจริงๆ”

“เชียร์คุณหมอค่ะ ถ้านักการเมืองคิดได้อย่างคุณหมอประเทศเราคงจะดีกว่านี้”

“คุณสมบัติของผู้นำ ต้องซื่อสัตย์ มีคุณธรรม มีจริยธรรม”

“การตรวจสอบที่ทรงคุณค่า คือตรวจสอบตัวเองก่อน” ตอบกลับได้ยอดเยี่ยมมากค่ะ ขอส่งกำลังใจให้คุณหมอสู้ต่อไปค่ะ”

“ดีเยี่ยมครับคุณหมอ จัดการตนเองก่อน ค่อยจัดการคนอื่น”

“ถ้านักการเมืองไทยเหมือนคุณหมอทั้งประเทศผมว่าประเทศไทยเจริญไปนานแล้วครับ”

“คนมีปัญญามักทำหลายอย่างจากความตั้งใจ ต่างกับบางคนแค่มีปากไว้เหน็บแนมคนอื่น สนับสนุนและเป็นกำลังใจกับสิ่งที่คุณหมอวรงค์กำลังทำอยู่ค่ะ”

วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ลาออก สส. นิกร จำนง ขึ้นเป็น สส. ป้ายแดง

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ลาออก สส. นิกร จำนง ขึ้นเป็น สส. ป้ายแดง

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ลาออก สส. นิกร จำนง ขึ้นเป็น สส. ป้ายแดง

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.58 น.

วานนี้ 3 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2569 โดยได้ประกาศให้ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 5 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั้น

บัดนี้ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2569 เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ สิ้นสุดลง ตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงประกาศให้ผู้ชื่อในลำดับถับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย คือ นายนิกร จำนง ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 20 เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน

ประกาศ ณ วันที่ 3 เมษายน 2569
นายโสภณ ซารัมย์
ประธานสภาผู้แทนราษฎร 

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

ไม่สนความจริง เพราะเชื่อไปแล้ว กิ๊ก อนิศ อัดทัวร์ไทยปมกักตุนน้ำมัน

ไม่สนความจริง เพราะเชื่อไปแล้ว กิ๊ก อนิศ อัดทัวร์ไทยปมกักตุนน้ำมัน

ไม่สนความจริง เพราะเชื่อไปแล้ว กิ๊ก อนิศ อัดทัวร์ไทยปมกักตุนน้ำมัน

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

วานนี้ 4 เมษายน 2569 นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นถึงกรณีดรามาแบนปั๊ม PT ที่กำลังลามไปถึงเจ้าของแฟรนไชส์ตัวเล็ก ๆ เช่น “ไอ้โม่ง…น้ำมัน ในฟีด เมื่อกี้ นั่งอ่าน FB เจอข่าว เจ้าของปั้ม PT เป็นผู้หญิง ออกมาร้องไห้ ว่าธุรกิจ โดนแบน คนไม่เข้าปั๊ม เขาไม่เกี่ยวอะไรเลย ซื้อแฟรนไชส์มา เราอยู่กลาง พายุ มหาสมุทร บนเรือลำเดียวกัน ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ถ้าให้พูดตามตรง คนไทยโดนปั่น จนเชื่อไปก่อนแล้ว ว่าไอ้โม่ง คือ คุณพิพัฒน์ ตามข่าวที่ผมเช็คมา เขาไม่เกี่ยว และผมก็เขียนไปแล้วเมื่อสามสี่วันก่อน ปรากฎว่า มีทัวร์มาลงพอสมควร พร้อมบอกว่า ผมควรเลิกเป็น เดอะแบก ให้คุณพิพัฒน์ คือคนไทยเรา พอเชื่อไปแล้ว ก็จะไม่เปลี่ยนความคิด ไม่ว่าหลักฐานจริงๆคืออะไร ก็ไม่สน กูจะเชื่อแบบนี้

ปั้มน้ำมัน มีสองหมื่นกว่าปั้ม PT มีแค่สองพันกว่า เพียงสิบเปอร์เซ็น ต่อให้ปิดไปเลย ถ้าปั้มอื่นเปิดครบ ก็ไม่มีอะไรกระเทือน ปั้มแบรนด์ รวมแล้วมีแค่ 6000 แต่ส่วนใหญ่มันคือปั้มเล็ก โดยเฉพาะพวกปั้มเล็ก 17000 แห่ง อันนี้ผ่าน jobber ที่มีหลายสิบเจ้า

อนิศ โอสถานุเคราะห์

ผมบอกถ้ามีไอ้โม่ง ก็แถวๆนี้แหละ ไม่ว่าจะPt หรือ ปั้ม ปตท เขาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มันมี ผู้ตรวจสอบ อย่างเข้มงวด บริษัท ระดับนี้ ใช้ Big 4 ตรวจ ถ้าจำไม่ผิด PT ใช้ PWC หรือ Pricewaterhouse. ตรวจสอบระดับโลก แข็งโป๊ก ถ้ากั๊กน้ำมัน ทำผิดกฎหมาย ระดับ หลายสิบล้านลิตร ยังไงก็ตรวจเจอ ยังไง PWC เขาก็ไม่ยอม ออกมาแฉแน่ทัวร์ไทย ไม่สนใจ ความจริง กูเชื่อไปแล้ว

คุณพิพัฒน์ ออกมานั่งน้ำตาซึม ขอไม่ดูพลังงานแล้ว มล ปลื้ม ก็ออกมา พูดถึงเรื่องน้ำมัน ในทำนองเดียวกันกับผม ผมว่าทัวร์ก็น่าจะลงเขาเหมือนกัน การกั๊กน้ำมันระดับ หลายสิบล้านลิตร ยังไงก็ตรวจเจอครับ จะเอาไปไว้ที่ไหน ยังไงก็ต้องไปใส่ ไอ้ถังกลม ยักษ์ๆนั่น หรือลอยเรือ บรรทุกน้ำมันอยู่กลางทะเล ที่เหลือทำไม่ได้ ไม่มีที่ใส่ ตามแป๊บเดียวก็เจอ อย่างวันนี้ ก็เริ่มโผล่มาแล้ว นักข่าวไทย จมูกมด ตามไปกับฝ่ายค้านแป๊บเดียว เดี๋ยวก็รู้ว่าใคร อดใจแป๊บ นายก ก็ออกมาบอกแล้ว ว่าจัดการเด็ดขาด คราวนี้ คนก็มาด่าเรื่อง conflict of interest ต่อ ว่าทำไมเอาคน ทำธุรกิจนี้ มาดู ด้านนี้

อนิศ โอสถานุเคราะห์

อ้าว สมัยก่อน ตั้ง รมต สมมติกระทรวงพลังงาน ไปเอาครูมานั่ง ก็ด่าว่า ตั้งไม่ดู ตามาตาเรือ เอาคนไม่ทำงานด้านนี้มานั่ง พอเอาคนเกี่ยวกับ พลังงาน มาก็บอกว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าเพิ่งลาออกจากบริษัทมานั่ง ก็บอก โอ๊ย ยังเป็นเจ้าของ แค่โอนหุ้นให้นอมินี ไม่รู้จะเอาใจกันยังไงดี ผมไม่ได้ชวนคุณมาแบกรัฐบาล แต่ก่อนเชื่ออะไร ควรหา fact ให้เจอก่อน ไม่งั้น มันจะแก้ปัญหาผิดทาง ถ้าไปแก้ตามความเชื่อ ที่ไม่สอดคล้อง กับความจริง ประมานนี้ก่อน เมียเรียกไปกินข้าวแล้ว บาย อนิศ โอสถานุเคราะห์”

