ครม.นัดพิเศษ อาจมีหารือเรื่องวิกฤตน้ำมัน เหตุเรื่องเร่งด่วน พร้อมถกเตรียมแถลงนโยบาย

ครม.นัดพิเศษ อาจมีหารือเรื่องวิกฤตน้ำมัน เหตุเรื่องเร่งด่วน พร้อมถกเตรียมแถลงนโยบาย

ครม.นัดพิเศษ อาจมีหารือเรื่องวิกฤตน้ำมัน เหตุเรื่องเร่งด่วน พร้อมถกเตรียมแถลงนโยบาย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.44 น.

เลขาฯครม.เข้าพบนายกฯ หารือเตรียมพร้อมประชุมครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.ถกเตรียมนโยบายรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เผยอาจหารือแก้วิกฤติพลังงาน เหตุเรื่องเร่งด่วน แต่ขอดูข้อกม.ก่อน พร้อมจ่อประชุมครม.นัดแรก 11 เม.ย.

เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการหารือเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิเศษ ในวันที่ 6 เม.ย. ที่จะมีการหารือในเรื่องหลักๆ ถึงการเตรียมนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการแถลงต่อรัฐสภา ในวันที่ 9 – 10 เม.ย. เพราะ ครม. ต้องเห็นชอบก่อนที่จะไปแถลงต่อรัฐสภา และเรื่องทั่วไปอย่างเรื่องระเบียบวาระการประชุม เวลาการประชุม ห้องประชุม ครม.

นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า รวมถึง อาจจะมีการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ อย่างเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องรอดูว่าสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ส่งรายชื่อมาหรือยัง

เมื่อถามว่า การประชุม ครม. พิเศษจะมีโอกาสได้หารือถึงการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันในขณะนี้ด้วยหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า มีสิทธิ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากมีผลกระทบทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องดูข้อกฎหมายว่าจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน แต่เรื่องนี้ทางนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ดูให้อยู่แล้วในเรื่องของกฎหมายว่าอันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้

นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งข้าราชการการเมืองขณะนี้ยังไม่มีการส่งรายชื่อมาเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแต่อย่างใด โดยต้องตรวจสอบเข้มเช่นเดียวกับ ครม. ผ่าน 7 หน่วยงาน 14 ข้อ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว จะมีการประชุมครม.นัดแรก ในวันที่ 11 เม.ย.

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติม รับมือวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติม รับมือวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติม รับมือวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.13 น.

‘ปลัด มท.’ สั่ง ‘ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ’ ดันขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติมบรรเทาผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง ยึดครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย  ‘คุมเข้มราคาสินค้าเกษตร – รณรงค์ใช้ยานพาหนะสาธารณะ – ดูแลเส้นทาง – ความพร้อมสถานีบริการน้ำมันให้เพียงพอ‘ รับการเดินทางช่วงเทศกาล ’สงกรานต์‘

3เม.ย.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย (ศบก.มท.) เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เร่งยกระดับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาพลังงานและภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกิดผลเป็นรูปธรรมและครอบคลุมทุกมิติ ตนได้ลงนามในโทรสารสั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งดำเนินการใน 4 มาตรการสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ 1. การกำกับดูแลต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่สุ่มตรวจและควบคุมราคาปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสขึ้นราคาที่เป็นการเอาเปรียบเกษตรกร โดยกำชับว่าหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น 2. บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อเร่งรัดมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง กลุ่มเปราะบาง และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด

นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า 3. ดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการอย่างเคร่งครัด ทั้งการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) มาตรการประหยัดพลังงานโดยใช้ทรัพยากร และพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า และงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ และ 4. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการสาธารณะในการเดินทางไป – กลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจัดหารถโดยสารสาธารณะและเพิ่มจำนวนเที่ยวการเดินทางให้เหมาะสมและเพียงพอ และกำหนดจุด/สถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้รถโดยสารสาธารณะสามารถเติมน้ำมันได้อย่างเพียงพอครอบคลุมทุกพื้นที่การเดินทาง เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดการใช้พลังงาน

นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ใช้กลไกมหาดไทยในระดับพื้นที่ สื่อสารสร้างความเข้าใจและเข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันทุกพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมสนับสนุนและบูรณาการทุกสรรพกำลังในการยกระดับเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทำให้พี่น้องประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในเร็ววัน

เพื่อไทย จับมือ Tesla รุกฆาตเทคโนโลยี Physical AI ปั้นไทยสู่ฮับหุ่นยนต์และยานยนต์อัจฉริยะ

เพื่อไทย จับมือ Tesla รุกฆาตเทคโนโลยี Physical AI ปั้นไทยสู่ฮับหุ่นยนต์และยานยนต์อัจฉริยะ

เพื่อไทย จับมือ Tesla รุกฆาตเทคโนโลยี Physical AI ปั้นไทยสู่ฮับหุ่นยนต์และยานยนต์อัจฉริยะ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.09 น.

เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 ณ Tesla Center กรุงเทพฯ ตัวแทนพรรคเพื่อไทยนำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าพบและหารือกับผู้บริหารระดับภูมิภาคของ Tesla นำโดย Hadri Haris ซึ่งเป็น Lead – Public Affairs & Business Development (Southeast Asia Region) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบาย และทิศทางเทคโนโลยีในอนาคตของประเทศไทย และเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนระดับโลก ในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูงในอนาคต

นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยภายหลังการหารือว่า การหารือครั้งนี้ ครอบคลุมประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะในบริบทของการพัฒนาเทคโนโลยี “Physical AI” ซึ่งเป็นการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับระบบทางกายภาพ เช่น หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และยานยนต์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกในปัจจุบัน

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการ “ยกระดับทุนมนุษย์” ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอในการจัดทำ Internship Program ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ตลอดจนการร่วมกันพัฒนา “Maker Space” กับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย และบุคลากรไทย ได้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์การทำงานจริงในระดับสากล

ขณะเดียวกัน การหารือยังครอบคลุมถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยอื่นๆ ที่มีศักยภาพในอนาคตระยะยาว โดยเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเชิงนโยบาย ทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างเต็มรูปแบบ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

สำหรับคณะผู้แทนพรรคเพื่อไทยที่เข้าร่วมการหารือประกอบด้วย ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย, ฉัตริน จันทร์หอม อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, เอนกชัย เรืองรัตนากร ผู้อำนวยการด้านแคมเปญและเครือข่ายสัมพันธ์ พรรคเพื่อไทย และ กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ผู้อำนวยการด้านวิจัยและนโยบาย พรรคเพื่อไทย

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

พรรคเล็ก พร้อมใจดัน บุญรวี อังสณา เป็น วิปรัฐบาล หนุนการทำงานของรัฐบาลในสภาฯ

พรรคเล็ก พร้อมใจดัน บุญรวี อังสณา เป็น วิปรัฐบาล หนุนการทำงานของรัฐบาลในสภาฯ

พรรคเล็ก พร้อมใจดัน บุญรวี อังสณา เป็น วิปรัฐบาล หนุนการทำงานของรัฐบาลในสภาฯ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

3 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สส.16 คน จาก 12 พรรคการเมือง ประกอบด้วย สส.พรรคเศรษฐกิจ 3 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน พรรครวมใจไทย พรรคใหม่ พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคมิติใหม่ พรรคไทยสร้างไทย พรรครวมพลังประชาชน พรรคทางเลือกใหม่ และพรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 คน ได้ร่วมกันแสดงเจตจำนงสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร ด้วยการเสนอให้นายบุญรวี ยมจินดา สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมใจไทย และน.ส.อังสณา นิยมวณิชกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เป็นคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล)

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับวิปรัฐบาล ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในการบริหารจัดการเสียงในสภา ด้วยจะทำหน้าที่ประสานงานและขับเคลื่อนงานสภา ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พร้อมกับควบคุมเสียงสนับสนุน และดูแลให้สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลให้มาประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง พร้อมควบคุมการลงคะแนนเสียง ให้เป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน ตามแนวทางของรัฐบาล เพื่อให้ร่างกฎหมายหรือญัตติสำคัญผ่านความเห็นชอบ รวมทั้งวางแผนวาระประชุม โดยพิจารณาระเบียบวาระการประชุมสภาประจำสัปดาห์ เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานและแจ้งให้สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลทราบก่อนการประชุม และที่สำคัญอีกประการ คือ การทำหน้าประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลในการลงมติเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมควบคุมสมาชิกในพรรค หรือพรรคร่วมรัฐบาลให้มาประชุมสภา เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนเพียงพอในการลงมติ

พรรคเล็ก

ด้านนายบุญรวี กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ สส.ทั้ง 16 ท่าน จาก 12 พรรคการเมือง ที่ไว้วางใจให้ตนมาทำหน้าที่วิปรัฐบาล การได้รับเสนอให้แต่งตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่คือภารกิจในการขับเคลื่อนกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนให้เกิดขึ้นจริง หัวใจสำคัญของวิปรัฐบาลคือ การประสานความเห็นที่แตกต่างให้เป็นพลัง ขอยืนยันว่า ตนจะใช้ประสบการณ์ในการทำงานการเมืองเข้ามาร่วมกับเพื่อนสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้งานนิติบัญญัติเดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีเอกภาพที่สุด

“การเป็นวิปรัฐบาลของผม จะไม่ได้ทำงานแค่คุมเสียงโหวต แต่จะเน้นการทำงานเชิงคุณภาพ เพื่อให้การประชุมสภาฯเป็นไปอย่างโปร่งใส รวดเร็ว และตอบโจทย์วิกฤตของประเทศ ประชาชนจะได้เห็นภาพลักษณ์ของสภาฯที่ตั้งใจทำงานเพื่อเขาจริงๆ แม้จะเป็นวิปรัฐบาล แต่ผมก็พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้าน เพราะเป้าหมายสุดท้าย คือการพิจารณากฎหมายที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติ” นายบุญรวี กล่าว

พุธิตา ชัยอนันต์ โพสต์เดือด อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น

พุธิตา ชัยอนันต์ โพสต์เดือด อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น

พุธิตา ชัยอนันต์ โพสต์เดือด อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.48 น.

วันที่ 3 เม.ย.2569 น.ส.พุธิตา ชัยอนันต์ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต 4 พรรคประชาชน โพสต์เฟชบุ๊ก Phuthita Chiaianun-พุธิตา ชัยอนันต์ ระบุว่า [ หรือลมหายใจของชาวเชียงใหม่ไม่มีค่าพอที่จะอยู่ในวาระเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้เลย? อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น!! ]

เวลาผ่านพ้นไปกว่า 50 ชั่วโมงแล้ว หลังจากที่พวกเราพยายามอภิปรายและนำเสนอญัตติด่วนในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสะท้อนความตายที่ผ่อนส่งผ่านอากาศที่พวกเราหายใจ แต่ดูเหมือนว่า “ลมหายใจของชาวเชียงใหม่” จะไม่มีค่าเพียงพอที่จะถูกบรรจุอยู่ในวาระเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้

พุธิตา ชัยอนันต์

ถึงท่านนายกรัฐมนตรี และท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชาชนจ้างพวกท่านมาเพื่อเป็นที่พึ่งในยามวิกฤต ไม่ใช่ให้มาทอดทิ้งให้พวกเราต้องสู้กันเองตามยถากรรมในทะเลฝุ่นเช่นนี้ เลิกแก้ปัญหาแบบ “ผักชีโรยหน้า” ในฐานะ สส. เชียงใหม่ ดิฉันขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนยุทธศาสตร์การทำงานโดยด่วน ต้องประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติฝุ่นทั้งจังหวัด และทุกจังหวัดที่ประสบวิกฤตฝุ่นพิษในตอนนี้ รัฐบาลต้องหยุดวิธีประกาศเขตภัยพิบัติไฟป่าแบบ “แยกส่วน” หรือประกาศทีละอำเภอเหมือนที่เป็นอยู่ 

เพื่อให้ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเบิกจ่ายงบประมาณฉุกเฉิน จัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงทรัพยากรส่วนกลางได้ทันที ไม่ต้องรอขั้นตอนธุรการที่ล่าช้าท่ามกลางวิกฤตชีวิต มาตรการเร่งด่วนขณะนี้ คนเชียงใหม่เราต้องการอากาศหายใจที่ปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ห้องปลอดฝุ่นให้กับเด็กเล็กและกลุ่มเปราะบางหน้ากาก N95 ที่ทั่วถึง และแผนปฏิบัติการดับไฟป่าที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยพร้อมทั้งดูแลสวัสดิภาพของคนที่อยู่หน้างานดับไฟป่า รัฐบาลต้องตอบคำถามชาวเชียงใหม่ให้ชัดว่า ท่านจะรอให้สถิติผู้ป่วยมะเร็งปอดพุ่งสูงขึ้นกว่านี้ หรือจะใช้อำนาจที่มีในมือช่วยรักษาชีวิตประชาชนเดี๋ยวนี้?อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น

พุธิตา ชัยอนันต์
พุธิตา ชัยอนันต์

กรณ์ หนุน เอกนิติ ลุยปฏิรูปราคาน้ำมัน พร้อมเสนอ 2 ทางออก 7 ประเด็นพิสูจน์

กรณ์ หนุน เอกนิติ ลุยปฏิรูปราคาน้ำมัน พร้อมเสนอ 2 ทางออก 7 ประเด็นพิสูจน์

กรณ์ หนุน เอกนิติ ลุยปฏิรูปราคาน้ำมัน พร้อมเสนอ 2 ทางออก 7 ประเด็นพิสูจน์

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.28 น.