หลังจากโพสต์ของ นายอนิศ โอสถานุเคราะห์  เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นในมุมที่แตกต่างอย่างเผ็ดร้อน เช่น

“กรณีpt ปชช.เค้าสั่งสอนคนมีอำนาจไงครับ การจะแต่งตั้งใคร ต้องทั้งมีความสามารถและสิ้นสงสัยว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งนายก และพิพัฒน์ พูดแต่ละครั้งคือ ปกป้องทุนพลังงาน โยนความผิดให้ชาวบ้าน”

“ตีความก็ผิด สมแล้วที่สอบตก เค้าพูดเรื่อง conflict interest ต่างหาก แถมเมื่อไหร่จะด่าการบริหารจัดการของรัฐบาล อีหนูบอกไม่มีไอ้โม่ง มีแต่ประชาชนกักตุน วันนี้เจอไอ้โม่งกักตุน 57 ล้านลิตร ด่ารัฐบาลยัง? รึไม่กล้า กลัวเค้าไม่ส่ง สส. รอบหน้า 555555”

“ผมว่าอันนี้ ต้องโทษคุณอนุทินนะ วันแรก ออกมาขึงขังว่า ไม่มีไอ้โม่ง น้ำมันหายเพราะประชาชนกักตุน ฯลฯ แต่หลักฐานเชิงประจักษ์ คือน้ำมัน มันหายจำนวนมาก จนไม่มีทางเกิดจากประชาชนกักตุนได้ แล้วคิดว่าใครจะน่าสงสัยที่สุดในเคสนี้?
จนวันนี้พึ่งจะยอมรับ ว่ามีไอ้โม่งจริง แปลว่าที่ผ่านมา เชื่ออะไรที่รัฐบาลพูดได้บ้าง?”

“ผมว่าไม่มีไครบอกว่าคุณพิพัฒคือไอ้โม่งนะ ปัญหาคือแกเป็นผุ้มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจน้ำมัน และแกไม่ควรเข้ามาดูแลเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ประชาชนที่ใหนมันจะไว้ใจให้เจ้าของปั๊มมาจัดการเรื่องปัญหาราคาน้ำมัน และผลลัพของการจัดการปัญหานี้คือประชาชนรับกรรมไปแค่ผู้เดียวและไอ้โม่งก็กินอิ่มอยู่คนเดียว คุณพิพัฒกล้าพอที่จะยืนอยู่ข้างประชาชนและเปิดเผยไอ้โม่งและเอาผิดเขามั้ย”

“ง่ายๆ ทำไมไม่คิดกลับกัน ถ้าคุณพิพัฒน์แกอยากเอาใจประชาชนแกคงเอาเงินรัฐมาช่วยพยุงราคาน้ำมันไว้ 1.ได้หน้า2.ปั้มแกก็ได้เงินเท่าเดิมเพราะรัฐบาลชดเชยในส่วนที่เหลือ แต่แกมองว่า เวลานี้ควรกระจายความเสี่ยง เก็บเงินกองทุนไว้ดีที่สุด ไม่รู้ว่าภายภาคหน้าจะเกิดอะไรขึ้น อาจมีเหตุที่จะต้องใช้เงินนี้มาชดเชยด้านอื่น”

“เขาไม้ได้แบน เพราะไอ้โม่ง แต่เขาแบน เพราะ ทัศนคติ ของคุณพิพัฒน์ในการแก้ปัญหาน้ำมันแพง”

“คนไทยไม่เคยถูกใจโดยเฉพาะเวลาต้อง ”จ่าย“”

อนิศ โอสถานุเคราะห์
อนิศ โอสถานุเคราะห์
อนิศ โอสถานุเคราะห์
อนิศ โอสถานุเคราะห์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Anit Osathanugrah 

สรวงศ์รวยอู้ฟู่766ล้าน/ทองคำ257บ. ‘ชาดา’ไม่เบามี144ล้าน

สรวงศ์รวยอู้ฟู่766ล้าน/ทองคำ257บ. ‘ชาดา’ไม่เบามี144ล้าน

สรวงศ์รวยอู้ฟู่766ล้าน/ทองคำ257บ. ‘ชาดา’ไม่เบามี144ล้าน

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สรวงศ์รวยอู้ฟู่ 766ล้าน/ทองคำ257บ. ‘ชาดา’ไม่เบามี144ล้าน

เลขาฯ ศอ.บต.ยอมรับนายกฯเรียกถกปัญหาชายแดนใต้ พร้อมมอบนโยบายสำคัญ ยันเกิดเหตุถี่ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ชี้หน้าที่คณะพูดคุยเจรจาหาพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนแล้วจะทำอะไรก็ทำ เลขาฯครม.เข้าพบนายกฯหารือเตรียมพร้อมประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย. ถกเตรียมนโยบายรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เผยอาจหารือแก้วิกฤติพลังงาน เหตุเรื่องเร่งด่วน แต่ขอดูข้อกม.ก่อน พร้อมจ่อประชุมครม.นัดแรก11เม.ย.

เมื่อวันที่ 3 เมษายน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายรายที่พ้นตำแหน่ง ภายหลังมีการยุบสภาเมื่อวันที่ 12ธันวาคม2568 มีรายชื่อที่น่าสนใจ อาทิ นายสรวงศ์ เทียนทอง พ้นจากตำแหน่ง ส.สสระแก้ว เขต3 นายสรวงศ์ แจ้งสมรสกับ นางญาณิกา เทียนทอง นายสรวงศ์และนางญาณิกา แจ้งมีทรัพย์สินรวม 766,395,655.51บาท หนี้สิน 156,812.59บาท นายสรวงค์ แจ้งมีทรัพย์สิน 501,461,313.87 บาท แบ่งเป็นเงินสด 500,000 บาท เงินฝาก 4 บัญชี 21,528,850.14 บาท ที่ดิน 62 แปลงที่ จ.เพชรบูรณ์, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี และสระแก้ว มูลค่า 402,999,670 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เป็นบ้านเดี่ยว 3 หลัง มูลค่า 14,680,000 บาท ยานพาหนะเป็นรถยนต์ 6 คัน จักรยานยนต์ 1 คัน 5,900,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 46,354,793.73 บาท ทรัพย์สินอื่น 9,498,000บาท นางญาณิกา แจ้งมีทรัพย์สิน 145,152,012.08 บาท แบ่งเป็นเงินสด 300,000 บาท เงินฝาก บัญชี 1,679,762.08 บาท ที่ดินที่ จ.สมุทรปราการ จำนวน 2 แปลง 39,500,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น มูลค่า 50,000,000 บาท ยานพาหนะ 2,500,000 บาท และทรัพย์สินอื่น 51,172,250 บาท

ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แจ้งมีทรัพย์สิน 119,782,329.56 บาท แบ่งเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นคอนโด เขตวัฒนา มูลค่า 55,000,000 บาท และสิทธิและสัมปทาน 64,782,329.56 บาท

นายสรวงศ์และนางญาณิกา แจ้งมีรายได้ต่อปีทั้งสิ้น 1,452,442.67 บาท แบ่งเป็นเงินเดือน 443,670 บาท และค่าตอบแทน 1,008,772.67 บาท มีรายจ่ายต่อปี 5,077,300 บาท เป็นค่าเบี้ยประกันภัย 4,000,000 บาท ค่าที่อยู่อาศัย 250,000 บาท ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 300,000บาทและค่าเล่าเรียนบุตร 527,300บาท ขณะที่ทรัพย์สินอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ปืนสั้น 11 กระบอก, กระเป๋าหรูรวม 17 ใบ อาทิ กระเป๋า Hermes Birkin 695,000 บาท, กระเป๋า Hermes Lindy 350,000 บาท และกระเป๋า Chanel Classic 370,000 บาท, นาฬิกาหรู 14 เรือน อาทิ นาฬิกา Patek Philippe Nautilus 5712R-001 3,500,000 บาท, นาฬิกา Patek Philippe Aquanaut 5065A 001 1,900,000 บาท, ต่างหูเพชรหยดน้ำ 1 คู่ 2,250,000 บาท, แหวนเพชร (หญิง) 1 วง 10,000,000 บาท, ต่างหูเพชรสี่เหลี่ยม 1 คู่ 3,480,000 บาท และทองคำแท่ง 257 บาท 17,026,250 บาท ที่ดิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เนื่อที่ 11ไร่ 33,464,900บาท,ที่ดิน ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 38,000,000 บาท, ที่ดิน ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เนื้อที่ 7 ไร่ 33,039,500 บาท, ที่ดิน ต.ผักชะ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เนื้อที่ 53 ไร่ 27,300,000 บาท, ที่ดิน ต.บางพุด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 25,280,000 บาท, ที่ดิน ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เนื้อที่ 1 งาน 19,800,000 บาท

ด้าน นายชาดา ไทยเศรษฐ์ กรณีพ้นตำแหน่ง สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย “บ้านใหญ่สะแกกรัง”

นายชาดาแจ้งสถานะว่า หย่า เมื่อปี2544 มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย 3 คน บุตรที่เกิดจากมารดาที่มิได้จดทะเบียนสมรส แต่ได้รับรองอุปการะ 3คน โดยเขาแจ้งมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 144,635,189 บาท ได้แก่ เงินสด 1.5 ล้านบาท เงินฝาก 21,465,426 บาท เงินลงทุน 12,074,000 บาท ที่ดิน 35,844,040 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 16.2 ล้านบาท ยานพาหนะ 5,850,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 11,225,093 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 41,810,000 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 294,551 บาท เป็นเงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ขณะเดียวกันยังแจ้งทรัพย์สินในส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เป็นเงินฝาก 166,629 บาท

นายชาดา แจ้งมีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 23,026,488 บาท แบ่งเป็น ค่าตอบแทน 1,362,720 บาท ค่าเช่าแผงเนื้อ 6 แสนบาท ค่าอ้อย 63,768 บาท ธุรกิจค้าโค-กระบือ 5 ล้านบาท ค้าโคกระบือชำแหละ 6 ล้านบาท รายจ่ายรวม 7.9 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 4 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายการเลี้ยงโค-กระบือ 2 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายทำไร่อ้อย 1 แสนบาท ค่าเบี้ยประกันชีวิต 3 แสนบาท ค่าท่องเที่ยว 1.5 ล้านบาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีรายจ่าย 2.6 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 1.6 ล้านบาท และค่าเล่าเรียน 1 ล้านบาท

ทรัพย์สินน่าสนใจ นายชาดา แจ้งถือครองยานพาหนะ 13 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ 5 คัน ถจักรยานยนต์ 8 คัน โดยมีรถจักรยานยนต์ 1 คัน ได้มาล่าสุดเมื่อ 28 ก.พ. 2568 มูลค่า 1ล้านบาท มีโฉนดที่ดิน 46 แปลง 35,844,040 บาท เป็นที่ดินจ.อุทัยธานี และมีบ้าน 5 หลัง เป็นอาคารพาณิชย์ ที่ อุทัยธานี และบ้านที่แขวงคลองกุ่ม กรุงเทพฯ 4,500,000 บาท

นอกจากนี้แม้จะนับถือศาสนาอิสลาม แต่ยังสะสมพระเครื่องและวัตถุมงคลจำนวนมาก โดยระบุว่าจำวันเดือนปีที่ได้มาไม่ได้ แบ่งเป็น พระเครื่อง 18 องค์ 14,980,000บาท ตะกรุดหลวงพ่อเดิม 6 ดอก มีดหลวงพ่อเดิม 6 เล่ม 1.3 แสนบาท สิงห์แกะงาช้าง พระเครื่อง และตะกรุด 12 ชิ้น 5 แสนบาท อาวุธปืน 23 กระบอก รวมมูลค่า 1.3ล้านบาท ทั้งยังสะสมเครื่องประดับ เช่น แหวน 11 วง พลอย 2 เม็ด 2 ล้านบาท สร้อยคอ และสร้อยข้อมือทองคำขาว 5 เส้น 1 ล้านบาท สร้อยคอทองคำขาว จี้หยก และแหวนหยก 2.5 ล้านบาท แหวนเพชร และแหวนหยก 1.1 ล้านบาท กระเป๋าเดินทาง 11 ใบ 5 แสนบาท นาฬิกา 24 เรือน 11.9 ล้านบาท และยังมีอีก 2 เรือนคือนาฬิกา Patek Philippe รวมมูลค่า 3.1 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายชาดา คือบิดาของ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม และ น.ส.ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ ปัจจุบันเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี

ขณะที่ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วานิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 กรณีพ้นจากตำแหน่งสส.สมัยที่แล้วเมื่อวันที่ 12ธ.ค.68 โดยน.ส.มัลลิกาแจ้งสถานะโสด ระบุมีทรัพย์สินรวม 47,365,882 บาท มีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 471,802บาท ทรัพย์สินประกอบไปด้วยเงินสด 500,000 บาทเงินฝาก 11บัญชีรวม4,544,164 บาท เงินลงทุน ส่วนใหญ่ในสลากออมสินพิเศษ,กองทุนเปิดรวม 5,663,049 บาท ที่ดิน14 แปลงในอำเภอต่างๆของจังหวัดลพบุรี รวม 25,252,380 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 7หลังเป็นบ้านและกิจการให้เช่าห้องพักโรงแรม อาคารอเนกประสงค์ คลังสินค้า ห้องน้ำรวม อาคารพาณิชย์ รวมมูลค่า 8,076,736 บาท ยานพาหนะ 4 คัน 1.8ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 1,098,952 บาท ทรัพย์สินอื่น 430,600 บาทโดยเป็นอาวุธปืน 6 กระบอกๆละ45,000บาท สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1เส้น 120,000 บาท กรอบพระ 1,600 บาท นาฬิกา chanelสีดำ 25,000บาทแหวนทองคำพร้อมพลอย 1วง 10,000 บาทแหวนทองคำนพเก้า1วง 8,000 บาท