นายกรณ์ จาติกวณิช  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า  ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีคลังเอกนิติ  พร้อม 2 ข้อเสนอหลัก และ 7 ข้อต้องพิสูจน์ 

ผมดีใจที่ท่านเอกนิติได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน ‘คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง‘ (คตร.) และหวังว่าจะได้เห็นข้อสรุปของคณะกรรมการชุดนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ผมและพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความเห็นว่า หนึ่งเดือนที่ผ่านมาประชาชนได้แบกภาระราคานํ้ามันที่สูงเกินควร เพียงฝ่ายเดียว

ราคานํ้ามันที่สูงมากมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ

1. ราคานํ้ามันในตลาดโลกที่สูงขึ้น
2. ค่าการกลั่นที่สูงมากกว่าปกติ
3. อัตราภาษีที่สูงต่อเนื่อง

คตร. ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า

1. ต้นทุนนํ้ามันดิบของโรงกลั่นที่แท้จริงคือเท่าไร?
2. ราคาที่โรงกลั่นได้ซื้อจริงหลังจากที่ราคาตลาดโลกได้เริ่มปรับสูงขึ้น เป็นราคาที่ต่างกับราคาอ้างอิงในการคำนวณค่าการกลั่นอย่างไร
3. ราคาที่ trader ในเครือของโรงกลั่นได้ซื้อจริงและขายต่อให้โรงกลั่น ว่ามีการ transfer ถึงโรงกลั่นในราคาที่มีส่วนกำไรหรือไม่?
4. ค่าขนส่ง ‘ทิพย์‘ ที่สมมุติว่ามีการส่งจากสิงคโปร์นั้นคิดเป็นเท่าไร?
5. ต้นทุนการกลั่นที่แท้จริงของโรงกลั่นนั้นเท่าไร?
6. ส่วนกำไรของโรงกลั่นที่เกิดจากค่าการกลั่นที่ผิดปกติในช่วงเดือนที่ผ่านมา เทียบกับช่วงปกติต่างกันอย่างไร
7.  ข้อมูลปริมาณสต็อกน้ำมัน ที่เข้าออกคลังน้ำมันของผู้ค้าในแต่ละวัน

โดยต้องเปิดเผยทั้งหมดต่อสาธารณะเพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ในภาวะวิกฤตนี้

หากพบว่ามีส่วนกำไรเกินปกติ ผมคิดว่าทางรัฐบาลมีทางเลือกหลัก สองทาง คือ

1. ปรับสูตรคำนวณค่าการกลั่นตามที่เหมาะสม

2. และ/หรือเก็บ ’ภาษีลาภลอย’ เพื่อเรียกคืนส่วนต่างตามที่เหมาะสม และใช้รายได้ภาษีในการลดภาระหนี้กองทุนนํ้ามันโดยตรง
และที่รัฐบาลควรทำเพิ่มเติมคือปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างมีนัย โดยที่ประชาธิปัตย์เสนอว่าในส่วนของภาษีสรรพสามิตควรปรับลด 6 บาท ย้อนหลังเป็นระยะเวลาเบื้องต้นรวม 3 เดือน
เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ วันนี้มีอย่างน้อยสองประเทศได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามันแล้ว เช่นอินโดนีเซียและออสเตรเลีย

ในขณะที่อินเดียและอังกฤษได้ประกาศใช้ภาษีลาภลอยแล้ว โดยที่ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศ EU กำลังพิจารณาข้อเสนอภาษีลาภลอยอยู่

กรณ์ หนุน เอกนิติ ลุยปฏิรูปราคาน้ำมัน พร้อมเสนอ 2 ทางออก 7 ประเด็นพิสูจน์

กรณ์ หนุน เอกนิติ ลุยปฏิรูปราคาน้ำมัน พร้อมเสนอ 2 ทางออก 7 ประเด็นพิสูจน์

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.28 น.