นอกจากนี้ ยังแจ้งมีรายได้รวมต่อปีประมาณ 1,562,720บาท แบ่งเป็นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งสส995 ,542 บาท เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งรมช.367,177 บาท ค่าบริการที่พัก เจ.พี แลนด์ รีสอร์ท ลพบุรี 20,000 บาท ค่าเช่าตึก 180,000 บาท และแจ้งมีรายจ่ายต่อปีรวม1,030,100 บาท โดยเป็นรายจ่ายบริษัทประกันชีวิต 3 บริษัทรวม206,500 บาท ค่าอุปการะบิดามารดา 600,000 บาท ค่าท่องเที่ยว 200,000 บาท เงินบริจาค 20,000 บาท ค่าเช่าตึก 3,600บาท น.ส.มัลลิกา ยังแจ้งว่า ปัจจุบันเป็นผู้จัดการ เจ พี แลนด์ รีสอร์ทที่ต.โพธิ์เก้าต้น อำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี และประวัติการทำงานย้อนหลัง 5 ปีตั้งแต่ปี2562-2568 เป็นสส.ลพบุรี และวันที่24ก.ย.68 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1หลังการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. 2569

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้เรียก นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต.มาพบที่ตึกไทยคู่ฟ่า ต่อมา นายปิยะศิริ เปิดเผยว่า นายกฯเรียกมาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ ส่วนเรื่องรักษาความปลอดภัย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าดูแลอยู่แล้ว แต่เรื่องเยียวยาเป็นสิ่งที่ ศอ.บต.รับผิดชอบ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นถี่ช่วงนี้ วันนี้พูดคุยถึงการพัฒนาหรือการแก้ไขยุทธศาสตร์ภาคใต้กับเหตุที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ส่วนศอ.บต.จะดูเรื่องแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมและการศึกษา รวมถึงการเยียวยาศอ.บต.มีโมเดลที่จะเสนอต่อนายกฯ ซึ่งต้องรอให้นายกฯมอบนโยบายสำคัญบางเรื่องด้วย อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่มีการยกระดับการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้น ไม่ได้ประมาท เพียงแต่ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่เพียงพื้นที่เมืองอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ป่าเขาซึ่งทุกคนต้องช่วยกัน

เมื่อถามว่า ที่เกิดเหตุถี่ช่วงนี้เป็นเพราะช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหรือไม่ เลขาฯศอ.บต.กล่าวว่า ไม่ใช่เพราะปัจจัยในการเกิดเหตุมีหลายสาเหตุ พร้อมยืนยันว่าในพื้นที่ทำงานกันอย่างต่อเนื่องไม่น่าเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวอย่างแน่นอน ผู้สื่อข่าวถามถึงคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ยังคงเดินหน้าพูดคุยอยู่หรือไม่ เพราะหลายคนวิจารณ์ว่าไม่มีความต่อเนื่อง นายปิยะศิริกล่าวว่า ทุกอย่างต้องจบที่การเจรจา และก็มีการพูดคุยกันมาโดยตลอด ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในคณะพูดคุยฯ แต่ในมุมของตนดูเรื่องการผลักดันการลดอุปสรรคของการพัฒนา ไม่ได้มีส่วนในมิติการก่อเหตุ เพื่อขอความร่วมมือฝ่ายตรงข้ามว่าต้องมีพื้นที่ปลอดภัยเพราะเงื่อนไขคือประชาชนต้องปลอดภัย คุณจะทำอะไรก็ทำ

ด้าน นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายกฯว่า เป็นการหารือเตรียมความพร้อมการประชุมครม.พิเศษ วันที่ 6 เม.ย. ที่จะมีการหารือในเรื่องหลักๆ ถึงการเตรียมนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการแถลงต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เม.ย. เพราะครม.ต้องเห็นชอบก่อนที่จะไปแถลงต่อรัฐสภาและเรื่องทั่วไป รวมถึงอาจมีการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ อย่างเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องรอดูว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ส่งรายชื่อมาหรือยัง

เมื่อถามว่า การประชุมครม.พิเศษ มีโอกาสได้หารือถึงการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันในขณะนี้ด้วยหรือไม่ นางณัฐฎ์จารี กล่าวว่า มีสิทธิ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากมีผลกระทบทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องดูข้อกฎหมายว่าจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน แต่เรื่องนี้ทางนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ดูให้อยู่แล้วในเรื่องของกฎหมายว่าอันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ สำหรับตำแหน่งข้าราชการการเมืองขณะนี้ยังไม่มีการส่งรายชื่อมาเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแต่อย่างใด โดยต้องตรวจสอบเข้มเช่นเดียวกับ ครม. ผ่าน 7 หน่วยงาน 14 ข้อ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว จะมีการประชุมครม.นัดแรก ในวันที่ 11 เม.ย.นี้

แวดวงนักปกครอง : 4 เมษายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 4 เมษายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 4 เมษายน 2569

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สานต่อพระเมตตา” กรมการปกครอง จัดกิจกรรมสานต่อพระเมตตาพัฒนาสถานะเด็กนักเรียนอักษร G” เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เม.ย. สมเด็จพระกนิษฐา
ธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ โรงเรียนไทรโยคน้อยวิทยา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี มุ่งแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้กับเด็กนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยอักษร G ให้ได้รับการพัฒนาสิทธิและสถานะทางทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติให้ทุกจังหวัดนำไปใช้ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และเป็นการคุ้มครองให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายบนหลักการมนุษยธรรม

ปูพรม Double Check คลังน้ำมันทั่วประเทศ นายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง “ลุยคุมเข้ม” สถานการณ์พลังงาน ลงพื้นที่ด้วยตนเอง พร้อมสั่งผู้ตรวจราชการฯ-ปลัดจังหวัด-นายอำเภอในพื้นที่ ผนึกกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจคลังน้ำมันทั่วประเทศแบบ Double Check ปิดช่องกักตุน-ลอบจำหน่าย เป้าหมายชัด! ตรวจครบ 92 คลัง ใน 31 จังหวัด เช็คสต๊อก-ติดตามปริมาณสำรอง สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

นายพิเชษฐ์ ศรีมารุต

นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

นายสมศักดิ์ จุฑาวงศ์กุล

นายอำเภอหนองใหญ่ จ.ชลบุรี

5 หน่วยงานผนึกกำลังปฏิบัติการ “ตัดบัตรกรุงเก่า”ล้างขบวนการสวมสิทธิเด็กต่างด้าวนับร้อย! หลังพบความผิดปกติย้ายชื่อเด็กต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านก่อนออกบัตร แล้วย้ายออกในเวลาอันสั้น ปกครองส่งทีม DOPA N.I.C.E. ผนึกกำลังตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ท. ป.ป.ช. และ DSI เปิดปฏิบัติการเข้าจับกุมผู้ต้องหา 6 ราย ทั้งข้าราชการ ลูกจ้าง และเจ้าบ้านตามหมายศาลฯ จากการแกะรอยเรื่องร้องเรียน พบช่วง ก.ค.-พ.ย.2568 มีการย้ายชื่อเด็กต่างด้าวเข้า 3 ทะเบียนบ้าน ใน อ.วังน้อยจ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนออกบัตรจำนวนมาก แล้วเร่งย้ายออก ส่อขบวนการนายหน้าจัดทำเอกสารเท็จ กรมการปกครองเดินหน้า “ถอนราก” พร้อมเพิกถอนรายการทะเบียนมิชอบโดยทันที

แม่ฟ้าหลวงระดมกำลังสกัดไฟป่าลามรอยต่อแม่จัน ลุยลาดตระเวนจุดเสี่ยงไม่ให้ลุกลาม นายพิเชษฐ์ ศรีมารุต นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย สั่งชุดปฏิบัติการไฟป่า เปิดปฏิบัติการลาดตระเวนเชิงรุก เส้นทางบ้านสามต้าว–บ้านเล่าลิ้ว คุมเข้มแนวชายแดน สกัดลักลอบเผาป่า สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง ไฟป่าลามข้ามเขตไปพื้นที่บ้านห้วยหินฝน อ.แม่จัน ผู้นำชุมชน จิตอาสา ผนึกกำลังเร่งสกัดเพลิงเต็มกำลัง ล่าสุดแนวไฟเริ่มไหลลงพื้นที่ด้านล่าง ย้ำ!! “แม่ฟ้าหลวง” ยกระดับเฝ้าระวังสูงสุด กำชับทุกหน่วยห้ามประมาท จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ส่งท้ายด้วย “นายอำเภอพาเที่ยว” ประจำสัปดาห์นี้ ปักหมุด! “โอโห้ฟาร์ม” แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี โดยนายสมศักดิ์ จุฑาวงศ์กุล นายอำเภอหนองใหญ่ นำทีมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน ชวนออกไปสัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตท้องถิ่น ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวฐานรากและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ปักหมุด “โอโห้ฟาร์ม”แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร บรรยากาศร่มรื่น โอบล้อมด้วยธรรมชาติ พร้อมกิจกรรมหลากหลาย เดินชมฟาร์ม เรียนรู้วิถีเกษตรมุมถ่ายภาพธรรมชาติ และพื้นที่พักผ่อนท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ ใครกำลังมองหาที่เที่ยวเชิงเกษตร ห้ามพลาดที่นี่!!

นาย..อำเภอน้อย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ผมว่าประชาชน เพื่อนข้าราชการ รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงอยากให้พวกเราในฐานะผู้มีส่วนได้เสียลองช่วยกันเสียสละยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นผมพอรับได้ แต่บำนาญที่เป็นภาระที่ประชาชนต้องเอาภาษีมาเลี้ยงดู ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้”

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม

สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี

‘อนุทิน’สั่งเชือดแก๊งค้าน้ำมัน เหิมกักตุน-เก็งกำไร ประวิงเวลา/ไม่ส่งให้ปั๊ม แสวงหาประโยชน์มิชอบ

‘อนุทิน’สั่งเชือดแก๊งค้าน้ำมัน เหิมกักตุน-เก็งกำไร ประวิงเวลา/ไม่ส่งให้ปั๊ม แสวงหาประโยชน์มิชอบ

‘อนุทิน’สั่งเชือดแก๊งค้าน้ำมัน เหิมกักตุน-เก็งกำไร ประวิงเวลา/ไม่ส่งให้ปั๊ม แสวงหาประโยชน์มิชอบ

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’สั่งเชือดแก๊งค้าน้ำมัน เหิมกักตุน-เก็งกำไร ประวิงเวลา/ไม่ส่งให้ปั๊ม แสวงหาประโยชน์มิชอบ สุราษฎร์หาย57ล้านลิตร ไล่บี้DSIตั้งเป็นคดีพิเศษ

นายกฯ อนุทิน นำทีมแถลงใหญ่ สารภาพมีแก๊งค้าน้ำมัน แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เก็งกำไรประวิงเวลา ไม่ยอมส่งให้ปั๊มทำชาวบ้านเดือดร้อน ด้าน รมว.ยุติธรรม พบคลังสุราษฎร์น้ำมันล่องหน 57 ล้านลิตร สั่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ด้านกองทัพเรือพบเรือน้ำมันจอดพิรุธกลางทะเลผิดปกติกว่า 20 เที่ยวมากกว่า 50 ล้านลิตร ฝ่ายปลัดกระทรวงพลังงานระบุเข้าข่ายวิกฤตแล้ว

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล.

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน พล.ต.อ. ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รอง ผบ.ตร. นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันแถลงข่าว

โดยนายกฯ กล่าวว่า การแถลงวันนี้เพื่อต้องการชี้แจงในส่วนของการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงความพยายามปราบปราม ผู้ที่พยายามกักตุน และลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ หรือผู้ที่ทำผิดกฎหมายที่ฉวยโอกาสในการทำให้น้ำมันของประเทศถูกนำไปขายด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รวมทั้งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขการป้องกันปราบปรามการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 ทำการตรวจสอบติดตาม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุน จนทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน

เอาเปรียบประชาชน

ซึ่งตนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชนทำลายความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ หากพบว่าเป็นใครมีอิทธิพลแค่ไหน ก็จะถูกดำเนินการตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดเฉียบขาด ซึ่งตนได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม โดยดีเอสไอ ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจติดตามผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลางที่รับน้ำมันจากผู้ค้าหรือจ็อบเบอร์

กักตุนแสวงหากำไร

นายกฯ กล่าวต่อว่า ผลการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พบรูปแบบการกักตุน และหากำไร ดังนี้ 1.มีการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยลอยลำเรือไว้ไม่ให้ฟีดน้ำมันเข้ามาในคลังตามเวลาปกติ เพื่อหวังว่าจะมีการประกาศเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน จึงค่อยฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น 2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการน้ำมัน และ 3.การขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายใดบ้าง เกี่ยวกับปริมาณของน้ำมันของเรือขนส่งทางทะเล เราเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการสอบสวน และขยายผล

รัฐต้องชดเชย5หมื่นล้าน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนความผิดปกติที่ได้รับการตรวจพบจากการรายงานปริมาณน้ำมัน จากหน่วยตรวจสอบคือกรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงานกับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นที่ได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะตรวจสอบยืนยันจากฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล. และจะขยายผลการตรวจสอบจากทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำมันเกินที่ได้ขออนุญาตไว้หรือไม่

“การกระทำทั้งหมดเป็นการค้ากำไรเกินควร จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนมากขึ้น จนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันได้ชดเชยทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่เอาไปสนับสนุนให้กองทุนน้ำมันลิตรละ 17 บาท เรามีเจตนารมณ์ที่ต้องการสนับสนุนประชาชนผู้ใช้น้ำมันที่เป็นคนไทย และผู้สัญจรตามท้องถนน ไม่ใช่สนับสนุนให้เกิดการกักตุนลักลอบน้ำมันของไทยไปขายยังต่างประเทศ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการปราบปรามเรื่องพวกนี้อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะการขาดน้ำมันทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา“นายกฯ กล่าว