นายกรณ์ จาติกวณิช  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า  ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีคลังเอกนิติ  พร้อม 2 ข้อเสนอหลัก และ 7 ข้อต้องพิสูจน์ 

ผมดีใจที่ท่านเอกนิติได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน ‘คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง‘ (คตร.) และหวังว่าจะได้เห็นข้อสรุปของคณะกรรมการชุดนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ผมและพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความเห็นว่า หนึ่งเดือนที่ผ่านมาประชาชนได้แบกภาระราคานํ้ามันที่สูงเกินควร เพียงฝ่ายเดียว

ราคานํ้ามันที่สูงมากมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ

1. ราคานํ้ามันในตลาดโลกที่สูงขึ้น
2. ค่าการกลั่นที่สูงมากกว่าปกติ
3. อัตราภาษีที่สูงต่อเนื่อง

คตร. ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า

1. ต้นทุนนํ้ามันดิบของโรงกลั่นที่แท้จริงคือเท่าไร?
2. ราคาที่โรงกลั่นได้ซื้อจริงหลังจากที่ราคาตลาดโลกได้เริ่มปรับสูงขึ้น เป็นราคาที่ต่างกับราคาอ้างอิงในการคำนวณค่าการกลั่นอย่างไร
3. ราคาที่ trader ในเครือของโรงกลั่นได้ซื้อจริงและขายต่อให้โรงกลั่น ว่ามีการ transfer ถึงโรงกลั่นในราคาที่มีส่วนกำไรหรือไม่?
4. ค่าขนส่ง ‘ทิพย์‘ ที่สมมุติว่ามีการส่งจากสิงคโปร์นั้นคิดเป็นเท่าไร?
5. ต้นทุนการกลั่นที่แท้จริงของโรงกลั่นนั้นเท่าไร?
6. ส่วนกำไรของโรงกลั่นที่เกิดจากค่าการกลั่นที่ผิดปกติในช่วงเดือนที่ผ่านมา เทียบกับช่วงปกติต่างกันอย่างไร
7.  ข้อมูลปริมาณสต็อกน้ำมัน ที่เข้าออกคลังน้ำมันของผู้ค้าในแต่ละวัน

โดยต้องเปิดเผยทั้งหมดต่อสาธารณะเพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ในภาวะวิกฤตนี้

หากพบว่ามีส่วนกำไรเกินปกติ ผมคิดว่าทางรัฐบาลมีทางเลือกหลัก สองทาง คือ

1. ปรับสูตรคำนวณค่าการกลั่นตามที่เหมาะสม

2. และ/หรือเก็บ ’ภาษีลาภลอย’ เพื่อเรียกคืนส่วนต่างตามที่เหมาะสม และใช้รายได้ภาษีในการลดภาระหนี้กองทุนนํ้ามันโดยตรง
และที่รัฐบาลควรทำเพิ่มเติมคือปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างมีนัย โดยที่ประชาธิปัตย์เสนอว่าในส่วนของภาษีสรรพสามิตควรปรับลด 6 บาท ย้อนหลังเป็นระยะเวลาเบื้องต้นรวม 3 เดือน
เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ วันนี้มีอย่างน้อยสองประเทศได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามันแล้ว เช่นอินโดนีเซียและออสเตรเลีย

ในขณะที่อินเดียและอังกฤษได้ประกาศใช้ภาษีลาภลอยแล้ว โดยที่ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศ EU กำลังพิจารณาข้อเสนอภาษีลาภลอยอยู่

ส่องประวัติ คริส โปตระนันทน์ จากเด็กบ้านโป่งสู่สภาหอคอยงาช้าง

ส่องประวัติ คริส โปตระนันทน์ จากเด็กบ้านโป่งสู่สภาหอคอยงาช้าง

ส่องประวัติ คริส โปตระนันทน์ จากเด็กบ้านโป่งสู่สภาหอคอยงาช้าง

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.41 น.

หลังจากที่ คริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ หวิดวางมวย ปกรณ์วุฒิ สส. จากพรรคประชาชน กลางสภาเมื่อวาน ปมอ่านรายงานการเงินอุดหนุนผู้เคยเป็นสมาชิกสภาโดยใช้ AI ร่าง อย่าง ChatGPT จนกลายเป็นข่าวสนั่นลั่นทุ่งไปทั่วทั้งบ้านเมือง โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ที่ชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก

ซึ่งในวันนี้ ทืมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ขออาสาพาทุกท่านไปรู้จักกับ คริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ จาก พรรคเศรษฐกิจ โดยเขาคนนี้เป็นนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมายทั่วไป กฎหมายธุรกิจ กฎหมายป้องกัน ที่กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาว์นกันอยู่ ณ เวลานี้