ขยายผลเป็นคดีพิเศษ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนจะมอบหมายให้ดีเอสไป ได้ตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินคดีอย่างเฉียบพลันต่อไป ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลขอยืนยันต่อประชาชน ว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาความเดือดร้อน และให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สังคมได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และหลังจากนี้จะใช้มาตรการเชิงป้องกันในการเฝ้าระวังจากสิ่งที่ได้ตรวจพบ ควบคู่กับการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดต่อไป

สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในยุคที่มีวิกฤติขนาดนี้ยังมีคนคิดเอาเปรียบ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องร่วมมือกันดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด คาดว่าเราจะสามารถหยุดการกระทำผิดกฎหมายนี้ เพราะตั้งแต่มีเหตุการณ์ก็มีความต้องการน้ำมันมากกว่าเดิมเกือบ 20 ล้านลิตร แสดงว่ามีการซื้อหรือถ่ายน้ำมันออกไปจากระบบ เราไปตรวจสอบในระบบการผลิตและภาคอุตสาหกรรมก็ไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะต้องใช้นำ้มันขนาดนี้จึงสันนิฐานได้ว่าต้องมีการลักลอบหรือกักตุน โดยรวมทีมบูรณาการหน่วยงานปราบปรามไปตรวจสอบและได้พบสิ่งผิดปกติเหล่านี้ โดยลดการกักตนไปได้ 7-10 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็ยังมีการใช้มากเกินปกติอยู่ จึงต้องขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่าถ้าใช้อย่างปกติเรื่องการบริหารสถานการณ์น้ำมันจะไม่มีคำว่าขาดแคลน ตอนนี้เราสั่งน้ำมันดิบยืนยันออเดอร์ไปจนถึงต้นเดือน มิ.ย.แล้ว และจะให้วิธีหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆด้วย และหลังจากดำเนินการคิดว่าการที่จะมีน้ำมันออกจากระบบก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น ขอย้ำว่ารัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางให้ปริมาณน้ำมันในประเทศไทยถูกควบคุมและใช้ในประเทศไทยมากที่สุด

สุราษฎร์ล่องหน57ล้านลิตร

ด้าน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แถลงว่า จากนโยบายนายกรัฐมนตรีมอบให้กระทรวงยุติธรรมทำการตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ดำเนินการจากปลายทางคือสถานีน้ำมันหรือปั๊มน้ำมัน โดยมอบให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง เข้าไปทำการตรวจสอบต่อเนื่องมาถึงต้นทางคือคลังน้ำมัน 2.มอบกรมการสอบสวนคดีพิเศษ ทำการตรวจสอบจากต้นทางคือตั้งแต่โรงกลั่นมาคลังน้ำมันเมื่อเอาข้อมูลมาชนกัน ซึ่งที่ผ่านมาผลการดำเนินการในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบการกระทำผิดและมีการจับกุมจำนวนหลายราย เช่น ในส่วนของพื้นที่จ.อ่างทอง อ.แม่สอด จ.ตาก และ จ.นครสวรรค์ และตรวจพบกระทำความผิดในการกักตุนน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา 10

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนของการตรวจสอบทางต้นทาง ตนขอยกเคสการดำเนินการที่จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางมีเรือขนบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปที่จังหวัดคลังน้ำมัน 6 แห่ง ใน จ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันจำนวนทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางก็มีน้ำมันหายไปบางส่วน มีน้ำมันถึงปลายทางในคลังของจ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 160 ล้านลิตร ซึ่งหายไปจำนวนทั้งสิ้น 57 ล้านลิตร นี่คือในส่วนของข้อมูลทางทะเล

ยึดมาตรฐานเดียวกัน

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า การดำเนินการในเรื่องของคดีต่างๆ เราจะดำเนินการเป็นรูปแบบเดียวกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเราจะเอาเคสจ.สุราษฎร์ธานี ดำเนินการเกี่ยวกับขนถ่ายทางทะเล ในมาตรการในการต่างๆโดยเอกสารต่างๆ เราได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทั้งหมดแล้วเกี่ยวกับเรื่องตั้งแต่ น.ม.9 แบบรายงานการจ่ายน้ำมันภายในประเทศ (สถานีต้นทาง) น.ม 10 เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ การคงคลังเกินเวลาจำเป็น การเดินทางเกินเวลาที่จำเป็น ในส่วนนี้ก็จะให้ทางดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ แล้วก็ดำเนินการ จะมีการเรียกมาสอบปากคำหากพบการกระทำผิดก็จะแจ้งข้อหาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า โดยจะมีชุดป้องกันการกักตุนน้ำมัน และหลังจากนี้จะตั้งวอร์รูมที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และจะรายงานข้อมูลในเรื่องของปริมาณน้ำมันทุกระบบ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากร ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ ประเทศไทยสามารถผลิตเองได้จำนวนเท่าไหร่ เป็นตัวเลขที่เราจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

โรงกลั่นไม่มีส่วนกักตุน

เมื่อถามว่า สรุป โรงกลั่นไม่เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ทั้งนี้ ในส่วนโรงกลั่น ได้เข้าทำการตรวจสอบทั้งระบบเอกสาร และพิสูจน์ทราบภายในถังน้ำมัน ยืนยันว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน จะมีน้ำมันเหลือคงถังเพียงแค่ที่เขาไม่สามารถดึงมาจำหน่ายได้เท่านั้นเอง

เมื่อถามว่า ในส่วนของเรือน้ำมันที่พบเวลาเดินทางเกินปกติ สามารถเข้าไปยึดหรืออายัดน้ำมันไว้ได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตรวจสอบแล้วน้ำมันก็อยู่ที่คลังแล้ว ในการเดินทางเรายังไม่สามารถไปยึดได้ เพราะไม่ได้กระทำผิดยังไง นอกจากว่าเป็นในส่วนที่เราดำเนินคดีในพื้นที่จ.อ่างทอง อ.แม่สอด จ.นครสวรรค์

ประวิงเวลาเดินเรือ

พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กล่าวว่า จากสถานการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงในห้วงเดือนมี.ค. จากการสั่งการของนายกรัฐมนตรี ถึงมาตรการงดการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งได้มีประกาศออกไปเมื่อ 6 มี.ค.นั้น พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการตรวจสอบ สกัดการส่งออกน้ำมันทางทะเลมาโดยตลอด

พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ในช่วงมี.ค. มีการเน้นย้ำการปฏิบัติ ซึ่งเกิดเหตุการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จากภาวะสงครามทำให้การขนส่งน้ำมันขาดตอน และเกิดภาวะการกักตุนน้ำมันในประเทศไทย ซึ่ง ศรชล.ได้ร่วมกับหน่วยต่างๆ ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะใน จ.สุราษฎร์ธานี ในส่วนของเส้นทาง พฤติกรรม การเดินเรือที่มีการขนส่งน้ำมัน เส้นทางเดินเรือทางทะเลของไทย

ทอดสมอเป็นเวลานาน

จากการตรวจสอบการวิเคราะห์จากฐานข้อมูล ในเดือนมี.ค. มีเที่ยวเรือ 96 เที่ยว พบความผิดปกติในการเดินเรือ จากการเปรียบเทียบจากการเดินเรือปกติ มีการเดินเรือช้าขึ้นกว่าเดิมอยากมีนัย ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน ด้วยการชะลอการเดินทาง หรือการประวิงเวลาการเดินเรือ พบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือผิดปกติจากเดิมที่เคยเดินเรือ 1 วัน มีจำนวน 13 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 35,764,709 ลิตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมาก แม้จะเป็นเพียงแค่ 1 วัน แต่มูลค่าของการปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้มีมูลค่าสูง และอีกกลุ่มจะใช้เวลาปกติ ช้าลง 2 วัน มีอยู่จำนวน 7 เที่ยวเรือ ซึ่งมีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 16,235294 ลิตร ซึ่งหากรวมทั้ง 2 กลุ่มมีอยู่ประมาณ 50 ล้านลิตร ถือเป็นปริมาณน้ำมันที่มีนัย จะต้องมีการตรวจสอบต่อไป

นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลของศรชล. ได้พบพฤติกรรมของเรือบางกลุ่มมีการเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานาน ทั้งตามแนวชายแดนและฝั่งไทย ซึ่งอาจจะมีการขนถ่ายน้ำมัน ซึ่งในเบื้องต้นมีการตรวจสอบข้อมูลแล้ว แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียด และจะดำเนินการต่อ หากพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่ง ศรชล.มีการดำเนินการในการตรวจสอบเส้นทาง หลังจากนั้น ศรชล.จะประสานกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) การส่งข้อมูลต่างๆ เพื่อที่จะดำเนินการให้มีผลทางคดี หากมีการปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย

ตรวจเข้มกว่าปกติ

เสนาธิการทหารเรือ กล่าวอีกว่า ตนขอยืนยันในฐานะเลขาธิการศรชล. ในการปฏิบัติ เราเน้นเรื่องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ทั้งในการปฏิบัติของ ศรชล. และทางกองทัพเรือ ฉะนั้นตนยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาล และศรชล. มีการตรวจสอบการเดินเรืออย่าง เข้มข้น และจะไม่ให้มีการลักลอบการขนส่งน้ำมัน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล การปฏิบัติของศรชล. ช่วงนี้เข้มข้นกว่าปกติ และจะไม่ให้มีการเล็ดลอดออกไปเป็นอันขาด

ตรวจสอบคลังน้ำมันเพิ่ม

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายดูเรื่องสถานีบริการต่างๆในวิกฤติน้ำมันขาดแคลน โดยในช่วงที่เกิดเหตุวิกฤติ จากการสุ่มสถานีบริการที่มีการปิดตัวลง เรามีการย้อนลงไปว่ามีคลังน้ำมันไหนบ้างที่ทำหน้าที่ในการส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการต่างๆ พบว่า มี สถานีบริการทั้งหมด 27 แห่ง 12 จ็อบเบอร์ ที่ทำหน้าที่ส่งไปยังสถานีบริการน้ำมันที่ปิดตัวลง จากจำนวน 39 แห่ง ที่ตรวจสอบทั้งหมด พบว่ามี 6 แห่งที่น่าสงสัย และเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมัน และมีการจับกุมเพิ่มเติมในการขนส่ง

ภาคเหนือชลอจ่ายน้ำมัน

พล.ต.อ.ธัธชัย กล่าวว่า ตัวอย่าง ที่น่าเชื่อว่ามีการกักตุน ประเด็นแรก การที่มีน้ำมันในคลังแต่จ่ายน้อยลง เราพบว่าบางคลัง ปกติในเดือน ก.พ.จะดำเนินการจ่ายน้ำมันอยู่ 18 ล้านลิตร แต่เดือน มี.ค. พบจ่ายลดลงเหลือแค่ 11 ล้านลิตร ซึ่งที่ผ่านมาโรงกลั่นได้มีการส่งน้ำมัน และการกลั่นน้ำมัน 100% ไม่มีการขาดในตลาด แต่พอไปถึงคลังมีการจ่ายผิดปกติ ลักษณ์เก็งกำไร ซึ่งมีคลังหนึ่งทางภาคเหนือปกติจ่ายน้ำมัน 2 ล้านกว่าลิตรต่อวัน แต่ช่วงวิกฤติพบจ่ายอยู่แค่ประมาณ 1.2 ล้านลิตร เราจึงตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันต่างๆในภาคเหนือตอนล่าง พบว่ามีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันอย่างมาก จึงน่าเชื่อว่า มีส่วนในการกักตุน อีกส่วนพบว่าบางคลังไม่มีน้ำมันประมาณ 4 แห่งที่ไม่มีน้ำมัน และถูกลดโควตาลง ขณะที่โรงกลั่นมีการส่งน้ำมันอย่างเต็มที่ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม อาจเป็นการนำน้ำมันไปไว้ที่อื่นหรือมีประเด็นอื่น อย่างไรเรากำลังตรวจสอบ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้คลังน้ำมันไม่มีน้ำมันจ่ายมา ในขณะที่โรงกลั่นมีการจ่ายน้ำมันมา

ไม่ยอมจำหน่ายหน้าปั้ม

พล.ต.อ.ธัธชัย กล่าวว่า เราตรวจสอบพบจับกุมสถานีบริการน้ำมัน ใช้วิธีการสั่งน้ำมันแต่ไม่ลงน้ำมัน กลับข้ามไปจำหน่ายบริเวณภายนอก ซึ่งได้ราคามากกว่าหน้าปั๊ม 10 บาท เช่น ส่งให้ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรม โดยไม่จำหน่ายหน้าปั๊ม ซึ่งเรามีการจับกุมเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาช่วงวิกฤติ พบว่ามีสถานีบริการน้ำมันได้สั่งน้ำมันไปลงที่ลาดกระบัง แต่แท้จริงไปลงที่นครสวรรค์และพบว่ามีการกักตุนน้ำมันบริเวณหลังปั้ม ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมแบบนี้อยู่หลายที่ ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลส่วนเรื่องการส่งออกมีการลักลอบส่งออกที่ อ.แม่สอด มีการลักลอบใช้รถบรรทุกน้ำมันจำนวน 40,000 ลิตร ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งที่เราตรวจพบ และจะมีการขยายผลเรื่องการลักลอบส่งออก

ลอบขนน้ำมันโยนศุลกากร-ตร.