คริส โปตระนันทน์

คริส โปตระนันทน์ เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2531 ที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ และไปเติบใหญ่ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และเมื่อ คริส มีอายุ 12 ปี เจ้าตัวได้เข้ามาร่ำเรียนที่กรุงเทพฯในระดับชั้นมัธยมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากนั้นไม่นานนัก คริสก็สอบเข้าได้ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ได้เกียรตินิยม สาขากฎหมายมหาชน

โดยหลังจากนั้นไม่นานนัก คริส โปตระนันทน์ ก็สอบเนติบัณฑิตได้ภายในเวลา 1 ปี แล้วไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ที่ประเทศอังกฤษ ทางด้านเศรษศาสตร์ เขาได้ทุนฟุลไบรท์ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบกลีย์ ที่สหรัฐอเมริกา ทางด้านกฎหมายในระดับปริญญาโท

คริส โปตระนันทน์

เส้นทางสู่เวทีการเมืองของ คริส โปตระนันทน์ เริ่มต้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2561 เมื่อ นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แนะนำเขา ต่อผู้เข้าร่วมประชุมว่าจะเป็นคนทำนโยบายด้านเศรษฐกิจในการประชุมใหญ่จัดตั้งพรรค

และเมื่อ พ.ศ. 2562 คริส ได้ลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของกรุงเทพมหานคร ได้เบอร์ 8 ใน เขต 6 โดยได้คะแนนไปถึง 23,980 คะแนน ซึ่งการลงเลือกตั้งครั้งนี้ของคริสได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากในโลกโซเชียล เพราะเจ้าตัวเน้นเข้าถึงประชาชนในพื้นที่และออนไลน์ โดยเขามีเอกลักษณ์ในการทำไลฟ์หาเสียงตามแคมเปญของเขาบนโลกโซเชียลมีเดีย

คริส โปตระนันทน์

ต่อมาในปี พ.ศ. 2563  พรรคอนาคตใหม่ได้ประกาศผลักดันร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า เพื่อปลดล็อกอุตสาหกรรมสุราพื้นบ้าน โดย คริส รับหน้าที่ร่างกฎหมายนี้ร่วมกับ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร และทีมงานคนอื่น ๆ ของพรรคอนาคตใหม่

จนมาถึง ปีพ.ศ. 2563 พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ คริส โปตระนันทน์ ได้ปรากฎตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 กับการประชุมใหญ่ปรพจำปีของพรรคพลเมืองไทย และได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ในเวลานั้น พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น พรรคเส้นด้าย ก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 6 อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

คริส โปตระนันทน์

กระทั่งกาลเวลาหมุนแปรเปลี่ยนมาถึงปัจจุบันปี พ.ศ. 2569 คริส โปตระนันทน์ ชนะการเลือกตั้ง เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เข้าสู่รัฐสภาตามที่ปรากฎชื่อและภาพอยู่บนหน้าสื่อและโลกโซเชียลในเวลานี้

คริส โปตระนันทน์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

เลขา ศอ.บต. ยอมรับ นายกฯเรียกถกปัญหาไฟใต้ ยันเกิดเหตุถี่ ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

เลขา ศอ.บต. ยอมรับ นายกฯเรียกถกปัญหาไฟใต้ ยันเกิดเหตุถี่ ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

เลขา ศอ.บต. ยอมรับ นายกฯเรียกถกปัญหาไฟใต้ ยันเกิดเหตุถี่ ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.22 น.

“เลขา ศอ.บต.”  ยอมรับ นายกฯ เรียกถกปัญหาชายแดนใต้พร้อมมอบนโยบายสำคัญ ยันเกิดเหตุถี่ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ชี้หน้าที่คณะพูดคุย เจรจาหาพื้นที่ปลอดภัยประชาชนแล้วจะทำอะไรก็ทำ

เมื่อเวลา 15.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้เรียก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ตึกไทยคู่ฟ่า ทำเนียบรัฐบาล

นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีได้เรียกมาหารือ เกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนเรื่องของการรักษาความปลอดภัยกอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ดูแลอยู่แล้ว แต่เรื่องการเยียวยาเป็นสิ่งที่ศอ.บต. รับผิดชอบ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นถี่ในช่วงนี้ 

“วันนี้จะมีการพูดคุยถึงการพัฒนาหรือการแก้ไขยุทธศาสตร์ภาคใต้กับเหตุที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ส่วนศอ.บต.จะดูเรื่องแผนการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมและการศึกษา รวมไปถึงการเยียวยา ทั้งนี้ศอ.บต. มีโมเดลที่จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องรอให้นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายสำคัญบางเรื่องด้วย”

เมื่อถามว่าสิ่งที่นำมาเสนอจะมีส่วนกำหนดในนโยบายรัฐบาลหรือไม่ เลขาฯ ศอ.บต. ปฏิเสธพร้อมระบุว่านโยบายรัฐบาลมีอยู่แล้ว เรามีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งโดยหลักแล้วทำอย่างไรก็ได้ ให้ประชาชนยิ้มได้และลดความทุกข์ นั่นคือโจทก์ จากนี้ศอ.บต. จะต้องไปดูเรื่องเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้สอดรับกับการแก้ไขปัญหา 

เมื่อถามว่ามีอะไรจะเสริมนายกรัฐมนตรีเรื่องการแถลงนโยบายด้านความมั่นคงหรือไม่ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลเรื่องปัญหาชายแดนใต้ นายปิยะศิริ กล่าวว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และยาเสพติดเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งอาจจะมีการเสนอทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งวันนี้เลขาธิการป.ป.ส. จะร่วมด้วย 

เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลจะเอาการเมืองนำการทหารในการดูแลพื้นที่ภาคใต้ เลขา ศอ.บต. กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นผู้รับ แต่เข้าใจว่าการพัฒนาต้องควบคู่กับการทหารและเรื่องทางกฎหมาย เพราะเชื่อว่าการพัฒนาสุดท้ายแล้วจะนำพาความเจริญและความสุขนี่คือหน้าที่ของศอ.บต. 

เลขาฯศอ.บต.กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่มีการยกระดับการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้นไม่ได้ประมาท เพียงแต่ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่เพียงพื้นที่เมืองอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ป่าเขาซึ่งทุกคนต้องช่วยกัน 

เมื่อถามว่าที่เกิดเหตุถี่ในช่วงนี้เป็นเพราะช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหรือไม่ เลขาฯศอ.บต. กล่าวว่าไม่ใช่เพราะปัจจัยในการเกิดเหตุมีหลายสาเหตุ พร้อมยืนยันว่าในพื้นที่ทำงานกันอย่างต่อเนื่องไม่น่าเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวอย่างแน่นอน 

ส่วนเรื่องการลักลอบส่งน้ำมันออกนอกประเทศนั้น เลขาฯศอ.บต.กล่าวว่า
เป็นเรื่องของศุลกากรและตำรวจ ศอ.บต.ดูเรื่องพัฒนา ซึ่งยอมรับว่าในภาคใต้มีปัญหาเรื่องน้ำมันอยู่บ้าง โดยทางดีเอสไอได้ลงพื้นที่ไปแล้วและทางจังหวัดก็ลงพื้นที่สุ่มตรวจ ดังนั้นเรื่องภาวะการกักตุนไม่น่าจะมีปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามถึงคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ยังคงเดินหน้าพูดคุยอยู่หรือไม่ เพราะหลายคนวิจารณ์ว่าไม่มีความต่อเนื่อง นายปิยะศิริ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องจบที่การเจรจา และก็มีการพูดคุยกันมาโดยตลอด ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในคณะพูดคุยฯ แต่ในมุมของตนดูเรื่องการผลักดันการลดอุปสรรคของการพัฒนา ไม่ได้มีส่วนในมิติการก่อเหตุ เพื่อขอความร่วมมือฝ่ายตรงข้ามว่าต้องมีพื้นที่ปลอดภัยเพราะเงื่อนไขคือประชาชนต้องปลอดภัย คุณจะทำอะไรก็ทำ

ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการรับมือช่วงเทศกาลงสงกรานต์ เลขาฯศอ.บต. กล่าวว่า กอ.รมน.และทางจังหวัดมีการซ้อมแผนรองรับเผชิญเหตุอยู่แล้ว มีการดำเนินการเป็นพิกัด เพราะเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ใดๆ  นอกจากนี้ยังดูเรื่องของอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนกองกำลังทหารและตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ก็มีการเพิ่มความเข้มงวดไม่อนุญาตให้ลาพัก และรวมไปถึงข้าราชการที่เป็นตำแหน่งหลักทั้งหมดด้วย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าด้วยว่าช่วงเย็นวันนี้ ( 3 ม.ย.) นายอนุทิน พร้อมด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ จะเดินทางไปร่วมฟังสวดพระอภิธรรมศพ นางลำเนา อยู่บำรุง ภรรยา ร.ต.อ.เฉลิม อยูบำรุง อดีตรองนายกฯ ที่วัดบางบอน กรุงเทพฯ 