เมื่อเวลา15.15น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้เรียก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ตึกไทยคู่ฟ่า ทำเนียบรัฐบาล

โดยเลขาฯศอ.บต.กล่าวถึงเรื่องการลักลอบส่งน้ำมันออกนอกประเทศนั้นว่าเป็นเรื่องของศุลกากรและตำรวจ ศอ.บต.ดูเรื่องพัฒนา ซึ่งยอมรับว่าในภาคใต้มีปัญหาเรื่องน้ำมันอยู่บ้าง โดยทางดีเอสไอ ได้ลงพื้นที่ไปแล้วและทางจังหวัดก็ลงพื้นที่สุ่มตรวจ ดังนั้น เรื่องภาวการณ์กักตุน ไม่น่าจะมีปัญหา

ดีเซล47.74บาท/ลิตร

หลังจากที่เมื่อวันที่ 2 เม.ย. คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซลลง 3.51 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร น้ำมันไบโอดีเซล B20 ปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร ถือเป็นการปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 47.74 บาท/ลิตร รวมไปถึงยังมีหลายฝ่ายกังวลถึงค่าการกลั่นที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 14 บาท/ลิตร

ชี้วิกฤตรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในขณะนี้ว่า เป็นวิกฤตที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งทะยานจากสถานการณ์ปกติที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งรุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แม้จะมีวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทรองรับได้ประมาณอีก 2 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง

“วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากในประวัติศาสตร์ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ประกอบการ และประชาชน กระทรวงพลังงาน พยายามอย่างเต็มที่ในการหาจุดสมดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกิน หรือ Windfall มาช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งเชื่อมั่นว่าโรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยจะให้ความร่วมมือ” นายประเสริฐ กล่าว

การันตีน้ำมันเพียงพอช่วงสงกรานต์

น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษก ศบก. แถลงผลการประชุม ศบก.ว่าในเรื่องพลังงาน ในที่ประชุม ศบก.ราบรื่นดีโดยกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปั๊มน้ำมันต่างๆ จะไม่ขาดแคลนน้ำมันถ้าประชาชนใช้ในปริมาณปกติเช่นเดียวกับปีที่ผ่าน ๆ มา อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงคมนาคมได้มีการเตรียมแผนสำรองเอาไว้ โดยจะมีรถน้ำมันไปให้บริการเป็นจุดสำรองต่างๆ ในกรณีที่มีการใช้มากในบางพื้นที่ด้วย

โฆษก ศบก. กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีข่าวดีเช่นกัน ในเรื่องการดูแลราคาสินค้าและบริการตามกรอบกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์ทำได้ เรื่องการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการ หากร้านไหนไม่ปิดป้ายแสดงสินค้าจะเป็นความผิด เรื่องของการจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงเกินสมควรหรือการกักตุนสินค้า จะมีกฎหมายดำเนินการได้ ขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นการกระทำดังกล่าวให้แจ้งที่สายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 ขณะเดียวกัน ยังมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงการธงฟ้าราคาประหยัด ขณะนี้เริ่มมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภครายการสำคัญมาลดราคาแล้ว

ชาวนาบางส่วนอาจต้องหยุดทำนา

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยกล่าวว่า ราคาน้ำมันดีเซลวันนี้อยู่ที่ 47.74 บาทต่อลิตร คาดว่า อีกไม่นานจะแตะระดับลิตรละ 50 บาทซึ่งอยู่ในระดับสูงและกดดันต้นทุนภาคการเกษตรโดยตรง ขณะเดียวกัน ยังพบปัญหาการเข้าถึงน้ำมันในบางพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดอุทัยธานีที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ทำให้เกษตรกรจัดหาน้ำมันเติมรถเกี่ยวข้าวได้ไม่เพียงพอ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การเก็บเกี่ยวล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของผลผลิต พร้อมกันนี้ ราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตยังอยู่ในระดับสูง สวนทางกับราคาข้าวเปลือกที่ยังอยู่ในระดับประมาณ 5,000–6,000 บาทต่อตัน ทำให้รายได้สุทธิของเกษตรกรลดลง และอาจทำให้บางส่วนจำเป็นต้องหยุดทำนา ซึ่งจะส่งผกระทบต่อรายได้ ค่าครองชีพ และภาระหนี้สินในระยะต่อไป

แท็กซี่เบตง-ยะลาจ่อขึ้นค่าโดยสาร

ที่คิวรถแท็กซี่ยะลา เบตง นายมนัส บือนา นายคิวรถแท็กซี่ ยะลา – เบตง เปิดเผยว่า ในช่วงหลังวันที่ 6 เม.ย.2569อาจจะมีการปรับราคาค่าโดยสารขึ้นซึ่งในวันนี้ยังคงตรึงราคาค่าโดยสารคนละ 230 บาทในอัตราเดิม เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากนั้นจะมีการประชุมหารือของผู้ประกอบการรถแท็กซี่ยะลา – เบตง หลังวันที่ 6 เม.ย. ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดีเซลยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็จะพิจารณาปรับเพิ่มค่าโดยสาร เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

มะนาวเบตงพุ่งกิโลละ 140 บาท

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าเกษตร ที่ตลาดเทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา พบว่า มะนาว มีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านอาหารต้องปรับตัวอย่างหนัก โดยพบว่า ราคามะนาวคุณภาพดี โดยเฉพาะมะนาวแป้นรำไพ ที่มีจุดเด่นเรื่องเปลือกบาง น้ำเยอะ และกลิ่นหอม ราคาจำหน่ายพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 130 – 140 บาท ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ช่วงนี้ มะขามเปียก กลายเป็นสินค้าขายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีราคาถูกกว่าและสามารถใช้ทดแทนมะนาวได้

ทำเนียบฯลงตัว! อนุทิน จ่อตั้ง อรรถพล-เพิ่มพูน นั่งที่ปรึกษานายกฯ

ทำเนียบฯลงตัว! อนุทิน จ่อตั้ง อรรถพล-เพิ่มพูน นั่งที่ปรึกษานายกฯ

ทำเนียบฯลงตัว! อนุทิน จ่อตั้ง อรรถพล-เพิ่มพูน นั่งที่ปรึกษานายกฯ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.21 น.

ทำเนียบฯลงตัว ! แบ่งห้องทำงานรองนายกฯ-รมต.ประจำสำนักนายกฯ ด้าน“วันนอร์”นั่งตึกบัญชาการ 2 จ่อตั้ง“อรรถพล-เพิ่มพูน”นั่งที่ปรึกษานายกฯ

วันที่ 3 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคณะรัฐมนตรี อนุทิน 2 ในส่วนของรองนายกรัฐมนตรี และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ห้องทำงานจะอยู่ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด ถือว่าส่วนใหญ่ลงตัวแล้ว

โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ใช้ห้องทำงานเดิมที่ชั้น 4  ขณะชั้นเดียวกัน จะมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งใช้ห้องเดิมของนายโสภณ ซารัมย์ อดีตรองนายกฯ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ชั้น 4 เช่นกัน

ส่วนชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 เป็นห้องทำงานนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ซึ่งใช้ห้องเดิมตั้งแต่ครม.อนุทิน 1 และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์  ใช้ห้องทำงานเดิมของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกฯ และมี 3 รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนายภราดร ปริศนานันทกุล ร่วมอยู่ชั้น 3

ส่วนชั้น 2 เป็นห้องทำงานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ห้องทำงานเดิมของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขณะที่ชั้น 1
เป็นห้องทำงานของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จากพรรคเพื่อไทย(พท.) ซึ่งเคยเป็นห้องทำงานเดิมของนายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรองนายกฯ

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เบื้องต้นห้องทำงานจะใช้ที่ตึกสำนักนายกรัฐมนตรี(สลน.) ฝั่งตรงข้ามตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) ซึ่งได้มีการปรับปรุงใหม่

ส่วนนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภาและที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ซึ่งจะมานั่งเป็นประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จะนั่งทำงานที่ตึกบัญชาการ 2

ขณะเดียวกัน มีรายงานด้วยว่า นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน และพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอนุทิน 2 ด้วย