กัณวีร์ ไขก๊อกยื่นลาออกพรรคพลวัต ร่ายยาวเหตุผลที่ต้องไป ย้ำไม่เกี่ยวข้องกันอีก

กัณวีร์ ไขก๊อกยื่นลาออกพรรคพลวัต ร่ายยาวเหตุผลที่ต้องไป ย้ำไม่เกี่ยวข้องกันอีก

กัณวีร์ ไขก๊อกยื่นลาออกพรรคพลวัต ร่ายยาวเหตุผลที่ต้องไป ย้ำไม่เกี่ยวข้องกันอีก

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

วันที่ 3 เมษายน 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต ได้โพสต์ภาพใบลาออกจากสมาชิกพรรคการเมือง โดยระบุว่า “เป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ที่ 3 เมษายน 2569 ผมตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคพลวัต อย่างเป็นทางการ และขอประกาศว่า ตั้งแต่บัดนี้ผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพรรคพลวัตอีกต่อไป

พรรคที่ผมคาดหวังและสร้างจากอุดมการณ์ร่วมกับอดีต ส.ส. 2 ท่าน คือพี่กอฟ และอาจารย์อภิสิทธิ์ กับการสร้างสถาบันการเมืองที่วางฐานการเมืองระบอบประชาธิปไตยโดยเอาหลักสิทธิมนุษยชนมาเป็นไขสันหลังหลัก เหมือนประเทศต้นแบบที่ไทยนำระบอบการเมืองประชาธิปไตยที่มีกฎหมายพื้นฐาน (Basic Law) ที่มีหลักการสิทธิมนุษยชนวางไว้ที่แก่นในของกฎหมายรัฐธรรมนูญ

นี่คือความหวังที่เรา 3 คน ได้คุยกันเป็นเวลาเกือบปีก่อนในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา แต่เนื่องด้วยเวลาอันสั้นในการจัดตั้งพรรคเพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งที่ผ่านมา เรามีเวลาไม่ถึง 1 เดือนในการรวมคนเพื่อลงเลือกตั้ง จึงทำให้อุดมการณ์การจัดตั้งพรรคที่เราคาดหวังไว้ไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ !!

ทุกคนต้องการทำการเมือง แต่วิธีปฏิบัติในพรรคพลวัตไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ เพราะการเมืองที่ผมตั้งใจแตกต่างจากหลายคนที่กระโดดเข้ามาร่วม จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่ผมต้องออกไปเดินหน้าทำงานตามที่ผมถนัดและมุ่งหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน การสร้างสันติภาพ และงานด้านการต่างประเทศที่ผมชื่นชอบ

ขอบคุณทุกคนที่เข้าร่วมอุดมการณ์การทำงาน ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เหมือนกัน และต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนการทำงานการเมือง และกำลังใจต่างๆ ที่ให้มา รวมทั้งคะแนนเสียงทั้งหมดจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ผมต้องขอขอบคุณจากใจจริงครับ

ผมยังทำงานอยู่ครับ และจนกว่าจะพบกันใหม่กับคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกันจริงๆ แล้วพบกันเร็วๆ นี้ครับ”

เลขาฯ สภาฯ รัฐบาลยังไม่ประสานจัดแถลงนโยบายฯ

เลขาฯ สภาฯ รัฐบาลยังไม่ประสานจัดแถลงนโยบายฯ

เลขาฯ สภาฯ รัฐบาลยังไม่ประสานจัดแถลงนโยบายฯ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

วันนี้ 3 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับการประสานจากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาล ต้องรอให้ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ชุดใหม่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อน จากนั้นนายกรัฐมนตรี จะทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาเพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจะมีการปรึกษาหารือถึงการกำหนดวันที่เหมาะสม ยืนยันว่าไม่ว่าจะเป็นวันไหน สำนักงานเลขาฯสภาฯก็พร้อมดำเนินการจัดการประชุม และการแถลงนโยบายถือเป็นเรื่องเร่งด่วน สามารถนัดวันประชุมได้ทันทีภายในหนึ่งวัน โดยไม่นับรวมวันที่รับและส่งเอกสาร 

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับร่างคำแถลงนโยบายฯ คงต้องรอให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกเพื่อให้การรับรองคำแถลงนโยบายก่อน เมื่อได้รับร่างคำแถลงนโยบายแล้ว ก็จะส่งให้สมาชิกผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ส่วนรูปเล่มก็จะแจกให้ในวันประชุมเลย ทั้งนี้ หากรัฐบาลขอแถลงนโยบาย วันที่ 10 และ 11 เม.ย.นี้ ก็พร้อม ดำเนินการจัดการประชุมร่วมรัฐสภาทันที 

ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์